28 สิงหาคม 2569

กรมการท่องเที่ยว ครบรอบวันสถาปนา 24 ปี เดินหน้าสร้างการท่องเที่ยวไทยคุณภาพ ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและความยั่งยืน


กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 24 ปี สะท้อนบทบาทการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว และส่งเสริมการเติบโตอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 กรมการท่องเที่ยวจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมการท่องเที่ยว ครบรอบ 24 ปี ณ กรมการท่องเที่ยว ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารซี โดยได้รับเกียรติจากนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ผู้บริหารกรมการท่องเที่ยว อดีตผู้บริหาร ผู้แทนส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย บุคลากรกรมการท่องเที่ยว สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การครบรอบ 24 ปี ถือเป็นโอกาสสำคัญและเป็นวันแห่งความภาคภูมิใจของบุคลากรกรมการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา กรมการท่องเที่ยว ได้ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ กรมการท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านงานด้วยดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม หรือระบบ DOT e-Service Center” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถอำนวยความสะดวกได้รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 




ขณะเดียวกัน กรมการท่องเที่ยวยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านโปรเจค Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการ ให้มีมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของกรมการท่องเที่ยวในวันนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการร่วมกันสร้าง “ระบบการท่องเที่ยวไทยแห่งอนาคต” ที่มีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเป็นพลังขับเคลื่อนให้การท่องเที่ยวไทยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และร่วมกันนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน

HCU Open House 2026: from BANI to beyond

 

HCU Open House 2026 เมื่อโลกภายนอกมันไม่แน่นอน ม.หัวเฉียวฯ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้น้อง ๆ รับมือกับโลกที่คาดเดาไม่ได้ ขอเชิญน้อง ๆ มาออกแบบอนาคตที่ ม.หัวเฉียวฯ ในงาน HCU Open House 2026: from BANI to beyond วันที่ 11-12 กันยายนนี้

ลงทะเบียนออนไลน์ร่วมสร้างอนาคต
ม.หัวเฉียวฯ ร่วมออกแบบอนาคตน้อง ๆ ด้วย BANI
B : Brave and Build น้องเชื่อ พี่สร้าง
น้องเชื่อมั่นในความฝันพี่พร้อมสร้างฐานความรู้และทักษะแบบแน่นปึกด้วยห้องแล็บที่มาตรฐานลงมือทำในปีแรก
A : Aspire and Assure น้องพุ่งชน พี่การันตี
น้องมีใจมุ่งมั่นพร้อมชน พี่ขอการันตีความพร้อมของหลักสูตรและ
เครือข่ายระดับสากล
N : Navigate and Nurture น้องค้นหา พี่ดูแล
น้องค้นหาเส้นทางชีวิต พี่พร้อมเป็นบ้านหลังที่สองและเป็นเข็มทิศ
นำทางคอยบ่มเพาะและดูแล
l : Ignite and Impact น้องจุดประกาย พี่ส่งเสริม
เมื่อไฟในตัวน้องจุดประกายขึ้น พี่ส่งเสริมเปลี่ยนความรู้และ Passion ให้เป็นพลังช่วยเหลือสังคม

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนสารวิทยา


โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ร่วมสนับสนุนการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนสารวิทยา เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 08.00–12.00 น. ณ โรงเรียนสารวิทยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ภายในสถานศึกษา

การฝึกซ้อมดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบการจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินภายในโรงเรียน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงาน การสื่อสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน รวมถึงประเมินความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและการนำส่งผู้ป่วย ในการนี้ โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ได้จัดส่ง ทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลและรถพยาบาล เข้าร่วมการฝึกซ้อม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฉุกเฉินตามสถานการณ์จำลอง โดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ได้ร่วมฝึกการประเมินและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการประสานงานเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการส่งต่อผู้ป่วย



การฝึกซ้อมครั้งนี้เปิดโอกาสให้บุคลากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทบทวนบทบาท หน้าที่ และขั้นตอนการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การประสานงานในสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างมีระบบ และสามารถปรับใช้แนวทางการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนชุมชนและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม โดยการเข้าร่วมฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่

การฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุจึงเป็นอีกหนึ่งกระบวนการสำคัญในการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานและประสานความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน มุ่งมั่นสนับสนุนชุมชนและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่


อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero


จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

(กรุงเทพมหานคร 28 สค. 2569) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด 


ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงราย เทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต  เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี  เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานี เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยอง เทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยอง เทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่  เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน


นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท  

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท 

สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก. 
https://www.youtube.com/playlist?list=PLDdE4QindTPw





27 สิงหาคม 2569

อมรา วิจิตรหงษ์ อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟทีมชาติไทยระดับโอลิมปิค เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ แชมป์โลกประเภทฟรีสไตล์


“คุณอมรา วิจิตรหงษ์” อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟโอลิมปิค เคยได้เหรียญทองซีเกมส์และแชมป์โลกฟรีสไตล์และเมื่อสองปีก่อนเพิ่งคว้ารางวัลจากประเทศอังกฤษ ในฐานะนักกีฬาที่ทำประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และรางวัล “รักษ์ทะเลยิ่งชีพ” เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผู้ปกป้องทะเลไทย จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม



คุณอมรา วิจิตรหงษ์ อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟโอลิมปิค เล่าว่า “มาอยู่พัทยาห้าสิบปีแล้ว ตั้งแต่อายุ 13 ไปแข่งต่างประเทศก็กลับมาอยู่พัทยาเพราะชอบมาก โดยเฉพาะที่ปัจจุบันมีคลองน้ำกร่อยอยู่ใกล้ๆ  จะมีความสมบูรณ์มาก มีป่าและทะเล มีความสุข 

ที่เราอยู่นี่คือ อมรา วอเตอร์สปอร์ต  มีวินเซิร์ฟ ซัพบอร์ด สเก็ต เรือใบแคท ในฐานะนักกีฬา อยากให้ทุกคนมาเที่ยวพัทยา อย่างที่เราเห็นความสวยอยู่ข้างหลังนี้ เราเล่นกีฬาอยู่กับธรรมชาติ ที่นี่ยังมีเต่า มีโลมา มีวาฬอยู่แถวนี้ คอนเฟิร์มได้เพราะคลุกคลีอยู่กับทะเลแห่งนี้ ไปมา 38 ประเทศแล้ว บอกเลยว่า ประเทศไทยสวยที่สุด ทั้งอาหารก็ดี ธรรมชาติก็ดี วัฒนธรรมไทยชาวโลกก็ให้ความชื่นชมอยู่แล้ว อยากให้ทุกคนช่วยกันซัพพอร์ตท่องเที่ยวไทย เพื่อพวกเราทุกคน จะได้ไม่ต้องออกนอกประเทศ”  



ละเมื่อถามถึงคนที่จะมาเล่นซัพบอร์ด เธอบอกว่า “เล่นได้หมดแม้แต่เด็กอายุไม่กี่ขวบหรือ ว่ายน้ำไม่เป็น ก็เล่นได้ เราสอนหลายคนแล้ว เรารอน้ำเรียบก่อนและพาเขาไปตรงน้ำตื้น เริ่มเอาความกลัวออกไปทีละนิด ทีมเราพร้อมที่จะซัพพอร์ต ครูติดไปกับเขาด้วยอยู่แล้วกีฬาไม่ใช่อุปสรรคแต่คือความกลัวซึ่งมาจากความคิดของมนุษย์ เอาความกลัวออกไป มีหัวใจมาเท่านั้นเอง เราจะใส่ความกล้าให้” 

สิ่งที่เราได้รับรู้เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่อมรา แต่ละถ้อยคำ แต่ละการบอกเล่า ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงพลังงานแห่งความสุขที่เปี่ยมล้น จนส่งต่อให้ผู้ฟังได้รับรู้ถึงหัวใจของพี่สาวคนนี้จริงๆ “ยินดีต้อนรับและให้ความรู้แก่ทุกคน เรามีทีมครูพร้อมที่จะสอน ครูเป็นนักกีฬาทีมชาติเช่นกัน รวมทั้งพี่ที่พร้อมจะช่วยสอนและให้คำแนะนำ อยากให้ทุกคนเก่งและมีสุขภาพที่ดี”ครูอมรา กล่าวเสียงหนักแน่น

คุณอมรา วิจิตรหงษ์ อดีตนักกีฬาวินเซิร์ฟทีมชาติไทยระดับโอลิมปิก เจ้าของเหรียญทองซีเกมส์ แชมป์โลกประเภทฟรีสไตล์ และผู้ก่อตั้ง Amara Watersports ณ อำเภอสัตหีบ (รอยต่อเมืองพัทยา)

1. เส้นทางชีวิตและหัวใจที่รักพัทยา คุณอมราย้ายมาตั้งรกรากที่พัทยาตั้งแต่อายุ 13 ปี แม้จะเดินทางไปแข่งขันกีฬาทางน้ำมาแล้วกว่า 38 ประเทศทั่วโลก แต่เธอยังคงยกให้ประเทศไทยและท้องทะเลพัทยาเป็นสถานที่ที่สวยงามที่สุด ทั้งเรื่องความสมบูรณ์ของธรรมชาติ อุดมไปด้วยป่าชายเลน คลองน้ำกร่อย รวมถึงสัตว์ทะเลอย่างเต่า โลมา และวาฬ

2. ผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจและเอาชนะความกลัว ที่ Amara Watersports มีบริการสอนกีฬาทางน้ำหลากหลายชนิด เช่น วินเซิร์ฟ, SUP Board (Stand Up Paddle Board), สเก็ต และเรือใบแคท คุณอมราเชื่อว่า "อุปสรรคในการเล่นกีฬาไม่ใช่ร่างกาย แต่คือความกลัวในใจ" เธอและทีมครูฝึกดีกรีนีกีฬาทีมชาติจึงมุ่งเน้นการสอนแบบเป็นกันเอง เริ่มจากพาผู้เรียนไปฝึกในจุดน้ำตื้น ค่อยๆ ละลายความกลัว จนแม้แต่เด็กเล็กหรือคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็สามารถเล่น SUP Board ได้อย่างปลอดภัย

3. นักอนุรักษ์ผู้ปกป้องท้องทะเลไทย นอกจากการเป็นครูผู้สอนกีฬาทางน้ำแล้ว คุณอมรายังเป็นนักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จนได้รับรางวัลจากประเทศอังกฤษในฐานะนักกีฬาผู้ทำประโยชน์แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม และรางวัล "รักษ์ทะเลยิ่งชีพ" จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


หลังกิจกรรมเล่น SUP Board ที่ศูนย์ฯ ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอปเที่ยวแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism) โดยนำขยะที่เก็บได้จากชายหาดและทะเลมาแปรรูปเป็นของประดับ ของใช้ และของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจให้กับนักท่องเที่ยวอีกด้วย




สนใจสามารถดูรายละเอียดมาร่วมสนุกกันที่ เพจ Amara Watersports
อยู่ในอำเภอสัตหีบ รอยต่อกับเมืองพัทยา 

#กรมการท่องเที่ยว #DOT #MICEAdventure

10+10 MICE Adventure ลุยน้ำ เลาะป่า ท้าคลื่น ชื่นมื่นเมืองเก่า เที่ยวผจญภัยหัวใจฟื้นสร้าง เส้นทางชลบุรี-ระยอง

ระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2569 อธิบดีกรมการท่องเที่ยวมอบหมายให้ กองพัฒนาบริการท่องเที่ยว จัดกิจกรรม FAM Trip “10+10 MICE Adventure : Work Hard x Play Smart” เส้นทางที่ 8 ชลบุรี-ระยอง นำสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และภาคีเครือข่ายด้านการท่องเที่ยว ร่วมทดสอบเพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบและประชาสัมพันธ์เส้นทาง MICE Adventure Route  เติมเต็มความสนุก ความท้าทาย ธรรมชาติ วิถีชุมชน และวัฒนธรรมไว้ในเส้นทางเดียว


เริ่มต้นลุยน้ำ พายคายัค ที่สวนพฤกษศาสตร์ระยอง ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว เพื่อการนันทนาการ จากกรมการท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่กว่า 3,800 ไร่ ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "ป่าดึกดำบรรพ์กลางน้ำ"  ลอดอุโมงค์ต้นเสม็ดขาวโบราณ ตื่นตากับความสวยงาม และ Unseen ไปกับแพหญ้าหนังหมา ผืนหญ้าใหญ่ลอยน้ำที่สามารถไปยืนได้ โดยมี คุณดนัย สรรพศรี ผอ.การสวนพฤกษศาสตร์ ระยอง ให้การต้อนรับคณะเดินทาง





สวนพฤกษศาสตร์ระยอง

ตั้งอยู่ที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและแหล่งรวบรวมพรรณไม้ภาคตะวันออกที่มีความอุดมสมบูรณ์ระดับชาติ บนพื้นที่กว่า 3,800 ไร่ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติธรรมดา แต่ยังมีประโยชน์รอบด้านทั้งในเชิงนิเวศ การศึกษา และเศรษฐกิจชุมชนสัมผัสบรรยากาศสุด Unseen ที่อุโมงค์เสม็ดโบราณ พายเรือคายัคลอดผ่านซุ้มต้นเสม็ดขาวอายุกว่าร้อยปี สัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านใบไม้สีเขียว ท่ามกลางอากาศร่มรื่น สดชื่น และความเงียบสงบที่ชวนให้ผ่อนคลายสุดๆ 






ค่าเช่าคายัค ชม.ละ 100 บาท นั่งได้ 2-3 คน นะคะ ที่นี่ สวนพฤกษศาสตร์ระยอง
ที่นี่….มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเพื่อนันทนาการ (Recreational Attraction Standard) คือเกณฑ์การประเมินคุณภาพจาก กรมการท่องเที่ยว ที่กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นสำหรับพักผ่อน หย่อนใจ และให้ความรู้ เช่น สวนสัตว์ สวนสนุก หรือสวนสาธารณะ นอกจากจะมีจุดไฮไลท์ในการพายเรือคายัครอดอุโมงค์ต้นเสม็ดขาวโบราณแล้ว ยังมีจุดลอดสะพานไม้ ที่ผู้พายเรือคายัคต้องเอนตัวลงนอนเพื่อลอดไปให้ได้ เรียกรอยยิ้มให้แก่ผู้มาผจญภัยเป็นอย่างมาก 







ช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงที่สวยที่สุดของสวนพฤกษ์ฯ  เจ้าหน้าที่บอกกับเราตั้งแต่แรกเข้าสู่ภายใน จริงดังว่า ในอดีตที่เคยมาแล้ว เมื่อปีก่อน ระดับน้ำยังไม่ขึ้นขนาดนี้ บางพื้นที่ของสภาพป่าดึกดำบรรพธ์กลางน้ำที่เห็นยังไม่สามารถนำเรือเข้ามาได้ แต่วันนี้นอกจากจะนำเรือเข้ามาได้ บางจุดยังสามารถลุยน้ำเข้าไปชื่นชมได้อย่างใกล้ชิด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายมาสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด 




หลังจากทานอาหารกลางวันกันที่ร้าน เจ๊หน่องแซ่บเว่อร์ เป็นการเยี่ยมชมประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตชาวชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส โดยขบวนรถพ่วงข้าง ร่วมย้อนเวลาหาอดีตที่ชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส เปลี่ยนโหมดมาเสพงานวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เดินเล่นชิลๆ ชมบ้านเรือนโบราณและวิถีชีวิตริมน้ำที่ยังคงความคลาสสิกไว้อย่างน่าประทับใจ ซึ่งเป็นชุมชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากกรมการท่องเที่ยว 





เที่ยวชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส (นั่งรถพ่วงข้างย้อนวันวาน)

หากกำลังมองหาทริปสโลว์ไลฟ์ที่ได้ทั้งสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมและดื่มด่ำประวัติศาสตร์ การนั่ง รถพ่วงข้างท่องเที่ยวชุมชนบ้านเก่าริมน้ำประแส ถือเป็นไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาดบรรยากาศย้อนยุค ขบวนรถพ่วงข้างจะพาแล่นลัดเลาะไปตามบ้านไม้โบราณริมน้ำ สัมผัสวิถีชีวิตอันเงียบสงบและเป็นกันเองของชาวบ้านในชุมชน

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชมจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของปากน้ำประแส ทั้งศาลสมเด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และเรือหลวงประแส (เรือรบปลดประจำการที่ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์) เสน่ห์ท้องถิ่น ชิมอาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลสดๆ และขนมโบราณฝีมือคนในพื้นที่ พร้อมถ่ายรูปเช็คอินกับมุมสวยๆ ตลอดเส้นทาง




ก่อนจะมาสูดโอโซนให้เต็มปอดที่ทุ่งโปรงทอง ปิดท้ายทริปด้วยการเดินเท้าลัดเลาะสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติท่ามกลาง ป่าชายเลนและทุ่งโปรงทอง สีเขียวขจีที่ทอดยาวสุดสายตา ฮีลใจได้ดีที่สุดและร่วมกันปล่อยปูเพื่ออนุรักษ์ให้คงอยู่ป่าชายเลนตลอดไป 







กิจกรรมเดินเท้าบนสะพานไม้ลัดเลาะ "ทุ่งโปรงทอง" ป่าชายเลนสุดอันซีนระยอง
วันนี้มาแวะเช็คอินถ่ายรูปที่ทุ่งโปร่งทอง จ.ระยอง บอกเลยว่าแสงสวยมาก โชคดีที่ไปช่วงแดดออกกำลังดี ทำให้ยอดใบของต้นโปรงทองกระทบกับแสงแดดจนกลายเป็นสีเขียวอมทองอร่ามตาไปทั่วทั้งทุ่ง ตัดกับสีของสะพานไม้เก่าแก่ ให้ฟีลธรรมชาติ

แนะนำให้มาช่วงเช้าหรือเย็น แสงจะไม่แข็งเกินไป ได้รูปออกมาปังแน่นอน แถมอากาศเดินสบายไม่ร้อนด้วย ใครยังไม่เคยมา แนะนำให้มาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้ง รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เดินเล่นรับลม ชมธรรมชาติที่ทุ่งโปร่งทอง ชาร์จพลังให้เต็มที่ 





หลังจากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อน โดยพักกันที่ โรงแรม เบย์ บีช รีสอร์ท จอมเทียน ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยวประเภทโรงแรม 


โรงแรม เบย์ บีช รีสอร์ท จอมเทียน (Bay Beach Resort Jomtien) ได้รับการรับรองมาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยวประเภทโรงแรม จากกรมการท่องเที่ยว สะท้อนถึงคุณภาพความปลอดภัยและการบริการที่เชื่อถือได้ โดยมีข้อดีและจุดเด่นสำคัญ ดังนี้:มาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยสูง ได้รับการตรวจประเมินทั้งด้านระบบความปลอดภัย อาคารสถานที่ ความสะอาด และสุขอนามัยตามเกณฑ์ของกรมการท่องเที่ยว ช่วยให้ผู้เข้าพักมั่นใจได้ในคุณภาพทำเลดีติดหาดจอมเทียน ตั้งอยู่ตรงข้ามชายหาด เพียงเดินข้ามถนนก็ถึงหาดจอมเทียน สะดวกต่อการเดินเล่น ชมวิวพระอาทิตย์ตก หรือทำกิจกรรมริมทะเลความสะดวกสบายในการเดินทางและหาของกิน อยู่ใกล้ร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ร้านอาหาร ร้านขายยา และใกล้ตลาดประมงพื้นบ้านหาดจอมเทียน





สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ห้องฟิตเนส ห้องอาหารที่รองรับบุฟเฟต์เช้าหลากหลาย รวมถึงระเบียงส่วนตัวในห้องพักที่มองเห็นวิวทะเลหรือวิวเมืองรองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม มีห้องพักกว้างขวาง เหมาะทั้งสำหรับการเดินทางแบบคู่รัก ครอบครัวที่มีเด็ก และกลุ่มเพื่อน รวมถึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการและผู้ใช้รถเข็น

วันที่สองของการเดินทาง มุ่งหน้าสู่เมืองพัทยา เมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยสีสันเหมาะสำหรับการพักผ่อนที่มีสันทนาการหลากรูปแบบ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่พาเราไปท้าคลื่นกันด้วยกิจกรรม Sup Board ที่ Amara Watersports ริมหาดจอมเทียน โดยคุณอมรา วิจิตรหงษ์ เจ้าของอมรา วอเตอร์สปอร์ต โรงเรียนสอนกีฬาวินเซิร์ฟที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย 


กิจกรรม Sup Board ที่ Amara Watersports ริมหาดจอมเทียน
เปิดประสบการณ์ทางน้ำสุดชิลและฟินไปกับคลื่นลมทะเลที่ Amara Watersport จุดเช็กอินสายแอคทิวิตี้ริมหาดจอมเทียน-นาจอมเทียน  เรียนรู้ง่าย มีผู้เชี่ยวชาญดูแล: มือใหม่ไม่ต้องกังวลเพราะมีครูฝึกคอยสอนพื้นฐานการพายและการทรงตัวอย่างใกล้ชิด ทำให้เริ่มต้นพายได้สบายๆ


บรรยากาศสุดชิลล์: ช่วงเวลาไฮไลท์ คือการพายช่วงเย็น ชมแสงพระอาทิตย์ตกดินสะท้อนผิวน้ำ ได้ทั้งความชิล ถ่ายรูปสวยเป๊ะปัง และได้ออกกำลังกายไปในตัวอุปกรณ์และบริการครบครัน: ทางร้านเตรียมอุปกรณ์ safety เสื้อชูชีพ และมีสถานที่สิ่งอำนวยความสะดวกสบายไว้รองรับครบถ้วน

ปิดท้ายด้วยการเก็บขยะชายหาด นำมาผลิตเป็นของประดับ เครื่องใช้ เที่ยวแบบฟื้นสร้าง จากขยะที่เก็บจากทะเล กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ (ตั้งอยู่ที่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี) เป็นชุมชนต้นแบบด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการจัดการสิ่งแวดล้อมริมชายหาดบ้านอำเภอ







แนวคิดเที่ยวแบบฟื้นสร้าง (Regenerative Tourism): มุ่งเน้นการท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยมีกิจกรรมสำคัญคือการรวมกลุ่มทำความสะอาดและเก็บขยะบริเวณชายหาดบ้านอำเภอการแปรรูปขยะทะเล โดยการนำขยะพลาสติกและเศษวัสดุที่เก็บได้จากชายหาดมาผ่านกระบวนการรีไซเคิล ณ โรงรีไซเคิลกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ เพื่อชุบชีวิตขยะให้กลายเป็นของประดับ ของใช้ และของมีค่า เพิ่ มมูลค่าให้ชุมชน





เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว MICE Adventure: เป็นหนึ่งในจุดจอดและทำกิจกรรมไฮไลท์ของเส้นทางท่องเที่ยวแนวผจญภัยและอนุรักษ์ (เช่น เส้นทางชลบุรี-ระยอง ของ กรมการท่องเที่ยว Department of Tourism) ที่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสทั้งความสนุกของกิจกรรมทางน้ำ และร่วมทำประโยชน์คืนสู่ธรรมชาติ




กิจกรรม FAM Trip 10+10 MICE Adventure Work Hard x Play Smart

จัดโดยกองพัฒนาบริการท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นมิติใหม่ของการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย (Adventure Tourism) ให้เข้ากับกลุ่มตลาดไมซ์ (MICE) เพื่อตอบโจทย์คนทำงานและองค์กรรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการประชุมแบบเดิมๆ มาสู่การทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจความพิเศษไฮไลต์ของกิจกรรมผสาน Work & Play อย่างลงตัวเปลี่ยนกรอบการจัดประชุม สัมมนา หรือกิจกรรม Team Building ในห้องแอร์เดิมๆ ให้กลายเป็นการทำกิจกรรมเอาท์ดอร์ผจญภัยที่ตื่นเต้นและสร้างความผูกพันในทีม (Team Bonding) เส้นทางท่องเที่ยวหลากหลายสไตล์ครอบคลุมทั้งสายลุย สายธรรมชาติ และสายประวัติศาสตร์วัฒนธรรม เช่น เส้นทางพิษณุโลก-สุโขทัย (ล่องแก่ง ผจญภัยถ้ำ ปีนผาชุมชน สัมผัสมรดกโลก) หรือเส้นทางเชียงใหม่-ลำพูนการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคี (Networking) เป็นศูนย์รวมในการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ บริษัทนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ 


เพื่อผลักดันให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยว MICE Adventure ที่ใช้งานได้จริงในระดับธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และกระจายรายได้: เน้นทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น นำอัตลักษณ์และกิจกรรมผจญภัยในพื้นที่มาสร้างคุณค่าใหม่ ช่วยกระจายรายได้สู่ฐานรากอย่างมีทิศทาง

#กรมการท่องเที่ยว #DOT #MICEAdventureRoute