บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR ภายใต้การนำของ นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สร้างความภาคภูมิใจอีกครั้ง หลังโครงการ แกรนด์ เวลาน่า คราวน์ กาญจนา - สาย 1 คว้ารางวัล International Property Awards กลุ่ม Asia Pacific Property Awards สาขา Residential Development 20+ Units ซึ่งเป็นเวทีประกวดอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับในวงการ สะท้อนถึงศักยภาพของ ESTAR ในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพตามมาตรฐานระดับสากล
29 มิถุนายน 2569
ESTAR คว้ารางวัล International Property Awards กลุ่ม Asia Pacific Property Awards
KICE ดีเดย์จัดบิ๊กอีเวนต์ “Beyond Food Expo 2026” ครั้งที่ 4
หนุนซอฟต์เพาเวอร์อีสาน KICE ขอนแก่น ดันฮับอาหารลุ่มน้ำโขงสู่เวทีโลก
29 มิถุนายน 2569, ขอนแก่น — ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น หรือ KICE ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND ประกาศความพร้อมจัดบิ๊กอีเวนต์แห่งปี “Beyond Food Expo 2026” ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด "Beyond Food, Beyond Future" มหกรรมแสดงสินค้านวัตกรรม อาหาร เครื่องดื่ม และเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ระหว่างวันที่ 3 - 5 กรกฎาคม 2569 นี้ มุ่งยกระดับซอฟต์เพาเวอร์ไทย พร้อมผลักดันผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มภาคอีสานสู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ธุรกิจอาหารระดับโลก
งานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่รวบรวมผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารจากทั่วอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ได้แก่ ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และจีน มาร่วมจัดแสดงไอเดีย เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายตลาด และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นายปรมัตถ์ พูลสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ ขอนแก่น (KICE) เปิดเผยว่า “Beyond Food Expo 2026 ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 3-5 กรกฎาคมนี้ จะเป็นสปอตไลท์ดวงสำคัญที่ส่องให้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการอาหารจากอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในเวทีสากล โดยในปีนี้เรามุ่งเน้นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบที่ยั่งยืน เทคโนโลยีการแปรรูปที่ทันสมัย ตลอดจนโมเดลธุรกิจยุคใหม่ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้อย่างแท้จริง”
งาน Beyond Food Expo 2026 จัดขึ้นในรูปแบบการเจรจาธุรกิจและการจำหน่ายสินค้าควบคู่กัน (B2B + B2C) ครบวงจร โดยรวบรวมผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 150 บริษัทจากทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมสินค้าและเทคโนโลยีอินเทรนด์ในกลุ่ม Food Innovation (นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต, โปรตีนทางเลือก, อาหารเพื่อสุขภาพ), Beverage Innovation, Packaging & Processing Machinery และ Cold Chain & Logistics
พร้อมจัดเต็ม 6 ไฮไลต์กิจกรรมหลัก ที่จะมาสร้างโอกาสทางธุรกิจและมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายในงาน ได้แก่
● Business Matching: กิจกรรมจับคู่ธุรกิจครั้งสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพบคู่ค้ารายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศโดยตรง
● Conference & Seminar: งานสัมมนาอัปเดตเทรนด์และเติมความรู้ด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตจากกูรูและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
● International Pavilions: โซนจัดแสดงสินค้านานาชาติที่รวบรวมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารเด่นจากกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
● Cooking Show & Workshop: กิจกรรมการสาธิตทำอาหารจากเชฟชื่อดัง และเวิร์กชอปต่อยอดไอเดียธุรกิจอาหารที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
● Food & Beverage Competition: ร่วมชมและเชียร์การแข่งขันสุดยอดฝีมือด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับภูมิภาค
● Guru Consulting: บริการเปิดพื้นที่ให้คำปรึกษาเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดและยกระดับธุรกิจสู่สากล
ด้วยความตั้งใจที่จะยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของภูมิภาค GMS งานนี้จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของทั้งนักลงทุน ผู้ซื้อและผู้บริโภค ที่จะได้พบคู่ค้า ค้นหานวัตกรรมใหม่ และสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมงานจากทั้งในและต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานมากกว่า 5,000 รายตลอดการจัดงาน 3 วัน
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมอาหารได้ในงาน “Beyond Food Expo 2026” ระหว่างวันที่ 3 – 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. ณ ฮอลล์ 2 – 3 ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) จังหวัดขอนแก่น
#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #KICE #BeyondFoodBeyondFuture #BeyondFoodExpo2026 #ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ #ศูนย์ประชุมขอนแก่น
ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์: www.KICE-Center.com
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th
สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร ร่วมสัมมนาคณะกรรมการสโมสร ภาค 3350 โรตารีสากล
สโมสรโรตารีกรุงเทพมหานคร (Rotary Club of Krungthep Mahanakorn) นำโดย นายกก่อตั้ง แพทย์หญิงรุ่งไพลิน รัตนชีวร พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสโมสร เข้าร่วมการสัมมนาคณะกรรมการสโมสร ภาค 3350 โรตารีสากล ประจำปีบริหาร 2569-2570 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ฮอลล์ กรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานและเสริมสร้างศักยภาพการบริหารสโมสรให้มีประสิทธิภาพตลอดปีบริหาร
ภายในงานได้มีพิธีสถาปนานายกสโมสรคนใหม่ โดย นายกศรีสองรัก ชัยสิทธิ์ เข้ารับตำแหน่งนายกสโมสรอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ได้มีพิธีมอบเหรียญอดีตนายกสโมสร เพื่อแสดงความขอบคุณและเชิดชูเกียรติแก่ นายกจิตศักดิ์ หลิมภากรกุล สำหรับความเสียสละและการอุทิศตนในการนำพาสโมสรตลอดวาระที่ผ่านมา
ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ คณะกรรมการและสมาชิกสโมสรโรตารีกรุงเทพมหานครได้ร่วมแสดงความยินดี มอบกำลังใจ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีสถาปนา ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพ ความอบอุ่น และความสามัคคีของชาวโรแทเรียน ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมในการสานต่ออุดมการณ์แห่งการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม ภายใต้แนวทางของโรตารีสากล
การเข้าร่วมสัมมนาและพิธีสถาปนาในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสโมสรโรตารีกรุงเทพมหานครในการเสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กร พัฒนาศักยภาพผู้นำ และสร้างความร่วมมือระหว่างสโมสรในภาค 3350 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโครงการบริการที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนตลอดปีบริหาร 2569–2570
28 มิถุนายน 2569
พม. จับมือ Shopee ลุยอัปสกิลดิจิทัลผู้สูงอายุ เปิดโครงการ “ช้อปได้ ขายดี บน Shopee”
มุ่งสร้างอาชีพ - รายได้วัยเก๋า สร้างสังคม "อยู่ดี มีโอกาส"
วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ร่วมมือกับ Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ Shopee เปิดโครงการอบรม “ช้อปได้ ขายดี บน Shopee” เพื่อเสริมสร้างทักษะทางดิจิทัลและเปิดโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซให้แก่ผู้สูงอายุ โดยมี ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวขอบคุณ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นผู้กล่าวรายงาน ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวถึงที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมด้วย นางสาวอัญชลี จิตรเสนาะ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ คุณสริตา สุวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร sea (ประเทศไทย) ผู้เชี่ยวชาญจาก Shopee University และผู้สูงอายุเข้าร่วม ณ สำนักงาน Sea (ประเทศไทย) อาคาร AIA แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ชั้น 24 ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
ดร.เอนกชัย กล่าวว่า ขอชื่นชมกรมกิจการผู้สูงอายุ และ Sea (ประเทศไทย) ที่เล็งเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ ความร่วมมือในวันนี้ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมเท่านั้น แต่คือการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้จากสินค้าที่มีอยู่ หรือการต่อยอดความสามารถสู่ตลาดออนไลน์ทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังสร้าง 'สังคมอยู่ดี มีโอกาส' อย่างเป็นรูปธรรมและกระจายไปสู่ทุกพื้นที่ เชื่อมั่นว่าผู้สูงอายุทุกท่านต่างมีพลัง มีคุณค่า และมีศักยภาพ พร้อมที่จะนำความรู้ไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคมไทยต่อไป
นายโชคชัย กล่าวว่า โครงการอบรมในวันนี้ จัดขึ้นตามนโยบายสำคัญ 8 ด้านของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่มุ่งปรับบทบาทจาก 'รัฐสงเคราะห์' สู่ 'รัฐสนับสนุน' ซึ่งนโยบายที่ 6 ว่าด้วยการสร้างอาชีพและการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ถือเป็นวาระสำคัญในการรองรับสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด ‘1 องค์กร 1 การจ้างงานผู้สูงอายุ’ กรมกิจการผู้สูงอายุขอขอบคุณ Sea (ประเทศไทย) ที่เล็งเห็นความสำคัญและสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัล สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซได้ด้วยตนเอง
ดร.ศรุต กล่าวว่า ความร่วมมือกับกรมกิจการผู้สูงอายุในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าถึงทักษะดิจิทัลและสามารถใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ การอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ก้าวจากการเป็น “นักช้อป” สู่การเป็น “นักขาย” บน Shopee โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Shopee University ถ่ายทอดความรู้ตั้งแต่การเปิดร้านค้า การลงขายสินค้า เทคนิคการขายออนไลน์ที่เข้าใจง่าย ตลอดจนการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์อย่างปลอดภัย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซได้อย่างมั่นใจ
สำหรับการอบรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 250 คน แบ่งเป็นรูปแบบ ออนไซต์ (Onsite) จำนวน 50 คน และผ่านระบบออนไลน์ (Online) จำนวน 200 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุทั่วไป เครือข่ายชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียนผู้สูงอายุ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) รวมถึงผู้สูงอายุและเจ้าหน้าที่จากศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ทั้ง 12 แห่ง และศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมด้านผู้สูงอายุจังหวัดชลบุรี ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และ Sea (ประเทศไทย) ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเอง สร้างอาชีพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมดิจิทัลได้อย่างยั่งยืน
27 มิถุนายน 2569
ETDA ประกาศความสำเร็จ Ignite Creativity Challenge ปี 3
นางสาวประภารัตน์ ไชยยศ ผู้อำนวยการฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน และหัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความเท่าทันโลกดิจิทัลของ ETDA ประสบความสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Ignite Creativity Challenge และเดินทางต่อเนื่องมาถึงปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน ผู้สมัครที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะส่งผลงานมีด้วยกัน 2 กลุ่ม ในกลุ่มแรกเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ส่วนกลุ่มที่ 2 ประชาชนทั่วไป จากนั้นคัดเลือกผลงานโดยคณะกรรมการคัดเลือกผลงานจนได้ผู้เข้ารอบประเภทละ 10 ทีม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ
โดยเกณฑ์การตัดสินผลงาน ทั้งในรูปแบบคลิป VDO หรือ Storyboard ตามแบบฟอร์มที่กําหนด ความยาวไม่น้อยกว่า 30 วินาที และไม่เกิน 2 นาที ภายใต้หัวข้อ “แกร่งสู้โกง” จะมาจากความคิดสร้างสรรค์และความโดดเด่นของแนวคิด พิจารณาความแปลกใหม่ ความชัดเจนของแนวคิดหลัก และศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 30 คะแนน ความถูกต้องครบถ้วนและการสอดแทรกภารกิจของ สพธอ. เช่น สายด่วน 1212 และศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ รวมทั้งความเหมาะสมในการสอดแทรกกับเนื้อหา 20 คะแนน ความครบถ้วนของเนื้อหาและลําดับการเล่าเรื่อง 30 คะแนน และความเหมาะสมเชิงการผลิตและการนําไปใช้จริง
รวมทั้งมีความสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ 20 คะแนน ซึ่งทั้ง 20 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลทั้งประเภทนักเรียน นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 – 22 มิถุนายน 2569 เพื่อที่จะพัฒนาชิ้นงานให้ สามารถใช้งานได้จริง และนําเสนออีกครั้งในการประกวดรอบสุดท้ายวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ
รางวัลมูลค่ารวม 170,000 บาท แบ่งเป็น ประเภทที่ 1 นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล)
รางวัลในกลุ่มประเภทที่ 2 ประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล)
ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความสะดวกสบายและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายขึ้น มาพร้อมกับความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ETDA ยังคงมุ่งมั่น ยกระดับการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ความรู้ แต่เป็นผู้สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ทรง พลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งต่อทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่การสานต่อภารกิจสําคัญ ในกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน
ติดตามผลงานได้ที่ สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ.
ในวันและเวลาทําการ (9.00 - 17.00 น.) สายด่วนหมายเลข 1212
ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA)
หรือ โทร 082-551-9068 อีเมล Kunita.srp@gmail.com (คุณมุก)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+
เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+
กรุงเทพมหานคร, 26 มิถุนายน 2569: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก้าวขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมแคมเปญระดับโลก “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” ความร่วมมือระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights - OHCHR), โครงการตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Stock Exchanges Initiative - SSE), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact - UNGC), Koppa — The LGBTI+ Economic Power Lab และ Open for Business ด้วยการลั่นระฆังแห่งความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการประกาศจุดยืนเชิงสาธารณะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนความหลากหลายของกลุ่ม LGBTIQ+ สิทธิมนุษยชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และธนาคาร ดอยซ์ แบงก์ ในงาน Pride Show 2026
ในปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวม 16 แห่ง ได้เข้าร่วมแคมเปญ “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” เป็นปีที่สอง เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (IDAHOBIT) เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน สร้างความตระหนักรู้ ผลักดันบทสนทนาในระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้คุณค่ากับทุกคนอย่างเท่าเทียม การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิภาคเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ความเคลื่อนไหวระดับโลกนี้อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน Pride Show 2026 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปธุรกิจและวัฒนธรรม LGBTIQ+ ระดับเอเชียครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB)
หมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย การประกาศจุดยืนของ SET ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่การเสนอตัวเพื่อประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทยโดยชุมชนไพรด์ในประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างตลาดทุนของประเทศกับวาระการพัฒนาที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม การเข้าร่วมของ SET ในวันนี้จึงถือเป็นการตอกหมุดเสาหลักด้านการเงินให้กับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาตินี้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจยืนยันความชัดเจนของประเด็นนี้ จากรายงานของ Open for Business พบว่าประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวถึง 4.5 เท่า ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.47 ของ GDP ต่อปี จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันกลุ่ม LGBTIQ+ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.18–12.18 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมและการขับเคลื่อนของตลาดทุนสามารถช่วยดึงกลับคืนมาได้
ภาพรวมภาคธุรกิจไทยยืนยันความเร่งด่วนของประเด็นนี้เช่นกัน โดยรายงาน The Thailand Workplace Equity Report 2026 จัดทำโดยบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) ซึ่งเป็นแบบสำรวจเชิงโครงสร้างฉบับแรกของไทยด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ครอบคลุมองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พบว่า ร้อยละ 52 ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจยังไม่มีระบบวัดผล DEI ขณะที่ร้อยละ 81 มองว่า DEI มีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากร และร้อยละ 58 คาดว่า DEI จะถูกผนวกเข้ากับการรายงาน ESG ภายในสองปีข้างหน้า การแสดงบทบาทผู้นำของ SET ในวันนี้จึงเป็นสัญญาณตรงถึงบริษัทจดทะเบียนว่าการทำงานด้านทุนมนุษย์ต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ต้องสามารถวัดผลได้ รายงานได้ และมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอย่างแท้จริง
คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “หนึ่งปีหลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองและทำให้สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTIQ+ เป็นจริงได้ การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลั่นระฆัง คือการส่งสารที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม” - คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
"ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการ 'Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality’ เราเชื่อมั่นว่าเบื้องหลังทุกบริษัท ทุกนวัตกรรม ทุกการตัดสินใจลงทุน และทุกธุรกิจที่ยั่งยืนคือ 'คน' โดยคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความเคารพ การยอมรับ และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดทุนที่จะมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริงเมื่อทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าได้อย่างเท่าเทียม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าความหลากหลาย การมีส่วนร่วม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคุณค่าทางสังคม หากแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 'The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities'
ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) พันธมิตรด้านเทคนิคด้าน LGBTIQ+ ของแคมเปญ กล่าวว่า "เศรษฐกิจเพศหลากหลาย LGBTIQ+ ระดับโลกมีมูลค่าราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ตัวเลขนี้มักถูกมองผ่านมุมของผู้บริโภคเท่านั้น ทั้งที่แรงงาน LGBTIQ+ มีอยู่ในทุกขั้นของระบบเศรษฐกิจไทยมาตลอด ทั้งในระบบและนอกระบบ ตั้งแต่ภาคแรงงานนอกระบบจนถึงห้องประชุมบอร์ดบริหาร คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะให้ความครอบคลุมหรือไม่ แต่คือจะบูรณาการศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้นี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความมุ่งหมายสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 สามารถยกระดับให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีรุ้งแห่งเอเชีย ไม่ว่าจะในมุมตลาด การลงทุน นโยบาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การที่ SET ลั่นระฆังในวันนี้ คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว"
ก้าวต่อไปนับจากนี้ หลังจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น มาตรฐานพฤติกรรมทางธุรกิจแห่งสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTIQ+ (UN Standards of Conduct for Business on Tackling Discrimination against LGBTIQ+ People) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ขจัดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน และแสดงบทบาทสนับสนุนชุมชน LGBTIQ+ อย่างเปิดเผย พิธีในวันนี้เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนใน SET ประเมินความก้าวหน้าของตนเองผ่าน UN LGBTIQ+ Standards Gap Analysis Tool ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและรักษาความลับ ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการปรับนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ lgbtiq.unglobalcompact.org
การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ครอบคลุมการเสริมศักยภาพด้านธรรมาภิบาลเชิงครอบคลุมสำหรับบริษัทจดทะเบียน การพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางเพศ และงานวิจัยด้านนโยบายที่เสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำหรับทุกคนของเอเชีย
ข้อมูลเพิ่มเติม www.prideshow.org
26 มิถุนายน 2569
อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ เปิดโปรฯ แรงแห่งปี “The PARK LANE 15
บริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ประกาศยกระดับการใช้ชีวิตสู่ระดับ Private Luxury Residence กับโครงการ “The PARK LANE 15” (เดอะพาร์คเลน 15) ทาวน์โฮมหรูแนวคิดใหม่ “The Lens Of Life - สุนทรียภาพแห่งวิสัยทัศน์” บนทำเลศักยภาพสุขุมวิท-แบริ่ง 15 มอบโอกาสพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองบ้านในโครงการตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น ด่วน! จำนวนจำกัด
โครงการ The PARK LANE 15 (เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง) ทาวน์โฮมหรู โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพียง 16 ยูนิตเท่านั้น โดยมีแบบบ้านให้เลือก 3 สไตล์ ตั้งแต่ทาวน์โฮม 3.5 - 4.5 ชั้น ไปจนถึงบ้านแฝด 4.5 ชั้น บนพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง 275 - 542 ตารางเมตร รองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชัน 3-5 ห้องนอน และที่จอดรถสูงสุด 5 คัน พร้อมดีไซน์ Double Volume โปร่งโล่ง และ Rooftop ส่วนตัว เติมเต็มการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบบนทำเลที่เดินทางสะดวก ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยแบริ่ง 15 จัดว่าเป็นทำเลศักยภาพในย่านลาซาล-แบริ่ง แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใกล้ห้างสรรพสินค้า , คอมมูนิตี้มอลล์, โรงเรียน, โรงพยาบาล เดินทางสะดวก ทั้งเข้าและออกเมืองได้หลายสาย อยู่ใกล้ทางขึ้น-ลงทางด่วน รวมถึงใกล้สถานีรถไฟฟ้า ทั้ง BTS (สถานีแบริ่ง) และ MRT (สถานีศรีแบริ่ง)
พบกับข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในย่านสุขุมวิท-แบริ่ง โครงการ “The PARK LANE 15” มอบดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านหรูที่เป็นส่วนตัวที่สุด เพียง 16 ยูนิตเท่านั้น โดยมอบโปรโมชั่นจัดเต็มสำหรับยอดจองตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2569 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ “ซื้อบ้านแถมรถ” โดยลูกค้าที่จองซื้อและโอนกรรมสิทธิ์บ้านในโครงการเดอะพาร์คเลน 15 จะได้รับรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3* พร้อมรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน, ฟรีค่าติดตั้งมิเตอร์น้ำ-ไฟ, ฟรีแอร์, ฟรีค่าส่วนกลาง 24 เดือน, ฟรีต่อเติมระเบียงหน้าบ้าน และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยระบบ SCG Smart Living และระบบ Active AIR Quality มูลค่ารวมกว่า 1,790,000 บาท
เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง (The Park Lane15 Sukhumvit – Bearing) บริหารงานโดยบริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยเหนือระดับได้แล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้น 13.9 - 33.9 ล้านบาท
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ คลิก : theparklane15.com
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและโปรโมชั่นดี ๆ ก่อนใคร ได้ที่โทร 094-480-6111
(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
#Theparklane15 #TheLensOfLife #AVIAPROPERTY
#Sukhumvit107 #Bearing15 #สุขุมวิท107 #บ้านหรู #บ้านสุขุมวิท #บ้านแบริ่ง
HOMEPAINT จับมือ TOA เปิดตัว Concept Store ‘HOMEPAINT TOA SHOP’
HOME PAINT TOA SHOP ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ONE STOP EXPERIENCE” โดยนำความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกสีของ HOMEPAINT มาผสานกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันจาก TOA เพื่อสร้างพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเลือกสินค้า รับคำปรึกษา เข้าถึงบริการ และค้นหาแรงบันดาลใจด้านสีได้ในที่เดียว ทั้งสำหรับเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบ
นายอนุรักษ์ เลิศรัตนชัยกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด กล่าวว่า “HOMEPAINT ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในหมวดสีมาโดยตลอด เพราะการเลือกสีไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเฉดสีหรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเข้าใจพื้นผิว สภาพหน้างาน เทคนิคการใช้งาน และความมั่นใจของผู้ใช้งานจริง
การร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับ HOME PAINT TOA SHOP ให้เป็นพื้นที่ด้านสีที่ครบขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยยังคงจุดแข็งของ HOMEPAINT ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสีที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างใกล้ชิด”
ด้าน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “TOA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ ความรู้ และ Solution ด้านสีได้ง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น
สำหรับ HOME PAINT TOA SHOP ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเน้นย้ำว่า TOA ไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์สีเท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับงานบ้าน งานช่าง งานก่อสร้าง และ Total Solutions อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าได้เหมาะสมกับลักษณะงานจริงมากยิ่งขึ้น”
HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับประสบการณ์ “ONE STOP EXPERIENCE” ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ
1. สินค้าครบ Ultimate Product Range คิดถึงสินค้า TOA มาที่นี่ พบสินค้าและคำแนะนำที่ตอบโจทย์ทุกงานสีและงานบ้าน HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับการเลือกซื้อสินค้า TOA และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สะดวกและครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยรวบรวมสินค้าสำหรับงานสี งานซ่อมแซมบ้าน และงานโครงการไว้ในที่เดียว พร้อมทีมงานที่มีความเข้าใจด้านสี และสามารถให้คำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะงานจริง
กลุ่มสินค้าหลักครอบคลุมนวัตกรรมสี TOA สำหรับงานหลากหลายประเภท อาทิ สีทาอาคารภายนอก และสีทาภายใน สีงานไม้ สีงานเหล็ก สีตกแต่งพิเศษ สีอุตสาหกรรม รวมถึง เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง TOA Mortar แผ่นยิปซัม กระเบื้อง สุขภัณฑ์และนวัตกรรมห้องน้ำอัจฉริยะ JOMOO รวมถึงอุปกรณ์งานช่างต่างๆ
2. บริการจบ Seamless Services สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ด้วยบริการที่เชื่อมต่อทั้งหน้าร้านและช่องทางดิจิทัล HOMEPAINT TOA SHOP ยกระดับบริการด้านสีให้สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น ตั้งแต่การสั่งซื้อ การรับสินค้า การคำนวณปริมาณสี ไปจนถึงการเห็นภาพสีจริงก่อนตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้เหมาะสม ลดความยุ่งยาก และวางแผนการใช้งานได้มั่นใจมากขึ้น
บริการสำคัญ ได้แก่ Express Pickup สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่าน Line OA หรือโทรสั่งล่วงหน้าและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยลดเวลารอหน้าร้าน, AI Color Visualization บริการจำลองสีบ้านหรือพื้นที่ภายในด้วยเทคโนโลยี AI และระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึง Color Calculation & Product Advisory ที่ช่วยคำนวณปริมาณสีและแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับพื้นผิว ลักษณะงาน และงบประมาณ
3. เชื่อมโยงเครือข่ายงานสี Connect Paint Network เชื่อมต่อเจ้าของบ้าน ช่างสี และผู้รับเหมา ผ่านพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ความรู้ และโอกาสในการทำงานร่วมกัน
HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับบทบาทของร้านสีให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยพัฒนาให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้องในระบบงานสีและงานบ้าน ตั้งแต่เจ้าของบ้านที่มองหาแรงบันดาลใจและช่างฝีมือดี ไปจนถึงช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ออกแบบที่ต้องการพัฒนาความรู้ เทคนิค และโอกาสทางธุรกิจภายในพื้นที่ประกอบด้วย Café CHANG & Painter Matching เพื่อเชื่อมโยงเจ้าของบ้านกับช่างสีหรือผู้รับเหมาที่เหมาะสม, Demo Room & Inspiration Space ผ่าน Color Wall, Sample Wall และห้องทดลองที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นเฉดสี พื้นผิว และบรรยากาศภายใต้สภาพแสงจริงก่อนตัดสินใจ รวมถึง Training Center สำหรับกิจกรรม อบรม และสัมมนาด้านงานสีร่วมกับช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ที่สนใจ
การเปิดตัว HOME PAINT TOA SHOP ในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ HOMEPAINT และ TOA ในการร่วมกันยกระดับประสบการณ์ด้านสีให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญด้านสี การให้คำปรึกษา บริการที่เข้าถึงง่าย และการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบเข้าด้วยกัน
ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ HOME PAINT TOA SHOP ได้ที่สาขาบางพลู รัตนาธิเบศร์
และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.homepaint.co.th
“Motor Field Marine” เครื่องยนต์เรืออันดับ 1 ของโลก คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine”
Motor Field Marine ประกาศก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเรือไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Mercury Marine ผู้ผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ามายกระดับตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เรือพาณิชย์ และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นายสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ มารีน จำกัด (Motor Field Marine) บริษัทในเครือของ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ ไทยแลนด์ ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และบริการหลังการขายเรือ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ทางทะเลแบบครบวงจร กล่าวว่า "การได้รับความไว้วางใจจาก Mercury Marine ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Marine Solutions พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อสันทนาการ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายของอุตสาหกรรมเรือไทย"
Mercury Marine ในเครือบริษัท บรันสวิก คอร์ปอเรชั่น (Brunswick Corporation) ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์เรือระดับโลก และครองอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ V10 และ V12 Outboard สำหรับเรือโดยเฉพาะ รองรับกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า พร้อมโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง รวมถึง Joystick Piloting ระบบควบคุมเรืออัจฉริยะจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ช่วยให้การบังคับและการจอดเรือทำได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น
การผนึกกำลังครั้งนี้ Motor Field Marine เตรียมต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเรือสันทนาการ (Leisure) สู่กลุ่มเรือราชการ เรือพาณิชย์ เรือสปีดโบ๊ท เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสาร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพความต้องการเครื่องยนต์สูงถึง ประมาณ 2,000 เครื่องต่อปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตของตลาดในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการและดีลเลอร์มาตรฐานรวม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 พัทยา ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี สมุย ตราด ฉะเชิงเทรา โคราช ลำพูน และสมุทรปราการ พร้อมแผนขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า
ด้านบริการหลังการขาย บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารอะไหล่แท้ครอบคลุมทุกรุ่นที่จำหน่าย พร้อมระบบ Fast Parts Delivery นำเข้าอะไหล่ทางอากาศทุกสัปดาห์สำหรับรายการสำคัญ ช่วยลดระยะเวลารออะไหล่จากเดิมกว่า 45 วัน เหลือไม่เกิน 15 วัน ลด Downtime ของเรือเชิงพาณิชย์ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ Mercury Marine จัดอบรมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมช่างไทยให้รองรับเครื่องยนต์เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน Mr. Enrique, General Manager – Australia, New Zealand & Asia ของ Mercury Marine กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ Mercury Marine ในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี การแต่งตั้ง Motor Field Marine ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นในประสบการณ์กว่า 20 ปี ความเข้าใจตลาด เครือข่ายการบริการ และแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Mercury Marine ในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว"
Mercury Marine ระบุว่า กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product Leadership ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสมรรถนะผลิตภัณฑ์, Effective Distribution ระบบกระจายสินค้าและเครือข่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และ Delightful Customer Experience การสร้างประสบการณ์และบริการหลังการขายที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ ผู้ผลิตเรือ หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อการพักผ่อน
ภายในงาน Mercury Marine Thailand Official Launch ยังได้เปิดตัว V8 300 HP Fourstroke OurboardMercury และ 5.7L V10 400hp AMS Outboard เครื่องยนต์ติดท้ายรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร ให้แรงบิดสูง การทำงานเงียบและนุ่มนวล ระบบ Quad-Cam และระบบควบคุมดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 87 ที่มีจำหน่ายทั่วไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
การจับมือกันระหว่าง Motor Field Marine และ Mercury Marine ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ แต่เป็นการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม Marine ไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจและบริการทางทะเลของภูมิภาคในอนาคต









































.jpg)


