22 พฤษภาคม 2569

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล รุกอีสาน เปิด “เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส”


เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล รุกอีสาน เปิด “เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” วางหมาก Regional Tech & Lifestyle Destination

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เร่งเครื่องขยายตลาดภาคอีสานต่อเนื่อง เปิดสาขาใหม่ “เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” เป็นสาขาที่ 3 ในจังหวัดขอนแก่น และสาขาที่ 16 ในภาคอีสาน ตอกย้ำยุทธศาสตร์ “Selective Expansion” มุ่งลงทุนในหัวเมืองเศรษฐกิจศักยภาพสูง พร้อมยกระดับโมเดลสาขาสู่ “Regional Tech & Lifestyle Destination” รองรับความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค 





ปัจจัยที่เลือกขยายสาขาที่ “ขอนแก่น” เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีองค์ประกอบของ “เมืองเศรษฐกิจยุคใหม่” ครบทั้งด้านกำลังซื้อและศักยภาพการเติบโต โดยมี GPP สูงเป็นอันดับ 2 ของภาคอีสาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ การศึกษา และการคมนาคมของภูมิภาค ควบคู่กับการขยายตัวของเมืองและโครงการที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง มีฐานประชากรกว่า 1.8 ล้านคน และครอบคลุมจังหวัดโดยรอบกว่า 10 ล้านคน ส่งผลให้ขอนแก่นกลายเป็นหนึ่งใน Strategic Retail Market ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม New Gen นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวเมือง ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตมากขึ้น

นายสุวิณ โกษีอํานวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างประสบการณ์และเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ในแต่ละพื้นที่มากขึ้น เพาเวอร์บายจึงพัฒนา ‘เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส’ ภายใต้แนวคิด ‘Regional Tech & Lifestyle Destination’ เพื่อยกระดับสาขาให้เป็นมากกว่าพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและโซลูชันการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในภูมิภาคอีสาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดภูมิภาค ขับเคลื่อนผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่


·      Next-Gen Experience Retail เปิดพื้นที่แห่งการค้นหาแรงบันดาลใจ และประสบการณ์ดิจิทัลรูปแบบใหม่ Interactive Tech Playground บนพื้นที่กว่า 850 ตารางเมตร ผ่านโซน Gaming & Creator Hub และ Smart Living Experience ลูกค้าสามารรถทดลองใช้งานจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

·      Smart Assortment for Modern Lifestyle เราใช้ Local Insight ในแต่ละพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านสินค้าให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งพบว่าเทรนด์ของสินค้ากลุ่ม Smart Living, Gadget สำหรับการเรียนและการทำงาน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพมีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสอดรับกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลในยุคนี้ นอกจากนี้ยังมีสินค้าครบทุกประเภทให้ได้เลือกสรร อาทิ ทีวีและเครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าขาดใหญ่และเล็ก เป็นต้น

·      Empowering Purchasing Power เสริมศักยภาพการเข้าถึงสินค้าเทคโนโลยีผ่านโซลูชันทางการเงินที่โดนใจผู้บริโภค จากการเก็บข้อมูลพบว่าสัดส่วนการซื้อแบบผ่อนชำระในภูมิภาคนี้มากถึง 45% เพาเวอร์บายจึงนำเสนอทางเลือกทางการเงินที่ยืดหยุ่น ทั้งโปรโมชันผ่อน 0% ผ่อนน้อย ผ่อนนาน ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็ผ่อนได้ มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นการตัดสินใจซื้อให้กับผู้บริโภคในทุกระดับ

·      Connected Omnichannel Ecosystem เชื่อมต่อประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบ O2O อย่างครบวงจร ตั้งแต่การค้นหาสินค้า เปรียบเทียบข้อมูล สั่งซื้อ ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อมอบประสบการณ์ช้อปได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุก Touchpoint พร้อมตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำ Omnichannel Retail ของเพาเวอร์บาย

นอกจากนี้ เพาเวอร์บายยังจัดแคมเปญฉลองเปิดสาขาใหม่ “เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” ระหว่างวันที่ 20 พฤษภาคม – 17 มิถุนายน 2569 พบโปรโมชันพิเศษลดสูงสุด 50% พร้อมสิทธิพิเศษสมาชิก The 1, รับคูปองส่วนลดรวมมูลค่ากว่า 2,000 บาท จากพาร์ทเนอร์ที่ร่วมรายการ, โปรแกรมเก่าแลกใหม่รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท, ผ่อน 0%,แลกคะแนนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท ผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ, ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน รวมถึงบริการจัดส่งและติดตั้งฟรี เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

Q-CHANG ผนึกความร่วมมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


เดินหน้าพัฒนาทักษะช่างไทย ยกระดับแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ รองรับตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

บริษัท เน็กซเตอร์ ดิจิตอล แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Q-CHANG” (คิวช่าง) ศูนย์รวมช่างคุณภาพและบริการดูแลบ้านครบวงจร ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า และพัฒนาแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐาน ผลักดันโอกาสการเข้าถึงงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน โดยอาชีพช่างก่อสร้างและช่างไฟฟ้าเป็นสายงานสำคัญที่ทุกชุมชนต้องการ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะให้ได้มาตรฐาน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ความร่วมมือกับ Q-CHANG ครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงแรงงานคุณภาพเข้าสู่ตลาดงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดโอกาสให้ช่างที่มีฝีมือและผ่านการรับรองมาตรฐานเข้าถึงงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการจากช่างมาตรฐาน มีความปลอดภัย และตรวจสอบได้ เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงฝีมือ แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของเจ้าของบ้านผู้ใช้บริการด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเตรียมต่อยอดสู่การพัฒนาหลักสูตร ‘ช่างโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)’ รองรับเทรนด์พลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และการผลิตแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของตลาดในอนาคต” 


ทั้งนี้ในปี 2564 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ Q-CHANG (คิวช่าง) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า และพัฒนาแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ ด้วยเป้าหมายยกระดับแรงงานไทยให้มีความรู้ ความสามารถ มีมาตรฐานวิชาชีพ ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา Q-CHANG (คิวช่าง) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร และจัดฝึกอบรมในหลากหลายสาขา อาทิ การอบรมสร้างอาชีพผ่านแอปพลิเคชัน Q-CHANG (คิวช่าง) การติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย เทคนิคการปูกระเบื้องผนังและพื้นระดับมาตรฐาน การซ่อมแซมหลังคา การล้างและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศในบ้านอย่างมืออาชีพ

โดยการลงนามความร่วมมือครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการขยายกรอบความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานของช่างไทยทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ช่างได้รับวุฒิบัตรรับรองมาตรฐานสากล 


ด้าน นายศรัณย์วิศว์ ภักดีนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เน็กซเตอร์ ดิจิตอล แอนด์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “Q-CHANG (คิวช่าง) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานช่างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากว่า 4 ปี ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ช่างไทยที่มีฝีมือ ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี’ ซึ่งที่ผ่านมา Q-CHANG (คิวช่าง) รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบความรู้ให้กับช่างไทย ผ่านการจัดฝึกอบรมในหลากหลายหลักสูตร โดยมีช่างไทยผ่านการอบรมแล้วกว่า 1,072 คน และบางรายสามารถต่อยอดสร้างรายได้สูงถึง 200,000 บาทต่อเดือน ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาทักษะอาชีพ แต่ยังสร้างโอกาส รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของช่างไทยให้มีศักยภาพ ให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน”

สำหรับ Q-CHANG (คิวช่าง) แพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการงานบริการเกี่ยวกับบ้าน ทำให้เจ้าของบ้านสามารถนัดหมายช่างได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันช่างสามารถบริหารจัดการงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 7 ปี และสร้างรายได้ให้กับช่างไทยรวมแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมงานบริการหลากหลายประเภท ทั้งงานก่อสร้าง รีโนเวท ซ่อมแซมหลังคารั่ว ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และล้างแอร์

นอกจากนี้ Q-CHANG (คิวช่าง) ยังเดินหน้าพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมช่าง “Q-CHANG Academy” เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.q-changacademy.com และระบบ Learning Management System (LMS) ที่ช่วยให้ช่างสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคนิคการทำงาน การทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างช่างและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (On-site Training) ร่วมกับพันธมิตรสินค้าชั้นนำ ณ ศูนย์ Q-CHANG Academy ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ และโคราช 

“Q-CHANG (คิวช่าง) เชื่อมั่นเสมอว่า ‘ช่างฝีมือไทย’ คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม การลงทุนด้านทักษะและองค์ความรู้ให้กับช่างไทย จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร แต่คือการเดินหน้าสร้างโอกาส อาชีพ และอนาคตที่มั่นคงให้กับแรงงานไทยทั่วประเทศ Q-CHANG (คิวช่าง) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ความไว้วางใจร่วมพัฒนาทักษะช่างไทย เราเชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือฉบับใหม่นี้ Q-CHANG (คิวช่าง) จะสามารถยกระดับมาตรฐานช่างไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล” นายศรัณย์วิศว์ กล่าวปิดท้าย 

Q-CHANG (คิวช่าง) แพลตฟอร์มศูนย์รวมช่างคุณภาพและบริการดูแลบ้านครบวงจร ครอบคลุมทุกบริการเรื่องบ้าน...ครบจบในที่เดียว “ล้าง ซ่อม ติดตั้ง ต่อเติม ปรับปรุง” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดหมายจองใช้บริการ Q-CHANG (คิวช่าง) ได้ทางแอปพลิเคชัน Q-CHANG หรือ โทร. 02-821-6545 และ Line: @q-chang รวมถึง Q-CHANG Shop Service ทั่วประเทศ


#QCHANG #คิวช่าง #wehavegotyourback
#แบ็คอัพทุกเรื่องบ้าน #ชีวิตทุกวันช่างง่าย #ฤดูไหนบ้านก็พร้อม

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึก 5 พันธมิตรอุตสาหกรรม ดันงาน MobilityTech Asia – Bangkok 2026

สู่ “Global Matching Hub” เชื่อมโลกยานยนต์อัจฉริยะ


กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก จากยุคการผลิตแบบดั้งเดิมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบขนส่งอัจฉริยะ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และองค์กรระดับนานาชาติ เพื่อเร่งพัฒนาระบบนิเวศด้าน Smart Mobility ที่เชื่อมโยงทั้งเทคโนโลยี มาตรฐาน การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางดังกล่าว คือ งาน MobilityTech Asia – Bangkok 2026 (MTAB) งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านการขนส่งแห่งอนาคตและยานยนต์อัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “Global Matching Hub Connecting the Smart Mobility Supply Chain” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ผลิตยานยนต์ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต




กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก จากยุคการผลิตแบบดั้งเดิมสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบขนส่งอัจฉริยะ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ประเทศไทยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย และองค์กรระดับนานาชาติ เพื่อเร่งพัฒนาระบบนิเวศด้าน Smart Mobility ที่เชื่อมโยงทั้งเทคโนโลยี มาตรฐาน การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยหนึ่งในเวทีสำคัญที่สะท้อนทิศทางดังกล่าว คือ งาน MobilityTech Asia – Bangkok 2026 (MTAB) งานแสดงเทคโนโลยีและการประชุมด้านการขนส่งแห่งอนาคตและยานยนต์อัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด “Global Matching Hub Connecting the Smart Mobility Supply Chain” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้ผลิตยานยนต์ นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมจากทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้าน ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่กำลังขับเคลื่อนด้วยมาตรฐาน เทคโนโลยี และระบบรับรองคุณภาพระดับสากล ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยในปีนี้ สถาบันยานยนต์ได้ร่วมมือกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จัดการประชุม “Automotive NQI Conference 2026 (ANQIC 2026)” ภายใต้แนวคิด “Powering Thailand’s Global Competitiveness” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ สู่ความเชื่อมั่น มาตรฐาน และการแข่งขันระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามาถในการแข่งขันด้วยการ ยกระดับระบบโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งด้านมาตรฐาน การทดสอบ การรับรอง และมาตรวิทยา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

ขณะที่ นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า ตลาด EV ของประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นฐานการผลิต EV และชิ้นส่วนสำคัญของโลก จากความพร้อมด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบซัพพลายเชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยภายในงานปีนี้ EVAT จะร่วมจัดการประชุมระดับนานาชาติ iEVTech 2026 ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ซื้อจากทั่วโลก โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพและพร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุค Smart Mobility ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างโอกาสทางธุรกิจกับเจ้าของเทคโนโลยีชั้นนำจากหลากหลายประเทศ ผ่านการเจรจาธุรกิจและการเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV และ Smart Mobility ของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล 

ในส่วนของ ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility & Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการขนส่งอัจฉริยะ และยานยนต์อัตโนมัติ กำลังเปลี่ยนโฉมอนาคตของการเดินทางและอุตสาหกรรมขนส่งทั่วโลก ทั้งด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ภายในงานปีนี้ MOVE จะร่วมจัด “Future MOVE Forum” ภายใต้แนวคิด “Connecting Global Knowledge for Smart Mobility” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น บริการการเดินทางแห่งอนาคต ยานยนต์อัตโนมัติและการเชื่อมต่อ (Autonomous and Connected Mobility) เทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฮโดรเจนและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการนำเสนอ Thailand EV Outlook และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ เพื่อผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง และเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Smart Mobility ของภูมิภาคในอนาคต

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญของงาน MobilityTech Asia – Bangkok 2026 (MTAB) คือการเป็น “ศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจระดับโลก” ที่รวบรวมผู้เล่นในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการขนส่งอัจฉริยะจากทั่วโลกไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ผู้ผลิตยานยนต์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ผู้ผลิตชิ้นส่วน ระบบชาร์จ แบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ นักลงทุน ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบายและองค์กรระหว่างประเทศ 

ภายในงานจะมีผู้ประกอบการและแบรนด์เทคโนโลยีกว่า 250 แบรนด์จากทั่วโลก อาทิ Amphenol, Bosch, BYD, Delta, Elantas, FoxESS, Hitachi, Huawei, Toshiba เป็นต้น พร้อมเวทีสัมมนาและการประชุมระดับนานาชาติกว่า 200 หัวข้อ ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ ระบบการขนส่งอัจฉริยะ เทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน แบตเตอรี่แห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ รวมถึงกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่เปิดโอกาสให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยภายในงานยังมีโซนเทคโนโลยีและกิจกรรมพิเศษ อาทิ Hydrogen District, FUTUREGEN Mobility District, Data Center & Cloud District, Carbon Free Valley, Sandbox Experience และ Startups Alley ที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และพลังงานสะอาดแห่งอนาคต 

งาน MobilityTech Asia – Bangkok 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1–3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ จัดร่วมกับงาน ASIA Sustainable Energy Week 2026 (ASEW) เวทีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดชั้นนำของภูมิภาค คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานรวมกว่า 32,000 คนจากทั่วโลก ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าชมงานได้ที่ www.mobilitytechasia-bkk.com

Wedding Showcase 11 เริ่ม6-7 มิ.ย.69 “ความฝันในวันสำคัญของคุณเริ่มที่ TK. Palace”

โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น จัดงาน “Wedding Showcase ครั้งที่ 11” เนรมิตบรรยากาศงานวิวาห์ในฝันสุดอบอุ่นและโรแมนติก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Sage Green & Dusty Pink” โทนสีแห่งความรักอ่อนโยนที่สะท้อนความเรียบหรูและอบอุ่นอย่างลงตัว ระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2569 ณ ห้องเยอร์บีร่า ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น.

ภายในงาน คู่รักจะได้สัมผัสการจำลองรูปแบบพิธีแต่งงานอย่างครบครัน ทั้งพิธีเช้าแบบไทย อาทิ พิธีสงฆ์ ชุดขันหมากเอก และพิธีหลั่งน้ำพุทธมนต์ รวมถึงการตกแต่งงานฉลองมงคลสมรสในบรรยากาศสุดประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นซุ้มหน้างาน แกลลอรี่ภาพ โต๊ะเค้ก และองค์ประกอบการจัดงานแต่งงานที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจสำหรับวันสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นอกจากนี้ ภายในงานได้จัดเตรียมอาหารที่เหมาะสำหรับงานแต่งงาน พร้อมเครื่องดื่มไว้ต้อนรับผู้เข้าชมงานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมเปิดโอกาสให้คู่รักได้เลือกแพ็กเกจแต่งงานที่ตรงใจ และรับคำปรึกษาจากทีมงานมืออาชีพที่พร้อมดูแลทุกรายละเอียด เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของวันสำคัญเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

พิเศษ! สำหรับผู้จองภายในงาน รับสิทธิ์ส่วนลดสูงสุด 30% พร้อมสิทธิประโยชน์อีกมากมาย (เป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด)

เพราะความฝันในวันสำคัญของคุณ…เริ่มต้นได้ที่นี่  “Wedding With TK”

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02 574 1588 ต่อ 6027,063218 6152
เว็บไซต์ : www.tkpalace.com
Facebook : Wedding With TK

LINE Official : @tkpalace

21 พฤษภาคม 2569

ชิลีเตรียมจัดการประชุมสุดยอดชิลี-อาเซียน ครั้งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ

พร้อมนำคณะฯ เข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX 2026


ชิลีเดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้ากับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดงาน Chile–ASEAN Business Summit 2026 เวทีธุรกิจและการค้าระดับภูมิภาค ซึ่งกำหนดจัดในกรุงเทพมหานคร    ระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเข้าเจรจาการค้าในงาน THAIFEX – Anuga Asia งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของภูมิภาคเอเชีย


การประชุมดังกล่าวเป็นการดำเนินงานของ ProChile องค์กรสำคัญในกระทรวงการต่างประเทศชิลี ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออกและสนับสนุนผู้ประกอบการชิลีสู่ตลาดโลก เป้าหมายของการประชุม ดังกล่าวสะท้อน ถึงความมุ่งมั่น ของชิลีในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาวกับประเทศสมาชิกอาเซียน

กิจกรรมหลากหลายในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะจัดขึ้น ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และภายในงาน T้HAIFEX 2026 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ โดยเน้นการส่งเสริมการค้า การจัดหาสินค้า โลจิสติกส์ และโอกาสความร่วมมือเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากชิลีและอาเซียนยังมีโอกาสเข้าศึกษาดูงานในศูนย์การผลิตและกระจายสินค้าหลายแห่งในประเทศไทย

ปัจจัยหนุนที่เป็นนัยสำคัญในการจัดการประชุมสุดยอดนี้คือมูลค่าทางการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 มูลค่าการค้าทวิภาคีอยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.5%

นอกจากสินค้าหลักอย่างทองแดงและลิเทียมแล้ว การส่งออกสินค้าอื่นๆ ของชิลีมายังอาเซียนก็เติบโตต่อเนื่องอย่างชัดเจน โดยช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้ขยายเพิ่มขึ้นเกือบ 87% และในปี 2568 มีมูลค่า 986 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

การส่งออกที่โดดเด่นเป็นพิเศษสินค้าอาหาร การส่งออกอาหารจากชิลีสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในรอบทศวรรษ จาก 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 เป็น 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 สนองตอบความความต้อง การของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ทั้งอาหารทะเล ปลาแซลมอน ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่ว ผลไม้อบแห้ง และผลิตภัณฑ์อาหารมูลค่าเพิ่มอื่น ๆ

ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกทองแดงรายสำคัญของโลก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ส่งออกสำคัญในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่ เชอร์รี วอลนัท พลัม เฮเซลนัท และไวน์ เป็นต้น ปีที่แล้ว อุตสาหกรรมเกษตร และอาหารของชิลีสร้างมูลค่าการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 24.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุม 180 ประเทศทั่วโลก นอกจากนี้ ชิลียังเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ระดับโลกในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า                     8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่อันดับสองของลาตินอเมริกา และติดอันดับ 10 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ป่าไม้รายใหญ่ของโลก ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

การประชุมสุดยอดที่กรุงเทพฯ ในปีนี้ จะมีบริษัทชั้นนำจากชิลีเข้าร่วมรวม 28 ราย จากหลากหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารทะเล ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วและผลไม้อบแห้ง ไวน์และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ ธุรกิจเกษตร บริการด้านเพาะเลี้ยง   สัตว์น้ำ และนวัตกรรมอาหาร นอกจากนี้ ในคณะผู้แทนที่เดินทางมาร่วมประชุม ยังมีตัวแทนจากสมาคมการค้าของชิลีอีก 3 แห่ง ได้แก่ Fruits from Chile, Faenacar และ ChileNuts ซึ่งล้วนเป็นตัวแทน ภาคการส่งออก สำคัญ ที่กำลังเติบโตในตลาดเอเชีย

ไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศเจ้าภาพ เนื่องจากไทยเป็นคู่ค้าหลักของชิลีในภูมิภาคอาเซียน และเป็นศูนย์กลางการค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยคาดว่าจะมีผู้นำเข้าและนักธุรกิจจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์เข้าร่วม ซึ่งทั้งหกประเทศมีสัดส่วนกว่า 95% ของการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียน

นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ ผู้อำนวยการใหญ่ของ ProChile กล่าวว่า “อาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดเกิดใหม่สำหรับชิลีอีกต่อไป แต่เป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ชิลีมีศักยภาพในการตอบสนอง ความต้องการของภูมิภาค ด้วยสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพสูง และตอบโจทย์ความอย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่เข้มแข็ง พร้อมผลงานความสำเร็จในฐานะผู้ส่งออกที่ได้รับความเชื่อถือในตลาดโลก การที่เราขยายตลาด มายังเอเชีย ตะวันออก เฉียงใต้อย่างต่อเนื่องนี้ เราไม่ได้มุ่งเพียงขยายมูลค่าการค้า แต่ต้องการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนบนรากฐานของความไว้วางใจ นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกัน”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้คือ การเข้าร่วมจัดแสดงของชิลีในงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมหกรรมแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกชิลีได้พบปะโดยตรงกับผู้นำเข้า           ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย ธุรกิจโรงแรม และผู้ประกอบการด้านอาหารจากทั่วภูมิภาคที่กำลังมองหาซัพพลายเออร์คุณภาพสูงที่เชื่อถือได้ในระดับสากล

ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ยังมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การสร้างเครือข่ายทางการค้า การศึกษาตลาด และการพบปะหารือร่วมกับกลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยและอาเซียน โดยคาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจแบบ B2B มากกว่า 300 นัด ระหว่างผู้ส่งออกจากชิลีกับผู้นำเข้าจากภูมิภาค


การประชุมสุดยอดในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ Chile–ASEAN Business Summit ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้นำเข้ารวม 76 รายจาก 6 ประเทศเข้าร่วม และสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ทันทีถึง 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทวีความสำคัญระดับโลกในด้านการบริโภคอาหาร การเติบโตด้านค้าปลีก และความเชื่อมโยงทางการค้าภายในภูมิภาค  การประชุมสุดยอด Chile–ASEAN Business Summit 2026 จึงสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของชิลีในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือทางธุรกิจ การพัฒนาตลาดร่วมกัน และการมีส่วนร่วมในเวทีสำคัญอย่าง THAIFEX – Anuga Asia เพื่อเสริมสร้างบทบาทของชิลีในฐานะพันธมิตรทางการค้าที่เชื่อถือได้ของอาเซียนในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมที่กำลังพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 

18 พฤษภาคม 2569

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท.


“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงาน รฟฟท. พร้อมมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัยเป็นสำคัญ

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายการดำเนินงานของบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง พร้อมผลักดันระบบขนส่งทางรางให้มีความสะดวก และทันสมัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการเดินรถ และความปลอดภัย เป็นสำคัญ โดยมีนายทรงยศินทร์ ชนปทาธิป ประธานกรรมการบริษัทฯ นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ให้การต้อนรับ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์


นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบนโยบาย "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 106% โดยได้มอบหมายให้ รฟฟท. หารือกับธนาคารกรุงไทย พิจารณาเพิ่มจำนวน Gate EMV เพื่อรองรับการใช้งานของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงคมนาคม พร้อมผลักดันให้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งทางรางที่มีความสะดวก และทันสมัย สามารถเข้าถึงความต้องการของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเต็มความสามารถ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง โดยเล็งเห็นว่า ระบบขนส่งทางรางในปัจจุบัน มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศเป็นอย่างมาก โดยได้รับมอบหมายจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านระบบรางหลายหน่วยงาน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด โดยเร่งผลักดันและเพิ่มศักยภาพระบบขนส่งทางรางของประเทศ ส่งเสริมในการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้กับการดำเนินภารกิจของหน่วยงานอย่างสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาอย่างมีระบบ สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชน รวมถึงเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาระบบขนส่งทางราง ให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเน้นให้ระบบขนส่งทางราง มีความทันสมัย และคล่องตัว อีกทั้งยังได้เน้นย้ำให้บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ให้บริการประชาชนอย่างเต็มความสามารถ ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้เปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง โดยหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ แทนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษในอากาศ แก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลมีแผนผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนทุกคนต้องสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และตรงต่อเวลา รวมถึงต้องดำเนินงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล อีกทั้งได้กำชับให้ รฟฟท.คำนึงถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ โดยส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรอยู่เสมอ เนื่องจากบุคลากรทุกคนนั้น มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ได้สั่งการให้ รฟฟท. บริหารการใช้งบประมาณอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องค่าแรงและค่าล่วงเวลา ควรจะดำเนินการอย่างเหมาะสม
ทางด้าน นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ พร้อมขานรับนโยบาย โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญแบ่งออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่
ด้านที่ 1 ด้านการให้บริการประชาชน
ดำเนินงานตามโครงการ พัฒนางานบริหารสู่มาตรฐาน Omotenashi “Year of Omotenashi Service” คือ การให้บริการด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้บริการ เอาใจใส่ผู้ใช้บริการทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการพัฒนามาตรฐานงานบริการ ควบคู่กับความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับสากล เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้อย่างถูกต้อง และรวดเร็ว ซึ่งโครงการดังกล่าว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในด้านงานบริการให้แก่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด อีกทั้งจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้โดยสารเกิดความประทับใจ และเลือกมาใช้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเพิ่มมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษา และออกแบบจัดทำโครงการเชื่อมต่อการเดินทางเพื่อเพิ่มการเข้าถึง (Feeder) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการ สามารถเดินทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก โดยมีการดำเนินโครงการที่สำคัญ ดังนี้
1. บูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง ธนบุรี - ตลิ่งชัน - นครปฐม (ใช้เวลาเดินทางเพียง 55 นาที และอัตราค่าโดยสาร 20 บาท เท่านั้น) เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่สนามบินดอนเมือง(สถานีดอนเมือง) ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
2. บูรณาการความร่วมมือกับ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง(สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
ทั้งนี้ รฟฟท. ยังคงเดินหน้าพัฒนาการเดินทางระบบการขนส่งรองด้วยระบบ Feeder อย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ทั้ง 13 สถานี ได้อย่างสะดวก และปลอดภัย
ด้านที่ 2 ด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม
รฟฟท. มีแผนยกระดับการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดงสู่ยุคดิจิทัล ภายใต้ Concept : The Smart Railway Ecosystem โดยจะมีการติดตั้งระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบฝังตัวในขบวนรถไฟฟ้าเพื่อการบำรุงรักษาแบบแม่นยำสำหรับทางวิ่งและระบบไฟฟ้า (Embedded Smart Monitoring and Diagnostic System in On-Service Train for Predictive Maintenance of Redline Track and OCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีความทันสมัย ซึ่งร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โดยมีการฝังอุปกรณ์ตรวจวัดไว้ภายในขบวนรถไฟฟ้าที่ให้บริการ เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลด้านการสั่นสะเทือนของตัวรถ และนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวางแผนการซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันท่วงที ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเชื่อมั่นได้ว่า รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีระบบการควบคุมการเดินรถที่มีความปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ พันธกิจและค่านิยมขององค์กร ที่มุ่งเน้นเรื่องการเดินรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยในระดับสูงสุด


อย่างไรก็ตาม หลังจากการมอบนโยบายดังกล่าวแล้ว บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จะรายงานความก้าวหน้าของแผนการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯจะมุ่งมั่น พัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน
โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026”


โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” เสริมความร่วมมือเครือข่ายประกันสุขภาพ

โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา จัดกิจกรรม “CGH Lamlukka Agent Contract 2026” ภายใต้แนวทางการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาล บริษัทประกันสุขภาพ และตัวแทนประกันชีวิต ในการดูแลผู้ถือกรมธรรม์ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเหมาะสม โดยมี นายแพทย์วันชัย  ศิริเสรีวรรณ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ คุณมณเฑียร สารโภค รองผู้อำนวยการฝ่ายอำนวยการ และคุณฐิติภา แย้มกลิ่น ผู้จัดการฝ่ายประสานสิทธิ์ เป็นผู้นำในการดำเนินงานและขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้



โรงพยาบาลซีจีเอช ลำลูกกา มีบทบาทเป็นโรงพยาบาลคู่สัญญากับบริษัทประกันสุขภาพ โดยให้การดูแลกลุ่มผู้ถือกรมธรรม์ พร้อมประสานงานข้อมูลด้านสุขภาพในกระบวนการสำคัญ เช่น การพิจารณาความคุ้มครองเบื้องต้นก่อนการรักษา (Pre-Authorization) การติดตามข้อมูลระหว่างการรักษา (Case Concurrent Review) และการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective Review) เพื่อสนับสนุนการพิจารณาสิทธิ์ตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกัน

สำหรับปี 2569 โรงพยาบาลได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการสร้างความใกล้ชิดกับกลุ่มตัวแทนประกัน ซึ่งมีบทบาทในการให้ข้อมูลและดูแลลูกค้าในความรับผิดชอบของตนเอง โดยกิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการให้บริการของโรงพยาบาล และเปิดโอกาสให้ตัวแทนประกันได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลผู้เอาประกัน

ภายในกิจกรรม มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการประสานงานด้านสิทธิ์การรักษา รวมถึงแนวทางการให้บริการของศูนย์ลูกค้าประกัน เพื่อช่วยให้ตัวแทนสามารถให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้ถือกรมธรรม์ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งยังมีการจัดตั้งช่องทางสื่อสารผ่าน Line Official สำหรับแจ้งข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลรายชื่อตัวแทนประกันสุขภาพประจำปี 2569 เพื่อสนับสนุนการติดต่อประสานงานอย่างเป็นระบบ

กิจกรรม CGH Lamlukka Agent Contract 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการของผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพ และเสริมสร้างความร่วมมือกับบริษัทประกันสุขภาพและตัวแทนประกันชีวิตที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการมีกำหนดดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2569

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินงานของโรงพยาบาลในการพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเข้าถึงบริการตามสิทธิ์ที่กำหนดอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ 

UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคม จับมือโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ

ยกระดับวงการเบเกอรี่ไทยสู่มาตรฐานสากล

ตอกย้ำจุดยืนสร้างงาน สร้างอาชีพ UFM มอบแป้งสาลีสำหรับใช้ในการเรียนการสอน  หวังสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่ง ในการถ่ายทอดความรู้เพิ่มทักษะ พัฒนาฝีมือ ให้กับประชาชนที่สนใจการทำเบเกอรี่ เพื่อนำไปต่อยอดสร้างงาน สร้างอาชีพ มีรายได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังต้องการยกระดับวงการเบเกอรี่ไทย 

สู่มาตรฐานสากล ดังนั้น ในปีนี้บริษัทฯ จึงได้จัดโครงการ “UFM สานต่อโครงการเพื่อสังคมสร้างอาชีพ  ให้คนไทย สนับสนุนโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร” อย่างต่อเนื่อง มอบผลิตภัณฑ์แป้งสาลี ตราว่าว, ตราหงส์ขาว, ตราพัดโบก, ตราบัวแดง, แป้งโฮลวีต และ แป้งทอดกรอบ ตรา UFM  จำนวนกว่า 1,000 ลัง ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการเรียนการสอน เพื่อให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคในปัจจุบัน

ปีที่ผ่านมีประชาชนสนใจเข้าเรียนหลักสูตรขนมอบและเบเกอรี่จากโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร ทั้ง 10 แห่ง กว่า 1,500 คน การที่ผู้เรียนใช้วัตถุดิบแป้งข้าวสาลีที่ดีมีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้ควบคุมโครงสร้างของขนมได้ตามสูตรมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นความเหนียวนุ่มของขนมปัง หรือความเบาฟูของเค้ก เนื้อขนมมีความละเอียดน่ารับประทาน ไม่มีกลิ่นอับหรือกลิ่นหืน ช่วยดึงรสชาติและกลิ่นหอมของวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น เนยและนม ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น 



ประธานกรรมการบริหาร กล่าวต่อว่า นอกจากโครงการที่ดำเนินการร่วมกับโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพฯ
แล้ว UFM ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนสอนทำขนมอบและอาหารยูเอฟเอ็ม ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านโครงการ UFM Train the Trainer อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยราชมงคลพระนคร รวมถึงโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ส่วนในปีนี้ทาง UFM เดินหน้าจัดทำโครงการ UFM Train the Trainer ต่อ เพื่อยกระดับองค์ความรู้ด้านอาหารและเบเกอรี่ พัฒนาบุคลากรสู่อุตสาหกรรม ซึ่ง UFM เชื่อมั่นว่าทุกโครงการที่ทำเพื่อสังคมจะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมทักษะการประกอบอาชีพให้กับคนไทย เพื่อสร้างรายได้และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจต่อไป

14 พฤษภาคม 2569

บางกอกแอร์เวย์ส (BA) ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2569

รายได้ 7,906 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เติบโต 24.5% ผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน


กรุงเทพฯ / 13 พฤษภาคม 2569 – บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมีรายได้รวม 7,906 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 และมีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ขณะที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 1.2 ล้านคน มีอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) อยู่ที่ร้อยละ 86.2 

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกปี 2569 นี้ บริษัท ฯ ได้ปรับลดปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสารลงร้อยละ 11.8 จากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินในเส้นทางกรุงเทพฯ–พนมเปญ และหยุดการให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ–ลำปาง และลำปาง–แม่ฮ่องสอน ในปีที่ผ่านมา 

 บริษัท ฯ ยังมุ่งเน้นการบริหารเครือข่ายเส้นทางบินที่มีความต้องการเดินทาง และข้อจำกัดด้านปริมาณที่นั่งอย่างเหมาะสม ท่ามกลางต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลในไตรมาส 1 ปี 2569 มีจำนวนผู้โดยสาร 1.2 ล้านคน ลดลงร้อยละ 5.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตราการขนส่งผู้โดยสารเฉลี่ย (Load Factor) ร้อยละ 86.2 เพิ่มขึ้น 4.7 จุด ขณะที่ราคาบัตรโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 4,469.7 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน  

บริษัท ฯ มีกำไรจากการดำเนินงาน 2,586.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 242.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการบริหารต้นทุน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมลดลงร้อยละ 6.2 โดยเฉพาะปริมาณการใช้น้ำมัน และค่าเช่าเครื่องบินที่ปรับตัวลดลง

  รายได้รวมของบริษัท ฯ ในไตรมาส 1 ประกอบด้วยรายได้จากบัตรโดยสาร ร้อยละ 68.6 รายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 20.8 และรายได้จากธุรกิจสนามบิน ร้อยละ 2.3 ของรายได้รวม บริษัท ฯ มีกำไรสุทธิ 2,099.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นของบริษัท ฯ อยู่ที่ 2,091.0 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.01 บาท สะท้อนถึงความพยายามในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค นายพุฒิพงศ์กล่าวเสริม

  บริษัท ฯ มีการประกาศวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ “Leading Aviation with Responsibility, Delivering Services with Sustainability” เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาธุรกิจการบินแบบครบวงจรควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบ 

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัท ฯ ภายใต้โครงการ “Low Carbon Skies by Bangkok Airways” ได้รับการคัดเลือกให้บรรจุในหนังสือ Thailand’s Best Practices and Lessons Learned in Development (Vol.2) ซึ่งจัดทำโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) สะท้อนถึงความโดดเด่นของแนวทางการดำเนินธุรกิจที่บูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม 

การดำเนินงานด้านบรรษัทภิบาล บริษัท ฯ ได้ดำเนินกิจกรรม PDPA in Practice Knowledge Sharing เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้แก่หน่วยงานภายในองค์กร โดยเฉพาะในประเด็นการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในบริบทการดำเนินงานจริง พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่เหมาะสม

บริษัท ฯ ได้ทบทวนและประกาศนโยบายการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) ในปี 2569 เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 

นอกจากนี้ บริษัท ฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามมาตรฐาน IFRS S1 และ IFRS S2 เพื่อให้การเปิดเผยข้อมูลมีความครบถ้วน โปร่งใส และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ติดตามข้อมูลข่าวสารสำหรับนักลงทุนสัมพันธ์เพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์
https://investor.bangkokair.com/th/

ม.น.ข.รับมอบทุนสนับสนุน โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569)

เมื่อวันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม 2569 อ.สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์ ประธานมูลนิธิช่วยนักเรียน ที่ขาดแคลน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (ม.น.ข.) พร้อมด้วยคุณวิสูตร กาญจนปัญญาพงศ์  รองประธาน ม.น.ข. รับมอบเงินจากคณะผู้บริหารสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา จำนวนเงิน 817,722 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดงาน Gala dinner (สปอนเซอร์) โครงการ “เพลินเพลงสุนทราภรณ์ กับ ม.น.ข.เพื่อสนับสนุนการศึกษาเฉพาะกิจ“ ครั้งที่ 3 (2569) ณ บริษัท สํานักกฎหมายธรรมนิติ จํากัด 

ซึ่งการจัดงาน Gala dinner ในครั้งนี้ กำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมทุนสนับสนุนและสร้างโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

13 พฤษภาคม 2569

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัย

AEROBIC PARTY กระแสตอบรับดี ถูกใจสายเฮลตี้ทุกเพศทุกวัยโชว์สเต็ปแอโรบิคแน่นลาน เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

ถือได้ว่ากระแสตอบรับดี จากหนุ่มสาวชาวออฟฟิศกับกิจกรรม "AEROBIC PARTY" ที่เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค ผนึกกำลังร่วมกับธนชาตประกันภัย สำนักงานเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร The Fitness Society และตลาดเสรีมาร์เก็ต เอาใจสายเฮลตี้และคนรักสุขภาพย่านพระราม 9 มาสลัดความเครียดหลังเลิกงาน เพื่อปลุกพลังสร้างความตื่นตัวกลางสัปดาห์ไปกับสเตปการเต้นสุดมันส์ด้วยท่าเต้นสุดฮิต จากทีมผู้นำเต้นแอโรบิคจาก The Fitness Society ที่จะมาเปลี่ยนเย็นวันพุธธรรมดาให้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสนุก สุขภาพดี และเต็มไปด้วยสีสัน
สำหรับกิจกรรม AEROBIC PARTY ได้เนรมิตพื้นที่ลานกว้างให้กลายเป็นจุดรวมพลคนรักสุขภาพของทั้งพนักงานออฟฟิศ ลูกค้าและชาวชุมชนละแวกใกล้เคียง ให้มาขยับร่างกายและเบิร์นไขมันไปพร้อมๆ กับเสียงเพลงในจังหวะเร้าใจ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ต้อนรับทุกเพศทุกวัยเพียงแค่เตรียมชุดกีฬาตัวเก่งและรองเท้าผ้าใบคู่ใจให้พร้อม สามารถมาร่วมสนุกและอัปสเตปความฟิตไปด้วยกันได้เลยทันที ประเดิมพุธแรกที่ผ่านมา หลายคนประทับใจไฮไลต์ ชุดแฟนตาซีสุดสร้างสรรค์ ทำให้เต็มไปด้วยสีสันหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่เพียงจะช่วยกระตุ้นพลังงานในการออกกำลังกายให้สนุกสนานเร้าใจยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งความสุข รอยยิ้ม และความผ่อนคลายอย่างแท้จริงให้กับทุกคนที่มาร่วม


ฉัตรพงศ์ คำวาส พนักงานบริษัท กล่าวว่า “อยากมาร่วมทุกวันพุธเลยครับ ดีใจที่ศูนย์การค้าเดอะไนน์ฯ เปิดพื้นที่ให้กลายเป็นคอมมูนิตี้ แหล่งพบปะของคนที่มีเป้าหมายรักสุขภาพเหมือนกัน ซึ่งการเต้นแอโรบิคเหมาะกับทุกเพศทุกวัยจริงๆ เพราะบรรยากาศในการเต้นที่ไม่โดดเดี่ยวทุกคนรู้สึกสนุกและผ่อนคลายร่วมกัน เป็นแรงจูงใจให้เราอยากออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอสิ่งที่ได้นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การจดจำจังหวะท่าเต้น ยังป็นการกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทและสมองทำให้มีสมาธิที่ดีขึ้นครับ”

ธัญญารัตน์ ไชยบุตร แม่บ้าน กล่าวว่า “ปกติจะออกกำลังแค่ในห้องพัก เพราะเหนื่อยล้าจากการทำงานจึงไม่อยากเดินทางไกล แต่พอที่นี่เปิดลานแอโรบิคทำให้ไม่ต้องเสียเวลาจากการจราจรติดขัด หลังเลิกงานก็สามารถเปลี่ยนชุดออกกำลังกายได้เลย สนุกมากเหมือนได้มาเต้นกับเพื่อนๆ เพราะทุกคนทำงานหนัก ขอบคุณเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 เปิดพื้นที่ให้พวกเราได้ผ่อนคลายความเครียด อยากเชิญชวนลูกค้าและทุกคนมาเต้นแอโรบิคทำให้การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ”




นอกจากจะได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว กิจกรรมนี้ยังตอกย้ำคอนเซปต์การใช้ชีวิตแบบครบวงจรของศูนย์การค้าฯ เพราะหลังจากเสียเหงื่อฟิตหุ่นกระชับรับความสนุกกันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังสามารถไปเดินผ่อนคลาย ช้อป ชิม ชิล ดื่มด่ำกับมื้ออร่อยเพื่อเติมพลังกับเมนูอาหารคลีนเพื่อสุขภาพจากร้านอาหารชั้นนำที่เปิดให้บริการอย่างครบครัน เรียกได้ว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ One-Stop Destination ครบจบในที่เดียว ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม AEROBIC PARTY ครั้งต่อไปได้ ทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น. ณ ลานจอดรถหน้าตลาดเสรีมาร์เก็ต ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์ 1285 ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่ www.thenine.co.th หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9 และInstagram:  thenine_rama 9

#เดอะไนน์พระราม9 #TheNineCenterRaMa9 #ธนชาตประกันภัย # AEROBICPARTY #เขตสวนหลวง #ตลาดเสรีมาร์เก็ต

เปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES”

ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จัดการประชุมเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” หรือศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ พร้อมแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการของศูนย์ฯ ในวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช.1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ


การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้บริบทที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเทคโนโลยีศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบประมวลผลขั้นสูง Cloud Computing และ Big Data ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI และบริการดิจิทัลได้จึงก่อให้เกิดความต้องการใช้พลังประมวลผลและพลังงานในระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการพลังงานอย่างอัจฉริยะ หรือ Smart Energy Management กลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยมีศักยภาพสำคัญหลายด้าน ทั้งระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อุปสงค์ภายในประเทศ และความสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทุนมนุษย์ บุคลากรเชิงลึก เทคโนโลยีเฉพาะทาง ระบบพลังงานสะอาด ตลอดจนกลไกการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ เพื่อให้สามารถยกระดับประเทศจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่ “ผู้พัฒนา ผู้กำหนดทิศทาง และศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของภูมิภาค” HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็น “ศูนย์กลางแห่งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาควิจัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบนิเวศด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management Technologiesให้มีความเข้มแข็ง เป็นรูปธรรม และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง หรือ Hybrid Talent ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายมิติ ได้แก่ Data Center, AI, Cloud, Power, Cooling, Facility Management และ Energy Efficiency เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ รวมทั้งทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ มาตรฐาน แนวปฏิบัติที่ดี และแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จากศูนย์ประกอบด้วย หน่วยงานภาครัฐที่ต้องการพัฒนานโยบายด้านดิจิทัลและพลังงาน ภาคเอกชนและผู้ประกอบการด้าน Data Center, Cloud, AI, Energy และ Digital Infrastructure สถาบันการศึกษา นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรสายวิศวกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงาน และผู้ที่ต้องการยกระดับทักษะไปสู่สายงานใหม่ด้าน Data Center และ AI รวมถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเตรียมความพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

แนวทางการขับเคลื่อนของศูนย์จะมุ่งดำเนินงานใน 5 มิติหลัก ได้แก่

1.  การพัฒนาหลักสูตรและการฝึกอบรมบุคลากรด้าน Data Center, AI, และ Smart Energy Management

2. การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและคณะทำงานเชิงยุทธศาสตร์

3. การสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และโครงการนำร่อง

4. การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ดี

5. การเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับ

ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียน

การเปิดตัวศูนย์ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงกิจกรรมทางวิชาการหรือการอบรมทั่วไป หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างกลไกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะทำงานที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญ (Hub of Talents) และศูนย์กลางด้านความรู้ (Hub of Knowledge) วช. ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ โดยเน้นย้ำว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อร่วมกันพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ Data Center ระบบพลังงานอัจฉริยะ และระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล 

รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา นายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กล่าวว่า  ปัจจุบันแนวโน้มการลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง คือการพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent) ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองหลักในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงนำมาสู่ความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" โดยใช้กลไกความร่วมมือแบบ "3 ประสาน" ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญที่ครอบคลุมทั้งด้านศูนย์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และการจัดการพลังงานอัจฉริยะ อันเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งหมด

การดำเนินงานในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การรองรับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าให้ประเทศไทยมีกำลังคนที่มีทักษะขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรมดิจิทัลได้ด้วยตนเองในอนาคต ซึ่งการเปิดตัวโครงการถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมไทยอย่างเต็มรูปแบบ             

รองศาสตราจารย์ ดร. คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานคณะที่ปรึกษาว่า กล่าวว่า การเปิดตัว “HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES” ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางด้านปัญญาประดิษฐ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูงที่มีองค์ความรู้ด้าน Data Center, AI, Cloud และ Smart Energy Management ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและพลังงานอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนา Green Data Center อย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่การเป็นผู้พัฒนาและศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลระดับอาเซียนในอนาคต   

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), ประธานคณะกรรมการของ HUB OF TALENT: AI, and Smart Energy Management Technologies กล่าวว่า  สจล. ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการจัดตั้งโครงการ "Hub of Talent: Data Center, AI, and Smart Energy Management Technologies" ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและจัดทำแผนยุทธศาสตร์ (Roadmap) ในการสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ อันจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน รศ.ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ รองคณบดีวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า โครงการนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวใหม่ (New Engine) ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน 3 เสาหลัก คือ Data Center, AI และการจัดการพลังงานอัจฉริยะโดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง AWS และ Nvidia นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) เพื่อรองรับการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะ 10 ปีข้างหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือการเป็นศูนย์รวมทางความคิด (Think Tank) เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาล ในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติและโอกาสทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืนแก่ประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ การดำเนินงานของ HUB OF TALENT: DATA CENTER, AI, AND SMART ENERGY MANAGEMENT TECHNOLOGIES คาดว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สร้างองค์ความรู้ใหม่ สนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Data Center, AI, และ Digital Infrastructure ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

11 พฤษภาคม 2569

พิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก

 ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ

มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการมูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี บุคคลสำคัญของโลก ประธานก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิฯ ในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยมี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธี เพื่อรำลึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นประจำทุกปี ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนผู้ยากไร้อย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับเป็นประธานก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อปี พ.ศ. 2525 ในวโรกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตามคำกราบทูลเชิญของ หม่อมงามจิตต์ บุรฉัตร บุคคลสำคัญของโลก ผู้ประสานการก่อตั้งมูลนิธิฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบทุนการศึกษาและอบรมคุณธรรมแก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติตลอดระยะเวลาที่ทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงมีคุณูปการต่อมูลนิธิฯ และเยาวชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ เสด็จเปิดการประชุมปฐมฤกษ์มูลนิธิฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุนถาวรเพื่อการศึกษา ติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนผู้รับทุน และทรงพระกรุณาตอบจดหมายเยาวชนด้วยพระองค์เองเป็นเวลานานถึง 19 ปี

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เยาวชนผู้รับทุนเข้าเฝ้า ณ พระตำหนักวิลล่าวัฒนา กรุงเทพฯ และพระตำหนักทรงงาน จังหวัดน่าน เป็นประจำ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนทั่วประเทศปัจจุบัน มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนทุกอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 2,091 ทุน รวมมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท และตลอด 43 ปีที่ผ่านมา มอบทุนแล้วกว่า 37,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและภริยา ร่วมดูแลติดตามความเป็นอยู่ของเยาวชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาและป้องกันปัญหายาเสพติดในกลุ่มเยาวชน


ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ยากไร้ได้ที่ มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ โทร. 0-2354-7391-4 หรือ 080-404-2439 (สามารถลดหย่อนภาษีได้)

พร้อมติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก “มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ เพื่อเยาวชนฯ”
และเว็บไซต์ www.ruamchit-normklao.org