14 มีนาคม 2569

งานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 50 (DST Annual Meeting 2026)

 

งานประชุมใหญสามัญประจำปี ครั้งที่ 50 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย DST แพทย์ผิวหนังทั้วประเทศเข้าร่วมฟังร่วมงานทั้งหมด 1500 ท่าน ณ. โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ 


𝟓𝟎𝐭𝐡 𝐃𝐒𝐓 𝐀𝐧𝐧𝐮𝐚𝐥 𝐌𝐞𝐞𝐭𝐢𝐧𝐠 𝟐𝟎𝟐𝟔
เปิดฉากวันแรกอย่างงดงาม กับงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย งานประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีใหม่ด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine (ผม เล็บ ผิวพรรณ) จากผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับมาตรฐานการดูแลคนไข้และผู้ป่วย



ในงานครั้งนี้ ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ประจำศูนย์ศัลยกรรมความงามและเลเซอร์ผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท1 ให้ความรู้บรรยายเรื่องปัญหา ผมร่วง ผมบาง สุขภาพหนังศรีษะ ครบวงจร

ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569
Bangkok Convention Centre, Centara Grand at CentralWorld, 22nd Floor 

เริ่มแล้ว เทศกาลใหญ่รับฤดูร้อน Amazing Big Holiday 2026 ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค

เปิดมุมพักผ่อนใหม่ สวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”

14 มีนาคม 2569 --- นางสาวกัลยา บุญแดง ผู้อำนวยการเขตคันนายาว เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาล Amazing Big Holiday 2026 และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” โดยมี ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ และผู้บริหารสยามอะเมซิ่งพาร์คให้การต้อนรับ

เช็คอินที่เดียว เที่ยวคุ้ม รวมสวนน้ำและสวนสนุก  ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค พักผ่อนคลายร้อนในสวนน้ำกว้างขวาง สไลเดอร์หลากหลายเหมาะสำหรับทุกวัย และ ทะเลเทียมใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส เอาใจคนรักการผจญภัย ในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นมาตรฐานสากล ห้ามพลาด รถไฟเหาะ 2 ตัวท็อป Vortex กับ Boomerang เครื่องเล่นสำหรับครอบครัวยอดฮิต Log Flume นั่งเรือล่องไปตามสายน้ำ มีเครื่องเล่นหลายสไตล์อีกเพียบ รอให้ทุกคนมาสนุกด้วยกันตลอดซัมเมอร์นี้ แวะเก็บภาพมุมสวยๆ ไม่ซ้ำใครในบางกอกเวิลด์ เหมือนได้ย้อนยุคไปในวันวานที่เมืองบางกอกสวยคลาสสิกที่สุด



พิเศษสุดรับซัมเมอร์นี้ สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ให้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์กับสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ ชมวิวทะเล-กรุงเทพฯ จากมุมสูงกันได้เต็มตา ได้ภาพประทับใจไม่ซ้ำใครกลับบ้านกันไปแน่นอน

พบกับกิจกรรมไฮไลท์เฉพาะซัมเมอร์ ที่สยามอะเมซิ่งพาร์คที่เดียว Aqua Cardio Boxing ออกกำลังกายกลางทะเล-กรุงเทพฯ ที่ผสมผสานมวยไทยเข้ากับจังหวะเพลง, โชว์พิเศษจากเหล่ามาสคอตสุดน่ารัก นำทีมโดย น้องไซ กับ พี่แอม พร้อมเพื่อนรักทั้ง 5, ดนตรียามเย็นสร้างความครื้นเครงในสวนสนุก ห้ามพลาดฉลองปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ 





เทศกาล Amazing Big Holiday 2026 เริ่มแล้ววันนี้  – 4 พฤษภาคม 2569 โปรโมชั่นบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นเพียง 270 บาท จากปกติ 1,000 บาท เที่ยวทั้งวัน รวมผ่านประตู, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นในสวนสนุก คุ้มที่สุดต้องซื้อล่วงหน้าที่ ticket.siamamazingpark.com สำหรับเด็กซื้อหน้าเคาน์เตอร์ ราคาเพียง 200 บาท (สูง 101-130 ซม. ), เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม., อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ ผู้พิการ เข้าใช้บริการฟรีได้ทุกวัน




เที่ยวสุดฟินแล้วยังได้ร่วมชิงโชค ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ Vespa, voucher ที่พักพร้อมอาหาร อมรพันธ์วิลล่า ระยอง, voucher ที่พักโรงแรม Lullaby The Sea Hua Hin รวม 21 รางวัล มูลค่า 238,725 บาท ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.siamamazingpark.com

สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. (สวนน้ำเปิดถึง 17.00 น.)เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้ามหานครสายสีชมพู สถานีนพรัตน์ ต่อรถสาธารณะมาอีกเพียง 1.5 กม. เท่านั้น และ มีที่จอดรถยนต์ในร่มกว่า 1,000 คัน

สอบถามเพิ่มเติม Line @siamamazingpark หรือ โทร. 02 1054294

ภาพสวนน้ำ สวนสนุก บางกอกเวิลด์ และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”

13 มีนาคม 2569

ช่อง 7HD รวมพลังบริจาคโลหิต

“ภูมิ-ไต้ฝุ่น-ศรสวรรค์” ชวนรณรงค์โครงการ “ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ช่อง 7HD จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย โดยมีผู้บริหาร นักแสดง ผู้ประกาศข่าวและพนักงาน ร่วมส่งต่อการให้ “ภูมิ เกียรติภูมิ -ไต้ฝุ่น ตากเพชร” และ “อาย-ศรสวรรค์” ขอเป็นกระบอกเสียง เชิญชวนคนไทยสุขภาพดีร่วมบริจาค ภายใต้โครงการ “Give Blood Now - ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”


เพราะ “การให้” คือพลังที่ยิ่งใหญ่ ช่อง 7HD เดินหน้าจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สนับสนุนหน่วยรับบริจาคโลหิตเคลื่อนที่มายาวนานกว่า 8 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เปิดศูนย์รับบริจาคภายในสถานีฯ โดยมีผู้บริหาร นักแสดง ผู้ประกาศข่าว และพนักงาน ร่วมบริจาคกันอย่างคึกคักพร้อมกันนี้ 2 นักแสดงหนุ่มช่อง 7HD ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ ที่กำลังมีผลงานละครเรื่อง บ้านนางรำ และผู้ประกาศข่าวหนุ่มจากรายการ สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์ รวมถึง ไต้ฝุ่น-ตากเพชร เลขาวิจิตร นักแสดงหนุ่มฮอต พร้อมด้วย อาย-ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร ผู้ประกาศข่าวคนดังจากรายการ สนามข่าวกีฬา และ สะเก็ดข่าว และยังมี จุกบี้-พรเทพ แก้วทรัพย์ศักดิ์ หนึ่งในพิธีกรอารมณ์ดีรายการ เกษตรสุข ร่วมบริจาคอีกด้วย พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิต ผ่านโครงการ “Give Blood Now – ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
โดย “ภูมิ-เกียรติภูมิ” เผยว่า “สำหรับครั้งนี้รู้สึกดีมากเลยครับ เพราะเป็นครั้งแรกของภูมิที่ได้มีโอกาสร่วมบริจาคเลยครับนับเป็นการร่วมทำบุญได้ด้วยตัวเราเอง อยากเชิญชวนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง อย่ากลัวเจ็บนะครับเหมือนมดกัด และเป็นความเจ็บที่สวยงามเพราะเราได้เป็นผู้ให้ ขอเชิญชวนทุก ๆ คนรวมถึง Gen Z มาร่วมกันบริจาคโลหิตกันเยอะ ๆ นะครับ”


ด้าน “ไต้ฝุ่น-ตากเพชร” กล่าวเสริมว่า “สำหรับผมตั้งใจไว้เสมอ ว่าจะพยายามบริจาคอย่างน้อยให้ได้ปีละ 1 ครั้งต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้วครับ พยายามดูแลสุขภาพตัวเอง แม้จะทำงานหนัก แต่เมื่อเรารู้ตัวว่าเราจะไปบริจาคเลือด จะเตรียมตัวดูแลสุขภาพให้พร้อมตามเกณฑ์เลยครับนอนพักผ่อน ทานอาหาร และผมยิ่งรู้สึกดียิ่งขึ้นในทุกครั้งที่เราได้รับข้อความว่าเลือดของคุณสามารถช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้ เพราะเลือดของเราสามารถช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้จริง ๆ ให้เลือด ให้ได้ ให้เลยครับรู้สึกอบอุ่นภูมิใจมากครับ
ด้าน “ศรสวรรค์” เปิดใจว่า “ในทุกครั้งที่ช่อง 7HD ประกาศเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิต เราจะดูแลสุขภาพให้ดีเตรียมพร้อมมาร่วมบริจาคโลหิตด้วยเสมอ เป็นอีกครั้งที่รู้สึกดีมาก ๆ สามารถร่วมบริจาคได้ที่บริษัทเลย ขอบคุณช่อง 7HD ที่มีกิจกรรมดี ๆ นี้


ซึ่งการบริจาคโลหิตนอกจากเป็นผู้ให้ต่อชีวิตผู้ป่วยด้วยแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นด้วย ไม่อยากให้ลังเลที่จะบริจาคโลหิต ถ้าเราสุขภาพพร้อม อายุ น้ำหนักพร้อม บริจาคได้ทันที การให้เลือดคือการส่งต่อโอกาส ให้เลือด 1 ถุง ช่วยได้มากกว่า 3 ชีวิตเลยทีเดียว มาร่วมทำเรื่องดี ๆ เพื่อเพื่อนมนุษย์กันนะคะ”

ซึ่งในปีนี้ทาง สภากาชาดไทยฯ ได้มีของที่ระลึกสำหรับผู้ที่บริจาคครบ 3 ครั้ง และผู้บริจาคโลหิตที่อายุมากกว่า 65 ปี บริจาคโลหิตครบ 2 ครั้งในปี 2569 รับทันที เสื้อยืด Give Blood Now ลายเส้น Cyrano Design (ไซราโน ดีไซน์) เป็นที่ระลึก ติดตามรายละเอียดหรือสามารถร่วมบริจาคโลหิต ได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ




สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD
ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์ www.ch7.com

12 มีนาคม 2569

“COMMART GAMEFORCE 2026” มหกรรมไอทีต้นปี ’69 กระแสแรง กวาดยอดขายตามเป้า

บมจ.เออาร์ไอพี ผู้จัดงาน “COMMART GAMEFORCE ” มหกรรมสินค้าไอทีต้นปี 2569 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นักช้อปเนืองแน่น ตลอด 4 วัน ระหว่างวันที่ 5-8 มีนาคม  2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค และสินค้าที่ขายดีประกอบด้วย Laptop / โน้ตบุ๊ก  และ คอมพิวเตอร์ประกอบ (ComSet / DIY) ตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ให้ความสนใจงานคอมมาร์ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าจัดงานคอมมาร์ต กลางปีต่อไป วันที่ 2-5 กรกฎาคม 2569  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคที่เดิม    

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งาน “COMMART GAMEFORCE” ไม่เพียงเป็นมหกรรมแสดงสินค้าไอทีเท่านั้น แต่ยังเป็น “ดัชนีชี้วัด” สำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของกำลังซื้อในกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีของผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI PC อย่างเต็มรูปแบบ จึงกระตุ้นให้เกิดรอบการอัปเกรดคอมพิวเตอร์ครั้งใหม่ ทั้งนี้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการลงทุนในอุปกรณ์ไอทีคุณภาพสูงมากขึ้น และมักรอจังหวะการซื้อในช่วงที่มีโปรโมชั่นคุ้มค่า




โดยภายในงานพบว่ากลุ่มสินค้า Com Set / DIY และ Gaming Gear ได้รับแรงหนุนสำคัญจากการเปิดตัวการ์ดจอซีรีส์ใหม่ล่าสุด GeForce RTX™ 50 Series ที่เหล่าเกมเมอร์ทั่วโลกต่างตั้งตารอ

ขณะเดียวกัน งาน Commart ยังก้าวสู่การเป็นคอมมูนิตี้เกมเมอร์ ด้วยกิจกรรมทดลองเล่นเกมระดับโลกบนเครื่องที่สเปกแรงที่สุด เช่น Resident Evil Requiem พร้อมกันนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการขายภายในงาน อาทิ Commart on Top, Commart วัดดวง และ Commart Big Bonus ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าชมงานตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดจุดรับทิ้ง E-Waste เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเหมาะสม สะท้อนถึงความใส่ใจของผู้จัดงานที่มุ่งสร้างประสบการณ์ (Experience) ที่ดีให้กับผู้เข้าชมงาน ควบคู่กับการสนับสนุนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยสินค้าขายดียังเป็น Laptop โน้ตบุ๊ก 49%, คอมพิวเตอร์ประกอบ (Com Set DIY) 20%, สมาร์ทโฟน 13%, Gaming Gear (อุปกรณ์เสริมสำหรับเกม) 10% และ GPU การ์ดจอ 8% และในส่วนของแบรนด์สินค้าที่ขายดีในงาน ได้แก่ Acer / AMD / Apple / Asus / Galax / Gigabyte / Hp / Intel / Lenovo และ MSI 



 ร้านค้าปลีกที่ขายดี ได้แก่  Banana / IT CITY / JIB / Speed และ SPVi  โอกาสนี้ในฐานะผู้จัดงานขอบคุณทุกฝ่ายที่เป็นส่วนหนึ่งในพลังที่ทำให้งาน  “COMMART GAMEFORCE” ประสบความสำเร็จ 

เพื่อเป็นการขอบคุณทางผู้จัดงานได้จับรางวัลในกิจกรรม Commart Bonus สิทธิ์ในการลุ้นรางวัล Gadget เก๋ๆ ซึ่งมีการจับสลากผู้โชคดีแบบรายวันไปเรียบร้อยแล้ว สามารถติดตามผลรางวัลได้ที่ www.commartThailand.com, www.facebook/commartThailand

สมาคมอสังหาฯ ยกระดับผู้นำอุตสาหกรรม หนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทย

สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารในอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้น ภาวะดอกเบี้ยและการเข้าถึงแหล่งทุนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเปิด 2 หลักสูตรสำคัญ ได้แก่ RAPTOR รุ่นที่ 2 – AI Edition และ REAL Hotel รุ่นที่ 3 ซึ่งเริ่มอบรมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ 


นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง การเงินการท่องเที่ยว และการจ้างงานจำนวนมาก การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการจึงไม่เพียงส่งผลต่อธุรกิจรายบริษัท แต่ยังมีผลต่อความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวม

“ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ผู้บริหารต้องมีความเข้าใจเชิงลึกทั้งด้านกลไกตลาด การเงิน เทคโนโลยี และทิศทางการพัฒนาเมือง เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม” นายพรนริศกล่าว

หลักสูตร RAPTOR (Real Asset Program for Technological Optimization and Residential Development)รุ่นที่ 2 ถูกออกแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้บริหารและเจ้าของกิจการที่ต้องการยกระดับการบริหารจัดการในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและอาคารสำนักงาน การบริหารที่ดิน การจัดโครงสร้างเงินทุน ตลาดทุน ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI, Data และ Automation ในกระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจ พร้อมวิเคราะห์ภาพรวมตลาดในระดับเมือง ภูมิภาค และแนวโน้มการใช้ประโยชน์พื้นที่ในยุค Hybrid Work



นายวรยุทธ กิตติอุดม อุปนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ผู้ดูแลหลักสูตร RAPTOR กล่าวว่า การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันเป็นการแข่งขันด้านประสิทธิภาพและข้อมูล ผู้ประกอบการต้องสามารถวิเคราะห์ความต้องการตลาดได้แม่นยำ บริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ AI และ Data จะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของผู้พัฒนาโครงการในอนาคต การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก พร้อมย้ำว่าการสร้างเครือข่ายผู้นำรุ่นใหม่จะช่วยยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หลักสูตร REAL Hotel รุ่นที่ 3 ภายใต้การดูแลของ ดร.วรพจน์ กันติพิพัฒน์ มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจโรงแรม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ และ Hospitality ที่กำลังเติบโตตามภาคการท่องเที่ยว โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การบริหารจัดการ การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน หลักสูตรรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ 16 ท่าน จากองค์กรชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง พร้อมจัดการเรียนรู้ในสถานประกอบการจริง เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจทั้งมิติการลงทุนและการดำเนินงาน

ดร.วรพจน์ กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมต้องเข้าใจทั้งมิติการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการบริหาร Hospitality ควบคู่กัน การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงจะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสและความท้าทายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเปิดหลักสูตร ได้รับเกียรติจากผู้บริหารภาครัฐและเอกชนร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรม อาทิ นายไพสิฐ แก่นจันทน์ ประธาน บริษัท แมกโนเลีย ไฟน์เนสท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนางสาวนัทรียาทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการท่องเที่ยว และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารในแวดวงโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เข้าร่วมอบรม อาทิ มาริสา สุโกศล ผู้บริหารโรงแรมสุโกศล และนายกสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าผู้ประกอบการแม้มีประสบการณ์ยาวนาน ก็ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การเปิดหลักสูตรทั้งสองจึงสะท้อนบทบาทของสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยในการทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนการพัฒนาทุนมนุษย์ของอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

11 มีนาคม 2569

S2O” (เอสทูโอ) เทศกาลดนตรีสงกรานต์สัญชาติไทยที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติ


S2O” (เอสทูโอ) เทศกาลดนตรีสงกรานต์สัญชาติไทยที่สร้างชื่อในระดับนานาชาติ กลับมาอีกครั้งแบบสุดปังภายใต้ชื่อ “Singha Life presents S2O Songkran Music Festival” เดินหน้าสู่ปี 2569 ด้วยการยกระดับครั้งสำคัญ ทั้งการเปิดพื้นที่จัดงานใหม่ภายใต้ชื่อ “S2O LAND” บนถนนรัชดาภิเษก การเปิดตัวพันธมิตรระดับประเทศและระดับโลกเพื่อต่อยอดประสบการณ์แบบรอบด้าน และการเดบิวต์ “K2O” (เคทูโอ) เทศกาลสงกรานต์ดนตรีเกาหลีครั้งแรกของประเทศไทย สะท้อนทิศทางการเติบโตของแบรนด์จากเทศกาลดนตรีไอคอนิก สู่แพลตฟอร์มความบันเทิงและประสบการณ์ที่มีศักยภาพระดับโลก

ปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของ S2O โดยหัวใจของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการเข้ามาของ Singha Life (สิงห์ไลฟ์) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของงานในปีที่ 11 สะท้อนความเชื่อมั่นของแบรนด์ไทยชั้นนำที่มีต่อศักยภาพของ S2O และตอกย้ำการเติบโตของเทศกาลในฐานะแพลตฟอร์มความบันเทิงที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ ที่เชื่อมโยงแบรนด์ไทยกับผู้บริโภคทั้งในประเทศและทั่วโลก ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Dewars’ Club, Crocs และ Amazing Thailand เพื่อร่วมสร้าง ecosystem ของเทศกาลให้ครบวงจร ในด้านไลฟ์สไตล์ แฟชั่น การท่องเที่ยว และประสบการณ์ภายในงาน ช่วยเพิ่มความหลากหลายของงาน และเข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม

การปักหมุด ณ “S2O LAND” (เอสทูโอแลนด์) พื้นที่จัดงานแห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านรัชดาภิเษก ยังเป็นก้าวสำคัญที่ตอบโจทย์ทั้งขนาดพื้นที่ ความยืดหยุ่นในการออกแบบประสบการณ์ และความสะดวกในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะอย่าง MRT ช่วยยกระดับงานจากเทศกาลดนตรีประจำปี สู่การเป็นจุดหมายปลายทางแห่งเฟสติวัล (festival destination) ที่รองรับการเติบโตในระยะยาว

คุณวู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้งเทศกาลดนตรี S2O กล่าวว่า “ปี 2569 เป็นปีที่ S2O มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งเรื่องสถานที่ใหม่ที่ใหญ่ขึ้น อยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกมากขึ้น และการลงทุนอย่างจริงจังเพื่อทำให้ S2O LAND กลายเป็นสถานที่เฉลิมฉลองสงกรานต์ที่เต็มประสบการณ์ที่สุดสำหรับผู้ชม เราตั้งใจยกระดับทุกองค์ประกอบของงานให้สนุก มัน และน่าจดจำยิ่งกว่าเดิม รวมถึงเรายังได้ยังประกาศความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก โดยมี Singha Life เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักใหม่ในปีที่ 11 ของเทศกาล ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกพลังระหว่างแบรนด์ไทยชั้นนำกับเทศกาลไทยที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ขยายไปสู่การร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้ร่วมงาน และการผลักดันภาพลักษณ์ของแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศร่วมกัน”

นอกจากนั้น ในปีนี้ S2O ยังเดินหน้าสร้างความแข็งแรงของแบรนด์ผ่านไลน์อัปศิลปินระดับโลกที่ตอกย้ำสถานะของเทศกาลในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นไฮไลต์อย่าง Alan Walker b2b Steve Aoki ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก รวมถึงการกลับมาของศิลปินระดับแถวหน้าของวงการ EDM อย่าง Kygo ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของผู้จัดในการรักษามาตรฐานโปรดักชัน การคัดเลือกศิลปิน และการส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟน S2O อย่างจัดเต็ม โดยไฮไลต์โต๊ะแพงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ ราคา 1,500,000 บาทต่อวัน

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของปีนี้คือการเปิดตัว “K2O Songkran Music Festival” ภายใต้จักรวาล S2O ซึ่งถือเป็นการแตกแบรนด์ครั้งแรกเพื่อขยายฐานผู้ชมไปยังกลุ่มแฟน K-content และ K-Pop ที่เติบโตต่อเนื่องในประเทศไทยและภูมิภาค โดย K2O จะนำเสนอประสบการณ์สงกรานต์ในแบบที่ยังคง DNA ของ S2O ทั้งความเปียก ความสนุก ความอลังการ และความเป็นไทย แต่ผสานเข้ากับพลังของโชว์สไตล์เกาหลี เพื่อสร้างเทศกาลใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยในเชิงกลยุทธ์ บริษัทมองว่า S2O และ K2O จะช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอซึ่งกันและกันมากกว่าการแข่งขันกันเอง โดย S2O จะยังคงจับกลุ่มผู้ชมหลักที่มองหาประสบการณ์มิวสิคเฟสติวัลระดับพรีเมียม เต็มไปด้วยพลัง ความมัน และบรรยากาศการเฉลิมฉลองในช่วงสงกรานต์ ขณะที่ K2O จะเปิดรับฐานผู้ชมรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และแฟนวัฒนธรรมเกาหลีที่มองหาประสบการณ์สดใหม่และเข้าถึงง่ายขึ้นในอีกมู้ดหนึ่งของแบรนด์  ไฮไลต์ K2O คือไลน์อัพการแสดงจากศิลปินแถวหน้าของวงการ ได้แก่ RIIZE, KISS OF LIFE, LNGSHOT, FIFTY FIFTY และศิลปิน T-POP ชาวไทยอย่าง DAOU ที่มาพร้อม Special Guest OFFROAD มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีเดียวกัน

คุณปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวว่า “การเปิดตัว K2O สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการขยายฐานแฟนและต่อยอดจักรวาลของแบรนด์อย่างมีทิศทาง เรามองเห็นศักยภาพของตลาด K-content และ K-Pop ในไทยซึ่งแข็งแรงมาก และเชื่อว่าการนำเสนอในคอนเซ็ปต์สงกรานต์แบบ S2O จะทำให้ K2O เป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างและน่าตื่นเต้นสำหรับตลาด”

สำหรับทิศทางระยะยาว บริษัทระบุว่าจะเดินหน้าขยายแบรนด์อย่างมั่นคง โดย K2O จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการต่อยอดรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน ก่อนพิจารณาความเป็นไปได้ของแบรนด์หรือเทศกาลในแนวดนตรีอื่น ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น POP, ROCK หรือ T-POP ตามโอกาสและความต้องการของตลาด รวมถึงแผนการยกระดับ S2O สู่การเป็นแบรนด์ไทยที่ส่งออกสู่ต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด S2O Australia ที่เมือง Brisbane ถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของแบรนด์ในการขยายสู่ตลาดนานาชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงใช้ “สงกรานต์ไทย” เป็นจุดขายหลักในการสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลก เชื่อมโยงเทศกาลดนตรีเข้ากับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมร่วมสมัย

คุณวู้ดดี้กล่าวปิดท้ายว่า “สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ของคนที่มางาน ทุกคนที่มาร่วม S2O จะสัมผัสได้ถึงไวบ์และความสนุกที่แตกต่างจริง ๆ เราไม่ลดคุณภาพทั้งเรื่องโชว์ โปรดักชัน ศิลปิน การบริหารจัดการ ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เพราะเราต้องการให้ผู้ร่วมงานรู้สึกคุ้มค่าและมีความสุขที่สุด และสิ่งนี้เองที่ทำให้ S2O มีโอกาสเติบโตในต่างประเทศ คือความเป็นเอกลักษณ์ของสงกรานต์ไทยที่ทั้งสนุก และไม่เหมือนใคร เราอยากให้คนทั่วโลกได้รู้จักบรรยากาศแบบไทย และหวังว่าประสบการณ์จาก S2O ในต่างประเทศจะพาให้ผู้คนอยากกลับมาเที่ยวประเทศไทย เพื่อสัมผัสต้นฉบับของความสนุกนี้ด้วยตัวเอง ”

“Singha Life presents S2O Songkran Music Festival” จะจัดขึ้นในวันที่ 11-13 เมษายน 2569 ต่อด้วย “K2O Songkran Music Festival” ในวันที่ 14 เมษายน 2569 ณ S2O LAND ถนนรัชดาภิเษก นี้

จำหน่ายบัตรแล้ววันนี้บนเว็บไซต์ Eventpop และสำหรับใครที่ต้องการความเหนือระดับ
สามารถสอบถามข้อมูลแพ็คเกจ VVIP ได้ทาง LINE Official @S2OVVIP
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.s2ofestival.com

 

รพ.พญาไท 2 เปิด “Advanced Holistic Respiratory Care Center”

รวมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญยกระดับการดูแลปอดแบบ Precision Care ท่ามกลางวิกฤต PM2.5 และโรคทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น

กรุงเทพฯ – ปัญหามลภาวะทางอากาศ โดยเฉพาะ PM2.5 รวมถึงผลกระทบจาก Long COVID และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง กำลังกลายเป็นความท้าทายด้านสุขภาพสำคัญของคนไทยในปัจจุบัน โรงพยาบาลพญาไท 2 จึงเปิดตัว Advanced Holistic Respiratory Care Center ศูนย์ดูแลระบบทางเดินหายใจแบบองค์รวม ที่นำแนวคิด Precision Care และ Value-based Health Care มาใช้ในการดูแลผู้ป่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพปอดของประเทศไทย

ศูนย์แห่งนี้ถูกพัฒนาให้เป็น Signature Center ด้านโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ ที่ผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเกิด ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีที่สุดในระยะยาว

PM2.5 และ Long COVID ทำให้โรคปอดเพิ่มขึ้น แพทย์เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเตือน ข้อมูลด้านสาธารณสุขระบุว่า มะเร็งปอดยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดชนิดหนึ่งในคนไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 17,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยกว่า 14,000 รายต่อปี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจาก มลพิษทางอากาศ การสูบบุหรี่ และผลกระทบหลังติดเชื้อ COVID-19 ทำให้โรคระบบทางเดินหายใจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอดแนะนำว่า อาการต่อไปนี้อาจเป็น สัญญาณเตือนของโรคปอด ที่ไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ไอเรื้อรังเกิน 8 สัปดาห์ เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก นอนกรน หรือหลับไม่สนิท สมรรถภาพการออกกำลังกายลดลงการเข้ารับการตรวจประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถช่วยให้ค้นพบโรคได้เร็ว และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดีมากขึ้นรวมทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคปอดระดับแนวหน้าดูแลแบบองค์รวมศูนย์ Advanced Holistic Respiratory Care Center นำโดย นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์กลุ่ม PMC และผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 ร่วมกับ นพ.ปุณพงศ์ หาญศิริพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ดูแลระบบทางเดินหายใจแบบองค์รวม ผู้ชำนาญการด้านโรคปอดและโรคทางเดินหายใจซับซ้อน และ รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดผ่านกล้อง พร้อมทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ อายุรแพทย์โรคปอด ศัลยแพทย์ทรวงอก วิสัญญีแพทย์ นักกายภาพบำบัด และพยาบาลเฉพาะทาง ที่ทำงานร่วมกันแบบ Integrated Multidisciplinary Care

นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ กล่าวว่า “การดูแลโรคระบบทางเดินหายใจในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือของทีมแพทย์หลายสาขา เราจึงพัฒนาศูนย์นี้ให้เป็นระบบการดูแลแบบองค์รวม ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การคัดกรอง การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

Personalized One Day Plan ตรวจครบจบในหนึ่งวันหนึ่งในจุดเด่นของศูนย์คือ Personalized One Day Plan ที่ออกแบบกระบวนการดูแลแบบครบวงจรภายในหนึ่งวันตั้งแต่ การตรวจคัดกรอง การวินิจฉัยโรค พบแพทย์ผู้ชำนาญการ การประเมินความเสี่ยง การวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

นพ.ปุณพงศ์ หาญศิริพันธุ์ กล่าวว่า “หลายคนมักมองข้ามอาการไอเรื้อรังหรือเหนื่อยง่าย ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณของโรคปอด การประเมินสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างแม่นยำ”

เทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มโอกาสรักษาและฟื้นตัวเร็ว

ศูนย์ฯ ให้บริการดูแลสุขภาพระบบทางเดินหายใจครบวงจร ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ คือ Screening – Diagnosis – Treatment – Rehabilitation โดยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ใช้ในการดูแลผู้ป่วย ได้แก่ Low Dose CT Scan ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด, Bronchoscopy การส่องกล้องตรวจหลอดลม, Pulmonary Function Test การตรวจสมรรถภาพปอด, CPET และ VO₂ Max การประเมินสมรรถภาพหัวใจและปอด, VATS (Video-Assisted Thoracoscopic Surgery) การผ่าตัดทรวงอกผ่านกล้องแผลเล็ก

รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย กล่าวว่า “เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งนี้แนวทางการรักษาจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย” Lung Fit Program โปรแกรมดูแลปอดสำหรับคนยุคมลพิษ


นอกจากนี้ ศูนย์ฯ ยังพัฒนา Lung Fit Program สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีอาการไอเรื้อรัง ผู้ที่เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่ม ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่ ผู้ที่สัมผัสมลภาวะเป็นประจำ ผู้ที่เคยติดเชื้อ COVID-19 หรือมีภาวะ Long COVID ผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องการประเมินสมรรถภาพก่อนออกกำลังกายหรือก่อนผ่าตัด โปรแกรมดังกล่าวออกแบบตามหลัก Precision Care เพื่อให้การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลมุ่งสู่ Healthcare Authority ด้านโรคปอดของประเทศไทย 

Advanced Holistic Respiratory Care Center พร้อมยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพปอดของประเทศไทย ด้วยการผสาน องค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการดูแลแบบองค์รวม
เพื่อให้ผู้รับบริการมีสุขภาพปอดที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว สอดคล้องกับพันธกิจของเครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ในการเป็น “Partner for Life – พันธมิตรด้านสุขภาพที่อยู่เคียงข้างคนไทยในทุกช่วงชีวิต”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือทำนัดหมาย
โรงพยาบาลพญาไท 2 โทร. 1772

‘อมตะ’ กางโรดแมปปี 69 ตั้งเป้าขายที่ดิน 2,800 ไร่ใน 3 ประเทศ

ทรานส์ฟอร์มสู่ ‘Industrial City’ รับดีมานด์ใหม่ - เมกะเทรนด์ทุนโลกไหลสู่อาเซียน

“อมตะ” ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ พร้อมกางโรดแมปธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” รองรับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่าจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว

 ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรมกล่าว

สำหรับกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่

• Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ

• Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

• Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจ็กต์ 

สำหรับแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย 1.ไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 2.เวียดนาม 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล และ             3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม


ทั้งนี้ อมตะยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%

อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500

‘ศิริราช-ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก’

ร่วมจัดโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 

โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังครั้งยิ่งใหญ่ จัดแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ภารกิจผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา และเปลี่ยน

ข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อ ช่วยเหลือผู้สูงอายุด้อยโอกาส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ให้สามารถเข้าถึงการรักษาถวายเป็นพระราชกุศล 


เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานแถลงข่าวโครงการ “93 ดวงตา  93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ครั้งแรกของการผนึกกำลังของ 2 ภาควิชาคือ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด และภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม และโรคต้อกระจก ให้ได้รับโอกาสการรักษาด้วยนวัตกรรมขั้นสูงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

โดยมี ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการ, รศ. พญ. กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา และประธานร่วมโครงการฯ พร้อมด้วย ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, รศ.นพ.นริศ กิจณรงค์ รองหัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา, นพ.นิมิตร ทองพูลสวัสดิ์  รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก, นพ.ตะวัน อินทิยนราวุธ รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนา-ภิเษก และพญ.มนัสวี จรดล รองผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เข้าร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

ศ. นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ทุกชีวิตของราษฎรมีความหมายใต้ร่มพระบารมี พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงห่วงใยปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิดเสมอมา โดยเฉพาะปัญหาด้านสุขภาพอนามัยตามพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรงตระหนักว่า การมีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์จะนำไปสู่สุขภาพจิตที่ดี และสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ พระองค์จึงได้พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก ทั้งยังทรงสนับสนุนโครงการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยยากไร้ ทรงไม่ทอดทิ้งและรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

“คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มุ่งมั่นสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสุขภาพของราษฎร โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางผู้สูงอายุที่ประสบภาวะข้อเสื่อมและต้อกระจก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการใช้ชีวิตอย่างมาก จึงสร้างต้นแบบความร่วมมือการบูรณาการความเชี่ยวชาญ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เพื่อระดมสรรพกำลังทั้งด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ทันสมัย เทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมชั้นสูง และทีมสหวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ มามอบโอกาสในการรักษาให้แก่ประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถกลับมาเคลื่อนไหวและมองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง" ศ. นพ. อภิชาติ กล่าว

ด้าน ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะประธานโครงการฯ เผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สอดคล้องกับข้อมูลสถิติผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีประมาณ 12 ล้านคน และกว่าร้อยละ 70 พบว่ามีปัญหาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกเสื่อม ไม่ใช่เพียงปัญหาทางกายภาพ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมาก “รอคอย” และยังเข้าไม่ถึงการรักษา ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ฯ จึงดำเนินโครงการ 72 ข้อเทียม เทิดพระเกียรติวโรกาส 72 พรรษา ทศมราชา ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพก ให้ผู้ป่วย 72 ข้อเทียม ในปี 2567-2568 และประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ในปีนี้เราจึงรวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สานต่อภารกิจผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า – ข้อสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด จำนวน 93 ข้อเทียม พร้อมด้วยผ่าตัดต้อกระจก 93 ดวงตา โดยภาควิชาจักษุวิทยา เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเข้าถึงการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  

ศ.นพ.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผมและทีมออร์โธปิดิกส์โครงการนี้ คือการ “มอบโอกาส” ให้กับประชาชนที่กำลังรอคอย และมีความหวังที่จะลุกขึ้นยืนได้ด้วยตนเองและสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคง โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมในโครงการนี้ เป็นการผ่าตัดที่จำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญจากทีมสหสาขาในการดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจวินิจฉัย ประสบการณ์ในการผ่าตัด ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อรักษาผู้ป่วยข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมที่เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุด ลดการบาดเจ็บ และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้รวดเร็วขึ้น โดยผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติตามที่โครงการฯ ระบุ และผ่านการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว จะได้รับการผ่าตัดในมาตรฐานการรักษาระดับสากล ที่โรงพยาบาลศิริราช และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ซึ่งมีความพร้อมของหน่วยศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ ทั้งทางด้านบุคลากรและเทคโนโลยีการดูแลผู้ป่วย” ศ.นพ.กีรติ ในฐานะประธานโครงการฯ กล่าว

ขณะที่ รศ.พญ.กนกรัตน์ พรพาณิชย์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา ในฐานะประธานร่วมของโครงการฯ กล่าวว่า จากสถิติโรคทางจักษุพบว่า โรคต้อกระจกยังคงเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตาบอดและสายตาเลือนรางในผู้สูงอายุไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย อาจนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพทางการเห็นอย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อทั้งสภาพจิตใจของผู้ป่วยและภาระของครอบครัว ภาควิชาจักษุวิทยา เล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงมีกิจกรรมผ่าตัดต้อกระจกฟรีที่โรงพยาบาล

ศิริราชอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการผ่าน "โครงการผ่าตัดต้อกระจกเฉลิมพระเกียรติฯ" ของศิริราชมูลนิธิ และจัดให้มีโครงการออกหน่วยลงพื้นที่ต่างจังหวัดในพื้นที่มีจักษุแพทย์ไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วย ปีละ 1 ครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ให้ผู้ป่วยต้อกระจกที่มีระยะเวลารอคอยการผ่าตัดนาน ให้ได้รับการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้น โดยในปี 2569 จะมีการออกหน่วยที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 

และความพิเศษของปีนี้คือการเข้าร่วม “โครงการ 93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เราได้ระดมทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีเลนส์แก้วตาเทียมที่มีประสิทธิภาพสูง และทีมสหวิชาชีพที่มีความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย การเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด โดยเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การรักษาโรค แต่เป้าหมายสำคัญคือการ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดวันผ่าตัดใหญ่ร่วมกันในวันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวฯ ยังมีการให้ข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความพร้อมของโครงการฯ 

ทั้งด้านจักษุวิทยาโดย รศ. นพ. นริศ กิจณรงค์ รวมถึงความพร้อมด้านสถานที่และทีมสหวิชาชีพโดย ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช, รศ.นพ.ธีระ กลลดาเรืองไกร ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก นอกจากนี้ ยังมีการแสดงสาธิตผ่าตัดเสมือนจริงด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด 

คุณสมบัติผู้สมัครผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม เข้าร่วมโครงการ “93 ดวงตา 93 ข้อเทียม รวมพลังคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล น้อมถวายพระราชกุศลแด่ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 

1. ผู้ป่วยโรคต้อกระจก, โรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม จะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก 

2. สำหรับผู้ป่วยโรคต้อกระจก ต้องมีสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง), สิทธิเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง สิทธิรัฐวิสาหกิจ สิทธิประกันสังคม และสิทธิญาติสายตรง (ไม่ต้องมีใบส่งตัว)

3. สำหรับผู้ป่วยโรคต้อกระจก ต้องได้รับการตรวจและผ่านเกณฑ์การวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ ว่ามีปัญหาต้อกระจกที่มีผลกระทบต่อการมองเห็น และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ไ

4. ผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ที่มีสิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) สิทธิเบิกจ่ายตรง    กรมบัญชีกลาง สิทธิรัฐวิสาหกิจ (ทุกสิทธิ์ต้องมีหนังสือส่งตัวจากสถานพยาบาลต้นสังกัด)

5. ผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาทต่อครัวเรือน 

6. สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่า และข้อสะโพกเสื่อม ต้องได้รับการตรวจและผ่านเกณฑ์การวินิจฉัยจากศัลยแพทย์ ว่ามีปัญหาที่ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หรืออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ 


หมายเหตุ : ผู้เข้าร่วมโครงการต้องผ่านหลักเกณฑ์การประเมินจากทีมแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาล

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 

หน่วยตรวจโรคออร์โธปิดิคส์ โรงพยาบาลศิริราช โทร. 02-419-7968

แผนกศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6728 

แผนกจักษุวิทยา ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก โทร. 02-849-6610