23 มิถุนายน 2565

บีโอไอจับมือภาครัฐ-เอกชน ขานรับภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวสู่การเปิดประเทศเต็มรูปแบบ จัดงาน MIRA และ Subcon EEC 2022

ครั้งเเรกของภูมิภาคศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาส สร้างตลาดทางการค้าในภูมิภาคตะวันออกในพื้นที่อีอีซี  วันที่ 24-26 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา   

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และอุตสาหกรรม S-curve ใหม่ ภายในโครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย สถาบันไทย-เยอรมัน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จัดงาน MIRA (Maintenance Industrial Robotics and Automation) และ  Subcon EEC 2022 ครั้งแรกของภูมิภาคศักยภาพสูงกับการจัดงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ภาคอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของภาคตะวันออกเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve & New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต   

นางสาวซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

นางสาวซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นก่อนวิกฤตการณ์โควิด จนกระทั่งปัจจุบันที่สถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมอีกครั้ง พื้นที่โครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ปี 2564 มูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัด มีมูลค่า 220,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 มีจำนวน 453 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ฉะนั้น เมื่อพิจารณาเป็นสัดส่วนแล้ว มูลค่าเงินลงทุน ในพื้นที่ อีอีซี ในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 34 จากมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมดตลอดปี ถือว่าเป็น 1 ในสามของขอรับการส่งเสริมการลงทุนของทั้งประเทศ  

ภาคตะวันออกเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน Maintenance, Industrial Robotic, and Automation Event (MIRA) งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สำหรับภาคอุตสาหกรรมแห่งภาคตะวันออก ร่วมกับงาน Subcon EEC 2022 ในครั้งนี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างแท้จริง และเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ สร้างโอกาสเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และ New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายซัพพลายเชนชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค   

“รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ภายในงาน MIRA และSubcon EEC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกจะแสดงศักยภาพของ อีอีซี ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve และช่วยให้ผู้ประกอบการขยายขีดความสามารถในการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่” นางสาวซ่อนกลิ่น กล่าว  

นายสมชาย จักรินทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันไทย-เยอรมัน หนึ่งในหน่วยงานสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีสถิติการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากที่สุดในอาเซียน และเป็นตลาดระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากสิงคโปร์ การเกิดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ทำให้เกิดความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ 5G, AI, IoT, เซ็นเซอร์ และรีโมทคอนโทรล และเครื่องจักรขั้นสูง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมการผลิตสู่สายการผลิตอัจฉริยะ เป็นอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน ให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม 4.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การจัดงาน MIRA และ Subcon EEC เป็นครั้งแรกถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยทางสถาบันไทย-เยอรมัน พร้อมจะจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับโซลูชั่นการบำรุงรักษาอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ Upskill Re-skill พัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในอีอีซี โดยจะร่วมจัดแสดงโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงงาน และเหมาะสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอีอีซี สู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและศูนย์กลางเมืองอัจฉริยะในอาเซียน   

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย 

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า พันธมิตรผู้ร่วมจัดงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ตระหนักและมองเห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จึงได้ขยายการจัดงาน Subcon EEC โดยจัดร่วมกับงาน MIRA มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และ New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก และเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต รองรับอุตสาหกรรมใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ บนเนื้อที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา   

ทั้งนี้ งาน Maintenance, Industrial Robotics, and Automation Event: MIRA งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สำหรับภาคอุตสาหกรรมแห่งภาคตะวันออก พร้อมจัดควบคู่ไปงาน Subcon EEC ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเดิม และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ด้วย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อมบำรุง อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจ ,Buyers’ Village, กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และพื้นที่แสดงศักยภาพผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve Showcase) จากแบรนด์ชั้นนำ จะมีผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตมาจัดแสดงกว่า 100 ราย ผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตในประเทศ และต่างประเทศ 

พบกับโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมไทยในศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในงาน Maintenance, Industrial Robotics, and Automation (MIRA) และ งาน Subcon EEC 2022 กำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างวันพุธถึงศุกร์ที่ 24-26 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของงานได้ที่ www.mira-event.com

โรงเรียนเอกชนนอกระบบกำลังเปลี่ยนไป

บทความทางวิชาการ โดย ดร. กมล รอดคล้าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

          ในบรรดาโรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11,792 โรง มีโรงเรียนเอกชนนอกระบบอยู่ถึง 7,803 โรง โดยโรงเรียนเอกชนนอกระบบ หมายถึง โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้แก่ 1)ประเภทสอนศาสนา2)ประเภทศิลปะและกีฬา 3)ประเภทวิชาชีพ 4)ประเภทกวดวิชา 5) ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต 6)สถาบันศึกษาปอเนาะ 7) ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา)  โรงเรียนเอกชนนอกระบบเหล่านี้ หากตัดเอาโรงเรียนที่สอนเกี่ยวเนื่องกับศาสนา คือประเภทที่ 1,6,7 ออกไป ก็จะพบว่ามีอยู่  4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 4,965 โรง

        โรงเรียนเอกชนนอกระบบ แม้ดูเหมือนจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นการเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม เฉพาะความสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์เฉพาะสำหรับปัจเจกบุคคล หากแต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ทิศทางการจัดการศึกษาแตกต่างออกไปจากเดิม การเรียนในโรงเรียนนอกระบบของเอกชนกำลังกลายเป็นรูปแบบหรือวิถีใหม่ของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง และได้มีความเคลื่อนไหวหลายประการที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว  ซึ่งคาดว่าจะทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบมีรูปแบบการเรียนการสอน และกระบวนการจัดการที่เปลี่ยนไปจากเดิม        

          เรื่องแรกๆ ได้แก่การสนับสนุนให้ประชาชนเรียนนอกระบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุ่งพัฒนาคนให้จบการศึกษาออกไปประกอบอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ และมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ได้มีการนำเสนอผ่านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งจากเดิม การกู้เงิน เน้นเฉพาะ การศึกษาในระบบ เช่นกู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย หรืออุดมศึกษา ที่ต้องใช้เงินมาก ใช้เวลาเรียนนาน กว่าจะมีงานทำ กว่าจะมีเงินใช้คืน ก็ล่วงเลยไปหลายปี ทำให้กองทุนขาดสภาพคล่องและเป็นภาระของรัฐ มาเพิ่มเงื่อนไขเป็นให้กู้เพื่อเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้วย โดยอาจเป็นหลักสูตรสามเดือน หกเดือน หนึ่งปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ผู้เรียนจบแล้วมีงานทำ สามารถใช้หนี้กองทุนได้โดยเร็ว รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ไปยังสถานศึกษาขนาดเล็ก หรือโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษานอกระบบและอาชีพ อาทิโรงเรียนวิชาชีพ  ศิลปะและกีฬา สร้างเสริมทักษะชีวิต กวดวิชาและอื่นๆ ซึ่งการให้กู้เพื่อเรียนหลักสูตรระยะสั้นเป็นการตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้ฐานเศรษฐกิจ s-curve และ New s-curve ถือเป็นการลงทุนระยะสั้น แต่ได้ผลระยะยาว และยังทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบเติบโตขึ้นจากเดิมอีกด้วย 

          ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สามารถใช้ระบบ online ได้ จากเดิมการจัดการเรียนการสอนต้องใช้ครูหรือผู้สอน หรือใช้สื่อการเรียนการสอนต้นแบบโดยครูหรือผู้สอนเป็นผู้ผลิตขึ้น ใช้ครูและสื่อการเรียนการสอนบูรณาการกัน หรืออาจเรียนร่วมระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียน หรือหน่วยงานอื่น ได้มีการเพิ่มรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ในร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเรื่องกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอน และหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบฉบับที่…พ.ศ.…ข้อ(4) การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบดิจิทัลโดยการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอื่น ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกสถานที่     นี่จึงเป็นทิศทางใหม่ของวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่จะทำให้การศึกษานอกระบบของเอกชนขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ภายใต้การควบคุมดูแลคุณภาพของหน่วยงานกลางคือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 

          ประการสุดท้าย ปัจจุบันการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดเป็นการศึกษาทางเลือกที่มีคุณภาพ และมีจุดแข็งในการจัดการ คือมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น สามารถจัดการเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ โดยสมาคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับสช. ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนนอกระบบให้ตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเเละการพัฒนาประเทศ มีการเตรียมการจัดกิจกรรม นำเสนอผลงาน แสดงนิทรรศการความเป็นเลิศ(Best Practice) ของสถานศึกษา จัดอบรม ประกวด แข่งขัน เพื่อแสดงศักยภาพของนักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบในด้านทักษะวิชาชีพ วิชาการ ดนตรี ศิลปะและกีฬาแขนงต่างๆ รวมทั้งจะได้มีการแสวงหาแนวทางในการสร้างบทบาทและศักยภาพของโรงเรียนเอกชนนอกระบบต่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย  

          นี่จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งนอกจากจะทำให้การจัดการศึกษาดังกล่าวไม่เหมือนเดิมตามที่เราเคยคุ้นชิน เเต่ก็มั่นใจได้ว่า รูปแบบและวิธีการใหม่ๆเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบมีคุณภาพเเละดีขึ้นกว่าเดิม

รฟฟท. ตระหนักและห่วงใยสุขอนามัยของผู้โดยสารรถไฟฟ้า

รฟฟท. ตระหนักและห่วงใยสุขอนามัยของผู้โดยสารรถไฟฟ้า จากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบพร้อมยกระดับการเดินทางเชื่อมต่อท่าอากาศยานดอนเมืองได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีความตระหนักและห่วงใยสุขอนามัยของผู้โดยสารรถไฟฟ้า จากการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยกระดับการเดินทางเชื่อมต่อ ท่าอากาศยานดอนเมืองได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย                                                                                                                                 
นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า จากที่มีการประกาศเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และผ่อนคลายเงื่อนไขการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติ บริษัทฯ ยังคงมีความตระหนักและห่วงใยสุขอนามัยของผู้โดยสารรถไฟฟ้าเป็นสำคัญ จึงขอมอบความห่วงใยให้แก่ผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงทุกประเภท ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป รับฟรีหน้ากากอนามัย KF94  (1 แพ็ค 10 ชิ้น) ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารทุกสถานี ตั้งแต่เวลา 05.30 น. เป็นต้นไป จนกว่าของจะหมด                                                                                                                                                                                          นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่และแนะนำวิธีการเดินทางง่าย ๆ จากสถานีกลางบางซื่อไปท่าอากาศยานดอนเมือง ทั้งขาไปและขากลับ ในโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook, Twitter, Instagram, Tiktok และ Youtube ในชื่อ “RED Line SRTET" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเป็นการยกระดับการเชื่อมต่อพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการได้อย่างสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

                                                                                                 
หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง 

#รถไฟฟ้าสายสีแดงยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

22 มิถุนายน 2565

“MAI ACADEMY” เปิดหลักสูตรปั้นมาตรฐานนางงามไทย มุ่งความเป็นอัจฉริยะสู่สากล

 

 เพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาของความเป็นฮับนางงามทั้งในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก พร้อมทั้งขานรับนโยบายภาครัฐในการส่งเสริมสนับสนุนบทบาทและสถานภาพสตรีไทย ทาง “MISS AURA INTERNATIONAL ACADEMY" (MAI ACADEMY) ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนให้ผู้หญิงไทยในภาพลักษณ์นางงามมีคุณค่าอย่างยั่งยืนในทุกมิติ จึงได้จัดโครงการอบรมในหลักสูตร นางงามอัจฉริยะ ขึ้นพร้อมทั้งปูพรมยกระดับมาตรฐานผู้หญิงไทยให้ งามอย่างไทย ทันสมัยสู่สากลโดยได้จัดงานพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคณะสื่อมวลชนไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ห้องไอวี เล้าจน์ โรงแรมหัวช้างเฮอริเทจ กรุงเทพฯ

     

คุณกุ้ง-ปวีณา บำรุงรส ประธานผู้อำนวยการบริษัท ERM Thailand และผู้ก่อตั้ง MAI Academy ที่ถือลิขสิทธิ์เวทีประกวดอินเตอร์มากกว่า 30 เวที กล่าวว่า สำหรับแรงบันดาลใจในการก่อตั้งองค์กร MAI ACADEMY มาจากประสบการณ์ที่เราเคยผ่านการประกวดมาก่อนทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ทำให้เห็นถึงมุมมองและประสบการณ์ต่างๆ ในเวทีนางงาม ซึ่งการประกวดเป็นเรื่องของ Know How เป็นส่วนใหญ่ จึงคิดว่าน่าจะนำประสบการณ์อันทรงคุณค่าดังกล่าวมาแบ่งปันมาถ่ายทอดองค์ความรู้และติดอาวุธทางปัญญาให้ผู้สนใจที่จะเข้าร่วมประกวดบนเวทีต่าง ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ผ่านหลักสูตรนางงามอัจฉริยะ ดังนั้นจึงได้จัดตั้งองค์กร “MISS AURA INTERNATIONAL ACADEMY" หรือ “MAI ACADEMY” ขึ้นมารองรับ โดยเป็นองค์กรที่ดำเนินงานภายใต้พันธกิจ "Bring You To The Best Improve Yourself with MAI....พิชิตฝันสู่เส้นทางการเป็นนางงามอัจฉริยะที่สมบูรณ์ในแบบของคุณ เรามีทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เรียกได้ว่า ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เป็นนางงามอัจฉริยะในทุกมิติแบบ 360 องศา และครบวงจรแบบ one stop service แต่ตั้งก้าวแรกกระทั่งถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จ


 “เราได้เปิดโครงการอบรมไปแล้วครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการนำร่อง ต้องทำการบ้านอย่างหนัก ปรากฏว่า ประสบผลสำเร็จโดยมีกระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะจากปากต่อปากของผู้เข้ารับการอบรม จึงมีการเรียกร้องให้เปิดโครงการอบรมครั้งที่ 2 ขึ้นมาอีกครั้งโดยกำลังเปิดรับสมัครผ่านเพจ MISS AURA INTERNATIONAL ACADEMY และ เพจ ERM Thailand ระยะเวลาอบรม 10 ครั้ง เรียนทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ติดต่อกัน ที่สำคัญในครั้งนี้ได้เปิดกว้างให้กับผู้สนใจทั่วไปทุกเพศทุกวัยด้วย เนื่องจากหลักสูตรนางงามอัจฉริยะสามารถนำไปปรับประยุกต์กับการทำงานและในการดำเนินชีวิตประจำวัน นับว่าเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวิตได้เป็นอย่างดียิ่ง ที่สำคัญโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เดินหน้าไม่ได้หากขาดการสนับสนุน

ทางด้านกูรูนางงาม หนุ่ม-นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม Executive Director and Head Coach  และผู้เชี่ยวชาญด้านการประกวดระดับโลก กล่าวเสริมว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการส่งนางงามเข้าประกวดในเวทีระดับโลกต่าง อย่างต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย อาจกล่าวได้ว่า เวทีประกวดจะขาดสายสะพาย THAILAND ไม่ได้เลย อีกทั้งถนนการประกวดทุกสายมุ่งสู่ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นฮับการประกวดโดยเฉพาะนางงามมานานแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมีมาไม่กี่ปี นี่ถ้าไม่ติดอยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 รับรองว่า คึกคักอย่างแน่นอน และเชื่อว่าจะนำเม็ดเงินเข้าประเทศอย่างมหาศาล เพราะไม่มีเพียงแค่ทีมงานและผู้เข้าประกวดเท่านั้น หากแต่มีครอบครัว ญาติ เพื่อน แฟนนางงาม ของประเทศต่าง เดินทางมาประเทศไทยกันเป็นจำนวนมาก อย่างล่าสุดเราจะเป็น Host ในการจัดประกวด  Miss Tourism Queen International 2022 โดยมีตัวแทนสาวงามจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมประกวดกว่า 40 ประเทศ นอกจากนี้ก็มีโครงการจัดประกวดและให้คำปรึกษาอีกหลายเวที เพื่อเฟ้นหาตัวแทนคนไทยเข้าร่วมประกวดในเวทีต่างประเทศที่เราครองลิขสิทธิ์ไว้ทั้งหญิงและชายกว่า 30 เวที

แต่ละเวทีการประกวดมีบริบทหรือคอนเซ็ปต์ของการประกวดที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่คล้าย กันคือ การเก็บตัวร่วมทำกิจกรรมต่าง การแสดงความสามารถ ชุดประจำชาติ การโชว์ชุดราตรี การดูลักษณะนิสัยใจคอ การสัมภาษณ์ความคิดเห็นทั้งในรอบทั่วไปและรอบตัดสิน แล้วท้ายที่สุดคือ ได้คนที่ตอบโจทย์บริบทหรือคอนเซ็ปต์ของเวทีในปีนั้น มากที่สุด ทั้งนี้ตัวของผู้เข้าประกวดเองต้องทำตัวเป็นเหมือนน้ำ ไม่ว่าจะใส่ในภาชนะไหนก็ต้องอยู่ในภาชนะนั้นให้ได้ เพราะส่วนใหญ่เราไม่สามารถเลือกเวทีประกวดเองได้ กองประกวดเป็นผู้เลือกให้เราไป

คุณเมย์-เมนัส ศรยุทธเสนี นักธุรกิจส่งออกเครื่องประดับเงิน ผู้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรนางงามอัจฉริยะครั้งที่ 1 ที่สร้างผลงานอันภาคภูมิใจให้กับ MAI ACADEMY  ด้วยการเป็นสาวไทยคนแรกเพิ่งคว้ามงกุฎ "Mrs. Globe 2022" ซึ่งเป็นเวทีใหญ่อันดับต้น ของโลก เธอกล่าวว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่ในสถานะอะไร นางสาว แต่งงานแล้ว หย่าร้าง คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ทุกคนมีคุณค่าในทุกสถานะ เมย์ดีใจมากที่มีเวที Mrs. ขึ้นมา เพราะทำให้เราเห็นคุณค่าของผู้หญิงที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นางสาว แต่เป็นผู้หญิงที่เติบโตขึ้นผ่านการใช้ชีวิต ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง

เมย์คิดว่า การที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรนางงามอัจฉริยะนี้เพราะคิดว่า ถึงแม้จะแต่งงานแล้ว ยังอยากหากิจกรรมที่ช่วยทำให้เราภาคภูมิใจในตัวเอง ไม่จำเป็นว่าคนที่จบไปแล้วต้องไปเป็นนางงาม บางทีก็นำสิ่งที่เรียนนี้มาใช้ได้ในการพัฒนาในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้เรียนเพื่อแข่งขันกับใคร เรียนเพื่อเป็นตัวเราที่ดีขึ้นในทุกๆ วัน อีกทั้งไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อเป็นนางงามอย่างเดียว สามารถปรับปรุงพัฒนาตัวเองได้ ทำให้ภาคภูมิใจกับความเป็นเราให้ดีขึ้น MAI ACADEMY ถือเป็น รีเมคเกอร์ที่สามารถทำให้เรากล้าแสดงออกในสิ่งที่สร้างสรรค์และกล้าที่จะรับผิดชอบตัวเองมากยิ่งขึ้น

ทางด้านผู้เข้าอบรมในหลักสูตรนางงามอัจฉริยะ ครั้งที่ 1 อีกท่านหนึ่งคือ คุณน้ำฝน-เพชรปวีณ์ หิรัญกุลชัชวาล Mrs. Thailand Globe 2022 ซึ่งจะเป็นตัวแทนไปประกวด  Mrs. Globe 2023 ในปีหน้ากล่าวว่า หลักสูตรนางงามอัจฉริยะทำให้เราสามารถวางแผนชีวิตที่ดีได้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่ความสำเร็จ  ทำให้มีการจัดสรรเวลาอย่างเป็นระบบและให้เกิดคุณค่า มีการสร้างพลังใจให้กับตนเองที่จะช่วยหล่อเลี้ยงและขับเคลื่อนนำให้เราได้ก้าวเดินไปบนทางที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่จมอยู่กับความสิ้นหวังหมดกำลังใจ อีกทั้งสอนให้เราสำรวจตรวจสอบว่า มีสิ่งใดบ้างที่ต้องปรับปรุงและปรับเปลี่ยน ไม่ใช่ก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียวแบบไม่ลืมหูลืมตา  เราสามารถที่จะค่อย ๆ ขยับขีดความสามารถเราไปทีละขั้นอย่างมั่นคง และที่สำคัญคือ สอนให้เราต้องคิดอย่างคนประสบความสำเร็จเป็นการสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจ อันจะนำไปสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความสำเร็จในอนาคต

“น้ำฝนจะนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมหลักสูตรนางงามอัจฉริยะไปทำหน้าที่ของการเป็นตัวแทนสาวไทยในการประกวด Mrs. Globe 2023 ในทุก ๆ ด้านให้ดีที่สุด เพราะมีเวลาในการเตรียมตัวมากพอสมควร ต้องขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมและเป็นทีมเวิร์กในการผลักดันให้น้ำฝนมายืนตรงจุดนี้ได้”

 

 

นิปปอนเพนต์จัดโปรฯ PAYDAY ช้อปเพลิน ดีลสิ้นเดือน

งานนี้... ผู้นำด้านสีพ่นรถยนต์ กับคอนเซ็ป Beauty Mobility อย่าง บริษัท นิปปอนเพนต์ (ประเทศไทย) จำกัด หน่วยธุรกิจสีพ่นซ่อมรถยนต์ จัดโปรฯ PAYDAY ช้อปเพลิน ดีลสิ้นเดือน ลดสูงสุด 55% + คูปองส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 8 % คุ้มสุดๆจัดเต็มมาให้ กลุ่มคนรักรถโดยซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ NAXPRO เมื่อสั่งซื้อครบ 399 บาท รับของแถม หน้ากากแนกซ์โปร  1 ชิ้น พิเศษสุดส่งฟรี เมื่อซื้อครบ 499.- ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนนี้...พร้อมแล้วไป ช้อปกันเลยหาซื้อได้ที่Shopee,Lazadaตั้งแต่วันที่25-30มิ.ย.65

🛒 https://shopee.co.th/nipponpaint.auto 

🛒 https://www.lazada.co.th/shop/nippon-paint-auto 



ช่อง7HD ส่งนักแสดง ร่วมรณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปลุกจิตสำนึกที่ดีกับโครงการ “7 สี ปันรักให้โลก”

“ช่อง 7HD” รวมพลนักแสดงชั้นนำ ร่วมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการรณรงค์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับ โครงการ 7 สี ปันรักให้โลก โดยเดินหน้ารณรงค์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2565 ในกิจกรรมด้านต่าง ๆ ทั้งรักษ์ป่า รักษ์อากาศ รักษ์น้ำ รักษ์พลังงาน ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งทางหน้าจอและช่องทางออนไลน์ อาทิ มิกค์ ทองระย้า, เข้ม หัสวีร์, โก้ วศิน, จิณณ์ จิณณะ, โดนัท ภัทรพลฒ์, บอส ชนกันต์, ฐิสา วริฏฐิสา, ฮาน่า, พิ้งค์พลอย ปภาวดี, กานต์ ณัฐชา, เจด้า ศรัณย่า

มิกค์ ทองระย้า เป็นตัวแทนนักแสดงเผยเทคนิคในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติว่า “เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมรอไม่ได้ เราสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือ ดูแลให้ทรัพยากรธรรมชาติอยู่กับเราอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว อาทิ ใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่า หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบริเวณบ้าน ด้วยการปลูกต้นไม้คนละต้น เพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์ หรือแม้แต่การปลูกพืชผักสวนครัว นอกจากช่วยปรับลดอุณหภูมิแล้ว ยังช่วยประหยัดเงินได้ด้วยครับ”







เข้ม - หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล ตัวแทนนักแสดงชวนรณรงค์ด้านการใช้พลังงาน กล่าวเสริม “การใช้พลังงานแสงสว่างจากธรรมชาติ เพิ่มช่องลมหรือช่องรับแสงจากธรรมชาติให้อาคารสถานที่ จะช่วยลดการสะสมความร้อนในอาคารถือเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นได้ครับ รวมถึงการเลือกใช้หลอดไฟแอลอีดี ช่วยประหยัดเพราะใช้พลังงานน้อย หรือการใช้กระเป๋าผ้าแทนถุงพลาสติก นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังลดปัญหาพลังงานและลดปริมาณขยะจากถุงพลาสติกด้วย”

โก้ - วศิน อัศวนฤนาถ เผยแนวคิด “ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแทนการเดินทาง อาทิ ประชุมออนไลน์ หรือการส่งเอกสารทางออนไลน์ เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ ลดขั้นตอนการทำงาน และพลังงานได้มาก มาร่วมเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อยก็ช่วยโลกเราได้มาก Save World Save Life คุณเปลี่ยนโลกเปลี่ยน”

โครงการ 7 สี ปันรักให้โลก ดำเนินการภายใต้แนวคิด การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงความร่วมมือด้านกิจกรรมรณรงค์ปลุกจิตสำนึกดูแลสิ่งแวดล้อมและพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว  ซึ่งในช่วงสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ยังคงเดินหน้ารณรงค์อย่างเต็มที่ เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงเผยแพร่สปอตรณรงค์การป้องกันและดูแลตัวเอง กระตุ้นเตือนเรื่องการกำจัดขยะติดเชื้อ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลและสามารถรับมือได้อย่างปลอดภัย

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่าง ๆ ของช่อง 7HD ได้จากรายการต่างๆ ทางหน้าจอ
และช่องทางโซเชียล Facebook, IG, Twitter : Ch7HD และเว็บไซต์ www.ch7.com

Smart SME EXPO 2022 พาเหรดแฟรนไชส์กว่า 200 แบรนด์จัดโปรพิเศษ คาดเงินสะพัด 400ลบ.

Smart SME EXPO 2022  เตรียมพร้อมจัดทัพแฟรนไชส์กว่า 200 แบรนด์ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจ จัดเต็มกับโซลูชั่นเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีจากหน่วยงานภาครัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากหลากหลายสถาบันการเงิน กิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสัมมนาให้ความรู้ อบรมอาชีพฟรี  จัดเต็มพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร หวังเป็นอีกหนึ่งงานที่ช่วยเดินเครื่องเศรษฐกิจ ร่วมสร้างงานสร้างเงินให้คนไทย หลังจากรัฐบาลคลายล็อคมาตรการโควิด-19 อย่าพลาดวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2565 ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี 

นางสาวณรินณ์ทิพ  วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงาน Smart SME EXPO 2021  กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “งาน Smart SME EXPO 2022 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 8 โดยเป็นการจัดงานผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วยการจัดงานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์จริงควบคู่กับบูธเสมือนจริง Virtual Expo Event เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจทั้งในและต่างประเทศสามารถเข้าร่วมงานได้อย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายธุรกิจแฟรนไชส์ภายในงาน รวมทั้งการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าตัวจริงทั้งในและต่างประเทศ  ภายในงานประกอบด้วย 5 โซนธุรกิจเด่น ได้แก่ โซนแฟรนไชส์ธุรกิจน่าลงทุน  โซนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม  โซนสถาบันการเงินและหน่วยงานสนับสนุน  โซนธุรกิจความงามและสุขภาพ  โซนธุรกิจนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ในปีนี้หน่วยงานภาครัฐได้คัดสรรโซลูชั่นส์ดี ๆเพื่อเสริมแกร่งผู้ประกอบการภายในงาน    โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้นำผลิตผลจากการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมจากโครงการปั้น 30 แฟรนไชส์และโครงการต่าง ๆ มาจัดแสดง  ด้านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้นำ 16 ผลงาน วิจัยได้..ขายจริง ร่วมกับผลงานวิจัยอื่น ๆที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ มาจัดแสดงภายในงานด้วย  กรมส่งเสริมการเกษตรได้คัดสรรผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชน 77 จังหวัดที่น่าสนใจมาจัดแสดงในงานให้เลือกชมเลือกซื้อ    ส่วนบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ก็ได้นำบริการระบบเน็ตเวิร์กแฟรนไชส์ และ Cloud Solution ตัวช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานได้สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นมานำเสนอในงาน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมส่งเสริมและต่อยอดให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด เชื่อมโลกคู่ขนาน Green World and Metaverse 

สำหรับผู้ที่มองหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายในงานรวบรวมเหล่าสถาบันการเงินที่นำสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีไว้อย่างมากมาย อาทิ สินเชื่อเพื่อผู้ส่งออกป้ายแดงโดย Exim Bank  สินเชื่อพิเศษหนุนเอสเอ็มอีไทยวงเงินกู้สูงสุด 50 ล้านบาทโดย SME D Bank  พร้อมบริการให้คำแนะนำในเรื่องสินเชื่อและเงินฝากโดยธนาคารออมสิน มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้โดย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สินเชื่อสำหรับเอสเอ็มอีเกษตรและธุรกิจแฟรนไชส์ จาก ธ.ก.ส.  และสินเชื่อบ้านจากธนาคารอาคารสงเคราะห์  

และไฮไลท์ที่สำคัญของงานคือ ธุรกิจแฟรนไชส์รวมกว่า 200 บูธ ที่นำโปรโมชั่นเด็ดมาให้เลือกลงทุนมากมาย อาทิ  ชานมแอมที, ลูกชิ้นยืนกิน เจ้พงษ์,   กะเพราเข้าตา,  ยำยั่วปูขี่พริก, ซูชิแชมป์เปี้ยน, ร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด HANA,   เจ๊นุ้ย หมูกรอบ,   ร้านเครื่องเขียน M&G Shop, ผู้จำหน่ายเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติ ดั๊ก กรุ๊ป, กาแฟสโลว์บาร์ HIP COF   เทมปุระชีสลาวา Mr. Tempu, กังฟูชาบู, ส้มตำนั๊วนัว,ออฟฟิศเมท พลัส,  ดาด้ารวมแซ่บ, 24 ชั่วโมง คอฟฟี่, GNN โดเนอร์ เคบับ, ขนมครกสิงค์โปร์แม่เนตร, ปังก้อนทอง, เลอมงราเม็ง  และอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังเติมทัพด้วย 40 แฟรนไชส์จาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  ได้แก่ ปังอั้ยยะ ปังปิ้งไส้เยิ้ม, See U Waffle, Olino Crepe & Tea, ร้านใส่นม Sainom's, ปาป้า พิซซ่า, Egg All Day, ศรีฟ้าเบเกอรี่, โทโร่ฟรายส์, เตี๋ยวเรือยุดยา, Nigiwai Sushi, ฮ่องเต้เป็ดย่างไฮโซ, เตี๋ยวตุ๋นหม้อไฟ Indy, อาหารเกาหลี-ญี่ปุ่น Yeong Ju, RinRoll TOKYO, บิ๊กโตเกียว, รสโบราณ สเตชั่น, ชานมไข่มุก ชาละวัน, หมีป่วน นมปั่น, ชิบะจัง ปังทวิสต์, กาแฟ RRABICA EZAN, A Cup Coffee,ชอบชา,  Wonder Wash, สถาบันคณิตศาสตร์เซ็นส์แมธ, SHIPPOP, BEST Express  เป็นต้น

สำหรับการจัดงาน Smart SME EXPO 2022 ในปีนี้ มุ่งหวังเป็นอีกหนึ่งงานที่ช่วยกระตุ้นการซื้อขาย ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 โดยคาดว่างานนี้จะสามาถสร้างเม็ดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท” คุณณรินณ์ทิพ กล่าวทิ้งท้าย

เชิญชวนผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจ รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาด หาคู่ค้าพันธมิตรเพิ่ม  เข้าร่วมงาน Smart SME EXPO 2022 วันที่ 7-10 กรกฎาคม 2565 ณ ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็คเมืองทองธานี  โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://expo.smartsme.co.th/register/2022/  สำหรับผู้ไม่สะดวกเดินทางสามารถรเข้าร่วมงานผ่านทางออนไลน์ได้ที่  https://virtual.smartsme.co.th/  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 086-314-1482 หรือ inbox มาที่ Smart SME EXPO


21 มิถุนายน 2565

สรุปมหากาพย์ดารุมะ

เตือน !!! คนชอบของถูก ไม่มีในโลก  และคิดจะทำธุรกิจ อย่าหวังพึ่งใคร 

1- “ดารุมะ ซูชิ” (Daruma Sushi) เป็นชื่อร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น สามารถทานได้ไม่จำกัด จุดเด่นของร้านคือแซลมอนสดที่ทานได้ไม่อั้นและราคาไม่แพง มีสาขา 26 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในจำนวนนี้ 6 สาขาเป็นของเจ้าของบริษัท อีก 20 สาขาเป็นการขายแฟรนไชส์


2- เจ้าของบริษัทคือ “บอลนี่ – เมธา ชลิงสุข” เขาจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อมกราคม 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ก่อนเปิดร้านเมธาได้เข้าเรียนหลักสูตรการทำซูชิที่โรงแรมดุสิตธานี แล้วเปิดดารุมะสาขาแรกที่อุดมสุข 50 ริมถนนสุขุมวิท


3- เมธาเคยให้สัมภาษณ์สื่อแห่งหนึ่งไว้เมื่อมกราคม 2565 ว่า ตอนอยู่ที่ออสเตรเลียเขาเคยทำงานร้านอาหารไทย พอกลับมาเมืองไทยเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วก็ฝันอยากมีร้านอาหารของตัวเอง ซึ่งตอนนั้นธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นกำลังดังมากในไทย จึงหันมาทำร้านอาหารญี่ปุ่น


4- ดารุมะได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค เพราะหลายสาขาเปิดในศูนย์การค้าที่มีชื่อเสียง จุดขายคือการจำหน่ายเวาเชอร์ (คูปองล่วงหน้า) ผ่านแอปพลิเคชันในราคาเพียง 199 บาท (รวม vat = 212 บาท) ทานได้ไม่อั้น บัตรมีอายุถึง 6 เดือน แต่มีเงื่อนไขคือต้องซื้อ 5 ใบขึ้นไปจึงจะได้ราคานี้


5- คนที่ซื้อเวาเชอร์ของดารุมะมีตั้งแต่บุคคลทั่วไปที่ซื้อหาไว้ทานเองกับครอบครัวเพื่อนฝูง ไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าคนกลางที่ซื้อมาขายต่อเพื่อทำกำไร ซึ่งคนกลุ่มหลังนี้ซื้อเวาเชอร์ตุนไว้จำนวนมาก
ร้านปิด-เจ้าของหายตัว-ล้มทั้งระบบ


6- วันที่ 17 มิถุนายน 2565 คนที่ซื้อเวาเชอร์ไว้และจะไปทานอาหาร พบว่าดารุมะหลายสาขาพร้อมใจกันขึ้นป้าย “ปิดร้าน 1 วัน เพื่อปรับปรุงระบบ” แต่จนถึงวันที่ 18 ก็ยังไม่เปิด บางร้านเก็บข้าวของบางส่วนไปแล้ว เพจร้านหายไป เว็บไซต์ก็ปลิว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก เมื่อโทรเข้าไปสอบถามบางสาขาแจ้งว่า “ระบบส่วนกลางล่ม”


7- ต่อมาผู้จัดการร้านดารุมะสาขาหนึ่งออกมาเล่าว่า อยู่ ๆ เจ้าของบริษัทก็ดีดตัวเองออกจากไลน์กลุ่มทั้งหมด แล้วยังลบไลน์ตัวเองทิ้ง ไม่มีใครติดต่อเขาได้อีก โดยที่เจ้าของแฟรนไชส์และพนักงานร้านทั้งหมดไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ซัพพลายเออร์ก็ไม่ส่งวัตถุดิบให้ จึงจำเป็นต้องปิดบริการไปก่อน


8- ส่วนที่บอกว่าระบบล่ม เพราะลูกค้ากระหน่ำโทรถาม ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี จะบอกว่าติดต่อผู้บริหารไม่ได้ก็กลัวจะมีผลต่อหน้าที่การงานในอนาคต จึงต้องตอบแบบนั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พนักงานก็เดือดร้อนเช่นกัน ยังไม่ได้รับเงินเดือนและไม่มีคำตอบให้กับอนาคตของตัวเอง


9- ผู้จัดการสาขาคนหนึ่งเล่าว่า ตนทำงานมา 3 ปี เจ้าของบริษัทเป็นเจ้านายที่น่ารักกับลูกน้อง แต่บริษัทนี้ไม่มีฝ่ายบุคคล ไม่มีฝ่ายบัญชี ไม่มีทีมบริหาร การตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่เจ้าของบริษัทคนเดียว เมื่อเขาหายไปจึงล้มทั้งระบบ นอกจากนี้ยังพบว่าเขาค้างจ่ายค่าปลาแซลมอนให้ซัพพลายเออร์แห่งหนึ่งกว่า 30 ล้านบาท


10- ส่วนบริษัทที่พัฒนาแอปฯ ให้ดารุมะ เมื่อทราบข่าวก็รีบไปแสดงความบริสุทธิ์ใจกับตำรวจและ สคบ. ว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมปิดระบบในแอปฯ เพราะเกรงจะมีคนซื้อเวาเชอร์เพิ่ม


11- ต่อมาทราบว่าเมื่อตอนดึกของคืนวันที่ 16 มิถุนายน เมธาได้บินออกนอกประเทศไปแล้ว ปลายทางอยู่ที่ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อ้างอิงจากผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง) บางกระแสข่าวบอกว่าหลังจากนั้นเขาบินต่อไปสหรัฐอเมริกา


⚫️ 2 ข้อสังเกตน่าสนใจ

:

12- มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ร้านไม่มีทางได้กำไรจากการขายเวาเชอร์ราคานี้ เพราะลำพังปลาแซลมอนก็ราคากิโลกรัมละ 380 บาทแล้ว (อ้างอิงจากราคาที่ซัพพลายเออร์ขายให้ร้านดารุมะ) ลูกค้าส่วนใหญ่ก็มาเพื่อจะกินแซลมอนแบบไม่อั้น จึงเชื่อว่าเมธาวางแผนจะลอยแพลูกค้าและผู้ลงทุนมาตั้งแต่แรก


13- “หนุ่ม กรรชัย” ซึ่งเคยทำแฟรนไชส์ไอศกรีม Monster ตั้งข้อสังเกตว่า การทำแฟรนไชส์ของดารุมะมีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ คือผู้ซื้อแฟรนไชส์จ่าย 2.5 ล้านบาทแค่ครั้งแรก หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายอะไรอีก เมธาจ่ายให้หมดทั้งค่าเช่าสถานที่ เงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ผู้ซื้อรอรับเงินปันผล 10% ทุกวันที่ 16 ของเดือนอย่างเดียว


⚫️ ผู้เสียหาย 4 กลุ่ม

:

14- คาดว่าเรื่องนี้มีมูลค่าความเสียหายร่วม 100 ล้านบาท มีผู้เสียหายอย่างน้อย 4 กลุ่มด้วยกัน คือ ผู้ซื้อแฟรนไชส์, ผู้ซื้อเวาเชอร์, พนักงาน และซัพพลายเออร์ นอกจากนี้ยังพบว่าบางสาขาค้างจ่ายค่าเช่าสถานที่มา 2 เดือนแล้ว


◾️ ผู้เสียหาย: ผู้ซื้อแฟรนไชส์


15- หนึ่งในคนที่ซื้อแฟรนไชส์ดารุมะคือ “เพชร กฤชฐารวี” ทายาทเครื่องครัวจระเข้ คุณเพชรเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ “กรุงเทพธุรกิจ” เมื่อกันยายน 2564 ว่าเหตุผลที่เลือกลงทุนกับดารุมะเพราะเป็นเพื่อนกับเจ้าของแบรนด์ตั้งแต่ประถม โดยเธอซื้อแฟรนไชส์ไว้ 6 สาขา


16- หลังเกิดเหตุ คุณเพชรได้โพสต์ชี้แจงว่า หลังซื้อแฟรนไชส์เจ้าของแบรนด์ดูแลเองทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ตั้งแต่การบริหารจัดการ บัญชีรายรับรายจ่าย ไปจนถึงการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ แล้วปันผลให้เธอเป็นรายเดือน


17- ผู้ซื้อแฟรนไชส์อีกรายเปิดสาขาที่สายไหม เล่าว่าซื้อแฟรนไชส์ในราคา 2.5 ล้านบาท ข้อตกลงคือเจ้าของแบรนด์จะปันผลกำไรให้ 10% จากยอดขายของทุกเดือน แต่ตนได้รับเงินปันผลแค่ 2 เดือนแรกเท่านั้น เฉลี่ยเดือนละแสนกว่าบาท แต่เดือนที่ 3 ไม่ได้เงิน และเจ้าของแบรนด์ไม่ส่งวัตถุดิบให้ จะไปซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นก็ไม่ได้เพราะผิดข้อสัญญา ทำให้ไม่สามารถเปิดร้านได้


18- นอกจากนี้ยังพบว่าเมธาขายแฟรนไชส์สาขาหนึ่งให้กับบุคคล 2 คน โดยทั้งสองคนไม่รู้ว่ามีการขายซ้ำซ้อน เพิ่งมาทราบเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ว่าต่างก็ถือสัญญาเป็นเจ้าของสาขาเดียวกัน ทำให้เมธาได้รับเงินในการขายแฟรนไชส์สาขานี้สาขาเดียว 5 ล้านบาท

.

◾️ ผู้เสียหาย: ผู้ซื้อเวาเชอร์


19- พบว่าร้านเปิดขายเวาเชอร์ผ่านแอปฯ เมื่อปี 2564 และลดราคาลงเรื่อย ๆ จนเหลือ 199 บาท ขายไปแล้วเกือบ 6 แสนใบ ใช้ไปแล้วประมาณ 4 แสนใบ เหลือที่ยังไม่ได้ใช้ 1.29 แสนใบ คิดเป็นจำนวนผู้ถือเวาเชอร์ประมาณ 3.3 หมื่นราย


20- หนึ่งในผู้ซื้อคือ “คุณเจน” เป็นแม่ค้าคนกลาง เธอซื้อเวาเชอร์เป็นเงินกว่า 5.5 แสนบาท ซึ่งชำระโดยการบัตรรูด ทำให้ตอนนี้เธอต้องเป็นหนี้ และยังมีเวาเชอร์ที่ไม่ได้ขายถึง 2,628 ใบ

.

◾️ ผู้เสียหาย: พนักงาน


21- ดารุมะมีพนักงานทุกสาขารวม 395 คน ซึ่งต่อมาพบว่าทุกคนมีสถานะเป็นลูกจ้างนอกระบบหรือแรงงานเถื่อน เพราะเมธาไม่ได้ทำเอกสารสัญญาจ้างใด ๆ ให้ และบริษัทดารุมะก็ไม่มีสำนักงานจริง แต่ใช้ที่ตั้งร้านสาขาหนึ่งมาจดทะเบียนเป็นสำนักงาน


22- เบื้องต้นตำรวจคาดว่า ตอนแรกเจ้าของบริษัททำธุรกิจร้านอาหารจริง แต่ประสบปัญหาหนี้สินจึงจัดโปรโมชั่น แต่ราคาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ต้นทุนสูงแต่ขายถูก และยังมีหนี้สินจากซัพพลายเออร์+ค้างค่าเช่าที่ จึงระดมจัดโปร 199 กินไม่อั้น โดยเจตนาฉ้อโกง 


23- ใครที่เป็นผู้เสียหายสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โทร 1106 หรือสอบถามข้อมูลได้ที่เพจ “ตำรวจสอบสวนกลาง” นะคะ

KIDDO เปิดตัวศิลปินหนุ่มคนแรกของค่าย พอร์ช ปล่อยเพลง “บรรเทา” จักรวาล MV ภาคต่อเรื่องราวจากเพลง “ไม่ใกล้ไม่ไกล”

Porch Pathaseth (พอร์ช) -  พัทธเศรษฐ์ คุณเจริญ ศิลปินหนุ่มน้อยคนแรกจากค่าย kiddo records ที่มาพร้อมกับกีตาร์คู่ใจ และสไตล์การเล่นดนตรีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง การันตีด้วยความสามารถไม่ว่าจะเป็นการประกวดร้องเพลง ผลงานการพากย์เสียง และผลงานทางด้านแสดง เรียกได้ว่าหนุ่มคนนี้เป็นศิลปินหน้าใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

ล่าสุดส่งซิงเกิลแรก “บรรเทา” (Plaster)  หลังจากที่พอร์ชไปโผล่อยู่ใน MV เพลง ไม่ใกล้ไม่ไกล - Biw กลายมาเป็นจักรวาลภาคต่อกับเรื่องราวใน MV เพลง “บรรเทา” ที่จะเป็นจุดคลี่คลายทุกเรื่องราวมารวมไว้ในเพลงนี้ ซึ่งพูดถึงการตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง และคอยแอบดูแลมาตลอด ประมาณว่าแบบ “ที่เจ็บจากเขาฉันพอจะบรรเทาได้บ้างมั้ย?” แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่ตั้งคำถาม เพราะทุกการมีอยู่ของเรา ในใจเธอก็มีเจ้าของแล้วเช่นกัน  เพราะคนที่เห็นเธอมาตลอดไม่ใช่เขาแต่เป็นฉัน ติดตามได้เลยกับเจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ พร้อมแล้วทีจะมาบรรเทาใจให้แฟนเพลงได้อบอุ่นกันถ้วนหน้าแน่นอน  

“ปวดหัวให้กินพาราแต่ถ้าเธอบอบช้ำมาเราจะช่วยบรรเทาให้เอง”

ติดตามร่วมชมมิวสิควิดีโอกับจักรวาลภาคต่อเพลง “บรรเทา” (Plaster)   ได้แล้ววันนี้ที่ Youtube : kiddo records และติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆได้ทาง Instagram : kiddorecords.th, Facebook: kiddorecords, Twitter : kiddorecords, TikTok: kiddorecords

ลิงค์ MV:https://www.youtube.com/watch?v=svqGSuK_-vI 


 

“พส. สั่งจัดทัพ 154 หน่วยงาน เสริมพลังองค์ความรู้ ยกระดับการให้บริการประชาชน”

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน 2565 เวลา 09.00 น. นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการเสริมพลังความรู้สำหรับหัวหน้าหน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร พร้อมพบปะพูดคุย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้กับหัวหน้าหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ 154 หน่วยงาน ที่เข้ารับการอบรมในระหว่างวันที่ 21 - 24 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุมชั้น 17 โรงแรมใบหยกสกาย กรุงเทพมหานคร

นายอนุกูล กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีภารกิจที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ โดยใช้กลไกส่วนภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดและปฏิบัติงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ดังนั้น  หัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่เปรียบเสมือนผู้แทนองค์กร ผู้นำนโยบาย และสะท้อนภาพลักษณ์ของกระทรวงฯ  ต้องปฏิบัติงานเพื่อส่วนรวม ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ต้องต่อสู้กับความคาดหวังของประชาชนและสังคม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาครัวเรือนเปราะบาง ดังนั้น เพื่อสร้างพลังการเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องมีการบูรณาการ และวางแนวทางการปฏิบัติงาน (Coaching) ร่วมกัน และพัฒนาเป็น “ผู้บริหารจัดการเบ็ดเสร็จ”

นายอนุกูล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ แนวคิดแบบ H-A-V-E เป็นแนวคิดที่หัวหน้าหน่วยงานต้องมาประยุกต์กับการทำงาน เพื่อพัฒนาคน และพัฒนางาน ประกอบด้วย H (Humility) มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เปิดใจรับความรู้ใหม่ ๆ พร้อมรับฟังคนรุ่นใหม่ A (Adaptability) สามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์  V (Vision) มีวิสัยทัศน์ชัดเจน มองให้ทะลุว่าจะนำพาองค์กรและบุคลากรไปในทิศทางใด เปรียบเสมือนมี GPS นำทาง และ E (Engagement) การสร้างความผูกพันต่อองค์กร สร้างศรัทธา เมตตาธรรม สร้างเกียรติภูมิให้คนทำงาน และสร้างสมดุลการใช้ชีวิต

และหวังว่า การเสริมองค์ความรู้ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความพร้อมในการบริหารงาน ความพร้อมด้านองค์ความรู้ และความพร้อมในการแก้ปัญหาพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน และสร้างสังคมดีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

20 มิถุนายน 2565

“Art for Charity”นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อนักเรียนที่ขาดแคลน


มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) โดยอาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิ และคณะกรรมการบริหาร ร่วมกับ คุณสมบัติ วัฒนไทย กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมบัติเพิ่มพูน จำกัด เจ้าของ สมบัติเพิ่มพูนแกลลอรี่ ร่วมกันจัดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยผลงานภาพเขียนจาก 17 ศิลปิน เพื่อหารายได้สมทบทุนในโครงการ "ม.น.ข.เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง" (Art for Charity) ซึ่งนิทรรศการนี้ จัดแสดงขึ้นในระหว่างวันที่ 8 มิถุนายน - 8 กรกฎาคม 2565 ณ สมบัติเพิ่มพูน แกลลอรี” สุขุมวิท ซอย 1  เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้ที่สนใจสามารเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. ของทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด โดยไม่เสียค่าเข้าชม

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง องค์อุปถัมภิกา มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนฯ ในวันที่  12  สิงหาคม  พุทธศักราช  2565 มูลนิธิฯ จึงได้จัดทำโครงการ ม.น.ข.เฉลิมพระเกียรติ  90  พรรษาฯ โดยดำเนินการเป็น 3 กิจกรรม คือ 

1. กิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลน และครอบครัวได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา  (โควิด-19) จำนวน 20 โรงเรียนๆละ 50,000 บาท   

2. กิจกรรม “90 พรรษา 90 ทุน”  โดยมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ทุนละ 40,000.บาท และทุนคณะแพทย์ศาสตร์ ทุนละ  120,000. บาท  

3. “Art  for  Charity” โดยจัด “นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”



อาจารย์สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนฯ ได้กล่าวว่า  “สืบเนื่องจาก มูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลนฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์
ให้แก่ ม.น.ข. ทางคณะกรรมการบริหารจึงได้มีดำริที่จะจัดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์นี้ขึ้นโดยมีคุณสมบัติ วัฒนไทย เจ้าของ สมบัติเพิ่มพูนแกลลอรี่ เอื้อเฟื้อสถานที่ และจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้
เพื่อสนับสนุนภารกิจสำคัญของ ม.น.ข. ในการหาทุนการศึกษาเพื่อนักเรียนที่ขาดแคลน ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากการขายภาพในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ ทางสมบัติเพิ่มพูนแกลลอรี่ จะนำเข้าสมทบทุนในโครงการ ม.น.ข. เฉลิมพระเกียรติฯ “ Art for Charity” ในฐานะประธานมูลนิธิข่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ขอขอบพระคุณ คุณสมบัติ วัฒนไทย เป็นอย่างยิ่ง”

คุณสมบัติ วัฒนไทย ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการร่วมจัดงานในครั้งนี้ว่า  “เราก็เคยเป็นเด็กด้อยโอกาสมาก่อน กว่าจะได้เรียน จบปริญญาตรีก็อายุมากแล้ว และขณะนี้อายุ 70 แล้ว เพิ่งเรียนจบปริญญาโท รอรับปริญญาอยู่ การศึกษาทำให้เรามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น จึงเห็นว่าการศึกษาของเยาวชนและคนในประเทศชาติมีความสำคัญยิ่ง อยากให้เด็กๆทุกคนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ให้เขาเหล่านั้นได้ถูกหล่อหลอม ให้เป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะที่ดี คิดเป็น และมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง และสังคม สิ่งใดที่ดิฉันทำได้ ให้ได้ ก็ยินดีอย่างยิ่ง” คุณสมบัติ วัฒนไทย กล่าวด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม และเปี่ยมสุข

หากท่านใดสนใจร่วมบริจาคสมทบทุนโครงการ "ม.น.ข.เฉลิมพระเกียรติ 90 พรรษาฯ (Art for Charity) สามารถบริจาคได้ที่บัญชี "ธนาคารทหารไทยธนชาต  สาขาโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ประเภทบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 186-2-301-478" ใบเสร็จสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ ส่วนเงินบริจาคของท่านถึง
ผู้รับทุนทุกบาททุกสตางค์ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ

คอตโต้ตอกย้ำมนต์เสน่ห์ที่ไม่มีวันหมดอายุ เติมเต็มพื้นที่ด้วยกระเบื้องตกแต่งสไตล์ Subway Tile ชุด Brava Series

COTTO ผู้นำเทรนด์ ด้วยนวัตกรรมที่มาพร้อมโซลูชั่น หนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์ของกระเบื้องตกแต่ง  Decorative Tiles คอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ชุด Brava Series (บราวาซีรี่ย์) ขนาด 6x 21.7 cm. ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการนำกระเบื้อง รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าชิ้นยาวมาตกแต่งผนังบ้าน ร้านอาหารร้านอาหาร และโด่งดังอย่างยิ่งในการใช้กับผนังสถานีรถไฟใต้ดินทั้งในฝั่งยุโรปและอเมริกา ในยุค 70s จนกลายตำนานในชื่อสไตล์ Subway Tile ที่รู้จักกันยาวนานจนถึงปัจจุบันมาผสมผสานกับ Texture ของงานปั้นดินแบบ Handmade เพื่อสร้างบรรยากาศในพื้นที่ใช้งาน ให้มีความร่วมสมัยและกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ ในโทนสีต่าง ๆ ที่มีให้เลือกถึง 6 เฉดสี อาทิ ขาว เทา ดำ และพาสเทล   ทั้งแบบ ผิวมันและผิวซาติน   และด้วยคุณสมบัติของเนื้อกระเบื้องแบบ Glazed Porcelain ที่มีความแกร่งเป็นพิเศษ   ทำให้กระเบื้องชุด Brava Series นี้ใช้กับทุกพื้นที่ ทั้งในส่วนผนังและพื้น  อีกทั้งยังสามารถนำมาตกแต่งให้มีลูกเล่นต่างไปจากแบบเดิม ๆ ด้วยการดีไซน์รูปแบบการปูหลายรูปแบบ  อาทิ ปูสับหว่างเหมือนก่ออิฐ   เรียงเป็นตาราง  หรือเป็นแนวทแยง เป็นต้น

การใช้กระเบื้องตกแต่ง Decorative Tiles ซึ่งเป็นกระเบื้องตกแต่งขนาดเล็กมาใช้ในการตกแต่ง หลายคนอาจมองว่า จะทำให้มีร่องยาแนวจำนวนมาก  แต่ร่องยาแนวที่ปรากฏ ก็มีประโยชน์ที่ช่วยทำให้น้ำไหลผ่านได้ง่าย  ระบายน้ำได้ดี ภายใต้ฉลาก SCG Green Choice ให้คุณเลือก เพื่อโลกได้  ที่ช่วยให้คุณเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมดูแลคุณภาพชีวิต ทั้งตัวเอง และสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน  

สำหรับผุ้ที่สนใจสามารถเลือกชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cotto.com/  หรือ https://www.facebook.com/cottoofficial/ สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือติดตาม โปรโมชั่นพิเศษทุกๆ
วันได้ที่ https:/www.cottolife.com/  และLine Official Account : @COTTOlife >> http://bit.ly/2D5BeJd 

หากต้องการสัมผัสพื้นผิว ความสวย สะอาด เพื่อความมั่นใจได้ที่ COTTO Life  ทั้ง 3 สาขา
กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น