11 มีนาคม 2569

S2O” (เอสทูโอ) เทศกาลดนตรีสงกรานต์สัญชาติไทยที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติ


S2O” (เอสทูโอ) เทศกาลดนตรีสงกรานต์สัญชาติไทยที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติ กลับมาอีกครั้งแบบสุดปังภายใต้ชื่อ “Singha Life presents S2O Songkran Music Festival” เดินหน้าสู่ปี 2569 ด้วยการยกระดับครั้งสำคัญ ทั้งการเปิดพื้นที่จัดงานใหม่ภายใต้ชื่อ “S2O LAND” บนถนนรัชดาภิเษก การเปิดตัวพันธมิตรระดับประเทศและระดับโลกเพื่อต่อยอดประสบการณ์แบบรอบด้าน และการเดบิวต์ “K2O” (เคทูโอ) เทศกาลสงกรานต์ดนตรีเกาหลีครั้งแรกของประเทศไทย สะท้อนทิศทางการเติบโตของแบรนด์จากเทศกาลดนตรีไอคอนิก สู่แพลตฟอร์มความบันเทิงและประสบการณ์ที่มีศักยภาพระดับโลก

ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ S2O โดยหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเข้ามาของ Singha Life (สิงห์ไลฟ์) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานในปีที่ 11 สะท้อนความเชื่อมั่นของแบรนด์ไทยชั้นนำที่มีต่อศักยภาพของ S2O และตอกย้ำการเติบโตของเทศกาลในฐานะแพลตฟอร์มความบันเทิงที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ที่เชื่อมโยงแบรนด์ไทยกับผู้บริโภคทั้งในประเทศและทั่วโลก ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Dewars’ Club, Crocs และ Amazing Thailand เพื่อร่วมสร้าง ecosystem ของเทศกาลให้ครบวงจร ในด้านไลฟ์สไตล์ แฟชั่น การท่องเที่ยว และประสบการณ์ภายในงาน ช่วยเพิ่มความหลากหลายของงาน และเข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม

การปักหมุด ณ “S2O LAND” (เอสทูโอแลนด์) พื้นที่จัดงานแห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านรัชดาภิเษก ยังเป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งขนาดพื้นที่ ความยืดหยุ่นในการออกแบบประสบการณ์ และความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่าง MRT ช่วยยกระดับงานจากเทศกาลดนตรีประจำปี สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งเฟสติวัล (festival destination) ที่รองรับการเติบโตในระยะยาว

คุณวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O กล่าวว่า “ปี 2569 เป็นปีที่ S2O มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องสถานที่ใหม่ที่ใหญ่ขึ้น อยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกมากขึ้น และการลงทุนอย่างจริงจังเพื่อทำให้ S2O LAND กลายเป็นสถานที่เฉลิมฉลองสงกรานต์ที่เต็มประสบการณ์ที่สุดสำหรับผู้ชม เราตั้งใจยกระดับทุกองค์ประกอบของงานให้สนุก มัน และน่าจดจำยิ่งกว่าเดิม รวมถึงเรายังได้ยังประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยมี Singha Life เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักใหม่ในปีที่ 11 ของเทศกาล ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกพลังระหว่างแบรนด์ไทยชั้นนำกับเทศกาลไทยที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ขยายไปสู่การร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ร่วมงาน และการผลักดันภาพลักษณ์ของแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศร่วมกัน”

นอกจากนั้น ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว “K2O Songkran Music Festival” ภายใต้จักรวาล S2O ซึ่งถือเป็นการแตกแบรนด์ครั้งแรกเพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มแฟน K-content และ K-Pop ที่เติบโตต่อเนื่องในประเทศไทยและภูมิภาค โดย K2O จะนำเสนอประสบการณ์สงกรานต์ในแบบที่ยังคง DNA ของ S2O ทั้งความเปียก ความสนุก ความอลังการ และความเป็นไทย แต่ผสานเข้ากับพลังของโชว์สไตล์เกาหลี เพื่อสร้างเทศกาลใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยในเชิงกลยุทธ์ บริษัทมองว่า S2O และ K2O จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอซึ่งกันและกันมากกว่าการแข่งขันกันเอง โดย S2O จะยังคงจับกลุ่มผู้ชมหลักที่มองหาประสบการณ์มิวสิคเฟสติวัลระดับพรีเมียม เต็มไปด้วยพลัง ความมัน และบรรยากาศการเฉลิมฉลองในช่วงสงกรานต์ ขณะที่ K2O จะเปิดรับฐานผู้ชมรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และแฟนวัฒนธรรมเกาหลีที่มองหาประสบการณ์สดใหม่และเข้าถึงง่ายขึ้นในอีกมู้ดหนึ่งของแบรนด์  ไฮไลต์ K2O คือไลน์อัพการแสดงจากศิลปินแถวหน้าของวงการ ได้แก่ RIIZE, KISS OF LIFE, LNGSHOT, FIFTY FIFTY และศิลปิน T-POP ชาวไทยอย่าง DAOU ที่มาพร้อม Special Guest OFFROAD มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีเดียวกัน

คุณปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวว่า “การเปิดตัว K2O สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการขยายฐานแฟนและต่อยอดจักรวาลของแบรนด์อย่างมีทิศทาง เรามองเห็นศักยภาพของตลาด K-content และ K-Pop ในไทยซึ่งแข็งแรงมาก และเชื่อว่าการนำเสนอในคอนเซ็ปต์สงกรานต์แบบ S2O จะทำให้ K2O เป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและน่าตื่นเต้นสำหรับตลาด”

สำหรับทิศทางระยะยาว บริษัทระบุว่าจะเดินหน้าขยายแบรนด์อย่างมั่นคง โดย K2O จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการต่อยอดรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน ก่อนพิจารณาความเป็นไปได้ของแบรนด์หรือเทศกาลในแนวดนตรีอื่น ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น POP, ROCK หรือ T-POP ตามโอกาสและความต้องการของตลาด รวมถึงแผนการยกระดับ S2O สู่การเป็นแบรนด์ไทยที่ส่งออกสู่ต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด S2O Australia ที่เมือง Brisbane ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการขยายสู่ตลาดนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ “สงกรานต์ไทย” เป็นจุดขายหลักในการสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลก เชื่อมโยงเทศกาลดนตรีเข้ากับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมสมัย

คุณวู้ดดี้กล่าวปิดท้ายว่า “สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ของคนที่มางาน ทุกคนที่มาร่วม S2O จะสัมผัสได้ถึงไวบ์และความสนุกที่แตกต่างจริง ๆ เราไม่ลดคุณภาพทั้งเรื่องโชว์ โปรดักชัน ศิลปิน การบริหารจัดการ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เพราะเราต้องการให้ผู้ร่วมงานรู้สึกคุ้มค่าและมีความสุขที่สุด และสิ่งนี้เองที่ทำให้ S2O มีโอกาสเติบโตในต่างประเทศ คือความเป็นเอกลักษณ์ของสงกรานต์ไทยที่ทั้งสนุก และไม่เหมือนใคร เราอยากให้คนทั่วโลกได้รู้จักบรรยากาศแบบไทย และหวังว่าประสบการณ์จาก S2O ในต่างประเทศจะพาให้ผู้คนอยากกลับมาเที่ยวประเทศไทย เพื่อสัมผัสต้นฉบับของความสนุกนี้ด้วยตัวเอง ”

“Singha Life presents S2O Songkran Music Festival” จะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ต่อด้วย “K2O Songkran Music Festival” ในวันที่ 14 เมษายน 2569 ณ S2O LAND ถนนรัชดาภิเษก นี้

จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้บนเว็บไซต์ Eventpop และสำหรับใครที่ต้องการความเหนือระดับ
สามารถสอบถามข้อมูลแพ็คเกจ VVIP ได้ทาง LINE Official @S2OVVIP
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.s2ofestival.com

 

รพ.พญาไท 2 เปิด “Advanced Holistic Respiratory Care Center”

รวมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยกระดับการดูแลปอดแบบ Precision Care ท่ามกลางวิกฤต PM2.5 และโรคทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น

กรุงเทพฯ – ปัญหามลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 รวมถึงผลกระทบจาก Long COVID และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านสุขภาพสำคัญของคนไทยในปัจจุบัน โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงเปิดตัว Advanced Holistic Respiratory Care Center ศูนย์ดูแลระบบทางเดินหายใจแบบองค์รวม ที่นำแนวคิด Precision Care และ Value-based Health Care มาใช้ในการดูแลผู้ป่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพปอดของประเทศไทย

ศูนย์แห่งนี้ถูกพัฒนาให้เป็น Signature Center ด้านโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ ที่ผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเกิด ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีที่สุดในระยะยาว

PM2.5 และ Long COVID ทำให้โรคปอดเพิ่มขึ้น แพทย์เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเตือน ข้อมูลด้านสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งปอดยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดชนิดหนึ่งในคนไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 17,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยกว่า 14,000 รายต่อปี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจาก มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ และผลกระทบหลังติดเชื้อ COVID-19 ทำให้โรคระบบทางเดินหายใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดแนะนำว่า อาการต่อไปนี้อาจเป็น สัญญาณเตือนของโรคปอด ที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังเกิน 8 สัปดาห์ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก นอนกรน หรือหลับไม่สนิท สมรรถภาพการออกกำลังกายลดลงการเข้ารับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถช่วยให้ค้นพบโรคได้เร็ว และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีมากขึ้นรวมทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคปอดระดับแนวหน้าดูแลแบบองค์รวมศูนย์ Advanced Holistic Respiratory Care Center นำโดย นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์กลุ่ม PMC และผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 ร่วมกับ นพ.ปุณพงศ์ หาญศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดูแลระบบทางเดินหายใจแบบองค์รวม ผู้ชำนาญการด้านโรคปอดและโรคทางเดินหายใจซับซ้อน และ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง พร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ อายุรแพทย์โรคปอด ศัลยแพทย์ทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักกายภาพบำบัด และพยาบาลเฉพาะทาง ที่ทำงานร่วมกันแบบ Integrated Multidisciplinary Care

นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ กล่าวว่า “การดูแลโรคระบบทางเดินหายใจในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือของทีมแพทย์หลายสาขา เราจึงพัฒนาศูนย์นี้ให้เป็นระบบการดูแลแบบองค์รวม ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

Personalized One Day Plan ตรวจครบจบในหนึ่งวันหนึ่งในจุดเด่นของศูนย์คือ Personalized One Day Plan ที่ออกแบบกระบวนการดูแลแบบครบวงจรภายในหนึ่งวันตั้งแต่ การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยโรค พบแพทย์ผู้ชำนาญการ การประเมินความเสี่ยง การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

นพ.ปุณพงศ์ หาญศิริพันธุ์ กล่าวว่า “หลายคนมักมองข้ามอาการไอเรื้อรังหรือเหนื่อยง่าย ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคปอด การประเมินสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ”

เทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มโอกาสรักษาและฟื้นตัวเร็ว

ศูนย์ฯ ให้บริการดูแลสุขภาพระบบทางเดินหายใจครบวงจร ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ คือ Screening – Diagnosis – Treatment – Rehabilitation โดยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วย ได้แก่ Low Dose CT Scan ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด, Bronchoscopy การส่องกล้องตรวจหลอดลม, Pulmonary Function Test การตรวจสมรรถภาพปอด, CPET และ VO₂ Max การประเมินสมรรถภาพหัวใจและปอด, VATS (Video-Assisted Thoracoscopic Surgery) การผ่าตัดทรวงอกผ่านกล้องแผลเล็ก

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย กล่าวว่า “เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย” Lung Fit Program โปรแกรมดูแลปอดสำหรับคนยุคมลพิษ


นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังพัฒนา Lung Fit Program สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ผู้ที่เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่ม ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ ผู้ที่สัมผัสมลภาวะเป็นประจำ ผู้ที่เคยติดเชื้อ COVID-19 หรือมีภาวะ Long COVID ผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องการประเมินสมรรถภาพก่อนออกกำลังกายหรือก่อนผ่าตัด โปรแกรมดังกล่าวออกแบบตามหลัก Precision Care เพื่อให้การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมุ่งสู่ Healthcare Authority ด้านโรคปอดของประเทศไทย 

Advanced Holistic Respiratory Care Center พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพปอดของประเทศไทย ด้วยการผสาน องค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการดูแลแบบองค์รวม
เพื่อให้ผู้รับบริการมีสุขภาพปอดที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว สอดคล้องกับพันธกิจของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ในการเป็น “Partner for Life – พันธมิตรด้านสุขภาพที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงชีวิต”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำนัดหมาย
โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร. 1772

‘อมตะ’ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ

ทรานส์ฟอร์มสู่ ‘Industrial City’ รับดีมานด์ใหม่ - เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน

“อมตะ” ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ พร้อมกางโรดแมปธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” รองรับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว

 ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรมกล่าว

สำหรับกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่

• Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

• Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

• Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ 

สำหรับแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ             3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม


ทั้งนี้ อมตะยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500

‘ศิริราช-ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก’

ร่วมจัดโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 

โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ จัดแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภารกิจผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา และเปลี่ยน

ข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อ ช่วยเหลือผู้สูงอายุด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงการรักษาถวายเป็นพระราชกุศล 


เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งแรกของการผนึกกำลังของ 2 ภาควิชาคือ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด และภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม และโรคต้อกระจก ให้ได้รับโอกาสการรักษาด้วยนวัตกรรมขั้นสูงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการ, รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา และประธานร่วมโครงการฯ พร้อมด้วย ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์  รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนา-ภิเษก และพญ.มนัสวี จรดล รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เข้าร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ทุกชีวิตของราษฎรมีความหมายใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิดเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ พระองค์จึงได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก ทั้งยังทรงสนับสนุนโครงการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยยากไร้ ทรงไม่ทอดทิ้งและรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

“คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสุขภาพของราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุที่ประสบภาวะข้อเสื่อมและต้อกระจก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก จึงสร้างต้นแบบความร่วมมือการบูรณาการความเชี่ยวชาญ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อระดมสรรพกำลังทั้งด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัย เทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมชั้นสูง และทีมสหวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ มามอบโอกาสในการรักษาให้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง" ศ. นพ. อภิชาติ กล่าว

ด้าน ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการฯ เผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับข้อมูลสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 พบว่ามีปัญหาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมาก “รอคอย” และยังเข้าไม่ถึงการรักษา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จึงดำเนินโครงการ 72 ข้อเทียม เทิดพระเกียรติวโรกาส 72 พรรษา ทศมราชา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพก ให้ผู้ป่วย 72 ข้อเทียม ในปี 2567-2568 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราจึงรวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สานต่อภารกิจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อเทียม พร้อมด้วยผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา โดยภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

ศ.นพ.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผมและทีมออร์โธปิดิกส์โครงการนี้ คือการ “มอบโอกาส” ให้กับประชาชนที่กำลังรอคอย และมีความหวังที่จะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองและสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคง โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมในโครงการนี้ เป็นการผ่าตัดที่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาในการดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจวินิจฉัย ประสบการณ์ในการผ่าตัด ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อรักษาผู้ป่วยข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุด ลดการบาดเจ็บ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้รวดเร็วขึ้น โดยผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการฯ ระบุ และผ่านการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว จะได้รับการผ่าตัดในมาตรฐานการรักษาระดับสากล ที่โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ซึ่งมีความพร้อมของหน่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ทั้งทางด้านบุคลากรและเทคโนโลยีการดูแลผู้ป่วย” ศ.นพ.กีรติ ในฐานะประธานโครงการฯ กล่าว

ขณะที่ รศ.พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ในฐานะประธานร่วมของโครงการฯ กล่าวว่า จากสถิติโรคทางจักษุพบว่า โรคต้อกระจกยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตาบอดและสายตาเลือนรางในผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพทางการเห็นอย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อทั้งสภาพจิตใจของผู้ป่วยและภาระของครอบครัว ภาควิชาจักษุวิทยา เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงมีกิจกรรมผ่าตัดต้อกระจกฟรีที่โรงพยาบาล

ศิริราชอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการผ่าน "โครงการผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติฯ" ของศิริราชมูลนิธิ และจัดให้มีโครงการออกหน่วยลงพื้นที่ต่างจังหวัดในพื้นที่มีจักษุแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ให้ผู้ป่วยต้อกระจกที่มีระยะเวลารอคอยการผ่าตัดนาน ให้ได้รับการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้น โดยในปี 2569 จะมีการออกหน่วยที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 

และความพิเศษของปีนี้คือการเข้าร่วม “โครงการ 93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เราได้ระดมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมที่มีประสิทธิภาพสูง และทีมสหวิชาชีพที่มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด โดยเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การรักษาโรค แต่เป้าหมายสำคัญคือการ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดวันผ่าตัดใหญ่ร่วมกันในวันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวฯ ยังมีการให้ข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความพร้อมของโครงการฯ 

ทั้งด้านจักษุวิทยาโดย รศ. นพ. นริศ กิจณรงค์ รวมถึงความพร้อมด้านสถานที่และทีมสหวิชาชีพโดย ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นอกจากนี้ ยังมีการแสดงสาธิตผ่าตัดเสมือนจริงด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด 

คุณสมบัติผู้สมัครผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม เข้าร่วมโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 

1. ผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก 

2. สำหรับผู้ป่วยโรคต้อกระจก ต้องมีสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง), สิทธิเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง สิทธิรัฐวิสาหกิจ สิทธิประกันสังคม และสิทธิญาติสายตรง (ไม่ต้องมีใบส่งตัว)

3. สำหรับผู้ป่วยโรคต้อกระจก ต้องได้รับการตรวจและผ่านเกณฑ์การวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ ว่ามีปัญหาต้อกระจกที่มีผลกระทบต่อการมองเห็น และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ไ

4. ผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ที่มีสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิเบิกจ่ายตรง    กรมบัญชีกลาง สิทธิรัฐวิสาหกิจ (ทุกสิทธิ์ต้องมีหนังสือส่งตัวจากสถานพยาบาลต้นสังกัด)

5. ผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาทต่อครัวเรือน 

6. สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ต้องได้รับการตรวจและผ่านเกณฑ์การวินิจฉัยจากศัลยแพทย์ ว่ามีปัญหาที่ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ 


หมายเหตุ : ผู้เข้าร่วมโครงการต้องผ่านหลักเกณฑ์การประเมินจากทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาล

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 

หน่วยตรวจโรคออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช โทร. 02-419-7968

แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6728 

แผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6610 

“บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส” โปรแรงรับซัมเมอร์ ตัวช่วยฟื้นฟูผิวเสีย คืนผิวสดใส

“บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส” โปรแรงรับซัมเมอร์ ตัวช่วยฟื้นฟูผิวเสีย คืนผิวสดใส 
พร้อมบำรุงข้อเข่าให้แข็งแรง พิเศษสุดคุ้ม 1 แถม 1 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น

บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพโครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะส่วนขาและข้อเข่าซึ่งเป็นกลไกหลักในการเคลื่อนไหว เมื่ออายุเพิ่มขึ้นร่างกายจะเผชิญกับภาวะการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อนและคอลลาเจนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นำไปสู่ปัญหาข้อเสื่อมและความเจ็บปวดในการดำเนินชีวิต บีไชน์จึงคัดสรรนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูด้วย “บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส” ที่รวมประสิทธิภาพการบำรุงข้อต่อและผิวพรรณไว้ในหนึ่งเดียว

บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส (Bshine Dipeptide Collagen Plus) คือ “ขั้นสุดของคอลลาเจน” ที่ดูแลได้มากกว่าแค่ผิวพรรณ ด้วยการผสาน 5 คุณประโยชน์หลัก เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ อันประกอบด้วย

1. ไดเปปไทด์คอลลาเจนจากปลา 7,000 มก. : นวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากญี่ปุ่นที่มีโมเลกุลขนาดเล็กที่สุด ดูดซึมได้ดีกว่าคอลลาเจนทั่วไป โดยสกัดเฉพาะคู่จำเพาะ PO และ OG ที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการบำรุงลึกถึงระดับเซลล์เพื่อเสริมสร้างคอลลาเจนให้ผิวกระชับ ลดเลือนริ้วรอย คืนความอ่อนเยาว์

2. สารสกัดจากซีบัคธอร์น : สุดยอดผลไม้ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว และลดการอักเสบของไขข้อ

3. สารสกัดจากว่านหางจระเข้ : ช่วยเติมความชุ่มชื้น สมานแผล และเสริมสร้างอิลาสตินให้ผิวและเส้นผมแข็งแรง

4. วิตามินซี : ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนตามธรรมชาติ และช่วยให้ผิวใส พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดด

5. วิตามินอี : บำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ป้องกันการอักเสบ และดูแลสุขภาพเล็บให้เงางาม


ด้วยสูตรเข้มข้นนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ผิวสวย ตึงกระชับ และลดเลือนริ้วรอยเท่านั้น แต่ยังเน้นการเสริมสร้างมวลกระดูกและข้อเข่าให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงจากภาวะข้อเข่าเสื่อมและบรรเทาอาการปวดเข่าอย่างตรงจุด สะดวก ง่าย ได้สุขภาพทุกวัน เพียงรับประทานวันละ 1 ซอง ชงละลายในน้ำดื่ม 200 มล. หรือผสมลงในเครื่องดื่มและอาหารที่ชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นชา, กาแฟ, น้ำผลไม้, ซุป หรือโยเกิร์ต โดยไม่ทำให้รสชาติเดิมเปลี่ยนแปลง และมั่นใจได้ในคุณภาพพรีเมี่ยมที่ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย

โปรโมชั่นสุดคุ้มที่คุณห้ามพลาด! บีไชน์จัดหนักให้คุณดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้นกับโปรโมชั่น “บีไชน์ ไดเปปไทด์ คอลลาเจน พลัส” ขนาดซองบรรจุ 7,200 มิลลิกรัม ซื้อ 1 แถม 1 ในราคาพิเศษเพียง 39 บาท (จากราคาปกติ 78 บาท) และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 38 บาท หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 มีนาคม 2569 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ใกล้บ้านคุณ

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
Website: https://bshine.co.th/
Facebook: B Shine และ Line: @Bshine

09 มีนาคม 2569

UFM จับมือ สอศ. ยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการ พัฒนาบุคลากรตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรม

UFM จับมือ สอศ. ยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการพัฒนาบุคลากรตรงความต้องการภาคอุตสาหกรรมปัจจุบันคนรุ่นใหม่สนใจสร้างธุรกิจของตัวเองมากขึ้น UFM ร่วมสานฝันถ่ายทอดความรู้กว่า 60 ปี ให้สามารถประกอบวิชาชีพได้อย่างยั่งยืน

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี บริษัทฯ
มีพันธกิจ “เราคือบริษัทคนไทย เพื่อคนไทย” นอกจากจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบุคลากรแล้ว ยังส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนในสังคม ให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจอาหาร เบเกอรี่ มีการปรับตัวทั้งด้านรสชาติ เทคโนโลยีการผลิต ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งเรียนรู้พัฒนา สร้างความแตกต่าง และเติบโตอย่างยั่งยืน 

ดังนั้น เพื่อเป็นการวางรากฐานให้กับบุคลากรในสายวิชาชีพด้านอาหาร เบเกอรี่ให้มีทักษะแบบครบวงจร สามารถนำไปต่อยอดในอนาคต UFM ได้ลงนามความร่วมมือเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษากับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขับเคลื่อนการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ รวมถึงสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพตรงความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม 

สำหรับการลงนามครั้งนี้ รวมระยะเวลา 3 ปี มีสถานศึกษาสังกัดสอศ.ในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ รวมถึงสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ โดยบริษัทฯ จะดำเนินโครงการ Train the Trainer ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอาหารและเบเกอรี่ จัดการฝึกอบรมพร้อมปฏิบัติจริง ให้กับอาจารย์ บุคลากร ในสังกัดสอศ.เพื่อไปสอนนักศึกษาต่อ และแต่ละวิทยาลัยนำนักศึกษาเข้าเรียนรู้จากวิทยากรของ UFM ที่โรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม หรือ UFM Baking & Cooking School ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนด้านเบเกอรี่แห่งแรกของไทย ภายใต้การรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการสอนมานานกว่า 50 ปี หนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง คือหลักสูตร Baking Science & Technology เปิดสอนต่อเนื่องมายาวนานกว่า 44 ปี และมีผู้เข้าอบรมจากหลากหลายประเทศในเอเชีย อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เมียนมา และเวียดนาม

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นทั้งภาคทฤษฎีด้าน “วิทยาศาสตร์เบื้องหลังการทำขนมอบ” ควบคู่กับภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการผลิตจริง รวมถึงสามารถแก้ไขปัญหาในกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ UFM มีความยินดีให้การสนับสนุนทั้งวัตถุดิบและความรู้ผ่านโครงการ Train the Trainer เพื่อเสริมศักยภาพคณาจารย์ และต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่นักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม UFM เชื่อมั่นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “การพัฒนาคน” โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและทักษะอาชีพให้กับเยาวชนไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพันธกิจด้าน CSR ของบริษัทฯ

ด้าน นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า สอศ. มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาในสังกัดมากกว่า 800 แห่ง และมีหลักสูตรที่หลากหลาย ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน หนึ่งในนั้นคือธุรกิจด้านอาหาร ที่ภาครัฐต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารนำครัวไทยสู่ครัวโลก สอศ. จึงให้ความสำคัญสนับสนุนการเรียนในหลักสูตรอาหารและโภชนาการ โดยเน้นภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาสามารถนำไปประกอบวิชาชีพได้จริง อย่างไรก็ตามธุรกิจอาหารและเบเกอรี่ในประเทศไทยขณะนี้มีองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย สอศ. จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง


ซึ่งการร่วมมือกับ UFM ในครั้งนี้  จะพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรด้านอาหารและโภชนาการให้ทันสมัย สอดคล้องกับทักษะ ความต้องการของภาคอุตสาหกรรม โดยอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาจะพัฒนาศักยภาพผ่านการฝึกอบรม การศึกษาดูงาน นำความรู้ ความชำนาญ เทคนิคจาก UFM มาประยุกต์ใช้ในการสอน ส่วนนักศึกษาได้รับโอกาสพัฒนาทักษะวิชาชีพจากการฝึกปฏิบัติจริง การฝึกงาน การแข่งขันทักษะ รวมถึงการเรียนรู้ในสถานประกอบการ จะช่วยเพิ่มความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคตได้อีกด้วย

07 มีนาคม 2569

เปิดบ้าน “Sol House Bangkok” รองรับธุรกิจงานแต่งฯ งานอีเวนต์

Sol House Bangkok สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว 

สถานที่สุดโรแมนติก ใจกลางลาดพร้าว พร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันระดับพรีเมียมพร้อมเนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีมุมถ่ายรูปสวยไม่ว่าจะจัดแบบพิธีเช้าแบบไทย หรือจะจัดแบบงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสได้ภาพสวยแน่นอน และนอกจากความหรูหราแล้วที่นี่ยังมีความโรแมนติก และยังมีโซนสวนด้านนอกที่โอบล้อมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ตัดกับสีขาวของตัวอาคารได้เป็นอย่างดี ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ต่างประเทศ การสร้างช่วงเวลาที่ดีร่วมกันในวันสำคัญของชีวิตท่ามกลางบรรยากาศที่แสนอบอุ่น นอกจากจะสร้างความทรงจำที่ดีให้กับคู่บ่าวสาว และยังสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาร่วมงาน




ยงยุทธ ดิลกศักดากุล กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok 



หนึ่งในคนที่สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุดคือ คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ เนรมิตทุกโมเมนต์ให้พิเศษ แต่สามารถจัดเป็นงานแต่ง งานอีเวนต์ หรือโปรดักชันสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค สวย หรูหรา มีพื้นที่กว้างขวาง เป็นพื้นที่ที่คู่บ่าวสาว แสดงออกถึงรสนิยม ความคิด และไลฟ์สไตล์ผ่าน Sol House Bangkok




นอกจากนี้ การจัดงานแต่งงานมีการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบที่ไม่ใหญ่ งบประมาณสมเหตุสมผล กระชับงบไม่บานปลาย ที่สำคัญเทรนด์ที่มาแรงคือการจัดงานในสถานที่พิเศษที่ไม่ใช่โรงแรม โดยมี Wedding Planner Organizer คุมต้นทุนและรันคิวงาน หนึ่งในสถานที่จัดงานแต่งงานและงานอีเวนท์ที่น่าสนใจ Sol House Bangkok ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 แต่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ถือเป็น Wedding Venues ที่ไม่ควรมองพลาด ภายใต้การบริหารงานของนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง “คุณยงยุทธ ดิลกศักดากุล” กรรมการบริหารบริษัท ชาโตว์ เดสทินี่ จำกัด ผู้บริหาร Sol House Bangkok สถานที่รับจัดงานแต่งงานและงานอีเวนต์ย่านลาดพร้าว ที่เอาใจว่าที่บ่าวสาวที่ไม่ได้ต้องการความเรียบหรูอลังการ แต่ต้องการความเรียบง่าย เก๋ มีความโมเดิร์น และอยากได้พื้นที่แบบกว้างขวาง จุดเด่นของที่นี่ก็ คือสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่น ความโค้งที่ดูแปลกตา แต่ให้ความโรแมนติกและอบอุ่น ไม่ว่าจะถ่ายรูปตรงมุมไหนรูปที่ออกมาจะสวยและน่าประทับใจสามารถจัดงานแต่งแบบไทย แบบจีน และแบบฝรั่ง และมุสลิม รวมถึงแขกในงานรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นไปอีกอย่างแน่นอนถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เรียกได้ว่าที่นี่สามารถเปลี่ยนงานแต่งในฝันของคุณให้เป็นจริง


เมื่อธุรกิจดีขึ้น จึงขยับขยายทำอพาร์ทเมนต์ โรงแรม Apartelle Jatujak Hotel แต่ประสบปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิดทำให้ธุรกิจชะงัก จึงเป็นที่มาของการคิดทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ไม่อิงกับต่างประเทศ 100 %“ช่วงโควิด ทุกอย่างยากไปหมด จึงคิดว่าจะทำอะไรดี ที่ธุรกิจไปได้ด้วยและไม่อิงกับต่างประเทศร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงกลายเป็น Sol House Bangkok เนรมิตพื้นที่สู่ความล้ำเลิศแห่งอนาคต รองรับการจัดงานได้หลากหลายรูปแบบ”



ที่นี่เป็นที่ดินเก่า ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางลาดพร้าว ด้วยพื้นฐานการทำธุรกิจโรงแรมและนำเข้าสินค้าให้กับสถานประกอบการหลายแห่ง ทำให้คุ้นชินกับดีไซเนอร์ จึงมีความได้เปรียบในการออกแบบตกแต่งสถานที่ได้อย่างหรูหราสวยงาม แม้ครั้งแรกจะคิดเปิดเป็นสตูดิโอเท่านั้น แต่ด้วยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานานนับสิบปีนำเสนอ จึงเปลี่ยนเป็นธุรกิจรับจัดงานแต่งงานและการบริการงานอีเวนท์ต่างๆ แบบครบวงจร จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโซล เฮ้าส์ แบงคอค




Sol House Bangkok ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 38 เข้าซอยมาประมาณ 400 เมตรเท่านั้น สถานที่แห่งนี้มีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ครบวงจร โดยเป็นอาคารสูง 3 ชั้น ชั้นแรกเป็นที่จอดรถ ชั้น 2 ออกแบบให้เป็นโถงทางเข้าสำหรับลงทะเบียน จุดรับแขก ห้อง A Little Red Room สไตล์โรงแรม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าระหว่างก่อนหรือหลังพิธีการ รวมถึงห้องงานหมั้น Oliver & Owen และ ส่วนของ Hall ใหญ่ และ ไฮไลท์ของที่นี่คือบันไดวน และห้องส่งตัวหนึ่งห้องนอนที่แตกต่างจากที่อื่น ออกแบบให้สามารถเปิดได้กว้างเพื่อสะดวกต่อการบันทึกภาพระหว่างพิธีการ

คุณยงยุทธ กล่าวถึงกระแสตอบรับ ว่า “ที่นี่ เปิด เดือนตุลาคมปี 2568 งานที่ได้รองรับไปแล้ว มีงานถ่ายละครของบริษัท แกรมมี่ ซึ่งจัดฉากใหญ่เป็นงานแต่งงาน การจัดปาร์ตี้ขอบคุณลูกค้า ส่วน งานหลักคือ งานแต่งงาน ผลตอบรับค่อนข้างดี 3-4 เดือนมีคู่รักจองเข้ามาประมาณ 30 คู่

จากจุดที่แบรนด์โรงแรมใหม่ชื่อดัง เคยเป็นคำตอบหลัก วันนี้อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการแต่งงานที่ขาดไม่ได้เลย คือ สถานที่จัดงานที่เสริมแกร่งด้วยจุดแข็งที่แตกต่าง ที่ราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน หลักการในการทำธุรกิจของผม หลายๆ ครั้งเราเริ่มต้นจากความชอบ บ่งบอกถึงสไตล์ของเราและคนรัก จากจุดเริ่มต้น ตรงนี้เหมือนธุรกิจใหม่ แต่เราก็ไม่ใช่มือใหม่ ในวงการนำเข้าเรานำเข้าวัสดุก่อสร้างโรงแรมมาหลายแห่ง ส่วนดีไซเนอร์มืออาชีพ มีประสบการณ์มามาก ซึ่งการบริหารงานค่อนข้างมั่นใจว่า ฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จัดเตรียมให้สำหรับ คู่บ่าวสาว ค่อนข้างสมบูรณ์ งานจัดเลี้ยงตัวเองอาจจะใหม่แต่มีพาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้านออกาไนซ์มานาน ซึ่งทีมงานที่มาที่นี่ไม่ใหม่เลย ทีมรันคิวมีประสบการณ์มากกว่าสิบปี ด้วยจำนวนวคู่บ่าวสาวนับพันคู่ การจัดเดคคอเรชั่นต่างๆ โดยพาไปชมเบื้องหลังทุกอย่าง ตั้งแต่การหาโลเคชั่นที่สมบูรณ์แบบ”




คุณยงยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ด้วยความที่ Sol House ศูนย์กลางของสถานที่จัดงานอีเวนต์ในกรุงเทพ เราคิดว่าเราทำสิ่งที่ทำเต็มที่ให้กับลูกค้าในราคาที่สมเหตุสมผล และการเลือกซัพพลายเออร์ต่าง ๆ รองรับทุกฟังก์ชันการจัดงานอีเวนต์ได้หลากหลาย ด้วยระบบที่ดีเยี่ยมสมบูรณ์แบบ สามารถปรับขนาดพื้นที่ได้ตามความต้องการ พร้อมออกแบบไฟเพดานและทีมที่มีประสบการณ์ในการจัดงานมานับสิบปี ซึ่งที่ฮอลล์ใหญ่ สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 250 – 300 คน ดีไซน์และตกแต่งพื้นที่ใหม่ทั้งหมดให้มีความทันสมัย สวยงามเป็นเอกลักษณ์สะกดทุกสายตา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ Luxury Experience ที่แตกต่างกว่าสถานที่จัดงานอื่น ที่นี่ที่เดียวคุณสามารถปรึกษา Wedding Planner & Organizer ที่สามารถมอบความพิเศษทั้งความประทับใจและความบันเทิงไว้ในที่เดียวอย่างสมบูรณ์แบบครบจบทุกพาร์ทเนอร์ในที่เดียว”

สามารถสอบถามหรือติดต่อทาง Facebook : Sol House Bangkok
Line : @solhouse , Instragram : SolHouseBangkok

INDIBAเขย่าตลาดเทคโนโลยี RF เปิดตัว “COMPACT Series”

INDIBAเขย่าตลาดเทคโนโลยี RF เปิดตัว “COMPACT Series” รีเซ็ตมาตรฐาน Radiofrequency  ในเอเชียครั้งแรกที่ไทย

กรุงเทพมหานคร (6มีนาคม 2568 )  นายธนชัย เพชรโวหาร รองผู้จัดการประจำประเทศ อินดิบา ประเทศไทยกล่าวท่ามกลางการแข่งขันของตลาดเทคโนโลยี Radiofrequency (RF) ที่หลายปีที่ผ่านมาแบรนด์ต่าง ๆ มักชูจุดขายเพียง “พลังวัตต์ที่สูงกว่า” หรือการสร้างความร้อนที่มากขึ้น ล่าสุด INDIBA แบรนด์เทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูระดับโลก ประกาศเปิดเกมใหม่ ด้วยการเปิดตัว COMPACT Series ในประเทศไทยเป็นประเทศแรกของเอเชีย พร้อมประกาศแนวคิด “ปฏิวัติมาตรฐาน RF แบบเดิม” ที่เน้นเพียงพลังงานความร้อน

INDIBA ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี TECAR Therapy รายแรกของโลก ยังคงยืนหยัดกับเทคโนโลยีหลักที่แตกต่างจากคู่แข่ง นั่นคือ ความถี่คงที่ 448 กิโลเฮิรตซ์ (448 kHz) ที่ถูกพัฒนามากว่า 40 ปี โดยเน้นการทำงานระดับเซลล์ มากกว่าการสร้างความร้อนเพียงอย่างเดียว

เมื่อ RF ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ความร้อน”   ในอดีต เทคโนโลยี RF ในตลาดมักแข่งขันกันในเรื่องกำลังวัตต์ที่สูงขึ้น การเพิ่มอุณหภูมิในเนื้อเยื่อ  การเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูมองว่า เครื่อง RF แบบเดิมมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น ใช้ความถี่หลายระดับ แต่ไม่มีความจำเพาะ เน้นสร้างความร้อน มากกว่าการฟื้นฟูระดับเซลล์ ไม่เหมาะกับการรักษา Acute Injury หรือการบาดเจ็บระยะเฉียบพลัน ความเสถียรและอายุการใช้งานไม่สม่ำเสมอ 



INDIBA จึงเลือกแนวทางที่ต่างออกไป ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีบน ความถี่ 448 kHz เพียงค่าเดียว ที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการทำงานของ เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell Membrane Activity) ควบคุมกระบวนการอักเสบอย่างมีทิศทาง เร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รองรับการรักษาทั้ง Acute และ Chronic Injury กล่าวได้ว่าเป็นความแตกต่างระหว่าง “การสร้างความร้อน” กับ “การควบคุมกระบวนการฟื้นฟูระดับเซลล์”

CEO INDIBA: “นี่คือแพลตฟอร์มระยะยาว ไม่ใช่แค่เครื่องรุ่นใหม่” โดยCharles Chin ผู้บริหาร INDIBA กล่าวถึงทิศทางของเทคโนโลยีนี้ว่า “INDIBA คือแบรนด์เดียวที่กล้าพูดว่า เราสามารถจัดการการบาดเจ็บระยะเฉียบพลันได้อย่างมั่นใจ เพราะเทคโนโลยีของเราเข้าไปทำงานในระดับเซลล์ ไม่ใช่เพียงสร้างความร้อน” “การเลือก INDIBA คือ การเลือกแพลตฟอร์มระยะยาว เทคโนโลยีหลักไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกปี เพราะหัวใจของระบบคือความแม่นยำ ความเสถียร และความทนทาน ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากผู้ใช้ทั่วโลก”

COMPACT Series: เครื่อง RF ที่ออกแบบมาแก้จุดอ่อนของตลาด  INDIBA เปิดตัว COMPACT Series ซึ่งถูกออกแบบให้ครอบคลุมการใช้งานทุกระดับ ตั้งแต่ทีมกีฬา คลินิก ไปจนถึงโรงพยาบาลชั้นนำ

 COMPACT Lite – พลังระดับโปรในขนาดพกพา รุ่นเล็กสุดของซีรีส์ ถูกออกแบบให้เหมาะกับทีมกีฬา การรักษานอกสถานที่ คลินิกขนาดเล็ก จุดเด่นสำคัญคือ น้ำหนักเบา พกพาได้จริง ใช้เทคโนโลยี 448 kHz เต็มระบบ ไม่ลดประสิทธิภาพแม้เป็นเครื่องขนาดเล็ก แนวคิดของ INDIBA แตกต่างจากตลาดทั่วไปที่มักทำให้

“เครื่องเล็ก = ลดสเปค” แต่สำหรับ INDIBA เครื่องเล็ก แต่หัวใจเท่ารุ่นใหญ่

COMPACT Plus – เครื่องทำรายได้หลักของคลินิก รุ่นนี้ถูกออกแบบให้เป็น Workhorse ของคลินิก

คุณสมบัติเด่น ได้แก่ พลังงานเสถียร รองรับผู้ป่วยทั้งวัน ใช้รักษาได้ทั้ง Acute และ Chronic Conditions
ลดการอักเสบ ฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เหมาะกับการรักษาออฟฟิศซินโดรม และอาการกล้ามเนื้อ ในขณะที่เครื่อง RF แบบเดิมมักต้องเลือกระหว่าง “แรง” หรือ “ปลอดภัย” แต่ INDIBA ออกแบบให้สามารถ ควบคุมทั้งสองด้านได้พร้อมกัน 

COMPACT Pro – ระดับโรงพยาบาล รุ่นสูงสุดของซีรีส์ ถูกออกแบบสำหรับโรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพขั้นสูง การประยุกต์ใช้ในหัตถการทางการแพทย์ จุดเด่นสำคัญ ด้ามจับอัจฉริยะ ระบบควบคุมอุณหภูมิแบบ Real-Time ปรับระดับพลังงานได้ละเอียดสูง รองรับการใช้งานหลากหลาย ในขณะที่เครื่อง RF ทั่วไป ควบคุมความร้อนทางอ้อม INDIBA เลือกใช้ การควบคุมแบบ Real-Time จุดแข็งที่คู่แข่งไม่ค่อยพูดถึง: ความทนทาน 

หนึ่งในเหตุผลที่ INDIBA ได้รับความนิยมในระดับโลก คือ อายุการใช้งานยาว ระบบเสถียร ลดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง เทคโนโลยีไม่ล้าสมัยเร็ว จึงถูกมองว่าเป็น การลงทุนระยะยาว มากกว่าการซื้ออุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวกรุงเทพฯ จุดเริ่มต้นของเกมใหม่ในตลาดเอเชียการเปิดตัว COMPACT Series ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ INDIBA ในภูมิภาคเอเชีย 

นายชาร์ลส์ ชิน กรรมการผู้จัดการและซีอีโอ กลุ่มบริษัท อินดิบา เอเชียระบุว่า “เราไม่ได้มาเติมสินค้าในตลาด แต่เรามารีเซ็ตมาตรฐานของมัน”  COMPACT Series จึงไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นสัญญาณว่า ตลาด RF แบบเดิมกำลังถูกท้าทาย และเกมการแข่งขันครั้งใหม่ของเทคโนโลยีการฟื้นฟูเพิ่งเริ่มต้นขึ้น