27 พฤษภาคม 2569

ชิลีกระชับความร่วมมือกับไทยในงาน Chile–ASEAN Business Summit 2026

  


ชิลีเปิดการประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี-อาเซียน 2026 ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้ พร้อมนำคณะผู้ส่งออกชั้นนำจากชิลีพบปะผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก ผู้จัดจำหน่าย และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารจากไทยและภูมิภาคอาเซียน นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการค้าครั้งสำคัญของชิลีในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

งานดังกล่าวจัดโดย ProChile หน่วยงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศภายใต้กระทรวงการต่างประเทศชิลี ตลอดระยะเวลา 5 วันของงานประกอบด้วยกิจกรรมเจรจาธุรกิจระดับสูง การสร้างเครือข่ายทางการค้า การเยี่ยมชมตลาดและช่องทาง   ค้าปลีก ตลอดจนการเข้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พฤษภาคม 2569 สะท้อนยุทธศาสตร์ ของชิลีในการเสริมสร้าง ความร่วมมือทางการค้ากับไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีความต้องการสินค้าอาหารนำเข้าคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ในพิธีเปิดและงานเลี้ยงต้อนรับ “Chilean Flavours Dinner” ที่โรงแรมโนโวเทล ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต นายอิกนาซิโอ เฟอร์นันเดซ อธิบดี ProChile กล่าวว่า “เราเชื่อว่าความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความไว้วางใจต้องสร้างผ่านการพบปะกัน     โดยตรง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชิลีกลับมาจัดการประชุมสุดยอดธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอาเซียน ภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 ของโลก เราเล็งเห็นศักยภาพมากมายสำหรับสินค้าและบริการจากชิลีในภูมิภาคนี้ และต้องการสร้างความร่วมมือ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น พร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย”

เขากล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะคู่ค้าหลักของชิลีในอาเซียน ขณะที่ภูมิภาคนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญด้านการเติบโตและความร่วมมือระยะยาว ชิลีมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพ กฎระเบียบที่ชัดเจน และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ที่คาดการณ์ได้ เราจึงต้องการสานต่อความสัมพันธ์ระยะยาวกับไทยและอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

พิธีเปิดยังได้รับเกียรติจากนายดาวิด ฮันเซน ซาลาส รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตชิลีประจำประเทศไทย นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษาประจำกระทรวงการต่างประเทศ นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และนายออสการ์ อาริอากาดา ผู้แทนการค้าชิลีประจำประเทศไทย พร้อมทีมงาน ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติในการประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี-อาเซียนปีนี้ มีผู้เข้าร่วมจากทั่วภูมิภาคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้นำเข้าและนักธุรกิจจากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์เข้าร่วม และคาดว่าจะมีการเจรจาธุรกิจแบบ B2B ระหว่างผู้ประกอบการชิลีและคู่ค้าจากไทยและอาเซียนมากกว่า 300 นัด

คณะผู้แทนจากชิลีประกอบด้วย 28 บริษัท ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ปลาแซลมอนและอาหารทะเล ผลไม้สด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ถั่วและผลไม้อบแห้ง ไวน์และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ ธุรกิจเกษตร บริการด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนวัตกรรมอาหาร รวมถึงสมาคมอุตสาหกรรมสำคัญของชิลี 3 แห่ง ได้แก่ Fruits from Chile, Faenacar และ ChileNuts ซึ่งล้วนเป็นภาคการส่งออกสำคัญที่กำลังเติบโตในตลาดไทยและอาเซียน

การจัดงานในปีนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของงาน Chile–ASEAN Business Meeting ครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้นำเข้ากว่า 76 รายจาก 6 ประเทศเข้าร่วม และสร้างมูลค่าทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้ทันทีถึง 6.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน เนื่องจากเป็นคู่ค้าหลักของชิลีในอาเซียน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า และการค้าอาหารของภูมิภาค ในปี 2568 ไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 20 ของชิลีทั่วโลก โดยมีมูลค่าการส่งออกจากชิลีมายังไทยประมาณ 596 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

งานประชุมครั้งนี้ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของไทยและอาเซียนในยุทธศาสตร์กระจายตลาดส่งออกของชิลี แม้ชิลีจะเป็นที่รู้จักในระดับโลกในฐานะผู้ส่งออกแร่ธาตุสำคัญ เช่น ทองแดงและลิเทียม อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชิลีได้ขยายตลาดสินค้าอาหารและเกษตรมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างชิลีกับอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 5.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การส่งออกสินค้านอกภาคเหมืองแร่ของชิลีมายังอาเซียนมีมูลค่าเกือบ 986 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะสินค้าอาหารที่มีมูลค่ารวม 571 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าอาหารนำเข้าระดับพรีเมียมที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกเหนือจากตัวเลขทางการค้า ProChile ระบุว่างานประชุมครั้งนี้ยังสะท้อนมุมมองใหม่ของชิลีที่มีต่อไทยและอาเซียน ไม่ใช่เพียงในฐานะตลาดส่งออก แต่คือพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวด้านความมั่นคงทางอาหาร ความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน และความร่วมมือทางการค้าที่ยั่งยืนหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของงานในปีนี้คือ การช่วยให้ผู้ส่งออกชิลีเข้าถึงตลาดได้มากขึ้นนอกเหนือจากช่องทางดั้งเดิม ผ่านการเชื่อมต่อโดยตรงกับผู้ค้าปลีก ผู้ประกอบการด้านอาหารและบริการ กลุ่มโรงแรม และผู้นำเข้าจากไทย และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอีกประเด็นสำคัญของปีนี้คือความสนใจที่เพิ่มขึ้นในด้านนวัตกรรมอาหาร ความยั่งยืน และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน บริษัทจากชิลีที่เข้าร่วมงานจึงนำเสนอสินค้าและศักยภาพการผลิตที่สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเลระดับพรีเมียม ขนมเพื่อสุขภาพ วัตถุดิบจากธรรมชาติ สินค้าเกษตรที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน


นายเฟอร์นันเดซกล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการนำเสนอชิลีผ่าน 3 จุดแข็งสำคัญ ได้แก่ การเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระยะยาว การเป็นเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตและขยายตลาดส่งออกด้วยสินค้าและบริการ      ระดับโลก และการเป็นประเทศแห่งองค์ความรู้และบุคลากรที่มีศักยภาพ ชิลีไม่ได้เพียงเชิญชวนให้ไทยและอาเซียนมาทำธุรกิจกับเราเท่านั้น แต่ยังต้องการขยายความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ด้วย ด้วยเครือข่ายระดับโลกของชิลี เราพร้อมเป็นศูนย์กลางสำหรับธุรกิจไทยและอาเซียนในการขยายธุรกิจสู่ลาตินอเมริกา และเป็นประตูสู่โอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว” ProChile คาดว่าการประชุมสุดยอดธุรกิจที่ขยายใหญ่ขึ้นในปีนี้ ประกอบกับการจัดงานควบคู่กับ THAIFEX – Anuga Asia จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านบทบาททางการค้าของชิลีในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจในภาคอาหารและเกษตรที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาค

สำหรับชิลี ประเทศไทยและอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดประชากรรวม 680 ล้านคน
ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังเป็นประตูสำคัญสู่การขยายความร่วมมือทางการค้าในเอเชียระยะยาว

สหฟาร์ม ตอกย้ำศักยภาพผู้นำอาหารไทยบนเวที THAIFEX 2026

ดันยอดส่งออกโต 100% ใน 3 ปี พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหาร และประมงสู่ตลาดโลก

บริษัท สหฟาร์ม หรือ Saha Farms หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่รายใหญ่ของประเทศไทย ร่วมแสดงศักยภาพในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ทั้งไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มธุรกิจประมง ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยมาตรฐานระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่เข้มข้นมากขึ้น

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของสหฟาร์มยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากปี 2565 บริษัทมียอดส่งออกอยู่ที่ 110,000 ตัน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ตัน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หรือเติบโตถึง 100% สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกและไก่แช่แข็งของสหฟาร์มได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายช่วงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเกินกำลังการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คุณภาพการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคา แต่เรื่องคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สหฟาร์มจึงเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” ดร.จารุวรรณ กล่าว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 สหฟาร์มยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครืออย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านการเงิน การกำกับดูแลภายในองค์กร และการพัฒนาทีมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง


ตลอดปี 2568 ผลประกอบการของสหฟาร์มสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขาย รายได้ และผลกำไรในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และแนวทางการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้แนวทางการบริหารที่ยึดมั่นในความมั่นคง โปร่งใส และการเติบโตระยะยาว สหฟาร์มยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“สหฟาร์มยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าอาหารคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.จารุวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจประมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอาหารที่อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของสหฟาร์ม และได้รับการสานต่อโดย ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดโปรตีนคุณภาพและอาหารแห่งอนาคตในตลาดโลก

โดยเฉพาะ “ปลานิล” ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าศักยภาพใหม่ หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาดุกยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ปลานิล กลุ่มธุรกิจประมงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสายพันธุ์ และการควบคุมมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติดี และได้มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร รองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบปลาสด แช่แข็ง และสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพน้ำ อาหารสัตว์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมมองโอกาสในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมในอนาคต

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพของสหฟาร์มในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพระดับสากล พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการต่อยอดธุรกิจอาหารและโปรตีนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวที

โลกต่อไป

26 พฤษภาคม 2569

เพาเวอร์บาย ปลุกตลาดทีวีไทยรับบอลโลก 2026 ดันแคมเปญ “Champion Deals”

รุกเกม Moment Marketing เร่งดีมานด์จอใหญ่–พรีเมียมทีวี


เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ดึงกระแสบอลโลก 2026 เร่งชิงตลาดทีวีไทยผ่านกลยุทธ์ “Moment Marketing” เปิดตัวแคมเปญ “Champion Deals” จับอินไซต์คอบอลยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ Home Entertainment ภายในบ้านมากขึ้น ผนึกแบรนด์ทีวีระดับโลกทั้ง Hisense, Samsung, TCL, Haier, LG, SONY และ Toshiba เปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ ร่วมด้วยแบรนด์ Lenovo จัดเต็มโปรโมชั่น ลดสูงสุด 50% ลุ้นรับทีวีจอยักษ์ทุกสัปดาห์ รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท และกิจกรรมเอาใจคอบอล ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม – 8 กรกฎาคม 2569 ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งที่ร้านเพาเวอร์บายทั่วประเทศ และออนไลน์ มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค พร้อมผลักดันการเติบโตของตลาดทีวีไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

นางสาวศิวาพร สัมมุตถี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายจัดซื้อออมนิชาแนล บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า “ฟุตบอลโลก 2026 ถือเป็น Global Sporting Event ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อทีวีของผู้บริโภคไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดทีวีกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Home Entertainment อย่างเต็มรูปแบบ ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองทีวีเป็นเพียงอุปกรณ์รับชมรายการอีกต่อไป แต่กลายเป็น Entertainment Hub ของบ้าน ที่ตอบโจทย์ทั้งการดูคอนเทนต์สตรีมมิ่ง การเล่นเกม และการรับชมกีฬาระดับโลกผ่านประสบการณ์ที่สมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลโลกยังเป็นคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคต้องการรับชมผ่านจอขนาดใหญ่ ภาพคมชัด และระบบเสียงเสมือนจริง ส่งผลให้ตลาดทีวีระดับพรีเมียม อาทิ QLED, OLED, Mini LED และทีวีจอใหญ่ 75 นิ้วขึ้นไป ได้รับความนิยมมากขึ้นและเติบโตต่อเนื่อง”



ทั้งนี้ เพาเวอร์บาย คาดว่าฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดทีวีไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมทีวีและทีวีจอใหญ่ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมการรับชมกีฬาและความบันเทิงภายในบ้านที่เติบโตต่อเนื่อง โดยภาพรวมตลาดทีวีไทยปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 22,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8% ขณะที่ทีวีขนาด 75 นิ้วขึ้นไป เติบโตต่อเนื่อง 10% และกลุ่ม OLED เติบโต 13% นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมีรอบการเปลี่ยนทีวีเร็วขึ้นเฉลี่ยเหลือประมาณ 4 ปี จากเดิม 6 ปี เพื่ออัปเกรดสู่เทคโนโลยีใหม่ รองรับประสบการณ์การรับชมแบบ Immersive Experience ทั้งคุณภาพภาพ เสียง และฟังก์ชัน AI TV ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ในขณะเดียวกัน “ฟุตบอล” ยังคงเป็นคอนเทนต์กีฬาที่ได้รับความนิยมสูงสุดของคนไทย โดยมีสัดส่วนผู้รับชมถึง 62.25% ในปี 2568 และพฤติกรรมการรับชมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหน้าจอทีวี แต่เชื่อมต่อทั้งทีวี สมาร์ทโฟน และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็น Always-on Content ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเจเนอเรชัน พร้อมเป็นการเชื่อมกีฬา เทคโนโลยี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนเข้าด้วยกัน ส่งผลให้ฟุตบอลโลกกลายเป็น Seasonal Moment สำคัญที่ช่วยกระตุ้นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าเทคโนโลยี จากเทรนด์ดังกล่าว เพาเวอร์บายจึงเดินหน้ารุกตลาดทั้งกลุ่มพรีเมียมและแมสเซกเมนต์ ผ่านการนำเสนอสินค้าครอบคลุมทุกระดับราคา ทั้งทีวี คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โปรเจกเตอร์ และเครื่องเสียง เพื่อรองรับประสบการณ์การรับชมฟุตบอล และความบันเทิงภายในบ้านอย่างครบวงจรในช่วงฟุตบอลโลกนี้

โดยมีสินค้าไฮไลท์จากหลากหลายแบรนด์ดัง อาทิ Hisense ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2026 นำเสนอ Hisense U6S Series และ U7S Series ทีวี ULED Mini LED รุ่นใหม่ ที่โดดเด่นด้วย Refresh Rate สูง รองรับคอนเทนต์กีฬา เกม และภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos และเทคโนโลยี AI ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้าน ต่อด้วย Lenovo อีกหนึ่งผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2026 เปิดตัวโน๊ตบุ๊ครุ่นลิมิเต็ด Yoga Slim Ultra 7 14IPH11 FIFA World Cup 26™ Edition ดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟเอาใจแฟนบอลสายเทค มาพร้อมฟีเจอร์ AI อัจฉริยะ ดีไซน์บางเฉียบน้ำหนักเพียง 975 กรัม ขับเคลื่อนด้วย Intel® Core™ Ultra พร้อมหน้าจอ OLED 2.8K 120Hz รองรับ Copilot+PC เพื่อประสบการณ์ทำงานและความบันเทิงระดับพรีเมียม ส่วน Samsung เปิดตัว “World’s First Micro RGB” นวัตกรรมทีวีแห่งอนาคตที่ผสานเทคโนโลยีสีความละเอียดสูงเข้ากับ Vision AI ขณะที่ TCL นำเสนอ X11L Series ทีวีแฟลกชิป SQD-Mini LED ที่มาพร้อมความสว่างคมชัดระดับ HDR 10,000 nits และเทคโนโลยี Precise Dimming สูงสุดกว่า 20,000 โซน ปิดท้ายด้วย Haier เปิดตัวทีวี Mini LED ขนาด 100 นิ้ว กับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยปรับภาพอัตโนมัติทำให้ภาพดูมีมิติมากขึ้น เจาะกลุ่มผู้บริโภคสายโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์และเกมเมอร์โดยเฉพาะ ไม่เพียงเท่านี้ แคมเปญ “Champion Deals” เพาเวอร์บายจัดเต็มโปรโมชั่นรับกระแสฟุตบอลโลก ทั้งส่วนลดสูงสุด 50%, ลุ้นรับทีวีจอยักษ์ขนาด 85–98 นิ้วทุกสัปดาห์ (สัปดาห์ละ 1 เครื่อง) รวมมูลค่ากว่า 900,000 บาท, ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท, ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเดียวผ่อนสบาย นานสูงสุด 36 เดือน อนุมัติไว, พร้อมโปรแกรมเก่าแลกใหม่ลดเพิ่มสูงสุด 10,000 บาท และสิทธิพิเศษ..สมาชิก The 1 แลกคะแนนลดเพิ่ม 12.5%, บริการจัดส่งและติดตั้งฟรี จัดส่งด่วนภายในวัน (ในพื้นที่บริการตามเงื่อนไขที่กำหนด) ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม – 8 กรกฎาคม 2569 ที่เพาเวอร์บายทุกสาขาทั่วประเทศ และทุกช่องทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ www.powerbuy.co.th และแอปพลิเคชัน Power Buy พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษ ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 ที่เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Power Buy Call Center 1324, Line @powerbuy และ Facebook: Power Buy

เชอรี ประเทศไทย กวาด 5 รางวัลใหญ่เวที CHERY International Business Summit

ตอกย้ำความแข็งแกร่งของตลาดไทยบนเวทีโลก

เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ประกาศความภาคภูมิใจบนเวทีระดับโลก หลังคว้ารางวัลอันทรงเกียรติถึง 5 รางวัลจากงาน CHERY International Business Summit ประจำปี 2569 ณ เมืองอู๋หู ประเทศจีน สะท้อนความสำเร็จในการสร้างตลาดไทยที่แข็งแกร่งภายใต้วิสัยทัศน์ “For Family” ของ CHERY Automobile ผู้ผลิตยานยนต์ระดับโลกที่มุ่งพัฒนายนตรกรรมเพื่อครอบครัวในทุกตลาดทั่วโลก

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “รางวัล 5 สำคัญที่มอบให้แก่ทีมเชอรี ประเทศไทย ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันความตั้งใจของเราในการมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมคุณภาพและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวคนไทยอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเชื่อมั่นและประสบการณ์ที่ดีที่สุดของลูกค้าชาวไทย ความสำเร็จนี้เป็นแรงผลักดันให้เราเดินหน้าต่อและไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ที่ตอบโจทย์ครอบครัวคนไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

เชอรี ประเทศไทย ผลงานโดดเด่น! คว้า 5 รางวัลสำคัญบนเวทีโลก

ความสำเร็จของเชอรี ประเทศไทย ในครั้งนี้ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ ประกอบด้วย

รางวัล Best Rising Star Award ในฐานะตลาดดาวรุ่งที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงในตลาดท้องถิ่นและมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นเลิศ สะท้อนศักยภาพของทีมงานทุกภาคส่วน ที่สามารถนำยนตรกรรมระดับโลกออกสู่ตลาดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รางวัล Outstanding Channel Development Award ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่งและครอบคลุม เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย
รางวัล Best Showroom Operation Award การันตีมาตรฐานการบริหารจัดการโชว์รูมที่ยอดเยี่ยม มุ่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกครั้งที่เข้ามาสัมผัสยนตรกรรมและนวัตกรรมของแบรนด์
รางวัล Best Customer Satisfaction Award รางวัลที่พิสูจน์จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง สะท้อนความมุ่งมั่นในการให้บริการอย่างเป็นมืออาชีพ จนสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย
รางวัล One Classic Million Stories ในฐานะ Top 10 International Design โดย 2 ทีมผู้ชนะการประกวดจากเวที Chery V23 Style Up Challenge ในประเทศไทยก่อนหน้านี้ คว้าถึง 2 รางวัลจากเวทีสากลที่คัดสรร 10 ดีไซน์ที่โดดเด่นที่สุดจากตลาดทั่วโลก สะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่มีขีดจำกัดของผู้ชนะจากเวทีประกวดของเชอรี ประเทศไทย

นอกเหนือจากความสำเร็จครั้งนี้ CHERY Automotive ยังประกาศวิสัยทัศน์ “For Family” อย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าครอบครัวใหม่ทั่วโลก 1 ล้านรายในปี 2569 และมุ่งสู่ 10 ล้านรายภายในปี 2573 รองรับด้วยเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนา 8 แห่ง ฐานการผลิต 36 แห่ง ตัวแทนจำหน่ายกว่า 2,000 แห่ง และศูนย์บริการมากกว่า 1,800 แห่งทั่วโลก

CP LAND ส่ง ‘bedZ’ รุกตลาดโรงแรมทำเลศักยภาพทั่วไทย


CP LAND ส่ง ‘bedZ’ รุกตลาดโรงแรมทำเลศักยภาพทั่วไทย ผนึกพันธมิตรในเครือสร้าง Value – Per - Experience ครบวงจรกิน-เที่ยว-พัก ประเดิมแห่งแรกที่ชลบุรี

26 พฤษภาคม 2569, กรุงเทพฯ – บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าขยายธุรกิจ Hospitality เปิดตัว “bedZ” (เบดซ์) โรงแรม Mid-Scale Lifestyle แบรนด์ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Comfy bedZ, Happy GuestZ” ชูกลยุทธ์สร้าง “Value – Per – Experience” เชื่อมโยงประสบการณ์กิน-เที่ยว-พัก ผนึกพันธมิตรในเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทำเลและคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์อย่าง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านทำเลศักยภาพและคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์ เพื่อรองรับการพัฒนาโรงแรมในหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศ ประเดิมแห่งแรก “bedZ Hotel Banbueng” (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) จังหวัดชลบุรี บนทำเลศักยภาพใจกลางเมือง ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่และกลุ่ม Bleisure ที่มองหาความสะดวกครบจบในจุดเดียว
คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “การเปิดตัว bedZ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการต่อยอดธุรกิจโรงแรม ด้วยกลยุทธ์ Strategic Synergy ภายในเครือซีพี เพื่อพัฒนา “Value – Per - Experience” ความคุ้มค่าที่ไม่ได้วัดด้วยราคา แต่ด้วยความหมายของทุกประสบการณ์ที่ได้รับ เปลี่ยนเวลาของการเดินทางให้เป็นกำไรของชีวิต ผ่านประสบการณ์การ กิน-เที่ยว-พัก ให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ รีเทล และบริการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าพักให้ครบวงจรยิ่งขึ้น”

ความร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการขยายธุรกิจโรงแรมของ bedZ โดยซีพี แอ็กซ์ตร้าจะเข้ามามีบทบาทในการร่วมแนะนำและคัดเลือกทำเลศักยภาพสูง (The Best Location) สำหรับการพัฒนาโรงแรม เชื่อมต่อกับ แม็คโคร-โลตัส ที่ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้ bedZ สามารถพัฒนาโรงแรมในทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทาง การใช้ชีวิต และความสะดวกสบายของผู้เข้าพักและนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยสร้าง Ecosystem ด้านไลฟ์สไตล์และรีเทลที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร”
“เราเชื่อว่าโมเดลนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ CP LAND ในการพัฒนา Hospitality Platform ที่สามารถเติบโตต่อยอดไปยังหัวเมืองศักยภาพทั่วประเทศในอนาคต” คุณกีรติ กล่าวเสริม
ด้าน คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND กล่าวว่า “bedZ Hotel Banbueng (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) ถูกพัฒนาขึ้นบนทำเลย่านธุรกิจสำคัญของอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยโรงแรมตั้งอยู่ติดกับ Lotus’s บ้านบึง และใกล้ Makro บ้านบึง ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์ ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ภายในระยะเดินถึง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางและคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้ชีวิต
เป้าหมายของ bedZ คือการสร้างประสบการณ์เข้าพักที่ ‘‘Comfy bedZ, Happy GuestZ’’ พร้อมยกระดับโรงแรมระดับ Mid-Scale ทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมทุกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ อาทิเช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, แม่สอด, เลย, กาญจนบุรี, เขาใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต เป็นต้น
และเมื่อผสานรวมกับประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับ (Quality Sleep) บนเตียงนอนขนาดใหญ่พิเศษ 7 ฟุต พร้อมชุดหมอนหนานุ่มคุณภาพพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเพื่อส่งมอบความสุขในทุกมิติ รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วย Smart TV ขนาดใหญ่ 55 นิ้วในทุกห้องพัก ที่รองรับความบันเทิงระดับโลก อาทิ Netflix และ YouTube พร้อมระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (High-Speed Wi-Fi) ที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ นอกจากนี้ห้องน้ำยังได้รับการออกแบบด้วยฟังก์ชันที่ลงตัว แยกสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าพักสามารถใช้งานพร้อมกันได้อย่างคล่องตัว


“ความร่วมมือกับ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการขยายธุรกิจโรงแรมของ bedZ โดยซีพี แอ็กซ์ตร้าจะเข้ามามีบทบาทในการร่วมแนะนำและคัดเลือกทำเลศักยภาพสูง (The Best Location) สำหรับการพัฒนาโรงแรม เชื่อมต่อกับ แม็คโคร-โลตัส ที่ครอบคลุมทั่วประเทศได้อย่างลงตัว ซึ่งจะช่วยให้ bedZ สามารถพัฒนาโรงแรมในทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการเดินทาง การใช้ชีวิต และความสะดวกสบายของผู้เข้าพักและนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยสร้าง Ecosystem ด้านไลฟ์สไตล์และรีเทลที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร”
“เราเชื่อว่าโมเดลนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของ CP LAND ในการพัฒนา Hospitality Platform ที่สามารถเติบโตต่อยอดไปยังหัวเมืองศักยภาพทั่วประเทศในอนาคต” คุณกีรติ กล่าวเสริม
ด้าน คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม CP LAND กล่าวว่า “bedZ Hotel Banbueng (เบดซ์ โฮเทล บ้านบึง) ถูกพัฒนาขึ้นบนทำเลย่านธุรกิจสำคัญของอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โดยโรงแรมตั้งอยู่ติดกับ Lotus’s บ้านบึง และใกล้ Makro บ้านบึง ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์มอลล์ ช่วยให้ผู้เข้าพักสามารถเข้าถึงร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้ภายในระยะเดินถึง สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางและคนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้ชีวิต
เป้าหมายของ bedZ คือการสร้างประสบการณ์เข้าพักที่ ‘‘Comfy bedZ, Happy GuestZ’’ พร้อมยกระดับโรงแรมระดับ Mid-Scale ทั่วประเทศ เพื่อให้ครอบคลุมทุกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจ อาทิเช่น กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, แม่สอด, เลย, กาญจนบุรี, เขาใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต เป็นต้น
และเมื่อผสานรวมกับประสบการณ์การพักผ่อนอย่างเหนือระดับ (Quality Sleep) บนเตียงนอนขนาดใหญ่พิเศษ 7 ฟุต พร้อมชุดหมอนหนานุ่มคุณภาพพรีเมียมที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเพื่อส่งมอบความสุขในทุกมิติ รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลด้วย Smart TV ขนาดใหญ่ 55 นิ้วในทุกห้องพัก ที่รองรับความบันเทิงระดับโลก อาทิ Netflix และ YouTube พร้อมระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (High-Speed Wi-Fi) ที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ นอกจากนี้ห้องน้ำยังได้รับการออกแบบด้วยฟังก์ชันที่ลงตัว แยกสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและอำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าพักสามารถใช้งานพร้อมกันได้อย่างคล่องตัว

ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางถูกรังสรรค์ให้เป็น Co-working Space สำหรับการทำงานในบรรยากาศผ่อนคลาย รวมถึงคาเฟ่ที่นำเสนอประสบการณ์ท้องถิ่น (Local Experience) และวิถีชีวิตชุมชน (Local Lifestyle) ของอำเภอบ้านบึง มาถ่ายทอดและตีความใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ตลอดจนโซนสันทนาการที่มีโต๊ะเกมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ เราจึงเชื่อมั่นว่าที่นี่จะเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่จะส่งมอบความสุขและความอบอุ่นเป็นกันเองให้แก่ผู้มาเยือนทุกท่าน
การขยายตัวอย่างต่อเนื่องในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ bedZ ในการสร้างสรรค์มาตรฐานใหม่ของธุรกิจโรงแรม ที่ผสานรวมความสะดวกสบายด้านการช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์เข้ากับการพักผ่อนได้อย่างลงตัว โดยมีกำหนดการทยอยเปิดตัวความร่วมมือในแต่ละพื้นที่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเครือข่ายโรงแรมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เข้าพักในทุกมิติอย่างแท้จริง

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูพลัง “ครูบัญชีอาสา” กว่า 6,000 คน เป็นโซ่ข้อกลางยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ครูบัญชีอาสา” ดึงเกษตรกรสอนเกษตรกร น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน พร้อมนำเทคโนโลยีแอปพลิเคชัน SmartMe Plus แบบสั่งการด้วยเสียงมาใช้ หวังขยายเครือข่ายสู่อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นางพิศมัย อรรถธรรมสุนทร รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการครูบัญชีอาสาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2545 เพื่อสนับสนุนโครงการพักชำระหนี้ของรัฐบาลในขณะนั้น โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแนวคิดริเริ่มให้เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำบัญชีมาเป็นผู้สอนเกษตรกรด้วยกันเอง เนื่องจากมีความเข้าใจในวิถีชีวิตการทำเกษตรอย่างถ่องแท้ สามารถอธิบายและถ่ายทอดความรู้ได้ชัดเจนตรงจุด ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนครูบัญชีอาสากว่า 6,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งมีการจัดระดับความสามารถเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ C ในฐานะผู้ช่วยครูบัญชี ระดับ B วิทยากรผู้ช่วย และระดับ A วิทยากรหลัก โดยจะมีการทบทวนและพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อให้สามารถลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกร นักเรียน ตลอดจนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังได้จัดสัมมนาครูบัญชีอาสาระดับประเทศเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน พร้อมรับมอบนโยบายจากรัฐบาลไปถ่ายทอดต่อสู่เกษตรกรในภาษาที่เข้าใจง่าย ทำให้ครูบัญชีอาสาเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายรัฐสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ รวมถึงการแก้ปัญหาในพื้นที่ห่างไกลบนดอย โดยการสร้างครูบัญชีที่สามารถสื่อสารภาษาถิ่นได้ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการทำบัญชี รู้จักต้นทุน ค่าแรงงาน และประเมินกำไรขาดทุนของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การตัดสินใจวางแผนการผลิตและการปรับเปลี่ยนอาชีพที่เหมาะสม

ความสำเร็จของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัด โดยตั้งแต่ปี 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติครูบัญชีอาสาที่ผ่านการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์ม เพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้มาจัดทำเป็นหนังสือเผยแพร่เป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ต่อไป โดยในปี 2569 นี้ รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ ได้แก่ นายสุริยา ขันแก้ว เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดแพร่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ นายสัญญา หิรัญวดี เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดภูเก็ต รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ นายเกรียงศักดิ์  นุ้ยสี  เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดตรัง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ได้แก่ นายไพทูลย์ อินหา เกษตรกรดีเด่นจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งทั้ง 4 ท่านถือเป็นสุดยอดผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีความโดดเด่นทั้งในด้านการจัดทำบัญชี การถ่ายทอดความรู้ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยต่อไป

"ถ้าเราได้จดบันทึกบัญชี เราจะเห็นออกมาเป็นตัวเงิน ทำให้เรารู้ว่าในแต่ละฤดูกาลผลิตเรามีรายได้และค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พืชแต่ละชนิดปลูกแล้วมีกำไรไหม อันนี้คือความสำคัญที่ทำให้เกษตรกรนำตัวเลขตรงนี้ไปพิจารณาว่าควรจะปลูกพืชชนิดนั้นต่อไปหรือไม่ และช่วยให้วางแผนการผลิตได้ดีขึ้น ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณครูบัญชีอาสาทุกท่านที่ได้ช่วยเหลือเป็นวิทยาทานให้ความรู้กับเกษตรกร ทำให้เป็นโซ่ข้อกลางที่สามารถนำนโยบายของรัฐบาลไปถ่ายทอด และช่วยกระตุ้นให้เพื่อนเกษตรกรได้จัดทำบัญชี สร้างวินัยทางการเงินทางอ้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเงินออม และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้อย่างยั่งยืน"

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านพื้นที่ห่างไกลและการเข้าถึงเทคโนโลยี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน SmartMe Plus สำหรับจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ที่มีความพิเศษคือรองรับ “การสั่งการด้วยเสียง” ครอบคลุมทั้งภาษากลางและภาษาถิ่น ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรสูงวัยที่ไม่ถนัดการพิมพ์ และยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

สำหรับทิศทางในอนาคต กรมฯ ได้รับนโยบายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเตรียมขยายเครือข่ายครูบัญชีอาสาไปยังกลุ่ม "อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.)" เพื่อให้สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้ครอบคลุมทุกตำบลและทุกพื้นที่มากยิ่งขึ้น

“ต้องขอขอบคุณคุณครูบัญชีอาสาทุกท่าน ที่ได้ช่วยเหลือเป็นวิทยาทานให้ความรู้กับเกษตรกร ทำให้เกษตรกรหลายท่านรู้จักนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ประโยชน์ แก้ปัญหาหนี้สิน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และปรับปรุงอาชีพของตนเอง ทั้งนี้ อยากเชิญชวนให้เกษตรกรทุกท่าน รวมถึงเยาวชน ได้ฝึกฝนการจดบันทึกบัญชี เพื่อให้ทราบถึงรายรับ รายจ่าย และเงินออมในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการสร้างวินัยทางการเงินทางอ้อม และฝึกให้เราเป็นผู้วางแผนการเงินเพื่อพัฒนาชีวิต รองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ ต่อไปในอนาคตค่ะ” นางพิศมัย กล่าวทิ้งท้าย

25 พฤษภาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวเผยกองถ่ายต่างชาติจากเทศกาลหนังเมืองคานส์

แห่สนใจลงทุนถ่ายทำในไทยกว่า 3.3 พันล้านบาท

กรมการท่องเที่ยวสรุปผลความสำเร็จจากการเข้าร่วมออกคูหาในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ คูหาประเทศไทย ภายใน International Village เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 12 – 20 พฤษภาคม 2569 สามารถดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์และกองถ่ายต่างประเทศจากทั่วโลกให้ความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนกว่า 3,380 ล้านบาท
การเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กรมการท่องเที่ยวมุ่งประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลก ทั้งด้านความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำที่สามารถดัดแปลงเป็นฉากในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก ความพร้อมของทีมงานมืออาชีพ สตูดิโอถ่ายทำที่ได้มาตรฐานสากล ตลอดจนมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย หรือ Cash Rebate สูงสุด 30% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดกองถ่ายจากนานาประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในไทยอย่างต่อเนื่อง


ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้ผลิตและผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่ จำนวน 18 ราย จากฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา บราซิล บัลแกเรีย เดนมาร์ก เยอรมนี อิสราเอล อินเดีย นิวซีแลนด์ อิตาลี สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐประชาชนจีน แสดงความสนใจเข้ามาลงทุนถ่ายทำในประเทศไทย คาดการณ์มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,380 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของประเทศไทย
นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปีนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตาผู้ผลิตภาพยนตร์ระดับโลก โดยประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศ ทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรที่มีคุณภาพ ระบบการอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้กองถ่ายต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังได้จัดกิจกรรมสำคัญภายในคูหาประเทศไทย ได้แก่ งานแถลงความพร้อมการเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย “Thailand Filming Paradise Reception” และกิจกรรม “Thailand Happy Hour” เพื่อสร้างเครือข่ายและดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์จากนานาประเทศให้เข้ามาสอบถามข้อมูลและเจรจาทางธุรกิจด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ในปีนี้ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้บูรณาการความร่วมมือร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมกันส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

4 องค์กรหลัก ผสานความร่วมมือ หนุนท่องเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ “สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร”

จังหวัดสุโขทัย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท.) สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร และชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวภายใต้โครงการ “สุขทันที...ที่เที่ยวสุโขทัย กำแพงเพชร” ระหว่างวันที่ 19 - 22 พฤษภาคม 2569  นำสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยววัยเก๋ากว่าห้าสิบชีวิตลงพื้นที่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน พร้อมส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองมรดกโลกและเมืองน่าเที่ยวของภาคเหนือตอนล่าง กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการรับรู้ถึงเสน่ห์ของเมือง ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน 


นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ภาพรวมเชิงนโยบายของจังหวัดสุโขทัย ทางด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายในการพัฒนาจังหวัดโดยมุ่งไปสู่คำที่เรียกว่า “สุโข สุขี ที่สุโขทัย” ส่วนหนึ่งที่เป็นนโยบายสำคัญคือเรื่องของการส่งเสริมการท่องเที่ยว จังหวัดสุโขทัยมีเอกลักษณ์ ประเพณีที่โดดเด่น มีศิลปะ มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าค้นหา 






นโยบายสำคัญเรื่องหนึ่งคือ การสืบสาน รักษา ต่อยอด ความเป็นมรดกโลก เพื่อสร้างอาชีพ สร้าง คุณค่าและสร้างรายได้ให้กับคนที่นี่ วันนี้หน่วยงานที่จะเป็นกำลังหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุโขทัย เรามีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย ผู้จัดการอพท. สุโขทัย มาผนึกกำลังกัน รวมทั้งการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ร่วมกันในการบูรณาการในการส่งเสริมกิจกรรม  ในส่วนของจังหวัดไม่อยากให้จังหวัดสุโขทัยมีแค่การท่องเที่ยวลอยกระทงอย่างเดียว อยากให้มีกิจกรรมตลอดปี ท่านผู้ว่าฯ ก็ได้สนับสนุนให้แต่ละอำเภอมีกิจกรรมให้มากที่สุด นโยบายอย่างหนึ่งคือ ทุกอำเภอต้องไปหางานดี งานอีเวนท์ที่เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในแต่ละอำเภอ  ตรงนี้สอดคล้องกับนโยบายของกรมการปกครอง ที่ให้แต่ละอำเภอทำโครงการนายอำเภอพาเที่ยว เป็นภาพในการดำเนินการเชิงนโยบาย ส่วนของกิจกรรมก็อยากให้เกิดทุกช่วง แม้หน้าฝนเอง เดือนนี้ก็มีสองกิจกรรม วันที่ 7 มิถุนายนจะมีการวิ่งเทรลครั้งที่ 3 ที่ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย เมืองมรดกโลก และวันที่ 11  มิถุนายนเป็นการเปิดเขาหลวง 

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ภาณุวัฒน์ ขัดนาค ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสุโขทัย กำแพงเพชร (ททท.)เปิดเผยว่า ในส่วนของททท.เอง ดูแลด้านการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยว ไม่ว่าตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยหรือชาวต่างชาติ จะเห็นว่าจังหวัดสุโขทัยมีความน่าสนใจ เป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยว และมีนักท่องเที่ยวมาเยือนตลอดทั้งปี มีนักท่องเที่ยวล้านกว่าคน สร้างรายได้ให้กับจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นจังหวัดสุโขทัยทั้งเก้าอำเภอ มีแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์ทั้งอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีมาตรฐาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถนำเสนอขายกับนักท่องเที่ยวได้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 

พันเอก นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ( อพท. ) เปิดเผยว่า อพท.ประกาศพื้นที่นี้เป็นพื้นที่พิเศษที่ทำงานตั้งแต่ต้นน้ำกับกลางน้ำ อพท. ไปเตรียมศักยภาพชุมชนโดยผ่านเครื่องมือที่เป็นรางวัลต่าง ๆ 

ที่ทำประสบความสำเร็จมาแล้วคือ การขับเคลื่อนเมืองสุโขทัยจากเมืองมรดกโลก มรดกความทรงจำ จนได้รับรางวัลเมืองสร้างสรรค์ ทางด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน นับเป็นหนึ่งในเก้าเมืองของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลจากยูเนสโก นอกจากนี้เราต่อยอดเมืองที่เรียกว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ผ่านการเสนอเข้ารับเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ของโลก หรือ Learning City  รางวัลต่างๆ เป็นตัวชี้วัดในการพัฒนาท้องถิ่นหรือเป็นเข็มทิศในการพัฒนาเมืองของเรา ผ่านมิติของการทำการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวที่สำคัญคือการทำท่องเที่ยวแบบยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นในสุโขทัย เกิดขึ้นจากแรงบันดาลไทย หรือแรงบันดาลใจของความเป็นคนสุโขทัย พร้อมยินดีต้อนรับในฐานะเป็นเจ้าบ้านที่ดี






นางวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ( ช.ส.ท. ) กล่าวว่า  หน้าที่ของสื่อมวลชนคือการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สิ่งที่ดีงามต่าง ๆ ออกไปให้เป็นที่รู้จัก พี่น้องคนไทยเองรวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วโลก เราภูมิใจกับผืนแผ่นดินไทยทุกที่ โดยเฉพาะวันนี้เรามาที่จังหวัดสุโขทัยและกำแพงเพชร เพื่อที่จะประกาศให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงศักยภาพของที่นี่ 

โดยนำคณะกรรมการบริหารชมรม ฯ สมาชิกสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยววัยเก๋า เดินทางร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัด ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชุมชน และธรรมชาติ”






ตลอดเส้นทางการเดินทาง คณะสื่อมวลชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร อุทยานแหล่งมรดกโลกอันทรงคุณค่า ชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตลาดท้องถิ่น อาหารพื้นเมือง และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่ยังคงเอกลักษณ์ของชาวสุโขทัยและกำแพงเพชรไว้อย่างงดงาม พร้อมร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยผ่านสื่อแขนงต่างๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยในช่วง Green Season

กิจกรรมในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ในการผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลังอีกด้วย