11 สิงหาคม 2569

ห้องอาหารเกาหลีคองจู เปิดตัวโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ

ยกระดับประสบการณ์อาหารเกาหลีต้นตำรับ สู่มิติใหม่แห่งการรับประทานอาหารร่วมสมัยห้องอาหารเกาหลี คองจู (Kongju Korean Restaurant) ห้องอาหารเกาหลีระดับตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มากว่า 30 ปี เปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ พร้อมนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ที่ผสานความงดงามของวัฒนธรรมอาหารเกาหลีดั้งเดิมเข้ากับประสบการณ์การรับประทานอาหารร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

ด้วยแรงบันดาลใจจาก อาหารชาววังเกาหลี (Korean Royal Cuisine) ทุกเมนูของคองจูยังคงยึดมั่นในหลักของความสมดุล ความพิถีพิถัน และการเคารพรากเหง้าของตำรับอาหารดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็ได้รับการตีความใหม่ให้เข้าถึงนักชิมยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น





การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุงบรรยากาศของร้านให้สง่างามและร่วมสมัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาเมนูอาหารใหม่ เพื่อเปิดประสบการณ์อาหารเกาหลีที่หลากหลายและเหมาะสำหรับทุกช่วงวัย โดยหลายเมนูได้รับการรังสรรค์โดยเชฟผู้มีประสบการณ์ทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

หนึ่งในเมนูไฮไลต์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของคองจูได้อย่างโดดเด่น คือ Modern Goojulpan การตีความใหม่ของอาหารชาววังเกาหลีโบราณ “กูจอลพัน” หรือที่รู้จักในชื่อ “เจ้าหญิงนพเก้า” ซึ่งนำเสนอความงดงามของศิลปะการรับประทานอาหารเกาหลีในรูปแบบร่วมสมัย

อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของห้องอาหารคือการนำเสนอ Australian-Raised Hanwoo เนื้อฮันวูสายพันธุ์เกาหลีที่เลี้ยงในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ฮันวูได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเนื้อวัวคุณภาพดีที่สุดของเกาหลี ด้วยลายไขมันที่สวยงาม เนื้อสัมผัสนุ่มละมุน และรสชาติอันเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์



นอกจากเมนูปิ้งย่างระดับพรีเมียมแล้ว คองจูยังได้เพิ่มเมนู Signatures หลากหลายรายการ เพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้สัมผัสรสชาติอาหารเกาหลีแท้ในมุมมองที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่อาหารจานเด่นประจำภูมิภาค ไปจนถึงเมนูร่วมสมัยที่ได้รับการคิดค้นขึ้นเป็นพิเศษ

ห้องอาหารคองจูพร้อมต้อนรับนักชิมให้มาสัมผัสประสบการณ์อาหารเกาหลีในบรรยากาศใหม่ที่ผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัยอย่างลงตัว พร้อมส่งต่อเรื่องราวแห่งมรดกทางวัฒนธรรมเกาหลีผ่านทุกจานอาหาร

Kongju Korean Restaurant ห้องอาหารเกาหลีระดับตำนานที่เปิดให้บริการในกรุงเทพฯ มากกว่า 30 ปี กลับมาอีกครั้งในโฉมใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์อาหารเกาหลีต้นตำรับสู่รูปแบบร่วมสมัยโดยผสานมรดกด้านอาหารเกาหลีเข้ากับบรรยากาศและการบริการที่ทันสมัย




Kongju Korean Restaurant 
Location ชั้น 2 โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส
Address 444 MBK Center ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร
Concept Authentic Korean Cuisine with Contemporary Dining Experience

Seating Capacity 90 Seats
Private Dining Rooms 4 Private Rooms
Lunch Hours 11:30 - 14:00 hrs.
Dinner Hours 17:30 - 22:00 hrs.
Telephone +66 (0) 2216-3700 Ext. 20230


09 สิงหาคม 2569

มช. ร่วมกับศิษย์เก่าและเครือข่าย จัดกิจกรรมสาธารณกุศลปั่นเพื่อน้อง จากกรุงเทพฯ - เชียงใหม่ ครั้งที่ 9


รวมพลังแห่งการให้โดยร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลปั่นเพื่อน้อง จากกรุงเทพฯ  สู่เชียงใหม่ ครั้งที่ ๙  รวมระยะทาง ๗๘๙ กิโลเมตร ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๙  เพื่อมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อมูลนิธิโครงการหลวง และเพื่อมูลนิธิขาเทียม

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  พร้อมทั้งเครือข่ายนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่กรุงเทพฯ และสมาคม ชมรมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่จังหวัดต่างๆ ได้แก่จังหวัดอยุธยา สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง และลำพูน ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมสาธารณกุศลปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ครั้งที่ ๙ ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นกิจกรรมปั่นจักรยานทางไกลจากกรุงเทพมหานครสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมระยะทางประมาณ ๗๘๙ กิโลเมตร  ระยะเวลา ๖ วัน และมีนักปั่นเข้าร่วมการปั่นการกุศลครั้งนี้ประมาณ ๖๐ คน 



กิจกรรมสาธารณกุศลปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ครั้งที่ ๙ ได้กำหนดวัตถุประสงค์หลัก  ๒ ประการได้แก่

๑.เพื่อระดมเงินในการจัดสรรเป็นทุนการศึกษา ให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และสำหรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่โครงการหลวง ผ่านมูลนิธิโครงการหลวง

๒.เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดกิจกรรมทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อทำขาเทียมพระราชทาน

นอกจากนี้ กิจกรรมปั่นเพื่อน้องยังได้กำหนด วัตถุประสงค์รอง ได้แก่ การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออกกำลังกายและปลูกจิตสำนึก ด้านสิ่งแวดล้อม โดยการส่งเสริมการใช้จักรยานเพื่อลดมลภาวะ PM ๒.๕ และมุ่งหวังที่จะเสริมสร้างทักษะในการปั่นจักรยานกลุ่มที่ถูกต้องตามหลักการ และมีความปลอดภัยบนท้องถนน  รวมทั้งเพื่อเป็นการรวมพลังนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในจังหวัดต่างๆที่เป็นเส้นทางการปั่น  ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และขยายเครือข่ายนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นการมุ่งปลูกฝังให้นักปั่นจักรยานมีจิตสาธารณะและการทำความดีเพื่อสังคมผ่านกิจกรรมปั่นจักรยานทางไกล


สำหรับเส้นทางการปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ- เชียงใหม่ ครั้งที่ ๙ เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร โดยกำหนดพิธีปล่อยขบวนจักรยาน ณ บริษัทโตโยต้าบัสส์ จำกัด ถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งสู่จังหวัดอยุธยา สระบุรี และสิ้นสุดการปั่นวันแรก ที่จังหวัดลพบุรี รวมระยะทางวันแรก ๑๔๔  กิโลเมตร

ในวันที่สอง ขบวนปั่นเริ่มจากจังหวัดลพบุรี ผ่านสิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี และสิ้นสุดการปั่นวันที่สอง ที่จังหวัดนครสวรรค์  รวมระยะทางวันที่สอง ๑๕๐ กิโลเมตร

ในวันที่สาม เริ่มจากจังหวัดนครสวรรค์ มุ่งตรงไปจังหวัดกำแพงเพชร และสิ้นสุดการปั่นวันที่สาม ที่จังหวัดกำแพงเพชร รวมระยะทางวันที่สาม ๑๒๑ กิโลเมตร

ในวันที่สี่  เริ่มจากจังหวัดกำแพงเพชร มุ่งตรงไปจังหวัดตาก และสิ้นสุดการปั่นวันที่สี่ ที่จังหวัดตาก รวมระยะทางวันที่สี่ ๑๓๔  กิโลเมตร

ในวันที่ห้า ขบวนออกเดินทางจากจังหวัดตากมุ่งตรงไปจังหวัดลำปาง และสิ้นสุดการปั่นวันที่ห้า ที่จังหวัดลำปาง รวมระยะทางวันที่ห้า ๑๒๐ กิโลเมตร

ในวันที่หกซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการปั่นเริ่มจากจังหวัดลำปางปั่นเข้าสู่ลำพูนและสิ้นสุดการปั่นที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ รวมระยะทางวันที่หก ๑๒๑  กิโลเมตร

ในการปั่นจักรยาน  ทั้ง ๖ วัน รวมระยะทางประมาณ ๗๘๙ กิโลเมตร  ได้กำหนดเป้าหมายในการการระดมทุนสำหรับกิจกรรมสาธารณกุศลปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ครั้งที่ ๙ ไว้ไม่น้อยกว่า ๔ ล้านบาท  เพื่อมุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาและสร้างประโยชน์แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรมและนอกจากการได้ทำการกุศลร่วมกันแล้ว ยังนับเป็นโอกาสอันดีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้พบปะ เชื่อมความสัมพันธ์ และขยายเครือข่ายนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในจังหวัดต่างๆ อีกด้วย

ในโอกาสนี้ขอเชิญชวน ประชาชน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้มีจิตศรัทธา และนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทุกท่านรวมพลังแห่งการให้โดยร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพ -เชียงใหม่ครั้งที่ ๙ เพื่อระดมทุนและจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และทุนการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่โครงการหลวงผ่านมูลนิธิโครงการหลวง 








พร้อมร่วมสร้างคุณภาพชีวิต เพิ่มศักยภาพที่ดีแก่คนพิการยากไร้ในการทำขาเทียมพระราชทาน โดยส่งต่อพลังแห่งการให้นี้สู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สู่มูลนิธิโครงการหลวง และสู่มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีผ่านกิจกรรม "ปั่นเพื่อน้อง มช. กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ”  ครั้งที่ ๙ ให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน 

สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมในการบริจาคได้ที่ นางสาวโรจนวัน แก้วยนต์ เจ้าหน้าที่สมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 088-267-9580

การบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมปั่นเพื่อน้อง กรุงเทพ-เชียงใหม่ ครั้งที่ 9

สามารถร่วมบริจาคได้ 2 วิธี ดังนี้

1. โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร (บริจาคเพื่อการศึกษาสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชีสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เลขที่บัญชี 227-211648-5

หลังจากโอนเงินแล้ว กรุณาส่งหลักฐานการโอน พร้อมแจ้งข้อมูลสำหรับการออกใบเสร็จ มายัง

LINE Official: @735hjxri หรือ E-mail: bike.cmuaa@gmail.com

2. บริจาคผ่าน QR Code e-Donation (สำหรับบุคคลธรรมดาเท่านั้น) 

(บริจาคเพื่อการศึกษาสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

1. สแกน QR Code ตามรูปที่แนบ 

2. กรอกจำนวนเงินที่ประสงค์จะบริจาค และตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนกดยืนยัน

3. ข้อมูลการบริจาคจะถูกนำส่งเข้าสู่ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร โดยอัตโนมัติ
ผู้บริจาคจึงจะไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน เนื่องจากสามารถใช้ข้อมูลในระบบเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้

หมายเหตุ :  ชื่อผู้บริจาคต้องตรงกับชื่อเจ้าของบัญชี


08 สิงหาคม 2569

ต่างชาติอึ้ง เก่ง ธชย ภูมิใจ โชว์ชุดจากผ้าขาวม้า ปิดจบสุดอลังการ เทศกาล World PRIDE 2026

 

เต็มความภาคภูมิ กับชาวคณะ Bangkok Pride ตัวแทนจากประเทศไทย ที่ได้เดินทางไปร่วมงานไพรด์ระดับโลก อย่าง World pride 2026 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ Bangkok Pride ตัวแทนของประเทศไทยอย่าง เก่ง ธขย ก็พร้อมจัดเต็ม ชุดที่โชว์ความเป็นไทย ในวันสุดท้ายก่อนกลับมาตุภูมิ กับการรังสรรค์ชุดจาก ผ้าขาวม้าไทย ที่ประยุกต์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัย ที่มีกลิ่นอายของความเป็นไทย แฟชั่นที่ได้รับความสนใจ และสะกดสายตาชาวต่างขาติได้อย่างเกินความคาดหมาย เจ้าตัวบอกด้วยความภาคภูมิใจว่า
        
ผ้าขาวม้า ไม่ใช่เพียงผืนผ้า แต่มันคือเรื่องราวของชีวิตคนไทย ผืนผ้าที่เคยซับเหงื่อของคนทำงาน เคยห่มกาย เคยอุ้มลูกหลาน เคยอยู่ในทุกช่วงเวลาของครอบครัวไทย ตั้งแต่วันแรกของชีวิต…จนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง ทุกเส้นด้ายของผ้าขาวม้า เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน ถูกถักทอด้วยมือ ด้วยหัวใจ และด้วยวิถีชีวิตที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วคน วันนี้…ผ้าขาวม้าผืนนี้ได้ออกเดินทางไกลกว่าที่เคย


        
“ผ้าขาวม้าสีรุ้ง” ความยาว 88 หลา
จากชุมชนวัฒนธรรมไทย ภายใต้การสนับสนุนที่ดีงามของ กระทรวงวัฒนธรรมถูกนำมาตีความใหม่ผ่านชุดโจงกระเบนร่วมสมัย เพื่อพาความงดงามของผ้าไทย สู่สายตาชาวโลก บนเวที WorldPride Amsterdam 2026



        
ผมรู้สึกภูมิใจอย่างที่สุด ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสวมใส่และถ่ายทอดเรื่องราวของผืนผ้านี้ ให้โลกได้เห็นว่า ความเป็นไทย ไม่ได้มีเพียงความงดงามของวัฒนธรรม แต่ยังมีหัวใจที่พร้อมเปิดรับทุกความแตกต่าง ผ้าขาวม้าผืนนี้ไม่ได้ห่มเพียงร่างกาย แต่มันห่มศักดิ์ศรีของความเป็นไทย และโอบกอดความหลากหลายของความเป็นมนุษย์ไว้พร้อมกัน จากผืนผ้าของวิถีไทย สู่หัวใจของผู้คนทั่วโลก ด้วยความรัก ความภาคภูมิใจ และความหวังสู่ Bangkok WorldPride 2030

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล จัดทำหนังสือนิทาน “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5”

เมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับพันธมิตร ได้จัดทำหนังสือนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม คือ 1) ไฟป่า น่ากลัวจัง 2) ไฟนา อย่าก่อนะ และ 3) ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่ สื่อสารถึงปัญหา “ไฟป่า–การเผาในที่โล่ง–ฝุ่น PM2.5” เพื่อให้เด็กและประชาชนได้เข้าใจง่ายผ่านรูปแบบนิทานภาพ โดยมุ่งสร้างความตระหนักตั้งแต่วัยเยาว์เกี่ยวกับ ผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต รวมทั้งปลูกฝังพฤติกรรมลดการเผาและลดมลพิษทางอากาศ ในอีกมุมหนึ่งหนังสือชุดนี้ได้สะท้อนแนวคิดว่า “การแก้ปัญหาฝุ่น” ไม่ใช่เพียงเรื่องนโยบายหรือวิทยาศาสตร์ แต่ต้องเริ่มจากการสื่อสารสาธารณะและการศึกษา โดยเฉพาะกับเด็ก ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในอนาคต


ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี ผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกสัตวแพทยศาสตร์หัวหน้าโครงการผลิตนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อเสริมสร้างเด็กไทยและในภูมิภาคให้ช่วยลดฝุ่นควันจากการเผาและยานพาหนะ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “หนังสือนิทานภาพชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” จัดทำขึ้นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 และแหล่งกำเนิดมลพิษที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะจากการเผาป่า การเผาภาคการเกษตร และมลพิษจากยานพาหนะในเมือง โดยมีตัวละครหลักในการเล่าเรื่องเป็น “นกหัวขวานใหญ่สีดำ” ซึ่งเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำอุทยานแห่งชาติแม่ปิง และการร่วมกันปกป้องประเทศจากปัญหาไฟและฝุ่น จุดประสงค์หลักของหนังสือเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดฝุ่นควันจากการเผาในที่โล่ง และจากยานพาหนะ ซึ่งแนวคิดที่สำคัญคือการสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ “เด็กเข้าใจได้ง่าย” ผ่านนิทานภาพ ตัวละคร และภาษาที่เหมาะกับวัย เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว
โครงการฯ นี้ยังสะท้อนการทำงานแบบสหวิชาชีพ ด้วยความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก, คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ, กลุ่ม Unite Thailand และหน่วยงานวิชาการด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยคาดหวังให้หนังสือชุดนี้ได้เป็น “สื่อการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม” สำหรับเด็กและเยาวชนไทย มีบทบาทที่สำคัญ เช่น ช่วยให้เด็กเข้าใจปัญหา PM2.5 และสาเหตุของฝุ่นควันอย่างง่าย รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ผ่านภาษาที่เหมาะสมกับวัย ปลูกฝังพฤติกรรมลดการเผาและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้และประกอบการเรียนในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และในครอบครัว กระตุ้นให้เด็กนำความรู้ไปบอกและสื่อสารต่อกับคนในบ้านและชุมชน ส่งเสริม “environmental literacy” หรือความรอบรู้ด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วัยปฐมวัย เชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้แบบ problem-based learning จากปัญหาจริงของประเทศไทย และหนังสือยังช่วยทำให้เรื่อง PM2.5 ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างซับซ้อน กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและจับต้องได้สำหรับเด็กไทย”

ด้าน คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (ตุ๊บปอง) กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก และผู้เขียนหนังสือ ได้กล่าวว่า “ปัญหาเรื่องไฟป่า ไฟนา และฝุ่นเมือง ได้ส่งผลกระทบต่อทุกคนที่อยู่ในสังคม การทำหนังสือภาพสำหรับเด็ก เป็นเหมือนช่องทางสื่อสารให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และถือเป็นโอกาสที่ดีเพราะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์ คือได้รู้เท่าเห็นทันจากมลพิษ จะได้ปฎิบัติตัวได้ถูกต้อง และยังสะท้อนปัญหาไปถึงตัวผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้ยังทำให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เรื่องยากได้ง่ายขึ้น เพราะนักเขียนได้แปลงเรื่องเนื้อหาวิชาการ ออกมาเป็นตัวการ์ตูน จึงทำให้เข้าใจง่ายผ่านเนื้อเรื่องที่ย่อย หรือตัวละครที่เป็นตัวแทนของเขา และยังเป็นการสื่อสารแบบตรงไปตรงมา ทำให้เข้าใจถึงโทษที่จะได้รับทั้งต่อตัวเองและครอบครัว หรือทำให้ผู้อื่นเกิดทุกข์จากความประมาท ที่ส่งผลต่อสภาพ แวดล้อมและทำให้เกิดปัญหาในระยะยาว โดยสิ่งที่คาดหวังว่าเยาวชนจะได้รับคือ 1. ตระหนักรู้ และป้องกันตัวได้ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ 2. ส่งผลกระทบไปยังคนในครอบครัว และสังคมของผู้ก่อเหตุ และ 3. ตัวผู้ก่อเหตุ ได้อ่านก็จะทราบถึงผลกระทบที่ตามมา

สำหรับเทคนิคในการเขียนหนังสือนั้น เป็นการเขียนโดยใช้กลอนโบราณ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็ก หนังสือที่จะทำให้เขาเรียนรู้ได้จะต้องผ่าน 5 กิจกรรมที่ประกอบด้วยอ่าน ท่อง ร้อง เล่า และเล่น ซึ่งจะทำให้เด็กมีความสุขจากการอ่านหนังสือ และทำให้เกิดประโยชน์คือเข้าใจในสิ่งที่ต้องการสื่อสาร เป็นการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ผ่านกระบวนการจารีตฉันทลักษณ์ ส่งสัมผัส สร้างสมาธิให้เด็กนิ่งเป็นเย็นได้ มีจังหวะในการฟัง รู้สึกเพลิดเพลินมากกว่าการอ่านร้อยแก้ว”

เมื่อปี 2567 โครงการผลิตหนังสือนิทานฯ ได้จัดพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนกว่า 3,000 เล่ม โดยได้รับการสนับสนุนจากชมรมผู้รับพระราชทานทุนฯ, สสส. และกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกฟรีให้กับโรงเรียน นักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ห้องสมุดต่างๆ และประชาชนผู้สนใจ

โดยเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 มีการเปิดตัวหนังสือนิทานและมีการเสวนาในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 52 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 22 มีวิทยากร 4 ท่าน ได้แก่ ดร. เจน ชาญณรงค์ อดีตประธานผู้รับพระราชทานทุนฯ และรองประธานสภาลมหายใจกรุงเทพ คุณเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป นักเขียน รศ.ดร. ศิริมา ปัญญาเมธีกุล รอง ผอ. ฝ่ายวิชาการ ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) คุณลภัสรดา เสาหะสกุล นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และ ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี หัวหน้าโครงการฯ และผู้ดำเนินการเสวนา

ต่อมาจนถึงปี 2568 ทางชมรมฯ ได้มีการระดมทุนโดยให้โอกาสประชาชนร่วมบริจาคทุนทรัพย์สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือนิทานเพิ่มเติมเพื่อนำไปแจกให้กับโรงเรียน ห้องสมุดต่างๆ ผ่านทางเทใจดอทคอม www.taejai.com โดยผู้สนใจสามารถสแกนอ่านหนังสือได้ฟรีจาก QR code ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เปิดตัวเทคโนโลยีเพื่อเด็ก LD ในงาน NCPD 2026

เปิดตัวเทคโนโลยีเพื่อเด็ก LD ในงาน NCPD 2026  "ทองก้อนใหญ่" ชูนวัตกรรมช่วยงานแพทย์และนักฟื้นฟู

กรุงเทพฯ — ในงาน NCPD 2026 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หนึ่งในบูธที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงาน คือ บูธของ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด(Thongkornyai Holding Co., Ltd.)  ผู้นำนวัตกรรมด้านพหุปัญญา และช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งนำโดย แพทย์หญิง ธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด นำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ 2 รายการที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการดูแลเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disorder: LD) รวมถึงภาวะออทิสติก (Autism) ภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และผู้พิการ

รายการแรกคือ Eyetronix  (อายทรอนิค) เครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีติดตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ เพื่อรายงานข้อมูลความสามารถด้านการรู้คิด และพหุปัญญาให้แก่แพทย์และทีมสหวิชาชีพ รวมถึงครูการศึกษาพิเศษนำไปใช้ประกอบการพิจารณาดูแลเด็ก และผู้พิการแต่ละราย ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์มีข้อมูลเชิงพฤติกรรมประกอบการวางแผนดูแลที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น



รายการที่สองคือ NeuroSight(นิวโรไซต์) โปรแกรมฝึกทักษะทางปัญญาผ่านเทคโนโลยี VR ที่ออกแบบเกมและกิจกรรมฝึกทักษะเฉพาะทาง เพื่อสนับสนุนการฝึกและฟื้นฟูทักษะการเรียนรู้ พหุปัญญาและการทำงานของสมองในเด็กกลุ่ม LD รวมถึงภาวะออทิสติก (Autism) ภาวะสมาธิสั้น (ADHD)   และผู้พิการ ภายใต้การดูแลและกำกับของบุคลากรทางการแพทย์

การนำเทคโนโลยีทั้งสองมาจัดแสดงใน “งาน NCPD 2026” หรือ “งานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569" (The 18th National Conference on Persons with Disabilities: NCPD 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด "From Learning to Earning: Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society" ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคการแพทย์ ในการผลักดันให้เด็กกลุ่ม LD รวมถึงภาวะออทิสติก (Autism) ภาวะสมาธิสั้น (ADHD)   และผู้พิการคนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเท่าเทียม





ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรม Eyetronix และ NeuroSight
สามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด โทร.096-962-9297



06 สิงหาคม 2569

“นิกร” รมว.พม. หนุนปั้นเด็ก-เยาวชน เป็น Young care คนรุ่นใหม่

 

“นิกร” รมว.พม. หนุนปั้นเด็ก-เยาวชน เป็น Young care คนรุ่นใหม่ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุในชุมชน มุ่งปลูกเมล็ดพันธุ์แห่ง "ความเอื้ออาทร" ด้วยหัวใจ รับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดโครงการ “Young care คนรุ่นใหม่ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ” พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม จำนวน 400 คน และกล่าวแสดงความยินดี  โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , เครือข่ายเด็ก เยาวชน ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เข้าร่วม ณ โรงเรียนปักธงชัยประชานิรมิต อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา 


นายนิกร กล่าวว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Ageing Society) มาตั้งแต่ปี 2548 และในปี 2569 มีจำนวนผู้สูงอายุถึง 14.33 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 22.14 ของประชากรทั้งหมด สำหรับจังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 583,466 คน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมหลายด้าน รวมถึงแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ จึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างทักษะความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของกลุ่มเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมด้วยการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน

นายนิกร กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้ความสำคัญกับการ
เตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ , การส่งเสริมศักยภาพ , การสร้างระบบดูแลระยะยาว และการพัฒนากำลังคนด้านการดูแล ทั้งนี้ กระทรวง พม. โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) จึงได้ดำเนินโครงการ “Young care คนรุ่นใหม่ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ” ตามนโยบาย พม. 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" สอดคล้องกับนโยบายด้านที่ 3 สร้างครอบครัวเข้มแข็ง มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และครอบครัว โดยดึงศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพิ่มองค์ความรู้ ทักษะ และสร้างทัศนคติที่ดีในการดูแลผู้สูงอายุ พร้อมเชื่อมความสัมพันธ์เชิงบวกในครอบครัวระหว่างผู้สูงอายุกับเด็กและเยาวชน


นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัด “โครงการ Young care คนรุ่นใหม่ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ" ไม่ได้เป็นเพียงการอบรมเพื่อให้ความรู้ แต่เป็นการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่ง "ความเอื้ออาทร" ลงในหัวใจของคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่หน้าที่ของลูกหลานเพียงเท่านั้น แต่เป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ทุกคนสามารถร่วมสร้างได้ วันนี้เด็กและเยาวชนทุกคยที่เข้าร่วมโครงการฯ คือคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะได้รับองค์ความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ การช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือการสื่อสารกับผู้สูงอายุอย่างเข้าใจ แม้สิ่งที่เรียนรู้ในวันนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ความรู้เล็กๆ ย่อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เป็นการสร้าง "สังคมแห่งการดูแล"

สำหรับ “โครงการ Young care คนรุ่นใหม่ ใส่ใจดูแลผู้สูงอายุ" ไม่ใช่เพียงหลักสูตรอบรม 18 ชั่วโมง แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีทั้ง "ความรู้" และ "หัวใจของการดูแล" ซึ่งตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกคนจะนำความรู้ที่ได้รับในวันนี้กลับไปใช้ในครอบครัว โรงเรียน และชุมชนของตนเอง พร้อมทั้งเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และหัวใจแห่งการแบ่งปัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่อบอุ่น ไม่ทอดทิ้งกัน และก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพต่อไป

#พม #กระทรวงพม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #สร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน #ศรส #ศูนย์สร้างสุข #พมCARE #Youngcare #ผู้สูงอายุ #นครราชสีมา