27 มีนาคม 2569

เปิดเวทีองค์ความรู้จากงานวิจัย สู่การพัฒนาพื้นที่สูงอย่างมั่นคงและยั่งยืน


เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. จัดการประชุมวิชาการ “คุณูปการผลงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง สู่ความมั่นคงและยั่งยืน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโครงการหลวง ชนกาธิเบศรดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ เครือข่ายวิจัย และเกษตรกรเข้าร่วมประชุม



การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการเผยแพร่ผลสำเร็จจากการดำเนินงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการต่อยอดผลงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งก่อให้เกิด “คุณูปการ” ของงานวิจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปี มูลนิธิโครงการหลวง ได้นำงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูง ทั้งด้านอาชีพ รายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ


ภายในงานมีการถ่ายทอดผลสำเร็จของงานวิจัยที่ต่อยอดจากองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับภูมิสังคม การใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ไปจนถึงการพัฒนาชุมชนและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากงานวิจัยในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงาน และชุมชน ผ่านการบรรยายพิเศษ การเสวนาเชิงนโยบาย และการนำเสนอผลงานวิจัยทั้งในรูปแบบบรรยายและโปสเตอร์ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบทการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน ทั้งด้านเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG โมเดล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ประธานคณะทำงานวิจัย มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า งานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงถือเป็นภารกิจหลักที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 ตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาทางเลือกบนพื้นที่สูง โดยยึดหลัก “หากไม่รู้อะไร ให้ทำงานวิจัย” เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ พร้อมทั้งสืบสานพระราชปณิธานในการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน


ทั้งนี้ งานวิจัยของโครงการหลวงได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ในทุกมิติ โดยช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพให้เกษตรกร ควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และลดความเหลื่อมล้ำในชุมชน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลายประเทศ

จากการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาตลอดระยะเวลากว่า 57 ปี สามารถสร้างมูลค่าผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมกว่า 1.25 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2568 โครงการหลวงสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้เกษตรกรรวมกว่า 1,300 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 166,949 บาทต่อครัวเรือน แสดงให้เห็นถึงคุณูปการของงานวิจัยที่สามารถนำองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนบนพื้นที่สูงให้ดีขึ้น ด้วยความรู้จากผลงานวิจัย ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญบนพื้นที่สูง ทั้งปัญหาพืชเสพติด การทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสม และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยพัฒนาเป็น “ทางเลือก” ที่ยั่งยืน ซึ่งได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UNODC  ด้านยาเสพติด และอาชญากรรม ในการกำหนดเป็นหลักการและแนวทางปฏิบัติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน UNODC ในต่างประเทศ และนำไปขยายผลในหลายประเทศในภูมิภาค

ภายในงาน ยังจัดให้มีกิจกรรมสำคัญเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ได้แก่ การบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายและกลไกการขับเคลื่อนงานวิจัยเพื่อการพัฒนาพื้นที่สูง ภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม” การเสวนาวิชาการในหัวข้อ “ความท้าทายและความต้องการงานวิจัยพื้นที่สูงในอนาคต” โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำเสนอคุณูปการของงานวิจัยและการพัฒนาพื้นที่สูง

 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตร และประธานอนุกรรมการวิจัย สวพส. กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการองค์ความรู้ทั้งด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชน ควบคู่กับการนำผลงานวิจัยไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เกิดการสร้างอาชีพที่มั่นคง และพัฒนาพื้นที่สูงให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

 นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่าย ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และขยายผลในพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงการประกวดผลงานวิจัย เพื่อกระตุ้นการพัฒนางานวิจัยอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของงานวิจัยในฐานะกลไกสำคัญในการพัฒนาพื้นที่สูงของประเทศสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติ

มูลนิธิธนชาตฯ ผนึกกำลัง MBK และพันธมิตร แจกฟรี “มะพร้าวน้ำหอม” กว่าหมื่นลูกใจกลางกรุง

นำร่องช่วยชาวสวนฝ่าวิกฤตราคาตกต่ำ  ปลุก Soft Power ไทยคึกคัก

กรุงเทพฯ 27 มีนาคม 2569 — มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย กลุ่มธนชาต ร่วมกับ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ BTS จัดกิจกรรม “เกษตรกรไทยยังยิ้มได้ : Let’s go! Coconuts” ณ ลานสกายวอล์ค ชั้น 2 MBK Center เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ พร้อมสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและอัตลักษณ์ของมะพร้าวน้ำหอมไทย  ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ


นายเกรียงไกร ภูริวิทย์วัฒนา ประธานมูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า โครงการ “เกษตรกรไทยยังยิ้มได้” เป็นความริเริ่มของ “มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย”  ที่ห่วงใยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยในช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำ และได้ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผ่านการรับซื้อผลผลิตโดยตรงแล้วนำมาแบ่งปันให้แก่สาธารณชนทั่วไป   โดยกิจกรรมนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการสร้างโอกาสและสร้างกำลังใจให้เกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเองในระยะยาว  

“สาระสำคัญของกิจกรรมนี้ไม่ได้อยู่ที่การรับซื้อมะพร้าวจากชาวสวนมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชน แต่อยู่ที่การส่งสัญญาณให้เกษตรกรเห็นว่า สังคมไทยยังมองเห็นคุณค่าและพร้อมยืนอยู่เคียงข้างกันในวันที่เผชิญความท้าทาย ความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้  นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการขับเคลื่อนความช่วยเหลือที่สามารถต่อยอดไปสู่ผลผลิตทางการเกษตรประเภทอื่น ๆ ได้ในอนาคต” นายเกรียงไกรกล่าว

ด้านนายสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในการจัดกิจกรรม ณ ลานสกายวอล์ค ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ว่า  MBK Center  มีความยินดีและมีความตั้งใจที่จะใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเกษตรกรกับคนเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปรวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ร่วมให้กำลังใจเกษตรกรไทย และได้สัมผัสคุณค่าของมะพร้าวน้ำหอมซึ่งมิได้เป็นเพียงผลผลิตทางการเกษตรเท่านั้น หากยังเป็นหนึ่งใน Soft Power ของไทยที่มีศักยภาพและคุณภาพในระดับสากลด้วย

ขณะที่ นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรไทย พร้อมยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยจากผลไม้เศรษฐกิจสู่ Soft Power ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเทศไทย ผ่านรสชาติ วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย




ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก และได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ทยอยเข้ามารับมะพร้าวน้ำหอมพร้อมดื่ม ซึ่งนำมาแจกฟรีในงานกว่า 10,000 ลูก   พร้อมทั้งเมนูขนมและเครื่องดื่มจากมะพร้าวน้ำหอม  อาทิ ขนมต้ม ขนมบ้าบิ่น ไอศกรีมกะทิ และน้ำมะพร้าวปั่น  โดยมะพร้าวน้ำหอมที่นำมาจัดกิจกรรมครั้งนี้รับซื้อมาจากเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ที่ประสบปัญหาไม่มีผู้รับซื้อผลผลิต และส่งผลกระทบต่อการครองชีพของชาวสวนเป็นอย่างมาก

โครงการ “เกษตรกรไทยยังยิ้มได้”  ภายใต้การดำเนินงานของ “มูลนิธิธนชาตเพื่อสังคมไทย”  มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เกษตรกรไทยในวันที่เผชิญปัญหา โดยก่อนหน้านี้เคยจัดกิจกรรมช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดและมะม่วงที่เผชิญวิกฤตราคาตกต่ำ สามารถช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดการสูญเสียจากผลผลิตที่อาจเน่าเสีย  พร้อมตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการสนับสนุนภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

อัปเดตมุมมองและทิศทางธุรกิจของ Scoot ในปี 2026

น้ำมันที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า แนวโน้มราคาจะไป หลายคนเริ่มมองหาโซลูชันการเดินทางที่คุ้มค่า Scoot คือสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2555 และควบรวมกิจการกับ Tigerair Singapore ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 โดยยังคงชื่อแบรนด์ Scoot เอาไว้เพื่อมุ่งหน้าสู่การเติบโตบทใหม่ขององค์กร ปัจจุบัน Scoot ให้บริการด้วยเครื่องบินที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพจำนวนมากกว่า 50 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner, เครื่องบิน Airbus A320 ตระกูลเครื่องบินลำตัวเดี่ยว และเครื่องบิน Embraer E190-E2 โดยให้บริการครอบคลุมกว่า 80 ปลายทางใน 18 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป ล่าสุด Scoot สายการบิน Low-Cost Carrier (LCC) ในเครือ Singapore Airline แถลงแผนธุรกิจ Scoot ปี 2026


Mr. Lee Yong Sin Vice President, Pricing, Ancillaries & Sales ของ Scoot ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2567 โดยมีบทบาทในการดูแลด้านการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคา (Pricing) การบริหารรายได้จากบริการเสริม (Ancillary) และ การขาย (Sales) ในระดับโลกของสายการบิน ก่อนหน้านี้ เขาเคยดำรงตำแหน่ง Vice President, Sales ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลยุทธ์การขายของ Scoot ในตลาดทั่วโลก

ในประเทศไทย Scoot ให้บริการเที่ยวบินสู่กรุงเทพฯ (BKK) ภูเก็ต (HKT) กระบี่ (KBV) เชียงใหม่ (CNX) เกาะสมุย (USM) และหาดใหญ่ (HDY) และด้วยการเปิดตัวบริการเที่ยวบินใหม่สู่เชียงราย (CEI) (5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ทำให้ Scoot มีบริการเที่ยวบินสู่ประเทศไทยรวม 111 เที่ยวต่อสัปดาห์

ปัจจุบัน Scoot ไม่ได้เป็นแค่สายการบินราคาประหยัด (low-cost carrier หรือ LCC) ทั่วไป แต่เป็นสายการบินที่มีใจรักในการเดินทาง ที่เชื่อมั่นในพลังแห่งการเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมจากหลากหลายมุมโลกเข้าด้วยกัน พร้อมเดินหน้าค้นหาโอกาสใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ในฐานะสายการบินราคาประหยัดชั้นนำระดับนานาชาติที่ได้รับรางวัลมามากมาย โดย Scoot มุ่งมั่นที่จะให้บริการที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพ พร้อมทางเลือกการเดินทางที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบาย ราบรื่น และคุ้มค่าให้กับผู้โดยสารทุกท่าน

Scoot ให้บริการครอบคลุมมากกว่า 80 จุดหมายปลายทางใน 18 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป รูปแบบเครือข่ายแบบ hub-and-spoke ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายสำคัญได้อย่างสะดวก เอเชียเหนือ (ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กลุ่มประเทศอาเซียน) เส้นทางระยะไกล (ยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง)

นอกจากนี้ Scoot ยังขยายขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อผ่านความร่วมมือกับสายการบินพันธมิตร ทั้ง Singapore Airlines และสายการบินระดับโลกอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย:
การเดินทางด้วยบัตรโดยสารใบเดียว (single-ticket itinerary)
การโอนสัมภาระอย่างต่อเนื่อง (seamless baggage transfer)
เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายเส้นทางบินที่กว้างขึ้นนอกเหนือจากเส้นทางบินตรง


ด้านฝูงบิน Scoot วางกลยุทธ์โดยเลือกใช้ประเภทเครื่องบินให้เหมาะสมกับระยะทางและความต้องการของเส้นทางบิน โดยประกอบด้วย
เครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner สำหรับเส้นทางระยะไกลที่ต้องการความจุสูงและความสะดวกสบาย
เครื่องบิน Airbus A320 ตระกูล A320/A321 สำหรับเส้นทางระยะสั้นถึงระยะกลางในภูมิภาค
เครื่องบิน Embraer E190-E2 สำหรับเส้นทางภูมิภาค เมืองรอง และเส้นทางที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม

เครื่องบิน Embraer E190-E2 ถือเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของ Scoot จากบริษัท Embraer ประเทศบราซิล โดย Scoot ได้รับมอบเครื่องบินลำแรกในเดือนเมษายน 2567 และเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกในเดือนพฤษภาคม 2567 การนำเครื่องบินรุ่นนี้มาใช้งานช่วยให้ Scoot สามารถขยายเครือข่ายไปยังตลาดใหม่ที่ยังไม่ได้รับการให้บริการ เพิ่มความสามารถในการทำกำไรในเส้นทางที่มีความต้องการไม่สูงมาก และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงรวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ในอีกด้านหนึ่งรูปแบบเครือข่ายแบบ hub-and-spoke ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายสำคัญได้อย่างสะดวก
เอเชียเหนือ (ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กลุ่มประเทศอาเซียน)
เส้นทางระยะไกล (ยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง)

นอกจากนี้ Scoot ยังขยายขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อผ่านความร่วมมือกับสายการบินพันธมิตร ทั้ง Singapore Airlines และสายการบินระดับโลกอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้นScoot ให้บริการครอบคลุมมากกว่า 80 จุดหมายปลายทางใน 18 ประเทศและเขตปกครองทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง และยุโรป

รูปแบบเครือข่ายแบบ hub-and-spoke ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายสำคัญได้อย่างสะดวก
เอเชียเหนือ (ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้)
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กลุ่มประเทศอาเซียน)
เส้นทางระยะไกล (ยุโรป ออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง)

นอกจากนี้ Scoot ยังขยายขีดความสามารถด้านการเชื่อมต่อผ่านความร่วมมือกับสายการบินพันธมิตร ทั้ง Singapore Airlines และสายการบินระดับโลกอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย:
การเดินทางด้วยบัตรโดยสารใบเดียว (single-ticket itinerary)
การโอนสัมภาระอย่างต่อเนื่อง (seamless baggage transfer)
เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายเส้นทางบินที่กว้างขึ้นนอกเหนือจากเส้นทางบินตรง

ในด้านฝูงบิน Scoot วางกลยุทธ์โดยเลือกใช้ประเภทเครื่องบินให้เหมาะสมกับระยะทางและความต้องการของเส้นทางบิน โดยประกอบด้วย
เครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner สำหรับเส้นทางระยะไกลที่ต้องการความจุสูงและความสะดวกสบาย
เครื่องบิน Airbus A320 ตระกูล A320/A321 สำหรับเส้นทางระยะสั้นถึงระยะกลางในภูมิภาค
เครื่องบิน Embraer E190-E2 สำหรับเส้นทางภูมิภาค เมืองรอง และเส้นทางที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม

เครื่องบิน Embraer E190-E2 ถือเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของ Scoot จากบริษัท Embraer ประเทศบราซิล โดย Scoot ได้รับมอบเครื่องบินลำแรกในเดือนเมษายน 2567 และเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกในเดือนพฤษภาคม 2567 การนำเครื่องบินรุ่นนี้มาใช้งานช่วยให้ Scoot สามารถขยายเครือข่ายไปยังตลาดใหม่ที่ยังไม่ได้รับการให้บริการ เพิ่มความสามารถในการทำกำไรในเส้นทางที่มีความต้องการไม่สูงมาก และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงรวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอน

การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องใ นส่วนของธุรกิจการเดินทางด้วยบัตรโดยสารใบเดียว (single-ticket itinerary) การโอนสัมภาระอย่างต่อเนื่อง (seamless baggage transfer) เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเครือข่ายเส้นทางบินที่กว้างขึ้นนอกเหนือจากเส้นทางบินตรง

ในด้านฝูงบิน Scoot วางกลยุทธ์โดยเลือกใช้ประเภทเครื่องบินให้เหมาะสมกับระยะทางและความต้องการของเส้นทางบิน โดยประกอบด้วย
เครื่องบิน Boeing 787 Dreamliner สำหรับเส้นทางระยะไกลที่ต้องการความจุสูงและความสะดวกสบาย
เครื่องบิน Airbus A320 ตระกูล A320/A321 สำหรับเส้นทางระยะสั้นถึงระยะกลางในภูมิภาค
เครื่องบิน Embraer E190-E2 สำหรับเส้นทางภูมิภาค เมืองรอง และเส้นทางที่มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม

เครื่องบิน Embraer E190-E2 ถือเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดของ Scoot จากบริษัท Embraer ประเทศบราซิล โดย Scoot ได้รับมอบเครื่องบินลำแรกในเดือนเมษายน 2567 และเริ่มให้บริการเที่ยวบินแรกในเดือนพฤษภาคม 2567 การนำเครื่องบินรุ่นนี้มาใช้งานช่วยให้ Scoot สามารถขยายเครือข่ายไปยังตลาดใหม่ที่ยังไม่ได้รับการให้บริการ เพิ่มความสามารถในการทำกำไรในเส้นทางที่มีความต้องการไม่สูงมาก และช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงรวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอน

E190-E2 ยังเป็นเครื่องบินลำตัวเดี่ยวที่มีเสียงเงียบและประหยัดพลังงานมากที่สุดในกลุ่มเดียวกัน โดยสามารถลดการปล่อยคาร์บอนและการใช้เชื้อเพลิงได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับเครื่องบิน E-Jets รุ่นก่อนหน้า ด้วยเทคโนโลยีด้านอากาศพลศาสตร์ การออกแบบปีกแบบใหม่ และนวัตกรรมที่ทันสมัย

Scoot เลือกใช้รูปแบบการให้บริการแบบยืดหยุ่น โดยแตกต่างจากสายการบินแบบฟูลเซอร์วิสที่รวมบริการไว้ในแพ็กเกจเดียว Scoot เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารสามารถเลือกบริการเพิ่มเติมได้ตามความต้องการ เช่น

ScootPlus ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ด้านบริการลำดับความสำคัญ น้ำหนักสัมภาระที่มากขึ้น อาหาร และ Wi-Fiตัวเลือกการอัปเกรดที่นั่ง เช่น Stretch Seats และ Preferred Seats Scoot Café ที่มีเมนูอาหารบนเครื่องที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านอาหารที่หลากหลาย Scoot ยังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อรองรับผู้เดินทางที่วางแผนการเดินทางด้วยตนเองตลอดทั้งเส้นทาง โดยประกอบด้วย

ระบบจองตั๋วและจัดการการเดินทางผ่านมือถือ การเช็กอินออนไลน์เพื่อลดการพึ่งพาการให้บริการที่สนามบิน แชตบอต AI “Marvie” สำหรับให้ข้อมูลและช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ แพลตฟอร์ม ScootHub บนเครื่องบินที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ด้านความบันเทิงและการเชื่อมต่อระหว่างการเดินทาง

ทั้งหมดนี้ช่วยลดความซับซ้อนในการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีการใช้งานมือถือและดิจิทัลในระดับสูง

ด้านความยั่งยืน
Scoot มุ่งเน้นการดำเนินงานภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) การบริหารจัดการทรัพยากร (Resource Management) และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Positive Impact on Society)

ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)
Scoot มุ่งรักษาฝูงบินที่มีความทันสมัยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสียงรบกวน
ตั้งเป้าหมายในการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ให้ได้ 5% ภายในปี 2573ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง เช่น การปรับเส้นทางบินและลดน้ำหนักเครื่องบิน การเข้าร่วมโครงการ CORSIA ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนที่ไม่สามารถลดได้ด้วยเทคโนโลยีหรือการดำเนินงาน

ด้านการบริหารจัดการทรัพยากร (Resource Management)
Scoot ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งแสวงหาแนวทางอย่างต่อเนื่องในการลดของเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการทำงานแบบดิจิทัลตัวอย่างเช่น Scoot ลดการใช้กระดาษผ่านการใช้แบบฟอร์มดิจิทัลแบบบูรณาการ นำระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อลดระยะเวลาในการดำเนินงานและลดข้อผิดพลาด รวมถึงให้ข้อมูลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์แก่ลูกเรือผ่านระบบ Electronic Flight Bag สำหรับนักบิน และแอปพลิเคชัน SKY สำหรับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดย Scoot ยังคงมองหาโอกาสในการนำหลักการ 5R มาปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

แนวทางการดำเนินงานด้านดิจิทัล
Scoot Mobile Appจองตั๋วและเช็กอินผ่านมือถือได้ทุกที่ เพื่อให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถปรับเปลี่ยนการจองได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการเลือกที่นั่ง การเพิ่มสัมภาระ และการตั้งค่าการใช้งาน Wi-Fi รวมถึงติดตามข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ผ่านการแจ้งเตือน

Mobile and web check-in
บริการเช็กอินผ่านมือถือและเว็บไซต์ของ Scoot เปิดให้ใช้งานตั้งแต่ 48 ชั่วโมง ถึง 1.5 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทางสำหรับเที่ยวบินที่กำหนด พร้อมบริการ Scoot-to-Gate ที่ช่วยให้ผู้โดยสารที่มีสิทธิ์สามารถข้ามขั้นตอนเคาน์เตอร์เช็กอิน และเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขึ้นเครื่องได้โดยตรง

Marvie chatbot
ค้นหาเที่ยวบิน ตรวจสอบรายละเอียดการจอง และรับความช่วยเหลือผ่านระบบดิจิทัลแบบ mobile-first พร้อมให้บริการผ่านเว็บไซต์ Scoot, WhatsApp และ WeChat และรองรับการตอบคำถามทั่วไปในภาษาอังกฤษ จีนตัวย่อ และจีนตัวเต็ม

WeChat
แพลตฟอร์มการจองผ่าน WeChat ของ Scoot ช่วยให้การวางแผนการเดินทางเป็นเรื่องง่าย ผู้โดยสารสามารถจองตั๋ว ชำระเงินผ่าน WeChat Pay จัดการการจอง และเช็กอินได้ภายในระบบเดียว เพียงสแกนก็สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ โปรโมชั่น กิจกรรม และการเปิดเส้นทางบินใหม่

ScootHub
แพลตฟอร์มความบันเทิงบนเครื่องบินที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์มือถือ เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2563 เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของสายการบินโลว์คอสต์


การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Positive Impact on Society)
ที่ Scoot พนักงานได้รับการส่งเสริมให้มีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนอกเหนือจากหน้าที่การงาน และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ภายใต้โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (Corporate Social Responsibility) “Painting Hearts Yellow” บริษัทได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาส เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการทำงานอาสาสมัคร เช่น การเข้าร่วมงานเลี้ยงประจำปีกับองค์กร Children’s Wishing Well หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมบริจาคของ Scoot เช่น Scoot ‘n’ Swap Flea Market ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักภายในองค์กร ทั้งนี้ บริษัทสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านนโยบายต่าง ๆ เช่น การให้วันลาเพื่อทำกิจกรรมอาสาสมัคร

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.FlyScoot.com

โครงการ OneSight Clinic สรุปผลการดำเนินงานเพื่อสังคม

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคารรักษาพยาบาลและฟื้นฟูข้าราชการตำรวจ โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ท.ไพบูลย์ เจียมอนุกูลกิจ นายแพทย์ (สบ 8) รักษาราชการแทน นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจ้าของโครงการ โครงการ OneSight Clinic  ให้เป็นประธานเปิด ซึ่งจัดขึ้น 2 วัน คือวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม และวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569




โดยมี คณะผู้บริหาร โรงพยาบาลตำรวจ  และคณะผู้บริหารมูลนิธิ OneSight EssilorLuxottica Foundation เข้าร่วมพิธี โอกาสนี้ ผู้แทนมูลนิธิ OneSight กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ และ Mr. Franck Webert, Head of Asia Pacific RX ผู้บริหารมูลนิธิ OneSight กล่าวสรุปผลการดำเนินงานเพื่อสังคมที่ผ่านมาเพื่อแสดงความห่วงใยต่อสุขภาพทางสายตาของข้าราชการตำรวจ บุคลากรโรงพยาบาลตำรวจ และประชาชน โดยให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นตาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้ารับบริการจำนวน 1,365 ราย 


โครงการดังกล่าวได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้ารับบริการ ซึ่งผู้เข้ารับบริการแสดงความขอบคุณต่อ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, มูลนิธิ OneSight EssilorLuxottica Foundation, โรงพยาบาลตำรวจ และหน่วยงานผู้สนับสนุนที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสายตา

26 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย จัดดวลสวิงกระชับมิตร พบคู่ค้าภาคเหนือ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026”


วิริยะประกันภัย จัดดวลสวิงกระชับมิตร พบคู่ค้าภาคเหนือ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026”

     นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026” โซนภาคเหนือ โดยมี นายจตุรงค์ แสงสุข ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 1 (ภาคเหนือ) ด้านสาขา นำคณะผู้บริหาร และบุคลากรในสังกัด รวมถึงกลุ่มคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กร สร้างเสริมสุขภาพผ่านการแข่งขันกีฬา ตลอดจนเป็นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิริยะประกันภัย ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์บริการให้กับกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเติบโตเคียงข้างกันอย่างมั่นคงยั่งยืน โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั้งส่วนกลางและภาคเหนือ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 170 คน ณ สนามเชียงใหม่ ไฮแลนด์ กอล์ฟ แอนด์สปา รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่



     สำหรับ กิจกรรม “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026” ถือได้ว่าเป็นการสานต่อความสำเร็จของการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมสัมพันธ์ประจำปี ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทั้ง 6 ภูมิภาคเป็นอย่างดีเสมอมา โดยนอกจากกิจกรรมการแข่งขันกีฬากอล์ฟแล้ว บริษัทฯ ยังได้จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้รับรางวัลชนะเลิศประเภทต่าง ๆ รวมถึงงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทุกท่าน เป็นอันปิดท้ายกิจกรรมอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ การแข่งขันครั้งถัดไป ฝ่ายปฏิบัติการภาค 1 (ภาคเหนือ) ได้ส่งไม้ต่อให้กับฝ่ายปฏิบัติการภาค 6 (ภาคกรุงเทพฯ) เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันตามตารางทัวร์นาเมนต์สนามที่ 2 ในพื้นที่โซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือนมีนาคมต่อไป

ปฏิวัติวงการไข่ไก่ไทย! “ชัยพรฟาร์ม” ทุบกรงตับ สู่ “เคจฟรีฟาร์ม”

ปฏิวัติวงการไข่ไก่ไทย! “ชัยพรฟาร์ม” ทุบกรงตับ สู่ “เคจฟรีฟาร์ม” ทรานส์ฟอร์มอาณาจักร 200 ไร่ สู่ฟาร์มไก่ไม่ขังกรงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!

[สุพรรณบุรี] – ปิดตำนานฟาร์มไก่คอนโด! เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการปศุสัตว์อย่าง “ชัยพรฟาร์ม” ประกาศก้องความมุ่งมั่นครั้งประวัติศาสตร์ ตัดสินใจยุติการเลี้ยงไก่แบบกรงตับ (Battery Cage) เพื่อส่งไม้ต่อให้ “บริษัท เคจฟรีฟาร์ม จำกัด” เนรมิตพื้นที่กว่า 200 ไร่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้กลายเป็นสรวงสวรรค์ของไก่ไข่ภายใต้ระบบ “ไม่ขังกรง” (Cage-Free) ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!

ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีเลี้ยง แต่คือการ “ปลดปล่อย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ (Animal Welfare) อย่างแท้จริง เคจฟรีฟาร์มประกาศโรดแมปสุดท้าทาย เริ่มต้นเดินเครื่องเลี้ยงไก่ไม่ขังกรงเฟสแรก 200,000 ตัว ภายในปี 2569 และปักธงพุ่งทะยานสู่เป้าหมายมหาศาลที่ 1,000,000 ตัว ภายในปี 2570 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในระบบการเลี้ยงแบบไร้กรงของไทย

ฟาร์มสีเขียว พลังงานสะอาดเพื่อโลกที่ยั่งยืน
โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่สวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังมุ่งเน้นการเป็น “Smart & Green Farm” ด้วยการผสานพลังงานจากธรรมชาติเข้ากับระบบการผลิต:

Solar Power Revolution: เตรียมติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบ เพื่อใช้พลังงานสะอาดในการบริหารจัดการฟาร์ม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Circular Economy: การจัดการของเสียจากฟาร์มจะถูกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรหมุนเวียน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฟองไข่จากที่นี่ คือผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด

“เราไม่ได้แค่ผลิตไข่ แต่เราสร้างมาตรฐานใหม่ให้โลกจำ”


คุณชัยพร สีถัน ผู้ก่อตั้ง ชัยพรฟาร์ม เผยว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือการตอบสนองต่อเสียงเรียกของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารที่ปลอดภัยและมีที่มาอย่างมีจริยธรรม การเปลี่ยนจากระบบกรงตับสู่ระบบไม่ขังกรงบนพื้นที่ 200 ไร่ จะทำให้ไก่ได้ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ มีความสุข และส่งต่อความสุขนั้นผ่าน “ไข่ไก่คุณภาพพรีเมียม” ถึงมือคนไทยทุกคน  นับจากนี้เป็นต้นไป ชื่อของ “เคจฟรีฟาร์ม” จะไม่ใช่แค่ฟาร์มไก่ แต่คือสัญลักษณ์แห่งการปฏิรูปเกษตรกรรมไทยสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ!

สำหรับบริษัท ผู้ซื้อ และธุรกิจอาหารที่สนใจจัดหาไข่ไก่ cage-free Happy Egg Connect
เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟาร์มที่ผ่านการรับรอง กับผู้ซื้อทั่วประเทศไทยและเอเชีย
ติดต่อเราได้ที่ info@catalystintercorp.org

“อัครา” ปั้นทัพ “ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ”

25 มีนาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวลงนาม MOU ร่วมกับกรมลดโลกร้อน ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล

วันนี้ (23 มีนาคม 2569) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมลงนาม โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสักขีพยาน


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งบูรณาการมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ควบคู่กับมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าสู่การประเมินมาตรฐานระดับสากล อาทิ Green Hotel Plusอรวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้และสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวและโรงแรมให้สามารถปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมการท่องเที่ยวจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวสู่การปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพบริการในทุกมิติ ทั้งด้านโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดแผนงานและโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เปิดฉาก ASEE & ARHC 2026 งานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระบบปรับอากาศ และห้องปลอดเชื้อ

ตอบรับแผนพลังงานภูมิภาค ตั้งเป้าปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 30% ของพลังงานหลัก ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาดเติบโตได้ต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชนของประเทศไทยและจีนผนึกกำลังจัดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน นำทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 รายร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการพร้อมกันสองงานภายใต้ชื่อ ASEE 2026 : ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo ซึ่งมุ่งเน้นโซลูชันพลังงานอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน และ ARHC 2026 : ASEAN RHVAC & Cleanroom Industry Expo ที่เน้นเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ คาดตลอด 3 วันจัดงานระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 18,000 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้ชื่อ ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo หรือ ASEE 2026 และ ASEAN Refrigeration, Heating & Cooling Expo หรือ ARHC 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

งาน ASEE & ARHC 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในอาเซียน โดยรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศกว่า 400 รายจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการ ตอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ โซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน ทางสภาวิศวกร พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตร ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจไทย ได้พบปะผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก

นายณรงค์ วัชรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGAT) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก กฟผ. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน แนวทางการลดคาร์บอน รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

"งาน ASEE 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวบรวมเหล่าผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันพลังงานอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน นวัตกรรมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ความทันสมัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ทาง กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานเต็มกำลังและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน"

นายพิเชษฐ วงษ์เคี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) กล่าวเสริมถึงการร่วมสนับสนุนการจัดงาน ASEE & ARHC 2026 ด้วยความสอดคล้องอย่างยิ่งกับภารกิจของ PEA ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือนวัตกรรมโครงข่ายดิจิทัล จะสามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ PEA ได้รุดหน้าโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการวัดขั้นสูง (AMI), ระบบบริหารจัดการโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าขั้นสูง (ADMS), การพัฒนาไมโครกริด (Microgrid) รวมถึงโครงการนำร่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้นทั่วประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

นายถัง ชางเจียง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่กวางตุ้ง กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ขณะที่ตลาดอาเซียนมีความโดดเด่นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคพลังงานใหม่ระดับโลก ซึ่งมอบโอกาสอันมหาศาลในการสร้างความร่วมมือ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ล้ำสมัยและประสบการณ์การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในกวางตุ้งที่ได้รวบรวมจุดแข็งตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

งาน ASEE & ARHC 2026 ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะรวบรวมทรัพยากรที่มีคุณภาพ เช่น หน่วยงานจัดซื้อของรัฐบาลไทยและผู้ซื้อรายหลักจากทั่วโลก แต่ยังช่วยให้สถานประกอบการต่างๆ มีเส้นทางที่รวดเร็วขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขยายตัวไปยังต่างประเทศ และบรรลุความร่วมมือที่แม่นยำ บริษัทสมาชิกของเรายังได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจัดแสดง อาทิ โซเดียมไอออนแบตเตอรี่ (Sodium-ion batteries), แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต (Solid-state batteries) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของภาคพลังงานใหม่

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น และการก้าวไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของนานาประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ได้รับรองแผนพลังงานภูมิภาคฉบับใหม่สำหรับปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเป็น 30% ของแหล่งพลังงานหลัก และ 45% ของกำลังการผลิตติดตั้ง ทิศทางนโยบายเหล่านี้ได้ฉีดแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้กับความร่วมมือสีเขียวในภูมิภาค และเป็นเวทีที่กว้างขวางสำหรับสองนิทรรศการเฉพาะทางในวันนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “พลังงานสะอาด” รวมถึง “ระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาด (HVACR and Cleanroom)”

งาน ASEE & ARHC 2026 ได้รวบรวมสถานประกอบการจัดแสดงโซลูชันพลังงานอัจฉริยะล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีระบบปรับอากาศและห้องสะอาดขั้นสูง นอกเหนือจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาตามหัวข้อต่างๆ และเซสชันการจับคู่ทางธุรกิจที่ตรงจุด จากภาพรวมงานนี้ได้การตอบรับอย่างดีจากคณะผู้จัดซื้อหลักจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น สาธารณูปโภคไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และวิสาหกิจแปรรูปอาหาร โดยคาดว่าผู้ซื้อในท้องถิ่นอาเซียนจะมีสัดส่วนมากกว่า 45%

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น


ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ ผ่านเวทีสัมมนา ASEE Smart Energy & Energy Storage Summit: อัปเดตเทรนด์พลังงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย Dr. Andy Tirta จาก ASEAN Centre for Energy (ACE), ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), Dr. Gopal Energy Foundation, และ Global Wind Energy Council เวทีสัมมนา ARHC ASEAN RHVAC & Cleanroom Summit: อัดแน่นด้วยช่วง Innovation Sharing Session และ Insight Exchange จากวิทยากรชั้นนำ เช่น สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand) และสมาคมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality Association Thailand) และ ฟอรัมพิเศษ (Featured Forum): ภายใต้ธีม "Beyond Smart Grids - Powering AI and Data Centers in Southeast Asia"

นายหวัง เจ้าหยุน กล่าวอีกว่า ASEE & ARHC 2026 เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ของไทยและต่างประเทศ พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ อาทิ ศูนย์พลังงานอาเซียน สภาวิศวกร (ประเทศไทย) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมและองค์กรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น สถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ สภาพลังงานลมโลก สมาคมผู้เจรจาด้านพลังงานระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตกังหันลมแห่งอินเดีย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สมาคมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นแห่งมาเลเซีย สมาคมคุณภาพอากาศในอาคารประเทศไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย เป็นต้น





อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอด 3 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน โดยเป็นผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด HVACR, คลีนรูม และพลังงานที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในอาเซียน

สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลของทั้งสองงาน ASEE & ARHC 2026
เพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทาง www.aseancleanenergyexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=3 และ www.aseanhvacexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=4

แพทย์ รพ. พญาไท 1 ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้บนเวที DST 2026

สะท้อนความเป็นผู้นำด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine ระดับประเทศ


โรงพยาบาลพญาไท 1 เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางการแพทย์ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีวิชาการระดับประเทศ ล่าสุด ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการจากศูนย์ศัลยกรรมความงามและเลเซอร์ผิวหนัง ได้รับเกียรติร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 50 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (DST 2026) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมล่าสุดด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine จากแพทย์เฉพาะทางทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนามาตรฐานการรักษาในวงการแพทย์ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง



ภายในงาน นพ.ชิดชน ศักดิ์จิรพาพงษ์ แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ป้องกัน ผู้ดูแลด้านความงามและเลเซอร์ ได้นำเสนอองค์ความรู้เชิงลึกผ่านหัวข้อวิชาการที่เน้นการรักษาแบบ Evidence-Based และ Clinical Precision อาทิ การประยุกต์ใช้ Combination Therapy ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Protocol-Driven) รวมถึงเทคนิคการออกแบบผลลัพธ์ด้านความงามอย่างเป็นธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Biostimulation ซึ่งสะท้อนแนวคิดการรักษาที่ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ ภายใต้กรอบมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล

ภายในงาน ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ใน Session ด้าน Advanced Alopecia Management โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Guideline) สู่การใช้งานจริง (Real-World Evidence) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการรักษาปัญหาผมบางและผมร่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการในปัจจุบัน

การมีบทบาทเป็นวิทยากรในเวที DST 2026 ครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญเชิงลึกของทีมแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 1 แต่ยังตอกย้ำจุดยืนในการเป็นองค์กรทางการแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือ ในการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่วงการแพทย์ไทยอย่างต่อเนื่อง


โรงพยาบาลพญาไท 1 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการแพทย์กับผู้เชี่ยวชาญในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพและความงามที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานทางการแพทย์สูงสุด พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการในทุกมิติของสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน