18 พฤษภาคม 2569
“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท.
โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026”
โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” ภายใต้แนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกันสุขภาพ และตัวแทนประกันชีวิต ในการดูแลผู้ถือกรมธรรม์ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม โดยมี นายแพทย์วันชัย ศิริเสรีวรรณ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ คุณมณเฑียร สารโภค รองผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการ และคุณฐิติภา แย้มกลิ่น ผู้จัดการฝ่ายประสานสิทธิ์ เป็นผู้นำในการดำเนินงานและขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้
โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา มีบทบาทเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญากับบริษัทประกันสุขภาพ โดยให้การดูแลกลุ่มผู้ถือกรมธรรม์ พร้อมประสานงานข้อมูลด้านสุขภาพในกระบวนการสำคัญ เช่น การพิจารณาความคุ้มครองเบื้องต้นก่อนการรักษา (Pre-Authorization) การติดตามข้อมูลระหว่างการรักษา (Case Concurrent Review) และการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Review) เพื่อสนับสนุนการพิจารณาสิทธิ์ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน
สำหรับปี 2569 โรงพยาบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มตัวแทนประกัน ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลและดูแลลูกค้าในความรับผิดชอบของตนเอง โดยกิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการของโรงพยาบาล และเปิดโอกาสให้ตัวแทนประกันได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้เอาประกัน
ภายในกิจกรรม มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการประสานงานด้านสิทธิ์การรักษา รวมถึงแนวทางการให้บริการของศูนย์ลูกค้าประกัน เพื่อช่วยให้ตัวแทนสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้ถือกรมธรรม์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งช่องทางสื่อสารผ่าน Line Official สำหรับแจ้งข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลรายชื่อตัวแทนประกันสุขภาพประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบ
กิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพ และเสริมสร้างความร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพและตัวแทนประกันชีวิตที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการมีกำหนดดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569
การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลในการพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงบริการตามสิทธิ์ที่กำหนดอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ
UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ
ยกระดับวงการเบเกอรี่ไทยสู่มาตรฐานสากล
ตอกย้ำจุดยืนสร้างงาน สร้างอาชีพ UFM มอบแป้งสาลีสำหรับใช้ในการเรียนการสอน หวังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน
นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้เพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ ให้กับประชาชนที่สนใจการทำเบเกอรี่ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องการยกระดับวงการเบเกอรี่ไทย
สู่มาตรฐานสากล ดังนั้น ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคมสร้างอาชีพ ให้คนไทย สนับสนุนโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างต่อเนื่อง มอบผลิตภัณฑ์แป้งสาลี ตราว่าว, ตราหงส์ขาว, ตราพัดโบก, ตราบัวแดง, แป้งโฮลวีต และ แป้งทอดกรอบ ตรา UFM จำนวนกว่า 1,000 ลัง ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน
ปีที่ผ่านมีประชาชนสนใจเข้าเรียนหลักสูตรขนมอบและเบเกอรี่จากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง กว่า 1,500 คน การที่ผู้เรียนใช้วัตถุดิบแป้งข้าวสาลีที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้ควบคุมโครงสร้างของขนมได้ตามสูตรมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวนุ่มของขนมปัง หรือความเบาฟูของเค้ก เนื้อขนมมีความละเอียดน่ารับประทาน ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมของวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น เนยและนม ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการที่ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ
แล้ว UFM ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านโครงการ UFM Train the Trainer อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร รวมถึงโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนในปีนี้ทาง UFM เดินหน้าจัดทำโครงการ UFM Train the Trainer ต่อ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและเบเกอรี่ พัฒนาบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ซึ่ง UFM เชื่อมั่นว่าทุกโครงการที่ทำเพื่อสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพให้กับคนไทย เพื่อสร้างรายได้และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจต่อไป
14 พฤษภาคม 2569
บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569
รายได้ 7,906 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เติบโต 24.5% ผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน
กรุงเทพฯ / 13 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 7,906 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และมีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 1.2 ล้านคน มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 86.2
นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ บริษัท ฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารลงร้อยละ 11.8 จากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ–พนมเปญ และหยุดการให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ–ลำปาง และลำปาง–แม่ฮ่องสอน ในปีที่ผ่านมา
บริษัท ฯ ยังมุ่งเน้นการบริหารเครือข่ายเส้นทางบินที่มีความต้องการเดินทาง และข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งอย่างเหมาะสม ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย (Load Factor) ร้อยละ 86.2 เพิ่มขึ้น 4.7 จุด ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 4,469.7 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน
บริษัท ฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 242.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงร้อยละ 6.2 โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบินที่ปรับตัวลดลง
รายได้รวมของบริษัท ฯ ในไตรมาส 1 ประกอบด้วยรายได้จากบัตรโดยสาร ร้อยละ 68.6 รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 20.8 และรายได้จากธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 2.3 ของรายได้รวม บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท ฯ อยู่ที่ 2,091.0 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.01 บาท สะท้อนถึงความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม
บริษัท ฯ มีการประกาศวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ “Leading Aviation with Responsibility, Delivering Services with Sustainability” เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจการบินแบบครบวงจรควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ
การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ฯ ภายใต้โครงการ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในหนังสือ Thailand’s Best Practices and Lessons Learned in Development (Vol.2) ซึ่งจัดทำโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) สะท้อนถึงความโดดเด่นของแนวทางการดำเนินธุรกิจที่บูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
การดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาล บริษัท ฯ ได้ดำเนินกิจกรรม PDPA in Practice Knowledge Sharing เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้แก่หน่วยงานภายในองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในบริบทการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสม
บริษัท ฯ ได้ทบทวนและประกาศนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
นอกจากนี้ บริษัท ฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ติดตามข้อมูลข่าวสารสำหรับนักลงทุนสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์
https://investor.bangkokair.com/th/
ม.น.ข.รับมอบทุนสนับสนุน โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569)
เมื่อวันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม 2569 อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียน ที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พร้อมด้วยคุณวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์ รองประธาน ม.น.ข. รับมอบเงินจากคณะผู้บริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จำนวนเงิน 817,722 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดงาน Gala dinner (สปอนเซอร์) โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569) ณ บริษัท สํานักกฎหมายธรรมนิติ จํากัด
ซึ่งการจัดงาน Gala dinner ในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
13 พฤษภาคม 2569
AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย
AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัยโชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9
สำหรับกิจกรรม AEROBIC PARTY ได้เนรมิตพื้นที่ลานกว้างให้กลายเป็นจุดรวมพลคนรักสุขภาพของทั้งพนักงานออฟฟิศ ลูกค้าและชาวชุมชนละแวกใกล้เคียง ให้มาขยับร่างกายและเบิร์นไขมันไปพร้อมๆ กับเสียงเพลงในจังหวะเร้าใจ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ต้อนรับทุกเพศทุกวัยเพียงแค่เตรียมชุดกีฬาตัวเก่งและรองเท้าผ้าใบคู่ใจให้พร้อม สามารถมาร่วมสนุกและอัปสเตปความฟิตไปด้วยกันได้เลยทันที ประเดิมพุธแรกที่ผ่านมา หลายคนประทับใจไฮไลต์ ชุดแฟนตาซีสุดสร้างสรรค์ ทำให้เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นพลังงานในการออกกำลังกายให้สนุกสนานเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความผ่อนคลายอย่างแท้จริงให้กับทุกคนที่มาร่วม
ฉัตรพงศ์ คำวาส พนักงานบริษัท กล่าวว่า “อยากมาร่วมทุกวันพุธเลยครับ ดีใจที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ฯ เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ แหล่งพบปะของคนที่มีเป้าหมายรักสุขภาพเหมือนกัน ซึ่งการเต้นแอโรบิคเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ เพราะบรรยากาศในการเต้นที่ไม่โดดเดี่ยวทุกคนรู้สึกสนุกและผ่อนคลายร่วมกัน เป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอสิ่งที่ได้นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การจดจำจังหวะท่าเต้น ยังป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้นครับ”
#เดอะไนน์พระราม9 #TheNineCenterRaMa9 #ธนชาตประกันภัย # AEROBICPARTY #เขตสวนหลวง #ตลาดเสรีมาร์เก็ต
เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES”
ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จัดการประชุมเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” หรือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการของศูนย์ฯ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบประมวลผลขั้นสูง Cloud Computing และ Big Data ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และบริการดิจิทัลได้จึงก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังประมวลผลและพลังงานในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะ หรือ Smart Energy Management กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญหลายด้าน ทั้งระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปสงค์ภายในประเทศ และความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรเชิงลึก เทคโนโลยีเฉพาะทาง ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนกลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถยกระดับประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนา ผู้กำหนดทิศทาง และศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาควิจัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management Technologiesให้มีความเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง หรือ Hybrid Talent ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายมิติ ได้แก่ Data Center, AI, Cloud, Power, Cooling, Facility Management และ Energy Efficiency เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ
กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากศูนย์ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการพัฒนานโยบายด้านดิจิทัลและพลังงาน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการด้าน Data Center, Cloud, AI, Energy และ Digital Infrastructure สถาบันการศึกษา นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรสายวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะไปสู่สายงานใหม่ด้าน Data Center และ AI รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์จะมุ่งดำเนินงานใน 5 มิติหลัก ได้แก่
1. การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management
2. การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์
3. การสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และโครงการนำร่อง
4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ดี
5. การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ
ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน
การเปิดตัวศูนย์ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการหรือการอบรมทั่วไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล
ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) วช. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ระบบพลังงานอัจฉริยะ และระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง คือการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" โดยใช้กลไกความร่วมมือแบบ "3 ประสาน" ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งด้านศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ อันเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด
การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การรองรับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ด้วยตนเองในอนาคต ซึ่งการเปิดตัวโครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ
รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานคณะที่ปรึกษาว่า กล่าวว่า การเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงที่มีองค์ความรู้ด้าน Data Center, AI, Cloud และ Smart Energy Management ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและพลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา Green Data Center อย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลระดับอาเซียนในอนาคต
รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), ประธานคณะกรรมการของ HUB OF TALENT: AI, and Smart Energy Management Technologies กล่าวว่า สจล. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้าน รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Data Center, AI และการจัดการพลังงานอัจฉริยะโดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS และ Nvidia นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมทางความคิด (Think Tank) เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES คาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สร้างองค์ความรู้ใหม่ สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
11 พฤษภาคม 2569
พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก
ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ
มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้อย่างต่อเนื่อง
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทุนการศึกษาและอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติตลอดระยะเวลาที่ทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ เสด็จเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุนถาวรเพื่อการศึกษา ติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนผู้รับทุน และทรงพระกรุณาตอบจดหมายเยาวชนด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี
นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เยาวชนผู้รับทุนเข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา กรุงเทพฯ และพระตำหนักทรงงาน จังหวัดน่าน เป็นประจำ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนทั่วประเทศปัจจุบัน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 2,091 ทุน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มอบทุนแล้วกว่า 37,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและภริยา ร่วมดูแลติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน
ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้)
พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ”
และเว็บไซต์ www.ruamchit-normklao.org
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ
ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานพรวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์.jpg)
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานพรวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปี และ ในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ แก่ เจ้าของวันเกิด
10 พฤษภาคม 2569
โฟลว์ อินเตอร์ พร้อมสยายปีกเปิดตัว Arcobräu แบรด์ดังจากเยอรมัน
เบียร์ Arcobräu (อาร์โคบราว) มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย เป็นเบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้จากเยอรมนีที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นของเบียร์เยอรมันคือ ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ ดื่มแล้วไม่ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือแฮงค์โอเวอร์ในเช้าวันถัดไป ซึ่งต่างจากทางฝั่งอังกฤษ ที่จะมีความเข้มข้นและรสสัมผัสของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า มีรสขมนิดๆ ตามสไตล์ที่คนชอบรสชาติเบียร์ฝั่งอังกฤษ
เครื่องดื่ม 5 ชนิด ภายใต้แบรนด์ Arcobräu มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย ที่ประกอบด้วย
1. Natur Radler ส่วนผสมที่เบา ๆ ให้ความสดชื่นของเลมอน มีกลิ่นหอม ปราศจากสารให้ความหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มแบบเบาๆ การจับคู่อาหาร เช่น สลัด อาหารทะเล หรืออาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆ
2. Mooser Liesl บาวาเรีย Helles คลาสสิกที่ต้มด้วยมอลต์พิเศษและฮอปต์ธรรมชาติ เพลิดเพลินไปกับรสชาติต้น ตำรับที่นุ่มนวล ดื่มด่ำควบคู่ไปกับอาหารเลิศรส ไม่ว่าจะเป็น ไก่ย่าง เพรตเซล หรือชีส เข้ากันได้อย่างลงตัว
3. Weissbier Hell เครื่องดื่มจากข้าวสาลีระดับพรีเมียมที่ได้รับรางวัลนี้ ให้กลิ่นผลไม้และกลิ่นหอม ด้วยยีสต์ชั้นดีเพื่อรสชาติที่ละเมียดละมัย เหมาะกับการรับประทานกับอาหาร ประเภท ไส้กรอก ผักย่าง หรือซอฟต์ชีส
4. Festbier เครื่องดื่มสไตล์ดั้งเดิมนี้ผลิตขึ้นสำหรับเทศกาลอ๊อกโทเบิลเฟสต์ เป็นการรวบรวมการเฉลิมฉลองของบาวาเรีย ด้วยมอลต์ที่เข้มข้น มีกลิ่นหอมรับประทานง่าย ซึ่งสามารถรับประทานกับอาหารประเภท บราทวูร์สท์ และผักย่าง ได้เป็นอย่างดี
5.Winterbier เครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นสำหรับตามฤดูกาลพิเศษ มีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมของฮอปส์อ่อนๆ เหมาะสำหรับการสังสรรค์ในฤดูหนาวที่แสนสบาย การจับคู่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง
นอกจากนี้ โฟลว์ อินเตอร์ ยังเดินสายร่วมงานแฟร์ระดับประเทศอย่าง ThaiFex รวมถึงงานของหอการค้าอังกฤษ (BCCT) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และเรายังมีเครือข่ายเอเย่นต์ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และภาคอีสาน กานต์พิชชา คงสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย
พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก
สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย
กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประกาศความร่วมมือกับ Jaymart Group เปิดตัวแคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่ผสาน “การป้องกันโรค” ควบคู่กับ “ความคุ้มครองทางการเงิน” ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล นำความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีนผสานกับระบบสิทธิประโยชน์และการบริหารความเสี่ยงผ่านประกันของ เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เพื่อยกระดับ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” ให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน
วัคซีนที่นำเสนอในแคมเปญนี้คือวัคซีนไข้เลือดออกตัวล่าสุด (Qdenga) ครอบคลุม 4 สายพันธุ์ สามารถฉีดได้ทั้งเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน โดยไม่ต้องตรวจภูมิคุ้มกัน ให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกว่า 80% และช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้มากกว่า 90% โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล กล่าวว่า “ไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกปีเราเห็นครอบครัวคนไทยจำนวนมากต้องสลับกันลางานมาเฝ้าลูก เฝ้าพ่อแม่ที่โรงพยาบาล มีภาระค่ารักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ และเผชิญความกังวลที่ไม่มีใครอยากเจอ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ความร่วมมือกับ Jaymart ครั้งนี้ เราจึงไม่ได้ออกแบบแค่แพ็กเกจวัคซีน แต่ออกแบบ 'ความอุ่นใจ' ให้ครอบครัวไทย ทั้งการป้องกันและการแบ่งเบาภาระค่ารักษา เพราะเราเชื่อว่า สุขภาพที่ดีเริ่มต้นก่อนที่คนไข้จะมาถึงโรงพยาบาล”
ด้าน เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ โดย นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ เชื่อว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ความร่วมมือกับพญาไท–เปาโลในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโลกของสุขภาพและการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
สิทธิประโยชน์ “วัคซีนช่วยไทย คุ้ม x5”
นอกจากการเข้าถึงวัคซีนไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ แคมเปญนี้ยังมอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ผ่านระบบสมาชิก Fitpoint และ JPoint ที่ผสานทั้งความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการดูแลสุขภาพ ได้แก่
• ประกันคุ้มครอง: ค่ารักษาไข้เลือดออกสูงสุด 30,000 บาท (โดย Jaymart)
• Fitpoint X2: รับคะแนนสะสมเพิ่ม
• JPoint โบนัส: รับเพิ่ม 100 คะแนน เมื่อสมัครสมาชิก
• ผ่อน 0%: นานสูงสุด 4 เดือน (ตามเงื่อนไขบัตรที่ร่วมรายการ)
• โอนคะแนนข้ามระบบ: เปลี่ยน JPoint เป็น Fitpoint เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาล
สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
แคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 ณ เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทุกสาขา
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.phyathai.com , www.paolohospital.com ,
Health Up Application, Smart Contact Center 1772
“กรมการท่องเที่ยวบุกเมืองคานส์! ชู Cash Rebate 30% ตั้งเป้าดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท”
กรมการท่องเที่ยวเตรียมยกทัพโปรโมตประเทศไทยสู่สายตาโลก ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเข้าร่วมออกคูหาประเทศไทยหมายเลข 112 ภายใน International Village เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการจัดคูหาร่วมกันภายในงาน
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Cannes Film Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่ผู้ผลิตภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยกรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลด้านสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความหลากหลาย มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Incentive Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงศักยภาพของทีมงานชาวไทย สตูดิโอ อุปกรณ์ถ่ายทำ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พร้อมรองรับกองถ่ายต่างประเทศอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังเตรียมจัดกิจกรรมภายในคูหาประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย อาทิ กิจกรรมานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรมงานเลี้ยงพบปะผู้ผลิตภาพยนตร์ “Thailand Happy Hour” เพื่อดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากนานาประเทศให้เกิดการเจรจาความร่วมมือและตัดสินใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวคาดหวังว่าการเข้าร่วมงานดังกล่าว จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท อันจะก่อให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
สำหรับ Cannes Film Festival 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 23 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก มีผู้เข้าร่วมงานที่มาจากมากกว่า 100 ประเทศ และเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำกับ ผู้ผลิต นักแสดง และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงานในทุกปี











.jpg)





















.jpg)
.jpg)
%20-%20Copy.jpg)
.jpg)
.jpg)










