15 มิถุนายน 2569

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล จัดโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” แนะป้องกันปัญหาไฟป่า ที่ จ.กาญจนบุรี

เมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี กรมอุทยานแห่งชาติฯ, โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” อ.เมือง จ.กาญจนบุรี, มหาวิทยาลัยธนบุรี, กลุ่ม UNITE Thailand, MCOT HD และ NBT World ได้จัดทำโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า และเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการจัดทำนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ประกอบด้วยหนังสือนิทาน 3 เล่ม ชื่อ 1)ไฟป่า น่ากลัวจัง, 2)ไฟนา อย่าก่อนะ และ 3)ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแจกฟรีให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ภายในงานได้จัดให้มีบรรยายในหัวข้อ “ไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน”, กิจกรรมนิทานหัวขวาน และการวาดภาพระบายสีพร้อมเขียนคำขวัญเพื่อป้องกันไฟป่า ณ ห้องประชุม โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี



ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า “จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และที่ตั้งของพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยในช่วงฤดูแล้งของทุกปีมักประสบกับปัญหาไฟป่า ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ อาทิ การเผาเพื่อหาของป่า การเกษตร และความประมาท ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา โดยเฉพาะเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ทำให้คุณภาพอากาศลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และใกล้เคียง

การจัดโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ในครั้งนี้ จะทำให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า และเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการจัดทำนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับพันธมิตร ได้จัดทำขึ้นเพื่อแจกฟรีให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการป้องกันไฟป่า, ปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทัศนคติที่ดี ต่อการดูแลรักษาป่าไม้และระบบนิเวศในท้องถิ่น, ส่งเสริม การมีส่วนร่วมของเยาวชน ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น ในการรณรงค์และเผยแพร่ความรู้ และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โดยกิจกรรมภายในงาน เริ่มต้นจากนายอำนวย ธรรมรังษี ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” จ.กาญจนบุรี ขึ้นกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของโรงเรียน และพระครูสิทธิกิจจานุวัตร รองเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ต่อด้วยการบรรยายในหัวข้อ “ไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน” โดยนายสมคิด สิริรัตน์ นักวิชาการป่าไม้ปฎิบัติการ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี และทีมวิทยากรจากมหาวิทยาลัยธนบุรี และกิจกรรมนิทานหัวขวาน ซึ่งจะนำนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วอ่านนิทานจากหนังสือให้เพื่อนฟัง เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างของเยาวชน และเข้าถึงปัญหาของไฟป่าจากนิทานที่สนุกสนาน ส่วนในช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้วาดภาพและแต่งคำขวัญ เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงปัญหาของการรณรงค์ป้องกันไฟป่าอย่างถ่องแท้ และคิดว่าไฟป่าเป็นเรื่องใกล้ตัว จะได้หาทางแก้ไขได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยผลงานที่ได้ทั้งหมดจะนำไปเผยแพร่ หรือจัดแสดงลงในสื่อแขนงต่างๆ ต่อไป”

สำหรับผู้สนใจในโครงการฯ ดังกล่าว สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Facebook : ต้นกล้าสีเขียว และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267


14 มิถุนายน 2569

คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป


วันนี้ทึมงาน wefiethailand มีโอกาส พบกับ เอม อภัสรา & แมน เจษฎา เตรียมพร้อมศิลปินหมอลำไอดอล เดินสายตะลุยยุโรปพบ FC ชาวไทยในต่างแดน  บอกเล่าเรื่องราวก่อนเข้าห้องอัดเสียง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความพร้อม พร้อมเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป ปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้

เอม อภัสรา นักร้องหมอลำสาวดาวจรัสฟ้า

สำหรับ เอม อภัสรา (ดนิตา มาบุญธรรม)
นักร้องหมอลำสาวดาวจรัสฟ้า ลูกทุ่งหมอลำหญิงชาวไทย  บ้านเกิดครอบครัวเป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นตัวแทนของคนอีสานที่มีชื่อเสียงจากผลงานเพลงลูกทุ่งอีสาน ภาษาของคนอีสาน ที่บอกเล่าชีวิต ความรัก ความเจ็บปวด และความหวัง มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ยอดฮิตมากมาย เช่น ลมส่าคนหลายใจ, ฮักอ้ายหลายตายกะซ่าง, และ ชมรมบ่ย่านผัว ปัจจุบันสังกัดอยู่ค่ายบ้านนอกเร็คคอร์ด  สร้างชื่อเสียงในระดับสากล เดินทางไปแสดงและถ่ายทอดศิลปะการแสดงลำในหลายประเทศทั่วโลก

...........จากความสำเร็จของ แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย
นายเจษฎา โชควิเศษ เป็นนักร้องลูกทุ่ง ลีลาเด็ด เสียงดีจากเวทีประกวด ชิงช้าสวรรค์ อดีตนักร้องนำของวงดนตรีโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินเต็มตัวและมีผลงานเพลงเป็นที่รู้จักในวงการเพลงลูกทุ่ง ที่แฟนคลับให้กำลังใจอย่างล้นหลาม สร้างชื่อเสียงในระดับสากล
ที่จะนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นออนทัวร์ในยุโรป



ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ปีนี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอม อภัสรา ​และ แมน เจษฎา ทั้งคู่จับคู่กันเป็นศิลปินคู่ขวัญในวงการเพลงลูกทุ่งและหมอลำ ถ่ายทอดบทเพลงร่วมกันได้รับความนิยมในฐานะคู่ขวัญสายม่วน  ใครจะคิดว่าวันหนึ่งดนตรีพื้นบ้านจากภาคอีสานอย่าง ‘หมอลำ’ การร้องหมอลำ มีสำเนียงการร้องและเอื้อนแบบหมอลำอีสานแท้แท้ที่จับใจได้รับความนิยม ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ไกลถึงสากลโลก จนได้มีโอกาสทัวร์เพื่อบรรเลงไปที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป รวมถึงงานเทศกาลต่างๆ ในต่างประเทศ มีความสดใหม่และความงามแบบดั้งเดิมผสมรวมกันอย่างกลมกล่อม งานปาร์ตี้ที่เปิดเพลงหมอลำ ตระเวนทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ พัฒนากลายมาเป็น คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ  ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

ทั้งสองศิลปิน ลูกทุ่งหมอลำที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด บินลัดฟ้า นำโชว์ความเป็นอีสานให้กระหึ่มการออนทัวร์ยุโรป มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเดินสายทัวร์ยุโรป โดยบอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานและเบื้องหลังการเข้าห้องอัดให้แฟนๆ การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เรียกได้ว่า “ซาวด์ดนตรีสดจัดเต็ม" โชว์แต่ละครั้งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอม อภัสรา ​และ แมน เจษฎา ทั้งร้อง ทั้งเต้น ยังดูฟิตและแข็งแรง เช่นเดียวกับการแสดงบนเวทีที่ไม่ใช่แค่แสงสีเสียงและแดนเซอร์จำนวนมาก ยิ่งกว่านั้น การมาดู คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำไม่ได้แค่หมอลำเท่านั้น โชว์ทุกชุดสร้างความสุขให้คนดู ทำให้แฟนคลับขไม่ได้มีแค่รุ่นราวคราวเดียว 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ ที่ได้รับความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก คือการที่ศิลปิน ทั้งสอง ให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้ทันสมัย คอสตูมอันโดดเด่น  ครบเครื่องทั้งเสียงร้อง หน้าตา บุคลิก จนกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันบนเวทีได้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ 



เพื่อเรียกน้ำย่อยความม่วนชื่น ที่อีสานตะวันแดง

ในปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ บอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนาน โชว์การแสดงแฟนเพลงทั่วโลก สามารถติดตามผลงานเดี่ยวของแต่ละคนได้ โดย เอม อภัสรา มีผลงานเพลงฮิต เจ้าของเสียง "ส่ำผู้ชาย บ่งึด" และ "ชมรมบ่ย่านผัว" ส่วน แมน เจษฎา เป็นนักร้องหนุ่มเสียงดีจากเวทีประกวดชิงช้าสวรรค์ ที่มีผลงานเพลงที่โด่งดังจากเพลงฮิตติดหูมากมาย โดยเพลงดังที่สร้างปรากฏการณ์  "ยืนไห้ในรถแห่" และ "รอวันเธอว่าง"



รายการ  ชิงช้าสวรรค์ เป็นเวทีแจ้งเกิดของนักร้องมากความสามารถ ของ แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ ศิลปินสายเอนเตอร์เทรน เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย ผลงานเพลงของเขามักมาพร้อมจังหวะสนุก เป็นคนทำงานหนัก และเก็บหอมรอมริบ ทำให้ก้าวต่อไปของเขาหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว เจ้าของบทเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนาน แนวลูกทุ่ง/หมอลำ ที่มักออกทัวร์คอนเสิร์ตมีผลงานเพลงประจำตัวที่สร้างชื่อเสียง  คือเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่ง  เดินทางตระเวนแสดงสดทั่วประเทศ  และออนทัวร์ในต่างประเทศจำนวนหลายร้อยโชว์ทั่วโลก

นอกจากเทศกาลใหญ่ที่ยูโรปแล้ว เพื่อเรียกน้ำย่อยความม่วนชื่นก่อนไปชมกันสดๆ ในประเทศก่อนเดินทางออนทัวร์  ยังมีศิลปินชื่อดังอีกหลายท่านที่ทยอยเดินสายออนทัวร์ในโซนยุโรป อย่างต่อเนื่องตลอดปี


#เอมอภัสรา​Xแมนเจษฎา

Me-O Gold ดึง PERSES นั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์


เมื่อโลกของ “ทาสแมว” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความน่ารัก แต่ขยับสู่การดูแลแบบใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของน้องแมว “มีโอ โกลด์” (Me-O Gold) อาหารแมวและขนมแมวพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของน้องแมวที่แตกต่างกัน ตอบรับเทรนด์โลกที่เจ้าของดูแลน้องแมวเหมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพระยะยาว (Longevity) มากขึ้น พร้อมดึง PERSES ศิลปิน T-Pop ขวัญใจ Gen Z ตัวแทนคนรุ่นใหม่สายรักแมวนั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์ เอาใจทาสแมวสายเปย์ พร้อมเปิดโอกาสให้คนรักแมวได้ร่วมสนุกกับหลากหลายกิจกรรมสำหรับ Lucky Fan ในงาน “Me-O Gold × PERSES PERMEOW MOMENT” เพื่อสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดระหว่างแบรนด์ ศิลปิน และกลุ่ม Pet Parents รุ่นใหม่ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดโมเมนต์สุดน่ารักกับความรัก “แบบทาสแมว” พร้อมเนรมิตบรรยากาศสุดฟินให้ทั้งแฟนคลับและคนรักแมวได้อินไปพร้อมกันตลอดงาน

ดยนางจันทิมา ชัยวัฒนไชย รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “เทรนด์ Pet Humanization และ Longevity กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์หลักของคนเลี้ยงสัตว์ยุคนี้ ที่มอง “น้องแมว” เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด พ่อแม่แมวจึงหันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตอบโจทย์และสุขภาพในระยะยาวของน้องแมวมากขึ้น “มีโอ โกลด์” จึงมีการพัฒนาสูตรร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ เพื่อตอบโจทย์คนเลี้ยงแมวรุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาหารแมวกลุ่ม Functional ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และสายพันธุ์, กลุ่ม Grain Free สำหรับแมวแพ้ง่าย, กลุ่ม Care ที่เน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านและยังมีขนมครีมแมวเลีย 7 สูตร ที่ช่วยเสริมการดูแลสุขภาพมิติต่าง ๆ ตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน ผิวหนังและขน ไปจนถึงการผ่อนคลาย สะท้อนบทบาทใหม่ของอาหารและขนมแมวที่เป็นมากกว่ามื้ออาหารหรือขนมทานเล่น แต่คือ “โภชนาการเพื่อชีวิตที่ยืนยาว” ด้วย “มีโอ โกลด์” สูตรที่ใช่ของเจ้าเหมียว ที่คนรักแมวไว้ใจมากว่า 10 ปี”

Me-O Gold (มีโอ โกล์ด)กับการเปิดตัว แบรนด์พรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก กับ 5 หนุ่ม PERSES ด้าน 5 หนุ่ม PERSES เปิดใจถึงการได้ร่วมงานกับ Me-O Gold ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตรงกับตัวตนของพวกเขาในฐานะ “ทาสแมวตัวจริง” และการได้ร่วมงานกับแบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพน้องแมว แบบเข้าใจทั้งตัวแมวและความรู้สึกของคนเลี้ยง มันพิเศษมากๆ  ทำให้รู้สึกอินและอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ออกไปให้แฟน ๆ ได้เห็น  โดยเริ่มต้นจาก 


ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลี้ยงแมวแบบใส่ใจรายละเอียด เล่าว่า “แมวที่บ้านค่อนข้างเลือกกินครับ เลยต้องลองหลายแบบกว่าจะเจอสูตรที่เขาชอบและเหมาะกับเขาจริง ๆ พอได้ลอง Me-O Gold ที่มีสูตรเฉพาะแบบนี้ ก็ช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเขาได้เลย”

ด้าน ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์ ที่มีโมเมนต์น่ารักกับน้องแมวเป็นประจำ เสริมว่า “สำหรับผม เรื่องสุขภาพสำคัญมากครับ โดยเฉพาะพวกขนกับผิวหนัง เราจะสังเกตได้เลยถ้าเขากินอาหารที่เหมาะกับเขา ขนจะสวยขึ้น ดูแข็งแรงขึ้น เลยรู้สึกว่าอาหารมีผลจริง ๆ”

ขณะที่ จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ มองเรื่องการเลี้ยงแมวในมุมของความผูกพัน “แมวแต่ละตัวมีนิสัยต่างกันมากครับ บางตัวขี้อ้อน บางตัวขี้เล่น หรือบางตัวก็อินดี้สุด ๆ เราเลยต้องเรียนรู้เขาเหมือนเป็นคนหนึ่งเลย ทั้งเรื่องอาหารและการดูแล ต้องปรับให้เข้ากับเขา”

ส่วน เน- ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ แชร์ในมุมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลระยะยาวว่า “เดี๋ยวนี้เรามองไกลขึ้นครับ ไม่ใช่แค่กินอิ่ม แต่ต้องช่วยดูแลสุขภาพในอนาคตด้วย การเลือกอาหารที่ดีตั้งแต่แรกมันช่วยได้จริง ๆ”

ปิดท้ายที่ กฤติน-กฤติน สอสูงเนิน ที่ฝากถึงแฟนคลับอย่างอบอุ่นว่า “อยากให้ทุกคนดูแลน้องแมวเหมือนคนในครอบครัวนะครับ เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเลือกอาหารที่เหมาะกับเขา อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและความต้องการ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การดูแลเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้เราดูแลเขาได้ตรงจุดมากขึ้นครับ”




นอกจากนี้ หนุ่ม ๆ ยังฝากถึงแฟนคลับและคนรักแมวว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่ต้องใส่ใจในระยะยาวด้วย “อยากให้ทุกคนเลือกอาหารที่เหมาะกับน้องแมวของตัวเองครับ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการกิน อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ ช่วยให้เราดูแลน้องได้ตรงจุดมากขึ้น” พร้อมย้ำว่าการเลี้ยงแมวในวันนี้คือการดูแลเหมือนคนในครอบครัว “สำหรับพวกเรา แมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงแต่คือสมาชิกในบ้านจริง ๆ”

การเปิดตัว PERSES ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกพรีเซ็นเตอร์ แต่คือการเลือก “พาร์ตเนอร์ทางไลฟ์สไตล์” ที่สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่ที่รักแมวแบบจริงจังและมีสไตล์ พร้อมถ่ายทอดโมเมนต์การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าเหมียวได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย บรรยากาศภายในงานจึงถูกออกแบบให้เต็มไปด้วย “PERMEOW MOMENT” สมชื่อ ตั้งแต่กิจกรรม Lucky Fan ที่เปิดโอกาสให้เหล่า PIECES ได้ใกล้ชิดศิลปินแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึง Mini Concert ที่เติมพลังความสนุกแบบจัดเต็ม เสิร์ฟทั้งเสียงเพลงและความอบอุ่นในงานเดียว

และไฮไลต์สำคัญ ที่เรียกรอยยิ้มทั้งฮอลล์หนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ 4 เหมียวรับเชิญสุดน่ารัก “น้องโมจิ น้องจูเน่ น้องฮานะ และน้องซึนะ” น้องแมวของสมาชิกวง PERSES ที่มาร่วมแชร์ความคิวท์แบบใกล้ชิด และพลาดไม่ได้กับการชมลีลาการเต้นของ 5 หนุ่ม PERSES ประกอบเพลงโฆษณาสุดคิวท์ของ Me-O Gold พร้อมจุดถ่ายภาพให้ทุกคนได้มา Check-in เก็บช็อตประทับใจแบบมีสไตล์ พร้อมภาพที่ระลึกให้ทุกคนนำกลับบ้านไปด้วย

สจล. ผนึก วช. เปิด “HUB OF TALENT”

พัฒนากำลังคน AI - Data Center - Smart Energy ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เปิดตัวโครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” พร้อมจัด “เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย ครั้งที่ 1” (เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569) ณ สจล. เพื่อวางรากฐานการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Management ของภูมิภาคอาเซียน ผ่านการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของศูนย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา Hybrid Talent หรือบุคลากรสมรรถนะสูงที่เข้าใจทั้ง AI, Data Center, Cloud Computing, Power System, Cooling Technology และ Digital Infrastructure เพราะโลกยุคใหม่ต้องการคนที่ไม่ได้เก่งเฉพาะด้าน แต่ต้องสามารถบูรณาการความรู้เพื่อสร้างโซลูชันจริงให้ประเทศ ซึ่งภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ประธานอนุกรรมการด้าน Data Center ได้ให้มุมมองว่า “Data Center ไม่ใช่เพียงอาคารหรือระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค เราต้องพัฒนาทั้งมาตรฐาน ความมั่นคงปลอดภัย พลังงาน และบุคลากรควบคู่กัน”


ด้าน ดร.วิโรจน์ บัวคลี่ รองผู้ว่าการดิจิทัลและการสื่อสาร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในฐานะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการพลังงาน กล่าวว่า หัวใจของ Data Center ยุคใหม่คือพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ คุณพิเชฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย กรรมการและรองประธานอนุกรรมการด้าน AI และด้านพลังงาน กล่าวว่า การแข่งขันด้านดิจิทัลในภูมิภาคกำลังเข้มข้น ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศดิจิทัล ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร มาตรฐาน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซนเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มาตรฐานคือภาษากลางของความเชื่อมั่น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า AI จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย แต่การขับเคลื่อน AI ให้เกิดผลจริงต้องมีทั้งข้อมูลคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และบุคลากรที่เข้าใจการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและภาครัฐ

ขณะที่ ดร.คุณานันท์ ทยายุทธ กรรมการและเลขานุการศูนย์ฯ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อออกแบบทิศทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาคน การวิจัย การสร้างเครือข่าย และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ กิจกรรมสำคัญของงานประกอบด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการลงทุนและการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้าน AI และ Data Center การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Hub of Talent อย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Strategic Workshop) เพื่อระดมสมองและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศใน 3 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ กลุ่ม Data Center ซึ่งมุ่งวางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ เพื่อรองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud และ Hyperscale Data Center ระดับโลก กลุ่ม Artificial Intelligence (AI) ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่ม Smart Energy Management ที่มุ่งออกแบบแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย 

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั่วไป หากแต่เป็นการรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบ “Blueprint แห่งอนาคต” สำหรับการพัฒนาระบบนิเวศด้าน AI, Data Center และ Smart Energy Management ของประเทศไทย

สำหรับข้อเสนอและผลลัพธ์จากการประชุมทั้ง 3 กลุ่ม จะถูกสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Roadmap) เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาในระดับประเทศต่อไป

โครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” จึงมิใช่เพียงโครงการพัฒนาบุคลากร หากแต่เป็น “แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

ภายใต้บริบทการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” และจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Artificial Intelligence, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Hub ของอาเซียนในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก สร้างงานทักษะสูงให้คนไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ห้ามพลาด! งาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า
คุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายในงานพบกับการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial  และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

12 มิถุนายน 2569

ช่อง 7HD รวมพลังบริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

“บี กมลาสน์” นำทีมรณรงค์การให้เพื่อเพื่อนมนุษย์

ช่อง 7HD เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตร่วมกับสภากาชาดไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 รวมพลังผู้ประกาศข่าว พิธีกร และพนักงาน ร่วมรณรงค์เชิญชวนคนไทยสุขภาพดีบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ปลุกพลังแห่งการให้ และสานต่อความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ช่อง 7HD ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม บริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการ “Give Blood Now - ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ อาคาร 7 ช่อง 7HD เพื่อร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมต้อนรับวันผู้บริจาคโลหิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี





บรรยากาศกิจกรรมภายในสถานีฯ ที่เปิดเป็นจุดรับบริจาคเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ประกาศข่าว พิธีกรรายการ และพนักงาน พร้อมใจกันร่วมบริจาคด้วยรอยยิ้ม นำโดย ผู้ประกาศข่าวคนดัง บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย จากรายการ เช้านี้ที่หมอชิต, เปิดจอจ้อข่าว นอกจากนี้ยังมี ปุ๊ก-นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ จากรายการสนามข่าวกีฬา, ฝนฟ้าอากาศ พร้อมด้วย บอย-ธนพัต กิตติบดีสกุล แห่ง กรีนรีพอร์ต รวมถึง แป๋ว-ดวงใจ สอาดจิตต์ พิธีกรรายการ เที่ยงบันเทิง ทอล์ก และพอดแคสต์ ดวงใจ STORY  พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิต

โดย บี-กมลาสน์ เป็นตัวแทน กล่าวเชิญชวนว่า “ดีใจที่ครั้งนี้ได้มีการเตรียมร่างกายมาอย่างดีได้ร่วมบริจาครู้สึกดีมากค่ะ อยากเชิญชวนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง การบริจาคโลหิตนอกจากเป็นผู้ให้ต่อชีวิตผู้ป่วยด้วยแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นด้วย ไม่อยากให้ลังเลที่จะบริจาคโลหิต ถ้าเราสุขภาพพร้อม กายพร้อมใจพร้อม สามารถบริจาคได้ทันทีการบริจาคโลหิต 1 ครั้ง อาจเป็นความหวังสำคัญของใครอีกหลายคน การให้เลือดคือการส่งต่อโอกาสมีชีวิต…ให้โลหิต ให้ชีวิต…มาร่วมทำเรื่องดี ๆ เพื่อเพื่อนมนุษย์กันนะคะ”


และสำหรับโครงการ “Give Blood Now - ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยังได้มีของที่ระลึกสุดพิเศษสำหรับผู้ที่บริจาคครบ 3 ครั้ง  และผู้บริจาคโลหิตที่อายุมากกว่า 65 ปี บริจาคโลหิตครบ 2 ครั้งในปี 2569  รับทันที เสื้อยืด Give Blood Now ลายเส้น Cyrano Design  (ไซราโน ดีไซน์) อีกด้วย

ติดตามรายละเอียดหรือสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ  


สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์  www.ch7.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ แผนกสื่อสารองค์กร  สายงานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรและบริหารนักแสดง ช่อง 7HD

โทร 02 495 7777  ต่อ 506, 298 (วรณัน 080 686 7898 / จริยา 089 231 3832

รฟฟท.จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับ HURC1รถไฟฟ้าเวียดนาม ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค


"รฟฟท. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับ HURC1 รถไฟฟ้าเวียดนาม  ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค"

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการ และซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าในเมืองของ HURC1 (Urban Railway Operation and Maintenance Partnership Program) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค  ระหว่างวันที่ 8 -12 มิถุนายน 2569



นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก HURC1 (Ho Chi Minh City Urban Railways No.1 Company Limited (HURC) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 15 ท่าน เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษารถไฟฟ้า ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากบันทึกความร่วมมือ (MOU) ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนกันยายน 2567 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการระบบรางระหว่างทั้งสององค์กร โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ รฟฟท. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการเดินรถและการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดง โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษในด้าน การบำรุงรักษา (Maintenance) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล







ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของ รฟฟท. เท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านระบบรางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางให้มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนต่อไป รวมถึงร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง