04 ตุลาคม 2569

หล่อ สวย สกิลครบ! ‘ครูเม’ ฟาดฟัน 54 ท็อปฟอร์ม คว้าแชมป์ “THE TOM THAILAND 2026” เวทีทอมแห่งแรกของโลก

ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่และประทับใจสำหรับ “THE TOM THAILAND 2026” เวทีการประกวดทอมแห่งแรกในประเทศไทยและแห่งแรกของโลก ซึ่งจัดขึ้นอย่างตระการตาเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ณ คาลิปโซ่ คาบาเร่ต์ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่าแฟนคลับและสื่อมวลชนที่มาร่วมลุ้นร่วมเชียร์กันอย่างคับคั่ง

งานนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้อยู่เบื้องหลังคนสำคัญ นำโดย คุณเล็ก – บุณณดา ทิพย์ภิบาล ผู้ถือลิขสิทธิ์การประกวด พร้อมด้วย คุณแนน – วิไลลักษณ์ ศิริสาคร และ แม่น็อต แม็กซิม ผู้อำนวยการกองประกวด เสริมทัพด้วย Master ตัวพ่อตัวแม่ของวงการ อย่าง นิโคล เทริโอ , พี่ป้อม – วินิจ บุญชัยศรี เมกอัปอาร์ทิสต์ระดับประเทศ และ เก่ง – ธชย ประทุมวรรณ ศิลปินมากความสามารถ 


พร้อมทีม coach ป๋าต๊อบ – ปฏิญญา ควรตระกูล, ปีใหม่ – สุมนต์รัตน์ และ วิว – ปิยวรรณ ชื่นตะโก มาร่วมให้คำแนะนำแก่น้องๆ ผู้เข้าประกวดอย่างใกล้ชิด และคณะกรรมการ ใหม่ สุคนธวา และ อู๋ ธรรพ์ณธร ฯ ที่มาร่วมแท็กทีมคัดเลือกและตัดสินกันอย่างเข้มข้น

สำหรับรอบไฟนอล ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 54 คนต่างจัดเต็มขนโชว์การแสดงความสามารถพิเศษมาประชันกันแบบไม่มีใครยอมใคร ก่อนที่กองประกวดจะคัดเข้มเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้าย เพื่อประลองปัญญาผ่านการตอบคำถามสุดสปีช และด้วยความสามารถรอบด้านบวกกับเสน่ห์อันโดดเด่นสะกดใจกรรมการ ในที่สุด 'ครูเม’ เมธิษา สุภาเพิ่ม ก็คว้าตำแหน่งชนะเลิศ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ผู้ครองตำแหน่ง THE TOM THAILAND 2026 คนแรกของโลก ไปครองได้สำเร็จ

ขณะที่ตำแหน่ง รองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นของ มิเชล ณชฤศ กฤตนวทรัพย์, รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ จอร์เจีย จิลณกรณ์ เฮงสวัสดิ์, รองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ หมีอิน ศัลฐิชญา หล้าเพชร และ รองชนะเลิศอันดับ 4 ได้แก่ ออม โชติกา ธาดาดลทิพย์



การจัดงานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีจากการสนับสนุนอย่างเยี่ยมยอดจากเหล่าพันธมิตรมากมาย ได้แก่ ผึ้งหลับ, คิวไพร์มคลินิก, ข้าวตรากระต่ายทอง, จินตนา, Next X เวย์โปรตีน, เดอมาติค, บีซี บูสเตอร์ วิสต้า, ลักษณ์จามูดี, ลักษ์สตูดิโอ, มหาราณีแกรนด์, เบรินด์ ทอม ดี้, แนน รีมูฟ อายโบว, pkt ปลดล๊อก, แมททริค คลินิค, แอนติแอน, เฌอเอม, จูฟ พลัส, โนเบล โบเต้ และ เบลลี่เพอร์ฟูม

ติดตามความเคลื่อนไหว และกิจกรรมต่างๆ ได้ทาง FB THE TOM THAILAND https://www.facebook.com/profile.php?id=61589334792332

#TheTomThailand2569 #ประกวดทอม #ทอมไทยแลนด์ #BeProudBeYourself

#PrideMonth2569 #น็อตแม็กซิม #แนนวิไลลักษณ์ #เล็กบุณณดา #เวทีประกวดทอม
|#หาทอม #แม่อ้วนรีเทิร์น #ป้อมวินิจ #เก่งธชย #ป๋าต๊อบ #ปีใหม่สุมนต์รัตน์

03 ตุลาคม 2569

22 ปี “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ” ปลุกพลังคนไทยจากผู้ใช้สู่ผู้สร้าง

NIA เปิดภาพนวัตกรรมไทยสร้าง Impact แล้วกว่า 1.38 แสนล้านบาท พร้อมเร่งเครื่องสู่ Innovation Nation 



จากเทคโนโลยีสุขภาพที่ช่วยยกระดับการวินิจฉัยโรค นวัตกรรมลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม การใช้พลังงานเหลือทิ้งสร้างมูลค่าใหม่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลและนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ วันนี้ “นวัตกรรมไทย” กำลังขยับจากการเป็นเพียงไอเดียหรือผลงานต้นแบบ ไปสู่เครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569” พร้อมประกาศผล “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 22 เพื่อเชิดชูนักนวัตกร องค์กร และผลงานที่สามารถเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าและผลกระทบต่อประเทศ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลงานเข้าสู่เวทีรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติกว่า 6,736 ผลงาน มีผลงานได้รับการเชิดชูเกียรติกว่า 370 ผลงาน และก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 138,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของนวัตกรรมไทยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการคิดค้น แต่กำลังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างคุณค่าในโลกจริง

เปลี่ยนประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างมูลค่า”
ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการสร้างชาตินวัตกรรมคือ “ทุนมนุษย์” ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพของคนในทุกช่วงวัยควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยจากการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม” พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนไทยสามารถพัฒนาความคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศและแข่งขันได้ในระดับสากล

ขณะเดียวกัน การจัดงานวันนวัตกรรมแห่งชาติยังมีความสำคัญในฐานะวันที่จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพด้านนวัตกรรมของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “แกล้งดิน” และพระองค์ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญา “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ปี 2569 นวัตกรรมไทยไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่ครอบคลุมโจทย์ใหญ่ของประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กล่าวว่า รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างความตื่นตัวและความภาคภูมิใจด้านนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย พร้อมสะท้อนให้เห็นพัฒนาการของผลงานคนไทยที่ก้าวไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก

ในปี 2569 มีผลงานส่งเข้าร่วม รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 437 ผลงาน ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้สื่อสารนวัตกรรม และองค์กรนวัตกรรม ขณะที่ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย มีผลงานจากเยาวชนเข้าร่วม 494 ผลงาน และ รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย อีก 82 ผลงาน

สิ่งที่สะท้อนจากผลงานที่ได้รับรางวัลในปีนี้ คือภาพของนวัตกรรมไทยที่เข้าไปตอบโจทย์ปัญหาในหลากหลายมิติ ตั้งแต่สุขภาพและการแพทย์ อุตสาหกรรม พลังงาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงธุรกิจดิจิทัล ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีจำแนกประเภทมะเร็งสมองด้วยการวิเคราะห์ตัวบ่งชี้ชีวภาพหลายชนิดผ่านเทคโนโลยีนาโนพอร์ ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, นวัตกรรมเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสำลีสู่การผลิตคาร์บอนต่ำ ของไบโอเทค และ ศูนย์ความเป็นเลิศทางนวัตกรรมพืชเมืองหนาวจากพลังงานความเย็นเหลือใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว ของบริษัท พีทีที่ แอลเอ็นจี จำกัดภาพเหล่านี้กำลังสะท้อนโจทย์ใหม่ของวงการนวัตกรรมไทยว่า ความสำเร็จของนวัตกรรมในวันนี้ไม่ได้วัดเพียงว่า “ใหม่แค่ไหน” แต่ต้องตอบได้ว่า “สร้างคุณค่าและเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับประเทศได้บ้าง”จากรางวัล สู่การสร้างระบบที่ทำให้นวัตกรรมไทย “ไปต่อ”

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของ NIA คือการทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม หรือ Focal Conductor” เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย สถาบันการศึกษา และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อทำให้นวัตกรรมไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่การพัฒนาผลงาน แต่สามารถเติบโต สร้างตลาด และขยายผลได้จริง

NIA เดินหน้าผ่านกลยุทธ์ Groom – Grant – Growth – Global ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนทุน การเร่งการเติบโต ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

 “Innovation Nation” จะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมวันนวัตกรรมแห่งชาติในปีนี้จึงไม่

มีความหมายเพียงการประกาศว่า “ใครคือผู้ชนะ” แต่กำลังชวนสังคมมองไปถึงคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้มีคนที่กล้าคิด กล้าสร้าง และสามารถเปลี่ยนความคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจริงได้มากขึ้น

เพราะการก้าวสู่ “Innovation Nation” ไม่ได้เกิดจากนวัตกรรมเพียงไม่กี่ชิ้น หรือองค์กรเพียงไม่กี่แห่ง แต่เกิดจากระบบที่ทำให้คนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการ นักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างและใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศ

และนี่คือก้าวต่อไปของรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ  จากเวทีที่ “ค้นหานวัตกรรมที่ดีที่สุด” สู่การเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยทำให้ “นวัตกรรมไทยสร้าง Impact ได้จริง” เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยจากประเทศที่ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่สร้างนวัตกรรม สร้างมูลค่า และสร้างอนาคตด้วยศักยภาพของคนไทย

#รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ #สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  #NIA  #วันนวัตกรรมแห่งชาติ #อว.

SHEEP สานต่อความหวาน เปิดตัว Kuromi & My Melody ดึง “ตี๋ตี๋–ป๋อ” เสริมทัพพรีเซ็นเตอร์ พร้อมขยายตลาด OPPO

 

SHEEP แบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทยที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบและรายละเอียด เดินหน้าตอกย้ำการเป็น Lifestyle Brand ผ่านการสร้างสรรค์คอลเลกชันที่นำคาแรกเตอร์ระดับโลกมาผสานเข้ากับงานดีไซน์และไลฟ์สไตล์ เปิดตัวเคสมือถือคอลเลกชันล่าสุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ “SHEEP : SWEET TREAT Final EP.” ถ่ายทอดความหวานผ่าน 2 คาแรกเตอร์ยอดนิยมจาก Sanrio อย่าง Kuromi และ My Melody พร้อมเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” คู่จิ้นสุดฮอตในฐานะพรีเซ็นเตอร์คู่ใหม่ของแบรนด์SHEEP

นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย) Founder & CEO บริษัท ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด เปิดเผยว่า “คอนเซปต์ของแคมเปญ “SHEEP SWEET TREAT” คือการนำเสนอ ‘รสชาติความหวานในหลากหลายสไตล์’ ผ่านคาแรกเตอร์ระดับโลกที่เป็นที่รักของคนทุกวัยอย่างSanrio เพื่อสร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ๆ บนอุปกรณ์แก็ดเจ็ต โดยในซีซั่นแรกที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เสิร์ฟรสชาติทั้ง5 ผ่าน 3 พรีเซ็นเตอร์ และ2 Special Friends Flavor 01 : Hello Kitty ถ่ายทอดโดยพั้นรักแมว-พันธิตา บุญชวน ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ,Flavor 02 : Pochacco มีไดม่อน- วรัญญ์ เครือบุตร มาเป็น Special Friends ,Flavor 03 : Little Twin Stars ได้ เจนเย่ - เมธิกา จีรนรภัทร มาเป็น Special Friends ,Flavor 04 : Pompompurin ถ่ายทอดผ่านวรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ ,Flavor 05 : Cinnamoroll ได้ มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ เช่นกัน
ขณะที่ Season 2 ซึ่งเป็น Final EP. ของแคมเปญ เราได้ “ตี๋ตี๋- วันพิชิต นิมิตภาคภูมิและป๋อ-ศุภการ จิรโชติกุล คู่จิ้นที่มาแรงในขณะนี้ มาเป็นพรีเซนเตอร์ขอ SHEEP พร้อมร่วมถ่ายทอด 2 Flavor สุดท้ายในEP. นี้ โดย ป๋อ เป็นตัวแทน Flavor 06 : My Melody ถ่ายทอดความหวาน ของสีชมพู เติมความน่ารัก สดใส และอ่อนโยน ส่วนตี๋ตี๋ เป็นตัวแทน Flavor 07 : kuromi ถ่ายทอดความหวานผ่านโทนสีม่วงและดีไซน์ที่สะท้อนความซุกซนและมีเสน่ห์
การเปิดตัว “ตี๋ตี๋–ป๋อ” นับเป็นอีกหนึ่งก้าวของSHEEP ในการนำพลังของพรีเซ็นเตอร์มาต่อยอดการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยทั้งคู่ถือเป็นพรีเซ็นเตอร์คนที่ 4 และ 5 ของแบรนด์ ร่วมแท็คทีมเสริมทัพกับพรีเซ็นเตอร์เดิมที่เรามีอยู่แล้วอย่าง พั้นรักแมว, เติ้ล -เฟิร์สวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางของ SHEEP ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคาแรกเตอร์ของแบรนด์ให้เชื่อมโยงกับผู้บริโภคผ่านทั้งงานดีไซน์และบุคลิกของศิลปิน
อีกหนึ่งความพิเศษครั้งนี้ SHEEPได้พัฒนาเคสสำหรับผู้ใช้OPPO Reno 16 อีกด้วย เพื่อรองรับผู้บริโภคที่หลากหลาย สะท้อนแนวทางของแบรนด์ในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้กว้างยิ่งขึ้น เพิ่มเติมจากไอโฟนและซัมซุงที่มีอยู่เดิม โดยคอลนี้เริ่มตั้งแต่ iPhone 13 Pro Max – iPhone 18 Series และ Samsung Galaxy S25 Ultra – S26 Ultra รวมถึงอุปกรณ์เสริม SHEEP Phone Wallet สำหรับใส่บัตร ทั้งแบบตั้งใช้งานได้และแบบใส่บัตรทั่วไป, SHEEP Phone Grip, SHEEP Phone Charm รวมถึงเคสสำหรับ iPad และ AirPods เติมเต็มคาแรกเตอร์Sanrio ให้สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในหลากหลายรูปแบบ โดยเคสลาย Kuromi มีให้เลือก 2 ดีไซน์ ในโทนสีม่วงและสีดำ ขณะที่ My Melody มี 2 ดีไซน์ ในโทนสีชมพูและแบบใส
นอกจากนั้นในงานนี้SHEEP ยังได้สานต่อความร่วมมือกับ BEARHOUSE ร้านชานมชื่อดัง เป็นครั้งที่2 ร่วมเติมความหวาน โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า แบรนด์SHEEP ด้วยเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่รังสรรค์เฉพาะแคมเปญนี้ เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
ล่าสุดแบรนด์ SHEEPได้รับรางวัล EXCELLENCE AWARD สาขา MARKETING จากงาน Sanrio Southeast Asia Licensing Conference 2026 จากโปรเจกต์ SHEEP: SWEET TREAT ตอกย้ำความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง SHEEP และ Sanrio พร้อมสะท้อนศักยภาพของแบรนด์ไทยในการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลก โดยรางวัลดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและรางวัลที่มีความหมายสำหรับ SHEEP ในฐานะแบรนด์ไทย เป็นอย่างมาก
การเดินทางของSHEEP : SWEET TREAT ตั้งแต่EP.1-Final EP. ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่ แต่เป็นการต่อยอดแนวคิดในการนำคาแรกเตอร์ที่ผู้คนชื่นชอบมาสร้างเป็นไอเทมที่สามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเลือก “Flavor” ที่สะท้อนความเป็นตัวเอง เพราะสำหรับ SHEEP แล้ว แก็ดเจ็ตไม่ได้มีไว้เพียงใช้งาน แต่ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกเล่าตัวตนและสไตล์ของคนที่เลือกใช้
ร่วมค้นหาความหวานในแบบของคุณ ผ่านคอลเลคชั่นพิเศษได้ทั้ง 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store 3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านAppleSheep 8สาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์ ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ, ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์ , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่


ติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่ www.applesheepth.com, Line: @applesheep,
Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

เปิดใจ ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ“ เจ้าของสวนสยาม”

 


มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต 90 ปี กับวันที่ทุกตารางนิ้วที่สร้างมาด้วยสองมือต้องจมอยู่ใต้น้ำ สวนสยามจะกลับมาได้ หรือจะเหลือเพียงตำนาน?

ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งสวนสยาม (สยามอะเมซิ่งพาร์ค) เปิดใจถึงวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต หลังอุทกภัยครั้งรุนแรงทำให้พื้นที่สวนน้ำและสวนสนุกทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ ต้องหยุดให้บริการอย่างน้อยครึ่งปี ประเมินความเสียหายเบื้องต้นกว่า 500 ล้านบาท


46 ปีที่ผ่านมา สวนสยามสร้างความสุขและความทรงจำให้คนไทยมาหลายรุ่น แต่วันนี้…สถานที่ที่สร้างขึ้นด้วยสองมือ กลับต้องจมอยู่ใต้น้ำต่อหน้าต่อตา พร้อมอนาคตของพนักงานและครอบครัวหลายพันชีวิตที่ฝากไว้กับสวนแห่งนี้

ดร.ไชยวัฒน์ ส่งกำลังใจถึงผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมายังสวนสยาม และวอนขอความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อต่อลมหายใจให้สวนสยามได้มีโอกาสฟื้นกลับมาเปิดประตูต้อนรับคนไทยอีกครั้ง เพราะสำหรับชายคนนี้ สวนสยามไม่ใช่เพียงธุรกิจ .....แต่คือทั้งชีวิตและจิตใจ

จากสถานที่แห่งความสุขที่อยู่คู่คนไทยมา 46 ปี วันนี้เหลือเพียงคำถามว่า…สวนสยามจะกลับมาได้อีกครั้ง หรือจะต้องเหลือไว้เพียงความทรงจำ

ลิ้งค์ เพื่อรับชมคลิป


01 ตุลาคม 2569

วู่หลิง ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง


วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท “DARION” กระแสตอบรับแข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเปิดตัว “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ชูแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

กรุงเทพฯ – 1 ตุลาคม 2569 – บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง

หน้าหลัก บทความ ข่าวสารยานยนต์ วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ


โดยสถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DARION ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9% สะท้อนความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง

นายพิทยากล่าวต่อด้วยว่า “ผลตอบรับจาก DARION เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ WULING มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว”  เปิดศึกตลาด SUV ด้วย “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซส์ PPV ในราคาจับต้องได้ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว WULING EKSION รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง WULING พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

Mr. Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว EKSION ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ WULING ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัวและรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้ เราภูมิใจนำเสนอ “EKSION” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น EKSION จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว” 

ใหญ่กว่าที่คิด เติมความสบายครบทั้ง 7 ที่นั่ง WULING EKSION มีขนาดตัวรถ 4,745 x 1,850 x 1,755 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง จัดวางแบบ 2+3+2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระเริ่มต้น 320 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะ 

สำหรับระบบขับเคลื่อน EKSION เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 69.2 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน CLTC และรองรับ DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ประมาณ 20–35 นาที 

WULING EKSION ยังได้รับการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, หน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทุกแถว, Wireless Charger 50W และฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก 

ด้านความปลอดภัย EKSION มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อม Transparent Chassis รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS อาทิ Adaptive Cruise Control, Autonomous Emergency Braking, Lane Keeping Assist และ Blind Spot Detection

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วน 74.9% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถ 

“รถใหญ่ ราคาเข้าถึงง่าย” อีกทางเลือกรถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวไทย

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) วาง EKSION ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความรู้สึกและขนาดรถในระดับใกล้เคียงรถ PPV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ยังต้องการความคล่องตัวของ SUV และพลังงานไฟฟ้า 100% โดยบริษัทต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ขนาดใหญ่และ 7 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น 

EKSION ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่นั่งสบาย มีจำนวนที่นั่งเพียงพอสำหรับสมาชิกหลายคน แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกใช้รถตู้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังต้องการดีไซน์ SUV ที่มีความคล่องตัวและตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้มีเพียง “พื้นที่ที่มากขึ้น” แต่คือโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในทุกวัน 

WULING EKSION – “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

WULING EKSION ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท

รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท 

พร้อมรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 

โปรโมชั่นเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

1. จองวันนี้ถึง 31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท

2. รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท

3. รับฟรี! Wallbox 7kw พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท

4. รับฟรี! แพกเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท



รถ EKSION ล็อตแรกถึงโชว์รูม WULING ทั่วประเทศแล้ว ผู้สนใจติดต่อนัดหมายเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ EKSION ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเชตกรุงเทพมหานคร พบกับรถยนต์ไฟฟ้า WULING ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ EKSION EV, STARLIGHT DARION EV, PORTA EV และ BINGUO EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 รถยนต์และยานยนต์

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ายอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING ปี 2569 ที่ 8,000 คัน หลังจากยอดขายสะสมในช่วง 8 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 5,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ WULING ในประเทศไทย 

#WulingEKSION #GoBigGoEksion #ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น #WulingThailand

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition Innovation) เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดย นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) 

นายอัฐ ทองแตง กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และการแพทย์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรามองว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

การเชื่อมต่อระหว่าง ‘อาหาร–โภชนาการ–การแพทย์–ตลาด’ อย่างเป็นระบบ จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางการแพทย์เดินทางจากงานวิจัยไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลพร้อมสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสมเข้าสู่ช่องทางของเครือโรงพยาบาลฯ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเราในฐานะ ‘Partner for Life’ พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกช่วงของชีวิต"

ด้าน นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล กล่าวว่า "สถาบันอาหารจะนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เพื่อพัฒนางานวิจัยและสูตรผลิตภัณฑ์จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตต้นแบบ พร้อมตรวจสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์" ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ คุกกี้ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free Cookie) ไอศกรีมพลังงานสูง เครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาตั้งแต่การคิดค้นและปรับสูตร การผลิตต้นแบบ การทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กับสถาบันอาหาร (NFI) ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ งานวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคลจากองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนแนวทาง Preventive Medicine และ Personalized Healthcare ตลอดจนรองรับแนวโน้ม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับแนวคิด “Partner for Life” ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ที่มุ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและร่วมดูแลผู้คนอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต พร้อมสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพของไทยในระยะยาว

“เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ใส่ใจชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “MBK Care”

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK Center) สานต่อโครงการเพื่อสังคม ภายใต้แนวคิด “MBK Care” มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ธุรกิจเติบโตเคียงคู่สังคมคุณภาพ ใส่ใจดูแลชุมชน สถาบันการศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เชื่อมโยงกับบทบาทของศูนย์การค้าฯ โดยเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ลูกค้า ร้านค้า พนักงาน พันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่สังคม ตั้งแต่ต้นปี 2569 เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ขับเคลื่อนหลากหลายกิจกรรม ครอบคลุมทุกมิติ สามารถแบ่งได้ ดังนี้ 




CARE FOR FUTURE สร้างคน สร้างอนาคต ด้วยการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะในอนาคต เพื่อเสริมศักยภาพและประสบการณ์ให้กับเยาวชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่โดยรอบศูนย์การค้าฯ ได้แก่ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ มัคคุเทศก์น้อย : Junior Guide@MBK Center ซึ่ง เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานเขตปทุมวัน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและการเป็นมัคคุเทศก์ ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านการสร้างประสบการณ์จริงในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม 35 คนจาก 7 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน 

อีกโครงการที่ดำเนินมาต่อเนื่องทุกปีก็คือ กิจกรรม “ตลาดนัดวัยเรียนและมอบทุนการศึกษา” ภายใต้โครงการ MBK Care  สร้างสุขสู่ชุมชน เป็นปีที่ 5 เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้สวมบทบาทพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเยาว์นำผลงานฝีมือมาออกบูธจำหน่ายให้ลูกค้าในศูนย์การค้าฯ ทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เด็ก ๆ ยังได้ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทั้งวางแผนธุรกิจ ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายและสต็อกสินค้า 



CARE FOR PLANET เปลี่ยนของเหลือใช้ ให้กลับมามีคุณค่า สนับสนุนพลังงานสะอาด อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ MBK Care คือการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยภายใน ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตร จัดให้มีจุดรับบริจาคและ Drop Point สำหรับวัสดุหลายประเภท อาทิ ขวด PET ถุงพลาสติก ลังกระดาษ รวมถึง ขยะอิเลคทรอนิกส์ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า พนักงาน ร้านค้า เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จุดรับขวด PET และ พลาสติกใช้แล้ว ตั้งอยู่ที่ ชั้น G (ลิฟต์หมายเลข 17-19) โดยร่วมกับโครงการ GC Youเทิร์น ของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 

จุดรับขยะ ขวดแก้ว ตั้งอยู่ที่ชั้น G (ลิฟต์หมายเลข 16-18) โดยร่วมกับบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ในโครงการ “Care the Whale ขยะขวดแก้วล่องหน”

จุดรับบริจาคถุงและฟิล์มพลาสติกยืด ตั้งอยู่ชั้น 4 โซน B (ลิฟต์หมายเลข 16-18)  โดยร่วมกับ โครงการ “วน” (WON Project) ของบริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน)

ตู้ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ตั้งอยู่ชั้น 4 โซน B (ลิฟต์หมายเลข 16-18) โดยร่วมกับ ฝ่ายรักษาสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตปทุมวัน 

จากจุดติดตั้งดังกล่าว พบว่า ตั้งแต่ต้นปีมา (มกราคม - สิงหาคม) สามารถรวบรวมวัสดุรีไซเคิลได้รวม 1,633.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ขวดพลาสติกใช้แล้วอย่าง ขวดพลาสติก PET ได้นำเข้าสู่กระบวนการ recycle และ Upcycling ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าเป็น กระเป๋านักเรียนรักษ์โลก MBK Green Bag มอบให้เยาวชนในชุมชนโดยรอบศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้งเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์  ติวานนท์ ในกิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” ภายใต้โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 เป็นการเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนในพื้นที่รอบ ๆ ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ โดยตั้งเป้า Upcycling กระเป๋านักเรียน MBK Green Bag ส่งมอบให้น้อง ๆ นักเรียนปีละ 500 ใบ นับเป็นจำนวน 10,500 ขวด

ตลอดจนการรณรงค์ให้ร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ โดยเฉพาะร้านอาหาร คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี แบ่งเป็นขยะแห้งและขยะเปียก พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์แยกเศษอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปจะนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ขณะที่เศษอาหารถูกส่งต่อให้เกษตรกรในจังหวัดปทุมธานีนำไปใช้เป็นอาหารปลา และมอบให้สถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนและงานวิจัย สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืน

ส่วนด้านพลังงาน เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เดินหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารด้วยการติดตั้งระบบกรองอากาศ HEPA Filter ทั่วทั้งศูนย์การค้าฯ ซึ่งสามารถดักจับฝุ่น PM2.5 อนุภาคขนาดเล็ก และเชื้อโรคในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมมาตรฐานความสะอาด ลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการทุกคน

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ในการแสดงพลังพร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก ผนึกกำลัง กรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานเขตปทุมวัน ร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และ ภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ภายในศูนย์การค้าฯ เชิญชวนลูกค้าและผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดโลกร้อน ผ่านกิจกรรม ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour) อีกด้วย

MBK Center มุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “MBK Care” เพื่อให้ศูนย์การค้าฯเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่น่าอยู่ พร้อมเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน 

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่
https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter 

#MBKCenter #MBKCare #JuniorGuideMBKCenter #แยกขวดช่วยน้อง #ขขวดรักษ์โลก

ผส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชวนสังคมทบทวน “อคติทางอายุ” จัดนิทรรศการ “ทุกวัยมีความหมาย”

ผส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชวนสังคมทบทวน “อคติทางอายุ” จัดนิทรรศการ “ทุกวัยมีความหมาย” เปิดพื้นที่เรียนรู้คนต่างวัยเพื่อสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น.  กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (FOPDEV) รองศาสตราจารย์ ดร.รัตติยา ภูลออ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จัดงานนิทรรศการและกิจกรรมสาธารณะ “ทุกวัยมีความหมาย: ภาพและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” (Every Age Matters) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ณ โถงชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) 



การจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านผู้สูงอายุในการสร้างความตระหนักรู้และลด “อคติทางอายุ” (Ageism) ในสังคม ผ่านการนำเสนอภาพถ่าย เรื่องเล่าจากชีวิตจริง และกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนต่างวัยได้พบปะ รับฟัง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่า ศักยภาพ และความหลากหลายของผู้สูงอายุ ตลอดจนบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์ ผู้ใช้ และผู้ร่วมออกแบบนวัตกรรม” เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้เกิดจากการสนับสนุนจากเครือข่าย ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s), KRS Expansion, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด, ธรรมธุรกิจร้านตามมี, KTC, Joy Ride, Questchess, SoSafe สังคมปลอดภัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”





ภายในงานพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ  อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องเล่าชีวิตจริงสะท้อนพลังความสามารถและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ , เวิร์กช็อปและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ , “เกมเส้นทางชีวิต”กิจกรรมเชิง interactive ที่ชวนขบคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอกาส การตัดสินใจ และเงื่อนไขทางสังคมในแต่ละช่วงวัย