แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าว แสดงบทความทั้งหมด

17 พฤศจิกายน 2567

“สุธีพัทธ์” สร้างชื่อ ครองแชมป์ ไต้หวัน กลาส ไท่ฟง โอเพ่น สมัยที่สองติดต่อกัน

17 พฤศจิกายน – สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย โชว์ฟอร์มเหนียวหวดอีก 4 อันเดอร์พาร์ 68 จบสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 ป้องกันแชมป์ไต้หวัน กลาส ไท่ฟง โอเพ่น สำเร็จ ที่สนามไท่ฟง กอล์ฟ คลับ เมืองชางฮัว ประเทศไต้หวัน เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยเฉือนชนะ รัญชนพงศ์ อยู่ประยงค์ เพียงสโตรคเดียว (ภาพ: Asian Tour) 

เอเชียน ทัวร์ จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “ไต้หวัน กลาส ไท่ฟง โอเพ่น” ชิงเงินรางวัลรวม 4 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14 ล้านบาท ณ สนามไท่ฟง กอล์ฟ คลับ ระยะ 7,302 หลา พาร์ 72 ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย แชมป์เก่าปีที่แล้ว ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายในตำแหน่งผู้นำร่วมกับ รัญชนพงศ์ อยู่ประยงค์ ทั้งคู่ขึ้นนำบนลีดเดอร์บอร์ดร่วมกันที่สกอร์เท่ากัน 21 อันเดอร์พาร์ เมื่อเหลือการเล่นเพียงหลุมเดียว ก่อนที่สุธีพัทธ์เป็นฝ่ายชิพเบอร์ดี้แชมป์ในหลุมสุดท้าย จบ 18 หลุมเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 68 เฉือนคว้าแชมป์ไปด้วยสกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 ส่วน รัญชนพงศ์พัตต์เบอร์ดี้ระยะ 10 ฟุตพลาดเป็นพาร์ เข้ามา 3 อันเดอร์พาร์ 69 รั้งรองแชมป์ด้วยสกอร์รวมพ่ายไปเพียงสโตรคเดียว


 

โปรตี้-สุธีพัทธ์ ประทีปเธียรชัย นักกอล์ฟวัย 31 ปี ซึ่งครองแชมป์ไต้หวัน กลาส ไท่ฟง โอเพ่น เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน และยังเป็นการคว้าแชมป์เอเชียน ทัวร์ ที่ประเทศไต้หวันเป็นรายการที่สามให้กับตัวเอง พร้อมรับเงินรางวัล 72,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.5 ล้านบาท และสิทธิลงเล่นในเอเชียน ทัวร์ 3 ปี เจ้าตัวเผยว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นและมีความสุขมาก ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายกับผมมาก วันนี้ผมพลาดเสียโบกี้ที่หลุม 6 และโมโหมาก แต่ก็จุดไฟให้ผมเร่งทำเบอร์ดี้ ซึ่งแคดดี้บอกกับผมว่าถ้ายังคงเล่นอยู่ ผมก็ยังมีโอกาสเสมอ”

 

ทางด้าน รัญชนพงศ์ อยู่ประยงค์ โปรหนุ่มดาวรุ่งวัย 23 ปี เผยหลังรั้งตำแหน่งรองแชมป์ว่า “หลุมสุดท้ายผมอ่านไลผิดไปหน่อย ผมไม่เคยจบเอเชียน ทัวร์ ในอันดับนี้นี้มาก่อน จึงรู้สึกพิเศษและมีความสุขมากที่สามารถคว้าอันดับสอง เพราะสามารถรับมือกับความกดดันได้ดีแม้ว่าจะเล่นไม่ได้ตามแผน”

 

ขณะที่ ชลทิตย์ ชื่นบุญงาม และ ฮุง เชียน-เหยา นักกอล์ฟเจ้าถิ่น หวดเข้ามาคนละ 4 อันเดอร์พาร์ 68 จบที่อันดับ 3 ร่วมกันด้วยสกอร์รวมเท่ากัน 18 อันเดอร์พาร์ 270 โดยมี แดนไท บุญมา และ และแจ็ค ทอมป์สัน ผู้นำร่วมในสองวันแรกจากออสเตรเลีย ตามมาที่อันดับ 5 ร่วมด้วยสกอร์รวมคนละ 16 อันเดอร์พาร์ 272

 

ส่วนผลงานนักกอล์ฟไทยที่น่าสนใจรายอื่น อติรุจ วินัยเจริญชัย (68) และ ธนภัทร พิชัยกุล (68) สกอร์รวมคนละ 13 อันเดอร์พาร์ 275 จบอันดับ 10 ร่วมโคสุเกะ ฮามาโมโต้ (66) สกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 276 อันดับ 12 ร่วมปวิธ ตั้งกมลประเสริฐ (71) สกอร์รวม 11 อันเดอร์พาร์ 277 อันดับ 14 ร่วมกัญจน์ เจริญกุล (69) และ สดมภ์ แก้วกาญจนา (71) สกอร์รวมคนละ 9 อันเดอร์พาร์ 279 รั้งอันดับ 19 ร่วม

           

ติดตามข่าวสารของเอเชียน ทัวร์ ได้ที่เว็บไซต์  www.asiantour.com และเฟซบุค Asian Tour

07 ธันวาคม 2566

โสสุโก้ห่วงใยชุมชน เดินหน้าส่งมอบสุขภัณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเติมเต็มความสุขให้แก่ผู้สูงอายุ

 


บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้อง สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำภายใต้แบรนด์โสสุโก้ โดยนางสาวลลิดา เปลี่ยนดี Brand & Communication Strategy Manager  บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) (แถวหน้า ที่ 2 จากซ้าย) และนายชิตวร วิเชียรพันธ์ SOSUCO Ware and Fittings Business Manager บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) (แถวหน้า ที่ 3 จากซ้าย) เป็นผู้แทนร่วมส่งมอบสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำโสสุโก้ เพื่อสุขอนามัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ตาม “โครงการสิงห์ดำปันสุข นั่งสนุก ลุกสบาย” เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้สูงอายุ พร้อมทั้งลดการเกิดอุบัติเหตุในห้องน้ำด้วยการเปลี่ยนโถสุขภัณฑ์จากนั่งยองเป็นนั่งราบ จำนวน 100 ชุด ให้กับ 100 ครัวเรือน จาก 20 หมู่บ้าน 5 ตำบล ในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เฟส 1  รวมมูลค่าทั้งหมด 300,000 บาท โดยมี โดยมีนางดวงพร คุณากรวงศ์ นายอำเภอหนองหญ้าไซ (แถวหน้า ที่ 3 จากขวา) และนายนฤพนธ์ แสนดี ปลัดอำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี (แถวหน้า ที่ 2 จากขวา) เป็นผู้แทนรับมอบ 

18 ตุลาคม 2565

เปิดบ้าน คลินิกรักไต Love Kidney Clinic

 



กิจกรรม Open house เปิดบ้านคลินิกรักไต Love Kidney Clinic เมื่อเร็วๆ นี้ โดย ผศ.นพ.วีรยะ เภาเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน (คนที่ 5 จากซ้ายมือ) ให้เกียรติเยี่ยมชมพร้อมเปิดบ้าน เป้าหมายเพื่อเน้นย้ำความรู้ ลดเสี่ยงก่อนเกิดโรคไตในคนไทย ซึ่งปัจจุบันพบว่าเป็นมากอันดับต้นๆ ของโลก คลินิกรักไต ให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพ แพทย์เฉพาะทางโรคไต เภสัชกร นักกำหนดอาหาร นักกายภาพบำบัด ที่จะคอยให้คำแนะนำ ชลอก่อนเกิดไตเสื่อมในแบบเฉพาะรายบุคคล เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับสาเหตุของไตเสื่อมที่ต่างกัน


03 พฤศจิกายน 2564

“Blockchain Thailand Genesis 2021” สร้างจินตนาการไร้ขอบเขต เชื่อมต่อโลกปัจจุบันสู่โลกเสมือนจริง

หลังจากการจัดงาน Blockchain Thailand Genesis 2020 ประสบความสำเร็จอย่างดีงามและสร้างกระแสตอบรับจากผู้ประกอบการ นักลงทุน และบุคคลทั่วไปอย่างท้วมท้น ในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องให้แก่ประชาชนสาธารณชน และกลับมาอีกครั้งกับการจัดงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 ขึ้นเป็นปีที่ 4 ภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ในรูปแบบการจัดงานออนไลน์แบบโลกเสมือน สร้างจินตนาการไร้ขอบเขต ซึ่งได้แถลงข่าวการจัดงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 : The Era of Metaverse and Digital Asset บล็อกเชนไทยแลน์เจเนซิส ปี 2021 กับดินแดนโลกเสมือนจริง ขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

 นายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าวว่า ถือเป็นพันธกิจสำคัญของ สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ในส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนไทยสู่ยุคใหม่แห่งสินทรัพย์ดิจิทัลกับงานบล็อกเชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย โดยการจัดงานปีที่ 4 นี้ ภายใต้มาตรการพิเศษเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 จัดในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริง ซึ่ง สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ผนึกกำลังร่วมกับ บริษัท คริปโตมายด์ จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 : The Era of Metaverse and Digital Asset บล็อกเชนไทยแลน์เจเนซิส ปี 2021 ขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 

ซึ่งเล็งเห็นว่ากิจกรรมนี้จะสามารถกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการเข้าถึงความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาประยุกต์ใช้ในธุรกิจแก่ผู้ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยได้รับงานสนับสนุนร่วมจาก Zipmex, 100x, Inspex, Bitazza, KUBIX, Baker Mckenzie, Bitkub Blockchain และบริษัทพันธมิตรอีกมากมายในปี 2021 นี้

 


 ​สำหรับหัวข้อในงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 : The Era of Metaverse and Digital Asset บล็อกเชนไทยแลน์เจเนซิส ปี 2021 กับดินแดนโลกเสมือนจริง ให้คุณได้ปลดล็อคขีดจำกัดโลกเทคโนโลยี กับโลกเสมือนจริง ใช้ชีวิตในรูปแบบที่คุณต้องการ ไม่ว่าจะการเดินทาง ใช้ชีวิต หรือการได้พบปะพูดคุยกับคนที่เป็นมนุษย์จริงๆ  ผ่าน โลกอินเตอร์เน็ตที่มีตัวตน (embodied internet) มาถึงแล้ว อย่าพลาดโอกาสในการเข้าถึงวิทยากรระดับประเทศ และความรู้ระดับโลกจากตัวจริงในวงการบล็อกเชน

 


นายสัญชัย ปอปลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ จำกัด และที่ปรึกษาสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ผู้จัดงานหลัก Blockchain Thailand Genesis กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่โลกจริงไม่สามารถเกิดได้ จะเกิดขึ้นในโลกเสมือนแห่งนี้ งาน Blockchain Thailand Genesis 2021 : The Era of Metaverse and Digital Asset บล็อกเชนไทยแลน์เจเนซิส ปี 2021 โลกเสมือนสุดจินตนาการไร้ขอบเขตเชื่อมต่อ โลกปัจจุบัน สู่ โลกเสมือนจริง ทางดิจิทัล โดยอาศัย Metaverse เป็นประตูสู่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล บวกกับจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องไลฟ์สไตล์ของทุกคนแบบไร้รอยต่อ 


ภายใต้ 4 หัวใจหลัก ได้แก่

• บิทคอยน์ (Bitcoin)

Bitcoin Standard Bitcoin Standard and Currency Acceptance บิทคอยน์ กับการเป็นมาตรฐานเงินตรา และโอกาสที่จะกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลก แนวโน้มการลงทุนของนักลงทุนสถาบันในตลาด Cryptocurrency

 • สินทรัพย์ ดิจิทัล และเทคโนโลยีบล็อกเชน (Digital Asset and Blockchain)

Asset Backed Token : สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีหลักทรัพย์ในโลกจริง, นักลงทุนลงทุนใน Cryptocurrency ตอนนี้ทันมั้ย?, CDBC กับโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย, Ethereum Disruption, What next?

 • ระบบการเงินแบบไร้ศูนย์กลาง (DeFi)

DeFi กับธุรกิจธนาคาร เพื่อนรัก หรือเพื่อนร้าย?, DeFi และกฏเกณฑ์  โลกคู่ขนานที่ต้องมาบรรจบกัน, ความเสี่ยงในโลก DeFi ที่รู้ และจัดการได้

• สินทรัพย์สิทธิต้นฉบับดิจิทัล และเกมมิ่ง (NFT and Gaming) 

NFT โอกาสหรือแค่กระแสชั่วคราว, GameFi กระแสการลงทุน play-to-earn ในโลก Cryptocurrency

 ภายในงานจัดขึ้นภายใต้แพลตฟอร์ม Gather Town ในการสร้างประสบการณ์การร่วมงานอีเว้นท์แบบใหม่ พาคุณไปท่องโลกเสมือนจริงแบบ 2D ใครสนใจ Gathering กันใน Gather Town ที่ออกแบบไว้อย่างล้ำสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ เสริมประสบการณ์โลกเสมือน (Metaverse) สุดชิคอย่าง Gather Town หรือ Gather.town พบปะคนเป็นๆ ได้โดยไม่ต้องเดินทางจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้มนุษย์เรามีข้อจำกัดในการเดินทางมาพบปะ รวมถึงประสบการณ์ในการพบปะกันจริงๆ นั้นหายไป แต่ปัญหานั้นจะหมดไปด้วย Platform Gather Town พาคุณไปท่องโลกเสมือนจริง 

โดยทุกคนสามารถเข้าร่วมโลกเสมือนได้ด้วยการกดสร้างตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณเองได้ ทั้งหน้าตา สีผม ทรงผม เครื่องแต่งกาย ฯลฯ เข้าโลกเสมือน และสามารถเดินสำรวจพื้นที่ ขึ้นอยู่กับงาน ออฟฟิศ หรือสถานที่ที่เราเข้าไปร่วม (เหมือนโลกจริงๆ เลยใช่มั้ยล่ะ?!) พบปะผู้คนได้ตามห้องประชุม (สามารถเปิดกล้อง และไมค์คุยกันได้ด้วยนะ) หรือมุมพักผ่อนอย่าง Cafe & Games

 ผู้สนใจสามารถเข้าชมงานสัมผัสโลก Metaverse ในวงการบล็อกเชน ผ่านงาน Blockchain Thailand Genesis 2021 ใน Gather town โดยซื้อบัตรเข้างาน ผ่านทาง zipeventapp.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/blockchainthailandevent ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

11 ตุลาคม 2564

สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ สานพลังชาวจุฬาฯ ทั่วโลก ร่วมทำดีในคอนเซ็ปต์ “จุฬาฯ รับใช้ประชาชน”ในงาน “ปิยมหาราชานุสรณ์ 2564”

 


สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) เดินหน้าจัดงาน   “ปิยมหาราชานุสรณ์ 2564” ภายใต้แนวคิด “จุฬาฯ รับใช้ประชาชน” น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกําเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมพลพี่น้องชาวจุฬา ฯ ทั่วโลก เชื่อมเกียรติภูมิจุฬา ฯ สานพลังทำความดีแบบ “4Dตลอดเดือนตุลาคม รับวิถี Next Normal


นางสาวอัจฉรินทร์
พัฒนพันธ์ชัย นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงานปิยมหาราชานุสรณ์ ประจำปี 2564 และ ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ พร้อมด้วยเหล่านิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบัน ร่วมงานแถลงข่าวแบบออนไลน์จัดงาน “ปิยมหาราชานุสรณ์ 2564” โดยมีชาวจุฬาฯ จากทั่วโลกหลอมรวมใจกันเป็นหนึ่งเข้าร่วมกว่า 300 คน

นายก สนจ. กล่าวว่า งาน “ปิยมหาราชานุสรณ์ 2564” ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นตลอดเดือนตุลาคม เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมสานต่อปณิธานแห่งการให้ภายใต้แนวคิด “จุฬาฯ รับใช้ประชาชน” รวมพลังชาวจุฬาฯ ทั่วไทย ทั่วโลก ชวนกันมาทำความดีผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อหารายได้สมทบทุนจุฬาสงเคราะห์ ทุนอาหารกลางวัน และสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ให้น้องนิสิตจุฬาฯ ได้ใช้เรียนและทำกิจกรรมจิตอาสาออนไลน์ควบคู่กันไป นับเป็นการส่งต่อโอกาสที่ดีจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินในแคมเปญออนไลน์ “Less is More” เริ่มต้นบริจาคได้ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป


อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งเดือนตุลาคม สนจ. จะจัดกิจกรรมออนไลน์ที่หลากหลาย ปรับรูปแบบใหม่ให้สอดรับกับยุค Next Normal โดยนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาใช้ร่วมดูแลประชาชน ขับเคลื่อนสังคม และสร้าง “ผู้นำแห่งอนาคต” (Future Leaders) ให้กับประเทศไทย ซึ่งชาวจุฬาฯ จากทั่วทุกมุมโลกสามารถร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Chulalongkorn University และ Chula Alumni

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว เราชาวจุฬาฯ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งนำองค์ความรู้และนวัตกรรมที่หลากหลายมาช่วยเหลือประชาชนให้ยังคงดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย เรามีหุ่นยนต์ CU RoboCOVID ทั้งน้องปิ่นโต น้องกระจก และมีกิจกรรมใหม่อย่าง “ข้าวแสนกล่อง” และ “กล่องรอดตาย” ซึ่ง สนจ. ได้เข้าไปมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมเหล่านั้นอย่างเต็มรูปแบบ นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  โดยจากนี้ไปอีก 2 ปี ข้างหน้า ทิศทางการดำเนินงานของ สนจ. จะมุ่งสร้างสรรค์และดำเนินกิจกรรมดี ๆ เพื่อรับใช้ประชาชนแบบ 4D ร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกยุค Next Normal”  นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าว

สำหรับที่มาของแนวคิดจุฬาฯ รับใช้ประชาชนแบบ “4D” นั้น ประกอบด้วย D1 : Diversity ไม่ว่าจะเป็นจุฬาฯ รุ่นไหน Generation อะไร อยู่ที่ไหน ทั่วไทย ทั่วโลก ก็สามารถร่วมทำความดีเพื่อสังคมได้ D2 : SDGs (Sustainable Development Goals) สนับสนุนและมีส่วนร่วมกับประชาคมโลกสร้างความยั่นยืนให้บรรลุทั้ง 17 เป้าหมาย ด้วยความถนัด ความเชี่ยวชาญของจุฬาฯ ผ่านนวัตกรรมมากมาย D3 : Digital Platform เชื่อมโยงทุกคนเข้าหากันด้วยช่องทางดิจิทัลหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น 1) CHAM Mobile App 2) www.dek.chula.ac.th ชวนคนจุฬาฯ กลับมาเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต 3) Instagram 4) Clubhouse และ 5) Tiktok  ปิดท้ายด้วย D4 : DSR (Digital Social Responsibility) กิจกรรมจิตอาสาออนไลน์ที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง

ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวจุฬาฯ ทั่วไทย ทั่วโลก และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินสมทบทุนในงาน “ปิยมหาราชานุสรณ์  2564” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้นำแห่งอนาคตผ่านแนวคิด “4D” ดังกล่าว เพียงสแกนคิวอาร์โค้ดเข้าสู่เว็บบริจาค www.cuaa.chula.ac.th

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ของทางสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Chula Alumni



19 กันยายน 2564

พม.แถลงกรณีนักพัฒนาสังคมทุจริตเงินกลุ่มเปราะบาง หลังถูกจับกุมตัวได้

พร้อมตรวจสอบทั้งระบบป้องกันการทุจริตในอนาคต

วันนี้ (19 ก.ย. 64) เวลา 14.15 น. นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) พร้อมด้วยนางสาวสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายภูมิวิศาล เกษมศุข รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ พ.ต.อ.ณัฐณวิทย์ สิทธาภิรมย์ ผกก.1 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)  ร่วมแถลงข่าวกรณีนักพัฒนาสังคมทุจริตเงินกลุ่มเปราะบาง ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ ผ่านการถ่ายทอดสด (Live) ผ่าน เพจ Facebook พม. (SocialMsociety) ณ ห้องประชุมชั้น 2 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว ถนนกรุงเกษม กทม.

นางพัชรี กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีการทุจริตเงินของทางราชการของนายพิศาล สุขใจธรรม นักพัฒนาสังคมชำนาญการ ในเบื้องต้น กระทรวง พม. ได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน และอายัดเงินในบัญชีทั้งหมดของผู้กระทำความผิด เพื่อทำให้ตรวจสอบเงินในบัญชีได้มากขึ้น และไม่ให้มีการถ่ายโอนเงินไป
ให้บัญชีของผู้อื่น นอกจากนี้ ยังให้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผู้กระทำความผิดได้ยักยอกเงินของกระทรวง พม. แล้วถ่ายโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว และมีการโอนเงินเข้าบัญชีของใครต่อหรือไม่ เพื่อจะได้เอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อีกส่วนหนึ่ง คือ กระทรวง พม. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อจะตรวจสอบว่ามีผู้กระทำความผิดเพียงคนเดียว หรือมีบุคคลอื่น หรือหน่วยงานอื่นเกี่ยวข้องร่วมกันกระทำความผิดด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า มีการกระทำความผิดในปีนี้ 2564 เนื่องจากในการดูแลเรื่องงบประมาณนั้น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จะเข้ามาดำเนินการตรวจสอบหน่วยงานเป็นประจำทุกปี ทำให้ผู้กระทำความผิดเร่งถ่ายโอนเงินสิ้นปีงบประมาณ 2564 ภายในเดือนกันยายนนี้ และรีบหนีไปก่อน ที่ สตง.
จะเข้ามาตรวจสอบและพบการกระทำความผิด

นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีดังกล่าว กระทรวง พม. จะถอดบทเรียนในการแก้ไขระบบเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นอีก เนื่องจากอาจมีช่องว่างของระบบตัวบุคคลที่มอบหมายให้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายต่างๆ ถึงแม้จะมี 3 คน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเงินในระบบ IT ของราชการ ถือว่ามีจุดอ่อนเยอะมาก จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยจะต้องปรับบุคคลที่เคยทำงานอยู่ในสังกัดกรมนี้ให้ย้ายไปทำงานกรมอื่น มีการสลับหน่วยงานในแต่ละกรมสังกัดกระทรวง พม. เพื่อไม่ให้เกิดการไว้วางใจ มีการมอบรหัสเบิกจ่ายเงิน และอาจจะให้หน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้องที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบ IT มาช่วยดูระบบของกระทรวง พม. ทั้งหมด 

                    คลิป : พม.แถลงกรณีนักพัฒนาสังคมทุจริตเงินกลุ่มเปราะบาง หลังถูกจับกุมตัวได้ 

ทั้งนี้ ขณะนี้ ได้มีการเปลี่ยนรหัสใหม่ทั้งหมดของกระทรวง พม. เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำความผิดเข้ามายักยอกเงินได้อีก และในอนาคตจะต้องมีการปรับระบบใหม่ทั้งหมด ว่ามีช่องว่างอย่างไรนอกจากตัวบุคคล หากพบว่ามีช่องว่างตรงไหนก็จะปิดระบบตรงนั้น สำหรับในส่วนของการป้องกันการทุจริตนั้น  กระทรวง พม. จะได้ร่วมมือกับ ปปท. และ ปปง. เพื่อหารือถึงแนวทางร่วมกันในการแก้ไขกรณีดังกล่าวที่เป็นเคสตัวอย่าง เป็นการทุจริตเงิน โดยไม่ได้จับเงินเลย เราจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันการทุจริตในอนาคต

17 กรกฎาคม 2564

“ณิฐ์ภาวรรณย์ นิกกี้” ร่วมกับเหล่าอสส. ลงพื้นที่ช่วยชุมชนเขตดอนเมืองต่อเนื่อง

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 ยังคงส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง หลายครอบครัวยังเผชิญกับการใช้ชีวิตที่ยากลำบาก ซึ่งในท้องที่เขตดอนเมืองยังพบผู้ป่วยที่ยังรอการประสานเตียงเพื่อรักษาต่ออีกหลายราย ล่าสุด ณิฐ์ภาวรรณย์ – นิกกี้ แตงเอี่ยม ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยเขตดอนเมือง พร้อมทีมอาสาสมัครจากศูนย์สาธารณสุขชุมชน 60 ลงพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือ โดยนำข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ ไปให้กับผู้กักตัวและผู้ป่วย ล่าสุดประสานนำส่งผู้ติดเชื้อโควิดอายุ 53 ปีซึ่งอยู่ในสภาวะอาการหนักต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ อาศัยอยู่ภายในชุมชนสู่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

นางสาวณิฐ์ภาวรรณย์ นิกกี้ แตงเอี่ยม กล่าวว่า เราได้ร่วมกับประธานชุมชนทัดชาวิลล่าและทีมอาสาสมัครจากศูนย์สาธารณสุขชุมชน 60 ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ป่วยจากเชื้อโควิด – 19 และผู้ที่กักตัวอยู่ที่บ้าน โดยเข้าไปรับทราบถึงอาการต่างๆ และได้เห็นถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

จึงได้ร่วมกับทีมอาสาฯ นำข้าวสารอาหารแห้ง ไข่ มาแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อแบ่งเบาภาระ ไม่มากก็น้อย นอกจากนี้ยังได้พยายามประสานกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ยังคงรอเตียงเพื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล

โดยทางเราได้พยายามลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนทั่วไป พยายามที่จะคัดกรองเคสที่มีอาการหนักและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนก่อน โดยล่าสุดได้รับการประสานข้อมูลจากประธานชุมชนทัดชาวิลล่า เขตดอนเมืองทางด้านอาการของคุณศรีสมพร จุลกัลป์ วัย 53 ปี ซึ่งป่วยด้วยโรคประจำตัวและติดเชื้อโควิดอยู่ที่บ้าน อาการหนักอย่างน่าเป็นห่วง จึงได้ลงพื้นที่เพื่อประสานหาเตียงและปัจจุบันได้รับการช่วยเหลือแล้ว

“ในสภาวการณ์ปัจจุบัน หากใครช่วยเหลืออะไรกันได้ ก็ต้องช่วยเหลือกัน เพราะไม่ว่าจะเรื่องปากท้องของชาวชุมชนหรือการเจ็บป่วย ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือทั้งสิ้น เราก็ได้พยายามประสานและลงพื้นที่เพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะคนดอนเมืองไม่ทิ้งกัน” นางสาวณิฐ์ภาวรรณย์ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาทางตัวแทนพรรคภูมิใจไทยเขตดอนเมืองยังร่วมกับทีมอสส. ร่วมกันตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับชุมชนต่างๆ ด้วย อาทิ ชุมชนดาวทอง ชุมชนยิ่งโอฬาร ชุมชนวังทอง ชุมชนอยู่เจริญบุญมา ชุมชนปิ่นเจริญ 2

ทางด้านนางสาวปวีณ์ธิดา เย็นสุวรรณ ประธานชุมชนทัดชาวิลล่า กล่าวถึงการประสานผู้ป่วยวัย 53 ว่า “ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคุณนิกกี้ที่ช่วยเหลือเคสของคุณศรีสมพร จุลกัลป์ ซึ่งเป็นสมาชิกในชุมชนทัดชาวิลล่า ซึ่งติดเชื้อโควิด มีอาการไอ เจ็บคอ หายใจไม่สะดวก หอบและเหนื่อย ทานข้าวไม่ได้ ลิ้นไม่รู้รส จมูกไม่ได้กลิ่น

เมื่อสี่ปีก่อน ผู้ป่วยเคยเข้ารับการผ่าตัดปอด หัวใจและปอดได้หายไปบางส่วนทำให้การหายใจค่อนข้างลำบาก เมื่อเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดซึ่งพอเราทราบข่าวอาการผู้ป่วย จึงเกิดความเป็นห่วงที่ผู้ป่วยจะเป็นอันตราย จึงได้ประสานงานหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอเตียง รวมถึงการประสานขอเตียงกับทางตัวแทนเขตดอนเมือง

ซึ่งตอนนี้ได้รับความช่วยเหลือหาเตียงเพื่อเข้ารับการรักษาแล้ว สร้างความดีใจให้กับครอบครัวผู้ป่วยเป็นอย่างยิ่ง”

ประธานหมู่บ้านทัดชาวิลล่า ยังกล่าวด้วยว่า “ ภาพรอยน้ำตาแห่งความดีใจ คำขอบคุณจากผู้ป่วย จากบุตรชายของผู้ป่วยที่กล่าวคำขอบคุณผ่านมาทางดิฉันสู่คุณนิกกี้และทีมงานด้วยที่ทำให้การเข้าไปช่วยเหลือและทำให้การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ สร้างความสุขให้กับครอบครัวและผู้ปฏิบัติงาน

ในฐานะประธานชุมชนทัดชาวิลล่าพร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกในชุมชนต้องขอขอบคุณที่เข้ามาช่วยประสานหาเตียงให้กับผู้ป่วยรายได้และหาเตียงให้กับผู้ป่วยรายอื่นๆ ท่ามกลางสภาวะการที่ยากลำบากเช่นนี้ ซึ่งสร้างความปลาบปลื้นดีใจให้กับผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างมาก”

อย่างไรก็ตาม ในกรณีผู้กักตัวหรือผู้ที่ติดเชื้อ ทางทีมงานได้นำของบริจาคไว้หน้าบ้านเพื่อเว้นระยะห่าง แต่ยังคงห่วงใยซึ่งกันและกัน 






16 กรกฎาคม 2564

บี.เค.เค.ซิกเนเจอร์ ร่วมกับ ม.ราชภัฎสุราษฎร์ธานี MOU ร่วมพัฒนาคุณภาพสารสกัดจากพืชกระท่อม

บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพืชกระท่อม โดยมีเป้าหมายเพื่อการวิจัยในการพัฒนาคุณภาพสารสกัดจากพืชกระท่อม จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนพืชกระท่อม

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงได้จัดงานการประชุมผ่านทางออนไลน์ โดยมีนายโกศล ตาลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด และ ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนาม

ฝ่ายบริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด

นายโกศล ตาลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด
นางสาวปภากร ลีศิริชัยกุล กรรมการอาวุฒิโส บริษัท บี.เค.เค ซิกเนเจอร์ จำกัด
นายสัตวแพทย์อนันต์ ฤกษ์ดีปศุสัตว์พื้นที่ 3 ปฏิบัติราชการในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ฝ่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ผศ.ดร.วัฒนา รัตนพรหม รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
ดร.นรา พงษ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา

ตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)
นายวีระพล ใจจันทร์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการ ส่วนเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ



10 กรกฎาคม 2564

"เราช่วยคุณคุณช่วยร้าน" ไทยพาณิชย์จัดให้ !! ออกค่าส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์

ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับโรบินฮู้ด เป็นกำลังใจช่วยคนไทย โดยออกมาตรการพิเศษ “ส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าด้วยการออกค่าส่งอาหารให้ฟรีทุกออเดอร์ และหวังว่าผู้สั่งอาหารจะช่วยสั่งจากร้านเล็กที่เดือดร้อนเพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนร้านเล็กให้รอดไปด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 11 – 25 กรกฎาคม 2564 รวม 15 วัน 

ทั้งนี้ มาตรการพิเศษในครั้งนี้อาจทำให้มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก การหาไรเดอร์อาจจะมีติดขัดได้บ้าง ทางทีมงานได้เร่งรับไรเดอร์เพิ่มเติมอย่างเต็มที่ แต่ความเดือดร้อนไม่รอให้เราเตรียมการได้อย่างสมบูรณ์แบบได้  เราจะพยายามอย่างดีที่สุดที่จะช่วยเหลือกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ หากผิดพลาดหรือไม่ได้รับความสะดวกประการใด ต้องขออภัยผู้ใช้บริการล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ 

มาร่วมกันเป็นช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านมหาวิกฤตนี้ไปด้วยกัน 

#เราช่วยคุณคุณช่วยร้าน #เราจะสู้ไปด้วยกัน #Robinhood  #แอปเพื่อคนตัวเล็ก

09 กรกฎาคม 2564

วชิรพยาบาล เปิดตัวแอปฯ “Vajira @ Home” นวัตกรรมที่ให้ผู้ป่วยพบหมอได้จากที่บ้าน สะดวกสบาย ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ป่วยยังต้องการมาพบแพทย์ปกติตามนัดหมาย และเพื่อลดความเสี่ยงในการเดินทางมาโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล เปิดตัวแอปพลิเคชั่น  “Vajira @ Home” ไกลเหมือนใกล้ พร้อมให้บริการ จากโรงพยาบาลสู่บ้านคุณ เป็นนวัตกรรมการให้บริการที่ให้ผู้ป่วยนัดหมายพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ง่ายด้วยปลายนิ้ว สะดวกสบาย ส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง  

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ประธานในพิธีกล่าวถึงแนวคิดและวัตถุประสงค์การจัดทำแอปพลิเคชั่น “Vajira @ Home” ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังมีผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีความกังวล หากต้องมาพบแพทย์ ทางวชิร พยาบาล จึงมีนโยบายเพิ่มช่องทางการรักษาจากที่บ้านโดยไม่ต้องมาโรงพยาบาล ด้วยระบบโทรเวชกรรม  (Telemedicine) ผ่านแอปพลิเคชั่น เป็นการรักษาแบบแพทย์ทางไกล ในการรับส่งข้อมูลเชิงสุขภาพกับผู้ป่วยผ่านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม โดยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเปิดตัวแอปพลิเคชั่นอย่างเป็นทางการแล้วในวันนี้ 

ทั้งนี้ การออกแบบของแอปพลิเคชั่น โดยยึดผู้ป่วยเป็นจุดศูนย์กลางของแผนแบบ (Patient centric design) ที่นำบริการทางการแพทย์ถึงมือผู้ป่วย เพิ่มความสะดวกสบาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังใช้ติดตามการรักษาผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ เช่น ผู้ป่วยกระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) การติดตามผลการรักษาก่อนและหลังผ่าตัด การสอนทำกายภาพบำบัด ผู้ป่วยสามารถนัดหมายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมรับคำปรึกษา วินิจฉัยโรค รักษา เสมือนกับการเดินทางมาโรงพยาบาล

รวมทั้ง ยังเปิดให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลการนัดหมายทั้งก่อนวันนัด คิวการรับบริการ ผู้ป่วยสามารถเปิด ”ประวัติสุขภาพ” ที่มีผลการวินิจฉัย การรักษา ยาที่ได้รับ รวมทั้งผลการตรวจเลือด ในส่วน “สมุดบันทึก” ผู้ป่วยสามารถบันทึกค่าต่างๆ เช่น ข้อมูลน้ำตาล ค่าความดันโลหิต โดยสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องมืออื่นๆ เช่น นาฬิกาดิจิทัล (สมาร์ทวอทช์) สามารถถาม-ตอบแบบอัตโนมัติด้วยระบบ Chat Bot นอกจากนี้สามารถแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินพร้อมระบุตำแหน่ง GPS เพื่อเรียกรถพยาบาล ให้ไปถึงตำแหน่งที่หมายอย่างรวดเร็วและถูกต้อง 

โดยทุกฟังก์ชั่นการทำงาน การให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน “Vajira @ Home” ไกลเหมือนใกล้ พร้อมให้บริการ จากโรงพยาบาลสู่บ้านคุณ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึงและปลอดภัย  ให้การดูแลผู้ป่วยอย่างมีมาตรฐานและประสิทธิภาพแบบครบวงจร พร้อมประสานเครือข่ายสาธารณสุขทั่วกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง ครบประโยชน์ในแอปฯ เดียว  

ผศ.นพ.จักราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทางโรงพยาบาลได้เริ่มโปรโมทแอปฯ ให้คนไข้ได้รับทราบแล้ว ในช่วงที่คนไข้นั่งรอรับยาหรือรอพบหมอจะแนะนำให้คนไข้ดาวโหลดแอปฯ ไว้บนมือถือ โดยในช่วงแรกตั้งเป้าจะมีคนไข้ดาวโหลดแอปฯ ไปใช้ประมาณ 10% ของคนไข้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล 3,000 คน/วันในปีแรก 

รศ.พญ.สว่างจิต สุรอมรกูล ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า  การดาวโหลดแอปพลิเคชั่น “Vajira @ Home” ไว้บนมือถือจะเป็นประโยชน์มากทั้งคนไข้และหมอ เพียงคนไข้ลงทะเบียนสมัครใช้งาน ยืนยันตัวตน จากนั้นทางโรงพยาบาลจะทำการตรวจสอบ เมื่อคนไข้ได้รับการอนุมัติแล้วจะสามารถเข้าใช้งานในฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้ คนไข้สามารถนำข้อมูลประวัติการรักษาแชร์ให้หมอท่านอื่น ๆ ได้ กรณีคนไข้ต้องไปพบหมอหลายโรงพยาบาล  

รศ.ดร.นพ.เมษัณฑ์ ปรมาธิกุล ผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า  นอกเหนือจากความโดดเด่นของแอปพลิเคชั่นแล้ว ทางโรงพยาบาลฯ ยังได้ร่วมกับ บริษัท แอมเจน (ประเทศไทย) จำกัด จัดทำโครงการบริการฉีดยาโรคกระดูกพรุนให้ผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้คนไข้โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกมารับการฉีดยาที่โรงพยาบาล สามารถได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์อนุแสง จิตสมเกษม รองคณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลกล่าวว่า application นี้ เป็น application ทาง telemedicne แรกในประเทศไทย ที่นำเอา Blockchain ที่มักใช้กับ Fin Tech มาใช้กับ Health Tech ซึ่งจะทำให้ระบบมีความปลอดภัยในการปกป้องข้อมูลสูง ตามกฎหมาย PDPA ที่ประเทศไทยกำลังจะประกาศใช้ในปีหน้า


สามารถรับชมวีดีโอได้ที่ Link https://www.youtube.com/watch?v=qzvBH3JfJG8









06 กรกฎาคม 2564

ทีเส็บภาคเหนือผสานเอกชนจัดแพ็กเกจ “ขึ้นเหนือทีเดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม”

 


          6 กรกฎาคม 2564 - นางจุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคเหนือ เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ได้มีโครงการส่งเสริมการจัดกิจกรรมประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ชื่อ “ประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่า” โดยให้งบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมจำนวน 15,000 บาท และ 30,000 บาทแก่องค์กรนิติบุคคลหรือสถานที่จัดงาน เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และก่อให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ไปยังชุมชนและสังคมที่อยู่ในอุตสาหกรรมการประชุมในพื้นที่นั้น ทางสำนักฯ ภาคเหนือ ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ในการจัดทำแพ็กเกจกิจกรรมองค์กรต่าง ๆ

 โดยจัดทำเป็นแคมเปญประชาสัมพันธ์ภายใต้ชื่อ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” เพื่อเป็นทางเลือกแก่บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ ที่มีแผนจะจัดกิจกรรมให้แก่พนักงาน ตลอดจนอำนวยความสะดวกแก่บริษัททัวร์หรือผู้รับจัดกิจกรรมในการนำแพ็กเกจสำเร็จรูปเหล่านี้ไปนำเสนอแก่ลูกค้าเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ โดยกิจกรรมในแพ็กเกจ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” นี้สามารถขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่าได้ตามเงื่อนไข

นายพัลลภ แซ่จิว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ หรือ สทท. ชม. กล่าวว่า ทาง สทท. ชม. ได้ทำงานร่วมกับทีเส็บภาคเหนือมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการกับชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 120 รายเพื่อเรียนรู้การจัดทำแพ็กเกจประชุมท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” โดยมุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการสร้างกิจกรรมไมซ์ในด้านของการประชุมสัมมนาและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชุมชน ในปีนี้ทาง สทท. ชม. ได้ร่วมทำงานต่อเนื่องกับทีเส็บภาคเหนือและพัฒนาแพ็กเกจประชุมท่องเที่ยวที่สามารถทำการตลาดได้จริงและสามารถนำมาเชื่อมโยงกับโครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่าเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณได้ 


โดยพัฒนาแพ็กเกจนำร่องในกิจกรรมองค์กร 3 รูปแบบด้วยกัน คือ กิจกรรม CSR, กิจกรรมพนักงานสัมพันธ์ และกิจกรรมศึกษาดูงานด้านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชุมชน โดยกิจกรรมทั้งหมดได้มีการสำรวจเรื่องของสถานที่ที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 30 คนตามเงื่อนไขการสนับสนุน และมีการคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายตลอดจนรายได้ในการดำเนินงานตามความเป็นจริงเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวได้ว่า แพ็กเกจ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” นี้สามารถนำไปทำตลาดและประชาสัมพันธ์แก่ลูกค้าองค์กรที่มีแผนจะจัดกิจกรรมแก่พนักงานได้ทันที โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 การดำเนินกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าไปได้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้เป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง และโครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่าของทีเส็บเป็นโครงการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์นี้

นางจุฑา กล่าวเสริมว่า แพ็กเกจกิจกรรมองค์กรในโครงการ“ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” เป็นกิจกรรมนำร่องที่ออกแบบมาเพื่อให้ตรงกับเงื่อนไขการสนับสนุนงบประมาณจากทีเส็บ ซึ่งบริษัททัวร์หรือ DMC เป็นผู้ดำเนินการ โดยในเบื้องต้นแพ็กเกจทั้ง 3 รูปแบบกิจกรรมที่กล่าวมาข้างต้นนั้นครอบคลุมเส้นทางในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 คือ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ในขณะเดียวกันทีเส็บภาคเหนือยังได้นำแนวทางของโครงการ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” นี้ไปขยายผลแก่เครือข่ายไมซ์ในกลุ่มจังหวัดในภาคเหนือตอนบน 2 และเครือข่ายไมซ์ภาคเหนือตอนล่างเพื่อให้นำไปปรับใช้ตามรูปแบบกิจกรรมและเส้นทางที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจัดกิจกรรมองค์กรในพื้นที่มากขึ้นและช่วยสร้างรายได้สร้างเศรษฐกิจแก่ชุมชนและสังคม 

โดยในส่วนของแผนการตลาดนั้น  จะร่วมกับสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายใต้ สทท. ชม. ในการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในรายละเอียดและเงื่อนไขขอโครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่า และใช้แพ็กเกจ “ขึ้นเหนือที่เดียวครบทั้งเที่ยวทั้งประชุม” เป็นตัวอย่างของการจัดกิจกรรมองค์กรที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่สามารถขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการประชุมเมืองไทยฯ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทนำเที่ยวหรือบริษัทรับจัดกิจกรรมในประเทศมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และมองเห็นแนวทางการทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าองค์กรที่มีอยู่เดิมเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจนอกจากนี้ยังมีแผนจะจัดทำ Inspection trip ในเส้นทางที่น่าสนใจเพื่อเป็นการส่งเสริมการขายและการตลาดอีกทางหนึ่งด้วย



สำหรับโครงการประชุมเมืองไทยปลอดภัยกว่านั้นเป็นโครงการสนับสนุนงบประมาณสำหรับการจัดกิจกรรมองค์กร ได้แก่ การประชุม การสัมมนา การอบรม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล กิจกรรมเพื่อสังคม กิจกรรมศึกษาดูงาน หรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งในชุมชน โดยให้งบประมาณ 15,000 บาทสำหรับการจัดกิจกรรม 1 วันไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงนอกสถานที่ตั้ง และ 30,000 บาทสำหรับการจัดกิจกรรม 2 วัน 1 คืนนอกสถานที่ตั้ง ซึ่งเปิดให้ยื่นขอรับการสนับสนุนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน 2564 สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaimiceconnect.com หรือติดต่อ Call center หมายเลข 02 793 3456 ในช่วงเวลาทำการวันจันทร์-ศุกร์

28 พฤษภาคม 2564

"รมช.ศึกษา" หนุน โครงการจัดการศึกษาเพื่อบุคคลออทิสติก/บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายกมลรอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ ร่วมประชุมออนไลน์ โครงการเตรียมความพร้อมการจัดการศึกษานอกระบบตามอัธยาศัย สำหรับบุคคลออทิสติกและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

โดยมีนายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย นายชีวานนท์ พรรัตน์ธนิกกุล นายกสหพันธ์แรงงานคนพิการไทย ผู้แทนจากสำนักงาน กศน.ส่วนกลาง และ กศน.กทม. ให้การต้อนรับ ซึ่งมีผู้แทนสมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก และ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. ในจังหวัดนำร่องอีก 10  จังหวัด เข้าร่วมประชุมออนไลน์ ผ่านระบบ True Vroom ด้วย ณ ห้องประชุมมูลนิธิออทิสติกไทย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร




นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการว่า บุคคลออทิสติก และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ที่กระจายอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ไม่สามารถไปเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนได้ เพราะบุคคลกลุ่มนี้มีความสนใจและมีความอดทนในการเรียนที่แตกต่าง ต้องเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ หรือ Learning by Doing  และมีจินตนาการ. เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้มีที่เรียน และฝึกอาชีพ จึง ร่วมกับ สำนักงาน กศน. จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา 

โดยมีระยะเวลาดำเนินการระหว่างเดือน มิถุนายน 2564 - กันยายน 2565 โดยจะทำการทดลอง จัดการเรียนการสอนในระบบ Online นำร่อง ใน 11 จังหวัด 15 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ พิษณุโลก ตาก ภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา สกลนคร อำนาจเจริญ นครราชสีมา กรุงเทพฯ (5 เขต) ปราจีนบุรี และชลบุรี  โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่จะเรียนรู้ร่วมกัน ประกอบไปด้วย 1.ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคลากร กศน.  2.บุคคลทั่วไป วุฒิการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี  และ 3.บุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ 15 แห่ง 75 คน (พื้นที่ละ 5 คน) โดยใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับบุคคลออทิสติก พ.ศ. 2563 ซึ่งได้ทำการปรับแนวทางการสอนและการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ร่วมกับ กศน. 

อาทิ วิชาความรู้พื้นฐาน ทักษะการเรียนรู้ และการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ การดูแลและพัฒนาตนเอง การดำเนินชีวิตในชุมชนและสังคม  วิชาที่เกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีชุมชน  ศิลปะ ดนตรี กีฬา และนันทนาการ ซึ่งจะมีครูสอนคนพิการเป็นครูพี่เลี้ยงหรือครูประจำกลุ่ม โดยเน้นให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม  

และในขณะนี้ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น SPS ขึ้นมาเพื่อให้ครู กศน. ค้นหาเป้าหมาย บันทึกข้อมูลความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการเติมเต็มเพื่อเก็บไว้เป็นฐานข้อมูลในการศึกษาพัฒนาต่อไป ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้จะทำให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การมีงานทำ และสามารถดำเนินชีวิตอยู่ในชุมชนและสังคมได้ ยังมีสมาคมคนพิการอีกหลายสมาคมที่สนใจและต้องการนำโครงการนี้ไปต่อยอด ซึ่งจะนำไปปรึกษา นายวรัท พฤกษาทวีกุล  เลขาธิการ กศน. และทำรายงานเสนอ รมช.ศธ. ต่อไป







รมช.ศธ. กล่าวว่า  “ ในการเข้ามารับผิดชอบดูแลงานทางด้านการศึกษา มีความตั้งใจที่จะจัดการศึกษาให้ครอบคลุมและเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่เคยคิดว่าคนพิการเป็นภาระของสังคม ทุกชีวิตมีคุณค่า มีความหมาย มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าๆกัน และมีความสำคัญต่อประเทศชาติ แต่ในการทำงานนี้จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัย ความร่วมมือร่วมใจกับภาคีเครือข่าย ต้องมีผู้รู้จากหลายหน่วยงาน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรอบด้าน และครอบคลุม ดิฉันพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราจะรักกัน และไม่ทอดทิ้งกันตลอดไป “ 

ปรานี บุญยรัตน์ : ข่าว / ภาพ