สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง” มุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธรรมชาติ ควบคู่คุณภาพชีวิตชุมชน
12 กันยายน 2569
สอวช. จับมือ อพท. หนุนใช้อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม ยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่ “การท่องเที่ยวเชิงฟื้นสร้าง”
11 กันยายน 2569
เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์
บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทย ผ่านโครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ถ่ายทอด
องค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านระบบอัตโนมัติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมสร้างรากฐานกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Industry 4.0
โครงการจัดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากการใช้งานจริง ผ่านการอบรมภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ (Hands-on Training) เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การใช้งาน Epson SCARA Robot และเทคโนโลยี Machine Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสายการผลิตอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงานของหุ่นยนต์ SCARA มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน การควบคุมหุ่นยนต์สำหรับงานหยิบจับชิ้นงาน (Pick & Place) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Machine Vision ไม่ว่าจะเป็นการสอบเทียบระบบหุ่นยนต์ร่วมกับกล้อง (Robot-Vision Calibration) การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Vision-Based Quality Inspection) รวมถึงการระบุตำแหน่งและวัดขนาดของชิ้นงานด้วยระบบภาพ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการอัตโนมัติแบบครบวงจร
นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการ ศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานในอนาคต
โครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ได้จัดกิจกรรมอบรมในสถาบันการ ศึกษาชั้นนำ 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพสตึก และวิทยาลัยอาชีวศึกษาไชยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม
เอปสันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ระดับการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง
รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง
พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่องบริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ
โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ” รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง
“สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569


หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง
ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล
08 กันยายน 2569
PReMA ผนึกกำลัง สวรส. รวมพลังครั้งแรกวางโรดแมปยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัย
ทางคลินิกเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วยไทย
กรุงเทพฯ, 7 กันยายน 2569 — สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย
ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านเวทีเสวนานโยบายในหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)
ทพญ ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า
“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”
นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”
ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:
527 โครงการ
ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*
2.9 : 1
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE
8,326 DALYs
มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท
99.5%
สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน
62 แห่ง
โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)
*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว
การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค
ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก
จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ
เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
• ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
• สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
• PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”
ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:
527 โครงการ
ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*
2.9 : 1
อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE
8,326 DALYs
มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท
99.5%
สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน
62 แห่ง
โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)
*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท
นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว
การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค
ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก
จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ
เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้
• ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ
• สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์
• PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์
• สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
เบเยอร์–โฮมเพ้นท์ เติมสีสัน สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้
ร่วมโครงการ “อาสาทาสี ทำดีเพื่อน้อง” ปรับปรุงสนามโรงเรียนวัดท้ายเกาะ จ.ปทุมธานีบริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ “โฮมเพ้นท์” ศูนย์สีราคาขายส่งและบริการจัดส่งสีทาบ้านทั่วประเทศ ส่งต่อโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ผ่านโครงการ “อาสาทาสี ทำดีเพื่อน้อง” ร่วมสนับสนุนการปรับปรุงสนามและพื้นที่กิจกรรมของโรงเรียนวัดท้ายเกาะ จังหวัดปทุมธานี ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย และพร้อมรองรับการเรียนรู้และการเล่นของเด็กๆ อย่างสร้างสรรค์











































