18 มิถุนายน 2569

‘Sport Culture’ มาแรง ! เมื่อลูกค้ายุคใหม่มอง “การออกกำลังกายและแฟชั่นเป็นเรื่องเดียวกัน”

ห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน สานต่อสู่ “CENTRAL / ROBINSON GRAND GRAND SALE  ช้อปให้เป็นแชมป์”  

หลังจากจัดงานคิกออฟมหกรรมช้อปกลางปี “Central / Robinson Grand Grand Sale” อย่างคึกคักไปก่อนหน้า ห้างเซ็นทรัลและ โรบินสัน เดินหน้าสานต่อคอนเซ็ปต์ “ช้อปให้เป็นแชมป์” ที่ต่อยอดจากเทรนด์ ‘Sport Culture’ ที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพ การดูแลตนเอง และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ผ่านการมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ครบครันในทุกมิติ ทั้งสินค้า บริการ และสิทธิพิเศษ ภายใต้กลยุทธ์ “3S” ได้แก่

1.SYNERGY การรวมพลังครั้งสำคัญของทุกธุรกิจในเครือเซ็นทรัลและพันธมิตร เพื่อสร้างแคมเปญระดับประเทศ และปีนี้เป็นปีแห่ง Sport Culture จึงเชื่อมโยงกระแสเข้ากับการสร้างประสบการณ์ใหม่ โปรโมชัน และกิจกรรมพิเศษ เป็นที่มาของ “ช้อปให้เป็นแชมป์”

2.SEAMLESS ยกระดับประสบการณ์ช้อปไร้รอยต่อ ผ่าน 360° Omni-Channel ที่เชื่อมทุกช่องทางเข้าด้วยกัน ทั้งที่ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันทั่วประเทศ รวมถึง Central Embassy และช่องทางออนไลน์อย่าง Central App, Central Chat & Shop, Call & Shop และ Social Commerce ล่าสุดยังเปิดตัว ‘Cenni’ เพื่อนรู้ใจสายช้อป ที่ให้ลูกค้าทักมาช้อป อัปเดตสินค้าใหม่ ๆ ได้ผ่าน 2 ช่องทาง คือ Central App และ Central Chat & Shop

3.SPECIAL DEAL พบกับโปรโมชัน ‘Kick Off Deals’ ลดสูงสุด 70% พร้อมดีลพิเศษ ‘Taste of Victory’ มอบคูปองส่วนลดจากร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล รวมมูลค่ากว่า 3,430 บาท ตามเงื่อนไข รวมถึงโปรโมชันพิเศษจากห้างฯ และสินค้าแบรนด์ดังที่ร่วมรายการ

รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ดีพาทเมนท์สโตร์ กล่าวว่า “ช่วงกลางปีถือเป็นเวลาสำคัญของธุรกิจค้าปลีกที่ทุกแบรนด์ เดินหน้ากระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างสีสันให้ตลาดอย่างคึกคัก สำหรับปีนี้ ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันร่วมกับเครือเซ็นทรัล จัดแคมเปญ ‘Central / Robinson Grand Grand Sale’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 เพื่อมอบทั้งความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่งไฮไลต์ปีนี้เราต่อยอดเทรนด์ ‘Sport Culture’ ที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจน จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพ ดูแลตัวเอง และให้รางวัลกับตัวเองมากขึ้น เป็น ‘360° Self-Investment’ บนแนวคิด ‘Healthy Living & Sport Culture’ ที่เป็นสถานะใหม่ของความสำเร็จและกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง แอโรบิก การออกกำลังกาย สะท้อนการใช้ชีวิตในหลายรูปแบบ อาทิ Blokecore Fashion
(แฟชั่นเสื้อบอลกับสตรีทแวร์) ที่กำลังได้รับความนิยม, การแต่งหน้าในธีมเชียร์กีฬา การเล่นเกม ของสะสมต่างๆ ที่บ่งบอกว่าวันนี้ ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่เลือกซื้อ ‘ประสบการณ์’ ที่ตรงกับตัวเองและยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นในการจับจ่าย”  

นอกจากนี้ ในงาน “Central / Robinson Grand Grand Sale 2026” ยังมีกิจกรรมต้อนรับมหกรรมฟุตบอลระดับโลก กับ “CENTRAL FOOTBALL SOCIAL CLUB” พื้นที่รวมตัวของคนรักฟุตบอลที่ผสานกีฬา ไลฟ์สไตล์ แฟชั่น อาหาร เกม และความบันเทิงไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร ณ The Corner Shop ชั้น G ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันนี้ จนถึง 19 กรกฎาคม 2569 ที่ห้างเซ็นทรัล ผนึกกำลังธุรกิจในเครือและพันธมิตรชั้นนำ ร่วมสร้างประสบการณ์ Football Lifestyle Experience สำหรับแฟนบอลทุกเจเนอเรชัน อาทิ Weekend Special ทอล์กโชว์ นิทรรศการฟุตบอล และของสะสมหาชมยากจากนักสะสมตัวจริง รวมถึง Football Lifestyle Experiences และโปรโมชันพิเศษจากธุรกิจในเครือ อาทิ Central Embassy, Tops Eatery, Power Buy และ Supersports พร้อมเติมเต็มความสนุกผ่านกิจกรรม Interactive Experiences มากมาย ไม่ว่าจะเป็น The Ultimate Gaming Experience ที่ห้างเซ็นทรัลร่วมกับ Samsung ยกระดับประสบการณ์การรับชมและเล่นเกมฟุตบอลผ่าน Samsung Neo QLED 4K ขนาด 115 นิ้ว, Curve Shot Challenge กิจกรรมทดสอบทักษะการควบคุมบอลและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษ, Sports Lifestyle Merchandise Pop-Up ป๊อปอัปสโตร์รวมสินค้าและของสะสมที่ได้แรงบันดาลใจจากโลกฟุตบอล พร้อมมี Weekend Vibes & Customer Engagement: เติมเต็มบรรยากาศการเชียร์ตลอดช่วงการแข่งขัน ทั้งป๊อปคอร์นจาก Dirty Pop, Live DJ และเครื่องดื่มจาก Taproom รวมถึงกิจกรรม Catch & Win สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และบริการ Customize Your Football Style by WARRIX และแฟชั่นโชว์เด็กในธีมฟุตบอลโลกที่ถ่ายทอดสีสัน ความน่ารัก และแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมฟุตบอลนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความสนุกตลอดแคมเปญ

พบกับแคมเปญ Central / Robinson Grand Grand Sale 2026 ระหว่างวันนี้ – 24 มิถุนายน 69
ที่ห้างเซ็นทรัล-โรบินสัน รวมถึงบนออนไลน์ที่ Central App และทุกช่องทางช้อปปิ้งในทุกแพลตฟอร์ม

17 มิถุนายน 2569

อมตะ ปิดดีลขายที่ดินให้ “โพลีเคมี” จากสวีเดน สร้างโรงงานแห่งแรกในไทย ในอมตะซิตี้ ระยอง

 

นายสัทธา วนลาภพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ซิตี้ ระยอง จำกัด (คนที่ 2 จากซ้าย) และ นายแมกนัส ลินดาห์ล (คนที่ 2 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท โพลีเคมี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายที่ดินจัดตั้งโรงงานแห่งแรกในประเทศไทย ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจากนายออสการ์ ฮิวโกสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสากล กลุ่มโพลีเคมี (คนที่ 1 จากขวา) และ นายยาซูโอะ ซึซึอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (คนที่ 1 จากซ้าย)  ร่วมเป็นสักขีพยาน

การเข้ามาลงทุนเปิดโรงงานแห่งแรกในประเทศไทยของโพลีเคมี ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ชั้นนำจากประเทศสวีเดนที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัสดุพลาสติกและวัสดุรีไซเคิลมายาวนานกว่า 50 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายฐานการผลิตสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเลือกตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการให้บริการลูกค้าครอบคลุมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลกต่อศักยภาพของประเทศไทยและพื้นที่ EEC พร้อมตอกย้ำบทบาทของอมตะซิตี้ ระยอง ในฐานะทำเลยุทธศาสตร์และมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคครบวงจร รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย

“ไร้ท์” ดัน กาญจนา และ ดร.ธานี ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง

วางรากฐานองค์กรสู่ Future-Ready Tech Innovation Organization ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” แต่งตั้งคุณกาญจนา และ ดร.ธานี นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ที่มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก และวิสัยทัศน์ระดับสากล ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และวางรากฐานองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ได้แต่งตั้ง คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)  รับผิดชอบการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนกลยุทธ์องค์กรแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา Integrated Solutions ที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

และแต่งตั้ง ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร้ท์ รีแอคติเวชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อผลักดันธุรกิจด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูวัสดุและการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจยุทธศาสตร์สำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมโลก และมีศักยภาพการเติบโตสูงในระยะยาว

การแต่งตั้งผู้บริหารครั้งนี้เพื่อพัฒนา “ไร้ท์” สู่การเป็น Future-Ready Organization โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความคล่องตัว (Agility) ผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ การขับเคลื่อนนวัตกรรม (Innovation-Driven) และการพัฒนาทุนมนุษย์ขององค์กร ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

คุณกาญจนา เกษประดิษฐ์ กล่าวว่า “บริษัทมุ่งต่อยอดจุดแข็งขององค์กร สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง โดยครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การจัดจำหน่าย การให้คำปรึกษา การออกแบบ การติดตั้ง ตลอดจนกระบวนการฟื้นฟู (Regeneration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ในระยะต่อไป บริษัทมีแผนขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังอุตสาหกรรมใหม่และตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพบุคลากรในทุกมิติ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจโลก”

ด้าน ดร.ธานี เจิมวงค์รัตนชัย กล่าวว่า “บริษัทมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการฟื้นฟูและเพิ่มมูลค่าวัสดุอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้ม Circular Economy และทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับสากล เราจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานสู่ระดับสากล ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้กลุ่มบริษัท “ไร้ท์” ผู้นำด้านโซลูชั่นสิ่งแวดล้อมครบวงจร โดยให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบบำบัดน้ำและอากาศ ผลิตและจำหน่ายสารกรองคาร์บอนกัมมันต์และตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับทุกอุตสาหกรรม เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ สู่การลดมลพิษ ภายใต้แนวทาง ESG เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสังคมโดยรวมอย่างยั่งยืน

พม. จับมือ ซีพี ออลล์ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานวัยเก๋า 1,000 คนทั่วประเทศ


พม. จับมือ ซีพี ออลล์ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานวัยเก๋า 1,000 คนทั่วประเทศ หนุนสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน พม. จับมือ ซีพี ออลล์ ลงนาม MOU เดินหน้าจ้างงานวัยเก๋า 1,000 คนทั่วประเทศ หนุนสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน วันที่ 16 มิถุนายน 2569 นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการมีรายได้และการมีงานทำของผู้สูงอายุ ภายใต้ “โครงการผู้ใหญ่ใจดีซีพีออลล์” ด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และ นางสาวณัฐฐานิตา พิพัฒน์ธำรงกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนาม พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) , ผู้แทนผู้สูงอายุจากศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) บ้านบางแค และ ศพส.ปทุมธานี และ ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นางสาวชนก กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ภายใต้การนำของ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กำหนดนโยบายสำคัญ 8 ด้าน "สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน" พร้อมมุ่งปรับบทบาทจาก "รัฐสงเคราะห์" สู่ "รัฐสนับสนุน" เพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีการขับเคลื่อนนโยบายด้านที่ 6 คือการสร้างอาชีพและส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งวันนี้ มีความร่วมมือกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพี ออลล์ สำหรับการช่วยเหลือให้ผู้สูงอายุได้กลับมามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐในระยะยาว



นายโชคชัย กล่าวว่า กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวง พม. ได้ขับเคลื่อนโยบายด้านที่ 6 ผ่านแนวทาง "ผส.Train Connect" และแนวคิด "1 องค์กร 1 การจ้างงานผู้สูงอายุ" โดยตั้งเป้าหมายสร้างเครือข่ายความร่วมมือ 50 เครือข่าย ซึ่งวันนี้ มีความร่วมมือกับบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ตามโครงการ "ผู้ใหญ่ใจดี ซีพีออลล์" นับเป็นเป้าหมายร่วมกันในการเปิดรับสมัครผู้สูงอายุที่มีอายุระหว่าง 60 -75 ปี จำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ เพื่อเข้าทำงานในตำแหน่ง "พนักงานดูแลพื้นที่ขาย" และ "พนักงานดูแลลานจอดรถ" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คำนึงถึงประสบการณ์ ความพร้อม และความปลอดภัยของผู้สูงอายุเป็นสำคัญ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ทำหน้าที่คัดกรอง จัดทำทะเบียนรายชื่อผู้สูงอายุที่มีความพร้อม และส่งต่อให้ทางบริษัทฯ เพื่อให้เกิดการจ้างงานที่เหมาะสมต่อไป นางสาวณัฐฐานิตา กล่าวว่า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงวัย ซึ่งผู้สูงอายุในช่วงอายุ 60 -70 ปี ยังคงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพ มีความรับผิดชอบสูง และมีประสบการณ์ชีวิตที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดย MOU นี้จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ปี 2569-2572) ซึ่ง ซีพี ออลล์ พร้อมจัดส่งตำแหน่งงานว่างและสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านอาชีพอย่างต่อเนื่อง ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุ ยังมีแอปพลิเคชัน "Gold by DOP" (โกลด์) เป็น Digital Service สำหรับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุและการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งประกอบด้วย 7 บริการสำคัญ ได้แก่ การยื่นขอรับสิทธิสวัสดิการและเงินสงเคราะห์ออนไลน์, ระบบให้กู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพรายบุคคลและรายกลุ่ม, หลักสูตรอบรมดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น 18 ชั่วโมงออนไลน์, บริการธนาคารเวลา (Time Bank) สำหรับจิตอาสา, ข้อมูลสินค้าออนไลน์ผู้สูงอายุ 77 จังหวัด, ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสม และระบบโทรขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนฉุกเฉิน ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ iOS และ Android โดยค้นหาคำว่า “Gold by dop” เพื่อการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา #พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #MOU #โครงการผู้ใหญ่ใจดีCPALL #กรมกิจการผู้สูงอายุ #ผู้สูงอายุ #การจ้างงาน #goldbydop

เปิดแล้ว นิทรรศการศิลปะ “Patch the World – Between the Seams, Beyond the Surface: โลกที่ต่อกันไม่สนิท ลึกกว่าที่เห็น”

“Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface” สำรวจว่าชีวิต ร่างกาย ความทรงจำและความสัมพันธ์ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ  ถูกประคับประคองและเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านเศษเสี้ยว ความตึงเครียด และภาวะของการอยู่ร่วมกันที่ยังไม่สมบูรณ์ได้อย่างไร แทนที่จะนำเสนอความหลากหลายทางเพศในฐานะอัตลักษณ์ที่ตายตัว  นิทรรศการนี้มองความหลากหลายทางเพศในกระบวนการการต่อรอง ระหว่างการมองเห็นและการปกปิด ระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ระหว่างการสืบทอดและการเปลี่ยนผ่าน  ในที่นี้ “การปะต่อ” มิได้หมายถึงความกลมกลืนหรือการคลี่คลาย  หากแต่เป็นการดำรงอยู่ท่ามกลางความแตกต่าง ความไม่มั่นคง และความเชื่อมโยงที่ไม่เคยสมบูรณ์ 



นิทรรศการมีจุดเริ่มต้นที่ประเทศไทย  พร้อมเปิดพื้นที่ให้กับเสียงสะท้อนและการตีความใหม่ในระดับภูมิภาคผ่านผลงานบางส่วนของศิลปินจากไต้หวัน  นำเสนอหลากหลายรูปแบบงานศิลปะ ทั้งคลังภาพและเอกสารส่วนบุคคล ภาษาทางศิลปะแบบดั้งเดิม ภาพถ่าย ศิลปะการแสดง  ศิลปะนามธรรม วิดีโออาร์ท และวัสดุจากชีวิตประจำวัน  นิทรรศการนำเสนอความรู้สึกร่วมเกี่ยวกับความใกล้ชิด การมีตัวตน ความทรงจำ และการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมที่ต่างบริบทกัน ผลงานบางชิ้นค่อยๆ เปลี่ยนผ่านภาษาทัศนศิลป์เดิมจากภายใน   ขณะที่ผลงานอื่นสร้างพื้นที่ของความกำกวม การประคับประคองทางอารมณ์ ความตึงเครียด ความอ่อนโยน และจินตนาการความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกัน

นิทรรศการแบ่งออกเป็นสามส่วนที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกัน ได้แก่ Surface, Between the Seams และ Beyond the Surface โดย Surface สำรวจเรื่องการถูกมองเห็น  ภาพลักษณ์ และเงื่อนไขของการได้รับการยอมรับ  พร้อมตั้งคำถามว่าร่างกายและความปรารถนาของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ถูกกำหนด ถูกทำให้คุ้นชินถูกทำให้ด้านชาและได้รับการยอมรับในบางมิติภายใต้วัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างไร   Between the Seams มุ่งสำรวจความไม่ชัดเจน ความใกล้ชิด และการต่อรองในชีวิตประจำวัน ผ่านภาวะของการอยู่ร่วมกันที่ยังไม่คลี่คลาย ไม่ตรงไปตรงมา หรือยากต่อการจัดจำแนก ขณะที่ Beyond the Surface เคลื่อนไปสู่จินตนาการและสภาวะทางอารมณ์ของการสร้างความสัมพันธ์และโลกในรูปแบบอื่น  เปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของความสัมพันธ์ ความรู้สึก และการดำรงอยู่ ที่อาจอยู่นอกเหนือโครงสร้างบรรทัดฐานทางเพศสภาพ เพศวิถี และการเป็นส่วนหนึ่งทางสังคม 



ตลอดทั้งนิทรรศการ  ร่อยรอยของโลกที่ต่อกันไม่สนิทได้ถูกเผยให้เห็นอย่างตั้งใจ ทั้งร่องรอยของการต่อรอง การตีความ การดูแล ความแตกเปราะ และการเอาชีวิตรอด ท้ายที่สุด “Patch the World” ไม่ได้มองการอยู่ร่วมกันในสภาวะที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นกระบวนการที่ยังดำเนินต่อไปของการร่วมกันสร้างโลกที่ไม่สมบูรณ์ 

Queer Art Thailand เสนอ “Patch the World — Between the Seams, Beyond the Surface”  Group Exhibition โลกที่ต่อกันไม่สนิท - ลึกกว่าที่เห็น
สถานที่จัดนิทรรศการ : หอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  (BACC)
วันที่ : 17 มิถุนายน- 5 กรกฎาคม  2569
ภัณฑารักษ์ : มรกต ไมยเออร์



เกี่ยวกับภัณฑารักษ์
ดร. มรกต ไมยเออร์ เป็นนักวิจัยด้านพหุวัฒนธรรมศึกษาและอาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล เธอมุ่งศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการย้ายถิ่น พิพิธภัณฑ์ มรดกวัฒนธรรม ความทรงจำ และการเมืองทางวัฒนธรรมของความหลากหลายในภูมิภาคอุษาคเนย์และไต้หวัน ผ่านการทำงานวิจัยและงานภัณฑารักษ์ เธอสนใจว่าศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าในพื้นที่สาธารณะ มีบทบาทอย่างไรต่อประสบการณ์ของการมองเห็นและการได้รับการยอมรับ ความใกล้ชิด การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความหลากหลายทางเพศ และความทรงจำของผู้พลัดถิ่นในเอเชียร่วมสมัย  งานภัณฑารักษ์ของเธอเชื่อมโยงศิลปะร่วมสมัย ประสบการณ์ชีวิต และร่องรอยจากคลังความทรงจำ เพื่อสำรวจประเด็นเรื่องเรือนร่าง ความเปราะบาง ความใกล้ชิด และมิติทางอารมณ์ของชีวิตร่วมสมัย ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 เธอรับหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์นิทรรศการศิลปะเควียร์ร่วมสมัย PATCH THE WORLD: Between the Seams, Beyond the Surface ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

รายนามศิลปิน 

1. การ์มา ศิริโกกาญจน์

2. กฤตเมธ สีถาน (Bunny be fly.)

3. กฤษฎางค์ อินทะสอน

4. จอร์จ วรากร คงมาก

5. ฉัตรชัย พจนาภรณ์

6. ฐานันดร วรชินา

7. ณภัทร แก้วมณี (Butterfly Tong)

8. ทอม โพธิสิทธิ์

9. ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร

10. นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์

11. เปรม บัวชุม

12. พิษณุ ทองมี

13. ภัทรศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง

14. ภาณุ แสง-ชูโต 

15. ภูวนัย อินทรตระกูล

16. ผดุงพงษ์ สารุโณ

17. ปิยะดา ณ พัทลุง

18. ปิยวรรณ ชูชื่น

19. ไมเคิ้ล เชาวนาศัย

20. วรกร ธงชัยขาวสะอาด

21. วรัญญู ช่างประดิษฐ์

22. วิชัย อิ่มสุขสม

23. วิชชาพร ต่างกลาง

24. ศาตนันท์ ศรีโสดา (AKA Sleeplessnewz)

25. ศิริโรจน์ มานะอนุกูล

26. สุบรรเจิด สิริเวชพันธุ

27. สุรชัย แสงสุวรรณ

28. เญอรินดา แก้วสุวรรณ

29. Deng Wen-Jen (Taiwan)

30. Manbo Key (Taiwan)




Queer Art Thailand คือกลุ่มศิลปินและเครือข่ายสร้างสรรค์ที่เกิดจากการรวมตัวของศิลปิน ภัณฑารักษ์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลากสาขา เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับศิลปิน Queer ในประเทศไทย ตั้งแต่ศิลปินรุ่นบุกเบิกจนถึงศิลปินรุ่นใหม่

กลุ่มมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนวงการ Queer Art ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดนิทรรศการ ศิลปะร่วมสมัย การสร้างเครือข่าย องค์ความรู้ และบทสนทนาระหว่างศิลปิน ภาคธุรกิจ สถาบันวัฒนธรรม และสาธารณชน โดยมองศิลปะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารประเด็นความหลากหลายทางเพศ การโอบรับความแตกต่าง ความเท่าเทียม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม



รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ
ติดต่อ คุณ ซาโต้  Email :  queer.art.th@gmail.com  Tel : +66 9 596 29245 หรือ TQPR Thailand,
นุ้ย ฐิติชยาภรณ์, nuie@tqpr.com, +66 8 1689 1675


15 มิถุนายน 2569

ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล จัดโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” แนะป้องกันปัญหาไฟป่า ที่ จ.กาญจนบุรี

เมื่อเร็วๆ นี้ ชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี กรมอุทยานแห่งชาติฯ, โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” อ.เมือง จ.กาญจนบุรี, มหาวิทยาลัยธนบุรี, กลุ่ม UNITE Thailand, MCOT HD และ NBT World ได้จัดทำโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า และเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการจัดทำนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ประกอบด้วยหนังสือนิทาน 3 เล่ม ชื่อ 1)ไฟป่า น่ากลัวจัง, 2)ไฟนา อย่าก่อนะ และ 3)ฝุ่นเมืองเรื่องใหญ่ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อแจกฟรีให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ ภายในงานได้จัดให้มีบรรยายในหัวข้อ “ไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน”, กิจกรรมนิทานหัวขวาน และการวาดภาพระบายสีพร้อมเขียนคำขวัญเพื่อป้องกันไฟป่า ณ ห้องประชุม โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี



ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 และหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า “จ.กาญจนบุรี เป็นพื้นที่ซึ่งมีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และที่ตั้งของพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยในช่วงฤดูแล้งของทุกปีมักประสบกับปัญหาไฟป่า ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ อาทิ การเผาเพื่อหาของป่า การเกษตร และความประมาท ก่อให้เกิดผลกระทบตามมา โดยเฉพาะเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ทำให้คุณภาพอากาศลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ และใกล้เคียง

การจัดโครงการ “พลังเยาวชนต้นกล้าสีเขียว” ในครั้งนี้ จะทำให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่า และเป็นกิจกรรมต่อยอดจากการจัดทำนิทานชุด “หัวขวานลดไฟ ไร้ฝุ่น PM2.5” ที่ทางชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ร่วมกับพันธมิตร ได้จัดทำขึ้นเพื่อแจกฟรีให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา ในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการป้องกันไฟป่า, ปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทัศนคติที่ดี ต่อการดูแลรักษาป่าไม้และระบบนิเวศในท้องถิ่น, ส่งเสริม การมีส่วนร่วมของเยาวชน ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น ในการรณรงค์และเผยแพร่ความรู้ และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
โดยกิจกรรมภายในงาน เริ่มต้นจากนายอำนวย ธรรมรังษี ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดทุ่งลาดหญ้า “ลาดหญ้าวิทยา” จ.กาญจนบุรี ขึ้นกล่าวถึงการมีส่วนร่วมของโรงเรียน และพระครูสิทธิกิจจานุวัตร รองเจ้าคณะอำเภอศรีสวัสดิ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน ต่อด้วยการบรรยายในหัวข้อ “ไฟป่ากับผลกระทบต่อชุมชน” โดยนายสมคิด สิริรัตน์ นักวิชาการป่าไม้ปฎิบัติการ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคกลางกาญจนบุรี ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมละลายพฤติกรรม โดยนักศึกษาระดับปริญญาตรี และทีมวิทยากรจากมหาวิทยาลัยธนบุรี และกิจกรรมนิทานหัวขวาน ซึ่งจะนำนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม แล้วอ่านนิทานจากหนังสือให้เพื่อนฟัง เพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างของเยาวชน และเข้าถึงปัญหาของไฟป่าจากนิทานที่สนุกสนาน ส่วนในช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมให้นักเรียนได้วาดภาพและแต่งคำขวัญ เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงปัญหาของการรณรงค์ป้องกันไฟป่าอย่างถ่องแท้ และคิดว่าไฟป่าเป็นเรื่องใกล้ตัว จะได้หาทางแก้ไขได้ด้วยตัวของเขาเอง โดยผลงานที่ได้ทั้งหมดจะนำไปเผยแพร่ หรือจัดแสดงลงในสื่อแขนงต่างๆ ต่อไป”

สำหรับผู้สนใจในโครงการฯ ดังกล่าว สามารถติดตามความเคลื่อนไหวผ่านทาง Facebook : ต้นกล้าสีเขียว และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ Rattana.lao@yahoo.com หรือโทรศัพท์ 062-7341267


14 มิถุนายน 2569

คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป


วันนี้ทึมงาน wefiethailand มีโอกาส พบกับ เอม อภัสรา & แมน เจษฎา เตรียมพร้อมศิลปินหมอลำไอดอล เดินสายตะลุยยุโรปพบ FC ชาวไทยในต่างแดน  บอกเล่าเรื่องราวก่อนเข้าห้องอัดเสียง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เตรียมความพร้อม พร้อมเสริฟความม่วนออนทัวร์ยุโรป ปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้

เอม อภัสรา นักร้องหมอลำสาวดาวจรัสฟ้า

สำหรับ เอม อภัสรา (ดนิตา มาบุญธรรม)
นักร้องหมอลำสาวดาวจรัสฟ้า ลูกทุ่งหมอลำหญิงชาวไทย  บ้านเกิดครอบครัวเป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นตัวแทนของคนอีสานที่มีชื่อเสียงจากผลงานเพลงลูกทุ่งอีสาน ภาษาของคนอีสาน ที่บอกเล่าชีวิต ความรัก ความเจ็บปวด และความหวัง มาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ยอดฮิตมากมาย เช่น ลมส่าคนหลายใจ, ฮักอ้ายหลายตายกะซ่าง, และ ชมรมบ่ย่านผัว ปัจจุบันสังกัดอยู่ค่ายบ้านนอกเร็คคอร์ด  สร้างชื่อเสียงในระดับสากล เดินทางไปแสดงและถ่ายทอดศิลปะการแสดงลำในหลายประเทศทั่วโลก

...........จากความสำเร็จของ แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย
นายเจษฎา โชควิเศษ เป็นนักร้องลูกทุ่ง ลีลาเด็ด เสียงดีจากเวทีประกวด ชิงช้าสวรรค์ อดีตนักร้องนำของวงดนตรีโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย จังหวัดนครปฐม ก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นศิลปินเต็มตัวและมีผลงานเพลงเป็นที่รู้จักในวงการเพลงลูกทุ่ง ที่แฟนคลับให้กำลังใจอย่างล้นหลาม สร้างชื่อเสียงในระดับสากล
ที่จะนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นออนทัวร์ในยุโรป



ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ปีนี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอม อภัสรา ​และ แมน เจษฎา ทั้งคู่จับคู่กันเป็นศิลปินคู่ขวัญในวงการเพลงลูกทุ่งและหมอลำ ถ่ายทอดบทเพลงร่วมกันได้รับความนิยมในฐานะคู่ขวัญสายม่วน  ใครจะคิดว่าวันหนึ่งดนตรีพื้นบ้านจากภาคอีสานอย่าง ‘หมอลำ’ การร้องหมอลำ มีสำเนียงการร้องและเอื้อนแบบหมอลำอีสานแท้แท้ที่จับใจได้รับความนิยม ไม่เพียงแค่ในประเทศไทย แต่ไกลถึงสากลโลก จนได้มีโอกาสทัวร์เพื่อบรรเลงไปที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป รวมถึงงานเทศกาลต่างๆ ในต่างประเทศ มีความสดใหม่และความงามแบบดั้งเดิมผสมรวมกันอย่างกลมกล่อม งานปาร์ตี้ที่เปิดเพลงหมอลำ ตระเวนทัวร์ทั้งในและต่างประเทศ พัฒนากลายมาเป็น คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ  ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

ทั้งสองศิลปิน ลูกทุ่งหมอลำที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด บินลัดฟ้า นำโชว์ความเป็นอีสานให้กระหึ่มการออนทัวร์ยุโรป มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเดินสายทัวร์ยุโรป โดยบอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานและเบื้องหลังการเข้าห้องอัดให้แฟนๆ การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เรียกได้ว่า “ซาวด์ดนตรีสดจัดเต็ม" โชว์แต่ละครั้งกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง โดยคู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ เอม อภัสรา ​และ แมน เจษฎา ทั้งร้อง ทั้งเต้น ยังดูฟิตและแข็งแรง เช่นเดียวกับการแสดงบนเวทีที่ไม่ใช่แค่แสงสีเสียงและแดนเซอร์จำนวนมาก ยิ่งกว่านั้น การมาดู คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำไม่ได้แค่หมอลำเท่านั้น โชว์ทุกชุดสร้างความสุขให้คนดู ทำให้แฟนคลับขไม่ได้มีแค่รุ่นราวคราวเดียว 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ ที่ได้รับความนิยมแบบแรงดีไม่มีตก คือการที่ศิลปิน ทั้งสอง ให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้ทันสมัย คอสตูมอันโดดเด่น  ครบเครื่องทั้งเสียงร้อง หน้าตา บุคลิก จนกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันบนเวทีได้ติดตามผ่านช่องทางออนไลน์ 



เพื่อเรียกน้ำย่อยความม่วนชื่น ที่อีสานตะวันแดง

ในปลายเดือน มิถุนายน 69 นี้ คู่ดูโอ้ลูกทุ่งหมอลำ บอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนาน โชว์การแสดงแฟนเพลงทั่วโลก สามารถติดตามผลงานเดี่ยวของแต่ละคนได้ โดย เอม อภัสรา มีผลงานเพลงฮิต เจ้าของเสียง "ส่ำผู้ชาย บ่งึด" และ "ชมรมบ่ย่านผัว" ส่วน แมน เจษฎา เป็นนักร้องหนุ่มเสียงดีจากเวทีประกวดชิงช้าสวรรค์ ที่มีผลงานเพลงที่โด่งดังจากเพลงฮิตติดหูมากมาย โดยเพลงดังที่สร้างปรากฏการณ์  "ยืนไห้ในรถแห่" และ "รอวันเธอว่าง"



รายการ  ชิงช้าสวรรค์ เป็นเวทีแจ้งเกิดของนักร้องมากความสามารถ ของ แมน เจษฎา ชิงช้าสวรรค์ ศิลปินสายเอนเตอร์เทรน เจ้าของเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่งไทย ผลงานเพลงของเขามักมาพร้อมจังหวะสนุก เป็นคนทำงานหนัก และเก็บหอมรอมริบ ทำให้ก้าวต่อไปของเขาหลังจากประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว เจ้าของบทเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกสนาน แนวลูกทุ่ง/หมอลำ ที่มักออกทัวร์คอนเสิร์ตมีผลงานเพลงประจำตัวที่สร้างชื่อเสียง  คือเพลง สไมล์อ๊อฟลูกทุ่ง  เดินทางตระเวนแสดงสดทั่วประเทศ  และออนทัวร์ในต่างประเทศจำนวนหลายร้อยโชว์ทั่วโลก

นอกจากเทศกาลใหญ่ที่ยูโรปแล้ว เพื่อเรียกน้ำย่อยความม่วนชื่นก่อนไปชมกันสดๆ ในประเทศก่อนเดินทางออนทัวร์  ยังมีศิลปินชื่อดังอีกหลายท่านที่ทยอยเดินสายออนทัวร์ในโซนยุโรป อย่างต่อเนื่องตลอดปี


#เอมอภัสรา​Xแมนเจษฎา