15 ตุลาคม 2564

เกรซ นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ

Miss Thailand World 2019 ทูตกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ควงรุ่นพี่นางงามครอบครัว MTW
เข้าร่วมมอบกระเช้าแสดงความยินดีในโอกาสที่สำนักข่าว “คม ชัด ลึก” ครบรอบ 20 ปี

โดยมี รณชัย หาญสุวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้รับมอบ  ณ อาคารอินเตอร์ลิงค์ทาวเวอร์ 1 เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564


รมว.พม. ลงพื้นที่เยี่ยม 7 ครอบครัวอุปถัมภ์ ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

วันนี้ (15 ต.ค. 64) เวลา 10.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ ณ บ้านนาหึก ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม เพื่อเยี่ยมครอบครัวอุปถัมภ์ที่รับดูแลเด็กจากสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์และสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านเชียงใหม่ จำนวน 7 ครอบครัว  พร้อมทั้งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น นมกล่อง ขนม และของเล่น ทั้งนี้ ได้ขอบคุณครอบครัวอุปถัมภ์และแสดงความห่วงใยในการดูแลเด็กในสถานการณ์โควิด-19  การป้องกันเด็กจากปัญหาติดเกมส์ และการสนับสนุนการศึกษาของเด็กอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวง พม. พร้อมให้การช่วยเหลือเด็กและครอบครัวอุปถัมภ์ผ่านสถานสงเคราะห์ทั้งสองแห่ง








MUT 2021 เปิปอาหาร สุดแซ่บที่ “เป็นลาว”เขาใหญ่

หลังจากได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจากและได้พักแรมบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เมื่อคืนก่อน  กับกิจกรรมการเก็บตัวของผู้เข้าประกวด 30 คนสุดท้ายเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 (Miss Universe Thailand 2021)  วันนี้เหล่าสาวงามได้เดินทางมาเติมพลังกันที่ร้านอาหาร "เป็นลาว" ร้านอาหารอีสานรสแซ่บชื่อดังแห่งเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โดดเด่นด้วยรสชาติอาหารเป็นเอกลักษณ์ ราคาจับต้องได้ และความเก๋าในไอเดียต่างๆ ที่รังสรรค์ให้ร้าน ”เป็นลาว” อยู่ยงคงกระพันมานานเกือบ 20 ปี



หลังจากได้ทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจากและได้พักแรมบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เมื่อคืนก่อน  กับกิจกรรมการเก็บตัวของผู้เข้าประกวด 30 คนสุดท้ายเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 (Miss Universe Thailand 2021)  วันนี้เหล่าสาวงามได้เดินทางมาเติมพลังกันที่ร้านอาหาร "เป็นลาว" ร้านอาหารอีสานรสแซ่บชื่อดังแห่งเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา โดดเด่นด้วยรสชาติอาหารเป็นเอกลักษณ์ ราคาจับต้องได้ และความเก๋าในไอเดียต่างๆ ที่รังสรรค์ให้ร้าน ”เป็นลาว” อยู่ยงคงกระพันมานานเกือบ 20 ปี

โดย คุณพันชนะ วัฒนเสถียร เจ้าของใจดีที่ให้การสนับสนุนอาหารกองประกวด MUT 2021 ตลอดการเก็บตัว 7 วัน ตบท้ายไอศกรีมผลไม้รสเด็ดที่เป็น Limited Edition ที่ต้องห้ามพลาดในฤดูกาลนี้ จาก "สวนเอเดน ออร์แกนิกส์ ปากช่อง" สวนผลไม้ที่ปลูกแบบปลอดสารด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ที่เป็นต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

รมว.พม. ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เปิดศูนย์สารพัดนึก ช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่มเปราะบางแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service)

วันที่ 14 ต.ค. 64 เวลา 14.30 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ เทศบาลตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง เพื่อเปิดศูนย์ช่วยเหลือสังคมตำบลสันมหาพน (ศูนย์สารพัดนึก) เป็นศูนย์บูรณาการการช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคมและผลกระทบจากโควิด-19 ในพื้นที่ระดับตำบลแบบครบวงจร เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบริการด้านสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ของรัฐ อีกทั้งแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จที่จุดเดียว (One Stop Service) ด้วยการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายและอาสาสมัครต่างๆ ในพื้นที่ นอกจากนี้ ได้พบปะพูดคุยอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ในพื้นที่ 

นายจุติ กล่าวว่า วันนี้ ตนเดินทางมาลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาทำงานให้พี่น้องประชาชน ในฐานะตัวแทนของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลประเทศและรัฐบาลท้องถิ่นต้องทำงานร่วมกัน งานนี้จะสำเร็จไม่ได้ ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน ถ้าไม่มีการลงพื้นที่ ไม่ไปรับฟังปัญหาของประชาชน ประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ เราต้องทำงานเพื่อให้ประชาชนมีความสุข โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำว่า ต้องทำงานเพื่อประชาชนและอย่าให้มีช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ดังนั้น อาสาสมัครต่างๆ จึงเป็นหัวใจของความสำเร็จในการทำงานของรัฐบาล เพราะความสุขของประชาชนคือผลสำเร็จของรัฐบาลเช่นกัน

นายจุติ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์แห่งนี้ได้เริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2561 และวันนี้ ตนได้มาเปิดอย่างเป็นทางการ ภายหลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือความยากจน ประชาชนไม่มีรายได้ โดยเฉพาะอาชีพจากการท่องเที่ยว ทางสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ ต้องรับภาระในการช่วยดูแลเด็กทั้ง DAY CARE และ NIGHT CARE เพื่อช่วยเหลือพ่อ แม่ ผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาดูแล ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เช่นเดียวกันกับผู้สูงอายุและคนพิการ ดังนั้น เราต้องช่วยกันดูแลให้คนกลุ่มเปราะบางนี้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการของรัฐเพื่อให้เข้าถึงการช่วยเหลือให้ได้

นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ศูนย์แห่งนี้จะถ่ายทอดความรู้และทักษะใหม่ๆ ให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง  และท่านคือผู้ที่ต้องชี้เป้าให้กับกระทรวง พม. เพราะประชาชนที่เดือดร้อนจำเป็นต้องได้การพัฒนา ไม่ใช่ได้รับแค่การช่วยเหลือ เราต้องจัดการให้ได้รับสิทธิสวัสดิการของรัฐ  ด้านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้ กระทรวง พม. ขับเคลื่อนการทำงานหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการสร้างอาชีพใหม่ๆ ให้คนรุ่นใหม่ได้มีงานทำในอนาคต ขณะเดียวกันการเคหะแห่งชาติจะมาดูเรื่องการเช่าบ้านให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัย วันนี้ ตนอยากอธิบายว่า รัฐบาลมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะพลิกโฉมประเทศไทย เพราะเราเชื่อว่าคนไทยทำได้ และตนขอยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนกระทรวง พม. เราก็จะไม่ทิ้งกัน





https://youtu.be/ZU7xT_T7GMw



14 ตุลาคม 2564

บริการฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ให้ประชากรข้ามชาติ ณ สถานีกาชาดที่ 5

 

วันนี้ (14 ตุลาคม 2564) นางนงรัตน์ คงเกษมนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการและนางณัฐิดา เจนนาวินรองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมด้วย นางวัลลภา สุขศิริมัช หัวหน้าพยาบาลสำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทยตรวจเยี่ยมหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด -19 (ซิโนฟาร์ม) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสภากาชาดจีน ให้แก่ประชากรข้ามชาติที่ยังไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อนจำนวน 255 คน พร้อมให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ณ สถานีกาชาดที่ 5 สวางคนิวาส จังหวัดสมุทรปราการ โดยจะให้บริการฉีดวัคซีนในครั้งต่อไปวันที่ 25-29 ตุลาคม 2564


การให้บริการฉีดวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” แก่ประชากรข้ามชาติในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ในการลงทะเบียนประชากรข้ามชาติ รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครทั้งแพทย์ พยาบาล ชาวไทยและเมียนมาร่วมปฏิบัติงานในครั้งนี้ด้วย 




รมว.พม. สืบสานงานตามรอยในหลวง ร. 9 ส่งเสริมภูมิปัญญา สร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดสินค้าเกษตรให้ชาวเขา จ.เชียงใหม่

วันนี้ (14 ต.ค. 64) เวลา 10.30 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ณ ศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมดอยเชียงดาว ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง เพื่อพบปะเยี่ยมตัวแทนราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ และมอบผ้าห่มกันหนาว  อีกทั้งเยี่ยมชม "บ้านพระจันทร์ยิ้ม" เรือนทรงงานรัชกาลที่ 9 และวีดีทัศน์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงงานในพื้นที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ 15 เขต นอกจากนี้ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการกลุ่มอาชีพ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรบนพื้นที่สูง  ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวง พม. นายอำเภอแม่แตง  พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ และทีม One Home พม. จังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกัน 




นายจุติ กล่าวว่า วันนี้ ตนนำทีมผู้บริหารมาลงพื้นที่แห่งนี้ เพื่อมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างโอกาสให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำการเกษตร แต่ยังขาดการสนับสนุนในด้านกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่าย  ซึ่งตนได้หารือร่วมกับอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่า ควรจะต้องมีกองอีกหนึ่งกอง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เป็นมรดกให้คนไทยไว้ 

ทั้งนี้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความก้าวหน้าในการสร้างรายได้ สร้างโอกาสให้กับกลุ่มชาติพันธ์ ถ้าเรานำภาคเอกชนเข้ามาร่วมมือในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะว่าวันนี้ โลกไปไกลมาก ทุกอย่างต้องมีเรื่องราวที่จะบอกคุณประโยชน์ คุณสมบัติที่สำคัญของสินค้า ขณะเดียวกันการเคหะแห่งชาติมีบริษัทที่จะสามารถสร้างอาชีพและสินค้าจากเกษตรกร โดยเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดในการกระจายสินค้าให้สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้นอีกด้วย 

นายจุติ กล่าวต่อไปว่า ศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมดอยเชียงดาว อยู่ในพื้นที่เขตศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ สังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวง พม. ได้สืบสานการดำเนินงานตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  เสด็จพระราชดำเนินนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาดอยเชียงดาว เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น 

โดยมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพแก่ราษฎรบนพื้นที่สูงทั้งภาคเกษตร นอกภาคเกษตร และการแปรรูปในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวงและพื้นที่สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)  และส่งเสริมการรวมกลุ่มประกอบอาชีพแก่กลุ่มสตรี โดยการพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย อาทิ การตัดเย็บผ้าขนเผ่าลาหู่ การยกระดับการแปรรูปผ้าทอลาหู่ การทำสบู่และการทำหมอนจากใบชา และการทำปุ๋ยหมัก เป็นต้น

รมว.พม. สั่งตรวจสอบโครงการ “เราชนะ” ของผู้ใช้บริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ หลังพบทุจริตที่ จ.ประจวบฯ

วันนี้ (14 ต.ค. 64) เวลา 13.30 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า จากกรณีการนำเสนอข่าวการทุจริตโครงการ “เราชนะ” ของผู้ใช้บริการ ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งประจวบคีรีขันธ์  โดยได้นำผู้รับบริการเปิดลงทะเบียนโครงการเราชนะ  ทั้งหมดจำนวน 243 คน ทราบว่าขณะนั้นผู้กระทำผิดเป็นพนักงานจ้างเหมาตำแหน่งผู้ดูแล  ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้ดำเนินการให้พนักงานคนดังกล่าวออกจากงาน และดำเนินคดีแล้ว ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2564 

 นายจุติ กล่าวว่า สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำของอดีตพนักงานรายดังกล่าว พบว่า ได้นำเลขประตัวประชาชนของผู้ใช้บริการไปใช้แสวงหาประโยชน์จากโครงการเราชนะ โดยต่อมาพบว่า มีผู้เสียหายทั้งหมด 156 คน ยอดมูลค่าความเสียหาย 665,923 บาท ขณะนี้ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ เร่งรัดการดำเนินคดี พร้อมทั้งได้มีคำสั่งย้ายผู้บริหาร พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ตนอยากส่งสัญญาณว่า เราต้องปัดกวาดบ้านเราเอง เข้มงวดไม่ให้มีเรื่องเกิดขึ้นในกระทรวง พม. และตนขอยืนยันว่าจะจัดการเด็ดขาด ต้องมีการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใหม่ ซึ่งวันนี้ หลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งต้องระดมฝ่ายตรวจสอบภายใน และผู้ตรวจราชการกระทรวง พม. ทั้งหมดไปตรวจดูสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั้ง 11 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการหลุดจากระบบอีก 

นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า  อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำความผิดเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ ในขณะเดียวกันต้องไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบว่า ผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชานั้นต้องควบคุมลูกน้องให้สามารถทำงานได้ ฉะนั้นต้องดูว่ากรอบความคิด จิตสำนึก ต้องไม่มีคนไม่สุจริตอยู่ในกระบวนการช่วยเหลือประชาชน ต้องกำจัดออกไปให้หมดอย่างเด็ดขาด และรวดเร็ว ซึ่งตนไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ขณะนี้เราได้เข้าไปตรวจสอบสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั้ง 11 แห่ง เพื่อไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นอีก โดยได้หารือกับผู้บริหารกระทรวง พม. ว่ามีพฤติกรรมใกล้เคียงกันแบบนี้อีกหรือไม่ เพราะผู้ที่กระทำผิด อาจจะเป็นบุคคลที่มีเจตนาไม่สุจริตตั้งแต่ต้น

13 ตุลาคม 2564

พม.เปิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้

ดึง AIS เปิดห้องสมุดดิจิทัล ขยายโอกาสเรียนรู้ไร้ขอบเขต ลดเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลที่ จ.เชียงใหม่ 

วันนี้ (13 ต.ค. 64) เวลา 13.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2  อำเภอพร้าว เพื่อเปิดศูนย์การเรียนรู้ โครงการห้องสมุดดิจิทัล ปันความรู้สู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ในกลุ่มโรงเรียนนำร่อง ภายใต้สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน  โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. และ AIS Academy เป็นการช่วยสร้างโอกาสให้กับเด็ก เยาวชนในการเรียนรู้อย่างไร้ขอบเขตด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ และช่วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชนในโลกยุคใหม่

อีกทั้งมอบสมาร์ททีวีสำหรับห้องสมุดดิจิทัล  และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น อุปกรณ์การเรียนและกีฬา ให้แก่คณะครูและตัวแทนนักเรียน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวัน นอกจากนี้ ได้ร่วมปลูกต้นไม้ของพ่อ "ต้นราชพฤกษ์"  ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารกระทรวง พม. พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา รักษาราชการแทนครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2  ผู้แทนบริษัทเอไอเอส ภูมิภาคเหนือ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่  ทีม One Home พม. จังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ลงพื้นที่บูรณาการร่วมกัน 


นายจุติ กล่าวว่า  วันนี้เป็นวันสำคัญของคนไทยทุกคน เป็นวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ท่านทรงมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลมาก และขอขอบคุณสำหรับหุ้นส่วนของเราคือ AIS ซึ่งการมาลงพื้นที่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2 เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมา ครูทุกคนที่โรงเรียนนี้เป็นศิษย์เก่าที่นี่ และได้ปลุกปั้นจิตวิญญาณของความเป็นครู ผู้พัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคมให้กับพื้นที่แห่งนี้  วันนี้ตนเดินทางมาที่ห้องสมุดดิจิทัลแห่งนี้ ซึ่งเป็นห้องที่สร้างโอกาส ความรู้ และอนาคตให้กับเด็ก เยาวชนที่จะเป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง โดยประเทศไทยได้รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย และทุกคนเป็นคนไทยทั้งหมด วันนี้เรามาพัฒนาห้องสมุดดิจิทัลเพื่อสอนให้เด็ก เยาวชน ครู และบรรณารักษ์สามารถที่จะให้ความรู้เสมือนเด็กเยาวชนในกรุงเทพฯ  เหมือนกับโรงเรียนกวดวิชา ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ และเข้าถึงความรู้ใหม่ๆ สร้างฝันจิตนาการในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

นายจุติ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่กระทรวง พม. และ AIS พยายามร่วมกันสร้างคือการเริ่มต้นที่จิตใจและความรู้
ที่สมอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  ทรงมีกระแสพระราชดำรัสไว้ว่า ให้สร้างคนดีและค่อยสร้างทักษะให้เก่งภายหลัง อย่างไรก็ตาม ตนขอขอบคุณโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2 ที่ได้สืบสานรักษาไว้ ทั้งนี้ เราใช้เวลา 7 วัน ในการติดตั้งสัญญาณใหม่ให้กับโรงเรียน นับเป็นจุดแรกในตำบลที่มี 4G และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม ตนหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นการจุดประกายของการสร้างความเท่าเทียม ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้กับเด็ก เยาวชนทั้งหลายในประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยกระทรวง พม. จะสร้างโอกาส สร้างชีวิต และเราจะเดินหน้าไปด้วยกัน 


นายจุติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ได้ร่วมกับ AIS Academy ขับเคลื่อนโครงการห้องสมุดดิจิทัล ปันความรู้สู่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล ในกลุ่มโรงเรียนนำร่องภายใต้สังกัดตำรวจตระเวนชายแดน จำนวน 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย  รวมทั้งกลุ่มโรงเรียนเพียงหลวง อีก 8 แห่ง ในพื้นที่ภาคเหนือ  โดยทาง AIS Academy ได้พัฒนาแพลตฟอร์มห้องสมุดดิจิทัลเพื่อเข้าถึงแหล่งความรู้พื้นฐานต่างๆ ในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชัน (Web Application) สำหรับเด็ก เยาวชนในโรงเรียนสังกัดกระทรวง พม. และกลุ่มโรงเรียนชายขอบที่มีนักเรียนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ อาทิ กลุ่มสตรีและครอบครัว และคนพิการ  เป็นต้น ทั้งนี้ ห้องสมุดดิจิทัลเป็นสื่อการเรียนรู้ผ่านระบบ SKILLBOX E-Library ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการหนังสือสำหรับห้องสมุดยุคใหม่โดยรวมการจัดการหนังสือเล่ม สื่อต่างๆ และสื่อดิจิทัล ได้แก่ อีบุ๊ค อีแมกกาซีน และคลิปวีดิโอ ไว้ในระบบเดียวกัน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถยืม-คืน ค้นหาหนังสือและอีบุ๊คได้ทุกที่ ทุกเวลา สามารถช่วยให้เด็ก เยาวชน เข้าถึงการใช้งานห้องสมุดดิจิทัลได้อย่างสะดวกและตลอดเวลา เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาและยกระดับการเรียนรู้อย่างไร้ขอบเขต

https://youtu.be/ezbNhvpMPFM พม.เปิดมิติใหม่แห่งการเรียนรู้


12 ตุลาคม 2564

Slim Up Center เปิดตัวสาขาในรูปแบบโฉมใหม่ ณ ตัวเมืองเชียงใหม่

Slim Up Center ศูนย์ความงามทันสมัยและสุขภาพครบวงจร ที่สุดในประเทศไทย

สลิมอัพ เซ็นเตอร์ สาขาเชียงใหม่  พร้อมถือฤกษ์ดีฉลองเปิดสาขาใหม่ ในพร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้  บริเวณ แยกหนองประทีป ถนนเจริญเมือง โดยมี คุณปานทิพย์ กัลยวิมล ผู้บริหาร สลิมอัพ เซ็นเตอร์ (ประเทศไทย), คุณอำไพพรรณ  ทับทอง นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลแม่ริม พร้อมสมาชิกและแขกท่านผู้มีเกียรติ ร่วมทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา  



"สลิมอัพ เซ็นเตอร์" (Slim Up Center) ลุยธุรกิจ สถาบันลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน เพื่อสุขภาพและความงาม ครบวงจร ภายใต้แนวคิด World of Advanced Technology in Firming & Slimming! เพื่อดูแลพร้อมแก้ปัญหารูปร่างสำหรับบุคคลที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักและสัดส่วน ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบรูปร่างด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่โดดเด่นทันสมัยและแตกต่างหนึ่งเดียวในประเทศไทย สามารถวิเคราะห์และระบุปัญหารูปร่างเฉพาะส่วนของคุณได้อย่างถูกต้องแม่นยำ 100% และเห็นผลรวดเร็วในเวลาที่จำกัด และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงการดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการนำศาสตร์ Anti – Aging เวชาศาสตร์ชลอวัย เข้ามาผนวกกับ การให้บริการทรีทเมนท์ ของทางสถาบัน  เพื่อตอบสนองการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ทั้งสุขภาพ ความงาม รูปร่าง ผิวพรรณ รูปหน้า ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัยในระดับโลก  พร้อมด้วยทีมงาน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ที่มากด้วยประสบการณ์ เพื่อประกาศศักยภาพของสถาบันความงาม และสุขภาพอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในการตอบโจทย์การดูแลสุขภาพจากภายในสู่ภายนอก อย่างครบวงจร

หุ่นสวย สุขภาพดี เริ่มต้นที่  Slim Up Center   

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center : 02-620-0000
Slim Up Center  สาขา เชียงใหม่ โทร. 053-284-154-5

Inbox: https://goo.gl/DiikeF

Line@ : https://line.me/R/ti/p/%40slimupcenter

Instagram : Instagram.com/slimup_center

Website: www.slimupcenter.co.th


รับลมหนาวที่โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน

รับลมหนาวที่โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 จ่ายเองเริ่มต้นเพียง 960 บาทต่อคืน สำหรับห้องดีลักซ์ พร้อมอาหารเช้า 2 ท่าน เช็คสิทธิ์แล้วรีบจองห้องพักได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 23 มกราคม 2565 และเข้าพักได้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2564 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2565 

ขั้นตอนในการจอง

1. สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยลงทะเบียน สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ผ่านทางเว็บไซต์https://www.xn--12c1bik6bbd8ab6hd1b5jc6jta.com/

2. สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ สามารถจองได้โดยตรงกับทางโรงแรม โทร 052 055 888

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย มุ่งมั่นรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัย และสุขอนามัย (SHA) โดยมีมาตรการในการเข้าใช้บริการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของพนักงาน และผู้ที่เข้ามาใช้บริการมีจุดให้บริการเจลอแอลกอฮอล์ล้างมือ, ทำความสะอาดทุกจุด ทุกพื้น อย่างสม่ำเสมอโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัส, ทำการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อคุณภาพสูงทุกพื้นที่ภายในโรงแรมฯ, จัดพื้นที่เพื่อเว้นระยะห่างทุกจุด

www.HeritageChiangRai.com


“ปัญหาแท็กซี่”สู่วิจัยเพื่อพัฒนา:จากคุณภาพชีวิต สู่ประสิทธิภาพขนส่งสาธารณะ

“แท็กซี่” นับเป็นการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมทางหนึ่งของคนกรุงเทพมหานคร แต่ในช่วงที่ผ่านมาแท็กซี่นับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากทั้งการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระบบคมนาคมการเกิดสถานการณ์โควิด-19การถีบตัวของราคาพลังงานหรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเองก็ตาม   

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการแท็กซี่จำนวนมากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากสถิติจำนวนรถแท็กซี่ของกรมขนส่งทางบก พบว่ามีรถแท็กซี่จดทะเบียนสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2548 - พฤษภาคม พ.ศ. 2563 รวม 131,801 คัน(กรมขนส่งทางบก, 2563)และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถแท็กซี่ดังกล่าวมีผลกับการจราจร อุบัติเหตุ และความปลอดภัยในด้านต่างๆ รวมไปถึงภาพรวมสุขภาพของประชากรในประเทศ ที่มาจากพฤติกรรมทางสุขภาพของอาชีพคนขับแท็กซี่ด้วย

ทั้งนี้แท็กซี่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองในระบบหลักประกันคุ้มครองแรงงานซึ่งจากการสำรวจแรงงานนอกระบบของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2562 พบว่ามีแรงงานนอกระบบมากถึง 20.4 ล้านคน หรือร้อยละ 55.3 ของผู้มีงานทำที่ไม่ได้รับความคุ้มครองทางสุขภาพ และการควบคุมป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการทำงานนอกเหนือไปจากความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่แน่นอนของอาชีพและค่าตอบแทน 

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จึงร่วมกับคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเวทีเสวนาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นร่วมกันของผู้คน ทั้งคนขับแท็กซี่ นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันมองสถานการณ์ และเชื่อมโยงกับระบบต่างๆ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและ

สุขภาวะคนขับแท็กซี่ หนึ่งในกลุ่มเปราะบางของสังคม ในหัวข้อ“ชีวิตและสุขภาวะของแท็กซี่ในเมืองหลวง ยุคโควิด 19: ทางเลือกและทางรอด”ซึ่งเป็นประเด็นจากงานวิจัย “ชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชากรกลุ่มเปราะบางในเมือง: การศึกษากลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานคร” ภายใต้แผนดำเนินงานวิจัยของ

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายสังคมไม่ทอดทิ้งกัน

ทพ.จเร วิชาไทย ผู้จัดการงานวิจัย สวรส. เปิดประเด็นแลกเปลี่ยนในวงเสวนาว่า สวรส.เป็นหน่วยงานให้ทุนสนับสนุนการวิจัยที่หวังจะเห็นและมุ่งมั่นที่จะสร้างความรู้ที่มาจากฐานความเข้าใจปัญหาที่แท้จริง เพื่อการผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบและพัฒนานโยบายที่จะส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาและเติมเต็มช่องว่างในสังคม ซึ่งการทำงานกับกลุ่มคนเปราะบาง อย่างกลุ่มแรงงานย้ายถิ่นที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวงและมาประกอบอาชีพขับแท็กซี่นั้น นับเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงไปในหลายมิติทั้งด้านมาตรฐานการให้บริการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุน การปรับเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อคนขับแท็กซี่ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องลงไปทำงานเชิงลึกทั้งสิ้น เพื่อพัฒนาให้เกิดมาตรฐานที่เหมาะสม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งคนขับแท็กซี่และประชาชนผู้ใช้บริการ ตลอดจนการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะในเวลาเดียวกัน

คุณวาศินี กลิ่นสมเชื้อ เครือข่ายนักวิจัย สวรส. มหาวิทยาลัยมหิดลสะท้อนข้อมูลจากงานวิจัยในด้านปัญหาของคนขับแท็กซี่ในเมืองในมิติต่างๆไว้ว่า ปัจจุบันรถแท็กซี่มิเตอร์ในกรุงเทพฯ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แท็กซี่ส่วนบุคคลและแท็กซี่ให้เช่าของกลุ่มสหกรณ์ ขณะที่มีจำนวนคนขับไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าในช่วงก่อนสถานการณ์โควิด-19มีอยู่ประมาณ 200,000 คน และส่วนใหญ่พบเป็นคนขับแท็กซี่เช่าจากกลุ่มสหกรณ์ หรือบริษัทมากกว่ามีรถแท็กซี่เป็นของตนเองโดยเฉลี่ยต้นทุนรถเช่ารายวัน ตกประมาณ 1,200 บาท ซึ่งทำให้ต้องขับรถไม่ต่ำกว่าวันละ 10-12 ชั่วโมง บางรายขับตลอด 7 วัน หยุดเพียง 1-2 วันต่อเดือน หรือหยุดเฉพาะเมื่อเจ็บป่วยหนัก และพบว่า 1 ใน 3 มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดย 19.7% ของคนขับแท็กซี่มีโรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยคือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ความเครียดจากปัญหาการจราจรและรายได้ลดลง และมากกว่าครึ่งหนึ่งไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปีด้านสิทธิการรักษาพยาบาล ส่วนใหญ่ใช้สิทธิบัตรทองไม่มีหลักประกันด้านอื่น (เช่น การว่างงาน สงเคราะห์บุตร เสียชีวิต)นอกจากนั้นยังขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องต่างๆเช่น การใช้สิทธิข้ามเขตกฏระเบียบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งโครงสร้างของสังคมเช่นรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่ายซึ่งส่วนหนึ่งมีผลมาจากราคามิเตอร์เริ่มต้นที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนจากกฎหมายเดิมที่มีมาตั้งแต่ปี 2535 ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแก๊สค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอื่นจากเงื่อนไขการพัฒนาระบบบริการที่ต้องดำเนินการเช่น การติดตั้งระบบติดตาม GPS การติดตั้งเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ เป็นต้น

เสียงสะท้อนจาก คุณอนุวัตร ยาวุฒิ ประธานชมรมแท็กซี่เล่าว่า ช่วงสถานการณ์โควิด-19จากที่มีคนขับแท็กซี่อยู่ในระบบ 8-9 หมื่นคน ตอนนี้เหลือเพียง 2-3 หมื่นคนเท่านั้นและเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในหลายด้าน ทั้งการปิดสนามบินไม่ให้ชาวต่างชาติเข้ามา ซึ่งตรงนี้คือรายได้หลักของแท็กซี่เพราะนักท่องเที่ยวไม่มีรถส่วนตัวอย่างไรก็ต้องใช้บริการ รวมทั้งการปิดสถานบันเทิงตอนกลางคืน ร้านนวด ทำให้ไม่มีลูกค้าจึงต้องมาขับทับซ้อนกับกะกลางวัน หรือแม้แต่ทัศนคติของสังคม ที่อาจมองว่าคนขับแท็กซี่เป็นกลุ่มที่ไร้การศึกษา เป็นคนรากหญ้า มีภาพลักษณ์ไม่ดี รวมถึงลักษณะการทำงานที่ต้องใช้เวลาในการทำงานหลายชั่วโมงต่อวัน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพหรือมีเวลาให้กับครอบครัว และทุกวันนี้ในกลุ่มแท็กซี่กันเองยังไม่มีใครควบคุม และไม่มีหน่วยงานอะไรมาบริหารจัดการอย่างชัดเจน 

ดร.สุเมธ องกิตติกุล นักวิชาการด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสต์ติกส์ TDRIแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับระบบการจัดการของต่างประเทศว่า ตัวอย่างระบบแท็กซี่ของประเทศสิงคโปร์ จะมีระบบบันทึกข้อมูลและการตัดแต้ม ถ้าคันใดโดนร้องเรียนจะถูกเรียกมาสอบสวนและบันทึกตัดแต้ม และถ้าโดนตัดแต้มเยอะจะถูกยึดใบขับขี่ ไม่สามารถให้บริการขับแท็กซี่ได้ ถ้าประเทศไทยต้องการพัฒนาคุณภาพแท็กซี่ควรพัฒนาไปให้ถึงการมีระบบตัดแต้มให้ได้ ซึ่งเป็นการควบคุมคุณภาพทั้งคนขับแท็กซี่และอู่รถด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้คนที่อยู่ในระบบเป็นแท็กซี่ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น

รศ.ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง เครือข่ายนักวิจัย สวรส. สังกัดศูนย์จิตตปัญญาศึกษา และคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าแผนงานวิจัยฯขมวดประเด็นสำคัญจากเวทีและข้อมูลจากงานวิจัยว่า งานวิจัยนี้เป็นเหมือนสารตั้งต้นที่ทำให้เกิดการขยายวงคิดไปยังเรื่องอื่นๆ เช่น ระบบขนส่งสาธารณะ เศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย ฯลฯ และทำให้เราเห็นเรื่องใหญ่ๆ 2 เรื่องคือ 1) คุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการสุขภาพ 2) คุณภาพและประสิทธิภาพของระบบขนส่งสาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยทางเลือกเชิงนโยบายระยะสั้น ควรเน้นไปที่การมีสุขภาวะที่ดีของคนขับแท็กซี่ก่อน ทั้งในเรื่องของสุขภาพ เช่น การใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้ามเขต การตรวจสุขภาพประจำปีพร้อมการต่อทะเบียน/ตรวจสภาพรถ การจัดสวัสดิการ เช่น การจัดตั้งกองทุนกลางเพื่อขึ้นทะเบียนคนขับแท็กซี่ การจัดเข้ากลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีหลักประกันเทียบเท่าสิทธิประกันสังคมมาตรา 33 การพัฒนาทักษะ/ความรู้ต่างๆ เพื่อให้การบริการที่ดีขึ้น เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ ไอที ศิลปะการบริการ ฯลฯ ส่วนระยะยาว ควรพัฒนาไปสู่การมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ เช่น การมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งอาจเป็นความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน มีนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานของระบบแท็กซี่ เช่น การกำหนดคุณสมบัติของคนขับแท็กซี่ การคัดกรอง/ทดสอบสมรรถภาพก่อนออกให้บริการ การสนับสนุนระบบแท็กซี่ทางเลือก เช่น การบริการแท็กซี่สำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุ นักเรียน ฯลฯ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ สังคมมีระบบสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง การคมนาคม การขนส่งที่ดีให้กับประชาชน

ข้อมูลจาก: 

- โครงการวิจัยชีวิต สุขภาพ และการเข้าถึงระบบสุขภาพของประชากรกลุ่มเปราะบางในเมือง: การศึกษากลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นในกรุงเทพมหานคร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

- เสวนาหัวข้อ “ชีวิตและสุขภาวะของแท็กซี่ในเมืองหลวง ยุคโควิด 19 : ทางเลือกและทางรอด” วันที่ 1 กันยายน 2564


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ : หน่วยงานสื่อสาร สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข

o ฐิติมา นวชินกุล (เดียร์) โทร.02 8329245 / 0816864147/thitima@hsri.or.th

o กันติพิชญ์ใจบุญ (กอล์ฟ)โทร. 02 8329246 / 081 701 2872 / guntipich@hsri.or.th



โครงการ“พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน”(ตามรอยพ่อฯ) ปี 9

ขยายผลแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19” สู่การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) ปี 9 นำโดย บริษัท  เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และพันธมิตร ขยายผลแคมเปญ
“รวมพลังสู้โควิด-19”จากการรับมือวิกฤตโควิด-19 สู่การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในลุ่มน้ำป่าสักพื้นที่ จ.สระบุรี โดยร่วมกับศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สวนล้อมศรีรินทร์ และศูนย์การเรียนรู้โคกหนองนา
โคกนาศัยด้วยการส่งมอบชุดยังชีพน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า และชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้าน หรือกล่องกรีนบ็อกซ์ ให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของเครือข่ายลุ่มน้ำป่าสัก ที่นอกจากจะสามารถพึ่งตนเองได้ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นยังเป็นที่พึ่งให้ผู้อื่นในภาวะวิกฤตได้อีกด้วย

สู้ทุกวิกฤตด้วยศาสตร์พระราชาและพลังสามัคคี
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “ขณะที่วิกฤตโรคระบาดจากไวรัสโควิด-19ยังไม่ทันผ่านพ้นไป ก็เกิดอุทกภัยใหญ่ขึ้นมาอีก สร้างผลกระทบแก่ประชาชนกว่า 300,000 ครัวเรือนใน 32 จังหวัดซึ่งเป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานข้อความเตือนสติคนไทยผ่าน ส.ค.ส. ปี พ.ศ. 2547 ที่ว่า ’สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย’ พร้อมทรงวาดภาพระเบิด 4 ลูกล้อมรอบประเทศไทยอยู่ ซึ่งถึงวันนี้ประจวบเหมาะพอดีกับสถานการณ์ปัจจุบัน ระเบิด 4 ลูก หมายถึงวิกฤต 4 ด้านที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือ วิกฤตด้าน

สิ่งแวดล้อม โรคระบาด ภัยแล้ง หมอกควัน วิกฤตด้านเศรษฐกิจ วิกฤตด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม และวิกฤตด้านการเมือง จะเห็นได้ว่าทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ทรงเตือนคนไทยล่วงหน้าหลายปีเพื่อให้เตรียมพร้อมระวังภัย และได้พระราชทานศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยปฏิบัติเพื่อพึ่งพาตัวเองได้และใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเพื่อเป็นทางรอดจากทุกวิกฤตดังกล่าว

โดยเฉพาะลุ่มน้ำป่าสักมีความลาดชันสูง จัดการยาก โครงการจึงเร่งรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักหาวิธีเก็บน้ำไว้ใช้ในครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นตุ่ม แท็งก์ ปลูกไม้ใหญ่เพราะรากไม้จะช่วยขุดดินลึกลงไปหลายสิบเมตร เป็นแหล่งเก็บน้ำตามธรรมชาติอย่างดี ใครมีที่ดินก็ทำโคกหนองนา ขุดบ่อขุดหนองและนำดินมาถมให้สูงเป็นโคกเพื่อทำที่อยู่อาศัย ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในหนองก็ปลูกข้าว เลี้ยงปลา จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องก็ได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พื้นที่โคกหนองนาตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นทำให้คนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีพื้นฐานปัจจัย 4 ครบ ทั้งอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ทำให้คนมีฐาน 4 พอที่มั่นคง คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น และยังสามารถแบ่งปัน สร้างรายได้ เป็นการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ก็สามารถอยู่รอดและยังช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกด้วย”

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

นางสาววนิดา ศรีเม่น (กำนันไก่) ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้โคกหนองนา

นายบุญล้อม เต้าแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สวนล้อมศรีรินทร์

นางสาวพรสุรีย์ กอนันทาผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

รวมพลังเครือข่ายสู้น้ำท่วม
นางสาวพรสุรีย์ กอนันทาผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัดกล่าวว่า “นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19เมื่อปีที่ผ่านมาโครงการตามรอยพ่อฯ ได้เดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งการรับมือวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่ชาวไทยบนเว็บไซต์และเฟซบุ๊คเพจของโครงการตามรอยพ่อฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่การลงมือปฏิบัติ อันจะเป็นเกราะป้องกันจากวิกฤตโควิด-19 และวิกฤตอื่นๆ ได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 โดยมีแคมเปญ ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ เป็นกิจกรรมล่าสุด ซึ่งโครงการตามรอยพ่อฯ ได้ทำงานร่วมกับศูนย์ช่วยโควิด-19 ของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติรวม 19 แห่งทั่วประเทศจัดคาราวาน ‘รวมพลังสู้โควิด-19’ แจกตะกร้าปันสุขชุดต้มและน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้าและกล่องกรีนบ็อกซ์ (Home IsolationGreen Box) ซึ่งเป็นชุดดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยสีเขียวที่พักรักษาตัวที่บ้านไปเป็นจำนวนมาก 

อย่างไรก็ดีหลังจากดำเนินกิจกรรมไปไม่นาน พายุ ‘เตี้ยนหมู่’ ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงปลายเดือนกันยายนทำให้ฝนตกหนักเกิดน้ำท่วมฉับพลันเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงในพื้นที่ลุ่มน้ำป่า
สัก จังหวัดสระบุรีเราจึงขยายขอบเขตการดำเนินงานของแคมเปญรวมพลังสู้โควิด-19ด้วยการส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ประกอบด้วยชุดยังชีพ (ข้าวสาร น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา เทียนไข ไฟแช็ค) 500 ชุด น้ำยาอเนกประสงค์ 500 ชุด สบู่เหลวสมุนไพร 500 ชุด ครีมแก้น้ำกัดเท้า 500 ตลับ อาหารปรุงสุก 700 ชุด น้ำดื่ม 700 ชุด และชุดดูแลตนเองป้องกันโควิด-19 (กล่องกรีนบ็อกซ์ น้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า)โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สวนล้อมศรีรินทร์ ต.หนองโน อ.เมือง จ.สระบุรี โดยนายบุญล้อม เต้าแก้ว ที่ช่วยประสานการดำเนินงานและส่งความช่วยเหลือ และศูนย์การเรียนรู้โคกหนองนาโคกนาศัย ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ จ.สระบุรี โดยนางสาววนิดา ศรีเม่น (กำนันไก่) เป็นศูนย์ดำเนินงานช่วยเหลือ โดยศูนย์การเรียนรู้โคกหนองนา โคกนาศัย นับเป็นโคกหนองนาแห่งแรกของโครงการตามรอยพ่อฯ ตั้งแต่ปีที่ 1 (พ.ศ.2556) ทั้งยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ว่าศาสตร์พระราชาแก้วิกฤตได้อย่างยั่งยืน”

ด้านนายบุญล้อม เต้าแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สวนล้อมศรีรินทร์ กล่าวถึงรายละเอียดของพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสักในจังหวัดสระบุรีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมว่า “ผมมีโอกาสได้ทำงานครั้งแรกกับอาจารย์ยักษ์เมื่อครั้งมหาอุทกภัย ปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ จึงได้นำสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานกับอาจารย์ยักษ์มาใช้ในการรับมือกับอุทกภัยในครั้งนี้ ทั้งการวางแผน การจัดทัพ การวางงาน ใครมีหน้าที่อะไร โดยต้องประเมินสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้ได้ก่อน แล้วจัดตั้งศูนย์ประสานงานความช่วยเหลือขึ้นบนพื้นที่ของเครือข่ายที่ไม่ได้รับผลกระทบและอยู่ใกล้กับพื้นที่น้ำท่วมจากนั้นให้เครือข่ายที่อยู่ในจุดที่น้ำท่วม ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่ว่า น้ำท่วมสูงแค่ไหน มีกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ อพยพไปอยู่ตรงจุดไหน วิกฤตที่เจอมีอะไรบ้าง และคนที่ออกมาแล้วมีกี่คน ผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน เด็กกี่คน มีคนป่วยไหม เพื่อที่เราจะได้เตรียมความช่วยเหลือเข้าไปอย่างเหมาะสม หากจะต้องมีการขนย้ายอย่างเร่งด่วน เราก็จะประสานหน่วยงานเพื่อจะเอาเรือเข้าไปรับออกมา ณ พื้นที่อพยพชั่วคราวที่เตรียมไว้



เมื่อคนมารวมตัวกันเยอะๆ เราก็ต้องเตรียมเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และยา ให้พรั่งพร้อม เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตวิด-19 อยู่ด้วยโดยเราได้เตรียมยาสมุนไพรต่างๆ ยาทั้งน้ำสมุนไพร 7 นางฟ้า หน้ากากอนามัย ยาหยอดจมูก และถุงยังชีพเพื่อแจกผู้ประสบภัย นอกจากนี้เรายังเตรียมทำน้ำยาเอนกประสงค์ เพื่อใช้ชำระล้างจานล้างถ้วย เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติไม่มีสารเคมีจึงไม่ทำให้น้ำที่ท่วมขังอยู่เน่าเสีย นอกจากนั้น การปฏิบัติตามแนวทางศาสตร์พระราชาได้สร้างประโยชน์อย่างอเนกอนันต์ โดยไม่เพียงทำให้เราช่วยเหลือตนเองได้ แต่ยังส่งผลให้เรามีแหล่งวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างไม่ขาดแคลน และเมื่อเครือข่ายของเราทั้งในสระบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเช่นนครนายกทราบเรื่อง ก็ส่งอาหารต่างๆ มาสมทบอีกแรงด้วย” 


นางสาววนิดา ศรีเม่น (กำนันไก่) ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้โคกหนองนา โคกนาศัย ต.ม่วงงาม อ.เสาไห้ซึ่งเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอีกแห่งหนึ่งของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า “มีความภาคภูมิใจที่เป็นเครือข่ายโครงการตามรอยพ่อฯ และตัดสินใจลงมือปฏิบัติตามศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ขุดโคกหนองนาที่แรกของโครงการนี้ เมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2556) ถึงวันนี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทุกคนที่เคยไม่เชื่อแล้วว่า โคกหนองนาแห่งนี้ได้ช่วยให้เราสามารถพึ่งพาตนเองได้ในภาวะวิกฤตไม่ว่าจะโรคระบาดหรือน้ำท่วม และยังช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากวิกฤตได้อีกด้วย”

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญ “รวมพลังสู้โควิด-19”
ในโครงการ  “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” 
ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking หรือ https://ajourneyinspiredbytheking.org