12 พฤษภาคม 2564

‘เอก ทองประเสริฐ’ ดีไซเนอร์ชื่อดังของไทย จับมือ ‘P.J. Garment’

เปิดตัวแบรนด์ยูนิฟอร์ม ‘W2W’ ตั้งเป้าคว้า 200 ล้านบาทในปีนี้ 

ดีไซเนอร์ชื่อดังเจ้าของรางวัลระดับโลก‘เอก ทองประเสริฐ’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ek Thongprasert จับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยูนิฟอร์มระดับท้อป 5 ของเมืองไทยที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมากว่า 27 ปีอย่าง P.J. Garment เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ที่มากด้วยประสบการณ์ ‘W2W’ หรือ Wear to Work บริษัทรับออกแบบและผลิตยูนิฟอร์มให้กับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการความโดดเด่น หรูหรา สง่างาม และภาพลักษณ์ที่แตกต่างอย่างมีดีไซน์ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำ สะท้อนปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ และมอบประสบการณ์แห่งความสุขให้พนักงานในคอนเส็ปต์ “Happy to Wear, Happy to Work”

Wear to Work เกิดจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างมิติใหม่ในการออกแบบยูนิฟอร์มของเมืองไทย ด้วยการนำเทคนิคขั้นสูงในการออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่น ผสมผสานกับการเลือกสรรผ้าคุณภาพดีจากทั่วโลก โดยคำนึงถึงความคล่องตัว ความมั่นใจ และความสะดวกสบายของผู้สวมใส่เป็นหลัก สะท้อนนิยามความเป็น ‘Life Uniform’ ให้ยูนิฟอร์มเป็นมากกว่าชุดทำงานทั่วไป ทว่าเต็มไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน การตัดเย็บที่เนี้ยบด้วยรายละเอียด ฟิตพอดีกับรูปร่าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ พร้อมเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษา และช่วยยืดอายุการใช้งานของยูนิฟอร์มเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน



“เราออกแบบยูนิฟอร์มตามหลักสรีระศาสตร์ผสานศิลปะแห่งการดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่น เพื่อถ่ายทอดปรัชญาของแบรนด์ผ่านยูนิฟอร์มได้อย่างลุ่มลึก พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ผู้สวมใส่ดูโดดเด่น สง่างาม และสร้างการจดจำที่ดีให้กับองค์กร เพราะสำหรับเราแค่ ‘ความสวย’ ของยูนิฟอร์มเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เรายังคำนึงถึงวิถีชีวิตที่ทันสมัย รวดเร็ว และการดูแลรักษาที่สะดวกสบาย เพื่อให้ยูนิฟอร์มของ W2W มอบความสุขและความมั่นใจในทุกวันที่คุณสวมใส่ พร้อมส่งต่อความประทับใจให้กับลูกค้าขององค์กรต่อไป”

เอก ทองประเสริฐ พูดถึงการร่วมงานกันครั้งแรกของเขาและ P.J. Garment ในฐานะดีไซเนอร์ของ W2W เขาได้นำความรู้และประสบการณ์ในการออกแบบยูนิฟอร์มสไตล์ ‘Tailor Made’ ให้กับ Luxury Brand ชื่อดังของไทยมากว่า 10 ปี อาทิ Icon Siam , Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Praya River, Capella Bangkok ฯลฯ นำมาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บและการคัดเลือกเนื้อผ้าคุณภาพดีจากทั่วโลก โดย PJ-Garment ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยูนิฟอร์มให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ อาทิ TOYOTA, Michelin, Kerry นำมาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการตัด



เย็บและการคัดเลือกเนื้อผ้าคุณภาพดีจากทั่วโลก ทำให้ W2W เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองในวงการยูนิฟอร์มของเมืองไทย พร้อมเปิดตัวผลงานการออกแบบยูนิฟอร์มให้กับบริษัท วิริยะ ประกันภัย จำกัด 

ในเรื่องนี้วิภาพร สัตยาอภิธาน Marketing & Production Manager แห่งพี.เจ. การ์ เม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราได้รับความไว้วางใจจากบริษัทวิริยะประกันภัย ให้ออกแบบยูนิฟอร์มใหม่ให้กับพนักงานโดยคำนึงถึงปรัชญาขององค์กร ภาพลักษณ์ในการเป็นผู้นำที่ทันสมัย โดดเด่น เป็นมิตร และเข้าถึงง่าย เพื่อให้แบรนด์เป็นที่จดจำมากขึ้น พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ช่วยให้พนักงานรู้สึกสะดวกสบาย คล่องตัว ดูแลรักษาง่าย เหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้น และสำคัญที่สุดพวกเขาต้องมั่นใจทุกครั้งที่สวมยูนิฟอร์ม เราจึงดีไซน์มาให้เลือกกว่า 10 ชิ้นเพื่อให้พนักงานสามารถ Mix & Match เป็นสไตล์ของตัวเองได้ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร”   

ภายใต้การออกแบบที่คำนึงถึงหลักสรีระศาสตร์ ทำให้ยูนิฟอร์มของ W2W ไม่จำกัดแค่ S, M, L และ XL เท่านั้น หากแต่แบ่งสรีระของคนไทยออกเป็น 10 แบบ (อ้างอิงสถิติของภาครัฐและภาคเอกชน) บวกกับการนำนวัตกรรมในการออกแบบเนื้อผ้าอย่าง Quick Dry, Life Wear ผสมผสานการดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยรายละเอียด ทำให้ยูนิฟอร์มของ W2W ไม่ได้สะท้อนแค่ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร หากแต่คือวิถีชีวิตของผู้สวมใส่ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ให้พวกเขามีความสุขและสนุกกับการทำงาน ช่วยประหยัดเวลาในการดูแลรักษา พร้อมตอบโจทย์สภาพอากาศในเมืองไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นอกจากนี้ ทีมผู้บริหารฯ ตั้งเป้าหมายที่จะทำรายได้กว่า 200 ล้านบาทในปี 2021 รองรับการออกแบบยูนิฟอร์มให้กับธุรกิจขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ชูจุดขายในการออกแบบด้วยดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย ภายใต้การตัดเย็บและทุกขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้วงการยูนิฟอร์มของเมืองไทย เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทันสมัย เสริมสร้างความมั่นใจให้พนักงาน และสะท้อนภาพลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างมีสไตล์ให้กับทุกองค์กรอย่างแท้จริง อัพเดตความเคลื่อนไหวได้ที่ https://www.w2w.co.th/

วิริยะประกันภัยห่วงลูกค้าโควิด เปิดช่องทางพิเศษ“เคลมออนไลน์”

วิริยะประกันภัยเพิ่มประสิทธิภาพการจ่ายค่าสินไหมประกันภัยโควิด  เปิดช่องทางพิเศษเคลมประกันภัยผ่านระบบออนไลน์  ไม่ต้องหอบหลักฐานมายื่นเบิกถึงที่ทำการ เพียงแค่โทร 1557 เพื่อเข้าสู่ระบบบริการ VClaim on VCall ”  หรือผ่านระบบ  Line ID:@ViriyahHealth  เพื่อยื่นเอกสารหรือจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านจอมือถือ และรับค่าสินไหมทันควันผ่าน E-Banking

​นายสยม โรหิตเสถียร  รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด(มหาชน)ได้เปิดเผยว่า สถานการณ์วิกฤตไวรัสโควิดรอบ 3 นับเป็นวิกฤตที่สร้างผลกระทบเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงยิ่งกว่าในรอบที่ผ่านๆมาและยังไม่มีแนวโน้มที่จะลดลง  อีกทั้งเป็นสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งปฎิบัติตามมาตรการของภาครัฐอย่างเคร่งครัดและการเข้าไปมีส่วนร่วมในการให้การสนับสนุนการช่วยเหลือในด้านต่างๆ  ซึ่งวิริยะประกันภัยได้ดำเนินการไปแล้วในหลายๆเรื่อง อาทิ การสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ การสนองรับนโยบาย Work From Home ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามเจตจำนงค์อันแน่วแน่ในการสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมไทย  ด้วยการดำเนินกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

​“นอกจากบริษัทฯได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือให้การสนับสนุน เพื่อร่วมกันสู้ภัยวิกฤตโควิดและให้ก้าวผ่านไปด้วยดีนั้น ในแง่ของการดำเนินธุรกิจบริษัทฯยังตระหนักถึงสถานการณ์ที่ยากลำบากของผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด จึงได้ดำเนินการหามาตรการต่างๆและหมายรวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่หรือจัดหาใหม่ มาให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้เอาประกันภัย”


​นายสยมกล่าวต่อไปอีกว่า มาตรการล่าสุดที่บริษัทได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้คือ การเปิดช่องทางพิเศษให้กับผู้เอาประกันภัยที่ซื้อความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัยโควิด ให้ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการเคลมสินไหมทดแทน โดยเป็นการบริการที่มุ่งเน้นช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ให้ผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะเคลมประกันภัยโควิดต้องเสียเวลาในการเดินทางและต้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโควิด เพียงแค่นำหลักฐานเอกสารมาประกอบการเบิกจ่ายค่าสินไหมทดแทน ณ ที่ทำการศูนย์ปฎิบัติการสินไหมทดแทนที่ตั้งอยู่ทั่วไทย อีกทั้งเอกสารการเบิกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นใบรายงานแพทย์ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัญชีธนาคาร สามารถถ่ายรูปส่งผ่านระบบดังกล่าวได้เช่นเดียวกัน

​โดยผู้เอาประกันภัยที่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของกรมธรรม์ประกันภัยโควิด  สามารถเข้าระบบบริการเบิกจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ทันที ด้วยการโทร 1557 เพื่อเข้าสู่ระบบบริการ “ VClaim on VCall” ซึ่งเป็นระบบที่บริษัทจัดพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการเคลมประกันภัยรถยนต์ โดยผู้เกิดเหตุไม่จำเป็นต้องรอพบพนักงานตรวจสอบอุบัติเหตุหรือที่เรียกกันติดปากว่าพนักงานเคลม แต่สามารถพูดคุยกันได้ผ่านจอมือถือ ซึ่งจะทำให้ง่าย สะดวก และรวดเร็วแบบเรียลไทม์  ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายเช่นเดียวกันที่บริษัทจะเพิ่มเจ้าหน้าที่ตลอดไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นมา เพื่อรองรับความต้องการในการใช้บริการเคลมสินไหมประกันภัยโควิดเป็นการเฉพาะ อีกทั้งเอกสารการเบิกจ่าย ไม่ว่าจะเป็นใบรายงานแพทย์ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัญชีธนาคาร สามารถถ่ายรูปส่งผ่านระบบดังกล่าวได้โดยตรง นอกจากนี้การเคลมประกันภัยโควิดยังสามารถใช้บริการผ่านระบบ LINE@ ซึ่งเพียงแค่ส่งเอกสารผ่าน Line ID: @ViriyahHealth เมื่อเอกสารครบถ้วนจะได้รับค่าสินไหมทดแทนอย่างทันควันผ่าน E-Banking เช่นเดียวกัน

​“บริษัทฯขอให้คำมั่นว่า จะไม่หยุดยั้งในการที่จะพัฒนาการบริการและสร้างนวัตกรรมเพื่อมาช่วยตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ท่ามกลางภาวะวิกฤตอันเต็มไปด้วยข้อจำกัดต่างๆจากไวรัสโควิด โดยเฉพาะการมุ่งเน้นสนับสนุนมาตรการ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” ซึ่งเป็นวิธีการต่อสู้โรคระบาดไวรัสโควิดได้ดีที่สุดและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก” นายสยมกล่าวในที่สุด

รมว.สุชาติ มอบผู้ช่วยฯ ลุยพัทยาตรวจเยี่ยมการตรวจโควิด-19เชิงรุกในสถานประกอบการ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงานลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการตรวจโควิด-19 เชิงรุกในสถานประกอบการ 

วันที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจลูกจ้างที่เข้ารับการตรวจโควิด-19 เชิงรุกเพื่อผู้ประกันตนในสถานประกอบการในพื้นที่ จ.ชลบุรี โดยมี นายสมชัย รัตนโอภาส ประธานบริหารโรงแรมในเครือเอวันกรุ๊ป และโรงแรมมิตร์บีช ตลอดจนคณะผู้บริหารเมืองพัทยา และคณะผู้บริหารโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา ร่วมให้การต้อนรับ ณ โรงแรมเอ วัน เดอะรอยัลครูซ พัทยา จ.ชลบุรี พร้อมนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงานได้บรรยายสรุปเกี่ยวกับระบบการตรวจคัดกรองโควิด 19 เชิงรุกในสถานประกอบกิจการ


นายสุรชัย กล่าวว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากสภาพปัญหาในปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง และมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีดำริกำชับให้กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพิ่มจุดตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกแก่แรงงานในสถานประกอบการเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ในวันนี้ ท่านสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน มอบหมายให้ผมลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี เพื่อมาตรวจเยี่ยมให้กำลังใจลูกจ้างและเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตรวจคัดกรองโควิด-19 เชิงรุกในสถานประกอบการแก่ลูกจ้าง พร้อมทั้งให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งตัวแทนจาก 6 บริษัทผู้ประกันตน ม.33 ที่เข้ารับการตรวจจำนวนทั้งหมด 346 ราย ประกอบด้วย บริษัท
เอ-วัน พัทยา จำกัด จำนวน 28 ราย บริษัท เอ-วัน พัทยา จำกัด สาขาโรงแรมมิตร์บีช จำนวน 27 ราย
บริษัท วั่นอี้ จำกัด จำนวน 56 ราย บริษัท วั่นอี้ จำกัด สาขาเอ-วัน พัทยาบีช รีสอร์ท จำนวน 2 ราย
บริษัท สี่หุ่น จำกัด จำนวน 38 ราย และบริษัท วันทมิตร จำกัด จำนวน 95 ราย

11 พฤษภาคม 2564

เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ เปิดตัว“ฟู้ดเลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค”และ“ท็อปส์ มาร์เก็ต”

ชวนลิ้มลองอาหารในตำนาน  ช้อปของกินของใช้คุณภาพอย่างจุใจ 


พร้อมมอบความสุขและสะดวกสบายให้กับชาวปทุมธานีอย่างต่อเนื่อง  สำหรับ ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์ คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ในเครือเอ็ม บี เค ที่ต้อนรับเดือนพฤษภาคมนี้ ด้วยการเปิดตัวศูนย์อาหารใหญ่  และ ซูเปอร์มาร์เก็ตรวมสินค้าอุปโภค บริโภค ครบครัน เพื่อสร้างประสบการณ์และบรรยากาศช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ ให้กับลูกค้าทุกเพศ ทุกวัยในย่านติวานนท์




เริ่มจากวันที่  13 พฤษภาคม  2564 เป็นต้นไป  ช้อปปิ้งที่เดียวจบกับ “ท็อปส์ มาร์เก็ต” (TOPS MARKET)  แหล่งช้อปปิ้ง ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล สินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ  ที่ครบครันและหลากหลาย ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของครอบครัวและคนรุ่นใหม่  ด้วยบริการพิเศษ อาทิ บริการส่งสินค้าที่รถหรือจุดเรียกแท็กซี่ บริการส่งสินค้าโฮม เดลิเวอรี่ และผู้ช่วยช้อปปิ้ง พร้อมช่วยลูกค้าค้นหาได้สินค้าครบทุกความต้องการ  อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรฐานการบริการที่อบอุ่นและเป็นกันเอง  และในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป  อิ่มอร่อยกับศูนย์อาหาร ฟู้ด  เลเจ้นด์ส บาย เอ็มบีเค  (Food Legends By MBK)  พร้อมเปิดให้ลูกค้าได้มาลิ้มลองร้านอร่อยระดับตำนาน ที่รวบรวมทั้งจากในกรุงเทพฯ   ปทุมธานี   

และจังหวัดใกล้เคียง มาไว้ให้อิ่มจุใจในที่เดียว  อาทิ   เล้งกระแทกปาก ฮัก ตลาดสามย่าน  เล็กเลือดหมู เมืองทองธานี  กุ้ยช่าย เจ้มล ปทุมธานี   ครัวอัปสร เอกมัย  และ มาบุญครอง ช็อป ศูนย์จำหน่ายข้าวถุงมาบุญครอง คัดพิเศษ  พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวอีกมากมาย  ภายใต้บรรยากาศการตกแต่งที่ร่มรื่นสบายตา สอดคล้องกับวิวสนามกอล์ริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ  สีเขียวขจีด้านหลังศูนย์การค้า เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์  

เตรียมพบกับ ร้านค้าและบริการใหม่ๆ จาก เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์  โมเดิร์น ไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้มอลล์ แห่งใหม่ของ จ. ปทุมธานี ตั้งอยู่ใกล้กับสนามกอล์ฟ ริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ และสนามกอล์ฟบางกอก กอล์ฟ คลับ ตอบโจทย์ความต้องการด้วยสินค้าบริการที่หลากหลาย และบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ตามแนวคิด “Neighborhood Backyard”  เพื่อนบ้านที่มีความเป็นมิตร อบอุ่น รู้ใจ เป็นกันเอง  ติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย ได้ที่ www.thenine.co.th/tiwanon  หรือ  Facebook : The Nine Center Tiwanon และ Insatagram : TheNine_Tiwanon

ลูกจ้างธุรกิจอีเว้นท์เฮ!! รมว.เฮ้ง รับลูกนายกฯสั่งการ สปส.พิจารณาข้อ กม.แล้ว

เข้าเงื่อนไขเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยโควิด-19 ได้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีที่ผู้ประกอบการธุรกิจอีเว้นท์และที่เกี่ยวข้อง จะเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและตนในฐานะ รมว.แรงงาน เพื่อให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการจากผลกระทบโควิด-19 จนทำให้กิจการต้องปิดไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อไปได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับทราบแล้วและสั่งการให้สำนักงานประกันสังคมไปพิจารณาข้อกฎหมาย โดยประเด็นดังกล่าวเข้าเงื่อนไขกฎกระทรวง การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยโควิด-19 สามารถจ่ายเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยโควิด-19 ได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน 

เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้ประกอบการธุรกิจอีเว้นท์และที่เกี่ยวข้อง เตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงยื่นหนังสือถึงตนในสัปดาห์หน้านั้นด้วย เพื่อขอให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในธุรกิจอีเว้นท์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เริ่มระบาดในประเทศไทยระลอกแรกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เรื่อยมา จนถึงการระบาดอย่างรุนแรงในระลอก 3 นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน โดยให้เหตุผลว่า บางประเภทกิจการภาครัฐมิได้สั่งให้ปิด แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อไปได้ และยังมองไม่เห็นว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อใด นายสุชาติ กล่าวว่า ผมได้นำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว และท่านได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมไปพิจารณาข้อระเบียบกฎหมายว่าเข้าเงื่อนไงดังกล่าวหรือไม่อย่างไร ซึ่งจากการพิจารณาแนวทางการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยตามกฎกระทรวง การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2563 (เพิ่มเติม) พบว่า มีเงื่อนไข ดังนี้ 1) ทางราชการมีคำสั่งให้ปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว โดยสั่งให้ปิด หรือห้าม หรืองดใช้สถานที่ เช่น สถานที่จัดนิทรรศการ ศูนย์การแสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่ให้บริการห้องประชุม ห้องจัดเลี้ยง สถานที่จัดเลี้ยง รวมถึงสถานที่อื่นใดที่มีลักษณะเดียวกัน ทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการในสถานที่ดังกล่าวได้ เช่น ประเภทกิจการที่มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การจัดประชุม การจัดสัมมนา การจัดเลี้ยงทั้งในและนอกสถานที่ หรือกิจกรรมอื่นในลักษณะเดียวกันที่กระทำในสถานที่นั้นๆ 2) ระยะเวลาการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ให้พิจารณาจากการปิด หรือห้าม หรืองดใช้สถานที่โดยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร หรือจังหวัด หรือคำสั่งของทางราชการที่มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่ออันตรายกำหนด ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง คราวละไม่เกิน 90 วัน และ 3) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยที่นายจ้างรับรอง ในประเด็นที่นายจ้างไม่ได้ประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวตามคำสั่ง/ประกาศของทางราชการ ตามข้อ 1) โดยลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น 

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า จากการพิจารณาข้อกฎหมายประเด็นดังกล่าวของสำนักงานประกันสังคมปรากฎ
ว่าเข้าเงื่อนไขกฎกระทรวง การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยโควิด-19 สามารถจ่ายเยียวยาว่างงานเหตุสุดวิสัยโควิด-19 ได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน ทั้งนี้ ผู้ประกันตนต้องดำเนินการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนโดยกรอกแบบขอรับประโยชน์ทดแทน พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้และแนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ แล้วนำส่งให้นายจ้างรวบรวมแบบฯ เพื่อบันทึกข้อมูลลูกจ้างและหนังสือรับรองการหยุดงานกรณีราชการสั่งปิด/กรณีกักตัว เมื่อนายจ้างบันทึกข้อมูลลูกจ้างเสร็จสิ้นให้นำส่งแบบฯ และหนังสือรับรองในระบบ e- Service ส่งมายังสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือผ่านโทรศัพท์สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ช่อง7HD ชวนลุ้นแชมป์ “7HD NEW IDEAS CONTEST ปี 2”เกาะติด LIVEศุกร์ 14 พ.ค.นี้

ผู้ประกาศข่าวนิวเจน สวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา และ บัวบูชา ปุณณนันท์ พร้อมด้วย มินนี่ ภัณฑิรา พิพิธยากร
และ ภูมิ เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ นักแสดงเลือดใหม่จาก ช่อง 7HD ชวนติดตามชมโค้งสุดท้าย ลุ้นส่งกำลังใจเชียร์เยาวชนคนรุ่นใหม่ ในรอบตัดเชือก ทีมใดจะคว้าแชมป์ใน โครงการ “7HD NEW IDEAS CONTEST ปี 2” 

หลังจากน้อง ๆ เยาวชนคนรุ่นใหม่จากหลายสถาบันให้ความสนใจอย่างมากมาย กับการร่วม โครงการประกวดสารคดีสั้น 7HD NEW IDEAS CONTEST ปี 2  ภายใต้หัวข้อ “เด็กไทยคิดบวกร่วมสร้างสรรค์สังคม” จัดโดย ช่อง 7HD, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ บิโอเร ยูวี อะควา ริช วอเตอร์รี่ เอสเซ้นส์ ชิงทุนการศึกษา รวมกว่า 600,000 บาท 

งานนี้ทีมที่ผ่านเข้ารอบ 20 ทีม จากทีมที่ผ่านการคัดเลือก 87 ทีม ได้รับการเติมเต็มความรู้ จากเหล่ากูรู ผู้คร่ำหวอดในแวดวงโทรทัศน์ ภาพยนตร์ คนข่าว 7HD และนักวิชาการมาร่วม Coaching ให้อาวุธทางความคิด จนกระทั่งล่าสุดคัดเหลือ 10 ทีมสุดท้ายที่สร้างสรรค์ผลงานสารคดีสั้นได้เข้าตากรรมการ และเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ สำหรับรางวัล ชนะเลิศ จะได้รับทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรและโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับทุนการศึกษา 70,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรและโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรและโล่รางวัล ส่วน รางวัลชมเชย มีทั้งสิ้น 7 รางวัล จะได้รับทุนการศึกษาทีมละ 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร โดยจะมีการประกาศผลรอบตัดสินในงาน “7HD NEW IDEAS CONTEST FINAL STAGE” ผ่านระบบ VDO Conference  ทาง Facebook Live: Ch7HD และ Ch7HD NEWS จากสตูดิโอช่อง 7HD  ในวันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคมนี้ เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป  โดยผลงานสารคดีสั้นของ 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะนำมาออกอากาศให้ได้ชมทางรายการข่าวของ ช่อง 7HD ต่อไป 

ติดตามรายละเอียดโครงการฯ ได้ทาง www.ch7.com/7hdnewideascontest
พร้อมติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวอื่น ๆ ได้ทางช่อง 7HD กด 35 ทางโซเชียลมีเดีย
Facebook, IG, Twitter: Ch7HD/Ch7HD News หรือที่เว็บไซต์: www.ch7.com       



07 พฤษภาคม 2564

ภาคธุรกิจอีเว้นท์ เตรียมยื่นหนังสือถึงรัฐบาล วอนเยียวยาผู้ประกอบการ

ช่วยจ่ายค่าจ้างคนละครึ่ง - ประกันสังคมจ่ายทดแทนว่างงาน ชี้หลังวิกฤตโควิด-19 ลากยาว ทำตลาดอีเว้นท์สูญเม็ดเงินแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท

นายอุปถัมป์  นิสิตสุขเจริญ นายกสมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน หรือ EMA และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไร้ท์แมน จำกัด เปิดเผยว่า ได้เตรียมยื่นหนังสือถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึง นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสัปดาห์หน้า เพื่อขอให้ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในธุรกิจอีเว้นท์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง สืบเนื่องจากการระบาดของโรคเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โรคโควิด-19 ที่เริ่มระบาดในประเทศไทยระลอกแรกตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เรื่อยมา  จนถึงการระบาดอย่างรุนแรงในระลอก 3 นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน พ.ศ.2564 จนถึงปัจจุบัน 

“ที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน จำนวนหลายฉบับต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงประกาศตามกฎหมายอื่นๆ และประกาศที่ออกโดยกรุงเทพมหานคร อาทิ การห้ามจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมประชุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่าย เช่นการประชุมการสัมมนา 

การสั่งปิดศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม สถานที่จัดนิทรรศการ ห้างสรรพสินค้า การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร มาตรการเว้นระยะห่างหรือ Social Distancing ในการจัดอีเว้นท์  ซึ่งมาตรการดังกล่าว ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบโดยตรงให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอีเว้นท์ อุตสาหกรรมไมซ์ และผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง  อาทิเช่น ผู้ให้บริการระบบแสงเสียงภาพ และเทคนิคพิเศษ ผู้ให้บริการออกแบบก่อสร้างฉากเวทีและบูธแสดงสินค้า ตลอดจนผู้จัดคอนเสิร์ต ผู้จัดเทศกาลดนตรีและเทศกาลบันเทิงต่างๆ  ไม่สามารถที่จะประกอบกิจการได้ตามปกติ 

ดังนั้นผู้ประกอบการในธุรกิจที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งอยู่ในภาคธุรกิจ SME ที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวของกระแสเงินสดไม่มากนัก  เมื่อได้รับผลกระทบจากมาตรการต่างๆ ในการป้องกันการระบาดโรคเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ออกโดยภาครัฐที่กล่าวถึงข้างต้นมายาวนานกว่า 1 ปีเต็ม  ถึงแม้จะเป็นกิจการที่ภาครัฐมิได้สั่งให้ปิด แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องปิดกิจการลงโดยปริยาย เพราะไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อไปได้ และยังมองไม่เห็นว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติเมื่อใด

นายอุปถัมป์  เปิดเผยอีกว่า  ในปีที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางส่วนได้ปิดกิจการเป็นการชั่วคราว และบางส่วนได้ปิดกิจการเป็นการถาวรแล้วกว่าร้อยละ 60 ส่งผลให้มีการเลิกจ้างงานจำนวนมาก ลูกจ้างบางส่วนก็ลาออกเพื่อเปลี่ยนสายงานไปทำงานในสายงานอื่น ที่มีความเสี่ยงจากผลกระทบของ

โรคระบาดน้อยกว่าธุรกิจอีเว้นท์ ทำให้น่าเป็นห่วงว่าเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติจะขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในสายงานอีเว้นท์ ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าความเสียหายของอุตสาหกรรมอีเว้นท์ ที่มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 13,000 ล้านบาท พบว่า ในปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างหนัก และสูญเสียรายได้กว่าร้อยละ 70-80 หรือราว 10,000 ล้านบาท และหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อจะทำให้เสียหายอีกไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 ล้านบาท

ดังนั้น สมาคมธุรกิจสร้างสรรการจัดงาน หรือ EMA ในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบการในธุรกิจอีเว้นท์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้แก่ 1.ผู้ประกอบการรับจ้างและให้บริการจัดอีเว้นท์ 2.ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE : Meetings Incentives Conventions และ Exhibitions) 3.ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการระบบแสงเสียงภาพและเทคนิคพิเศษ 4.ผู้ประกอบการ การให้บริการออกแบบและจัดสร้าง บูธแสดงสินค้า ฉากและเวที 5.ผู้จัดเทศกาลดนตรีเทศกาลบันเทิงอื่นๆ จึงได้ทำหนังสือดังกล่าว เพื่อให้ทางภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่กล่าวถึงข้างต้น ประกอบด้วย 1.ให้ภาครัฐช่วยจ่ายค่าจ้างพนักงานในอัตรา 50% ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4-6 เดือน หรือจนกว่าธุรกิจจะดำเนินกลับสู่สภาวะปกติ 2.ผ่อนผันค่าใช่จ่ายประกันสังคมส่วนนายจ้างและลูกจ้างเป็นระยะเวลา 6 เดือน และ 

3.นายจ้างที่หยุดกิจการชั่วคราว ขอให้ลูกจ้างที่ว่างงานได้รับประโยชน์ทดแทน จากกองทุนประกันสังคม 50-62%

“ทางสมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้นให้สามารถประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอดจนกว่าวิกฤตการณ์การระบาดของ

โรคเชื้อไวรัสโควิด-19 จะกลับคืนเป็นปกติ” นายอุปถัมป์ กล่าวในตอนท้าย

รมว.สุชาติ สั่งปูพรมตรวจโควิด-19 เชิงรุกแก่แรงงานในโรงงาน7จังหวัดพื้นที่เสี่ยง

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผย นายกรัฐมนตรีห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ในสถานประกอบการในพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคมบูรณาการทำงานเชิงรุก จัดรถโมบายตู้ตรวจโรคไปให้ลูกจ้างที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 ถึงสถานประกอบการ

วันที่ 7 พฤษภาคม 2564 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากสภาพปัญหาในปัจจุบันได้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง และมีอัตราการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้มีดำริกำชับให้กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เพิ่มจุดตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกแก่แรงงานในสถานประกอบการเพื่อเร่งควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร และพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ผมได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคมในพื้นที่ เพื่อบูรณาการทำงานเชิงรุก จัดรถโมบาย ตู้ตรวจโรคไปตั้งยังสถานประกอบการให้ลูกจ้างที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อได้รับการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19 เพื่อให้ทราบผลภายใต้ 24 – 48 ชั่วโมง ซึ่งหากตรวจพบเชื้อก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการควบคุมดูแลรักษาตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยลูกจ้างในสถานประกอบการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจ

"ผมได้กำชับให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงแรงงานทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงเข้มได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับนายจ้างสถานประกอบการ เพื่อให้ลูกจ้างรู้จักวิธีการป้องกันจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 รวมทั้งให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในกลุ่มแรงงานไทย แรงงานต่างด้าวในสถานประกอบการ รวมทั้งการออกประกาศห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวในทุกกรณีและจัดให้มีมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบคัดกรองโรค เช่น การประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ " นายสุชาติ กล่าวในท้ายสุด

ธนาแลนด์ ผนึก จาร์ดีน ชินด์เล่อร์ ลงนามสัญญาติดตั้ง ลิฟต์ ชินด์เล่อร์ ระบบไร้สัมผัส เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด

โครงการ ธนาแอสทรา สาทร – จันทน์

ายโกวิทย์ สุวาณิชย์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนาแลนด์ จำกัด ลงนามสัญญาติดตั้งลิฟต์ ชินด์เล่อร์ระบบไร้สัมผัส เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ร่วมกับ นายกฤชวัชร์ บวรธนเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท จาร์ดีน ชินด์เล่อร์ (ไทย) จำกัด สำหรับลิฟต์โดยสารในโครงการ ธนา แอสทรา สาทร – จันทน์ (THANA ASTRA SATHORN – CHAN) คอนโดวิถีใหม่ในรูปแบบ Touchless Condo ควบคุมลิฟต์ด้วยระบบไร้สัมผัส เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และประตูทางเข้าอาคารแบบอัตโนมัติเหมาะกับการใช้ชีวิตยุคปัจจุบัน 

โครงการ ธนา แอสทรา สาทร – จันทน์ ราคา Pre-Sale เริ่มต้น 2.2 ล้านบาท พร้อมรับ เครื่องปรับอากาศ ชุดครัว-ตู้เสื้อผ้า-ตู้รองเท้า Built-in เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวแบบจัดเต็ม และพิเศษสุด ลูกค้าที่จองและทำสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2564 รับเพิ่มทองคำน้ำหนักสูงสุด 1 บาท 



เชิญชมห้องตัวอย่างได้แล้ววันนี้ที่ Sales Gallery บนชั้น 2 ของศูนย์การค้ากรีนเพลสซอยจันทน์ 43 ห่างจากที่ตั้งโครงการเพียง 100 กว่าเมตร เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 - 19.00 น. โครงการกำหนดก่อสร้างภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์ได้ประมาณกลางปี 2566

สอบถามรายละเอียด โทร. 02-212-2221 หรือคลิก www.thanaland.co.th

06 พฤษภาคม 2564

แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ 1ทศวรรษการให้บริการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานแห่งแรกของคนไทย

หากพูดถึงผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร แน่นอนว่า “รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์” คือหนึ่งในชื่อลำดับต้นๆที่ผู้โดยสารจะต้องนึกถึงอย่างปฏิเสธไม่ได้

โดยตลอดระยะเวลา 10 ปีหรือ 1 ขวบทศวรรษที่ผ่านมา รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ มุ่งมั่นในการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานในระดับสากล เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก และสร้างความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารที่ใช้บริการ ซึ่งมีจำนวนกว่า 200 ล้านคน 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด  เปิดเผยว่า บริษัทซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้ดำเนินงานยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสาร เพื่อที่จะก้าวเป็นผู้นำในการให้บริการตามมาตรฐานสากล สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ขององค์กร 

โดยบริษัทได้นำระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 มาใช้ในการดำเนินงานทั้งการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติการเดินรถ และให้บริการอย่างต่อเนื่อง จนผ่านการรับรอง ISO 9001 : 2015 ขอบเขต : วิศวกรรมและซ่อมบำรุง และขอบเขต : งานปฏิบัติการเดินรถไฟฟ้า จาก BV ( Bureau Veritas )

ด้วยระบบบริหารคุณภาพรับรอง ISO 9001 : 2015 ทำให้การดำเนินงานของบริษัทมีมาตรฐาน และประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งในงานซ่อมบำรุง และการให้บริการ  โดยงานวิศวกรรมซ่อมบำรุงสามารถซ่อมบำรุงใหญ่ขบวนรถไฟฟ้า ( Overhaul ) และซ่อมบำรุงทั่วไป จนสามารถกลับมาให้บริการรถไฟฟ้าได้เต็มจำนวน 9 ขบวน  รวมถึงปรับเปลี่ยนภายในขบวนรถไฟฟ้าด่วน ( Express ) ทำให้สามารถอำนวยความสะดวก และรองรับจำนวนผู้โดยสารได้เพิ่มมากขึ้น 

ส่วนในด้านงานบริการ และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร บริษัทได้ดำเนินการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก และรักษาความปลอดภัยภายในสถานีตามหลักการ Universal Design หรือการออกแบบเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่มในสังคม มีการสร้างลิฟต์ บันไดเลื่อน เพิ่มเติมจากตอนเริ่มโครงการ รวมทั้งหมด 140 ตัว ในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังได้มีสร้างราวกั้นชั้นชานชาลา และยางปิดช่องว่างระหว่างขอบชานชาลา และประตูรถไฟฟ้า ( Platform Gap Filler ) เพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการของผู้โดยสาร รวมถึงจัดหาอุปกรณ์ทางพาดพับได้สำหรับรถเข็นวีลแชร์ ( Portable Wheelchair Ramp ) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ทุพพลภาพ และคนพิการให้สามารถเข้าสู่ขบวนรถไฟฟ้าได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น




อย่างไรก็ตามไม่เพียงแค่การดำเนินธุรกิจเท่านั้นที่บริษัทให้ความสำคัญ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทยด้วย  โดยบริษัทผ่านการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ให้เป็นองค์กรที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานวิชาชีพ สาขาวิชาชีพรถไฟความเร็วสูง และระบบราง ใน 5 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างเทคนิคซ่อมบำรุงระบบช่วงล่างรถไฟฟ้าด้านระบบเครื่องกล ระดับ 4, ช่างเทคนิคซ่อมบำรุงระบบอาณัติสัญญาณ ระดับ 4, ผู้ควบคุมการเดินรถไฟฟ้า ระดับ 4, ผู้ควบคุมรถไฟฟ้าความเร็วสูง ระดับ 4 และนายสถานี ระดับ 4 จึงทำให้บริษัทมีความพร้อมในการเปิดให้หน่วยงานภายนอกเข้าศึกษาดูงานจริงทั้งภายในศูนย์ซ่อมบำรุง และศูนย์ควบคุมการเดินรถ พร้อมอธิบายการดำเนินงานต่างๆด้วยวิทยากรมืออาชีพ รวมทั้งเปิดโอกาสให้น้องๆนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆที่กำลังศึกษาในด้านขนส่งระบบรางได้เข้าฝึกปฏิบัติงานจริงเป็นจำนวนมากในแต่ละปี

นอกจากนั้นในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมก็ถือเป็นนโยบายที่บริษัท ให้ความสำคัญเช่นกัน โดยได้จัดกิจกรรม CSR กับชุมชน และโรงเรียนในพื้นที่ใกล้เคียงกับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ และพื้นที่ห่างไกลหลายต่อหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินงานที่มีมาตรฐาน และประสิทธิภาพ ทำให้ผู้โดยสารมีความพึงพอใจในการใช้บริการ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ สังเกตได้จากผลสำรวจความพึงพอใจประจำปีที่มีแนวโน้มดีขึ้นมาโดยตลอด ล่าสุดผลสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสารประจำปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเก็บรวบรวมถึง 2 ครั้ง ปรากฏว่าผู้โดยสารมีความพึงพอใจในการให้บริการของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ อยู่ในระดับที่ดีมาก โดยคะแนนเต็ม  5  ในด้านความปลอดภัยเฉลี่ยอยู่ที่ 4.36 , ด้านความน่าเชื่อถือของการเดินรถเฉลี่ยอยู่ที่ 4.23 , ด้านการให้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 4.33 , ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานี และในขบวนรถเฉลี่ยอยู่ที่ 4.23 , ด้านบัตรโดยสาร และการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 4.19 และด้านการประชาสัมพันธ์ และการให้ข้อมูลเฉลี่ยอยู่ที่ 4.17


แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ 1ทศวรรษการให้บริการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานแห่งแรกของคนไทย 

แม้ช่วงที่ผ่านมาจะต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ ก็สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสาร ด้วยมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 โดยมีการติดตั้งจุดคัดกรองอุณหภูมิ ที่บริษัทได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย หรือ เทอร์โมสแกน ซึ่งเป็นกล้องสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายแบบไม่สัมผัส และตรวจตราการสวมหน้ากากอนามัยของผู้โดยสารก่อนเข้าใช้บริการอย่างเข้มงวด รวมถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม ( Social Distancing ) ที่ขอความร่วมมือผู้โดยสารเว้นระยะห่าง 2 เมตรขณะรอซื้อตั๋วโดยสาร และตรวจวัดอุณหภูมิ หรือยืนในระยะห่างที่เหมาะสมขณะใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน รวมทั้งมีการจัดระเบียบผู้โดยสารในชั้นชานชาลาให้มีระยะห่างระหว่างกันอย่างเหมาะสม ซึ่งหากในกรณีมีผู้โดยสารหนาแน่น จะดำเนินการจำกัดปริมาณผู้โดยสารที่จะขึ้นสู่ชั้นชานชาลา และภายในขบวนรถไฟฟ้า โดยกำหนดพื้นที่ในการยืนรอห่างกัน 1 เมตร งดเว้นการพูดคุยภายในตู้โดยสาร และมีการเพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบริเวณสถานี และในขบวนรถไฟฟ้า


บริษัทฯให้ความสำคัญ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเพื่อมอบความสุขให้แก่ผู้โดยสาร ในทุกเทศกาลสำคัญ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และเนื่องในโอกาสสุดพิเศษ 1 ทศวรรษการให้บริการ บริษัทได้ออกแบบบัตรสมาร์ทพาสลายพิเศษประเภทบุคคลทั่วไป  ( Adult Card ) “Happy Birthday Card” และ “Happy Gift Card” ที่ออกแบบเป็นลายไทย มีลักษณะเป็น “ลายประจำยาม” ซึ่งเป็นลวดลายที่มีรูปร่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสตะแคง มีลักษณะคล้ายดอกไม้ โดยดัดแปลงมาจากดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ดอกสี่ทิศ”  เหมาะสำหรับให้ผู้โดยสารได้เก็บสะสมเป็นที่ระลึก หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษต่างๆ รวมทั้งออกแบบบัตรสมาร์ทพาสลายใหม่ทุกประเภท ทั้งบัตรประเภทบุคคลทั่วไป (Adult Card)  คิดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางปกติ , บัตรประเภทนักเรียน นักศึกษา ( Student Card ) รับส่วนลด 20% จากอัตราค่าโดยสารปกติทุกเที่ยวการเดินทางสำหรับนักเรียน นักศึกษาที่อายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในสถานศึกษาในประเทศ และบัตรประเภทผู้สูงอายุ ( Senior Card ) รับส่วนลด 50% จากอัตราค่าโดยสารปกติทุกเที่ยวการเดินทาง สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสัญชาติไทยอีกด้วย รวมทั้งยังได้จัดกิจกรรมพิเศษเฉลิมฉลองอีกมากมาย


โดยผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ทาง Facebook Official Page : Airport Rail Link

GIT เปิดเวที สานฝันนักออกแบบรุ่นใหม่ กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับครั้งที่ 15


 

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

 “ได้เวลาเปิดฝันนักออกแบบรุ่นใหม่”  กับการประกวดออกแบบเครื่องประดับ ครั้งที่ 15 ภายใต้แนวคิด "Intergeneration Jewelry"

ผอ. สุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย เล่าถึงการจัดโครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับในปีนี้ ว่า “โครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด "Intergeneration Jewelry" - jewelry for every generation เครื่องประดับที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของเจนเนอเรชั่น การหลอมเป็นความคิดและประสบการณ์ของคนในแต่ละเจนเนอร์เรชั่น  โดยการนำเสนอคุณค่า ความงดงาม ของวัสดุ/วัตถุดิบอันมีค่าที่เลือกใช้ ผสมผสานผ่านการนำเสนอแนวคิดในการออกแบบเครื่องประดับเพื่อทุกคน (Design for all)

ซึ่งการประกวดครั้งนี้ เป็นโจทย์ที่ท้าทาย เพราะนักออกแบบรุ่นใหม่ จะต้องนำแนวคิด ประสบการณ์ ความชื่นชอบเครื่องประดับของผู้คนในทุกช่วงอายุ มาหล่อหลอมรวมและรังสรรค์ออกมาเป็นเครื่องประดับแบบใหม่ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดคนในแต่ละเจเนอเรชั่น โดยเปิดให้นักออกแบบได้สร้างสรรค์ผลงานอย่างเต็มที่

ทั้งการนำวัสดุใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ไม้ พลาสติก เรซิ่น รวมทั้งนวัตกรรมอื่นๆ มาออกแบบตามความเหมาะสม และจะต้องสามารถนำมาพัฒนาเป็นจิวเวลรี่ที่จำหน่ายได้จริง ทั้งนี้ นักออกแบบจะต้องส่งแบบวาด (ไม่จำกัดเทคนิค หรือภาพเขียนจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ที่ตรงกับหัวข้อ จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้นใน 1 ชุดหรือคอลเลคชั่น โดยในคอลเลชั่นนั้นจะต้องมีสร้อยคอเป็นหลัก และเครื่องประดับอื่นๆ เช่น ต่างหู แหวน กำไล เป็นต้น

 


-การประกวดครั้งนี้มีรางวัลมูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท หรือ 10,000 เหรียญสหรัฐ โดยผู้ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 4,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ รองชนะเลิศอันดับ 1 รับเงินรางวัลมูลค่า 3,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ รองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 1,500 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ และรางวัลชมเชย 1 รางวัล เงินรางวัล 1,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่เกียรติยศ โดยจะประกาศผลการตัดสินรอบแรกจากแบบวาดในวันที่ 15 มิถุนายน นี้ 

-สถาบันได้รับเกียรติจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากทั่วโลก อาทิ นางสิริพร ภาณุพงศ์ รองประธานกรรมการ สำนักกฎหมาย Royal Law ม.ล. คฑาทอง ทองใหญ่ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทบิวตี้เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด นายชาญชัย เลิศกุลทานนท์  รองประธานกรรมการ การผลิตกลุ่มและผลิตภัณฑ์ใหม่ บริษัท PANDORA PRODUCTION, ดร.ธัชวิน  สุรเศรษฐ กรรมการผู้จัดการ L.S.Jewelry Group (Lee Seng Jewelry), Prof. Paolo Torriti: Professor at the University of Siena, Italy และ Mr. Saeed Mortazavi Founder & CEO of Mortazavi Design Academy, Iran, Prof. Kwon Ju Han: Professor at College of Art and Design, Faculty of Applied Arts, Republic of Korea

 -เบื้องต้น สถาบันจะตัดสินรอบคัดเลือกแบบวาด ในวันที่ 15 มิถุนายน 2564ได้คัดเลือกที่เข้ารอบสุดท้าย จนเหลือเพียง 4 แบบวาด มาผลิตเป็นเครื่องประดับจริงเพื่อนำไปตัดสินอีกครั้ง และประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศ พร้อมทั้งแสดงแฟชั่นโชว์ด้วยดารานางแบบชั้นนำ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน จากนั้นสถาบันจะนำผลงานการออกครั้งนี้ไปจัดแสดงในงานแสดงสินค้าต่างๆ อาทิ โชว์ในงานบางกอกเจมส์ แอนด์ จิวเวลรี่ แฟร์ และ งานเทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2021 เพื่อเป็นการตอกย้ำการเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกของประเทศไทย” (Thailand’s Gems and Jewelry Hub of The World)

- ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2564 ผ่านทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.gitwjda.com หรือส่งผลงานพร้อมใบสมัครทางไปรษณีย์ หรือส่งผลงานด้วยตัวเองที่ฝ่ายฝึกอบรม สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) 140 อาคารไอทีเอฟ ทาวเวอร์ ชั้น 3 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500

ส่วนสถานการณ์โควิด -19 ที่ระบาดไปทั่วโลกส่งผลกระทบในทุกภาคส่วน ภาคอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เอง ธุรกิจส่งออกก็ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีเช่นกัน ผอ.สุเมธ กล่าวต่อว่า

“.....การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71* ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปี 2564 ปรับตัวลดลงร้อยละ 72.39 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีมูลค่า 3,741.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (112,419.07 ล้านบาท) มาอยู่ที่ 1,032.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (30,758.12 ล้านบาท) โดยเป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 10 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.59 ของสินค้าส่งออกโดยรวมของไทย ทั้งนี้ หากนำมูลค่าดังกล่าวข้างต้นหักออกด้วยการส่งออกทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูป พบว่า การส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่แท้จริงมีมูลค่า 816.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,317.46 ล้านบาท) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 27.43

 มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย (ไม่รวมทองคำ) ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2564 ปรับตัวลดลงร้อยละ 27.43 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อันเนื่องมาจากการส่งออกไปยังหลายตลาดสำคัญได้ลดลง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง เยอรมนี สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เบลเยียม และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลาดในอันดับ 1, 2, 4, 5, 7, 8 และ 9 ต่างมีมูลค่าลดลงร้อยละ 23.13, ร้อยละ 39.54, ร้อยละ 10.07ร้อยละ 39.52, ร้อยละ 15.66, ร้อยละ 46.87 และร้อยละ  14.99 ตามลำดับ โดยสาเหตุหลักมาจากผลกระทบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการระบาดรอบใหม่และมีการใช้มาตรการล็อคดาวน์กันอีกครั้งในหลายประเทศทั่วโลก

 


ส่วนแนวทางในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า ผอ.สุเมธ กล่าวว่า “ โครงการซื้อด้วยความมั่นใจ (Buy with Confidence) เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ได้แก่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมการท่องเที่ยว โดยเป็นการสร้างมาตรฐานและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ผ่านใบรับรองคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับของสถาบัน (GIT Gem and Jewelry Identification)

 การเปิดให้บริการจุดรับ - ส่งอัญมณีและเครื่องประดับนอกสถานที่ (อาคารสิทธิกร) ถนนมเหสักข์ซึ่งตั้งอยู่ในย่านธุรกิจค้าพลอยสำคัญของประเทศ และมีกลุ่มเป้าหมายสัญจรผ่านหนาแน่น สถาบันได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นจุดให้บริการสำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ตั้งแต่วันจันทร์ ที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๔ เป็นต้นไป เพื่อประชาสัมพันธ์ใบรับรองของ GIT ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อันจะส่งผลให้ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถแข่งขันกับนานาประเทศและก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก

 และท้ายสุด ผอ.สุเมธ กล่าวถึงการจัดงานเทศกาลนานาชาติ “พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2021” ว่า ....สถาบันจึงได้รับมอบหมายจากกระทรวงพาณิชย์ ให้ดำเนินโครงการ “พัฒนาจังหวัดจันทบุรีเป็นนครอัญมณี” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนด้านอัญมณีและเครื่องประดับจังหวัดจันทบุรี ให้สามารถแข่งขันได้และมีความสามารถเพียงพอต่อการขยายตลาดสู่สากล โดยร่วมมือกับ จังหวัดจันทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี สมาคมผู้ค้าอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี หอการค้าจังหวัดจันทบุรี เป็นต้น

 เทศกาลนานาชาติ “พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี” (International Chanthaburi Gems and Jewelry Festival 2021” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 6 ธันวาคม 2564 ณ ศูนย์ส่งเสริมอัญมณีและเครื่องประดับจันทบุรี, เคพี จิวเวลลี่เซ็นเตอร์, OTOP Lifestyle บริเวณตลาดพลอย ถนนศรีจันทร์ 

 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นในการเลือกซื้ออัญมณี และยังเป็นเวทีสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดจันทบุรี ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภค เปิดโอกาสให้ผู้ชมงานได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาผู้ผลิต คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ทั้งจากการค้าอัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งจากการท่องเที่ยวส่งท้ายปลายปี รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังวิกฤติโควิด – 19 คลี่คลาย ตามนโยบายของรัฐบาล

 ภายในงานจะมีคูหาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการชาวไทย และต่างชาติกว่า 300 คูหา โดยผู้ชมงานจะได้พบกับผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับและสินค้าเกี่ยวข้องมากมาย ได้แก่ พลอยดิบ พลอยเจียระไน  วัตถุดิบประกอบอัญมณี  เครื่องประดับอัญมณี เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ ซึ่งครอบคลุมทุกส่วนในวงการอุตสาหกรรมอัญมณี เรียกได้ว่ามางานนี้จบครบในงานเดียว

นอกจากนี้ทางสถาบันยังจัดห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการผู้ประกอบการ ผู้ซื้อและผู้บริโภค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับด้วยความมั่นใจ ผ่านใบรับรองจาก GIT โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับโดยเฉพาะ

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทศกาลนานาชาติ “พลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2021” ได้ที่ www.git.or.th

 

 

 

05 พฤษภาคม 2564

ชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือกประเทศไทยปรับเปลี่ยน 54 โรงแรมเป็นหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด -19(COVID-19)รองรับผู้ป่วยได้กว่า10,000เตียง

ชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือกประเทศไทย (Alternative State Quarantine/ ASQ) หรือโรงแรมกักตัวทางเลือกระดับจังหวัด (Alternative Local Quarantine /ALQ)นำโดยพลเอกวัชริศพลมนต์มณีรัตน์ประธานกรรมการที่ปรึกษาจากกระทรวงกลาโหมนายแพทย์อัครพล คุรุศาสตรา กรรมการที่ปรึกษาด้านการแพทย์ชมรมจาก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพพล..ณัฐวุฒิ คล้ายโอภาส กรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคงจากกระทรวงกลาโหมและคุณเอกชัย ศรีกุเรชา ประธานชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือกประเทศไทยได้จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ ร่วมกลับกลุ่มสมาชิกชมรมฯ และหน่วยงานเกี่ยวข้องหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมในการปรับพื้นที่โรงแรมในกลุ่มสมาชิกชมรมฯ จำนวน 54 โรงแรมทั่วประเทศไทยให้เป็นหอผู้ป่วยเฉพาะกิจโควิด-19(COVID-19) หรือฮอลพิเทล (Hospitel) เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่รุนแรงจำนวน 11,258 เตียง  โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนให้สามารถอภิบาลผู้ป่วยหนักที่ต้องการการดูแลอย่างเร่งด่วนได้เต็มประสิทธิภาพ

ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ได้มีมติให้เพิ่มระยะเวลากักตัวสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย ทั้งผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วและผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน จะต้องทำการกักตัวเป็นระยะเวลา 14 วัน (จากเดิม 7 วัน และ 10 วัน ) ทางชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือก (Alternative State Quarantine ASQ)  จึงได้จัดการประชุมผ่านทางระบบออนไลน์โดยมีหัวข้อหลักในการประชุมเรื่องการเตรียมความพร้อมในการปรับพื้นที่โรงแรมจำนวน 137 โรงแรม ทั่วประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรการและข้อกำหนดต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด 


พลเอกวัชริศพล มนต์มณีรัตน์ ประธานกรรมการที่ปรึกษาชมรมโรงแรม กักตัวทางเลือกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า

“ ขณะนี้มีโรงแรมจำนวน 54 โรงแรม กรุงเทพมหานครที่มีความพร้อมสามารถปรับพื้นที่เป็นโรงพยาบาลคู่สัญญาให้กับโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนเพื่อที่จะรองรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยหรือไม่รุนแรงได้จำนวน 11,258 เตียง นอกเหนือจากนี้ทางชมรมฯ ยังได้เตรียมวางแผนจัดหาวัคซีนจำนวน 5,200 โดส ร่วมกับโรงพยาบาลคู่สัญญา เพื่อฉีดให้กับพนักงานโรงแรมที่จะต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสูงโดยจะแบ่งออกเป็น กลุ่ม  พนักงานกลุ่มแรกจำนวน 5200 คนจะได้รับการฉีดวัคซีนในเดือน พฤษภาคม และ พนักงานในกลุ่มที่สอง จำนวน 4000คน จะได้รับการฉีดวัคซีนภายในปี 2564

 
ชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือกประเทศไทย (Alternative State Quarantine/ ASQ) หรือโรงแรมกักตัวทางเลือกระดับจังหวัด(Alternative Local Quarantine /ALQ)เป็นการรวมกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจการโรงแรมทั่วประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมี โรงแรมในกลุ่มสมาชิกในชมรม ฯ ทั้งหมด จำนวน 137 โรงแรมทั่วประเทศไทยโดยมีจุดประสงค์ในการก่อตั้งชมรมฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศและต้องเข้าสู่กระบวนการการกักตัว ซึ่งโรงแรมในกลุ่มสมาชิกชมรมฯ ทั้งหมดเป็นโรงแรมที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลให้สามารถดำเนินการได้ โดยผู้ที่เลือกใช้บริการจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมดตลอดระยะเวลาการกักตัวตามที่รัฐบาลกำหนดไว้

ติดตามข่าวสารของชมรมโรงแรมกักตัวทางเลือกประเทศไทย (ASQ/ALQ Club Thailand)
ได้ที่
เบอร์โทรศัพท์: +662 656 9797  อีเมล:asqalq.th@gmail.com                                                                 เฟสบุ๊ก:@asqalgclubthailand                            

ชมรม ASQ/ALQ Club Thailand เลขที่ 49 สุขุมวิท ซอย 2 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย 10110 หมายเลขติดต่อ +662 656 9797 Email: asqalq.th@gmail.com

นักกอล์ฟสาวระดับโลก เผยความพร้อมแข่งขันในรูปแบบสนามปิดดวลวงสวิงรายการฮอนด้าแอลพีจีเอไทยแลนด์ 2021

ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50 ล้านบาท พร้อมลุ้นรางวัลโฮลอินวัน รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด มูลค่า 1.799 ล้านบาท 6-9 พฤษภาคม 2564 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี  

(ชลบุรี – 5 พฤษภาคม 2564) -  การแข่งขันรายการกอล์ฟอาชีพสตรี “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” พร้อมเริ่มการแข่งขันในวันที่ 6-9 พฤษภาคม 2564 ณ สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี  โดยมีโปรกอล์ฟสาวระดับโลกรวม 72 คน พร้อมร่วมประชันวงสวิงชิงเงินรางวัลรวม 50 ล้านบาท และลุ้นรางวัลพิเศษ รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รุ่น HYBRID TECH มูลค่า 1,799,000 บาท กับการทำโฮลอินวันหลุมที่ 16 ณ สยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส จังหวัดชลบุรี วันที่ 6 - 9 พฤษภาคม 2564  และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย การแข่งขันในปีนี้จึงกำหนดจัดในรูปแบบสนามปิด ภายใต้ข้อกำหนดและการกำกับดูแลของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย อย่างเคร่งครัด  โดยมีการถ่ายทอดสดตลอดการแข่งขันไปยังกว่า 100 ประเทศทั่วโลก แฟนกอล์ฟชาวไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com หรือแอปพลิเคชัน PPTVHD36

การแข่งขันในปีนี้ได้รับการตอบรับจาก 4 นักกอล์ฟระดับท็อปเทนของโลก จากการจัดอันดับของโรเล็กซ์ วีเมนส์ เวิลด์ กอล์ฟ แรงกิงส์ (Rolex Women's  World  Golf  Rankings ) ได้แก่ แดเนียล คัง (อันดับ  6), ลิเดีย โค (อันดับ 8), มินจี ลี (อันดับ 10) รวมทั้งฮโย จู คิม (อันดับ 7) แชมป์ล่าสุดจากรายการเอชเอสบีซี วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (HSBC Women’s World Championship) ร่วมด้วยขบวนนักกอล์ฟสาวไทย 10 คน ได้แก่ “โปรโม” โมรียา จุฑานุกาล, “โปรเม เอรียา จุฑานุกาล, “โปรเหมียว” แพตตี้  ธวัชธนกิจ,  “โปรแจน” วิชาณี มีชัย,  “โปรมายด์” กานต์พนิตนันท์ เมืองคำสกุล , "โปรจูเนียร์" จัสมิน สุวัณณะปุระ, "โปรแหวน" พรอนงค์ เพชรล้ำ,  “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล, “โปรเมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ และ“โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน

ตัวแทนนักกอล์ฟที่จะลงแข่งขันชิงชัยในปีนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ในการแถลงข่าวผ่านระบบซูมทางออนไลน์วันนี้   ได้แก่ 



โปรเม เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟไทยอันดับ33 ของโลก   วัย 25 ปี  เจ้าของ 2 แชมป์เมเจอร์ รายการ บริติช วีเมนส์ โอเพ่น 2016 และ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น 2018   และเป็นนักกอล์ฟสาวไทยที่คว้าแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ มากที่สุด 10 รายการ  รวมทั้งรองแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2013 กล่าวว่า “ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มาแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์  ส่วนสยามคันทรีคลับ พัทยา โอลด์คอร์ส เป็นสนามที่ยาก ซึ่งปีนี้อาจจะยากขึ้นไปอีกเพราะสนามเปียกเนื่องจากฝนตก ปีนี้เป็นปีแรกที่ไม่มีแฟนๆเข้ามาชมในสนามทำให้คิดถึงแฟนกอล์ฟมาก ส่วนความพร้อมในการแข่งขันครั้งนี้ พยายามมีสมาธิ มุ่งมั่นกับเกมในแต่ละวันของตนเองให้ดีที่สุด” 

โปรโม โมรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟไทยอันดับ 40 ของโลก  วัย 26 ปี เจ้าของแชมป์ ฮูเจล เจทีบีซี แอลเอ โอเพ่น  2018 ( 2018 HUGEL-JTBC LA Open) และเคยคว้ารองแชมป์ร่วม ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2018 กล่าวว่า “การแข่งขันรายการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากแฟนกอล์ฟชาวไทยมาโดยตลอดทำให้รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ลงเล่นและช่วยให้มีกำลมากเป็นพิเศษด้วย ปีนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้กลับมาเล่นในบ้านเกิดอีกครั้ง แม้ว่าจะต้องกลับมาเล่นในบรรยากาศที่แตกต่าง ไม่ได้เจอครอบครัวและแฟนกอล์ฟเนื่องจากสถานการณ์โควิด อีกทั้งรู้สึกเป็นเกียรติที่รู้ว่าตนเองเป็นหนึ่งในนักกอล์ฟต้นแบบให้กับนักกอล์ฟไทยรุ่นใหม่ สิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับโมคือการที่ได้ออกไปเล่น ได้แสดงให้นักกอล์ฟรุ่นใหม่ได้เห็นว่าถ้าคุณมีความฝันเพียงลงมือทำทุ่มเททุกอย่างเพื่อกอล์ฟ ไม่มีคำว่าสายเกินไป” ส่วนความพร้อมในการแข่งขัน โปรโมกล่าวว่า “หวังว่าจะพัตต์ได้ดีขึ้นหลังจากทำผลงานค่อนข้างดีในการแข่งขันที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ก่อนและอยากให้แฟนกอล์ฟติดตามชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันให้สนุกและปลอดภัย”

เอมี่ หยาง  นักกอล์ฟอันดับ 45 ของโลก  วัย 31 ปี จากเกาหลีใต้ ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกอล์ฟคนแรกที่คว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 3 สมัย และเป็นแชมป์คนล่าสุดในปี 2019 กล่าวว่า “ฉันมีความทรงจำที่ดีหลายๆครั้งในการแข่งขันที่นี่ ดังนั้นรู้สึกตื่นเต้นที่ได้กลับมาอีกครั้ง  ฉันชอบมาประเทศไทยเพื่อมาเล่นแมชต์นี้ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนท์โปรด เพราะชอบสนาม รวมถึงบรรยากาศการเชียร์ของแฟนๆที่นี่ แม้ปีนี้จะไม่มีแฟนกอล์ฟเข้าชมเพราะสถานการณ์โควิด แต่มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่ได้กลับมาได้ลงเล่นร่วมกับนักกอล์ฟชั้นนำของโล  ทุกๆปีได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายและยังคงพยายามที่จะพัฒนาตัวเองและตั้งใจทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้เกมของตนเองพัฒนาขึ้นในทุกๆสัปดาห์ ดังนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เล่น สำหรับแผนการเล่นรายการนี้คือเกมยาว ทั้งการตี การแอพโพรช เหมือนกับที่ใช้ได้ผลในการแข่งขันที่ผ่านมาเนื่องจากกรีนสั้นและแฟร์เวย์แคบ บวกกับการพัตต์ที่ดีจะช่วยได้เยอะ  แม้ว่าการได้แแชมป์สมัยที่ 4 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ฉันต้องการโฟกัสว่าสิ่งใดที่จำเป็นต้องทำกับการแข่งขันทั้ง 4 วัน” 

มินจี ลี  นักกอล์ฟจากออสเตรเลีย วัย 24 ปี  มืออันดับ 10  ของโลก เจ้าของรองแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์  2019 และแชมป์ ฮูเจล แอร์ พรีเมีย แอลเอ โอเพ่น  2019 (2019 HUGEL-AIR PREMIA LA Open)  กล่าวว่าเธอมีความทรงจำที่ดีในการแข่งขันปี2019 ส่วนปีนี้ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการต้องลงเล่นในสภาพอากาศที่ร้อนและชื้นโดยจากแข่งขันที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ฝึกเรื่องของความอดทน สมาธิ ทานน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารให้เพียงพอเพื่อรับมือกับการสูญเสียพลังงานระหว่างวัน สัปดาห์นี้เตรียมลงแข่งด้วยทัศนติที่ดี  หลังจากการซ้อมเป็นไปอย่างราบรื่น “ฉันคิดว่าตำแหน่งแชมป์อยู่ไม่ไกล ฉันมีความทรงจำดีกับสนามแห่งนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ และคิดว่าตนเองมีโอกาสที่ดีที่จะคว้าแชมป์”






สำหรับ โปรเหมียว แพตตี้  ธวัชธนกิจ นักกอล์ฟสาวไทยอันดับ12 ของโลก   วัย 21 ปี ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์กอล์ฟเมเจอร์และแชมป์แอลพีจีเอ ทัวร์ รายการแรก ในอาชีพ จากรายการ เอเอ็นเอ อินสไปเรชั่น 2021  และเจ้าของอันดับสามร่วม  รายการ เอชเอสบีซี  วีเมนส์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ( 2021 HSBC Women's World Championship )ที่สิงคโปร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวว่า “อาหารที่อยากทานมากๆหลังจากกลับถึงไทยคือ แกงเทโพ ซึ่งการกลับมาเล่นในประเทศไทยหลังจากคว้าแชมป์เมเจอร์นั้นรู้สึกเป็นเกียรติที่มีตำแหน่งแชมป์เมเจอร์ตามหลังชื่อเธอ รู้สึกเหมือนฝันเป็นจริง  ส่วนการได้ลงแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เป็นทัวร์นาเมนท์ที่เธอเคยมีความทรงจำดีๆตอนที่มีโอกาสลงแข่งขันในปี 2015 และ 2016 ทั้งสนามที่ดีและบรรยากาศแฟนกอล์ฟที่สุดยอด หลังจากที่คว้าแชมป์เอเอ็นเอ อินสไปเรชั่น ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น และพยายามรักษามันเอาไว้ ฤดูกาลนี้ยังอีกยาวไกล และอยากทำให้ดีที่สุด  พร้อมกับรู้สึกว่ามีความหมายมากกับการได้เป็นนักกอล์ฟต้นแบบของรุ่นน้องและพยายามที่จะเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้  ส่วนเป้าหมายการแข่งขันรายการนี้มองว่า เกมกอล์ฟมีเล่นดี เล่นแย่ ไม่มีใครที่จะเล่นเพอร์เฟ็คตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตามจะตั้งใจให้ดีที่สุด และขอให้แฟนกอล์ฟเชียร์นักกอล์ฟชาวไทยด้วย ”


แฟนกอล์ฟสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข่าวสารของการแข่งขันรายการ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021” ได้ที่ www.hondalpgathailand.com และ www.facebook.com/lpgaThailand และชมการถ่ายทอดสดทาง พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com หรือแอปพลิเคชัน PPTV HD36