01 ตุลาคม 2569

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

●    “DARION” กระแสตอบรับแข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 

●    พร้อมเปิดตัว “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง 

ชูแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง

หน้าหลัก บทความ ข่าวสารยานยนต์ วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ


โดยสถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DARION ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9% สะท้อนความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง

นายพิทยากล่าวต่อด้วยว่า “ผลตอบรับจาก DARION เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ WULING มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว”  เปิดศึกตลาด SUV ด้วย “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซส์ PPV ในราคาจับต้องได้ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว WULING EKSION รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง WULING พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

Mr. Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว EKSION ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ WULING ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัวและรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้ เราภูมิใจนำเสนอ “EKSION” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น EKSION จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว” 

ใหญ่กว่าที่คิด เติมความสบายครบทั้ง 7 ที่นั่ง

WULING EKSION มีขนาดตัวรถ 4,745 x 1,850 x 1,755 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง จัดวางแบบ 2+3+2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระเริ่มต้น 320 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะ 

สำหรับระบบขับเคลื่อน EKSION เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 69.2 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน CLTC และรองรับ DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ประมาณ 20–35 นาที 

WULING EKSION ยังได้รับการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, หน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทุกแถว, Wireless Charger 50W และฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก 

ด้านความปลอดภัย EKSION มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อม Transparent Chassis รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS อาทิ Adaptive Cruise Control, Autonomous Emergency Braking, Lane Keeping Assist และ Blind Spot Detection

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วน 74.9% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถ 

“รถใหญ่ ราคาเข้าถึงง่าย” อีกทางเลือกรถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวไทย

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) วาง EKSION ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความรู้สึกและขนาดรถในระดับใกล้เคียงรถ PPV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ยังต้องการความคล่องตัวของ SUV และพลังงานไฟฟ้า 100% โดยบริษัทต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ขนาดใหญ่และ 7 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น 

EKSION ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่นั่งสบาย มีจำนวนที่นั่งเพียงพอสำหรับสมาชิกหลายคน แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกใช้รถตู้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังต้องการดีไซน์ SUV ที่มีความคล่องตัวและตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้มีเพียง “พื้นที่ที่มากขึ้น” แต่คือโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในทุกวัน 

WULING EKSION – “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

WULING EKSION ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท

รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท 

พร้อมรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 

โปรโมชั่นเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

1. จองวันนี้ถึง 31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท

2. รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท

3. รับฟรี! Wallbox 7kw พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท

4. รับฟรี! แพกเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท



รถ EKSION ล็อตแรกถึงโชว์รูม WULING ทั่วประเทศแล้ว ผู้สนใจติดต่อนัดหมายเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ EKSION ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเชตกรุงเทพมหานคร พบกับรถยนต์ไฟฟ้า WULING ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ EKSION EV, STARLIGHT DARION EV, PORTA EV และ BINGUO EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 รถยนต์และยานยนต์

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ายอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING ปี 2569 ที่ 8,000 คัน หลังจากยอดขายสะสมในช่วง 8 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 5,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ WULING ในประเทศไทย 

#WulingEKSION #GoBigGoEksion #ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น #WulingThailand

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition Innovation) เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดย นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) 

นายอัฐ ทองแตง กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และการแพทย์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรามองว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

การเชื่อมต่อระหว่าง ‘อาหาร–โภชนาการ–การแพทย์–ตลาด’ อย่างเป็นระบบ จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางการแพทย์เดินทางจากงานวิจัยไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลพร้อมสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสมเข้าสู่ช่องทางของเครือโรงพยาบาลฯ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเราในฐานะ ‘Partner for Life’ พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกช่วงของชีวิต"

ด้าน นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล กล่าวว่า "สถาบันอาหารจะนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เพื่อพัฒนางานวิจัยและสูตรผลิตภัณฑ์จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตต้นแบบ พร้อมตรวจสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์" ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ คุกกี้ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free Cookie) ไอศกรีมพลังงานสูง เครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาตั้งแต่การคิดค้นและปรับสูตร การผลิตต้นแบบ การทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กับสถาบันอาหาร (NFI) ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ งานวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคลจากองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนแนวทาง Preventive Medicine และ Personalized Healthcare ตลอดจนรองรับแนวโน้ม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับแนวคิด “Partner for Life” ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ที่มุ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและร่วมดูแลผู้คนอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต พร้อมสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพของไทยในระยะยาว

“เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ใส่ใจชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “MBK Care”

ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ (MBK Center) สานต่อโครงการเพื่อสังคม ภายใต้แนวคิด “MBK Care” มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้ธุรกิจเติบโตเคียงคู่สังคมคุณภาพ ใส่ใจดูแลชุมชน สถาบันการศึกษา และสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เชื่อมโยงกับบทบาทของศูนย์การค้าฯ โดยเปิดพื้นที่และสร้างโอกาสให้ลูกค้า ร้านค้า พนักงาน พันธมิตร หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อสิ่งดี ๆ สู่สังคม ตั้งแต่ต้นปี 2569 เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ขับเคลื่อนหลากหลายกิจกรรม ครอบคลุมทุกมิติ สามารถแบ่งได้ ดังนี้ 




CARE FOR FUTURE สร้างคน สร้างอนาคต ด้วยการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้เชิงประสบการณ์และพัฒนาทักษะในอนาคต เพื่อเสริมศักยภาพและประสบการณ์ให้กับเยาวชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในพื้นที่โดยรอบศูนย์การค้าฯ ได้แก่ กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ มัคคุเทศก์น้อย : Junior Guide@MBK Center ซึ่ง เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานเขตปทุมวัน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและการเป็นมัคคุเทศก์ ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนผ่านการสร้างประสบการณ์จริงในการต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม 35 คนจาก 7 โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน 

อีกโครงการที่ดำเนินมาต่อเนื่องทุกปีก็คือ กิจกรรม “ตลาดนัดวัยเรียนและมอบทุนการศึกษา” ภายใต้โครงการ MBK Care  สร้างสุขสู่ชุมชน เป็นปีที่ 5 เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้สวมบทบาทพ่อค้าแม่ค้ารุ่นเยาว์นำผลงานฝีมือมาออกบูธจำหน่ายให้ลูกค้าในศูนย์การค้าฯ ทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เด็ก ๆ ยังได้ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ทั้งวางแผนธุรกิจ ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายและสต็อกสินค้า 



CARE FOR PLANET เปลี่ยนของเหลือใช้ ให้กลับมามีคุณค่า สนับสนุนพลังงานสะอาด อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ MBK Care คือการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยภายใน ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตร จัดให้มีจุดรับบริจาคและ Drop Point สำหรับวัสดุหลายประเภท อาทิ ขวด PET ถุงพลาสติก ลังกระดาษ รวมถึง ขยะอิเลคทรอนิกส์ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือกำจัดอย่างถูกวิธี รวมทั้งส่งเสริมการคัดแยกขยะที่เปิดพื้นที่ให้ลูกค้า พนักงาน ร้านค้า เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

จุดรับขวด PET และ พลาสติกใช้แล้ว ตั้งอยู่ที่ ชั้น G (ลิฟต์หมายเลข 17-19) โดยร่วมกับโครงการ GC Youเทิร์น ของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 

จุดรับขยะ ขวดแก้ว ตั้งอยู่ที่ชั้น G (ลิฟต์หมายเลข 16-18) โดยร่วมกับบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ในโครงการ “Care the Whale ขยะขวดแก้วล่องหน”

จุดรับบริจาคถุงและฟิล์มพลาสติกยืด ตั้งอยู่ชั้น 4 โซน B (ลิฟต์หมายเลข 16-18)  โดยร่วมกับ โครงการ “วน” (WON Project) ของบริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน)

ตู้ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ตั้งอยู่ชั้น 4 โซน B (ลิฟต์หมายเลข 16-18) โดยร่วมกับ ฝ่ายรักษาสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตปทุมวัน 

จากจุดติดตั้งดังกล่าว พบว่า ตั้งแต่ต้นปีมา (มกราคม - สิงหาคม) สามารถรวบรวมวัสดุรีไซเคิลได้รวม 1,633.5 กิโลกรัม

ทั้งนี้ ขวดพลาสติกใช้แล้วอย่าง ขวดพลาสติก PET ได้นำเข้าสู่กระบวนการ recycle และ Upcycling ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าเป็น กระเป๋านักเรียนรักษ์โลก MBK Green Bag มอบให้เยาวชนในชุมชนโดยรอบศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ทั้งเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พาราไดซ์ พาร์ค เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 และ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์  ติวานนท์ ในกิจกรรม “แยกขวด ช่วยน้อง” ภายใต้โครงการ ข.ขวดรักษ์โลก ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 2 เป็นการเดินสายให้ความรู้แก่โรงเรียนในพื้นที่รอบ ๆ ศูนย์การค้าเครือเอ็ม บี เค เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ โดยตั้งเป้า Upcycling กระเป๋านักเรียน MBK Green Bag ส่งมอบให้น้อง ๆ นักเรียนปีละ 500 ใบ นับเป็นจำนวน 10,500 ขวด

ตลอดจนการรณรงค์ให้ร้านค้าภายในศูนย์การค้าฯ โดยเฉพาะร้านอาหาร คัดแยกขยะอย่างถูกวิธี แบ่งเป็นขยะแห้งและขยะเปียก พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์แยกเศษอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง โดยขยะรีไซเคิลและขยะทั่วไปจะนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ขณะที่เศษอาหารถูกส่งต่อให้เกษตรกรในจังหวัดปทุมธานีนำไปใช้เป็นอาหารปลา และมอบให้สถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านการเรียนการสอนและงานวิจัย สะท้อนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและร่วมสร้างสังคมที่ยั่งยืน

ส่วนด้านพลังงาน เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เดินหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) รวมถึงยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารด้วยการติดตั้งระบบกรองอากาศ HEPA Filter ทั่วทั้งศูนย์การค้าฯ ซึ่งสามารถดักจับฝุ่น PM2.5 อนุภาคขนาดเล็ก และเชื้อโรคในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมมาตรฐานความสะอาด ลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการทุกคน

นอกจากนี้ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ ในการแสดงพลังพร้อมเมืองใหญ่ทั่วโลก ผนึกกำลัง กรุงเทพมหานคร โดย สำนักงานเขตปทุมวัน ร่วมกับ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) และ ภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเดินรณรงค์ภายในศูนย์การค้าฯ เชิญชวนลูกค้าและผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดโลกร้อน ผ่านกิจกรรม ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour) อีกด้วย

MBK Center มุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “MBK Care” เพื่อให้ศูนย์การค้าฯเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมที่น่าอยู่ พร้อมเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน 

ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ได้ที่
https://www.mbk-center.co.th/ หรือ เฟซบุ๊กเพจ mbkcenterth อินสตาแกรม mbkcenter 

#MBKCenter #MBKCare #JuniorGuideMBKCenter #แยกขวดช่วยน้อง #ขขวดรักษ์โลก

ผส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชวนสังคมทบทวน “อคติทางอายุ” จัดนิทรรศการ “ทุกวัยมีความหมาย”

ผส. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชวนสังคมทบทวน “อคติทางอายุ” จัดนิทรรศการ “ทุกวัยมีความหมาย” เปิดพื้นที่เรียนรู้คนต่างวัยเพื่อสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 น.  กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ (FOPDEV) รองศาสตราจารย์ ดร.รัตติยา ภูลออ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จัดงานนิทรรศการและกิจกรรมสาธารณะ “ทุกวัยมีความหมาย: ภาพและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพร่วมกัน” (Every Age Matters) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 4 ตุลาคม 2569 ณ โถงชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) 



การจัดนิทรรศการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านผู้สูงอายุในการสร้างความตระหนักรู้และลด “อคติทางอายุ” (Ageism) ในสังคม ผ่านการนำเสนอภาพถ่าย เรื่องเล่าจากชีวิตจริง และกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้คนต่างวัยได้พบปะ รับฟัง และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่า ศักยภาพ และความหลากหลายของผู้สูงอายุ ตลอดจนบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้สร้างสรรค์ ผู้ใช้ และผู้ร่วมออกแบบนวัตกรรม” เพื่อการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืน การจัดงานครั้งนี้เกิดจากการสนับสนุนจากเครือข่าย ได้แก่ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (Makro และ Lotus’s), KRS Expansion, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด, ธรรมธุรกิจร้านตามมี, KTC, Joy Ride, Questchess, SoSafe สังคมปลอดภัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”





ภายในงานพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ  อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องเล่าชีวิตจริงสะท้อนพลังความสามารถและการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ , เวิร์กช็อปและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ , “เกมเส้นทางชีวิต”กิจกรรมเชิง interactive ที่ชวนขบคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโอกาส การตัดสินใจ และเงื่อนไขทางสังคมในแต่ละช่วงวัย

30 กันยายน 2569

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเท

 

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ จัดเตรียมปฏิบัติการ FIRST AID ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ประสานเครือข่ายรถยก รถลาก กู้รถยนต์ออกจากพื้นที่ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุรองรับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ผ่านสายด่วน 1557 ช่องทาง Line Official @viriyah และศูนย์บริการสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง

     นายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเส้นทางที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชาชนดำเนินไปอย่างยากลำบาก รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน รถยนต์บางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงและสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบางจุดที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการสินไหมทดแทนอย่างเต็มศักยภาพ

     "วิริยะประกันภัย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการรับมือกับเหตุอุทกภัยด้วยการนำ ‘ปฏิบัติการ FIRST AID’ แนวทางปฏิบัติการกู้ซ่อมรถยนต์ มาใช้รับมือกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงมหาอุทกภัยล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาการบริการและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงานให้มีความพร้อมรับมือกับภัยความเสี่ยงทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานของปฏิบัติการ FIRST AID อยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ จึงดำเนินการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที แม้ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ยังสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในแต่ละพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ประสานงานด้านการช่วยเหลือ รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการดูแลรถยนต์ในระหว่างเกิดอุทกภัย เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองและเกิดความอุ่นใจสูงสุด” คุณดลเดชกล่าว

     ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในเขตพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน พบว่า มีรถยนต์เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวนประมาณกว่า 4,000 คัน โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด

--

ดีพร้อม–เดลต้า หนุน 10 สตาร์ทอัพไทย มอบทุน 5 ล้านต่อยอดธุรกิจ คาดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท


กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบเงินทุนสนับสนุนการจัดตั้งและขยายธุรกิจรวม 5 ล้านบาท ให้แก่ 10 สตาร์ทอัพไทย ภายใต้โครงการ DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 หลังผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบนวัตกรรมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสนำเทคโนโลยีไทยไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยคาดว่าโครงการปีนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 150 ล้านบาท         

จากภาพถ่ายดาวเทียมสู่การบริหารฟาร์มโคนมด้วย AIoT นวัตกรรมของสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทยในการนำไปประยุกต์ใช้กับภาคเศรษฐกิจที่หลากหลาย โดยบริษัท ริฟฟาย จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมด้วยปัญญาประดิษฐ์ ได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงสุด 1,000,000 บาท ขณะที่บริษัท โคมิล์โล จำกัด ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการฟาร์มโคนมด้วยเทคโนโลยี AIoT ได้รับเงินทุน 850,000 บาท และบริษัท ไทยทิชชูคัลเจอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ได้รับเงินทุน 750,000 บาท โดยอีก 7 กิจการได้รับทุนสนับสนุนตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท

นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม

“โจทย์ใหม่ของประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจรูปแบบใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือสตาร์ทอัพที่ไม่เพียงเติบโตในธุรกิจของตนเอง แต่สามารถนำความรู้และนวัตกรรมเข้าไปช่วยแก้ปัญหา เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต” นายทัตพงศ์ กล่าว            

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งพัฒนาสตาร์ทอัพไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ โดย DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ได้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผู้ประกอบการให้เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการทดสอบตลาดจริง โดยเริ่มจากผู้สมัคร 105 กิจการ ผ่านการคัดเลือก 30 กิจการเข้าสู่กระบวนการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ก่อนคัดเลือก 20 กิจการเข้าทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และคัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่รอบสุดท้ายเพื่อรับเงินทุนสนับสนุน

“การส่งเสริมสตาร์ทอัพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกอบการได้รับเงินทุน แต่ต้องต่อเนื่องไปถึงการตั้งธุรกิจ การขยายตลาด และการสร้างรายได้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานในทิศทางนี้มาอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับภาคอุตสาหกรรม แหล่งทุน และตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ” นายณัฐพล กล่าว

ด้าน นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างดีพร้อมกับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ประกอบการได้รับทุนสนับสนุนจากเดลต้าแล้ว 247 ทีม รวมมูลค่ากว่า 43.16 ล้านบาท สำหรับปีนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานและธุรกิจที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สตาร์ทอัพได้รับข้อมูลจากการทดลองใช้งานจริงก่อนต่อยอดสู่ตลาดในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามจากการดำเนินโครงการในปีนี้ คาดว่าจะสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 150 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินลงทุนเพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจ 5 ล้านบาท การสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้น 90 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และสามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า 30 ล้านบาท และการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการตลาด คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท

ขณะที่ นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดลต้าฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Angel Fund อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยในปีนี้บริษัทฯ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม Pitching Day รอบสุดท้าย พร้อมสนับสนุนเงินทุนจำนวน 10 รางวัล รวม 5 ล้านบาท ให้แก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ

“เดลต้าฯ เชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต ความร่วมมือกับดีพร้อมตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคม และเราพร้อมที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยต่อไป” นายวิคเตอร์ กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 

โทรศัพท์ 0 2202 4414-18 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.dip.go.th
หรือ https://www.facebook.com/dipromindustry

“OSU สหรัฐอเมริกา” ประกาศยกย่อง "ดร.ลักขณา" แห่ง ASBGV

เข้าสู่หอเกียรติยศ ปี 2026 ในฐานะผู้นำการศึกษาระดับโลกนับเป็นสตรีเอเชียคนแรก และเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต (Oklahoma State University: OSU) มหาวิทยาลัยระดับโลก ประกาศยกย่อง "ดร.ลักขณา ดิษยะศริน" เข้าสู่หอเกียรติยศ ปี 2026 ในฐานะผู้นำการศึกษาระดับโลก นับเป็นสตรีชาวเอเชียคนแรกและเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากมหาวิทยาลัยฯ ตอกย้ำความสำเร็จของ โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (The American School of Bangkok Green Valley : ASBGV) ตลอด 43 ปี ในการเป็นผู้นำด้านการศึกษาระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ ภายหลังก่อนหน้านี้ โรงเรียนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "50 โรงเรียนที่ดีที่สุดของโลก" (Top 50 Organization in Education) จากการรับรองของ Global Forum for Education and Learning (GFEL)




ศาสตราจารย์ ดร.สตีเฟน คลาร์ก (Professor Dr.Stephen Clark) คณบดีคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต (Oklahoma State University: OSU) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แสดงความยินดีกับ ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ "หอเกียรติยศ" (Hall of Fame) ประจำปี 2026 ของคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยรางวัลอันทรงเกียรตินี้ มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าผู้สร้างสรรค์ผลงานและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างโดดเด่น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศึกษา การบริหารจัดการ และการบริการสังคม "นับตั้งแต่ช่วงปี 1970 ที่ ดร.ลักขณา ได้เข้ามาศึกษาในฐานะนักศึกษาต่างชาติ ณ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการศึกษาระดับโลกในปัจจุบัน ได้สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเราและผู้คนมากมาย ซึ่งสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของรางวัลนี้" 

ด้าน ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ผู้ก่อตั้งและประธาน โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ เผยว่า รู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้คณะผู้บริหารของ ASBGV จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนา ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ตามวิสัยทัศน์ของเราที่ยึดมั่นมา ตลอด 4 ทศวรรษในการสร้างสถาบันการศึกษาแห่งนี้ "เราเชื่อว่าการศึกษาที่ดีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และภาษาอังกฤษคือประตูสำคัญสู่เวทีโลก แต่ที่ ASBGV เรามองไกลกว่าแค่ความเข้มข้นทางวิชาการและการสอบได้คะแนนดี หน้าที่ของเราคือการสร้าง 'Global Citizens' หรือพลเมืองโลกที่มีความคิดวิเคราะห์ สื่อสารทรงพลัง มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรม เป็น ‘Mindful and Wise Leaders’ ที่ประกอบด้วย Morality (ศีล), Discipline (ระเบียบวินัย), และ Wisdom (ปัญญา) เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างสมดุลและพร้อมปรับตัวในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตคณบดีสตีเฟน ยังได้กล่าวชมเชยวิสัยทัศน์และการเป็นผู้นำของ ดร.ลักขณา ในการก่อตั้ง โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (The American School of Bangkok Green Valley : ASBGV) ซึ่งเริ่มต้นจากโรงเรียนอนุบาลนานาชาติระดับบุกเบิก จนเติบโตเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่พร้อมสนับสนุนนักเรียนทั้งในด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์ และได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตของนักเรียนและครอบครัวจำนวนหลายพันคนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.ลักขณา และ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต ยังได้เวียนกลับมาบรรจบอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านความร่วมมือในการส่งนักศึกษาฝึกหัดครูจาก OSU เดินทางมาฝึกประสบการณ์การสอนจริงที่โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อต่อการพัฒนาการศึกษา และสอดคล้องกับค่านิยมหลักของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

"ดร.ลักขณา ได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณและพันธกิจของคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์อย่างแท้จริง ทางมหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และตื่นเต้นที่จะได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จร่วมกับคุณ" คณบดี OSU ทิ้งท้ายลอดเวลา”


ตลอดระยะเวลา 43 ปี ASBGV ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความเป็นเลิศในประเทศไทย แต่ยังสร้างชื่อเสียงในระดับสากล โดย ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Woman of the Year ด้าน Educational Administration, Quality Person of the Year, Asia Pacific Woman Golf Entrepreneur of the Year และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Top 100 Leaders in Education จาก Global Forum for Education and Learning (GFEL) และโรงเรียนได้รับรางวัลให้เป็น 1 ใน 50 โรงเรียนที่ดีที่สุดของโลก รางวัลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาจารย์ในการพัฒนาการศึกษา และการสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับเยาวชน 


ล่าสุด (18 กันยายน 2026) ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ได้รับการยกย่องเข้าสู่ Alumni Hall of Fame ของ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต คณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Oklahoma State University, College of Education and Human Sciences) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยงาน “2026 College of Education and Human Sciences Hall of Fame Banquet” ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิดชูเกียรติผู้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับแต่เปิดดำเนินการ มีนักศึกษาจากทั่วโลกสำเร็จการศึกษาจากสถาบันไปแล้ว 304,000 คน แต่มีเพียง 221 คน เท่านั้น ที่ได้รับการพิจารณาให้รางวัลเกียรติยศนี้ โดย ดร.ลักขณา เป็นสุภาพสตรีคนแรกและเป็นเพียงหนึ่งเดียวในทวีปเอเชีย ที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด และเป็นเครื่องยืนยันว่า ASBGV ได้ก้าวสู่เวทีการศึกษาระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ


"ความภาคภูมิใจสูงสุด ไม่ใช่เพียงรางวัลหรือชื่อเสียง แต่คือการได้เห็นศิษย์เก่าของเรา เติบโตไปประกอบอาชีพที่ทรงคุณค่า ทั้งแพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน หรือนักการศึกษาระดับผู้นำ ความสำเร็จของ ASBGV ไม่ได้จบลงในวันที่เด็กเรียนจบ แต่คือการที่พวกเขาสามารถออกไปใช้ชีวิตมีความสุข และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง" ดร.ลักขณา กล่าว

ที่ผ่านมา ASBGV ประสบความสำเร็จด้วยสถิติระดับโลก โดยพิสูจน์ความเป็นเลิศ (Academic Excellence) จากผลงานของนักเรียน Class of 2026 (Grade 12) ที่ได้รับการยอมรับ และตอบรับเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย (University Acceptance) สูงถึง 100% จากสถาบันชั้นนำระดับท็อป ของโลกมากกว่า 250 แห่ง อาทิ Stanford University, Columbia University, UC Berkeley, UCLA, UCL, NYU, University of Toronto, McGill University และ University of Melbourne รวมมูลค่าทุนการศึกษา ที่ได้รับในปีการศึกษา 2025-2026 สูงถึง 90.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับทุนการศึกษาทุกปี พร้อมด้วยรางวัล 76 College Board AP Scholar Awards ซึ่งตอกย้ำถึงมาตรฐานหลักสูตรอเมริกันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสูงสุด


โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (ASBGV) ตั้งอยู่ที่ ถ.บางนา-ตราด กม.15 

อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับชั้น Pre-K ถึง Grade 12 สำหรับปีการศึกษาใหม่นี้ ขอเชิญชวนผู้ปกครองชาวไทย ครอบครัว Expat และผู้ปกครองประเทศเพื่อนบ้าน เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศการเรียนการสอนจริง (School Tour) เพื่อสัมผัสสังคมการเรียนรู้ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเปี่ยมด้วยคุณภาพ


สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร.02-430-8888, 063-314-3660 อีเมล: asbgv@asb.ac.th, line ID : asbgv หรือ https://asbgv.ac.th, facebook.com/ASBGV

วิริยะประกันภัย รวมน้ำใจจิตอาสา จัดทำถุงยังชีพบรรเทาทุกข์

วิริยะประกันภัย รวมน้ำใจจิตอาสา จัดทำถุงยังชีพบรรเทาทุกข พร้อมระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ



     นางเบญจมาศ เปรมฤทัย ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 6/2 (ภาคกรุงเทพฯ) ด้านสาขา และนายธีระศักดิ์ มุ่งดี รักษาการรองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 6/3 (ภาคกรุงเทพฯ) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มวิริยะจิตอาสา (V Volunteer) จากส่วนกลาง สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนภาค 6 (กรุงเทพฯ) ร่วมบรรจุถุงยังชีพซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องอุปโภค - บริโภค ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น ส่งมอบให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือและบรรเทาอุทกภัยนิด้า (NIDA Flood Relief and Support Center) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ยังคงประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ กลุ่มวิริยะจิตอาสา ได้ลงพื้นที่ส่งมอบถุงยังชีพและอาหารปรุงสุก ถึงมือผู้ประสบภัยชุมชนแฟลตคลองจั่น ซอยเสรีไทย ศูนย์พักพิงโรงเรียนบ้านบางกะปิ และบริเวณโดยรอบสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) นอกจากนี้ บริษัทฯ
ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพในพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง


     สำหรับ ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน ลงพื้นที่สำรวจภัยและความต้องการด้านเครื่องอุปโภค – บริโภคของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน กลุ่มวิริยะจิตอาสา อันประกอบด้วย ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทน/นายหน้าประกันวินาศภัย และคู่ค้าพันธมิตรทั่วประเทศ ยังได้ร่วมแรงร่วมใจจัดทำถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนและเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการ “ปฏิบัติการ FIRST AID” ให้ความช่วยเหลือด้านการกู้ซ่อมรถยนต์เพื่อดำเนินการด้านสินไหมทดแทน เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป โดยวิริยะประกันภัย ขอส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่พี่น้องผู้ประสบภัย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน

29 กันยายน 2569

3 เหตุผลคนรักเรือต้องมา งาน Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3

ริเวอร์เดล มารีน่า ผู้ให้บริการท่าจอดเรือและศูนย์บริการดูแลเรือครบวงจรระดับพรีเมียมบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือ เอ็ม บี เค ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเรือชั้นนำและเครื่องยนต์ จัดงาน RIVERDALE MARINA USED BOAT MARKET ครั้งที่ 3  เปิดพื้นที่เพื่อคนรักเรือที่กำลังมองหาเรือลำแรก เรือคู่ใจมือ2 ตลอดจนมาแลกเปลี่ยนพบปะ พูดคุย แชร์ทริคการดูแลเรือ และอัปเดตไอเทมเด็ดกันแบบจุใจ ไม่ว่าจะเป็นสายสปีดโบ๊ท เจ็ตสกี หรือเรือตกปลา เพราะเป็นงานตลาดเรือมือสองระดับพรีเมียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการเรือขนาดยักษ์ นวัตกรรมเรือไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางน้ำมาไว้ในงานเดียว ภายใต้ 3 เหตุผลของคนรักเรือต้องไม่พลาดงานนี้

เหตุผลที่ 1  ยกทัพเรือมือสองทุกรูปแบบทั้งเบนซิน ดีเซล และเรือไฟฟ้าน่าครอบครองที่สุดแห่งปี  ขนมาครบทั้งเรือสวยสภาพเหมือนใหม่ เจ็ตสกี เครื่องยนต์ และอุปกรณ์เรือคุณภาพดี ฟังก์ชั่นครบจัดเต็ม แถมหลายลำเป็นแรร์ไอเทม ที่ไม่เคยหลุดมาในตลาดที่ไหนมาก่อน 

เหตุผลที่ 2 ซื้อขายตรงกับเจ้าของเรือ ดีลดี ต่อรองได้จริง หมดปัญหาเรื่องคนกลาง พบเจ้าของเรือตัวจริง เปรียบเทียบหลายรุ่นหลายขนาด พร้อมพูดคุยและต่อรองราคาได้ตรงใจ ในราคาคุ้มค่าสบายกระเป๋ากว่าท้องตลาด

และเหตุผลที่ 3 พบปะกับชุมชนคนรักเรือ  ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลริมเจ้าพระยา  ที่นี่เป็นมากกว่าการมาซื้อเรือ แต่ยังเป็นพื้นที่ของการแบ่งปัน กระทบไหล่แลกเปลี่ยนความรู้กับสังคมคนรักเรือตัวจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำผู้ที่เพิ่งเข้าวงการให้ทดลองขับ เพื่อหาไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับตรงเองและครอบครัว ชูจุดเด่นเครื่องยนต์ดีเซลที่ประหยัดและดูแลรักษาง่าย  เดินชมเรือสวยๆ ไม่ต้องกลัวร้อนช่วงเย็น ลมพัดเย็นสบาย เคล้าบรรยากาศวิว Sunset สุดเอ็กซ์คลูซีฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา 


ลดกระหน่ำหลักแสน! ดีลพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  Special Privilege! เพียงจองเรือภายในงาน รับสิทธิ์ จอดเรือที่ Riverdale Marina ฟรี 3 เดือน ดูแลระดับพรีเมียม ให้คุณเริ่มเป็นเจ้าของเรือได้อย่างสบายใจที่สุด  มาร่วมเป็นเจ้าของเรือสวย คัดพิเศษ ในราคาสบายใจ ที่งานตลาดเรือมือสอง Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3   ตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 2 –  วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม 2569   เวลา 15.00-20.00 น.   ณ  Hardstand, Riverdale Marina 

งาน "Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3" ไม่เพียงเป็นแหล่งรวมเรือสวยฟังก์ชันครบ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ดูแลเรือระดับพรีเมียม แต่ยังมีบริการ Ramp Service มาตรฐานสากลให้ผู้ซื้อได้ทดลองขับจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยา  ที่สำคัญต้นปีหน้าต้องไม่พลาดมหกรรมเรือสุดยิ่งใหญ่ระดับประเทศ Riverdale Marina Boat Fair ครั้งที่ 5 ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 28  ถึงวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2570  ณ ริเวอร์เดล มารีน่า จังหวัดปทุมธานี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Riverdale Marina โทร. 062-5971875
ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ได้ที่ www.riverdalemarina.co.th หรือFacebook:https://www.facebook.com/riverdalemarina.bangkok 
และLine : @riverdalemarina

28 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

 

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง นำโดย พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทำบุญถวายปัจจัย พร้อมด้วยข้าวสารและอาหารแห้ง ให้แก่ วัดโชติกุนสุวรรณาราม (หมูบุ่น) จังหวัดเชียงใหม่





ในการนี้ พระครูสังฆรักษ์ณัฏฐ์ฐิ์ภัทร ณฏฺฐกโร เจ้าอาวาสวัดโชติกุนสุวรรณาราม   เป็นประธานสงฆ์รับมอบปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าว เพื่อนำไปส่งต่อและใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของวัดและชุมชนต่อไปกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสานต่อ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทฯ ยึดถือและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง



บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง
ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
และ www.srtet.co.th