09 มิถุนายน 2569

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เสด็จร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาส่งเสริมการท่องเที่ยวไตรกีฬานานาชาติ ประจำปี 2569


สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ เสด็จร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาส่งเสริมการท่องเที่ยวไตรกีฬานานาชาติ ประจำปี 2569 รายการ Amazing Race Festival Toyota Sattahip Triathlon 2026 Presented by MAMA ชิงถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ซึ่งกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 ณ อ่าวดงตาล กองเรือยุทธการ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้า ฯ รับเสด็จ ฯ และร่วมถวายกำลังใจ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 เวลา 06:00-10:00 น. ณ กองเรือยุทธการ อ่าวดงตาล อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในนามของคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดชลบุรี กองทัพเรือ กองเรือยุทธการ สมาคมกีฬาทางน้ำแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้

ข้าพระพุทธเจ้า
บริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด

ซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุดของรถไฟฟ้าสีแดง “Nobody Else Like You”


ต้อนรับเดือนแห่งความรักที่ไม่มีเงื่อนไขกับซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุดของรถไฟฟ้าสีแดง “Nobody Else Like You” พบ โตส อัครัช พระเอกช่อง 7 สี เทป วรชัย พระเอกซีรี่ส์ The Bangkok Boy หมู ภูษณะ นักแสดงจากช่อง 7 สี และ น้องคาปูชิโน่ พร้อมฟังซิงเกิลใหม่ของรถไฟฟ้าสายสีแดง เพลงประกอบซิรีส์ โดย แตงโม สยาภา อินฟูลฯ หัวใจวินเทจ และ กุน กิตติคุณ The Face Men Thailand อมยิ้มและมีความสุขไปกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นบนรถไฟฟ้าสายสีแดง ตลอด 5 EP 8-12 มิถุนายน





ชมได้ทางโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม RED Line SRTET และ Instagram • up2uha
และชมเต็มเรื่องทาง YouTube วันที่ 14 มิถุนายน นี้ เวลา 6 โมงเย็น 

“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”
ระบบขนส่งทางรางสายแรกของประเทศที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงและสิ่งแวดล้อม

เรียนบัญชีที่ ม.หัวเฉียวฯ ทางเลือกใหม่...สู่สายงานบัญชีมืออาชีพด้วยหลักสูตรที่เชื่อมต่อโลกธุรกิจจริง

​ทำไมต้องเรียนบัญชี? บัญชีสำคัญอย่างไร?   หนึ่งในวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ก็คือ นักบัญชี ในยุคที่ข้อมูลทางการเงินมีบทบาทสำคัญต่อทุกองค์กร นักบัญชีจึงเป็นหนึ่งในวิชาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการอย่างต่อเนื่อง



หลักสูตรบัญชีบัณฑิต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ มีประสบการณ์การสอนและผลิตบัณฑิตมากว่า 23 ปี ปัจจุบันได้สร้างความโดดเด่นด้วยการร่วมมือกับ ดีลอยท์ ประเทศไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 4 บริษัทที่ปรึกษาและตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลก (Big 4) ร่วมพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลผ่านรายวิชาที่ทันสมัย อาทิ การควบคุมภายในและบริหารความเสี่ยง ระบบสารสนเทศทางการบัญชี รายงานการเงินและการวิเคราะห์ การควบคุมและตรวจสอบระบบสารสนเทศ การวางแผนและควบคุมงบประมาณ การบัญชีเพื่อความยั่งยืน (ESG) และการกำกับองค์กรและจริยธรรมวิชาชีพ เป็นต้น



​หากต้องการเป็นนักบัญชี ผู้สอบบัญชี ผู้ตรวจสอบภายใน นักวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษาด้านภาษี เจ้าหน้า
ที่ด้านบัญชีและการเงินในองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมถึงต่อยอดสู่การสอบใบอนุญาตและคุณวุฒิวิชาชีพระดับสากลในอนาคต มาเรียนบัญชีที่ ม.หัวเฉียวฯ เรียนกับมืออาชีพจากดีลอยท์เน้นทั้งความรู้ทางวิชาการ ประสบการณ์จริง เป็นทางเลือกใหม่เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริง และมีโอกาสฝึกงานกับองค์กรระดับสากล นอกจากนี้ยังได้เรียนเสริมทักษะการสื่อสารภาษาจีนซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมหาวิทยาลัย สมัครเรียนวันนี้ที่ https://admission.hcu.ac.th

สอบถามพูดคุยที่ โทร. 02 7138100 ต่อ 1223 หรือ 1484

08 มิถุนายน 2569

กาล่า ดินเนอร์ เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. เพื่อสนับสนุนการศึกษา ครั้งที่ 3

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) จัดงานกาล่า ดินเนอร์ การกุศล “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ” ครั้งที่ 3 (2569) ณ โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพฯ

อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์  (ม.น.ข.)  และคณะกรรมการจัดงานให้การต้อนรับ นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้สภากาชาดไทย  และที่ปรึกษา ม.น.ข. ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี 


สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ “ราชินีคู่ราชัน” คู่พระบารมีในหลวงรัชกาลที่ 9  เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงองค์อุปถัมภิกามูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมก์ (ม.น.ข.)…ประธานกรรมการบริหาร ม.น.ข. นำถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงรับ ม.น.ข. ไว้ใน “พระบรมราชินูปถัมภ์” ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2504 จวบจนปัจจุบัน 

นายวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ ประธานดําเนินงาน ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสศึกษาตามสมควรแก่ศักยภาพ ภายใต้โครงการ “ม.น.ข. เฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ (72 พรรษา) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดย ม.น.ข. 
ได้ร่วมกับ มูลนิธิสุนทราภรณ์ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นําเสนอบทเพลงยอดนิยมของวงดนตรีสุนทราภรณ์ 



นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดงาน และชื่นชมถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของ ม.น.ข. ที่ได้ดำเนินการจัดหาทุนการศึกษามาอย่างยาวนานถึง 65 ปี เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็ก และเยาวชนที่ขาดแคลน  ทุนทรัพย์ทั่วประเทศ ให้ได้ศึกษาจนจบหลักสูตรตามสมควรแก่ศักยภาพ มามากกว่า 25,000 คน ซึ่งเป็นการยืนยันได้ว่า  ม.น.ข. ได้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งมูลนิธิฯ ได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีคุณูปการต่อการช่วยเหลือสังคม เป็นอย่างยิ่งการสร้างสะพานบุญของ ม.น.ข. โดยความร่วมมือกับมูลนิธิสุนทราภรณ์ฯ ในค่ำคืนนี้เป็นการตอบแทนผู้มี จิตศรัทธาที่ร่วมสนับสนุน ม.น.ข. ให้ได้รับความเพลิดเพลินกับดนตรี และเสียงเพลงอันไพเราะได้เป็นอย่างดียิ่งรวมทั้ง เป็นการสร้างความผูกพันที่มีต่อ ม.น.ข. อีกโสตหนึ่งด้วย


ภายในงาน แขกผู้มีเกียรติจะได้รับฟัง และรับชมดนตรี จากวงดนตรีสุนทราภรณ์อย่างจุใจถึง 33 บทเพลง โดยถ่ายทอดบทเพลงอันอมตะผ่านศิลปินสุนทราภรณ์ ทั้งคลื่นลูกเก่า และคลื่นลูกใหม่ ศิลปินรับเชิญ อาทิ เม้า-คุณสุดา ชื่นบาน (ศิลปินแห่งชาติ) ธัช-กิตติธัช แก้วอุทัย แบงค์-เฉลิมรัฐ จุลโลบล อลิศ-ธนัชศลักษณ์ ฮัตสัน  เอฟ-รัฐพงศ์ ปิติชาญ วิ-ดร.วิรัช ศรีพงษ์ และนักร้องกิตติมศักดิ์อีกหลายท่าน

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเขาเหล่านั้นจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สําคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศต่อไป

กาล่า ดินเนอร์ การกุศล “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข. เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ” ครั้งที่ 3 (2569) วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569  ณ โรงแรมพูลแมน กรุงเทพฯ

07 มิถุนายน 2569

พม. จับมือ ETDA พัฒนาทักษะดิจิทัล มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันออนไลน์และยกระดับศักยภาพสตรีและครอบครัว

       

วันนี้ (6 มิ.ย. 69) เวลา 9.00 น. นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เปิดกิจกรรมการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมีนางพรนิภา  มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกล่าวรายงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่พม. ผู้บริหารจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กลุ่มอาชีพสตรี ผู้ประกอบการ อพม. และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ  รวมทั้งสิ้น 300 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทารา โคราช จังหวัดนครราชสีมา


นายเอนกชัย กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันสื่อดิจิทัลและเทคโนโลยีออนไลน์มีอิทธิพลอย่างมากต่อ    วิถีชีวิต โดยส่งผลกระทบทั้งใน เชิงลบ ประชาชนจำนวนมากยังคงตกเป็นเหยื่อของภัยดิจิทัล ทั้งการ ถูกหลอกลวง  การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และการใช้เทคโนโลยีที่ขาดความรู้เท่าทัน และเชิงบวก ในโลกยุคปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลและการพัฒนาทักษะจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัล และเสริมสร้างกำลังคนให้พร้อมสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ รองรับการพัฒนาในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในทุก ๆ ด้าน รวมถึงการส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สตรี สถาบันครอบครัว และชุมชน เพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ทักษะด้านดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการสร้างโอกาสทางอาชีพ การสื่อสาร ตลอดจนการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ

นายเอนกชัย กล่าวว่า พม. โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จัด "กิจกรรมการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัล ประจำปีงบประมาณ 2569" ระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา โคราช จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มเป้าหมายได้แก่ บุคลากรจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงกลุ่มสตรีในชุมชน ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันอย่างรู้เท่าทัน และขยายผลเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ส่งต่อความรู้ในชุมชน โดยแบ่งเป็น 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรแรก คือหลักสูตร ETDA Digital Citizen Plus (EDC Plus) ที่พัฒนาขึ้นโดยอิงจากมาตรฐานสากลและปรับให้สอดคล้องกับบริบทของคนไทย ประกอบด้วย 5 มิติ คือ Digital Identity, Digital Use, Digital Communication, Digital Security และ Digital Literacy เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์และมั่นคงปลอดภัย และหลักสูตรที่สอง คือหลักสูตรเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และแนวทางการใช้งาน Generative AI เพื่อการทำงาน เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงการบริหารจัดการงานอย่างมืออาชีพ รวมถึงจริยธรรมในการใช้งาน AI อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับวุฒิบัตรจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและ ETDA หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมและสอบผ่านตามเกณฑ์ใน DSD Online Training






นายเอนกชัย กล่าวเพิ่มเติม กระผมขอขอบคุณ ETDA และทุกหน่วยงานที่ร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมอันมีคุณค่านี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับความรู้และทักษะด้านดิจิทัลอย่างรอบด้าน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทันและปลอดภัยจากภัยออนไลน์ รวมถึงสามารถนำความรู้ที่ได้รับ ไปถ่ายทอดต่อ หรือประยุกต์ใช้ในการทำงานและการดำเนินธุรกิจให้เกิดผลสำเร็จได้จริง

06 มิถุนายน 2569

เปิดตัว PLX Asia แพลตฟอร์มงานแสดงสินค้า Private Label

แบบครบวงจรแห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


เปิดบทใหม่ของธุรกิจ Private Label กับการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม Industry Leadership Summit ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ก่อนต่อยอดสู่งานแสดงสินค้าแบบเต็มรูปแบบในปี 2570

PLX Asia งานแสดงสินค้า B2B ธุรกิจ Private Label และการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เปิดตัวผ่านการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม Industry Leadership Summit ซึ่งถือเป็นก้าวแรกสู่การจัดงานแสดงสินค้าเต็มรูปแบบในปี 2570 โดยมีจุดประสงค์เพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในอุตสาหกรรมค้าปลีกและการผลิตในภูมิภาค โดยเชื่อมโยงผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และผู้ให้บริการโซลูชันเข้าด้วยกัน ผ่านระบบนิเวศที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ
อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการการจัดหาสินค้า และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่ห่วงโซ่ธุรกิจสินค้าแบรนด์ส่วนตัว (Private Label) ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

PLX Asia เกิดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ก่อนต่อยอดสู่การจัดงานแสดงสินค้าเต็มรูปแบบในปี 2570

มุ่งตอบโจทย์และเติมเต็มช่องว่างสำคัญในภูมิทัศน์ธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมการผลิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลุ่มสินค้าที่ผลิตโดยผู้ผลิตภายนอกและจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของลูกค้า หรือที่เรียกว่า “Private Label” ได้กลายเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดค้าปลีกที่พัฒนาแล้ว ทั้งในประเทศจีน ยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยผู้ประกอบการค้าปลีกต่างหันมาสร้างแบรนด์ของตนเองมากขึ้นเพื่อเพิ่มอัตรากำไร เร่งการพัฒนานวัตกรรม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดสินค้าประเภท Private Label กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือความแข็งแกร่งของฐานการผลิตสินค้าแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer) และ ODM (Original Design Manufacturer) ภายในภูมิภาค ประกอบกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Retail) และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผู้บริโภคในกลุ่มชนชั้นกลาง ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ทำให้ตลาดของสินค้าประเภท Private Label มีโอกาสโตในเวทีระดับภูมิภาค

นายแมทเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการและประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โคโลญเมสเซ่ เปิดเผยว่า “PLX Asia เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับโลก เนื่องจากสินค้าประเภท Private Label ไม่ได้มีบทบาทเป็นเพียงทางเลือกที่คุ้มค่าเพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วโลก ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ผนวกกับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมในภูมิภาคที่ยังคงมีความกระจัดกระจายอยู่ เราจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม PLX Asia ขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มในการเชื่อมโยงระหว่างผู้ค้าปลีกและผู้ผลิต พร้อมทั้งเร่งยกระดับขีดความสามารถ และสนับสนุนการเติบโตของตลาด Private Label ในภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ”

PLX Asia จึงเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะทางที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยเป็นศูนย์รวมของเหล่าผู้ค้าปลีก ผู้ผลิต และผู้ให้บริการโซลูชันไว้ในระบบนิเวศเดียวกัน การผนึกกำลังในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความซับซ้อนและกระจัดกระจายในขั้นตอนการจัดซื้อ เร่งขีดความสามารถในการนำสินค้าออกสู่ตลาดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าของสินค้าประเภท Private Label

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย (TCC) กล่าวว่า “จุดแข็งของประเทศไทยในอุตสาหกรรมสินค้า Private Label ไม่ได้อยู่เพียงที่ต้นทุนหรือกำลังการผลิต แต่คือความไว้วางใจและความพร้อมเชิงระบบของผู้ประกอบการไทยที่สามารถตอบโจทย์ตลาดโลกได้ครบวงจร โดยเฉพาะในรูปแบบการผลิต OEM และ ODM ที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า การออกแบบ และการผลิตตามมาตรฐานสากลเข้าไว้ด้วยกัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน สินค้า Private Label ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ค้าปลีก ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยเข้าไปมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกมากยิ่งขึ้น

วันนี้ ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีความโดดเด่นเป็นพิเศษในกลุ่มสินค้าอาหาร ธุรกิจ Healthcare ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องประดับและแฟชั่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในตลาดโลก ประกอบกับความยืดหยุ่นในการผลิตและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า Private Label ได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผมเชื่อว่า PLX Asia จะเป็นหนึ่งในงานที่ช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ค้าปลีกระดับนานาชาติ ไม่เพียงเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในระยะสั้น แต่เพื่อยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตไทยจากการรับจ้างผลิต ไปสู่การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในอนาคต”

แพลตฟอร์มเพื่อการขยายตัวทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์
แนวคิดในการสร้าง PLX Asia เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของงาน THAIFEX – Anuga Asia แพลตฟอร์มการค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการเปิดประตูสู่ตลาดอาหารและเครื่องดื่มอย่างครบวงจร และครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วโลก PLX Asia จะเข้ามาเติมเต็มด้วยการเจาะลึกไปที่การสร้างสินค้าประเภท Private Label และอุตสาหกรรมการรับจ้างผลิตสินค้า (Contract Manufacturing) อย่างเต็มรูปแบบ

ทุกส่วนประกอบของงาน PLX Asia ได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถันและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการเจรจาธุรกิจและความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสินค้า Private Label ซึ่งมองเห็นความสำคัญของประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และการเป็นพันธมิตรในระยะยาว ที่มากไปกว่าการจัดแสดงสินค้าทั่วไป

การประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม ‘Industry Leadership Summit’ ภายในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 การประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรม Industry Leadership Summit ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ภายในงาน THAIFEX - Anuga Asia 2026 ถือเป็นเวทีเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอุตสาหกรรมของ PLX Asia โดยในงานประกอบด้วยโปรแกรมการประชุมและการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในรูปแบบงานปิด ที่รวบรวมเหล่าผู้บริหารระดับสูง และผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจากหลากหลายภาคส่วนกว่า 200 คน ทั้งผู้ประกอบการ ธุรกิจค้าปลีก ผู้ประกอบการโรงงาน ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับสากล เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและสำรวจโอกาสทางธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด Private Label ของภูมิภาค

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงสมาคมผู้ค้าปลีกไทย (Thailand Retailers Association) และ “Daymon” บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์สินค้าและการบริการด้านการค้าปลีกระดับโลก ที่ให้เกียรติเข้าร่วมในฐานะพันธมิตรด้านองค์ความรู้อย่างเป็นทางการ

นูโน อฟอนโซ ประธานบริษัท Daymon International ให้ข้อมูลว่า “สินค้า Private Brand ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านราคาหรือกลยุทธ์ในการจัดวางสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของผู้ค้าปลีกในการขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ ความสำเร็จของสินค้า Private Brand ในปัจจุบันจึงไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างความแตกต่าง เพิ่มอัตรากำไร และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ผู้ค้าปลีกรายที่เริ่มปรับตัวและสามารถดำเนินกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ในภูมิภาค”

ภายในการประชุมสุดยอดผู้นำอุตสาหกรรมในครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผู้ประกอบการกลุ่มแรกที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งใน PLX Asia 2027 ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ผู้คนในอุตสาหกรรมจะได้เห็นทิศทาง ของระบบนิเวศทางธุรกิจที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปธรรมผ่านแพลตฟอร์มนี้เป็นครั้งแรก โดยงานนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเวทีแห่งการแสดงวิสัยทัศน์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น อันจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการยกระดับความร่วมมือและการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในปีต่อ ๆ ไป

เดินหน้าสู่การจัดงานเต็มรูปแบบในปี 2570
ก้าวต่อไปหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ภาคอุตสาหกรรม งาน PLX Asia พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการในฐานะ แพลตฟอร์มเฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งขยายฐานกลุ่มผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าให้มีความหลากหลาย ครอบคลุม และครบถ้วนยิ่งขึ้น พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานข้อมูลผู้ผลิตในระดับภูมิภาค ตลอดจนสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ค้าปลีกและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งาน PLX Asia แบบเต็มรูปแบบครั้งแรกมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2570 ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมของสินค้าประเภท Private Label และอุตสาหกรรมการรับจ้างผลิตสินค้า (Contract Manufacturing) รวมทั้งในกลุ่มสินค้าอาหารและสินค้าอุปโภคที่นอกเหนือจากอาหาร อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและของใช้ส่วนบุคคล รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน โดยมีความมุ่งมั่นในระยะยาว ที่จะสร้างให้แพลตฟอร์มนี้เป็นศูนย์กลางชั้นนำของภูมิภาคในด้านนวัตกรรม การจัดซื้อ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ สำหรับสินค้าประเภท Private Label อย่างครบวงจร และขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมสินค้า Private Label ทั่วทั้งภูมิภาคอย่างยั่งยืนในอนาคต

“แม็คโคร ปราจีนบุรี” เปิดให้บริการแล้ว วันแรกคึกคัก ลูกค้าแน่นสาขา


“แม็คโคร ปราจีนบุรี” เปิดให้บริการแล้ว วันแรกคึกคัก ลูกค้าแน่นสาขา เดินหน้าสนับสนุนสินค้าเกษตรขึ้นชื่อ กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

แม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้าฯ เดินหน้าขยายสาขาใหม่ต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดที่จังหวัดปราจีนบุรี โชว์จุดแข็งแหล่งรวมสินค้าอุปโภคบริโภค ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและลูกค้า พร้อมสานต่อการเป็นคู่คิดธุรกิจที่เคียงข้างสังคมไทย ผ่านการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น พัฒนาเกษตรกรและเอสเอ็มอี ด้วยการอบรมเพิ่มทักษะให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตอย่างยั่งยืน
นาง เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม็คโครมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจสนับสนุนเกษตรกรและเอสเอ็มอีในพื้นที่ ผ่านการรับซื้อสินค้าเกษตรที่ขึ้นชื่อ อาทิ หน่อไม้หวาน, กระเฉดชะลูดน้ำ, ทุเรียน, ส้มโอ และกระท้อน นำมาจำหน่ายในแผนกอาหารสดที่แม็คโคร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ สอดคล้องกับเจตนารมณ์การเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาส ตอกย้ำนโยบายเคียงข้างเกษตรกรไทย อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้กับผู้ประกอบการที่มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่ครบครัน มีคุณภาพ ในราคาประหยัด ช่วยผู้ประกอบการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ สามารถแข่งขันในตลาดได้”

ตอกย้ำผู้นำค้าส่งตัวจริง ที่พร้อมเคียงข้างและสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการมาอย่างยาวนานกว่า 34 ปี แม็คโครจัดแคมเปญแทนคำขอบคุณกับโปรโมชันลดแรงพิเศษ ขนทัพสินค้า เช่น น้ำมันปาล์ม ตราโบนัส, เป๊ปซี่, พัดลมตั้งโต๊ะ Airy, ส้มฮันนี่เมอกอท ออสเตรเลีย, เอโร่ เนื้อหมูบดแช่แข็ง, ขวดน้ำพลาสติก Super Lock ซื้อ 2 แถม 1 และอื่นๆ อีกมากมาย มาลดกระหน่ำ เฉพาะสาขานี้เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 2-14 พฤศจิกายน 2566
สาขานี้ถือเป็นแห่งที่ 157 มีขนาดพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร พร้อมสินค้าหลากหลายที่มีคุณภาพ และด้วยศักยภาพอันโดดเด่นของจังหวัดปราจีนบุรีที่ใกล้กรุงเทพฯ เดินทางสะดวก มีการขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยว จึงเป็นศูนย์รวมผู้ประกอบการและลูกค้า สอดรับกับแนวคิดธุรกิจของแม็คโครในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจค้าส่ง ที่พร้อมสนับสนุนชุมชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดให้เติบโต
การเปิดสาขาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายรณรงค์ นครจินดา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยหัวหน้าหน่วยราชการ และคณะผู้บริหาร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) นำโดยนาง เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ บรรยากาศการเปิดสาขาใหม่วันแรกคึกคักมาก โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้ประกอบการและลูกค้าชาวปราจีนบุรี รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง
ติดตามข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ของแม็คโคร ผ่านช่องทาง ดังนี้
-เว็บไซต์ https://www.makro.co.th/
-ติ๊กต็อก (TikTok) https://www.tiktok.com/@makrothailand

05 มิถุนายน 2569

“ปภังกร” ตามสามสโตรกรอบสองศึกเมเจอร์ “ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น” สาวอเมริกัน-จีน นำร่วม

(แปซิฟิก พาลีเซดส์, รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา, 6 มิถุนายน 2569)-“แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 72 ในรอบสองของศึกกอล์ฟยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น เมเจอร์ที่สองของปี ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 สกอร์รวมสองวัน 1 อันเดอร์พาร์ 141 รั้งอันดับ 13 ร่วม ตามหลัง อลิสัน รี จากสหรัฐ และ หยิน ยัวหนิง จากจีนสองผู้นำร่วมอยู่ 3 สโตรก ขณะที่ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มือ 2 ของโลก สกอร์รวมอีเวนพาร์ รั้งอันดับ 17 ร่วม ตามหลังผู้นำ 4 สโตรก

การแข่งขันกอล์ฟสตรียูเอส วีเมนส์ โอเพ่น พรีเซ็นเต็ด บาย แอลลาย ครั้งที่ 81 เมเจอร์ที่สองของปี ชิงเงินรางวัลรวม 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 409.4 ล้านบาท แข่งขันที่สนามริเวียรา คันทรี คลับ พาร์ 71 ชานเมืองแปซิฟิก พาลีเซดส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 4–7 มิถุนายน 2569 เข้าสู่การแข่งขันวันที่สอง “แพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ ออกสตาร์ตทางหลุม 10 พลาดเสียโบกี้ตั้งแต่หลุมแรกและหลุม 15 ก่อนทำเบอร์ดี้ที่หลุม 17 แต่เสียคืนในหลุม 18 จากนั้นเก็บเพิ่มอีก 1 เบอร์ดี้ที่หลุม 5 จบรอบด้วยสกอร์ 1 โอเวอร์พาร์ 72 รวมสองวัน 1 อันเดอร์พาร์ 141 รั้งอันดับ 13 ร่วมกับ ชิน จีเอ อดีตมือ 1 ของโลกจากเกาหลีใต้ ที่ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 72 และ อัลลิเซน คอร์พุซ แชมป์รายการนี้ปี 2023 จากสหรัฐ ที่ทำ 1 อันเดอร์พาร์ 70 ตามหลังผู้นำร่วม 3 สโตรก
ด้าน อลิสัน รี โปรสาวชาวอเมริกันที่กำลังลุ้นแชมป์อาชีพแรกในแอลพีจีเอ ทัวร์ ออกสตาร์ตได้อย่างยอดเยี่ยม ทำ 3 เบอร์ดี้ใน 9 หลุมแรก เสียเพียง 1 โบกี้ที่หลุม 9 ก่อนเก็บเพิ่มอีก 1 เบอร์ดี้ที่หลุม 12 และพาร์ในหลุมที่เหลือ จบวันที่ 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสองวัน 4 อันเดอร์พาร์ 138 ขึ้นนำร่วม
เช่นเดียวกับ หยิน ยัวหนิง โปรสาวจากจีน เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 5 รายการ รวมถึงแชมป์เมเจอร์ ทำ 2 เบอร์ดี้ที่หลุม 3 และ 11 โดยไม่เสียโบกี้ จบรอบที่ 2 อันเดอร์พาร์ 69 รวม 4 อันเดอร์พาร์ 138 ขึ้นนำร่วมกับ อลิสัน รี โดยทิ้งอันดับ 3 ร่วมอยู่เพียงสโตรกเดียว
อันดับ 3 ร่วม ได้แก่ เจนนิเฟอร์ คัพโช โปรสาวชาวอเมริกัน ผู้นำวันแรกที่ตีเกิน 2 โอเวอร์พาร์ 73, ชอน อิน-จี จากเกาหลีใต้ แชมป์รายการนี้ปี 2015 ที่ทำ 3 อันเดอร์พาร์ 68, ฮินาโกะ ชิบุโนะ จากญี่ปุ่น ที่ทำอีเวนพาร์ 71, คิม เซ-ยอง จากเกาหลีใต้ ดีกรีแชมป์เมเจอร์ ที่ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 72 และ กาบี โลเปซ จากเม็กซิโก ที่ทำอีเวนพาร์ 71 รวมสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 139 ตามหลังผู้นำเพียงสโตรกเดียว
ขณะที่ “จีโน่” อาฒยา ฐิติกุล มืออันดับ 2 ของโลกแชมป์แอลพีจีเอ 9 รายการ ที่กำลังลุ้นแชมป์เมเจอร์แรกในอาชีพ ออกสตาร์ตทางหลุม 10 ทำเบอร์ดี้ที่หลุม 14, 16 และ 1 ก่อนเสียโบกี้ที่หลุม 2 และ 4 แต่กลับมาเก็บเบอร์ดี้ได้อีกที่หลุม 5 และ 7 อย่างไรก็ตาม ปิดท้ายด้วยโบกี้ที่หลุม 9 จบรอบด้วยสกอร์ 2 อันเดอร์พาร์ 69 รวมสองวัน อีเวนพาร์ 142 รั้งอันดับ 17 ร่วม
“เมียว” ปาจรีย์ อนันต์นฤการ เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 2 รายการ ทำ 4 เบอร์ดี้ เสีย 1 โบกี้ และ 1 ดับเบิลโบกี้ จบรอบที่ 1 อันเดอร์พาร์ 70 รวมสองวัน 1 โอเวอร์พาร์ 143 รั้งอันดับ 22 ร่วม
ส่วน “เม” เอรียา จุฑานุกาล เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ 12 รายการ รวมถึงแชมป์ 2 เมเจอร์ และอดีตแชมป์รายการนี้เมื่อปี 2018 ออกสตาร์ตทางหลุม 10 ทำเบอร์ดี้ที่หลุม 10 ก่อนเสียโบกี้ที่หลุม 11, 15 และ 16 จากนั้นเก็บเบอร์ดี้ที่หลุม 17 และ 1 แต่เสียโบกี้เพิ่มที่หลุม 2 และ 3 ก่อนปิดท้ายด้วยเบอร์ดี้ที่หลุม 5 จบรอบอีเวนพาร์ 71 รวมสองวัน 2 โอเวอร์พาร์ 144 รั้งอันดับ 37 ร่วม
เนลลี คอร์ดา มือ 1 ของโลกจากสหรัฐ ซึ่งคว้าแชมป์มาแล้ว 3 รายการในปีนี้ รวมถึงเมเจอร์เชฟรอน แชมเปียนชิพ ฟอร์มแรง ทำ 4 เบอร์ดี้ใน 11 หลุมแรก แม้จะเสียโบกี้ที่หลุม 12 แต่กลับมาเก็บเบอร์ดี้ที่หลุม 17 จบรอบด้วยสกอร์ 4 อันเดอร์พาร์ 67 ดีที่สุดของรอบสอง รวมสองวัน 2 อันเดอร์พาร์ 140 ขึ้นไปรั้งอันดับ 9 ร่วม ตามหลังผู้นำเพียง 2 สโตรก
ด้าน มายา สตาร์ก จากสวีเดน แชมป์เก่าปีที่แล้ว ทำ 1 โอเวอร์พาร์ 72 รวมสองวัน 1 โอเวอร์พาร์ 143 รั้งอันดับ 22 ร่วม และผ่านเข้าสู่การแข่งขันสองรอบสุดท้าย
ส่วน “พราว” ชเนตตี วรรณแสน จบที่ 5 โอเวอร์พาร์ 147 (75-72), “เจนนี่” ณภัทร เลิศศาสตร์วัฒนา 7 โอเวอร์พาร์ 149 (73-76), จัสมิน สุวัณณะปุระ (73-78), “ว่าน” จารวี บุญจันทร์ (77-74), อนิต้า ลำพองพวง นักกอล์ฟสมัครเล่น 9 โอเวอร์พาร์ 151 (74-77) และ “เด๊อ” ธนานา คชสารมณี นักกอล์ฟสมัครเล่น 10 โอเวอร์พาร์ 152 (78-74) ต่างไม่ผ่านการตัดตัว
หลังจบ 36 หลุม ตัดตัวที่สกอร์รวม 4 โอเวอร์พาร์ 146 มีนักกอล์ฟผ่านเข้าสู่สองรอบสุดท้ายทั้งสิ้น 68 คน ขณะที่นักกอล์ฟระดับโลกและอดีตแชมป์เมเจอร์หลายรายไม่ผ่านตัดตัว ได้แก่ ลีเดีย โค จากนิวซีแลนด์, ลีเลีย หวู จากสหรัฐ ที่สกอร์รวม 5 โอเวอร์พาร์ 147, อี ชอง-อึน6 แชมป์ปี 2019 จากเกาหลีใต้ ที่สกอร์รวม 6 โอเวอร์พาร์ 148, พัค ซอง-ฮยอน แชมป์ปี 2017 จากเกาหลีใต้ ที่ 8 โอเวอร์พาร์ 150, มิเชลล์ วี เวสต์ แชมป์ปี 2014 ที่ 7 โอเวอร์พาร์ 149, ยูกะ ซาโสะ แชมป์ปี 2021 และ 2024 จากญี่ปุ่น, บริทนี แลง แชมป์ปี 2016 จากสหรัฐ ที่ 9 โอเวอร์พาร์ 151 และ โค จิน-ยอง อดีตมือ 1 ของโลกจากเกาหลีใต้ ที่ 12 โอเวอร์พาร์ 154
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.usga.org
เครดิตภาพ: USGA
เกี่ยวกับสมาคมกอล์ฟสหรัฐอเมริกา (ยูเอสจีเอ)
สมาคมกอล์ฟสหรัฐอเมริกา (ยูเอสจีเอ) ดำเนินการจัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ ยูเอส โอเพ่น (เมเจอร์ชาย), ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น (เมเจอร์หญิง), ยูเอส ซีเนียร์ โอเพ่น (เมเจอร์ซีเนียร์ชาย) และ ยูเอส ซีเนียร์ วีเมนส์ โอเพ่น (เมเจอร์ซีเนียร์หญิง) นอกจากนี้ยังจัดการแข่งขันระดับสมัครเล่นชิงแชมป์แห่งชาติ และแมตช์การแข่งขันระดับนานาชาติอีก 10 รายการ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟและแฟนกอล์ฟทั่วโลกเป็นอย่างมาก
ยูเอสจีเอร่วมมือกับ เดอะ รอยัล แอนด์ แอนเชียนท์ หรือ อาร์แอนด์เอ (R&A) ในฐานะองค์กรผู้กำกับดูแลกีฬากอล์ฟของโลก ร่วมกันกำหนดกฎกอล์ฟ ข้อบังคับสถานะนักกอล์ฟสมัครเล่น มาตรฐานอุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขัน และอันดับคะแนนสะสมโลกของนักกอล์ฟสมัครเล่น (WAGR) โดยยูเอสจีเอมีอำนาจหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในสหรัฐอเมริกา ดินแดนในความปกครอง และเม็กซิโก
นอกจากนี้ ยูเอสจีเอยังเป็นหนึ่งในองค์กรชั้นนำด้านการวิจัย พัฒนา และสนับสนุนการจัดการสนามกอล์ฟอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลักด้านประวัติศาสตร์ของกีฬากอล์ฟ และขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อพัฒนาวงการกอล์ฟผ่านการดำเนินงานของมูลนิธิสมาคมกอล์ฟสหรัฐอเมริกา รวมทั้งระบบการจัดเรตติ้งสนามกอล์ฟและระบบแฮนดิแคปที่ใช้งานร่วมกันใน 6 ทวีปทั่วโลก

เตรียมพบ งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026

วันที่ 25-27 มิ.ย.นี้ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทคบางนา งานแห่งสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ที่ครบวงจรแห่งปี คาดสร้างเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

ปักหมุดเตรียมรอกับงานสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ครบวงจรที่สุดแห่งปี "Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026" รวบรวม 22 โซนนวัตกรรมสุขภาพครบวงจร เวลเนส สปา Longevity ความงาม ฟิตเนส และกีฬา บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ที่ชวนให้คุณเปิดประสบการณ์ อัพเดทเทรนด์สุขภาพโลกยุคใหม่ พร้อมค้นหาแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านเวทีเสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ตื่นตากับกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อย่าพลาด ! วันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา คาดสร้างเม็ดเงินสะพัดมากกว่า 500 ล้านบาท

นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 กล่าวว่า "งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านสุขภาพ และธุรกิจกีฬาในภูมิภาคอาเซียน โดยรวบรวมบูธจัดแสดงสินค้าด้านสุขภาพ และเวลเนส รวมกว่า 150 บูธ ประกอบด้วย 11 โซนที่น่าสนใจ ได้แก่ Wellness, Health Care, Longevity, Senior Product, Digital Health, Aesthetic, Medical Equipment, Future Food, Food and Beverage และ Experience Room
ที่สำคัญปีนี้ได้ผนึกแนวร่วมกับ SPORTEC Thailand ดึงธุรกิจกีฬา ฟิตเนส และนวัตกรรมกีฬา รวมอีก 100 บูธ มาจัดแสดงร่วมเพื่อยกระดับให้งานมีความพิเศษแตกต่างและครบวงจรที่สุด อีกทั้งยังได้ประสานแนวร่วมจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) สมาคมการส่งเสริมสุขภาพไทย สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย สมาคมแพทย์ความงาม สมาพันธ์หมอนวดไทย และ สมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตแห่งแรกของประเทศไทย เป็นต้น ดึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพและเวลเนส มาสร้างกิจกรรมเติมเต็มให้มีงานสีสันที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น




ภายในงานยังมีไฮไลท์กิจกรรมดี ๆที่ไม่ควรพลาด อาทิ การประกวดแข่งขัน Thailand Chocorista Championship 2026, การแข่งขันผู้ฝึกสอนฟิตเนสกลุ่ม Rookie Contest Thailand, การแข่งขัน Functional Fitness โดย ONTRACK, เวิร์กชอปมวยไทยโดยแฟร์เท็กซ์, เวิร์คชอปคลาสฟิตเนส และห้อง Experience Room ให้คุณได้เปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนสและกีฬาแบบเต็มอิ่ม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และเวิร์กชอปปลุกพลังสร้างสุขภาพองค์รวมอย่างคับคั่ง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและกูรูระดับแถวหน้าของเมืองไทย อาทิ เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ , กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ ,ใบหน้าไม่ได้แก่ แต่กล้ามเนื้อกำลังทรุด โดยพราวิเรีย กรุ๊ป, Longevity ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อยู่ยืนอย่างมีคุณภาพต้องเริ่มยังไง โดยสถาบันสุขภาพและความงามตรัยญา ,ปลดชีวิตเดอะแบกด้วยพื้นที่ของใจ อยู่ในโลกที่วุ่นวายได้อย่างสงบ โดยบูธาราโยคะ, เวิร์กชอปปรุงสุก โดยเชฟมังกร-ผศ.ดร.ภูริ ชุณห์ขจร เป็นต้น อีกทั้งยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจขยายคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ อีกด้วย

ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้ว่า "จากที่เราประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการด้านฟิตเนสและกีฬาในมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มากว่า 15 ปี และได้มองเห็นศักยภาพและความตื่นตัวด้านกีฬาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย จึงมั่นใจที่จะจัดงาน SPORTEC Thailand 2026 อีกหนึ่งเวทีร่วมกัน เพื่อให้เป็นงานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมกีฬาในรูปแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยก้าวสู่ตลาดสากล
นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC THAILAND 2026 กล่าวว่า "ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า รายได้ในตลาดกีฬาของประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 90-100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับตลาดอุปกรณ์กีฬาในปี 2025 มีมูลค่ารายได้ประมาณ 1,334 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกีฬาของไทยมีศักยภาพสูง จึงต้องการเวทีในการรวมตัวของผู้ประกอบการเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจและต่อยอดเชิงพาณิชย์ในระดับสากล งาน SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย และองค์กรชั้นนำอื่น ๆ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจกีฬาและสุขภาพในอาเซียน เชื่อว่างานนี้จะสามารถเติมเต็มโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมกีฬาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม”
นางสาวณรินณ์ทิพ กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อมั่นว่า "Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 ในปีนี้จะเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่จะเป็นแพลทฟอร์มขนาดใหญ่ที่รวมคนรักสุขภาพ ฟิตเนส และกีฬามาไว้ในงานเดียว นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญที่ให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุน มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสร้างเครือข่าย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยคาดการณ์ว่างานนี้จะสร้างเม็ดเงินสะพัดได้มากกว่า 500 ล้านบาท”




เชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่สนใจลงทุน เข้าร่วมงานได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จัดระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา ผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานและฟังเสวนาได้ที่ https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602

ETDA เปิดทิศทาง “AI 2026” ชูแนวคิด Driving Trust AI Governance

สนับสนุนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค ผ่านเวที AI Governance Week 2026

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดทิศทาง AI 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบนิเวศ AI ไทย ทั้ง ‘การวางรากฐานการกำกับดูแลด้วย AI Governance Guideline & Toolkits ควบคู่กับ  การผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพภาครัฐ การศึกษา SMEs ชุมชน และประชาชน ให้ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล รู้เท่าทัน และรับผิดชอบ’ เตรียมพร้อมประเทศรองรับการจัดตั้ง ‘ศูนย์ AIGPC’ พลิกบทบาทไทยสู่ ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคพร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ ‘AI Governance Week 2026’ เวทีระดับนานาชาติเชื่อมหลักการ AI สากลสู่การใช้งานจริง 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69 นี้

นางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และหัวหน้าศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC by ETDA กล่าวว่า AI กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจากแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570 และนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งขับเคลื่อนให้ AI เป็นกลไกในการเพิ่ม Productivity ของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน  ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทย ดังนั้น ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการเพิ่มศักยภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเกิดการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance)  จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านนี้ เพื่อวางรากฐานความเชื่อมั่นให้การพัฒนาและใช้งาน AI ของประเทศ ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC มาอย่างต่อเนื่อง 

โดยปี 2569 ETDA วางทิศทางขับเคลื่อน AI Governance ของประเทศ ภายใต้ ‘AI 2026’ ชูแนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เร่งวางรากฐานระบบนิเวศน์ AI ที่เชื่อมั่นได้ เพื่อให้การพัฒนาและการใช้งาน AI ของประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลตามหลักสากล โดยมุ่งทำงานใน 2 มิติสำคัญ 


มิติแรก คือ การเร่งวางกรอบ AI Governance เพื่อให้ประเทศมีทิศทางในการกำกับดูแล AI  อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่าง UNESCO ที่ผ่านการดำเนินงานหลักโดยศูนย์ AIGC   พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากประเทศชั้นนำ ที่มาร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนา AI Governance Guideline & Toolkits ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว 12 ชุด และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มอีก 2 ชุดในปีนี้ คือ   AI Ethical Impact Assessment Playbook และ AI Value Creation เพื่อช่วยองค์กรประเมินความเสี่ยง จัดการผลกระทบด้านจริยธรรม และสร้างคุณค่าจากการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รวมไปจัดทำรายงาน AI Watch Series สำหรับการสแกนสถานการณ์ แนวโน้ม และความเสี่ยงจากการใช้ AI ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย กฎหมาย Whitepaper และงานวิจัยอื่น ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์กรไทยมีกรอบการใช้ AI ที่สอดคล้องกับหลักสากลและบริบทของประเทศ 


นอกจากการวางกรอบและเครื่องมือแล้ว ยังให้ความสำคัญกับ AI Governance Testing เพื่อทดสอบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ AI โดยปีนี้นับเป็นครั้งแรกของไทย ที่จะมีกิจกรรม Red Teaming Challenge ทดสอบความเสี่ยงของระบบ AI เพื่อค้นหาจุดอ่อน อคติ ความไม่ปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ องค์กรผู้ใช้งาน และประชาชนมั่นใจได้ว่า AI ที่ถูกนำมาใช้มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

มิติที่สอง คือ การผลักดันองค์ความรู้และเครื่องมือ AI Governance Guideline ทั้งหมด  ถูกนำไปใช้ได้จริงในทุกภาคส่วน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างความรู้ ความเข้าใจและเสริมศักยภาพทักษะเพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล โดยปีนี้ เน้นไปที่ บุคลากรภาครัฐ ผ่านหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น อาทิ AI Governance for Government (AI Gov4Govt) เร่งเสริมความพร้อมให้หน่วยงานรัฐ 20 กระทรวง และหลักสูตรเชิงลึก AI change Agent Program (AICA) ที่จัดต่อเนื่องไปแล้ว 5 รุ่น พร้อมต่อยอดสู่บทบาท Chief AI Officer กับโปรแกรม Train the Trainer ยกระดับวิทยากร มืออาชีพจากภาครัฐ สู่เครือข่ายวิทยากรตัวคูณ โดยศูนย์ AIGC ตั้งเป้าให้เกิด Trainer ไม่น้อยกว่า 80 คน เพื่อให้เกิดการขยายผลต่อโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ไม่น้อยกว่า 3,000 คน ภายในปี 2570 และ ภาคการศึกษา ได้ร่วมกับ สสวท. สพฐ. UNICEF และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนหลักสูตร AI & Digital Ethics for Educators เพื่อให้เกิดครูแกนนำด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัล สู่การบูรณาการการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ ควบคู่ไปกับการมีคู่มือ AI Governance เพื่อการศึกษา ให้ครอบคลุมผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้ปกครอง โดยปีนี้ เตรียมพัฒนาครูแกนนำ จาก 100 โรงเรียน ขยายสู่เครือข่ายครูวิทยากรในโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งเป้าหมาย เพิ่มกว่า 1,000 คน  

ส่วนในกลุ่ม SMEs และชุมชน สำหรับผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ SMEs Growth ลงพื้นที่ Upskill ด้วยหลักสูตรสำคัญ เช่น Generative AI for SMEs Transformation และ AI Marketing พร้อมเชื่อมโยง Solution ด้าน AI เพื่อปิด Gap ให้ SMEs ใน 4 ภูมิภาค ขณะที่ ประชาชน ก็เดินหน้าขยายผลร่วมกับหลักสูตร ETDA Digital Citizen หรือ EDC Plus เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI Literacy ให้คนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer ในระดับพื้นที่ ทั้งจังหวัด อำเภอ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ โดยปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนา Trainer จำนวน 2,000 คน ครอบคลุม 400 อำเภอ พร้อมขยายผลการเรียนรู้สู่ประชาชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน และอยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มเติมที่ผนวกในมุม AI Literacy อีก 4 หลักสูตร ได้แก่ Digital Use, Digital Communication, Digital Security และ Digital Literacy ที่เรียนรู้ได้ในรูปแบบ e-Learning ผ่านช่องทางของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) โดยจะปล่อยประมาณเดือน กันยายน 2569 พร้อมกันนี้ ยังได้มุ่งเป้าใน Sector สำคัญ ยกตัวอย่าง กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองร่วมกับ สำนักงานศาลปกครอง ผ่านกิจกรรม Responsible AI Innovation Hackathon (AI for Justice) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาโซลูชัน AI ที่ช่วยยกระดับการเข้าถึงความยุติธรรม ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และส่งเสริมการใช้ AI อย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบ เป็นต้น



“ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทย สู่การเป็น ‘ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค’ ผ่านการจัดตั้ง AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกปฏิบัติการในการเชื่อมหลักการสากลสู่การใช้งานจริง ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ แนวทางประเมิน การทดสอบความเสี่ยง การสร้างศักยภาพคนและองค์กร และการขยายผลใน Sector สำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยและประเทศ  ในภูมิภาคสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบัน ETDA อยู่ระหว่างผลักดัน AIGPC เข้าสู่กระบวนการพิจารณารับรองเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 ภายใต้การอุปถัมภ์ของ UNESCO (UNESCO Category 2 Centre: C2C) เพื่อยกระดับ AIGPC ให้เป็น Regional Hub ด้าน AI Governance
ที่สนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม” 

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความพร้อมของประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ETDA โดยศูนย์ AIGC พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ เตรียมจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.- 3 ก.ค. 2569 ภายใต้แนวคิด “Connecting the Right Dots: From Global AI Principles to Real-World Practice” โดยตลอด 5 วัน งานนี้จะรวมผู้นำด้าน AI Governance จากไทยและนานาประเทศ ทั้ง Policy Makers, Regulators, Tech Leaders, Researchers และองค์กรระดับนานาชาติ พร้อมเป็นเวทีประกาศความพร้อมของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้าน AI Governance ของภูมิภาค ผ่านบทบาทของ AIGPC ภายในงานจะมีไฮไลต์สำคัญ เช่น AIGPC Annual Conference ที่เปิดภาพอนาคต AI Governance ของภูมิภาค, การเปิดตัว Thailand AI Ethical Impact Assessment Playbook & Toolkits, เวทีด้าน AI Literacy และการใช้ AI อย่างปลอดภัยในภาคการศึกษา, การแลกเปลี่ยนทิศทาง AI Regulation และ AI Responsibility พร้อม Showcase การใช้ AI ผ่าน Use case สำคัญในด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมการจัด AI Red Teaming สนามทดสอบ AI Safety และ LLM Security ระดับประเทศ เป็นต้น 

ดังนั้น ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของชีวิต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เราจะพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกันอย่างไร” เพราะอนาคตของ AI ไม่ได้เกิดจากการมีจุดที่ดีที่สุด แต่เกิดจากการ “Connecting the Right Dots” หรือการเลือกเชื่อมโยงสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม และด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง


ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ ETDA Thailand