20 กรกฎาคม 2569

เทรนด์สุขภาพฮอตแรง !! Thailand Wellness & SPORTEC Thailand 2026

คนชมงานทะลุ 16,627 คน  เจรจาจับคู่ธุรกิจ 122 คู่  ดันเม็ดเงินสะพัดกว่า 500 ลบ.

พีเอ็มจี และสปอร์เทค บีเคเค ส่งท้ายอีเว้นท์สุขภาพกลางปีได้งดงาม กับงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 จัดเวทียิ่งใหญ่ รวบรวมสินค้าและบริการด้านสุขภาพ เวลเนส สปา  Longevity ความงาม  เครื่องมือแพทย์  อาหารเพื่อสุขภาพ  ฟิตเนส  กีฬา  และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคตไว้ครบครัน โดยตลอดทั้ง 3 วัน ยอดคนเดินชมงานทั้งสิ้น 16,627 คน  เจรจาจับคู่ธุรกิจ 122 คู่ สร้างมูลค่ารวม 129 ล้านบาท  หนุนยอดเงินสะพัดในงานทะลุกว่า 500 ล้านบาท





นางสาวณรินณ์ทิพ  วิริยะบัณฑิตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 ที่ผ่านมาว่า "การจัดงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสมความตั้งใจ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า , การกีฬาแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม     




โดยตลอดทั้ง 3 วัน มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 16,627 ราย ประกอบด้วย ผู้สนใจในเรื่องสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ นักลงทุน นักธุรกิจในอุตสาหกรรมฟิตเนส  สปา  เทคโนโลยีการแพทย์  สุขภาพ  เวลเนส  ความงาม  รวมทั้งโรงพยาบาล  ผู้จัดจำหน่ายและค้าปลีก  ที่ต้องการต่อยอดและมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมีผู้เข้าชมงานที่เป็นชาวต่างชาติ รวมทั้งสิ้น 1,035 คน จาก 80 ประเทศทั่วโลก ได้แก่  ญี่ปุ่น  สหรัฐอเมริกา  จีน  เกาหลีใต้  เมียนมาร์  สิงคโปร์  ไต้หวัน  อินเดีย มาเลเซีย  สหราชอาณาจักร  ฟิลิปปินส์  ปากีสถาน  เยอรมัน  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ฮ่องกง  แคนาดา  ออสเตรเลีย  รัสเซีย  ฝรั่งเศส  อิตาลี  ลาว  บังกลาเทศ  สวิสเซอร์แลนด์  ซาอุดิอาระเบีย ฯลฯ

 อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ  ที่มุ่งเน้นเจรจาซื้อขายธุรกิจแบบ B2B มากกว่าค้าปลีกมีคู่เจรจาธุรกิจรวมทั้งสิ้น 122  คู่  สร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายธุรกิจรวมกว่า 129 ล้านบาท  สำหรับธุรกิจที่ได้รับความสนใจจาก Buyer สูงสุด ได้แก่  ศูนย์ดูแลสุขภาพองค์รวม  คลินิกโรคไต  เครื่องสำอางและความงาม  เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์  ธุรกิจสปา  และอาหารเพื่อสุขภาพ  ธุรกิจดาวเด่นที่ได้รับความนิยมในงาน ได้แก่  META ESTHETIC ผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์เสริมความงาม   LEADING REPRODUCTIVE CENTER ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์    CBG Corporation ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและเวลเนส   FIX D ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม   และ Fit2Fly Studio สตูดิโอออกกำลังกายและเวลเนส

กิจกรรมเวทีเสวนาและห้อง Experience Room ปีนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานคับคั่ง โดยหัวข้อเสวนาและกิจกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ กินอย่างฉลาดเพื่อย้อนวัยเซลส์ โดย ผศ.ดร.นพมาศ ไม้ประเสริฐ   เมนูเรียกคืนพลังหนุ่มสาว โดย ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์  ศุกระฤกษ์  กินอย่างไรให้ไตแข็งแรงอายุยืน โดย ผศ.ดร.นพ. พัฒนา  เต็งอำนวย  เวิร์กชอปนวดศีรษะด้วยตนเอง โดย  Miss Nitaras Phatthasriphirom  ภารกิจล่าอายุยืน โดย 120 Wellness Villa Clinic และ อยากมีลูก ต้องเริ่มจากอะไรในปี 2026 โดย Baby & Mom  

​ด้าน นายวิทยา แซ่เลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์เทค บีเคเค จำกัด ผู้จัดงาน SPORTEC Thailand 2026 กล่าวว่า"SPORTEC Thailand 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกีฬา ฟิตเนส และเวลเนส ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจด้านกีฬาและฟิตเนสของภูมิภาค

จากกระแสตอบรับที่ได้รับ ทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและความต้องการพื้นที่จัดแสดงที่เพิ่มขึ้น เราจึงเตรียมขยายพื้นที่จัดงาน SPORTEC Thailand 2027 พร้อมยกระดับเนื้อหา กิจกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมกีฬาและฟิตเนสของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป"

 

​นางสาวณรินณ์ทิพ และนายวิทยา กล่าวทิ้งท้ายว่า "จากความสำเร็จของการจัดงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo & SPORTEC Thailand 2026 ในครั้งนี้ และเสียงตอบรับจากผู้จัดแสดงบูธที่ต้องการเพิ่มพื้นที่จัดแสดงงาน  ทางผู้จัดงานจึงวางแผนขยายพื้นที่เป็น 20,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการในปีหน้า  ซึ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าเรื่องสุขภาพ เวลเนส และกีฬา เป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก ทางผู้จัดงานมุ่งมั่นที่จะยกระดับงานให้ครอบคลุมทั้งสุขภาพ เวลเนส  ฟิตเนส กีฬา และการแพทย์เชิงป้องกันไว้ในเวทีเดียวกัน  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดี พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพระดับสากลต่อไป"

​แล้วพบกันอีกครั้งกับหมุดหมายสำคัญในอีเว้นท์ใหญ่ด้านสุขภาพ เวลเนส Longevity และกีฬา กับงาน "WALEX" Thailand Wellness & Longevity Expo and SPORTEC Thailand 2027 จัดระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน 2570  ณ ฮอลล์ 101-104  ไบเทค บางนา  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 086-314-1482

17 กรกฎาคม 2569

โรงพยาบาลพระรามเก้า ฉลองครบรอบ 34 ปี ต่อยอดความเชี่ยวชาญโรคซับซ้อน สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

ภายใต้แนวคิด “SELF-CARE IS HEALTHCARE”

ตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษ โรงพยาบาลพระรามเก้ามุ่งพัฒนาคุณภาพการรักษาและการบริการอย่างต่อเนื่อง  ในโอกาสครบรอบ 34 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้า พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านโรคซับซ้อน สู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “SELF-CARE IS HEALTHCARE” สะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กรรมการผู้อำนวยการ  โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “ตลอด 34 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โรงพยาบาลพระรามเก้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือคุณภาพการรักษาและความไว้วางใจของผู้รับบริการ เราจึงพัฒนาทั้งทีมแพทย์ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่เหมาะสมและมีผลลัพธ์การรักษาที่ดีขึ้น”

แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านผลลัพธ์ทางการแพทย์ในหลายสาขา อาทิ การผ่าตัดปลูกถ่ายไตที่มีอัตราความสำเร็จ 96.7% การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวดที่มีอัตราความสำเร็จ 98% รวมถึงการดูแลผู้ป่วยภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน ซึ่งสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดได้เร็วที่สุดภายใน 24 นาที โดยผู้ป่วย 90% สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติ ขณะที่ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม 88% สามารถเริ่มเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ทั้งนี้ โรงพยาบาลฯ ได้นำเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ระบบ Stroke Fast Track ที่ใช้ MRI ช่วยประเมินและวางแผนการรักษา เครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดสองระนาบ (Biplane Neuro Intervention) และหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด da Vinci มาใช้สนับสนุนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

นอกเหนือจากผลลัพธ์ทางการแพทย์ โรงพยาบาลพระรามเก้ายังได้รับรางวัล Sustainability Excellence จาก SET Awards 2025 และรางวัลล่าสุด Asia Responsible Enterprise Awards 2026 จากโครงการ “Happy Kidney, Happy Life” สะท้อนการดำเนินงานที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพการรักษา ความยั่งยืน และการนำความเชี่ยวชาญไปสร้างประโยชน์แก่ผู้ป่วยและสังคมในวงกว้าง

นพ.วิทยา วันเพ็ญ รองกรรมการผู้อำนวยการ โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า “เราอยากให้ทุกคนเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่เจ็บป่วย เพราะการตรวจสุขภาพและประเมินความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จะช่วยให้แต่ละคนรู้ว่าควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ตรงกับวัยและรูปแบบการใช้ชีวิตของตนเอง  การดูแลเชิงป้องกันจึงไม่ใช่แค่การค้นหาโรคให้เร็วขึ้น แต่คือการวางพื้นฐานให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิต   ที่ดีในระยะยาว”

ในโอกาสครบรอบ 34 ปี โรงพยาบาลพระรามเก้าจึงเปิดตัวแคมเปญ “SELF-CARE IS HEALTHCARE” หรือ "ดูแลตัวเองวันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ" พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพและโปรแกรมคัดกรองโรคเฉพาะทางกว่า 70 รายการ ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่ชื่นชอบ รูปแบบการใช้ชีวิต ช่วงวัย และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพเชิงลึก ไปจนถึงการคัดกรองโรคสำคัญ อาทิ โรคหัวใจ โรคไต โรคสมอง โรคกระดูกและข้อ ในราคา เริ่มต้น 2,900 บาท เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น และสามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

นพ.เสถียร ภู่ประเสริฐ  กล่าวทิ้งท้ายว่า “34 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของโรงพยาบาล แต่คือความไว้วางใจที่ผู้รับบริการมอบให้เรา ความสำเร็จและรางวัลที่ได้รับจึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันให้เราพัฒนาต่อไป จากนี้โรงพยาบาลพระรามเก้าจะเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคซับซ้อน ควบคู่กับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกช่วงวัย”

สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดแคมเปญครบรอบ 34 ปี และแพ็กเกจตรวจสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่ www.praram9.com สอบถามข้อมูล โทร. 1270 หรือ LINE Official: @praram9hospital
ทั้งนี้ เงื่อนไขเป็นไปตามที่โรงพยาบาลกำหนด

16 กรกฎาคม 2569

ปูนซีเมนต์นครหลวง คว้า ‘บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2569’

จากเวที Money & Banking Awards 2026


ปูนซีเมนต์นครหลวง ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในโอกาสคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ “บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2569” ในหมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จากเวที Money & Banking Awards 2026 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งด้านการบริหารจัดการทางการเงินที่เป็นเลิศ และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ถือหุ้น ตลอดจนศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายรานจัน ซาซเดอวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การได้รับรางวัล “บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2569” ในหมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จากงาน Money & Banking Awards 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานทางธุรกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการด้านต่างๆ ตลอดจนศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงความทุ่มเทของพนักงานในองค์กร รวมถึงพันธมิตร ลูกค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยืนยันสถานะทางการเงินที่มั่นคง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งในความภาคภูมิใจและตอกย้ำถึงบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำที่มุ่งสร้างความเป็นเลิศทางธุรกิจ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า ภายใต้กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนปี 2573 (INSEE Sustainability Ambition 2030) เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและสิ่งแวดล้อม 


โดยภายในงาน Money & Banking Awards 2026 นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัลจาก นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานฯ โดยมี นายสิทธิชัย ศิริอยู่วิทยา SVP – Commercial นายวรวัจน์ ศุภโกวิท VP Finance นางสาวศตญา พูลเจริญ Treasury, Corporate Finance & IR พร้อม ทีมสื่อสารองค์กร เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ 

รางวัล Money & Banking Awards 2026 จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เพื่อมอบให้แก่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีผลประกอบการรวมยอดเยี่ยมในรอบปี โดยพิจารณาจากการจัดอันดับ 300 บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ซึ่งประเมินจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ขนาดของบริษัท  ความสามารถในการทำกำไร ผลตอบแทนต่อการลงทุน และสภาพคล่องในการลงทุน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน และศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว 

ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของประเทศไทย รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไม่เพียงยืนยันบทบาทสำคัญของบริษัทฯ ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล แต่ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างให้มีความยืดหยุ่นพร้อมรับกับอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ควบคู่กับการมอบคุณค่าระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่สังคมและชุมชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวอย่างมั่นคง

14 กรกฎาคม 2569

“รางวัลเกียรติยศด้านการลดก๊าซเรือนกระจก” ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050”


นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้เกียรติมอบ “รางวัลเกียรติยศด้านการลดก๊าซเรือนกระจก” ในงาน “TCMA at 20 : The NEXT Chapter to Net Zero 2050” เพื่อยกย่อง 37 ภาคีร่วมดำเนินการ ที่ประสบความสำเร็จส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก จากมาตรการทดแทนปูนเม็ด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 3.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ จัดโดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) ณ ห้องเพรสทีจ ฮอลล์ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

ลิ้มลองความอร่อยระดับจักรพรรดิ ณ ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

ที่ห้องอาหารจีนดรากอน โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ที่พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยบรรยากาศหรูหราผสานความร่วมสมัยอย่างลงตัว กับเซตเมนู เริ่มต้นเปิดต่อมรับรสด้วย “ออร์เดิร์ฟสามสหาย” รสสัมผัสกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ตามด้วย “ซุปหูฉลามทะเลหลวง” ร้อนระอุ หอมละมุนจากการเคี่ยววัตถุดิบธรรมชาติจนเข้มข้น ไฮไลต์เด็ดที่ห้ามพลาดคือ



“เป็ดปักกิ่ง” หนังบางกรอบสีสวย ทานคู่แป้งนุ่มและซอสสูตรพิเศษอร่อยจนหยุดไม่ได้ เสริมทัพด้วย
“ปูนิ่มทอดพริกเกลือ” กรอบอร่อยทานได้ทั้งตัว หอมกระเทียมพริกไทย และ “เนื้อผัดซอสฮ่องกงคะน้าเห็ดหอม” เนื้อนุ่มละมุนลิ้นชวนฟิน ฟินต่อเนื่องกับ
“ปลานึ่งซีอิ๊วสไตล์ฮ่องกง” โชว์ความสดของเนื้อปลาหวานฉ่ำ และ “ผัดบะหมี่ฮกเกี้ยนกุ้ง” เส้นเหนียวนุ่มเครื่องแน่นเต็มคำ ก่อนปิดท้ายมื้อสุดประทับใจด้วยของหวานล้างปากอย่าง
“สาคูแคนตาลูปเย็น” หอมหวานสดชื่นชื่นใจ








สำหรับมื้อครอบครัวหรือโอกาสพิเศษ มีห้องส่วนตัวบริการถึง 6 ห้อง เปิดมื้อเที่ยง 11.30-14.30 น. และมื้อเย็น 17.30-22.00 น. สำรองที่นั่งความฟินได้เลยที่ 02-5755599

SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 สืบสานภูมิปัญญา สู่เศรษฐกิจงานศิลปหัตถกรรมที่ยั่งยืน

เดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยมและหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องอัตลักษณ์ชาติ” สู่เวทีโลก

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ก้าวสู่ปีที่ 6 พร้อมเดินหน้าบทบาทการเป็นนักปั้น ขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นองค์กรหลักในการ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร มุ่งยกระดับทุนทางวัฒนธรรม ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาคน องค์ความรู้ ผลิตภัณฑ์ และตลาด ควบคู่กับการสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด Sustainable Craft Business Model พร้อมจัดเสวนา "ราชพัสตราสู่สากล" ถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมในฐานะต้นแบบการต่อยอดภูมิปัญญาไทยสู่เวทีโลก

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า การก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของ SACIT ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญในการตอกย้ำบทบาทขององค์กรในฐานะหน่วยงานหลักด้าน   การส่งเสริม อนุรักษ์ และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทย โดย SACIT มุ่งขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการสืบสานภูมิปัญญา การพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือไทย การต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัย และการเปิดโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของงานศิลปหัตถกรรมทั้งระบบ โดยมองว่างานหัตถศิลป์มิใช่เพียงรักษา สืบสานคุณค่าองค์ความรู้ให้คงอยู่ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศได้ในระยะยาว



“SACIT จึงทำหน้าที่เป็น 'นักปั้น' ที่ร่วมขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยผ่าน 3 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ การสืบสาน องค์ความรู้และภูมิปัญญาของครูศิลป์ ครูช่าง และช่างฝีมือไทยสู่คนรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์ ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับมาตรฐาน ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และการออกแบบ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้งานหัตถศิลป์ และ การส่งเสริม ผู้ประกอบการ ช่างฝีมือ และชุมชนหัตถกรรม ผ่านการสร้างโอกาสทางการตลาด ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปีนี้ และต่อยอดไปสู่ปี 2570 คือการเดินหน้าขับเคลื่อน Sustainable Craft Business Model ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Craft Value Chain) โดยมุ่งพัฒนา "คน ผลิตภัณฑ์ และตลาด" ควบคู่กับการอนุรักษ์องค์ความรู้ดั้งเดิม การยกระดับมาตรฐานการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ   ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

“ภารกิจของ SACIT ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยให้อยู่ในความทรงจำ แต่คือการทำให้งานหัตถศิลป์ไทยมีชีวิต มีผู้สืบทอด มีผู้ใช้ มีตลาด และมีพื้นที่ให้แสดงศักยภาพในเวทีโลก โดยยังคงรักษารากเหง้าและคุณค่าของภูมิปัญญาไทยไว้อย่างครบถ้วน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับงานหัตถกรรมอย่างแท้จริง” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว



ผศ.ดร.อนุชา กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายสถาปนาครบรอบปีที่ 5 ก้าวสู่ปีที่ 6 ครั้งนี้ ยังได้จัดเสวนา “ราชพัสตราสู่สากล” ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนการนำทุนทางวัฒนธรรมของไทยมาต่อยอดสู่การรับรู้ในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะ “ชุดไทยพระราชนิยม” ซึ่งมิได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกาย หากแต่เป็นภาพแทนของภูมิปัญญาด้านศิลปหัตถกรรมไทยจากหลากหลายแขนง ทั้งการทอผ้า การย้อมสี การปัก การทำเครื่องประดับ งานโลหะ และงานหัตถศิลป์อีกหลายสาขา ที่หลอมรวมกันจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติและได้รับการยอมรับในระดับสากล แนวคิดดังกล่าวได้สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านนิทรรศการ "La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity" ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่ง SACIT ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดคุณค่าของชุดไทยพระราชนิยมและงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของ ภูมิปัญญา งานช่าง และอัตลักษณ์ไทยในมิติของศิลปะ วัฒนธรรม และการทูตวัฒนธรรม จนได้รับกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง และสะท้อนศักยภาพของไทยในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล


“สำหรับ SACIT การส่งเสริมชุดไทยพระราชนิยมไม่ได้หมายถึงการเผยแพร่ความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันคุณค่าของระบบนิเวศงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ช่างผู้สร้างสรรค์ ชุมชนผู้ผลิต องค์ความรู้ดั้งเดิม ไปจนถึงการออกแบบร่วมสมัย เพื่อให้ทุนทางวัฒนธรรมของไทยสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก"

13 กรกฎาคม 2569

INDECA LIVING ประกาศความร่วมมือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ Luxury Living ในประเทศไทย

กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2569: บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง (INDECA LIVING) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ Luxury Living Destination แห่งใหม่ของประเทศไทย พร้อมประกาศความร่วมมือกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ Timothy Oulton และ Andrew Martin เพื่อนำเสนอประสบการณ์การใช้ชีวิตและการออกแบบระดับสากลแก่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการคัดสรรแบรนด์ที่โดดเด่นด้านงานฝีมือ คุณภาพ และเอกลักษณ์การออกแบบที่แตกต่าง ณ โชว์รูม ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเกร็ก วัตกินส์ กรรมการบริหาร หอการค้าอังกฤษ-ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชั้นนำ ได้แก่ แฟรงก์ แคนเซลโลนี, นลินี เทียนศิริพิพัฒน์, วรกร เติมวัฒนภักดี, วัฒนา โควัฒนาภรณ์, เปรมมนัส สุวรรณานนท์ และอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ และแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งสำคัญ




การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ INDECA LIVING ในการก้าวข้ามบทบาทของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งภายในระดับลักชัวรี ที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ ศิลปะการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจจากนานาชาติเข้าด้วยกัน



คุณพิรพรรณ ภูมิวสนะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง กล่าวว่า “ผู้บริโภครสนิยมสูงในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาประสบการณ์ คุณค่า และตัวตนที่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิต INDECA LIVING สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ คุณภาพของวัสดุชั้นเลิศและความเป็นสากล เรามุ่งมั่นที่จะนำแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาสู่ประเทศไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของตลาดลักชัวรีไลฟ์สไตล์ไทยในระยะยาว”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวคือความร่วมมือกับแบรนด์สำคัญคือ Timothy Oulton แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านการผสมผสานงานฝีมือ วัสดุแท้ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งของเก่าเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์

โอลิเวอร์ โอลตัน ผู้สืบทอดเจเนอเรชันที่สามของแบรนด์ Timothy Oulton กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ Timothy Oulton คือการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ ความดั้งเดิมของวัสดุ และมรดกของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เรามองเห็นศักยภาพของตลาดไทยและเชื่อว่า INDECA LIVING จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และตัวตนของแบรนด์สู่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็น Authentic Luxury”

นอกจากนี้ยังมี Andrew Martin แบรนด์ชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลจากแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและการเดินทางทั่วโลก

มาร์ติน วอลเลอร์ ผู้ก่อตั้ง Andrew Martin กล่าวว่า “การออกแบบที่ดีควรสะท้อนเรื่องราว วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความเข้าใจและให้คุณค่ากับงานออกแบบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ INDECA LIVING ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์ด้านการออกแบบของ Andrew Martin สู่กลุ่มลูกค้าชาวไทยที่มีรสนิยมและเปิดรับมุมมองระดับสากล”





นอกเหนือจากการนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกแล้ว INDECA LIVING ยังมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับนักออกแบบ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากล

การเปิดตัว INDECA LIVING ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดพื้นที่แห่งใหม่สำหรับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแต่ยังเป็นการประกาศบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดศักยภาพของอุตสาหกรรมลักชัวรีไลฟ์สไตล์และการออกแบบระดับโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากแบรนด์ชั้นนำที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ งานฝีมือ และประสบการณ์ที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น