27 มิถุนายน 2569

ETDA ประกาศความสำเร็จ Ignite Creativity Challenge ปี 3


ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ. จัดกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ หัวข้อ “แกร่งสู้โกง” ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดพื้นที่หรือเวทีในการสร้างสรรค์ออกแบบ และนำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและทันสมัยโดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างความตระหนักรู้ การระมัดระวังความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยนำเสนอสื่อประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ในรูปแบบที่น่าสนใจ โดยทีม DC TNI Skibidi 3 ในประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา และ ทีมกล้วยไข่เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ในประเภทประชาชนทั่วไป คว้ารางวัลชนะเลิศพร้อมมอบโล่เกียรติยศ รวมรางวัลมูลค่า 170,000 บาท โดยโครงการเปิดรับสมัคร ตั้งแต่ 30 มีนาคม - 10 พฤษภาคม 2569 และ คณะกรรมการคัดเลือกผลงาน คัดเลือกผู้เข้ารอบประเภทละ 10 ทีม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 และเดินทางเข้าสู่การประชันไอเดียประกวดกันในรอบสุดท้ายวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ

นางสาวประภารัตน์ ไชยยศ ผู้อำนวยการฝ่ายรับเรื่องร้องเรียน และหัวหน้าศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า การขับเคลื่อนความเท่าทันโลกดิจิทัลของ ETDA ประสบความสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงการ Ignite Creativity Challenge และเดินทางต่อเนื่องมาถึงปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน ผู้สมัครที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะส่งผลงานมีด้วยกัน 2 กลุ่ม  ในกลุ่มแรกเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษา นิสิต นักศึกษา ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ส่วนกลุ่มที่ 2  ประชาชนทั่วไป จากนั้นคัดเลือกผลงานโดยคณะกรรมการคัดเลือกผลงานจนได้ผู้เข้ารอบประเภทละ 10 ทีม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ


โดยเกณฑ์การตัดสินผลงาน ทั้งในรูปแบบคลิป VDO หรือ Storyboard ตามแบบฟอร์มที่กําหนด ความยาวไม่น้อยกว่า 30 วินาที และไม่เกิน 2 นาที ภายใต้หัวข้อ “แกร่งสู้โกง” จะมาจากความคิดสร้างสรรค์และความโดดเด่นของแนวคิด พิจารณาความแปลกใหม่ ความชัดเจนของแนวคิดหลัก และศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 30 คะแนน ความถูกต้องครบถ้วนและการสอดแทรกภารกิจของ สพธอ. เช่น สายด่วน 1212 และศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ รวมทั้งความเหมาะสมในการสอดแทรกกับเนื้อหา 20 คะแนน  ความครบถ้วนของเนื้อหาและลําดับการเล่าเรื่อง 30 คะแนน และความเหมาะสมเชิงการผลิตและการนําไปใช้จริง

รวมทั้งมีความสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ 20 คะแนน ซึ่งทั้ง 20 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลทั้งประเภทนักเรียน นักศึกษา และประเภทประชาชนทั่วไป มีระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 – 22 มิถุนายน 2569 เพื่อที่จะพัฒนาชิ้นงานให้ สามารถใช้งานได้จริง และนําเสนออีกครั้งในการประกวดรอบสุดท้ายวันที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 – 16.00 น. ณ โรงแรมอิสติน แกรนด์ สาทรกรุงเทพฯ

รางวัลมูลค่ารวม 170,000 บาท แบ่งเป็น ประเภทที่ 1 นักเรียน/นิสิต/นักศึกษา รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล)

รางวัลในกลุ่มประเภทที่ 2 ประชาชนทั่วไป รางวัลชนะเลิศ 30,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 จํานวน 25,000 บาท (1 รางวัล) รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 จํานวน 20,000 บาท (1 รางวัล) และ รางวัลชมเชย จํานวน 5,000 บาท (2 รางวัล)

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ความสะดวกสบายและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายขึ้น มาพร้อมกับความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ETDA ยังคงมุ่งมั่น ยกระดับการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้ความรู้ แต่เป็นผู้สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่ทรง พลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งต่อทักษะการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ สู่การสานต่อภารกิจสําคัญ ในกิจกรรม Ignite Creativity Challenge ปี 3 ภายใต้แนวคิด “แกร่งสู้โกง” เพื่อเปลี่ยนความรู้ให้เป็นเกราะป้องกัน และ เปลี่ยนพลังความคิดสร้างสรรค์ให้เป็นเครื่องมือสําคัญในการรับมือกับภัยไซเบอร์ยุคใหม่ร่วมกัน

ติดตามผลงานได้ที่ สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สพธอ.
ในวันและเวลาทําการ (9.00 - 17.00 น.) สายด่วนหมายเลข 1212
ศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ (1212 ETDA)
หรือ โทร 082-551-9068 อีเมล Kunita.srp@gmail.com (คุณมุก)

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+

เสียงระฆังสีรุ้งดังกังวานทั่วเอเชีย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบทใหม่แห่งความเสมอภาคและการบูรณาการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTIQ+ 

กรุงเทพมหานคร, 26 มิถุนายน 2569: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ก้าวขึ้นเป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมแคมเปญระดับโลก “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” ความร่วมมือระหว่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights - OHCHR), โครงการตลาดหลักทรัพย์ที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (UN Sustainable Stock Exchanges Initiative - SSE), ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact - UNGC), Koppa — The LGBTI+ Economic Power Lab และ Open for Business ด้วยการลั่นระฆังแห่งความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการ นับเป็นการประกาศจุดยืนเชิงสาธารณะครั้งประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนความหลากหลายของกลุ่ม LGBTIQ+ สิทธิมนุษยชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกกลุ่มคน โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัททรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และธนาคาร ดอยซ์ แบงก์ ในงาน Pride Show 2026   

ในปี 2569 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกรวม 16 แห่ง ได้เข้าร่วมแคมเปญ “Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality” เป็นปีที่สอง เนื่องในวันสากลยุติความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน คนรักสองเพศ และคนข้ามเพศ (IDAHOBIT) เพื่อขับเคลื่อนความเสมอภาคและสิทธิมนุษยชน สร้างความตระหนักรู้ ผลักดันบทสนทนาในระดับโลก เสริมสร้างความร่วมมือ และร่วมสร้างสภาพแวดล้อมที่เคารพและให้คุณค่ากับทุกคนอย่างเท่าเทียม การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภูมิภาคเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ความเคลื่อนไหวระดับโลกนี้อย่างเป็นทางการ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นภายในงาน Pride Show 2026 ณ BEAT Active ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา ซึ่งเป็นงานเอ็กซ์โปธุรกิจและวัฒนธรรม LGBTIQ+ ระดับเอเชียครั้งแรก โดยได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB)   

หมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ในประเทศไทย การประกาศจุดยืนของ SET ในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่มุ่งสู่ความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม โดยประเทศไทยเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับรองกฎหมายสมรสเท่าเทียมตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ขณะที่การเสนอตัวเพื่อประมูลสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 ของประเทศไทยโดยชุมชนไพรด์ในประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก TCEB ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้เกิดความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างตลาดทุนของประเทศกับวาระการพัฒนาที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม การเข้าร่วมของ SET ในวันนี้จึงถือเป็นการตอกหมุดเสาหลักด้านการเงินให้กับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาตินี้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจยืนยันความชัดเจนของประเด็นนี้ จากรายงานของ Open for Business พบว่าประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้มากกว่าประเทศที่ไม่มีกฎหมายดังกล่าวถึง 4.5 เท่า ขณะที่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านอีก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม คาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 1.47 ของ GDP ต่อปี จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการกีดกันกลุ่ม LGBTIQ+ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.18–12.18 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่การปฏิรูปนโยบายที่ครอบคลุมและการขับเคลื่อนของตลาดทุนสามารถช่วยดึงกลับคืนมาได้ 

ภาพรวมภาคธุรกิจไทยยืนยันความเร่งด่วนของประเด็นนี้เช่นกัน โดยรายงาน The Thailand Workplace Equity Report 2026 จัดทำโดยบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) ซึ่งเป็นแบบสำรวจเชิงโครงสร้างฉบับแรกของไทยด้านความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม (DEI) ครอบคลุมองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พบว่า ร้อยละ 52 ขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจยังไม่มีระบบวัดผล DEI ขณะที่ร้อยละ 81 มองว่า DEI มีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาบุคลากร และร้อยละ 58 คาดว่า DEI จะถูกผนวกเข้ากับการรายงาน ESG ภายในสองปีข้างหน้า การแสดงบทบาทผู้นำของ SET ในวันนี้จึงเป็นสัญญาณตรงถึงบริษัทจดทะเบียนว่าการทำงานด้านทุนมนุษย์ต้องครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ต้องสามารถวัดผลได้ รายงานได้ และมีนัยสำคัญต่อธุรกิจอย่างแท้จริง   

คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  กล่าวว่า  “หนึ่งปีหลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดแรงขับเคลื่อนนี้เพื่อเสริมสร้างการคุ้มครองและทำให้สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTIQ+ เป็นจริงได้ การที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยลั่นระฆัง คือการส่งสารที่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจมีความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ขจัดการเลือกปฏิบัติ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นส่วนหนึ่งอย่างเต็มที่และเท่าเทียมในทุกมิติของชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคม” - คาเทีย คีริซซี่ รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   

- พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานทรัพยากรบุคคลและพัฒนาองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  กล่าวว่า

 "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เป็นตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในเอเชียที่เข้าร่วมโครงการ 'Ring the Bell for LGBTIQ+ Equality’ เราเชื่อมั่นว่าเบื้องหลังทุกบริษัท ทุกนวัตกรรม ทุกการตัดสินใจลงทุน และทุกธุรกิจที่ยั่งยืนคือ 'คน' โดยคนจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อได้รับความเคารพ การยอมรับ และสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ เช่นเดียวกับตลาดทุนที่จะมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริงเมื่อทุกคนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าได้อย่างเท่าเทียม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักดีว่าความหลากหลาย การมีส่วนร่วม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคุณค่าทางสังคม หากแต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการดึงดูดบุคลากร ส่งเสริมนวัตกรรม และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 'The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities' 

ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ทรานส์ทาเลนท์ คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (TransTalents Consulting Group) พันธมิตรด้านเทคนิคด้าน LGBTIQ+ ของแคมเปญ   กล่าวว่า  "เศรษฐกิจเพศหลากหลาย LGBTIQ+ ระดับโลกมีมูลค่าราว 4.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ตัวเลขนี้มักถูกมองผ่านมุมของผู้บริโภคเท่านั้น ทั้งที่แรงงาน LGBTIQ+ มีอยู่ในทุกขั้นของระบบเศรษฐกิจไทยมาตลอด ทั้งในระบบและนอกระบบ ตั้งแต่ภาคแรงงานนอกระบบจนถึงห้องประชุมบอร์ดบริหาร คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่ว่าจะให้ความครอบคลุมหรือไม่ แต่คือจะบูรณาการศักยภาพที่ยังไม่ถูกใช้นี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างไร การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมและความมุ่งหมายสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 สามารถยกระดับให้ประเทศไทยอยู่แนวหน้าของการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีรุ้งแห่งเอเชีย ไม่ว่าจะในมุมตลาด การลงทุน นโยบาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การที่ SET ลั่นระฆังในวันนี้ คือสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยพร้อมเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว" 

ก้าวต่อไปนับจากนี้ หลังจากเสียงระฆังที่ดังขึ้น มาตรฐานพฤติกรรมทางธุรกิจแห่งสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTIQ+ (UN Standards of Conduct for Business on Tackling Discrimination against LGBTIQ+ People) เรียกร้องให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตลอดการดำเนินงานและห่วงโซ่อุปทาน ขจัดการเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน และแสดงบทบาทสนับสนุนชุมชน LGBTIQ+ อย่างเปิดเผย พิธีในวันนี้เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนใน SET ประเมินความก้าวหน้าของตนเองผ่าน UN LGBTIQ+ Standards Gap Analysis Tool ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและรักษาความลับ ช่วยให้องค์กรมีแนวทางในการปรับนโยบายและแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสามารถเข้าใช้งานได้ที่ lgbtiq.unglobalcompact.org  

การเข้าร่วมของ SET ในครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573 ครอบคลุมการเสริมศักยภาพด้านธรรมาภิบาลเชิงครอบคลุมสำหรับบริษัทจดทะเบียน การพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมมิติความหลากหลายทางเพศ และงานวิจัยด้านนโยบายที่เสริมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำหรับทุกคนของเอเชีย

ข้อมูลเพิ่มเติม www.prideshow.org

26 มิถุนายน 2569

อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ เปิดโปรฯ แรงแห่งปี “The PARK LANE 15


อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ เปิดโปรฯ แรงแห่งปี “The PARK LANE 15” ทาวน์โฮมหรูทำเลทอง สุขุมวิท-แบริ่ง มอบเอกสิทธิ์เหนือระดับ พร้อมรับ Tesla Model 3 ฟรี! และข้อเสนอจัดเต็ม

บริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ประกาศยกระดับการใช้ชีวิตสู่ระดับ Private Luxury Residence กับโครงการ “The PARK LANE 15” (เดอะพาร์คเลน 15) ทาวน์โฮมหรูแนวคิดใหม่ “The Lens Of Life - สุนทรียภาพแห่งวิสัยทัศน์” บนทำเลศักยภาพสุขุมวิท-แบริ่ง 15 มอบโอกาสพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองบ้านในโครงการตั้งแต่วันนี้  – 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น ด่วน! จำนวนจำกัด 


โครงการ The PARK LANE 15 (เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง) ทาวน์โฮมหรู โดดเด่นด้วยความเป็นส่วนตัวสูงสุด เพียง 16 ยูนิตเท่านั้น โดยมีแบบบ้านให้เลือก 3 สไตล์ ตั้งแต่ทาวน์โฮม 3.5 - 4.5 ชั้น ไปจนถึงบ้านแฝด 4.5 ชั้น บนพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง 275 - 542 ตารางเมตร รองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชัน 3-5 ห้องนอน และที่จอดรถสูงสุด 5 คัน พร้อมดีไซน์ Double Volume โปร่งโล่ง และ Rooftop ส่วนตัว เติมเต็มการอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบบนทำเลที่เดินทางสะดวก ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยแบริ่ง 15 จัดว่าเป็นทำเลศักยภาพในย่านลาซาล-แบริ่ง แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ใกล้ห้างสรรพสินค้า , คอมมูนิตี้มอลล์, โรงเรียน, โรงพยาบาล เดินทางสะดวก ทั้งเข้าและออกเมืองได้หลายสาย อยู่ใกล้ทางขึ้น-ลงทางด่วน รวมถึงใกล้สถานีรถไฟฟ้า ทั้ง BTS (สถานีแบริ่ง) และ MRT (สถานีศรีแบริ่ง)


พบกับข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุดในย่านสุขุมวิท-แบริ่ง โครงการ “The PARK LANE 15” มอบดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของบ้านหรูที่เป็นส่วนตัวที่สุด เพียง 16 ยูนิตเท่านั้น โดยมอบโปรโมชั่นจัดเต็มสำหรับยอดจองตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม 2569 ด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ “ซื้อบ้านแถมรถ” โดยลูกค้าที่จองซื้อและโอนกรรมสิทธิ์บ้านในโครงการเดอะพาร์คเลน 15 จะได้รับรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3* พร้อมรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน, ฟรีค่าติดตั้งมิเตอร์น้ำ-ไฟ, ฟรีแอร์, ฟรีค่าส่วนกลาง 24 เดือน, ฟรีต่อเติมระเบียงหน้าบ้าน และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยระบบ SCG Smart Living และระบบ Active AIR Quality มูลค่ารวมกว่า 1,790,000 บาท


เดอะพาร์คเลน15 สุขุมวิท-แบริ่ง (The Park Lane15 Sukhumvit – Bearing) บริหารงานโดยบริษัท อาเวีย พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยเหนือระดับได้แล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้น 13.9 - 33.9 ล้านบาท

ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่ คลิก : theparklane15.com
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและโปรโมชั่นดี ๆ ก่อนใคร ได้ที่โทร 094-480-6111 
   

(*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

#Theparklane15 #TheLensOfLife #AVIAPROPERTY
#Sukhumvit107 #Bearing15 #สุขุมวิท107 #บ้านหรู #บ้านสุขุมวิท #บ้านแบริ่ง 

HOMEPAINT จับมือ TOA เปิดตัว Concept Store ‘HOMEPAINT TOA SHOP’


บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด หรือ HOMEPAINT ผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกสีและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องสำหรับงานบ้าน งานช่าง และงานโครงการ จับมือ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ผู้นำอุตสาหกรรมสีอันดับ 1 เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างครบวงจร เปิดตัว Concept Store แห่งแรกในประเทศไทย HOMEPAINT TOA SHOP บนถนนรัตนาธิเบศร์ เพื่อยกระดับประสบการณ์แบบ “โซลูชั่นแบบครบวงจร  (Total Solution)” ที่ครบ จบ คุ้ม และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากยิ่งขึ้น

HOME PAINT TOA SHOP ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ONE STOP EXPERIENCE” โดยนำความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกสีของ HOMEPAINT มาผสานกับผลิตภัณฑ์และโซลูชันจาก TOA เพื่อสร้างพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเลือกสินค้า    รับคำปรึกษา เข้าถึงบริการ และค้นหาแรงบันดาลใจด้านสีได้ในที่เดียว ทั้งสำหรับเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบ


นายอนุรักษ์ เลิศรัตนชัยกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โฮมเพ้นท์ จำกัด กล่าวว่า “HOMEPAINT ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าในหมวดสีมาโดยตลอด เพราะการเลือกสีไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเฉดสีหรือผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเข้าใจพื้นผิว สภาพหน้างาน เทคนิคการใช้งาน และความมั่นใจของผู้ใช้งานจริง

การร่วมมือกับ TOA ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับ HOME PAINT TOA SHOP ให้เป็นพื้นที่ด้านสีที่ครบขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยยังคงจุดแข็งของ HOMEPAINT ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสีที่พร้อมให้คำปรึกษาและบริการอย่างใกล้ชิด”

ด้าน นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “TOA ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ ความรู้ และ Solution ด้านสีได้ง่ายขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น และเหมาะสมกับการใช้งานจริงมากขึ้น


สำหรับ HOME PAINT TOA SHOP ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเน้นย้ำว่า TOA ไม่ได้มีเพียงผลิตภัณฑ์สีเท่านั้น แต่ยังมีผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้องกับงานบ้าน งานช่าง งานก่อสร้าง และ Total Solutions อย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกใช้สินค้าได้เหมาะสมกับลักษณะงานจริงมากยิ่งขึ้น”

HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับประสบการณ์ “ONE STOP EXPERIENCE” ผ่าน 3 แกนหลักสำคัญ

1. สินค้าครบ Ultimate Product Range คิดถึงสินค้า TOA มาที่นี่ พบสินค้าและคำแนะนำที่ตอบโจทย์ทุกงานสีและงานบ้าน HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับการเลือกซื้อสินค้า TOA และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สะดวกและครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยรวบรวมสินค้าสำหรับงานสี งานซ่อมแซมบ้าน และงานโครงการไว้ในที่เดียว พร้อมทีมงานที่มีความเข้าใจด้านสี และสามารถให้คำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับลักษณะงานจริง

กลุ่มสินค้าหลักครอบคลุมนวัตกรรมสี TOA สำหรับงานหลากหลายประเภท อาทิ สีทาอาคารภายนอก และสีทาภายใน สีงานไม้ สีงานเหล็ก  สีตกแต่งพิเศษ สีอุตสาหกรรม รวมถึง เคมีภัณฑ์ก่อสร้าง TOA Mortar แผ่นยิปซัม กระเบื้อง สุขภัณฑ์และนวัตกรรมห้องน้ำอัจฉริยะ JOMOO รวมถึงอุปกรณ์งานช่างต่างๆ

2. บริการจบ Seamless Services สะดวก รวดเร็ว และช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้น ด้วยบริการที่เชื่อมต่อทั้งหน้าร้านและช่องทางดิจิทัล HOMEPAINT TOA SHOP ยกระดับบริการด้านสีให้สะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น ตั้งแต่การสั่งซื้อ การรับสินค้า การคำนวณปริมาณสี ไปจนถึงการเห็นภาพสีจริงก่อนตัดสินใจ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้เหมาะสม ลดความยุ่งยาก และวางแผนการใช้งานได้มั่นใจมากขึ้น

บริการสำคัญ ได้แก่ Express Pickup สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่าน Line OA หรือโทรสั่งล่วงหน้าและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยลดเวลารอหน้าร้าน, AI Color Visualization บริการจำลองสีบ้านหรือพื้นที่ภายในด้วยเทคโนโลยี AI และระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึง Color Calculation & Product Advisory ที่ช่วยคำนวณปริมาณสีและแนะนำผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับพื้นผิว ลักษณะงาน และงบประมาณ

3. เชื่อมโยงเครือข่ายงานสี Connect Paint Network เชื่อมต่อเจ้าของบ้าน ช่างสี และผู้รับเหมา ผ่านพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ความรู้ และโอกาสในการทำงานร่วมกัน

HOME PAINT TOA SHOP ยกระดับบทบาทของร้านสีให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า โดยพัฒนาให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้องในระบบงานสีและงานบ้าน ตั้งแต่เจ้าของบ้านที่มองหาแรงบันดาลใจและช่างฝีมือดี ไปจนถึงช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ออกแบบที่ต้องการพัฒนาความรู้ เทคนิค และโอกาสทางธุรกิจภายในพื้นที่ประกอบด้วย Café CHANG & Painter Matching เพื่อเชื่อมโยงเจ้าของบ้านกับช่างสีหรือผู้รับเหมาที่เหมาะสม, Demo Room & Inspiration Space ผ่าน Color Wall, Sample Wall และห้องทดลองที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นเฉดสี พื้นผิว และบรรยากาศภายใต้สภาพแสงจริงก่อนตัดสินใจ รวมถึง Training Center สำหรับกิจกรรม อบรม และสัมมนาด้านงานสีร่วมกับช่างสี ผู้รับเหมา สถาปนิก และผู้ที่สนใจ

การเปิดตัว HOME PAINT TOA SHOP ในครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจของ HOMEPAINT และ TOA ในการร่วมกันยกระดับประสบการณ์ด้านสีให้ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น โดยมุ่งเน้นความเชี่ยวชาญด้านสี การให้คำปรึกษา บริการที่เข้าถึงง่าย และการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงเจ้าของบ้าน ช่างสี ผู้รับเหมา และผู้ออกแบบเข้าด้วยกัน

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ HOME PAINT TOA SHOP ได้ที่สาขาบางพลู รัตนาธิเบศร์
และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.homepaint.co.th

“Motor Field Marine” เครื่องยนต์เรืออันดับ 1 ของโลก คว้าสิทธิ์ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine”


Motor Field Marine ตัวแทนจำหน่าย “Mercury Marine” รายเดียวในไทยผนึกแบรนด์เครื่องยนต์เรืออันดับ 1 ของโลก ยกระดับอุตสาหกรรมเรือไทยด้วยเทคโนโลยีและบริการระดับสากล

Motor Field Marine ประกาศก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเรือไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก Mercury Marine ผู้ผลิตเครื่องยนต์ติดท้ายเรือชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ให้เป็น ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทุกกลุ่ม พร้อมนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และมาตรฐานการบริการระดับโลกเข้ามายกระดับตลาด รองรับการเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเล เรือพาณิชย์ และเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


นายสุทิวัส ชัยศิริวิเชียร ประธานกรรมการ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ มารีน จำกัด (Motor Field Marine) บริษัทในเครือของ บริษัท มอเตอร์ ฟิลด์ ไทยแลนด์ ผู้นำด้านการนำเข้า จัดจำหน่าย และบริการหลังการขายเรือ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ทางทะเลแบบครบวงจร กล่าวว่า "การได้รับความไว้วางใจจาก Mercury Marine ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Marine Solutions พร้อมนำผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก เครือข่ายบริการที่ครอบคลุม และทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ตอบโจทย์ลูกค้าทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อสันทนาการ ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการบริการหลังการขายของอุตสาหกรรมเรือไทย"



Mercury Marine ในเครือบริษัท บรันสวิก คอร์ปอเรชั่น (Brunswick Corporation) ถือเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครื่องยนต์เรือระดับโลก และครองอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกาด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50%  โดดเด่นด้วยนวัตกรรมที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ V10 และ V12 Outboard สำหรับเรือโดยเฉพาะ รองรับกำลังสูงสุดกว่า 600 แรงม้า พร้อมโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิง รวมถึง Joystick Piloting ระบบควบคุมเรืออัจฉริยะจากผู้ผลิตโดยตรง ที่ช่วยให้การบังคับและการจอดเรือทำได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัย และใช้งานง่ายยิ่งขึ้น


การผนึกกำลังครั้งนี้ Motor Field Marine เตรียมต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเรือสันทนาการ (Leisure) สู่กลุ่มเรือราชการ เรือพาณิชย์ เรือสปีดโบ๊ท เรือท่องเที่ยว และเรือโดยสาร เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลและเศรษฐกิจทางทะเล (Blue Economy) ซึ่งประเมินว่ามีศักยภาพความต้องการเครื่องยนต์สูงถึง ประมาณ 2,000 เครื่องต่อปี ส่งผลให้ความต้องการเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง ความทนทาน และความคุ้มค่าในการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตของตลาดในระยะยาว เพื่อรองรับการขยายตัวดังกล่าว บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายศูนย์บริการและดีลเลอร์มาตรฐานรวม 13 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 พัทยา ภูเก็ต นนทบุรี ปทุมธานี สมุย ตราด ฉะเชิงเทรา โคราช ลำพูน และสมุทรปราการ พร้อมแผนขยายเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า



ด้านบริการหลังการขาย บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารอะไหล่แท้ครอบคลุมทุกรุ่นที่จำหน่าย พร้อมระบบ Fast Parts Delivery นำเข้าอะไหล่ทางอากาศทุกสัปดาห์สำหรับรายการสำคัญ ช่วยลดระยะเวลารออะไหล่จากเดิมกว่า 45 วัน เหลือไม่เกิน 15 วัน ลด Downtime ของเรือเชิงพาณิชย์ เพิ่มความพร้อมในการใช้งาน และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ Mercury Marine จัดอบรมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมช่างไทยให้รองรับเครื่องยนต์เทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน Mr. Enrique, General Manager – Australia, New Zealand & Asia ของ Mercury Marine กล่าวว่า "ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของ Mercury Marine ในภูมิภาคเอเชีย เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 50 ปี การแต่งตั้ง Motor Field Marine ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นในประสบการณ์กว่า 20 ปี ความเข้าใจตลาด เครือข่ายการบริการ และแนวคิดที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของ Mercury Marine ในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว"

Mercury Marine ระบุว่า กลยุทธ์การเติบโตในประเทศไทยจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Product Leadership ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและสมรรถนะผลิตภัณฑ์, Effective Distribution ระบบกระจายสินค้าและเครือข่ายบริการที่มีประสิทธิภาพ และ Delightful Customer Experience การสร้างประสบการณ์และบริการหลังการขายที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพเติบโตสูงจากฐานลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งผู้ประกอบการเรือพาณิชย์ ผู้ผลิตเรือ หน่วยงานภาครัฐ และกลุ่มเรือเพื่อการพักผ่อน

ภายในงาน Mercury Marine Thailand Official Launch ยังได้เปิดตัว V8 300 HP Fourstroke OurboardMercury และ 5.7L V10 400hp AMS Outboard เครื่องยนต์ติดท้ายรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร ให้แรงบิดสูง การทำงานเงียบและนุ่มนวล ระบบ Quad-Cam และระบบควบคุมดิจิทัลอัจฉริยะ รองรับน้ำมันเบนซินออกเทน 87 ที่มีจำหน่ายทั่วไป ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานและลดต้นทุนของผู้ประกอบการ 


การจับมือกันระหว่าง Motor Field Marine และ Mercury Marine ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายรายใหม่ แต่เป็นการยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม Marine ไทย ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาบุคลากร สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางธุรกิจและบริการทางทะเลของภูมิภาคในอนาคต



CP LAND ยกระดับ ‘RI-NÉ Khon Kaen’ สู่สินทรัพย์คุณภาพใกล้ มข. ชูความเป็นส่วนตัว รับประกัน 10 ปี พร้อมดูแลการปล่อยเช่าแบบครบวงจร

23 มิถุนายน 2569, กรุงเทพฯ – บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. GROUP) เดินหน้ารุกตลาดคอนโดขอนแก่นอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จในการส่งมอบโครงการ SOū& Khon Kaen (โซแอนด์ ขอนแก่น) ล่าสุดเปิดตัว “RI-NÉ Khon Kaen by CP LAND” (รีเน่ ขอนแก่น) คอนโด High-Rise ใจกลางกังสดาล คอนโดใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน พร้อมจุดเด่นด้านการรับประกันโครงสร้างนาน 10 ปี และบริการบริหารจัดการปล่อยเช่าครบวงจรจากบริษัทในเครือ C.P. GROUP

CP LAND มองว่าขอนแก่นยังคงเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีศักยภาพเติบโตสูง จากการเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การแพทย์ การบริการ และการลงทุน โดยเฉพาะย่านกังสดาล ซึ่งเป็นทำเลคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ได้รับความนิยมจากนักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ อาจารย์ คนทำงานรุ่นใหม่ และนักลงทุนที่มองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า
คุณดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย กล่าวว่า RI-NÉ Khon Kaen (รีเน่ ขอนแก่น) ถูกพัฒนาให้เป็น Urban Lifestyle Premium Residence สำหรับคนรุ่นใหม่ นักลงทุน และผู้ปกครองที่มองหาคอนโดใกล้ มข. ที่มีคุณภาพสูงและสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว เราให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของโครงการคือ การรับประกันโครงสร้างอาคารนาน 10 ปี ภายใต้มาตรฐาน CP LAND Standard ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในคุณภาพการพัฒนาโครงการ นอกจากนี้ยังมีบริการ Managed Rental Platform และ Tenant Matching Services เพื่อรองรับผู้ที่ต้องการลงทุนปล่อยเช่าคอนโดขอนแก่น โดยอยู่ภายใต้การดูแลของ CPFM ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการอาคารแบบครบวงจรในเครือ C.P. GROUP บริการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การดูแลระบบวิศวกรรมอาคาร ระบบความปลอดภัย การบำรุงรักษา ไปจนถึงการช่วยหาผู้เช่าและบริหารจัดการห้องชุด ช่วยลดภาระของเจ้าของห้องและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาว
นอกจากนี้ ลูกบ้าน RI-NÉ Khon Kaen (รีเน่ ขอนแก่น) ยังได้รับสิทธิประโยชน์จาก Ecosystem ของเครือข่ายพันธมิตร ผ่านแพลตฟอร์ม Pri-d by CP LAND รวมถึงเครือข่ายธุรกิจในกลุ่ม CP ผ่านสิทธิพิเศษด้านกิน ดื่ม ช้อป และไลฟ์สไตล์จากพันธมิตรกว่า 50 แบรนด์ ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้มากกว่าคอนโดมิเนียมทั่วไป
โครงการมาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางกว่า 31 รายการ ภายใต้แนวคิด Double Sky Facilities ออกแบบให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างรอบด้าน ทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกับชุมชน ภายในประกอบด้วย Grand Park, Business Lounge, Game Room, Olympic Size Swimming Pool, Sky Fitness และ Sky Loungeแนวโน้มผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการในหลายมิติมากขึ้น ตั้งแต่ศักยภาพของทำเล ความเป็นส่วนตัวของสภาพแวดล้อมที่ไม่พลุกพล่าน คุณภาพการก่อสร้าง มาตรฐานการดูแลหลังการขาย ไปจนถึงศักยภาพในการต่อยอดมูลค่าทรัพย์สินในอนาคต ด้วยปัจจัยเหล่านี้ RI-NÉ Khon Kaen จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็นสินทรัพย์คุณภาพสำหรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน พร้อมระบบสนับสนุนครบวงจรตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่ ครอบคลุมการดูแลอาคาร การบริการหลังการขาย และโซลูชันที่ช่วยต่อยอดการบริหารจัดการทรัพย์สิน เพื่อสร้างความมั่นใจและมูลค่าเพิ่มให้กับเจ้าของห้องในระยะยาว” คุณดำรงศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย




ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดโครงการ RI-NÉ Khon Kaen คอนโด High-Rise ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ที่ https://www.cplandresidential.com/project/ri-ne-khon-kaen/

25 มิถุนายน 2569

เอปสันคว้า 2 รางวัลดีไซน์ระดับโลก

เอปสัน สร้างความสำเร็จบนเวทีการออกแบบระดับโลก ด้วยการคว้า 2 รางวัลสำคัญจากเวทีระดับนานาชาติ ได้แก่ รางวัลกิตติมศักดิ์ “Red Dot: Design Team of the Year 2026” และรางวัล “iF DESIGN AWARD 2026” สะท้อนความโดดเด่นของเอปสันในการพัฒนาการออกแบบที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าผ่านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรางวัล “Red Dot: Design Team of the Year 2026” ซึ่งจัดโดย Design Zentrum Nordrhein Westfalen ประเทศเยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในรางวัลด้านการออกแบบที่ทรงเกียรติที่สุดของโลก โดยมอบให้แก่ทีมออกแบบเพียงหนึ่งทีมต่อปี เพื่อยกย่ององค์กรที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านการออกแบบอย่างต่อเนื่อง มีนวัตกรรมโดดเด่น และสามารถกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านคุณภาพการออกแบบในระดับสากล เอปสันได้รับการยอมรับจากการดำเนินงานภายใต้กลยุทธ์การออกแบบที่เป็นเอกภาพ ครอบคลุมหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ทั้ง Precision Innovation, Industrial & Robotics, Office & Home Printing และ Visual & Lifestyle โดยนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีความแม่นยำ (Precision Technologies) มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบชัดเจน กลมกลืน และยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง จนทำให้เอปสันกลายเป็นบริษัทญี่ปุ่นเพียงแห่งที่สองที่ได้รับรางวัลนี้ นับตั้งแต่เริ่มมีการมอบรางวัลในปี 2000


ขณะเดียวกัน เอปสันยังได้รับรางวัล iF DESIGN AWARD 2026 จากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโปรเจคเตอร์และเครื่อง พิมพ์ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูงให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ใช้งานได้จริงและเข้าถึงง่าย โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล ได้แก่ โปรเจคเตอร์สำหรับบ้านซีรีส์ EF-72, EF-71, EF-52 และEF-51 ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบเพื่อประสบการณ์การรับชมระดับพรีเมียม ผสานเทคโนโลยีภาพ 3LCD แหล่งกำเนิดแสงสามสี ระบบเสียง Sound by Bose และการออกแบบที่ช่วยให้ติดตั้งและใช้งานได้อย่างง่ายดายความสำเร็จจากทั้งสองเวทีระดับโลกสะท้อนแนวคิดการออกแบบของเอปสันภายใต้ปรัชญา “Sho-Sho-Sei”



ซึ่งมุ่งสร้างคุณค่าผ่านนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ กะทัดรัด และแม่นยำ โดยไม่ได้มองเทคโนโลยีเพียงในมิติของสมรรถนะ แต่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนเทคโนโลยีให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ใช้งานง่าย มีความหมาย และตอบโจทย์ผู้ใช้งานในระยะยาวเอปสันยังคงเดินหน้าพัฒนาการออกแบบควบคู่ไปกับนวัตกรรม เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ช่วยยกระดับการใช้ชีวิตและการทำงาน พร้อมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับผู้คนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

The Heritage Chiang Rai เปิดตัวแพ็กเกจวิวาห์ ‘Beautiful Wedding Celebration’

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น  รุกตลาดงานวิวาห์ในจังหวัดเชียงราย เปิดตัวแพ็กเกจ "Beautiful Wedding Celebration" เพื่อรองรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่จัดงานแต่งงานครบวงจร ท่ามกลางบรรยากาศหรูหรา และอบอุ่นในสไตล์ล้านนาร่วมสมัย โดยเริ่มต้นเพียง 65,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย

ด้วยศักยภาพของโรงแรมที่สามารถรองรับทั้งพิธีหมั้น พิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ งานเลี้ยงฉลองมงคลสมรส และ After Party ได้อย่างครบครัน The Heritage Chiang Rai จึงเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับคู่รักที่ต้องการจัดงานแต่งงานในจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำลังเติบโตในฐานะ Wedding Destination ของภาคเหนือ

แพ็กเกจดังกล่าวรวมบริการด้านสถานที่จัดงาน การตกแต่ง อาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับคู่บ่าวสาว เพื่อให้ทุกช่วงเวลาแห่งความรักได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน และน่าประทับใจที่สุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาโทร  052 055 888
www.heritagechiangrai.com

Nexus Golf จัด ‘Elite Golf Lesson’ เยาวชนเข้าร่วมคึกคัก

สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution ร่วมกับ ANK Golf สถาบันสอนกอล์ฟชื่อดังของออสเตรเลีย จัดกิจกรรม ‘Elite Golf Lesson’ คลาสพิเศษระยะสั้น 3 ชั่วโมง โดย มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf เมื่อวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ สนาม เดอะ บางนา กอล์ฟ ไดร์ฟวิ่งเรนจ์ ได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟเยาวชนและผู้ปกครองเข้าร่วมงานคับคั่ง พร้อมเผยกิจกรรมถัดไป แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันที่ 8 สิงหาคม และ International Elite Golf Camp ปลายเดือนตุลาคม 2569

สำหรับ ‘Elite Golf Lesson’ ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับการแนะนำทั้งในเรื่องของ วงสวิง ลูกสั้น และการพัตต์ จากผู้ฝึกสอนมากประสบการณ์จาก Nexus Golf Institution โดยเฉพาะในส่วนของวงสวิงมี มร.คริส ลี คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดทุกคน

นายชลรัตน์ สสิวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง สถาบันสอนกอล์ฟ Nexus Golf Institution กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมากครับที่ได้เห็นน้องๆ ทุกคนตั้งใจรับฟังคำแนะนำและฝึกซ้อมกันอย่างจริงจัง แม้อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อเลยครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมของเน็กซัสในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ปกครองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นถึงโอกาสที่กีฬากอล์ฟสามารถมอบให้แก่บุตรหลานได้ ทั้งในแง่ของการต่อยอดเพื่อศึกษาต่อต่างประเทศ หรือแม้แต่การพัฒนาสู่เส้นทางนักกอล์ฟอาชีพในอนาคต ซึ่งทางเน็กซัสเองก็มีความตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมดีๆ แบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนักกอล์ฟเยาวชนไทย หากผู้ปกครองท่านใดสนใจ สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ของเราได้ผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ ครับ”

ด้าน มร.คริส ลี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ANK Golf กล่าวว่า “ผมขอขอบพระคุณผู้ปกครองทุกท่านและขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของน้องๆ นักกอล์ฟเยาวชนทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ครับ ผมหวังว่าเทคนิคและคำแนะนำที่น้องๆ ได้รับไป จะเป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ช่วยให้น้องๆ นำไปต่อยอดพัฒนาทักษะ เพื่อปลดล็อกศักยภาพในตัวเองให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิมครับ หวังว่าเราจะได้พบกันใหม่ในกิจกรรมครั้งถัดไปครับ”


สำหรับกิจกรรมต่อไปของ Nexus Golf Institution จะจัดงานสัมมนาแนะแนวการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในต่างประเทศ ผ่านกีฬากอล์ฟ ในวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ สนามฝึกซ้อม โพธาลัย กอล์ฟ ปาร์ค เลียบด่วนเอกมัย – รามอินทรา งานนี้เข้าร่วมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และ Nexus x ANK Golf International Elite Golf Camp ติวกอล์ฟเข้ม 6 วัน นำทีมโดย เอียน ทริกส์, คริส ลี และ โปรกิ๊ก ชลรัตน์ ณ สนาม บูรพา กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท ผู้ปกครองและน้องๆ เยาวชน

สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เฟสบุคเพจ facebook/nexusgolfinstitution

เริ่มวันนี้ !! งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026


อลังการทั้งเวลเนส สุขภาพ ฟิตเนส กีฬา เต็มพื้นที่ เข้างานฟรี 25-27 มิ.ย.69 นี้ ไบเทคบางนา

เปิดตัวยิ่งใหญ่วันแรกกับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 พบสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา Longevity ความงาม เครื่องมือแพทย์ อาหารเพื่อสุขภาพ ฟิตเนส กีฬา และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต ที่พร้อมใจจัดโปรโมชั่นพิเศษช่วงกลางปีเต็มพื้นที่รวมกว่า 300 บูธ เต็มอิ่มกับเสวนาให้ความรู้โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากเมืองไทยและต่างประเทศตลอดทั้งสามวัน เปิดประสบการณ์กับกิจกรรมสร้างสีสันครบรส พร้อมเวทีเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ งานจัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ถึง 27 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 101, 102 ไบเทค บางนา หวังยกระดับธุรกิจสุขภาพและเวลเนสไทยผงาดในเวทีโลก คาดเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 500 ล้านบาท


ดร.อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า "ประเทศไทยมีฐานแข็งแกร่งในเรื่องอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาวะติดอันดับต้นๆ ในระดับโลก รัฐบาลจึงได้กำหนดให้สุขภาวะและการแพทย์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายและยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศ ดิฉันมั่นใจว่างาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026 จะเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญ ที่จะช่วยยกระดับสัมฤทธิ์ผลให้กับอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้านานาชาติของไทย สร้างโอกาสใหม่ และขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
นางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้จัดงานThailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า "โลกปัจจุบันกำลังก้าวสู่ยุคการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้อุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนโลก ปีนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 ได้เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกัน รวมไว้ในงานเดียว โดยจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน พัฒนานวัตกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอนาคต
งานนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ที่สนับสนุนองค์ความรู้และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการในงาน”
ด้านนาย ซึโยชิ ซาซากิ ประธานบริษัท TSO International Inc. กล่าวถึงการผนึกกำลังครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า " ความสำเร็จกว่า 16 ปี ของ SPORTEC ประเทศญี่ปุ่น ต่อยอดสู่การจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย โดยรวบรวมนวัตกรรมกีฬา ฟิตเนส และสปอร์ตเทคจาก 6 ประเทศชั้นนำ ได้แก่ ไทย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และปากีสถาน พร้อมแบรนด์ระดับโลก อาทิ Life Fitness, Hammer Strength, Precor, Keiser, ZIVA, DHZ Fitness และ Fairtex ที่จะนำเทคโนโลยีการออกกำลังกาย อุปกรณ์ฟื้นฟูร่างกาย และนวัตกรรมล่าสุดมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยกิจกรรมเวิร์กชอป ที่สายฟิตเนส และกีฬาห้ามพลาด ไม่ว่าจะเป็น ONTRACK RACEON การแข่งขัน Functional Fitness แบบทีม, แข่งขันนำคลาสออกกำลังกายระดับประเทศ, Barre Workout สไตล์เกาหลี, เวิร์กชอป Zumba,The Key Yoga และ Fit Thailand เป็นต้น
ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า “เศรษฐกิจสุขภาพเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง ทั้งจากจุดแข็งด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ และภูมิปัญญาไทย ซึ่งการนำวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้ามาใช้ประโยชน์จะสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และบริการได้
ในงานครั้งนี้ สกสว. ได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพและสมุนไพรไทย ที่เป็นผลงานจากหน่วยบริหารและจัดการทุน มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และเครือข่ายในระบบ ววน. มาร่วมจัดแสดง เพื่อสะท้อนศักยภาพของงานวิจัยไทยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในด้านการแพทย์ สุขภาพ และการยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกิจกรรมสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาวะในหลากหลายมิติที่มาจากงานวิจัยและนวัตกรรม อาทิ เครื่องวัดคลื่นสมอง และการทดสอบการนอนหลับ สกสว. พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม กับภาคธุรกิจและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness และ Healthcare ของภูมิภาค และสร้างการ เติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพอย่างยั่งยืน”


นายสุรศักดิ์ เกิดจันทึก รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายส่งเสริมกีฬา กล่าวเสริมถึงความร่วมมือในงานครั้งนี้ว่า "การกีฬาแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับคนไทย โดยเฉพาะการกีฬา เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ การจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬา ไว้อย่างครบวงจร อีกทั้งยังดึงกลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์และต่อยอดอุตสาหกรรมกีฬาของประเทศไทยให้เข้มแข็งต่อไป
นางสาวณรินณ์ทิพกล่าวทิ้งท้ายว่า "ภายในงานยังมีกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เสวนาให้ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของเมืองไทย รวมทั้งห้อง Experience Room ให้คุณเปิดประสบการณ์ด้านสุขภาพ เวลเนส และฟิตเนส แบบเจาะลึก โดยจัดต่อเนื่องตลอดทั้ง 3 วัน เราเชื่อมั่นว่า งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬาของประเทศไทย ที่เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากทั่วโลกสู่ประเทศไทย โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดในงานได้มากกว่า 500 ล้านบาท”




งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 และ SPORTEC Thailand 2026 จัดต่อเนื่องตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ รวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องการต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมสุขภาพ เข้าร่วมงานได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ! ลงทะเบียนเข้างานและฟังเสวนา คลิก >> https://eventpassinsight.co/el/to/twst2602