14 กันยายน 2569

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33

นักวิ่งไทย-เทศ 2.1 หมื่นจาก 58 ประเทศแห่สมัครพัทยามาราธอน2026 ผู้ว่าเมืองชลฯ ไฟเขียวนายกพัทยาจัดเต็ม คาดเงินสะพัดแตะ 300 ล้าน
ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก นำทีมแถลงข่าวประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2569 รายการ อะเมซิ่งไทยแลนด์พัทยามาราธอน 2026 บาย มาม่า กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26-27 กันยายน 2569 โดยมีจุดปล่อยตัว-เส้นชัย ณ เทอมินอล 21 พัทยา ถนนพัทยาเหนือ จังหวัดชลบุรี นายกเมืองพัทยาเผยยอดผู้สมัครทะลุเป้า คาดสร้างรายได้เข้าเมืองพัทยาไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท ด้านผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน รายงานสรุปยอดผู้สมัครแข่งขันทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 33 ปี หลังจากเปิดระบบรับสมัครภายใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ด้านตำรวจภูธรภาค 2 เตรียมออกข้อบังคับปิดการจราจร 100% ในช่วงแข่งขันทั้งสองวัน


เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ณ ห้องนภาลัย D โรงแรมดุสิตธานีพัทยา นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติ รายการ Amazing Thailand Pattaya Marathon 2026 presented by MAMA โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, พันตำรวจเอก เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา, นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ บริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด, สมาชิกเมืองพัทยา, กลุ่มผู้สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ที่มาร่วมในงานแถลงข่าวอย่างคับคั่ง



นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “พัทยามาราธอน ถือเป็นมหกรรมกีฬามวลชนที่ยิ่งใหญ่ มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 33 ปี ตนถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีประจำปีของจังหวัดชลบุรี ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวันไหลหรือเทศกาลวันปีใหม่ โดยในปีนี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนายกเมืองพัทยาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะทำการยกระดับมาตรฐานของการแข่งขันไปสู่ระดับโลกให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายให้พัทยามาราธอน เป็นหนึ่งในมาราธอนที่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาร่วมการแข่งขันมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้เมืองพัทยามีขีดความสามารถในการจัดงานสูงสุด และด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองพัทยา ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบสาธารณูปโภคที่ดีที่สุดในภูมิภาคตะวันออก ประกอบกับความตั้งใจของผู้บริหารเมืองพัทยาที่ต้องการจะยกระดับของการแข่งขันจากระดับประเทศไปสู่ระดับโลกให้ได้นั้น จังหวัดชลบุรีจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า "พัทยามาราธอน จะได้รับการยอมรับจากนักวิ่งทั่วโลก ว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"



นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า “ปีนี้ พัทยามาราธอนจัดล่าช้ากว่าปกติ เพราะติดการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในช่วงแข่งขันพอดี จึงมีการเลื่อนจัดงานมาเป็นช่วงเดือนกันยายนแทน ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่าตนได้รับตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นสมัยที่สอง ก็ถือว่าสามารถเข้ามาสานต่อการทำงานจากท่านปลัดฯ ได้ทันที โดยหลังจากเข้ามารับตำแหน่งตนก็กำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินงานเต็มที่ ซึ่งเมื่อได้รับทราบว่า เมืองพัทยาได้ผู้จัดเป็นทางไทยแลนด์ไตรลีก ซึ่งถือว่าเป็นผู้จัดอันดับหนึ่งของประเทศ มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ทำงานกับเมืองพัทยามายาวนาน ทำให้ตนมีความสบายใจมากขึ้น และจากรายงานสรุปความพร้อมในด้านต่างๆ จากผู้อำนวยการจัดงานฯ หรือ Race Director ทำให้ทราบว่ามีผู้สนใจแห่สมัครกันอย่างคับคั่ง และทราบว่า “Sold Out” ไปภายในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมียอดจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก และด้วยองค์ประกอบในความพร้อมด้านต่างๆ ของเมืองพัทยา อาทิ จำนวนห้องพักที่มีจำนวนมาก, ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน, แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิ่งจำนวนมากตัดสินใจมาร่วมแข่งขันในรายการนี้ ทำให้ปัจจุบัน “พัทยามาราธอน” นั่งแท่นเป็นมหกรรมวิ่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกอย่างเต็มตัว”





“ในโอกาสนี้ ตนใคร่ขอความร่วมมือจากชาวเมืองพัทยาทุกท่าน ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการต้อนรับนักวิ่ง จำนวน 2 หมื่นกว่าคน และผู้ติดตามอีกกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนร่วม 4 หมื่นคน ที่จะเดินทางเพื่อมาร่วมการแข่งขันจากทั่วประเทศ และอีก 58 ประเทศทั่วโลก ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 26-27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ตนมั่นใจว่าการแข่งขันรายการนี้ จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองพัทยาเป็นอย่างมาก และจะเป็นการตอกย้ำในศักยภาพด้านการจัดงานระดับ World Event ของเมืองพัทยาได้เป็นอย่างดี” นายกเมืองพัทยากล่าวทิ้งท้าย

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ตนได้รับการมอบหมายจาก พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้มาร่วมในงานแถลงข่าวพร้อมด้วย พ.ต.อ. เอนก สระทอง ผู้กำกับ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการฯ เห็นว่าการจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นงานมาราธอนในระดับโลก ที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศและเมืองพัทยา อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้กำชับตนให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลนักวิ่งและประชาชนทั่วไปในด้านความปลอดภัยและการจราจรช่วงการแข่งขัน ทั้งนี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้มีการประชุมกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจในส่วนของการบริหารจัดการด้านการจราจรบนพื้นที่แข่งขันในโซนต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง จนมีความมั่นใจว่าจะสามารถกำกับดูแลการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำเรียนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อทราบ และได้ขออนุมัติออกข้อบังคับปิดการจราจร ในช่วงการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ถึงเวลาประมาณ 09:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. และในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ถึงเวลาประมาณ 11:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะมาราธอน 42.195 กม. และระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. โดยรายละเอียดทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเมืองพัทยาจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป ตนจึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการจราจรบนเส้นทางแข่งขัน ในวันและเวลาที่กำหนด”




นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมืองพัทยา มีศักยภาพและความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของทวีปเอเชีย มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีคุณภาพ มีจำนวนห้องพักมากกว่า 100,000 ห้อง ทำให้เมืองพัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ททท. ขอชื่นชมเมืองพัทยาที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องในตลอดทุกๆ สัปดาห์ จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากการคำนวณตัวเลขด้านการท่องเที่ยว ตนคาดว่าการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์ พัทยามาราธอน” ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแก่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี ได้มากกว่า 288 ล้านบาท ตนเชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และหวังว่าผู้เข้าแข่งขันและผู้ร่วมงานจำนวน 4 หมื่นคน จะได้รับความสุขและความประทับใจจากการต้อนรับของชาวเมืองพัทยาและชาวจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้

นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยแลนด์ไตรลีก ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “จากยอดผู้สมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เต็มจำนวน 21,727 คน เป็นนักวิ่งชาย จำนวน 13,470 คน นักวิ่งหญิง จำนวน 8,257 คน หลังจากเปิดระบบรับสมัครไปเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะปีนี้ พัทยามาราธอนได้เลื่อนการจัดงานจากกลางเดือนกรกฎาคม ไปเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน ทุกๆ คน ก็คาดว่า นักวิ่งจะมาสมัครกันน้อย แต่ที่ไหนได้ เมื่อตนเปิดระบบรับสมัคร จำนวนสลอตกลับเต็มอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น) ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองพัทยา ที่มีผู้สมัครมากกว่า 21,000 คน เป็นรายการวิ่งที่มีผู้สมัครมากที่สุด เป็นอันดับที่ 3 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออก”
“เส้นทางแข่งขันของปีนี้ จะเหมือนปีที่ผ่านๆ มา โดยนักวิ่งทุกคน จะได้มีโอกาสวิ่งเลียบชายหาดของเมืองพัทยา, วิ่งผ่าเมือง และวิ่งเลียบชายหาดจอมเทียน ซึ่งถือว่าเป็นรายการวิ่งมาราธอนที่ได้วิ่งเลียบชายหาดที่ยาวที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ ยังกำหนดจุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ ซึ่งสามารถรองรับนักวิ่งเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งยังมีความพร้อมในเรื่องที่จอดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ มากมาย”


“การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะจัดขึ้น 2 วัน คือวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 เป็นการแข่งขันระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. มีผู้แข่งขันในวันแรก (เสาร์ที่ 26 กย) จำนวน 10,964 คน และวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 เป็นการแข่งขัน ระยะ 42.195 กม. และระยะ 21.1 กม. อีกจำนวน 10,763 คน จากข้อมูลของการรับสมัคร มีจำนวนนักวิ่งและผู้ติดตามเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้มากถึง 39,323 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก โดยจะเปิดให้รับอุปกรณ์และเบอร์แข่งขันได้ตั้งแต่วันพฤหัสที่ 24 กันยายน 69 เป็นต้นไป ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ รายละเอียดของการแข่งขันศึกษาได้ทาง www.pattayamarathon.go.th” นายกอบเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

12 กันยายน 2569

สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง”

สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) สนับสนุนการดำเนินงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง หรือ Regenerative Tourism” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. และนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท. เป็นผู้ลงนามความร่วมมือดังกล่าว



ความร่วมมือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” ผ่านการเสริมสร้างความร่วมมือการดำเนินงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ของกระทรวง อว. ด้วยการเชื่อมโยงงานวิจัย องค์ความรู้ และนวัตกรรมเข้าสู่กลไกการขยายผลเชิงพื้นที่ ควบคู่กับการบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม ตลอดจนระบบบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ พร้อมขับเคลื่อนและพัฒนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยนำ อววน. มาเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาพื้นที่พิเศษของ อพท. พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนามาตรฐานและแนวทางการวัดผลที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล


อีกทั้ง เป็นเวทีที่แสดงถึงการยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง เพื่อวางทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ โดยได้เน้นย้ำว่า ทิศทางการท่องเที่ยวไทยต้องมุ่งสู่การเป็น “Meaningful & High Value Destination” โดยนำแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างมาใช้ในการฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน ขณะที่ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. จะเป็นกลไกสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้าน อววน. สอดรับกับแนวคิด “Future Link หรือ อนาคตเป็นไปได้” ของ กระทรวง อว. พร้อมหนุนเสริมด้วยการขับเคลื่อนของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือ กรอ. ท่องเที่ยว และ “นโยบายชุมชนพลัส” ของ กระทรวง กก. เพื่อสนับสนุนชุมชนและผู้ประกอบการ เชื่อมโยงภาคเอกชน สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน
.
ภายในงานยังมีการบรรยายโดยแขกรับเชิญพิเศษในหัวข้อ “ECOLIFE in C กับการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างอย่างยั่งยืน” โดย นางสาวศิรพันธ์ วัฒนจินดา และนายพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร ผู้ก่อตั้ง ECOLIFE ร่วมพูดคุยถึงการประยุกต์ใช้ ECOLIFE Platform เป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมด้านความยั่งยืน เชื่อมโยง “นักท่องเที่ยว–ผู้ประกอบการ–ชุมชน” ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่ สอดคล้องกับแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มุ่งให้การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยฟื้นฟูและยกระดับระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน


ขณะที่ ดร.สุรชัย ได้เปิดเผยถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในการพลิกโฉมการท่องเที่ยวของไทย ซึ่ง สอวช. ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมออกแบบและพัฒนานโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของไทย โดยใช้กลไกของกระทรวง อว. เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของ อพท. พร้อมประสานเครือข่ายวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักสูตรและเครื่องมือวัดผลตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science-based) สำหรับสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านการท่องเที่ยว โดยผลลัพธ์จากความร่วมมือในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างครั้งนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้องค์ความรู้และผลการศึกษาจากพื้นที่มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณค่าของพื้นที่ท่องเที่ยวในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ในระยะยาว


ด้านนายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง อพท. และ สอวช. ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการก่อให้เกิดกลไกความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างภาคีเครือข่าย รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน อววน. เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างของประเทศไทย ที่นอกจากจะมุ่งสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแล้ว ยังช่วยกำหนดทิศทางและกลไกในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพชีวิตของชุมชน อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของประเทศต่อไป โดยเสนอ 4 พื้นที่นำร่อง Living Lab ประกอบด้วย พื้นที่พิเศษฯ หมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง พื้นที่พิเศษฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พื้นที่พิเศษฯ เชียงราย พื้นที่พิเศษฯ คุ้งบางกะเจ้า






สอวช. และ อพท. ได้หารือถึงกรอบแนวทางและขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การพัฒนา ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบาย มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาทรัพยากรไปสู่การฟื้นฟูและคืนกำไรให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยใช้กลไก อววน. เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อสร้างการท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้างที่มีมูลค่าสูง พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ พร้อมผลักดันผลลัพธ์และแนวคิดเข้าสู่แผนนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ 2. การขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างและนโยบาย การประสานความร่วมมือ และการพัฒนาภาคีเครือข่ายระหว่างสถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งคัดเลือกและพัฒนาพื้นที่พิเศษ “Regenerative Tourism Lab” เป็นพื้นที่ทดลองนำร่องโมเดลการท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่น และพัฒนากรอบแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) 3. การพัฒนาเครื่องมือที่สร้างระบบนิเวศและวัดผลเพื่อการพัฒนา เช่น การเสนอและร่วมพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานตามหลักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประเมินผลกระทบเชิงฟื้นสร้าง โดยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก เช่น เกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (GSTC) และปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะถิ่นของไทย เพื่อให้เกิดเกณฑ์การวัดผลที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ และ 4. การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ผู้ประกอบการ คณาจารย์ และชุมชน ผ่านหลักสูตรวิชาการและการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ และเตรียมความพร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ได้

11 กันยายน 2569

เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์

บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทย ผ่านโครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ถ่ายทอด

องค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านระบบอัตโนมัติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมสร้างรากฐานกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Industry 4.0

โครงการจัดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากการใช้งานจริง ผ่านการอบรมภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ (Hands-on Training) เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ภายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การใช้งาน Epson SCARA Robot และเทคโนโลยี Machine Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสายการผลิตอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงานของหุ่นยนต์ SCARA มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน การควบคุมหุ่นยนต์สำหรับงานหยิบจับชิ้นงาน (Pick & Place) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Machine Vision ไม่ว่าจะเป็นการสอบเทียบระบบหุ่นยนต์ร่วมกับกล้อง (Robot-Vision Calibration) การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Vision-Based Quality Inspection) รวมถึงการระบุตำแหน่งและวัดขนาดของชิ้นงานด้วยระบบภาพ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการอัตโนมัติแบบครบวงจร

นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการ ศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานในอนาคต

โครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ได้จัดกิจกรรมอบรมในสถาบันการ ศึกษาชั้นนำ 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพสตึก และวิทยาลัยอาชีวศึกษาไชยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

เอปสันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ระดับการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง


โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร




โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ” รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569


รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมความพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคงรองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569
พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เป็นการยกระดับด้านการให้บริการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นมา โดยตลอด อีกทั้งในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่สาธารณะ และมีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆบ่อยครั้ง จึงได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง ประจำปี 2569 เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยจำลองเหตุสถานการณ์คนร้ายบุกเข้ามากราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า
โดยในการฝึกซ้อมครั้งนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน , กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ(191) , กรมการขนส่งทางราง , การรถไฟแห่งประเทศไทย , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย , ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินเอราวัณกรุงเทพฯ และบริษัท รักษาความปลอดภัย เอเซีย คลีนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งการฝึกซ้อมดังกล่าว จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในระบบรถไฟฟ้า และเป็นแนวทางให้บุคลากรทุกคนสามารถรับมือกับสถานการณ์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดกรณีเผชิญเหตุการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจว่า สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก และมีความปลอดภัยสูงสุด


บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน
โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง  

ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล

 
ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด MPV ไทย ด้วยรถ 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Hybrid 242 แรงม้า และประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.2 กม./ลิตร

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว The new STARIA Hybrid ชูจุดเด่นในฐานะ MPV 11 ที่นั่ง ครั้งแรก และหนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid ต่อยอดจุดแข็งของ STARIA ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ห้องโดยสาร และเบาะที่นั่งพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รองรับตั้งแต่การเดินทางของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการใช้งานภาคธุรกิจ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ภายใต้สโลแกน “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” สะท้อนกลยุทธ์ของฮุนไดในการยกระดับทางเลือกในตลาด MPV ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสานพื้นที่ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความอเนกประสงค์ไว้ในรถคันเดียว


นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ฮุนไดได้สร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทยผ่าน Hyundai H-1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้ประกอบการ ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก H-1 คือ ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับรถที่ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตในหลายรูปแบบ ซึ่งเราได้นำความเข้าใจนี้มาต่อยอดสู่ STARIA พร้อมให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”
“The new STARIA Hybrid จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของฮุนไดในตลาด MPV ด้วยการนำจุดเด่นของ STARIA Diesel ที่ลูกค้าคุ้นเคย ทั้ง ห้องโดยสารกว้างขวาง 11 ที่นั่ง มอบความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ผสานกับระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยี Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างรถที่รองรับสมาชิกได้ครบ รถที่ขับสบาย หรือรถที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะ The new STARIA Hybrid รวมทุกคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในรถคันเดียว พร้อมรองรับทั้งการเดินทางของครอบครัว ทริประยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจได้อย่างลงตัว” Turbo Hybrid 242 แรงม้า สมรรถนะที่พร้อมรับทุกการเดินทาง ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร(1)
The new STARIA Hybrid ยกระดับสมรรถนะของรถ MPV ขนาดใหญ่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Turbo Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อหน้า โดยแรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเดินทางที่มีทั้งผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เติมเต็มความคล่องตัวและความนุ่มนวลที่ต้องการจากรถสำหรับทั้งครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ
นอกจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์รถ MPV ขนาดใหญ่แล้ว ระบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC(1) ช่วยให้ทุกการเดินทางไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสบายในการโดยสาร พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความมั่นใจในการควบคุม เพื่อให้ The new STARIA Hybrid พร้อมรองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางระยะไกลในทุกภารกิจ 11 ที่นั่งเต็มพื้นที่ เทคโนโลยีเต็มคัน ขับนุ่ม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย e-Motion Drive


The new STARIA Hybrid โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาว 3,273 มม. ช่วยสร้างพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกหลายเจเนอเรชัน การเดินทางเป็นกลุ่ม ไปจนถึงการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงด้วย Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงรถง่ายขึ้น และ Smart Power Tailgate จัดการสัมภาระทำได้สะดวก ภายในยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกการควบคุมด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง พร้อมจุดยึดเบาะเด็กแบบ ISOFIX จำนวน 4 จุด ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Shift-by-Wire และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ขณะที่ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับตัวรถ
ด้านเทคโนโลยี The new STARIA Hybrid มาพร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เสริมความสะดวกด้วยช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ที่กระจายภายในห้องโดยสาร พร้อม Surround View Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องควบคุมรถในพื้นที่จำกัด ขณะที่อุปกรณ์ด้านความสะดวกและความบันเทิง เช่น Wireless Charger และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริประยะไกล
นอกจากนี้ The new STARIA Hybrid ยังมาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีที่ประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ ECU เพื่อยกระดับความนุ่มนวลในการโดยสาร ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ ผ่านระบบ e-Ride ที่ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA ที่เสริมการควบคุมในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรักษาเสถียรภาพของรถ ให้การขับขี่คล่องตัว มั่นคง และมั่นใจยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์

Hyundai SmartSense 15 ระบบ เพราะทุก Mission ต้องมาพร้อมความมั่นใจ The new STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมือง การเดินทางระยะไกล การควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและการถอยรถ โดยมีระบบสำคัญ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, Forward Collision-Avoidance Assist with Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก รวมถึง Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางอย่างเหมาะสม
เสริมการดูแลรอบคันด้วย Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา, Blind-Spot View Monitor (BVM) ระบบแสดงภาพบริเวณจุดอับสายตา และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ พร้อม High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control, Multi-Collision Braking, Crosswind Stability Control และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS เพื่อเสริมความมั่นคงและความอุ่นใจตลอดทุกการเดินทาง
นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ริเริ่มมาจากความเข้าใจลูกค้าที่ต้องการรถที่พร้อมรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุภารกิจที่สำคัญในแต่ละวัน โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชัน และสามารถขับเคลื่อนความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กันได้ในรถคันเดียว สำหรับรถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง ที่ต้องรองรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ วันนี้ ทางฮุนได จึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีการตอบสนองที่มั่นใจ ขณะเดียวกันยังให้ความนุ่มนวลเมื่อขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเดินทางระยะไกล จึงเหมาะทั้งกับการใช้งานของครอบครัวและธุรกิจ เราต้องการให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นครั้งแรก และหนึ่งเดียวในไทยของรถไฮบริด 11 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายเจเนอเรชัน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ที่สามารถใช้ได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการเดินทางระยะสั้น การเดินทางพร้อมสมาชิกเต็มคัน หรือการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน”
“จุดสำคัญของ The new STARIA Hybrid คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ รถคันนี้ให้กำลังสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิด 367 นิวตัน-เมตร ขณะเดียวกันยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอกใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าโฉมใหม่ พร้อมไฟท้าย Parametric Pixel LED เมื่อรวมกับ Hyundai SmartSense 15 ระบบ พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ภายในเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ ให้มีความสบายยิ่งขึ้น และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เราเชื่อว่า The new STARIA Hybrid มีความพร้อมที่จะเป็นรถหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ และรองรับทุกภารกิจได้อย่างแท้จริง”
พร้อมเป็นรถคันหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ The new STARIA Hybrid ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ครบยิ่งขึ้น ด้วย 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Turbo Hybrid 242 แรงม้า ประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(1) พร้อม Connected Car Services – Hyundai Bluelink และ Hyundai SmartSense 15 ระบบ จึงพร้อมรองรับทั้งครอบครัว การเดินทางระยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ
The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีภายนอก Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl เฉพาะรุ่น Premium จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black เพื่อเติมเต็มทางเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและสไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เพื่อฉลองการเปิดตัว ฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษ STARIA Hybrid Privilege Package(3) สำหรับลูกค้า The new STARIA Hybrid รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Careครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมมอบความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(2) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ พิเศษสำหรับครอบครัวฮุนได (Hyundai Family) รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid
การเปิดตัว The new STARIA Hybrid สะท้อนความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสานต่อความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทย จากความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Hyundai H-1 สู่การพัฒนา STARIA ให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Hybrid เข้ามาเติมเต็มทั้งด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความสะดวกในการใช้งาน พร้อมตอกย้ำแนวทางของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค เพื่อให้รถยนต์หนึ่งคันสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว การเดินทาง และธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าและความมั่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ
ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการตอบสนองของขุมพลัง Turbo Hybrid ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง และเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ รายละเอียดข้อเสนอ และบริการจากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new STARIA Hybrid ได้ที่ https://www.hyundai.com/.../the-new-staria-hybrid/highlights
หมายเหตุ:
อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ
ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid