13 พฤษภาคม 2569

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัยโชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

ถือได้ว่ากระแสตอบรับดี จากหนุ่มสาวชาวออฟฟิศกับกิจกรรม "AEROBIC PARTY" ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ผนึกกำลังร่วมกับธนชาตประกันภัย สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร The Fitness Society และตลาดเสรีมาร์เก็ต เอาใจสายเฮลตี้และคนรักสุขภาพย่านพระราม 9 มาสลัดความเครียดหลังเลิกงาน เพื่อปลุกพลังสร้างความตื่นตัวกลางสัปดาห์ไปกับสเตปการเต้นสุดมันส์ด้วยท่าเต้นสุดฮิต จากทีมผู้นำเต้นแอโรบิคจาก The Fitness Society ที่จะมาเปลี่ยนเย็นวันพุธธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก สุขภาพดี และเต็มไปด้วยสีสัน
สำหรับกิจกรรม AEROBIC PARTY ได้เนรมิตพื้นที่ลานกว้างให้กลายเป็นจุดรวมพลคนรักสุขภาพของทั้งพนักงานออฟฟิศ ลูกค้าและชาวชุมชนละแวกใกล้เคียง ให้มาขยับร่างกายและเบิร์นไขมันไปพร้อมๆ กับเสียงเพลงในจังหวะเร้าใจ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ต้อนรับทุกเพศทุกวัยเพียงแค่เตรียมชุดกีฬาตัวเก่งและรองเท้าผ้าใบคู่ใจให้พร้อม สามารถมาร่วมสนุกและอัปสเตปความฟิตไปด้วยกันได้เลยทันที ประเดิมพุธแรกที่ผ่านมา หลายคนประทับใจไฮไลต์ ชุดแฟนตาซีสุดสร้างสรรค์ ทำให้เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นพลังงานในการออกกำลังกายให้สนุกสนานเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความผ่อนคลายอย่างแท้จริงให้กับทุกคนที่มาร่วม


ฉัตรพงศ์ คำวาส พนักงานบริษัท กล่าวว่า “อยากมาร่วมทุกวันพุธเลยครับ ดีใจที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ฯ เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ แหล่งพบปะของคนที่มีเป้าหมายรักสุขภาพเหมือนกัน ซึ่งการเต้นแอโรบิคเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ เพราะบรรยากาศในการเต้นที่ไม่โดดเดี่ยวทุกคนรู้สึกสนุกและผ่อนคลายร่วมกัน เป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอสิ่งที่ได้นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การจดจำจังหวะท่าเต้น ยังป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้นครับ”

ธัญญารัตน์ ไชยบุตร แม่บ้าน กล่าวว่า “ปกติจะออกกำลังแค่ในห้องพัก เพราะเหนื่อยล้าจากการทำงานจึงไม่อยากเดินทางไกล แต่พอที่นี่เปิดลานแอโรบิคทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจากการจราจรติดขัด หลังเลิกงานก็สามารถเปลี่ยนชุดออกกำลังกายได้เลย สนุกมากเหมือนได้มาเต้นกับเพื่อนๆ เพราะทุกคนทำงานหนัก ขอบคุณเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เปิดพื้นที่ให้พวกเราได้ผ่อนคลายความเครียด อยากเชิญชวนลูกค้าและทุกคนมาเต้นแอโรบิคทำให้การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ”




นอกจากจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำคอนเซปต์การใช้ชีวิตแบบครบวงจรของศูนย์การค้าฯ เพราะหลังจากเสียเหงื่อฟิตหุ่นกระชับรับความสนุกกันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังสามารถไปเดินผ่อนคลาย ช้อป ชิม ชิล ดื่มด่ำกับมื้ออร่อยเพื่อเติมพลังกับเมนูอาหารคลีนเพื่อสุขภาพจากร้านอาหารชั้นนำที่เปิดให้บริการอย่างครบครัน เรียกได้ว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ One-Stop Destination ครบจบในที่เดียว ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม AEROBIC PARTY ครั้งต่อไปได้ ทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น. ณ ลานจอดรถหน้าตลาดเสรีมาร์เก็ต ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่ www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9 และInstagram:  thenine_rama 9

#เดอะไนน์พระราม9 #TheNineCenterRaMa9 #ธนชาตประกันภัย # AEROBICPARTY #เขตสวนหลวง #ตลาดเสรีมาร์เก็ต

เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES”

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จัดการประชุมเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” หรือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการของศูนย์ฯ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบประมวลผลขั้นสูง Cloud Computing และ Big Data ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และบริการดิจิทัลได้จึงก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังประมวลผลและพลังงานในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะ หรือ Smart Energy Management กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญหลายด้าน ทั้งระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปสงค์ภายในประเทศ และความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรเชิงลึก เทคโนโลยีเฉพาะทาง ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนกลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถยกระดับประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนา ผู้กำหนดทิศทาง และศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาควิจัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management Technologiesให้มีความเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง หรือ Hybrid Talent ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายมิติ ได้แก่ Data Center, AI, Cloud, Power, Cooling, Facility Management และ Energy Efficiency เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากศูนย์ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการพัฒนานโยบายด้านดิจิทัลและพลังงาน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการด้าน Data Center, Cloud, AI, Energy และ Digital Infrastructure สถาบันการศึกษา นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรสายวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะไปสู่สายงานใหม่ด้าน Data Center และ AI รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์จะมุ่งดำเนินงานใน 5 มิติหลัก ได้แก่

1.  การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management

2. การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์

3. การสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และโครงการนำร่อง

4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ดี

5. การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ

ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน

การเปิดตัวศูนย์ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการหรือการอบรมทั่วไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) วช. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ระบบพลังงานอัจฉริยะ และระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล 

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่า  ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง คือการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" โดยใช้กลไกความร่วมมือแบบ "3 ประสาน" ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งด้านศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ อันเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด

การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การรองรับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ด้วยตนเองในอนาคต ซึ่งการเปิดตัวโครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ             

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานคณะที่ปรึกษาว่า กล่าวว่า การเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงที่มีองค์ความรู้ด้าน Data Center, AI, Cloud และ Smart Energy Management ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและพลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา Green Data Center อย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลระดับอาเซียนในอนาคต   

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), ประธานคณะกรรมการของ HUB OF TALENT: AI, and Smart Energy Management Technologies กล่าวว่า  สจล. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Data Center, AI และการจัดการพลังงานอัจฉริยะโดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS และ Nvidia นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมทางความคิด (Think Tank) เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES คาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สร้างองค์ความรู้ใหม่ สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

11 พฤษภาคม 2569

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก

 ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้อย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทุนการศึกษาและอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติตลอดระยะเวลาที่ทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ เสด็จเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุนถาวรเพื่อการศึกษา ติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนผู้รับทุน และทรงพระกรุณาตอบจดหมายเยาวชนด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เยาวชนผู้รับทุนเข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา กรุงเทพฯ และพระตำหนักทรงงาน จังหวัดน่าน เป็นประจำ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนทั่วประเทศปัจจุบัน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 2,091 ทุน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มอบทุนแล้วกว่า 37,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและภริยา ร่วมดูแลติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน


ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้)

พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ”
และเว็บไซต์ www.ruamchit-normklao.org

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ

ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานพรวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ อัญเชิญแจกันดอกไม้พระราชทานพรวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปี และ ในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ แก่ เจ้าของวันเกิด

งานฉลองวันเกิดปีที่ 69 ของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ และในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียน จัดขึ้นโดย โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์, โรงแรมอมารี กรุงเทพ, บริษัท เดอะ บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป จำกัด และน้อยอัมพวา วัตถุโบราณ ภายใต้ชื่อ “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) รายได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย มาเป็นประธานในงาน



บรรยากาศของงานคลาคล่ำไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ และเพื่อนสนิทมิตรสหายที่คุ้นเคยกับเจ้าของวันเกิด ที่พร้อมใจกันแต่งตัวในสไตล์คาวบอยมาร่วมงานจนแน่นห้องแกรนด์บอลรูม โดยมี คุณบุ๋ม-ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ,คุณวุธ-อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร รับหน้าที่เป็นพิธีกรบนเวที และ คุณปอนด์-ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรภาคสนาม ภายในงานยังมีการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์จากฝีมือนักเรียน โรงเรียน เฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ พร้อมด้วย กระเป๋าหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สำหรับผู้จิตศรัทธาที่อยากจะร่วมอุดหนุน รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบเป็นค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารสามมื้อ ให้แก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย รวมทั้งการประมูลภาพวาดดอกกุหลาบ สีน้ำมัน จำนวน 1 ภาพ จากฝีมือการวาดของ อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส ฉายา Mr.Rose(มิสเตอร์โรส) ปัจจุบันอาจารย์เป็นประธานกลุ่มศิลปินอิสระ 96 และเป็นจิตรกรแนวหน้าของเมืองไทยทางด้านภาพเขียนสีน้ำมัน โดยผู้ที่ประมูลภาพวาดดังกล่าวไปได้ คือ อัญชลี ตันติวงษากิจ กรรมการผู้จัดการ ห้างกรุงทองพลาซ่า ร่วมกับมูลนิธิทานประทาน ในราคา หนึ่งแสนบาท และการประมูลผ้าไหมทอมือ โดยนักเรียน โรงเรียนโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในราคา เก้าหมื่นบาท งานฉลองวันเกิดปี 24 ของโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ และวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เริ่มต้นขึ้นเวลา 14.30 น.เริ่มด้วยการชมวีดีทัศน์โรงเรียนฯ ตามด้วยการบอกเล่าเรื่องความสำเร็จของเหล่าศิษย์เก่า พร้อมการกล่าวอวยพรวันเกิดจากฯพณฯ องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย สร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าของวันเกิด ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์


ถึงช่วงเวลาสำคัญของงานกับการแสดงดนตรีจากวง Siren (ไซเรน) ประกอบด้วย น้องอาร์ติสท์-ศรีสิรินทร์ วิชยสุทธิ์ ร้องนำ ,น้องจุงเฟรา-ญารดา ขาวเมืองน้อย bass , น้องมินมิน-แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม piano ,น้องปันปัน-ปุญณิศา ศาลิคุปต guitar , น้องนาย-นาย สิงห์โต Guitar , น้องสิงห์-สิงห์ เหลืองสุนทร กลอง และ น้องริกะ-พรรฐนจ กนกกุลชัย ร้องนำ การขับร้องเพลงโดย ศิลปินแห่งชาติ คุณเม้า-สุดา ชื่นบาน ,คุณจี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์,คุณเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า คุณณัฐ-ณัฐภัทร จตุรทิศพาณิชย์ แชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 และ คุณโรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ควบคุมโดย คุณหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ,บริษัทเอกชัยไลท์ติ้ง สนับสนุนแสงสีเสียง ,ดล 365 (Dol 365) รับหน้าที่ ออแกไนเซอร์งาน,เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค (COVERMARK) แต่งหน้า และทำผมโดย เกตุวดี และไฮไลท์สำคัญของงานบ่ายวันนั้น คือการแสดงแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าในชุดวิคตอเรีย จากห้องเสื้อ Showtime by Chanon (โชว์ไทม์ บาย ชานนท์) และแฟชั่นโชว์เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems ) โดยนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์จำนวน 12 ท่าน ได้แก่ คุณนภฤชา โพธิสุข,คุณพฤณ สิทรัพย์,คุณเฌอร์ลิญา อธิภัทรากุลพันธ์,คุณศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑมาส ,คุณโชติภาภัค รัตนสมฤกษ์ ,คุณนภษกร วัชระวิสิฐ ,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฎิมานนท์ ,ดร.เอกกฤต นารายณ์รักษา,คุณได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ,คุณลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ,คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง และคุณน้ำฝน-พัชรินทร์ วิทยาปัญญานนท์

สำหรับแฟชั่นโชว์เครื่องประดับ Beauty Gems ในครั้งนี้ว่า มีธีมชื่อว่า GOTHIC GRACE มีทั้งหมด 9 เซ็ต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ชุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของการแสดงแฟชั่นโชว์นี้ในครั้งนี้ คือเซ็ตเครื่องประดับ สร้อยคอพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 148.13 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 20.67 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 81.67 กรัม ต่างหูพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 26.91 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 2.41 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 14.69 กรัม และแหวนพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 24.43 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 0.49 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 8.30 กรัม ตบท้ายบรรยากาศแสนอบอุ่นด้วยการฉลองวันเกิดให้กับดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เจ้าของวันเกิดแบบอบอุ่นท่ามกลางครอบครัว แขกผู้มีเกียรติ และเพื่อนสนิทมิตรสหาย ด้วยเค้กวันเกิดอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเสียงเพลง....Happy Birthday ดังกระหึ่มลั่นหน้าห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ
ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ยังได้กล่าวเชิญชวนให้ผู้มีจิตศรัทธามาร่วมกันบริจาคเงินให้กับโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา เดิมชื่อ โรงเรียนร่วมน้ำใจ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 โดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กหญิงกำพร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีละ ประมาณ 25 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น และทางโรงเรียนยังได้รับพระเมตตาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานความช่วยเหลือแก่ เด็กที่น่าสงสารเหล่านี้มาโดยตลอด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 350 คน จึงอยากขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสให้กับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ หรือสนับสนุนเป็นทุนทรัพย์ รวมทั้งอุดหนุน ผลิตภัณฑ์ฝีมือนักเรียน จากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษาฯ ที่บูธหน้างาน พร้อมด้วย กระเป๋าหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบเป็นค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน และค่าอาหารสามมื้อ ให้แก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย” งาน “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” ในครั้งนี้ จบลงด้วยดี พร้อมกับความแฮบปี้ในใจของเจ้าของวันเกิด เพราะยอดเงินบริจาคในปีนี้ตรงเป้าที่ตั้งไว้ แต่เท่าไร คงต้องไปถามไถ่กันเอาเอง สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่อยากร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของ สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณกวาง-ชนรรถพร รัตนมณี โทร.081-342-0744

10 พฤษภาคม 2569

โฟลว์ อินเตอร์ พร้อมสยายปีกเปิดตัว Arcobräu แบรด์ดังจากเยอรมัน


วันนี้ Wefiethailand  มีโอกาส สัมภาษณ์พิเศษ คุณกานต์พิชชา คงสมบัติ CEO ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการคัดสรรเครื่องดื่มชั้นเลิศจากยุโรป ดคุยถึงเส้นทางธุรกิจ กลยุทธ์การปรับตัวในยุคเศรษฐกิจผันผวน และการขยายอาณาจักรสู่ธุรกิจร้านอาหารที่สะท้อนรสนิยมแบบยุโรปขนานแท้เบียร์จากเยอรมนี ภายใต้แบรนด์ที่เราภาคภูมิใจอย่าง เบียร์ Arcobräu (อาร์โคบราว) เป็นเบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้จากเยอรมนีที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี  และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นของเบียร์เยอรมัน คือความบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ ดื่มแล้วไม่ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือแฮงค์โอเวอร์ในเช้าวันถัดไป ซึ่งต่างจากทางฝั่งอังกฤษ ที่จะมีความเข้มข้นและรสสัมผัสของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า มีรสขมนิดๆ ตามสไตล์ที่คนชอบรสชาติเบียร์ฝั่งอังกฤษโฟลว์ อินเตอร์ พร้อมสยายปีกเปิดตัว Arcobräu แบรด์ดังจากเยอรมันขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องดื่มพรีเมียมสู่ประเทศไทยกานต์พิชชา คงสมบัติ และ Flow Inter ชื่อแรกๆ ที่คนรักเครื่องดื่มพรีเมียม บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัด มุ่งเน้นการเป็นผู้นำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับพรีเมียม โดยเฉพาะจากประเทศเยอรมนีและอังกฤษ 

เบียร์ Arcobräu (อาร์โคบราว) มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย เป็นเบียร์สไตล์บาวาเรียนแท้จากเยอรมนีที่มีประวัติยาวนานกว่า 450 ปี  และเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ความโดดเด่นของเบียร์เยอรมันคือ ความบริสุทธิ์ที่ปราศจากสารเคมีเจือปน มีรสสัมผัสที่นุ่มนวล ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ ดื่มแล้วไม่ทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือแฮงค์โอเวอร์ในเช้าวันถัดไป ซึ่งต่างจากทางฝั่งอังกฤษ ที่จะมีความเข้มข้นและรสสัมผัสของฮอปส์ที่ชัดเจนกว่า มีรสขมนิดๆ ตามสไตล์ที่คนชอบรสชาติเบียร์ฝั่งอังกฤษ

เครื่องดื่ม 5 ชนิด ภายใต้แบรนด์ Arcobräu มรดกแห่งความเป็นเลิศของบาวาเรีย ที่ประกอบด้วย

1. Natur Radler ส่วนผสมที่เบา ๆ ให้ความสดชื่นของเลมอน มีกลิ่นหอม ปราศจากสารให้ความหวาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มแบบเบาๆ การจับคู่อาหาร เช่น สลัด อาหารทะเล หรืออาหารเรียกน้ำย่อยเบาๆ

2. Mooser Liesl บาวาเรีย Helles คลาสสิกที่ต้มด้วยมอลต์พิเศษและฮอปต์ธรรมชาติ เพลิดเพลินไปกับรสชาติต้น ตำรับที่นุ่มนวล ดื่มด่ำควบคู่ไปกับอาหารเลิศรส ไม่ว่าจะเป็น ไก่ย่าง เพรตเซล หรือชีส เข้ากันได้อย่างลงตัว

3. Weissbier Hell เครื่องดื่มจากข้าวสาลีระดับพรีเมียมที่ได้รับรางวัลนี้ ให้กลิ่นผลไม้และกลิ่นหอม ด้วยยีสต์ชั้นดีเพื่อรสชาติที่ละเมียดละมัย เหมาะกับการรับประทานกับอาหาร ประเภท ไส้กรอก ผักย่าง หรือซอฟต์ชีส

4. Festbier เครื่องดื่มสไตล์ดั้งเดิมนี้ผลิตขึ้นสำหรับเทศกาลอ๊อกโทเบิลเฟสต์ เป็นการรวบรวมการเฉลิมฉลองของบาวาเรีย ด้วยมอลต์ที่เข้มข้น มีกลิ่นหอมรับประทานง่าย ซึ่งสามารถรับประทานกับอาหารประเภท บราทวูร์สท์ และผักย่าง ได้เป็นอย่างดี

5.Winterbier เครื่องดื่มที่ผลิตขึ้นสำหรับตามฤดูกาลพิเศษ มีรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมของฮอปส์อ่อนๆ เหมาะสำหรับการสังสรรค์ในฤดูหนาวที่แสนสบาย การจับคู่อาหารประเภทเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง



นอกจากนี้ โฟลว์ อินเตอร์ ยังเดินสายร่วมงานแฟร์ระดับประเทศอย่าง ThaiFex รวมถึงงานของหอการค้าอังกฤษ (BCCT) เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และเรายังมีเครือข่ายเอเย่นต์ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และภาคอีสาน กานต์พิชชา คงสมบัติ ประธานกรรมการ บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัด กล่าวทิ้งท้าย


พญาไท–เปาโล จับมือ Jaymart Group เปิดดีลสุขภาพเชิงรุก

สร้าง ‘เกราะป้องกันสุขภาพครบวงจร’ ยกระดับการรับมือไข้เลือดออกเพื่อคนไทย

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ประกาศความร่วมมือกับ Jaymart Group เปิดตัวแคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่ผสาน “การป้องกันโรค” ควบคู่กับ “ความคุ้มครองทางการเงิน” ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างมั่นใจ ครอบคลุม และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งของทั้งสององค์กร โดยเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล นำความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีนผสานกับระบบสิทธิประโยชน์และการบริหารความเสี่ยงผ่านประกันของ เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์  เพื่อยกระดับ “การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” ให้เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

 วัคซีนที่นำเสนอในแคมเปญนี้คือวัคซีนไข้เลือดออกตัวล่าสุด (Qdenga) ครอบคลุม 4 สายพันธุ์ สามารถฉีดได้ทั้งเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคมาก่อน โดยไม่ต้องตรวจภูมิคุ้มกัน ให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อกว่า 80% และช่วยลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้มากกว่า 90% โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

 นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล กล่าวว่า “ไข้เลือดออกไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกปีเราเห็นครอบครัวคนไทยจำนวนมากต้องสลับกันลางานมาเฝ้าลูก เฝ้าพ่อแม่ที่โรงพยาบาล มีภาระค่ารักษาที่ไม่ได้วางแผนไว้ และเผชิญความกังวลที่ไม่มีใครอยากเจอ โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ความร่วมมือกับ Jaymart ครั้งนี้ เราจึงไม่ได้ออกแบบแค่แพ็กเกจวัคซีน แต่ออกแบบ 'ความอุ่นใจ' ให้ครอบครัวไทย ทั้งการป้องกันและการแบ่งเบาภาระค่ารักษา เพราะเราเชื่อว่า สุขภาพที่ดีเริ่มต้นก่อนที่คนไข้จะมาถึงโรงพยาบาล”

ด้าน เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ โดย นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 

“เจมาร์ท อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์  เชื่อว่าการบริหารความเสี่ยงด้านสุขภาพเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ความร่วมมือกับพญาไท–เปาโลในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโลกของสุขภาพและการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถวางแผนและรับมือกับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สิทธิประโยชน์ “วัคซีนช่วยไทย คุ้ม x5”
นอกจากการเข้าถึงวัคซีนไข้เลือดออกที่มีประสิทธิภาพ แคมเปญนี้ยังมอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร ผ่านระบบสมาชิก Fitpoint และ JPoint ที่ผสานทั้งความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการดูแลสุขภาพ ได้แก่

• ประกันคุ้มครอง: ค่ารักษาไข้เลือดออกสูงสุด 30,000 บาท (โดย Jaymart)

• Fitpoint X2: รับคะแนนสะสมเพิ่ม

• JPoint โบนัส: รับเพิ่ม 100 คะแนน เมื่อสมัครสมาชิก

• ผ่อน 0%: นานสูงสุด 4 เดือน (ตามเงื่อนไขบัตรที่ร่วมรายการ)

• โอนคะแนนข้ามระบบ: เปลี่ยน JPoint เป็น Fitpoint เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่ารักษาพยาบาล

สิทธิประโยชน์ดังกล่าวถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม

แคมเปญ “วัคซีนช่วยไทย” เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ - 31 กรกฎาคม 2569 ณ เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ทุกสาขา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.phyathai.com ,  www.paolohospital.com ,
Health Up Application, Smart Contact Center 1772

“กรมการท่องเที่ยวบุกเมืองคานส์! ชู Cash Rebate 30% ตั้งเป้าดึงกองถ่ายต่างชาติลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท”

กรมการท่องเที่ยวเตรียมยกทัพโปรโมตประเทศไทยสู่สายตาโลก ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเข้าร่วมออกคูหาประเทศไทยหมายเลข 112 ภายใน International Village เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการจัดคูหาร่วมกันภายในงาน

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน Cannes Film Festival 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่ผู้ผลิตภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลก โดยกรมการท่องเที่ยวจะนำเสนอข้อมูลด้านสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความหลากหลาย มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Incentive Cash Rebate สูงสุด 30% รวมถึงศักยภาพของทีมงานชาวไทย สตูดิโอ อุปกรณ์ถ่ายทำ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พร้อมรองรับกองถ่ายต่างประเทศอย่างครบวงจร

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังเตรียมจัดกิจกรรมภายในคูหาประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับอุตสาหกรรมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย อาทิ กิจกรรมานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรมงานเลี้ยงพบปะผู้ผลิตภาพยนตร์ “Thailand Happy Hour” เพื่อดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากนานาประเทศให้เกิดการเจรจาความร่วมมือและตัดสินใจเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวคาดหวังว่าการเข้าร่วมงานดังกล่าว จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกองถ่ายต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยได้มากกว่า 3,000 ล้านบาท อันจะก่อให้เกิดการจ้างงาน การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการไทย และส่งเสริมเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ


สำหรับ Cannes Film Festival 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 23 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของโลก มีผู้เข้าร่วมงานที่มาจากมากกว่า 100 ประเทศ และเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้กำกับ ผู้ผลิต นักแสดง และบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์จากทั่วโลกเข้าร่วมงานในทุกปี

CP LAND ชวนร่วมภารกิจ “Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน”

ล่าดีลบ้านและคอนโด พร้อมข้อเสนอสูงสุด 3 ล้านบาท

บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) เปิดตัวแคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” ชวนผู้ที่กำลังมองหาบ้านและคอนโด ออก “ล่าดีล” จากโครงการพร้อมอยู่ทั่วประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกดีลที่เหมาะกับตัวเองได้ในช่วงแคมเปญ

คุณ ดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขายและการตลาดโครงการ บริการหลังการขายและลูกค้าสัมพันธ์ CP LAND กล่าวว่า วันนี้ลูกค้าไม่ได้มองแค่โปรโมชัน แต่ต้องการจังหวะที่ใช่ในการตัดสินใจ เราจึงออกแบบ Deal Hunter ให้ลูกค้าเข้ามาเห็นทั้งโครงการจริงและข้อเสนอในเวลาเดียวกัน พร้อมค่อย ๆ เลือกดีลที่เหมาะกับตัวเองได้ในช่วงที่ข้อเสนอเปิดอยู่จริง ซึ่งช่วยให้การตัดสินใจง่ายและชัดเจนมากขึ้น

ภายใต้แคมเปญนี้ ลูกค้าสามารถเริ่มต้น “ภารกิจล่าดีล” ได้จากการลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์ ของ CP LAND Residential ก่อนนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการที่สนใจ โดยเมื่อเข้าเยี่ยมชมโครงการ ลูกค้าจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทันที พร้อมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมภายในโครงการ และเข้าถึงข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละโครงการสิทธิประโยชน์และของรางวัลต่าง ๆ จะถูกรวบรวมและให้ลูกค้ารับผ่าน Pri-d ซึ่งเป็น Privilege Program ของ CP LAND โดยลูกค้าสามารถใช้ Pri-d ในการรับของรางวัล อาทิ Central Gift Card รวมถึงติดตามสิทธิประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละขั้นได้ในที่เดียวแคมเปญดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด “Deal Hunter” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้ามาเลือกโครงการที่สนใจ และเข้าถึงข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละโครงการตามความต้องการของตัวเอง


แคมเปญครอบคลุมโครงการบ้านและคอนโดของ CP LAND ทั่วประเทศ อาทิ LUXRIVA RESIDENCES นครศรีธรรมราช, SŌLVANI นครสวรรค์, SŌLVANI พิษณุโลก, SŌLVANI รามอินทรา, RI-NÉ ขอนแก่น และ SOū& ขอนแก่น ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพในส่วนของข้อเสนอแคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” ได้รวบรวมดีลสำหรับบ้านและคอนโดพร้อมอยู่ทั่วประเทศ ครอบคลุมหลากหลายระดับราคา ตั้งแต่ 9.9 แสนบาท ถึง 20 ล้านบาท* พร้อมข้อเสนอพิเศษ ได้แก่

● ส่วนลดสูงสุด 3 ล้านบาท*

● ฟรี! เฟอร์นิเจอร์ 23 รายการ*

● ฟรี! ค่าโอนกรรมสิทธิ์ และค่าส่วนกลางนานสูงสุด 5 ปี*

● อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 1.79% (6 เดือนแรก)*

● พร้อมการรับประกันคุณภาพนาน 10 ปี ครอบคลุม 4 หมวดหลัก ได้แก่ โครงสร้างอาคาร (เสา คาน พื้น และส่วนรับน้ำหนักของอาคาร), หลังคาและดาดฟ้า (ส่วนป้องกันการรั่วซึมจากสภาพอากาศ),ระบบงานภายในอาคาร (ระบบไฟฟ้า ประปา และสุขาภิบาล รวมถึงงานท่อ), และประตูหน้าต่าง (การเปิด–ปิดและการใช้งานโดยรวมของอุปกรณ์) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการอยู่อาศัยระยะยาว

ทั้งนี้ แคมเปญ “CP LAND Deal Hunter – ภารกิจล่าดีลบ้าน” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญ และนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการได้ผ่านทุกช่องทางการติดต่อของ CP LAND Residential  เริ่มภารกิจล่าดีลของคุณ และเลือกดีลที่ใช่สำหรับคุณได้แล้ววันนี้ที่ https://shorturl.ai/JR0Qc

*สิทธิประโยชน์แตกต่างกันไปตามแต่ละโครงการ และเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

รายละเอียดเพิ่มเติมและเงื่อนไขของแคมเปญ สามารถศึกษาได้ที่

https://www.cplandresidential.com/cpland-hunt-deal-2026/

#CPLAND #CPLANDDealHunter #ภารกิจล่าดีลบ้าน

#ซีพีแลนด์รับประกัน10ปี  #LUXRIVAResidences
#SŌLVANI #RI-NÉ  #SOū&  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต

09 พฤษภาคม 2569

บราเดอร์เปิดแคมเปญ “Brother Ink Tank ที่อิ้งค์เลือก”

ดึง “อิ้งค์-วรันธร” เป็นพรีเซนเตอร์ สื่อสารแบรนด์สู่ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

บราเดอร์เดินหน้าสร้างสีสันใหม่ให้ตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์แท็งก์ ด้วยการเปิดตัว “อิ้งค์-วรันธร” เป็นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Brother Ink Tank พร้อมเปิดแคมเปญ “Brother Ink Tank ที่อิ้งค์เลือก” ตอกย้ำทิศทางแบรนด์ปี 2026 ที่ขยับสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าใจทั้งการทำงานและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “At Your Side, Every Side of Life”

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บราเดอร์เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคไว้วางใจในด้านคุณภาพ ความทนทาน และนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์“ที่ผ่านมา บราเดอร์อาจถูกจดจำในฐานะแบรนด์เครื่องพิมพ์ที่เชื่อถือได้ แต่ในวันนี้ เราต้องการก้าวไปอีกขั้นสู่การเป็นแบรนด์ที่เข้าใจการใช้ชีวิตของผู้คนมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ใช้งานได้ดี แต่เป็นส่วนหนึ่งของทุกช่วงเวลาสำคัญในชีวิต”

การเปิดตัวพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสะท้อนแนวคิด ‘At Your Side, Every Side of Life’ ผ่าน Brother Ink Tank ที่พร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้ในทุกบทบาทของชีวิต

ด้านนายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า ตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์-แท็งก์ในประเทศไทยยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบราเดอร์ยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมายในปีที่ผ่านมา   พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ที่เชื่อมโยงประสบการณ์ของลูกค้าในทุกจุดสัมผัส ทั้งหน้าร้าน อีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มดิจิทัล การบริการหลังการขาย และกิจกรรมออนกราวด์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ต่อเนื่องและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในทุกช่วงชีวิต

“การเลือก ‘อิ้งค์-วรันธร’ เป็นพรีเซนเตอร์ในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของแบรนด์ที่ต้องการเข้าใกล้ผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส มีสไตล์ และเข้าถึงง่าย สามารถเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลาย ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ‘At Your Side, Every Side of Life’ ที่บราเดอร์ต้องการสื่อสารในปีนี้”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว “INK POP” คาแรกเตอร์ใหม่ของแบรนด์ ที่ตีความพลังของสี CMYK ออกมาเป็น 4 บุคลิกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Mizu (Cyan) สายมั่นใจ น่าเชื่อถือ, Hana (Magenta) สายครีเอทีฟ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ, Nikko (Yellow) สดใส สนุก และเต็มไปด้วยพลังบวก และ Ishi (Black) เรียบ เท่ มีสไตล์ สะท้อนความหลากหลายของผู้ใช้งานในแต่ละไลฟ์สไตล์ และถูกนำไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์และกิจกรรมเพื่อสร้างสีสันให้กับแบรนด์ในระยะยาว

นางสาวทรงศิริ โตเลี้ยง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจการพิมพ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “Brother Ink Tank ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การเรียน การทำงาน ไปจนถึงธุรกิจขนาดเล็ก โดยยังคงจุดแข็งด้านคุณภาพและความทนทานที่ผู้ใช้ไว้วางใจ”

ปัจจุบันมีให้เลือก 6 รุ่น ได้แก่ DCP-T230, DCP-T430W, DCP-T530DW, DCP-T730DW, DCP-T830DW และ MFC-T930DW โดดเด่นด้วยดีไซน์กะทัดรัด ใช้งานง่าย และรองรับการใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในทุกวัน มาพร้อมเทคโนโลยี AI Auto Cleaning ช่วยดูแลหัวพิมพ์อัตโนมัติ ลดปัญหาการอุดตัน ให้เครื่องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ พร้อมออกแบบมาเพื่อลดข้อจำกัดจากระบบซับหมึก เพื่อประสบการณ์ “หัวพิมพ์ไม่ตัน” และ “ซับหมึกไม่เต็ม” รองรับงานพิมพ์ขาวดำสูงสุด 7,500 แผ่น และพิมพ์สีสูงสุด 5,000 แผ่น เติมหมึกง่าย เชื่อมต่อได้หลากหลาย ทั้ง USB, Wi-Fi และ LAN

โดยแคมเปญนี้ยังต่อยอดด้วย Music Marketing ผ่านมิวสิกวิดีโอเพลง “แอบรักได้สมบูรณ์แบบ” ที่มียอดรับชมกว่า 4 ล้านวิว พร้อมกิจกรรมดิจิทัล โปรโมชัน และ Brother Ink Tank Mini Concert Tour ทั่วประเทศ นำโดย “อิ้งค์-วรันธร” พร้อมแขกรับเชิญ LIPTA และ Fellow Fellow เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ก่อนเดินสายทั่วประเทศ อีก 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี, เชียงใหม่, ภูเก็ต และชลบุรี

พร้อมกันนี้ บราเดอร์ยังจัดโปรโมชันพิเศษต้อนรับการเปิดตัว เพื่อชวนทุกคนมาเติมสีสันให้ชีวิตไปพร้อมกัน โดยลูกค้าที่ซื้อรุ่น DCP-T430W และ DCP-T530DW ในช่วงระหว่างวันที่ 6 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2569 และลงทะเบียนรับประกันสินค้าผ่าน LINE Official Account ของ Brother Thailand จะได้รับหมอนอิงคาแรกเตอร์ INK POP ฟรีทันที จำนวน 1 ชิ้น (สุ่มลาย) เพื่อให้ทุกการใช้งานไม่ใช่แค่เรื่องงานหรือการเรียน แต่เป็นช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดทั้ง INK POP และพรีเซนเตอร์ “อิ้งค์-วรันธร” ในบรรยากาศของแคมเปญที่เต็มไปด้วยสีสันและแรงบันดาลใจ นอกจากนี้ บราเดอร์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลหลังการขาย ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการทั่วประเทศ และ Contact Center ที่พร้อมดูแลผู้ใช้งานอย่างใกล้ชิด ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดแคมเปญ “Brother Ink Tank ที่อิ้งค์เลือก” ได้ที่ www.brother.co.th, ช่องทางโซเชียลมีเดียของ Brother Thailand และ LINE Official Account

สจล. จับมือกรุงไทย ปั้นคนรุ่นใหม่ - บุคลากรศักยภาพสูง (Talent)

เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ก้าวทันโลกดิจิทัล 


สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และธนาคารกรุงไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ในโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ยกระดับความร่วมมือสู่พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูง (Talent) และสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจและสังคมยุคใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนการศึกษาไทยผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ (Education Ecosystem) ที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคสังคมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ (MOU) กับธนาคารกรุงไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญของภาคการศึกษาในการยกระดับสู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนคุณภาพให้พร้อมรองรับโลกดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่

ความร่วมมือดังกล่าว นับเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการศึกษายุคใหม่ และตอกย้ำแนวทางการขับเคลื่อน “The World Master of Innovation” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์สำคัญของ สจล. ที่มุ่งเน้นให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Experiential Learning) เพื่อพัฒนาทักษะจากโจทย์ธุรกิจจริง ควบคู่กับการสร้างทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศและระดับสากล ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ (Education Ecosystem) ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ทั้งนี้ สจล. ได้พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สะสมประสบการณ์จริงผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ Project-Based Internship และการจ้างงานระหว่างเรียน (Part-Time Employment) ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและโลกการทำงาน พร้อมยกระดับการผลิตบัณฑิตเชิงนวัตกรรม (Innovative Graduates) ที่มีทั้งองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริง สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างยั่งยืน 

นางสาวนารีรัชย์ อริยประยูร ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์รายย่อย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของธนาคารกรุงไทยที่เป็นมากกว่าสถาบันการเงิน ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” โดยเฉพาะการสร้าง Talent ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ โดยได้ต่อยอดความสำเร็จระหว่างธนาคารกรุงไทยและ สจล. ที่ได้ร่วมกันสร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ ทั้งการพัฒนา Digital Campus ระบบการเงินเพื่อสุขภาพ และโครงการเพื่อสังคม ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับความร่วมมือในครั้งนี้

โครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” มุ่งพัฒนา Talent ผ่านการเรียนรู้ ลงมือทำ และสั่งสมประสบการณ์จากโจทย์ธุรกิจจริง โดยยึดแนวคิดในการศึกษา วิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “The World Master of Innovation” ควบคู่กับการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่การใช้งานจริง โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การสร้างประสบการณ์ผ่านโครงการจริง, การเปิดโลกทัศน์ทางอาชีพ, การพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ และการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง

ภายใต้โครงการนี้ จะช่วยเชื่อมโยงโลกการศึกษาและโลกการทำงานเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันให้นักศึกษาเป็นกำลังสำคัญที่สามารถตอบโจทย์ทั้งภาคธุรกิจและสังคมได้อย่างแท้จริง สร้าง “ทุกก้าวการเรียนรู้...สู่ประสบการณ์เพื่ออนาคตที่เป็นไปได้” ตามแนวคิด “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต” ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของคนไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ สจล. เตรียมจัดงานใหญ่ประจำปี “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” และ “KMITL Expo 2026” ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ นักลงทุน และหน่วยงานต่าง ๆ ได้ร่วมเรียนรู้ ทดลองเทคโนโลยีใหม่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมพร้อมขยายความร่วมมือสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ควบคู่กับการจัดแสดงผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากคณาจารย์และนักศึกษาในหลากหลายสาขา พร้อมกันนี้ยังได้ผนวกกิจกรรม Open House ซึ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาสำคัญของสถาบัน เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้ทำความรู้จักคณะและหลักสูตรต่าง ๆ ของ สจล. อย่างใกล้ชิด และเปิดให้เยี่ยมชมผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างใกล้ชิด

ผู้สนใจเข้าร่วมงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” รวมถึงกิจกรรม Workshop ภายในงาน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://expo.kmitl.ac.th/th   

 ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง  https://www.facebook.com/kmitlofficia    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

4 ทศวรรษ "ที่อยู่ของผู้มีบุญ" พม. จัดพิธีใหญ่ฉลอง 40 ปี

4 ทศวรรษ "ที่อยู่ของผู้มีบุญ" พม. จัดพิธีใหญ่ฉลอง 40 ปี ศูนย์ฯ วาสนะเวศม์ สืบสานพระปณิธานดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน อุทิศถวายแด่สมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์ที่ 18

วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบปีที่ 40 ของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ (ศพส.วาสนะเวศม์ ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นประธานไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อนำเข้าโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ และเลี้ยงอาหารผู้สูงอายุ เนื่องในโอกาสครบรอบวันก่อตั้งศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ปีที่ 40 โดยมี นายอภิชา เลิศพัชรกมล คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นายเดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงพม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


นายอภิชา กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 53 ไร่ ในพื้นที่ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง ก่อตั้งขึ้นด้วยพระบารมีธรรมของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคณะศิษยานุศิษย์ในการก่อตั้งสถานสงเคราะห์คนชราวาสนะเวศม์ เพื่อช่วยเหลืออุปการะผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ไม่มีที่อยู่อาศัย และขาดผู้อุปการะดูแล ซึ่งได้มอบให้กรมประชาสงเคราะห์ ในขณะนั้น โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2530 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานทุนทรัพย์ในการจัดสร้างเรือนนอนผู้สูงอายุ จำนวน 3 หลัง ได้แก่ บ้านมหิดล บ้านศรัทธา และบ้านเบ็ตตี้ ต่อมา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ โปรดประทานนามว่า “วาสนะเวศม์” แปลว่า “ที่อยู่ของผู้มีบุญ”

นายอภิชา กล่าวว่า ปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ยังคงดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสมดังเจตนารมณ์ในสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ที่ทรงตั้งปณิธานรับศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ ไว้ในพระสังฆราชูปถัมภ์ โดยมีภารกิจสำคัญ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุแบบสถาบัน 2) ศูนย์การจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุชุมชน 3) ศูนย์การเรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านผู้สูงอายุ และ 4) ศูนย์บริการข้อมูลด้านผู้สูงอายุ



ขณะนี้ มีผู้สูงอายุอยู่ในความอุปการะดูแลทั้งสิ้น จำนวน 190 คน ประกอบด้วย ผู้สูงอายุหญิง จำนวน 121 คน ผู้สูงอายุชาย จำนวน 69 คน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จำนวน 81 คน 2) ผู้สูงอายุที่พอช่วยเหลือตนเองได้บ้าง จำนวน 27 คน และ 3) ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองได้ดี จำนวน 82 คน






นายอภิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพิธีบำเพ็ญกุศลครบรอบการก่อตั้งของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์ กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีกิจกรรมบำเพ็ญกุศลเพื่ออุทิศถวายแด่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวราลงกรณ ประกอบด้วย การทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ การไถ่ชีวิตโค-กระบือ โดยในปีนี้มีโค-กระบือ จำนวน 202 ตัว เเบ่งเป็น โค 136 ตัว เเละกระบือ 66 ตัว เพื่อนำเข้าธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ และการจัดเลี้ยงอาหารผู้สูงอายุในความอุปการะดูแลของศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุวาสนะเวศม์

#พม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #ผู้สูงอายุ #บ้านวาสนะเวศม์