02 กันยายน 2569

Fest by SCGP และ Wake Up Waste


ไอคอนสยาม และเมืองสุขสยาม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ธนาคารกสิกรไทย บริษัท ผลิตภัณฑ์กระดาษไทย จำกัด ใน Fest by SCGP และ Wake Up Waste ผนึกกำลังสานต่อพลังรักษ์โลก จัดงาน “SOOKSIAM สุขรักษ์โลก” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Living Thai Living Green รักษ์โลกวิถีไทย วิถีสีเขียว” สัมผัสเสน่ห์งานคราฟท์ธรรมชาติ สร้างสุขสู่ความยั่งยืน

งานครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างคุณค่าให้สังคมและชุมชนผ่านกิจกรรม อาทิ Green Community “สถานีกำจัดขยะ” ชวนคัดแยกขยะและส่งต่อขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการ Upcycle โดย Wake Up Waste เพื่อนำไปผลิตเป็น “ผ้าห่มรักษ์โลก” ส่งต่อความอบอุ่นให้แก่เด็กนักเรียนในต่างจังหวัด ในโครงการ “ห่มรักษ์ให้น้องอุ่นปี 3” พร้อมต่อยอดการผลิตขวดพลาสติก Upcycle เป็น “ผ้ากันเปื้อน” เพื่อมอบให้กับผู้ประกอบการในเมืองสุขสยาม ในโครงการ “Green Merchant”  และพบกับ ECO-Market พื้นที่รวบรวมสินค้าและนวัตกรรมรักษ์โลก ทั้งผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ งาน Handmade จากไม้ธรรมชาติ กระเป๋า Tote Bag จากขวดพลาสติก และเสื้อผ้าจากเส้นใยรีไซเคิล 

นักสะสมห้ามพลาดกับ Grom guardian of the Ocean อาร์ตทอยเด็กน้อยแห่งชนเผ่าทะเลฝีมือคนไทย ที่ผลิตจากขยะพลาสติกและฝาขวดน้ำจากชายหาด ซึ่งเป็นอาร์ตทอยรีไซเคิลจากขยะตัวแรกของไทย พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรม GROM Workshop ชวนทุกคนเปลี่ยนพลาสติกเหลือใช้ให้กลายเป็นของชิ้นใหม่ด้วยมือคุณ เพลิดเพลินไปกับการแสดงศิลปะและวัฒนธรรมไทยสุดตระการตา ท่ามกลางการตกแต่งสุดครีเอท ตอกย้ำการผสานวิถีไทยและวิถีสีเขียวเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 ถึง 30 กันยายน 2569 และจะมีพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยามชั้น G 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม   โทร.  0851699926  หรือ Facebook: SOOKSIAM  

Easy Lending ผนึก Sitron Power เปิดตัว “Solar Plus”

หนุนประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น พร้อมสินเชื่อ Solar Rooftop

บริษัท อีซี่ เลนดิ้ง จำกัด (Easy Lending) ในกลุ่มบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQMalpha ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท สิทรอน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ Sitron Power เปิดตัวโครงการ “Solar Plus” ผสานความเชี่ยวชาญด้านการเงินและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชน เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น
นางสาวสมพร อำไพสุทธิพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีซี่ เลนดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “Easy Lending ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย เล็งเห็นถึงความสำคัญและต้องการสนับสนุนโครงการ Sustainable และ โครงการ ESG ของกลุ่มบริษัท ในขณะที่การเข้าถึงพลังงานทางเลือกแสงอาทิตย์ของคนไทยยังมีข้อจำกัดหลายประการ จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ Sitron Power เพื่อที่จะช่วยลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา โดยให้บริการสินเชื่อสำหรับ Solar Rooftop ผ่อนสูงสุด 60 งวด ด้วยอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 0.65% - 0.71% ต่อเดือน และค่างวดเริ่มต้นประมาณ 2,1XX บาทต่อเดือน เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และบริหารค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ง่ายขึ้น สอดคล้องกับแนวทาง Green Finance ของบริษัท ฯ ที่มุ่งสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงการลงทุนด้านพลังงานสะอาดได้มากขึ้น”
ด้าน นางสาวประภารัตน์ ตังควัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิทรอน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โครงการ Solar Plus เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะทำให้การเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเรื่องง่ายขึ้น โดยนำความเชี่ยวชาญของ Sitron Power ด้าน Solar Rooftop ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง และดูแลระบบ นำมาผสานกับโซลูชันด้านการเงิน เพื่อช่วยให้ประชาชนคนไทยมั่นใจที่จะเลือกใช้พลังงานทางเลือกแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น พร้อมมีทางเลือกด้านการคุ้มครอง ทั้ง ประกันภัยระบบโซลาร์เซลล์และประกันภัยคุ้มครองสินเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการดูแลและใช้งานระบบได้อย่างมั่นใจในระยะยาว”
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการสร้าง Green Finance Ecosystem ที่ผสานพลังงานสะอาด การเงิน และประกันภัย เข้าด้วยกัน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น พร้อมมีส่วนร่วมในการ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกโดยการผลิตพลังงานสะอาดทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

31 สิงหาคม 2569

รพ.พญาไท 1 ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. สนับสนุนสินค้าชุมชนไทย

สร้างโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ - โรงพยาบาลพญาไท 1 เดินหน้าสานต่อแนวคิด "50 ปีแห่งการดูแล เติบโตเคียงข้างอย่างยั่งยืน" ด้วยความร่วมมือกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของวอร์ดผู้ป่วย เพื่อขยายโอกาสให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย ได้เข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพสู่การสร้างคุณค่าให้กับสังคมและเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก นพ.อภิรักษ์ ปาลวัฒน์วิไชย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 1 และคุณเกียรติศักดิ์ พระวร ผู้ช่วยผู้จัดการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ร่วมผลักดันแนวทางการสนับสนุนสินค้าจากชุมชนไทย ผ่านพื้นที่ภายในโรงพยาบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการและครอบครัวได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตในชุมชน พร้อมสร้างช่องทางกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ



แนวคิดการนำผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลพญาไท 1 ที่มุ่งสร้างคุณค่าได้มากกว่าการดูแลรักษาสุขภาพ โดยเชื่อว่า "โรงพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งการรักษา แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสร้างโอกาสให้กับชุมชน" ทุกการสนับสนุนสินค้าชุมชนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ แต่คือการร่วมสร้างรายได้ ส่งต่อโอกาส และสนับสนุนการเติบโตของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อยไทยอย่างยั่งยืน

ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ” ฉลอง 76 ปีแห่งความสำเร็จ เดินหน้าสหฟาร์มสู่ทศวรรษใหม่

ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด และบริษัทในเครือ จัดงานฉลองครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 76 อย่างอบอุ่นและสมเกียรติ ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ท่ามกลางคณะผู้บริหารระดับสูง ที่ปรึกษา แขกผู้มีเกียรติ ตลอดจนสมาชิกครอบครัว โดยมี ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ พร้อมด้วยลูกหลาน ร่วมแสดงความยินดีและให้กำลังใจ

ในโอกาสสำคัญนี้ ดร.มนูญศรี กล่าวขอบคุณคณะผู้บริหาร ทีมที่ปรึกษา และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนสหฟาร์ม ให้ยืนหยัดในฐานะหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมไก่ครบวงจรของไทย พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่า ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากพลังของทีมงานและความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคง



“ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันบริหารและขับเคลื่อนสหฟาร์ม จนสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมไก่ครบวงจรของไทย และผลักดันองค์กรเติบโตสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน เบื้องหลังความสำเร็จที่สำคัญคือทีมผู้บริหารและที่ปรึกษาทุกท่านที่ร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่” ดร.มนูญศรี กล่าว

พร้อมกันนี้ ดร.มนูญศรี เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา สหฟาร์มสามารถส่งออกสินค้าได้ถึง 2 แสนตัน เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารไทยให้ได้รับการยอมรับในตลาดโลกมากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการดูแลเกษตรกร พนักงาน และสังคมโดยรอบ

“ยกระดับมาตรฐานอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ขณะเดียวกันเราจะไม่ละเลยความรับผิดชอบต่อเกษตรกร พนักงาน และสังคมรอบข้าง เพราะความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเกิดจากการเติบโตไปด้วยกัน” ดร.มนูญศรี กล่าว

การเฉลิมฉลองครบรอบ 76 ปีในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการย้อนรำลึกถึงความสำเร็จตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางก้าวต่อไปของสหฟาร์มในทศวรรษใหม่ ที่มุ่งเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไก่ไทย และเชื่อมโยงสินค้าอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างภาคภูมิ

นอกจากนี้ ดร.มนูญศรี ยังได้จัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด ณ สำนักงานสหฟาร์ม เพื่อความเป็น สิริมงคล โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และครอบครัวร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและความเป็นสิริมงคลเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

29 สิงหาคม 2569

ตัวเลขน่าเป็นห่วง! ผู้สูงวัยทั่วโลกเผชิญความเสี่ยง “หกล้ม” “แพทย์จุฬาฯ”

ผนึกกำลังทีมยุโรป เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI–AR หวังต่อยอดใช้จริงในไทย

“เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่มั่นคง” อาการ สำคัญที่ควรระวัง ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การพลัดตกหกล้มเป็น สาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากการหกล้มประมาณ 684,000 คนต่อปี และมีการหกล้มราว 37.3 ล้านครั้งต่อปี ที่รุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเป็นกลุ่มที่มีจำนวนการหกล้มถึงแก่ชีวิตสูงที่สุด

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “การทรงตัว” ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของวงการแพทย์



ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิด ความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม
โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe – Health ของสหภาพยุโรปมีมูลค่าโครงการ รวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุน การฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล
จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุคือการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง
TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ การฟื้นฟูสามารถ เกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษาระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรม ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลความสำเร็จของการแพทย์ไทย ในการเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก


ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว หัวหน้าโครงการวิจัย ประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เปิดเผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล สู่แนวคิดที่ผู้ป่วยสามารถ ฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้านและยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ที่เราร่วม พัฒนาให้มีโอกาสกลับมาเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยไทยได้จริง”
สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้ คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิก ของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส ความสำคัญ ของการเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าไปร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและ ระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน
Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. Brotosudarmo Representative/Coordinator for ASEAN, EURAXESS Worldwide ระบุถึงความสำคัญของทีมไทยว่า การเข้าร่วมของประเทศไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐาน ทั้งด้านประชากร รูปแบบการใช้ชีวิต ลักษณะทางกายภาพระบบสุขภาพ และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการ พัฒนา ระบบ AI ทางการแพทย์ให้สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทที่แตกต่างกันได้ โดยทีมไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นำเทคโนโลยีมาทดลองใช้ แต่มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย
ขณะที่ Mr. Tom Corrie อัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือประจำคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือ ระหว่างไทยและยุโรปว่า โครงการ TeleRehaB DSS สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการนำ ความเชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความ ต้องการจริงของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพ ที่เข้าถึงได้และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น
เป้าหมายไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้องกลับมาช่วยคนไข้
ในมุมของแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ควรจบเพียงการพิสูจน์ว่านวัตกรรม สามารถทำงานได้ แต่ต้องตอบคำถาม สำคัญว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุล หัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ผู้ป่วย ที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำโดยอาการ สามารถส่งผลต่อการเดิน การทำกิจกรรมต่าง ๆ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะที่การดูแลไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แต่ “การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง” หลังจากนั้นมี ความสำคัญไม่แพ้กัน
การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัคร จึงเป็นอีกหนึ่ง ฟันเฟืองสำคัญ ที่จะช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูล เพียงพอในการพัฒนาทดสอบและประเมินนวัตกรรม ก่อนที่จะสามารถต่อยอดจาก “ผลงาน ในโครงการวิจัย” ไปสู่ “เครื่องมือที่มีโอกาสนำมาใช้กับผู้ป่วยไทยได้จริง” ในอนาคต
เชื่อมโลกงานวิจัย สู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย จากความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ป่วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเดินทางไปถึงการใช้ประโยชน์จริง คือบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการเชื่อมองค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรเข้ากับความต้องการ ของสังคม
ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและยุโรปในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน
ด้าน ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ โครงการนี้ เป็นตัวอย่างของการรวมพลังแพทย์นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ เพื่อเปลี่ยนโจทย์ จากการดูแลผู้ป่วย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถ ต่อยอดได้จริงในอนาคต

ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้ต่างมีเสียงตอบรับหลังการทดลองว่า ทำให้ได้การออกกำลังกายฟื้นฟูตาม คำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่าง ท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีนักกายภาพคอยโทรเช็คและปรับท่าออกกำลังกายให้ทุกอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมตามตัวบุคคล
วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักฐานและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูการทรงตัวร่วมกับ เครือข่ายระดับนานาชาติ ก้าวต่อไปคือการนำ องค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ เพื่อขยับงาน วิจัยจาก “สิ่งที่เราศึกษา” ให้เข้าใกล้ “สิ่งที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริง” ในอนาคต

28 สิงหาคม 2569

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน


กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 24 ปี สะท้อนบทบาทการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว และส่งเสริมการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 24 ปี ณ กรมการท่องเที่ยว ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารซี โดยได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว อดีตผู้บริหาร ผู้แทนส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย บุคลากรกรมการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การครบรอบ 24 ปี ถือเป็นโอกาสสำคัญและเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของบุคลากรกรมการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านงานด้วยดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม หรือระบบ DOT e-Service Center” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถอำนวยความสะดวกได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 




ขณะเดียวกัน กรมการท่องเที่ยวยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโปรเจค Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของกรมการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันสร้าง “ระบบการท่องเที่ยวไทยแห่งอนาคต” ที่มีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นพลังขับเคลื่อนให้การท่องเที่ยวไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และร่วมกันนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

HCU Open House 2026: from BANI to beyond

 

HCU Open House 2026 เมื่อโลกภายนอกมันไม่แน่นอน ม.หัวเฉียวฯ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้น้อง ๆ รับมือกับโลกที่คาดเดาไม่ได้ ขอเชิญน้อง ๆ มาออกแบบอนาคตที่ ม.หัวเฉียวฯ ในงาน HCU Open House 2026: from BANI to beyond วันที่ 11-12 กันยายนนี้

ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมสร้างอนาคต
ม.หัวเฉียวฯ ร่วมออกแบบอนาคตน้อง ๆ ด้วย BANI
B : Brave and Build น้องเชื่อ พี่สร้าง
น้องเชื่อมั่นในความฝันพี่พร้อมสร้างฐานความรู้และทักษะแบบแน่นปึกด้วยห้องแล็บที่มาตรฐานลงมือทำในปีแรก
A : Aspire and Assure น้องพุ่งชน พี่การันตี
น้องมีใจมุ่งมั่นพร้อมชน พี่ขอการันตีความพร้อมของหลักสูตรและ
เครือข่ายระดับสากล
N : Navigate and Nurture น้องค้นหา พี่ดูแล
น้องค้นหาเส้นทางชีวิต พี่พร้อมเป็นบ้านหลังที่สองและเป็นเข็มทิศ
นำทางคอยบ่มเพาะและดูแล
l : Ignite and Impact น้องจุดประกาย พี่ส่งเสริม
เมื่อไฟในตัวน้องจุดประกายขึ้น พี่ส่งเสริมเปลี่ยนความรู้และ Passion ให้เป็นพลังช่วยเหลือสังคม

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนสารวิทยา


โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมสนับสนุนการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนสารวิทยา เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ โรงเรียนสารวิทยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ภายในสถานศึกษา

การฝึกซ้อมดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบการจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินภายในโรงเรียน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงาน การสื่อสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน รวมถึงประเมินความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการนำส่งผู้ป่วย ในการนี้ โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ได้จัดส่ง ทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลและรถพยาบาล เข้าร่วมการฝึกซ้อม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินตามสถานการณ์จำลอง โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ได้ร่วมฝึกการประเมินและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการประสานงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการส่งต่อผู้ป่วย



การฝึกซ้อมครั้งนี้เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทบทวนบทบาท หน้าที่ และขั้นตอนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การประสานงานในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีระบบ และสามารถปรับใช้แนวทางการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนชุมชนและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม โดยการเข้าร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุจึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการสำคัญในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานและประสานความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน มุ่งมั่นสนับสนุนชุมชนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่


อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero


จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

(กรุงเทพมหานคร 28 สค. 2569) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด 


ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต  เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี  เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยอง เทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยอง เทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่  เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน


นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง




โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท  

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท


สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก. 
https://www.youtube.com/playlist?list=PLDdE4QindTPw





27 สิงหาคม 2569

อมรา วิจิตรหงษ์ อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟทีมชาติไทยระดับโอลิมปิค เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ แชมป์โลกประเภทฟรีสไตล์


“คุณอมรา วิจิตรหงษ์” อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟโอลิมปิค เคยได้เหรียญทองซีเกมส์และแชมป์โลกฟรีสไตล์และเมื่อสองปีก่อนเพิ่งคว้ารางวัลจากประเทศอังกฤษ ในฐานะนักกีฬาที่ทำประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และรางวัล “รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ปกป้องทะเลไทย จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



คุณอมรา วิจิตรหงษ์ ในฐานะนักอนุรักษ์ทะเล ผู้จุดประกายเรื่องการรณรงค์เก็บขยะทางทะเล อาสาสมัครสารพัดกลุ่ม และเจ้าของ Amara Watersports โรงเรียนสอนกีฬาทางน้ำซึ่งปลูกฝังเรื่องสิ่งแวดล้อมให้เด็กและเยาวชน…คลื่นลมพัดเธอมาไกลจากอาชีพที่เธอชอบ แต่ไม่ได้พัดเธอไปไหนไกลจากท้องทะเลที่เธอรัก เพราะทะเลที่สะอาด คือมรดกที่เราทุกคนช่วยกันรักษา เล่าว่า “มาอยู่พัทยาห้าสิบปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 13 ไปแข่งต่างประเทศก็กลับมาอยู่พัทยาเพราะชอบมาก โดยเฉพาะที่ปัจจุบันมีคลองน้ำกร่อยอยู่ใกล้ๆ  จะมีความสมบูรณ์มาก มีป่าและทะเล มีความสุข 

เราอยู่นี่คือ อมรา วอเตอร์สปอร์ต  มีวินเซิร์ฟ ซัพบอร์ด สเก็ต เรือใบแคท ในฐานะนักกีฬา อยากให้ทุกคนมาเที่ยวพัทยา อย่างที่เราเห็นความสวยอยู่ข้างหลังนี้ เราเล่นกีฬาอยู่กับธรรมชาติ ที่นี่ยังมีเต่า มีโลมา มีวาฬอยู่แถวนี้ คอนเฟิร์มได้เพราะคลุกคลีอยู่กับทะเลแห่งนี้ ไปมา 38 ประเทศแล้ว บอกเลยว่า ประเทศไทยสวยที่สุด ทั้งอาหารก็ดี ธรรมชาติก็ดี วัฒนธรรมไทยชาวโลกก็ให้ความชื่นชมอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนช่วยกันซัพพอร์ตท่องเที่ยวไทย เพื่อพวกเราทุกคน จะได้ไม่ต้องออกนอกประเทศ”  



ละเมื่อถามถึงคนที่จะมาเล่นซัพบอร์ด เธอบอกว่า “เล่นได้หมดแม้แต่เด็กอายุไม่กี่ขวบหรือ ว่ายน้ำไม่เป็น ก็เล่นได้ เราสอนหลายคนแล้ว เรารอน้ำเรียบก่อนและพาเขาไปตรงน้ำตื้น เริ่มเอาความกลัวออกไปทีละนิด ทีมเราพร้อมที่จะซัพพอร์ต ครูติดไปกับเขาด้วยอยู่แล้วกีฬาไม่ใช่อุปสรรคแต่คือความกลัวซึ่งมาจากความคิดของมนุษย์ เอาความกลัวออกไป มีหัวใจมาเท่านั้นเอง เราจะใส่ความกล้าให้” 

สิ่งที่เราได้รับรู้เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่อมรา แต่ละถ้อยคำ แต่ละการบอกเล่า ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงพลังงานแห่งความสุขที่เปี่ยมล้น จนส่งต่อให้ผู้ฟังได้รับรู้ถึงหัวใจของพี่สาวคนนี้จริงๆ “ยินดีต้อนรับและให้ความรู้แก่ทุกคน เรามีทีมครูพร้อมที่จะสอน ครูเป็นนักกีฬาทีมชาติเช่นกัน รวมทั้งพี่ที่พร้อมจะช่วยสอนและให้คำแนะนำ อยากให้ทุกคนเก่งและมีสุขภาพที่ดี” ครูอมรา กล่าวเสียงหนักแน่น





คุณอมรา วิจิตรหงษ์ อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟทีมชาติไทยระดับโอลิมปิก เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ แชมป์โลกประเภทฟรีสไตล์ และผู้ก่อตั้ง Amara Watersports ณ อำเภอสัตหีบ (รอยต่อเมืองพัทยา)

1. เส้นทางชีวิตและหัวใจที่รักพัทยา คุณอมราย้ายมาตั้งรกรากที่พัทยาตั้งแต่อายุ 13 ปี แม้จะเดินทางไปแข่งขันกีฬาทางน้ำมาแล้วกว่า 38 ประเทศทั่วโลก แต่เธอยังคงยกให้ประเทศไทยและท้องทะเลพัทยาเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุด ทั้งเรื่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ อุดมไปด้วยป่าชายเลน คลองน้ำกร่อย รวมถึงสัตว์ทะเลอย่างเต่า โลมา และวาฬ

2. ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจและเอาชนะความกลัว ที่ Amara Watersports มีบริการสอนกีฬาทางน้ำหลากหลายชนิด เช่น วินเซิร์ฟ, SUP Board (Stand Up Paddle Board), สเก็ต และเรือใบแคท คุณอมราเชื่อว่า "อุปสรรคในการเล่นกีฬาไม่ใช่ร่างกาย แต่คือความกลัวในใจ" เธอและทีมครูฝึกดีกรีนีกีฬาทีมชาติจึงมุ่งเน้นการสอนแบบเป็นกันเอง เริ่มจากพาผู้เรียนไปฝึกในจุดน้ำตื้น ค่อยๆ ละลายความกลัว จนแม้แต่เด็กเล็กหรือคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถเล่น SUP Board ได้อย่างปลอดภัย

3. นักอนุรักษ์ผู้ปกป้องท้องทะเลไทย นอกจากการเป็นครูผู้สอนกีฬาทางน้ำแล้ว คุณอมรายังเป็นนักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนได้รับรางวัลจากประเทศอังกฤษในฐานะนักกีฬาผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และรางวัล "รักษ์ทะเลยิ่งชีพ" จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม





สนใจสามารถดูรายละเอียดมาร่วมสนุกกันที่ เพจ Amara Watersports
อยู่ในอำเภอสัตหีบ รอยต่อกับเมืองพัทยา 

AMARA WATERSPORT
มาเจอกันที่ทะเล แล้วออกไปสนุกกับสายลมกันค่ะ 
สนใจทักมาที่ Line: amwthailand 

#AmaraWatersports #SUPPattaya #SUPBoard #Pattaya #Watersports #DepartmentOfTourism #InfluencerTrip #Thailand #เที่ยวพัทยา #กิจกรรมทางน้ำ


#กรมการท่องเที่ยว #DOT #MICEAdventure