23 มีนาคม 2569

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดราคา คาเยนน์ อิเล็กทริค อย่างเป็นทางการในไทย ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47


ปอร์เช่ ประเทศไทย สร้างความเร้าใจบนเวทีบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันนี้ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี ด้วยการเปิดตัวรถยนต์เอสยูวีไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบรุ่นล่าสุด ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดแสดงคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) พร้อมด้วยรุ่นในตระกูลเดียวกันอย่างคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นปรับโฉมปี 2026 ที่ประกอบในภูมิภาค ปอร์เช่ ประเทศไทย ยังพร้อมนำเสนอผลงาน “There is No Substitute.” ถ่ายทอด 5 มิติของความหลงใหลในปอร์เช่ ผ่าน 5 มุมมองจากผู้ขับขี่และรักในแบรนด์ สะท้อนเหตุผลว่าทำไมไม่มีสิ่งใดสามารถแทนปอร์เช่ได้ รวมทั้งภายในบูธยังจัดแสดงยนตรกรรมปอร์เช่หลากหลายรุ่น พร้อมข้อเสนอพิเศษทั้งภายในงานและตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

เปิดตัวพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่
ปอร์เช่ ประเทศไทย ก้าวสู่บทใหม่ของรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ด้วยการเปิดตัว คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ รถยนต์ทรงพลังที่สุดที่ปอร์เช่ผลิตมาสำหรับท้องถนน พร้อมมอบความอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า ทั้งความเร้าใจบนท้องถนน ความมั่นใจในการขับขี่แบบออฟโรด และความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล คาเยนน์ อิเล็กทริค เปิดตัวพร้อมเปิดราคาในประเทศไทยด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ คาเยนน์ อิเล็กทริค (Cayenne Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 6,850,000 บาท, คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค (Cayenne S Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 7,350,000 บาท และคาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค (Cayenne Turbo Electric) ราคาเริ่มต้นที่ 9,750,000 บาท ที่เป็นไฮไลต์ของงานและจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ ออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งสมรรถนะและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เก็บสัมภาระที่ขยายใหญ่มากขึ้น และพื้นที่วางขาที่กว้างขวางยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกใหม่ที่มาพร้อมไฟหน้า HD-Matrix LED กระจกหน้าต่างแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.25 ซึ่งเป็นหนึ่งในค่าที่ดีที่สุดในกลุ่มเอสยูวีพรีเมียม

ภายในห้องโดยสารยกระดับประสบการณ์การขับขี่ด้วย Flow Display หน้าจอ OLED แบบโค้งที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อกับคอนโซลกลาง เสริมด้วยจอหน้าปัดดิจิทัล OLED ขนาด 14.25 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 14.9 นิ้วที่มีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม พร้อมติดตั้งระบบช่วงล่างประสิทธิภาพสูง อาทิ ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบช่วงล่างถุงลมแบบปรับระดับได้ พร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความนุ่มนวลในการขับขี่ มาพร้อมแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 113 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการชาร์จความเร็วสูงสุดถึง 400 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 10–80% ได้ภายในเวลาไม่ถึง 16 นาที และเพิ่มระยะทางขับขี่ได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ภายในเวลาประมาณ 10 นาที

คาเยนน์ เทอร์โบ อิเล็กทริค ใหม่ ให้กำลังสูงสุดถึง 850 กิโลวัตต์ (1,156 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาทีและความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. ระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP สูงสุด 623 กิโลเมตร พร้อมองค์ประกอบแอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ ได้แก่ ช่องรับอากาศด้านหน้าที่เปิด-ปิดได้ สปอยเลอร์หลังคาแบบปรับองศาอัตโนมัติ และแผง Aeroblades แบบแอคทีฟด้านท้าย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ พร้อมคงเอกลักษณ์สมรรถนะของปอร์เช่

คาเยนน์ เอส อิเล็กทริค ใหม่ มอบพละกำลังสูงสุด 490 กิโลวัตต์ (666 แรงม้า) พร้อมแรงบิดสูงสุด 1,080 นิวตันเมตร ในโหมด Launch Control สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ใน 3.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 250 กม./ชม. พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ถึง 653 กิโลเมตร

คาเยนน์ อิเล็กทริค ใหม่ เติมเต็มตัวเลือกในตระกูลคาเยนน์อย่างสมบูรณ์ ทำให้ครอบคลุมทั้งขุมพลังไฟฟ้า ไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการนำเสนอความหลากหลายของยนตรกรรมปอร์เช่

ความทรงพลังและเร้าใจเต็มพิกัดกับ มาคันน์ จีทีเอส รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส (Macan GTS) รุ่นย่อยที่ 5 ของตระกูลมาคันน์ไฟฟ้า โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม โดยหลังจากการเปิดตัวในปี 2025 นับเป็นครั้งแรกที่มาคันน์ จีทีเอส จะถูกนำมาจัดแสดงในประเทศไทยและพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้า ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้หลงใหลในปอร์เช่ได้สัมผัสสมาชิกใหม่ล่าสุดของตระกูลมาคันน์อย่างเต็มรูปแบบ

มาคันน์ จีทีเอส มอบพละกำลังสูงสุด 420 กิโลวัตต์ (571 แรงม้า) ในโหมดโอเวอร์บูสท์ พร้อมแรงบิดสูงสุด 955 นิวตันเมตร และอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที มาพร้อมระบบล็อกเฟืองท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า และช่วงล่างถุงลมสปอร์ตแบบปรับระดับความสูง ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและการทรงตัวอย่างเหนือระดับ พร้อมโหมดแทรค ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของแบตเตอรี่และยกระดับสมรรถนะการขับขี่สูงสุด

มาคันน์ จีทีเอส สามารถขับขี่สูงสุดตามมาตรฐาน WLTP ได้ไกลถึง 614 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และเมื่อชาร์จเร็วแบบ DC แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์จจาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายในเวลา 21 นาที โดยมีความสามารถในการชาร์จสูงสุดถึง 270 กิโลวัตต์ (kW) โดดเด่นด้วยดีไซน์สไตล์จีทีเอส ที่เน้นความสปอร์ตด้วยรายละเอียดตกแต่งโทนสีเข้ม พร้อมแพ็คเกจตกแต่งภายในแบบ GTS Interior Package ที่ตกแต่งด้วยด้ายเย็บสีเดียวกับตัวรถ โดยมาคันน์ จีทีเอส พร้อมจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคาเริ่มต้น 7,290,000 บาท

เปิดตัวผลงานภาพยนตร์ “Porsche. There Is No Substitute.” ครั้งแรกในประเทศไทย
เปิดตัวครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 กับผลงาน “Porsche. There is no substitute.”  โดยเป็นผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวของปอร์เช่ที่สร้างขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกผ่าน 5 บุคคลที่สะท้อนจิตวิญญาณของปอร์เช่ในหลากหลายมิติ สะท้อนแนวคิด There is no substitute ที่สอดคล้องกับแนวคิดหลักของปอร์เช่

“เติ้น - ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์” นักขับ Formula 2 ถ่ายทอดมิติด้าน Performance ผ่านความเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และรถปอร์เช่ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน “ตั้ม - ชนิพล กุศลชาติธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์และเจ้าของร้านสูท Bespoke สะท้อนมิติด้าน Design ผ่านความสมดุล ความแม่นยำ และความสุนทรีย์ พร้อมทำหน้าที่ผู้กำกับผลงานที่ถ่ายทอดมุมมองและความหลงใหลในปอร์เช่ผ่านภาพยนต์เรื่องนี้ “เต้น - สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา” ผู้ก่อตั้ง Das Treffen และผู้กำกับภาพยนตร์ ถ่ายทอดมิติด้าน Heritage ผ่านวัฒนธรรมและคอมมูนิตี้ที่หล่อหลอมแบรนด์ปอร์เช่ “ลูกนัท - ปณิชา ดอกจันทน์” ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร สะท้อนมิติ Driving Fun ผ่านอิสรภาพและความสุขในการขับขี่ และ “โก้ - ชานนท์ เรืองกฤตยา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ Porsche Design Tower Bangkok และบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ถ่ายทอดมิติด้าน Exclusivity ผ่านวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และความเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกต่าง โดยเรื่องราวของทั้ง 5 บุคคลนี้ได้ร่วมกันสะท้อนแก่นแท้ของปอร์เช่ผ่านเส้นทางที่แตกต่าง แต่หลอมรวมด้วยแนวคิดเดียวกันว่าสำหรับปอร์เช่ ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ถ่ายทอดสมรรถนะของปอร์เช่ในทุกขุมพลัง

ปอร์เช่ ประเทศไทย พร้อมจัดแสดงยนตรกรรมให้ท่านได้ร่วมสัมผัสสมรรถนะของปอร์เช่ในหลากหลายขุมพลัง นำเสนอยนตรกรรมอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งรถสปอร์ตระดับตำนาน นวัตกรรมไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขั้นสูง พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 75 ปีแห่งปอร์เช่ มอเตอร์สปอร์ตด้วยยนตรกรรมระดับตำนานทั้งปอร์เช่ 911 และ 718 ที่สะท้อนมรดกแห่งสนามแข่งและเอกลักษณ์การขับขี่ของปอร์เช่ พร้อมกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบนำโดยเอสยูวีอย่างมาคันน์ จีทีเอสและรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างไทคานน์ (Taycan) และไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)

ในกลุ่มยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด พานาเมร่า โฟร์ อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ (Cayenne S E-Hybrid Coupé) รุ่นประกอบในภูมิภาค สะท้อนแนวทางของปอร์เช่ในการผสานเทคโนโลยีไฟฟ้าเข้ากับสมรรถนะการขับขี่แบบไดนามิก โดยคาเยนน์ เอส อี-ไฮบริด คูเป้ รุ่นปรับโฉมปี 2026 ซึ่งได้รับความนิยมจากลูกค้าในประเทศไทย ยกระดับความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยล้อ RS Spyder Design ขนาด 21 นิ้ว ไฟหน้า HD Matrix LED พวงมาลัย GT Sports และแพ็กเกจ Sport Chrono ตอกย้ำตำแหน่งของคาเยนน์ในฐานะเอสยูวีที่ผสานสมรรถนะ การออกแบบ และการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ในโอกาสพิเศษนี้ปอร์เช่ ประเทศไทย มอบสิทธิพิเศษหลากหลายรายการ โดยลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น อัตราดอกเบี้ยผ่อนชำระพิเศษเริ่มต้นที่ 0.99% ประกันภัยชั้นหนึ่งนานสูงสุด 2 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพรถ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย*

เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมกับพาร์ทเนอร์นำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม* โดยลูกค้าที่ซื้อและรับมอบรถยนต์ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 31 ธันวาคม 2569 จะได้รับเครดิตชาร์จไฟมูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้ที่สถานีชาร์จ Shell Recharge เป็นระยะเวลา 3 ปี*

ปอร์เช่ ประเทศไทยพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้ทั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2569 และที่ตัวจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ*

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด   

NACS มอบรางวัล Convenience Industry Leader of the Year – Asia-Pacific 2026

NACS มอบรางวัล Convenience Industry Leader of the Year – Asia-Pacific 2026 แก่ นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร เซ็นทรัล รีเทล
กรุงเทพฯ 23 มีนาคม 2569 – นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร เซ็นทรัล รีเทล ได้รับรางวัล “Convenience Industry Leader of the Year – Asia-Pacific” ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากเวที NACS Convenience Retail Awards Asia-Pacific 2026 รางวัลอันทรงเกียรติที่ยกย่องผู้นำองค์กรซึ่งมีบทบาทโดดเด่นด้านภาวะผู้นำ นวัตกรรม และความเป็นเลิศในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้อในระดับสากล ภายใต้การนำของนายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร เซ็นทรัล รีเทล ในการนำทัพธุรกิจ TOPS DAILY ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมยกระดับรูปแบบร้านสะดวกซื้อสู่ประสบการณ์การช้อปปิ้งยุคใหม่ ในรูปแบบ Joy-venience” ภายใต้แนวคิด #EveryDayForEveryone “ค้นพบความสุขทุกวันในแบบคุณ” ที่พลิกโฉมโมเดลร้านสะดวกซื้อแบบดั้งเดิมสู่จุดหมายของประสบการณ์การใช้ชีวิต ผ่านกลยุทธ์สำคัญ ด้าน ได้แก่

·       Joy Eat - ยกระดับประสบการณ์อาหารพร้อมรับประทานและเมนูคุณภาพ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่

·       Joy Shopping - พัฒนารูปแบบร้านค้าและการจัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์ความสะดวกและความหลากหลาย

·       Joy Value - มอบความคุ้มค่าและโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

·       Joy Loyalty - สร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านประสบการณ์การช้อปปิ้งและโปรแกรมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ยังได้พัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ TOPS DAILY Hybrid Model ที่ผสานร้านสะดวกซื้อเข้ากับสินค้าและบริการเฉพาะทาง อาทิ TOPS WINE CELLAR, THE BAKER Café และ LOOKS เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Cross-Category และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ท็อปส์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านแนวคิด TOPSTER Spirit ที่ยึดผู้คนเป็นศูนย์กลาง พร้อมปลูกฝังค่านิยมสำคัญ ได้แก่ Customer First, Determination, Passion & Transparency และ People Care ควบคู่กับการผลักดันโครงการพัฒนาทีมงานอย่าง YES! Program เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริการและประสบการณ์ลูกค้าทั่วทั้งองค์กร

“การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและความสำเร็จสำคัญของท็อปส์ ที่สะท้อนถึงศักยภาพและความทุ่มเทของทีมงาน TOPS DAILY ในการยกระดับธุรกิจร้านสะดวกซื้อของไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจค้าปลีกไทย” นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจอาหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าว

ทั้งนี้ รางวัล NACS Convenience Retail Awards Asia-Pacific จัดขึ้นโดย National Association of Convenience Stores (NACS) องค์กรชั้นนำของอุตสาหกรรมร้านสะดวกซื้อระดับโลก ภายในงาน NACS Convenience Summit Asia ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้นำธุรกิจค้าปลีกจากทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ กลยุทธ์ และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต

#TOPSDAILY #EveryDayDISCOVERY #EveryDayForEveryone

#NACSConvenienceIndustryLeaderoftheYear

สิ้นสุดการรอคอย! เชอรี ประเทศไทย เปิดตัว Chery Q รถอีวีรุ่นใหม่

สิ้นสุดการรอคอย! เชอรี ประเทศไทย ปล่อยหมัดเด็ดมัดใจคนไทยในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดตัว Chery Q รถอีวีรุ่นใหม่ที่ “ครบ-คุ้ม” ที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมส่ง Chery V23 สีใหม่ เอาใจสาวกทรง Boxy!

กรุงเทพฯ 23 มีนาคม 2569 — เชอรี ประเทศไทย (Chery Thailand) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ยานยนต์ระดับโลก พร้อมประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดไทยอย่างมั่นคงด้วยไลน์อัปรถยนต์หลากหลายรุ่นที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยได้อย่างดีเยี่ยม ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (Motor Show 2026) โดย CHERY ขนทัพยนตรกรรมและนวัตกรรมการขับขี่แห่งอนาคตมาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ที่บูทสุดอลังการภายใต้คอนเซปต์ “CHERY HAPPINESS HUB” สะท้อนความตั้งใจของแบรนด์ในการเป็นศูนย์รวมประสบการณ์ความสุข ความสะดวกสบาย และความมั่นใจในทุกการเดินทาง พร้อมไฮไลต์สำคัญที่ทุกคนรอคอย การเปิดตัว Chery Q รถยนต์ไฟฟ้าดีไซน์สุดคิวต์เพื่อคนเมืองยุคใหม่ที่ครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ ให้ลูกค้าชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดและลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษเฉพาะที่งานมอเตอร์โชว์


มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย เผยว่า “ในปี 2568 เป็นปีที่ลูกค้าชาวไทย ได้ให้การต้อนรับ เชอรี ประเทศไทย อย่างอบอุ่น โดยในเดือนกันยายน CHERY ได้เข้าสู่ตลาดไทยด้วยการเปิดตัวรถสองรุ่นเรือธง ได้แก่ Chery V23 รถไฟฟ้าดีไซน์เท่สไตล์ Boxy ไม่ซ้ำใคร และ Chery TIGGO 8 CSH พรีเมียมเอสยูวี 7 ที่นั่ง สำหรับครอบครัวยุคใหม่ และในเดือนธันวาคม เราได้ฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ หลัง Chery V23 ติดอันดับ Top 5 รถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดจดทะเบียนสูงสุดในไทย อีกทั้งยังครองอันดับที่ 1 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทรง Boxy ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ CHERY”

“จากเสียงตอบรับที่อบอุ่นจากผู้ใช้งานชาวไทย ปีนี้ CHERY พร้อมส่งมอบความสุขผ่านการสร้างประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างและคุ้มค่าให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สโลแกน “Happiness On The Move” ให้ทุกช่วงเวลาของการใช้รถ CHERY เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความสุข โดยปีนี้ เราเดินหน้านำเสนอไลน์อัปรถที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านการขับขี่ เทคโนโลยี และดีไซน์ ให้แก่ลูกค้าชาวไทย ครบทั้งรถไฟฟ้า (BEV) และรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) นอกจากนี้ CHERY เดินหน้าพัฒนาบริการหลังการขายที่แข็งแกร่งภายใต้มาตรฐานระดับโลกผ่านการดูแลโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจและร่วมเดินทางไปกับ CHERY ได้อย่างสบายใจในทุก ๆ วัน โดยเราปักธงขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการจาก 40 แห่ง เป็น 70 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 เพื่อให้ลูกค้าในทุกภูมิภาคได้อุ่นใจกับบริการในพื้นที่ของตนเองได้มากขึ้น เราจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจอย่างมั่นคงในเมืองไทยด้วยเป้าหมายในการเป็น Top Choice ที่ครอบครัวคนไทยไว้วางใจ”
ทั้งนี้บูทในงาน Motor Show 2026 ของ CHERY ออกแบบภายใต้คอนเซปต์ CHERY HAPPINESS HUB พื้นที่สร้างความสุขจากการเดินทาง พร้อมหลากหลายโซนที่รอให้ลูกค้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดและรุ่นไฮไลต์ครบทุกรุ่น ตลอดจนเทคโนโลยีการขับขี่ที่ CHERY พัฒนาขึ้นเพื่อมอบการเดินทางที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สะท้อนวิสัยทัศน์ของ CHERY ที่มุ่งพัฒนายานยนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การเดินทาง แต่เข้ามาเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานในทุกวัน
ครั้งแรกในโลกกับการเปิดตัว Chery Q นอกตลาดจีน พบกับรถอีวีฟังก์ชันครบในดีไซน์สุดคิวต์CHERY ได้เปิดตัว Chery Q สู่ตลาดไทยในฐานะตลาดต่างประเทศแห่งแรกของโลก โดย Chery Q เป็นรถไฟฟ้าที่ชูความครบและคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ด้วยการเป็นแฮตช์แบ็กในดีไซน์ทันสมัย ออกแบบอย่างชาญฉลาดทำให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ โดยใช้มิติของ “แสง” และ “เงา” เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับดีไซน์ภายนอก ผ่านรายละเอียดสำคัญอย่างไฟหน้า ไฟท้าย กระจังหน้าด้านล่าง กระจกมองข้าง และล้อ ที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูแฟชั่น ทันสมัย และมีบุคลิกเฉพาะตัว ดีไซน์ยังสะท้อนแนวคิด “Square & Circle” การผสานรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ให้ความรู้สึกหรูหรา มั่นคง เข้ากับรูปทรงกลมที่เพิ่มความนุ่มนวล ถ่ายทอดผ่านการออกแบบภายใน เช่น แผงหน้าปัด คอนโซลกลาง และแผงประตูอย่างลงตัว เน้นการออกแบบที่ผสานดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน อย่างลงตัว ทำให้ Chery Q ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ ภายใต้แนวคิด “Chery Q – So Qute, So You”


ด้านสมรรถนะ Chery Q มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 90 กิโลวัตต์หรือ 122 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 42.7 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบความเร็วสูงสุดราว 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง ด้านระบบชาร์จ รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ รองรับระบบจ่ายไฟอุปกรณ์นอก V2L 330 วัตต์ วิ่งได้ไกลสูงสุดประมาณ 420 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้งตามมาตรฐาน CLTC
Chery Q ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัว ภายในติดตั้งเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ จอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบสั่งงานด้วยเสียง และการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน การชาร์จมือถือไร้สาย ประตูท้ายระบบไฟฟ้าและระบบกุญแจ Keyless พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด มาพร้อมกล้องมองภาพรอบคัน ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 21 ฟังก์ชัน และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เพื่อยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ Chery Q ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าเข้าไว้ด้วยกัน
Chery Q มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อยตั้งแต่รุ่น Qlick, Qool และ Quint กับสเปกจัดเต็ม มาพร้อม 4 สี ได้แก่ Creamy Beige, Sporty White, Magic Purple และ Rose Peach โดยภายในรถตกแต่งสี Cool Black (สีดำ) นอกจากนี้ สำหรับสี Creamy Beige ในรุ่น Quint สามารถเลือกออปชันสีภายในพิเศษเป็นสี Minty Mix (เขียวตัดกับสีดำ) ได้อีกด้วย
โดยในงานมอเตอร์โชว์ CHERY ได้เปิดช่วงราคาของรถ Chery Q ที่ 4xx,000 - 5xx,000 บาท พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษภายในงาน และมอบโปรโมชันส่วนลด 20,000 บาท และข้อเสนอ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 3,000 สิทธิ์ สำหรับผู้จอง Chery Q เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายน นี้เท่านั้น
ตอกย้ำความสำเร็จ Chery V23! ส่งสองสีใหม่สุดเท่เอาใจคนรักรถสไตล์ Boxy Chery V23 เผยโฉม 2 สีใหม่ เพื่อเติมเต็มสไตล์ที่แตกต่างให้รถดีไซน์ Boxy เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ กับสี “Latte Gray” ในราคา 759,900 บาท และสี “Pop Purple” ซึ่งเป็นรุ่น Limited Edition ในราคา 769,900 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 10,000 บาท และ Lifetime Warranty สำหรับแบตเตอรี่แรงดันสูง มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อน ในจำนวนจำกัด 2,000 สิทธิ์เท่านั้น สำหรับผู้จอง Chery V23 เฉพาะช่วง Motor Show 2026 ภายในวันที่ 5 เมษายนนี้เท่านั้น
นอกจากนี้ยังเปิดตัว Chery V23 ชุดแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION เวอร์ชันพิเศษพร้อมชุดแต่ง IRONMAN ที่พัฒนาร่วมกับ IRONMAN 4X4 Thailand เพิ่มความโดดเด่นและปลุกความเป็นสายลุยให้ผู้ขับขี่ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่เร้าใจมากขึ้น ในราคาพิเศษ 120,000 บาท จากราคาปกติ 133,330 บาท พร้อมรับประกันชุดอุปกรณ์ตกแต่งนาน 8 ปี (การรับประกันนี้ให้เฉพาะลูกค้าที่มีชื่อเป็นเจ้าของรถ Chery V23 มือแรก ณ วันที่ซื้อหรือได้รับชุดตกแต่ง IRONMAN 4X4 ADVENTURE EDITION และติดตั้งกับรถคันดังกล่าวเท่านั้น โดยสิทธิไม่สามารถโอนได้ การรับประกันสิ้นสุดทันทีเมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเมื่อรถสิ้นสภาพ/ยกเลิกทะเบียน หรือมีการถอด ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง หรือนำอุปกรณ์ไปใช้กับบุคคลหรือยานพาหนะอื่น)
Chery V23 เป็นเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% ในดีไซน์ Boxy เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความคลาสสิกผสานความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของคนรุ่นใหม่ ออกแบบมาให้ขับสนุกภายใต้แนวคิด "Born To Play" ดีไซน์ภายนอกดึงดูดทุกสายตาด้วยกันชนหน้า-หลังทรงมน ซุ้มล้อและบันไดข้างที่เสริมความเท่ พร้อมกล่องเก็บสัมภาระบริเวณประตูท้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก LEGO ความสูงใต้ท้องรถถึง 210 มม. มั่นใจขับขี่ได้ทุกเส้นทาง มาพร้อมล้ออัลลอยสีดำรมควันขนาด 19 นิ้วสำหรับรุ่น PLAY และ PLUS และขนาด 21 นิ้วสำหรับรุ่น PEAK ภายในห้องโดยสารออกแบบให้ทัศนวิสัยกว้าง เบาะคู่หน้าพับได้ 180 องศา เบาะคู่หลังพับราบแบบ 50:50 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ ด้านเทคโนโลยีครบครันด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 15.4 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto กล้องมุมมองรอบทิศทาง 540 องศา พร้อมแผงควบคุมที่เลือกโหมดขับขี่ได้ถึง 6 โหมด ด้านสมรรถนะ รุ่น V23 4WD PEAK ขับเคลื่อน 4 ล้อด้วยมอเตอร์คู่ (Dual Motor) กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 81.76 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 430 กิโลเมตร (NEDC) รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 104 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 20% ถึง 80% ภายใน 42 นาที พร้อมระบบ V2L จ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอกได้สูงสุด 3.3 กิโลวัตต์ ส่วนรุ่น PLAY และ PLUS ขับเคลื่อน 2 ล้อ กำลัง 136 แรงม้า แบตเตอรี่ 59.93 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกลสูงสุด 360 กิโลเมตร (NEDC) ชาร์จ DC สูงสุด 85 kW จาก 20% ถึง 80% ภายใน 36 นาที
CHERY V23 จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 12 ฟังก์ชัน พร้อมโครงสร้างตัวถังเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงและเกราะป้องกันแบตเตอรี่เคลือบ PVC กันการกัดกร่อนและการกระแทก ทั้งหมดนี้ทำให้ CHERY V23 เป็นซับคอมแพกต์เอสยูวีไฟฟ้าที่ผสานดีไซน์เรโทร สมรรถนะคล่องตัว และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่
ล่าสุด CHERY เดินหน้ายกระดับประสบการณ์การขับขี่ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์จากลูกค้า นำเสนอออปชันการเปลี่ยนกระจกมองข้างสำหรับ Chery V23 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ CHERY ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 46 ล้านบาท ในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนกระจกมองข้างครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์งานบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระจกมองข้างของ Chery V23 รุ่นใหม่จึงได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่และกว้างขึ้น ช่วยเพิ่มองศาการมองเห็นด้านข้างได้ดียิ่งขึ้นและทัศนวิสัยที่ไกลขึ้น เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายรวมถึงความมั่นใจในการขับขี่
ทั้งนี้ เจ้าของรถ Chery V23 ที่ประสงค์เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นรุ่นใหม่ สามารถติดต่อผู้จำหน่ายใกล้บ้าน เพื่อลงนัดหมายล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเข้ารับการเปลี่ยนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไปChery TIGGO 8 CSH ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด กับโอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา
รถพรีเมียมเอสยูวี ทุกสัมผัสความสบายของครอบครัวมาก่อนเสมอ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง CSH (Chery Super Hybrid) แบบ Plug-in Hybrid Electric Vehicle (PHEV) ที่ทรงพลังและประหยัด ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวคนไทย มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัยครบครัน ห้องโดยสารกว้างขวางหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงเพชร (Diamond Shape) สอดรับกับชุดไฟหน้า LED อัจฉริยะพร้อม Daytime Running Light มือจับประตูแบบซ่อนเรียบไปกับเส้นสายตัวถัง เสริมด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว สะท้อนความเรียบหรูในทุกมุมมอง ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าดีไซน์แบบ "Queen Seat" พร้อมฟังก์ชันนวด 10 จุดและที่รองน่อง มอบความผ่อนคลายเหนือระดับ เบาะแถวที่ 3 พับราบได้ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,930 ลิตร รองรับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัว ระบบความบันเทิงครบครันด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 540 องศา ระบบสั่งการด้วยเสียง และเครื่องเสียง SONY 12 ตำแหน่ง
ด้านสมรรถนะ TIGGO 8 CSH ผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร กำลัง 143 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 358 แรงม้า รวมกำลังสูงสุด 501 แรงม้า แรงบิด 735 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 6.8 วินาที วิ่งในระบบ Plug-in Hybrid ได้ไกลสูงสุด 1,200 กิโลเมตรต่อการเติมพลังงานเต็ม 1 ครั้ง พร้อมระบบชาร์จเร็วจาก 30% ถึง 80% ภายใน 20 นาที TIGGO 8 CSH ยังจัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ด้วยถุงลมนิรภัย 10 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังเหล็กคุณภาพสูง (Ultra-high-strength Steel) และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS 16 ฟังก์ชัน ยกระดับความมั่นใจในทุกการเดินทาง สะท้อนแนวคิดของ CHERY TIGGO 8 CSH ที่ผสานความหรูหรา สมรรถนะ และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักมีความสุขในทุกเส้นทาง
เป็นเจ้าของ Chery TIGGO 8 CSH ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด โอกาสสุดท้ายก่อนการปรับราคา ทั้ง 2 รุ่น PHEV 2WD ESTEEM 899,000 บาท* และรุ่น PHEV 4WD ELITE 999,000 บาท* ดังนั้นคนที่กำลังเล็งรุ่นนี้อยู่ต้องรีบจับจองด่วน!
นอกจากนี้ CHERY ยังคงตอกย้ำบทบาทในการผลักดันพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ โดยภายในบูท CHERY HAPPINESS HUB จัดแสดง 6 โมเดลผลงานการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งรถ Chery V23 จาก 6 ไฟนอลลิสต์จากโครงการ Chery V23 Style Up Challenge ที่ก่อนหน้านี้เปิดเวทีให้นักศึกษาและบุคคลทั่วไปได้ร่วมส่งผลงานการดีไซน์ที่เปี่ยมคาแรกเตอร์และมีศักยภาพในการนำไปใช้จริงในเชิงพาณิชย์ โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถร่วมโหวตผลงาน Popular Vote พร้อมลุ้นรับของรางวัลพิเศษเป็น iPad มูลค่า 12,900 บาท 1 รางวัล จากการร่วมโหวต ก่อนประกาศผลผู้ชนะบนเวทีในวันสุดท้ายของงานมอเตอร์โชว์
ห้ามพลาดกับบูท CHERY พบกับยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และครอบครัวคนไทย พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษสุดคุ้ม ณ บูท CHERY หมายเลข A25 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 หรือที่สัมผัสรถทุกรุ่นที่โชว์รูม CHERY ทั่วประเทศ พร้อมรับข้อเสนอเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.chery-thailand.com
และ เฟซบุ๊ก CHERY Thailand

MAXUS ขนทัพไลน์อัปรถตู้ไฟฟ้าสุดล้ำเพื่อการพาณิชย์ ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47


MAXUS เปิดประสบการณ์สุดยอดยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ซีรีส์ใหม่ล่าสุด สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “eDeliver เพื่อธุรกิจที่สมาร์ทไปอีกขั้น” (eDeliver for Smart Business) โดยจัดแสดงไลน์อัปรถตู้พลังงานไฟฟ้าในซีรีส์ eDeliver ครอบคลุม 4 รุ่น ได้แก่ eDeliver 3, eDeliver 5, eDeliver 7 และ eDeliver 9 เตรียมเจาะตลาดประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมโชว์นวัตกรรมรถกระบะพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์รุ่นยอดนิยม eTerron9 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยทั้งในด้านสมรรถนะและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถจองรถล่วงหน้าได้ในงานนี้อีกด้วย

หวัง หยิง ผู้จัดการทั่วไป แม็คซัส ไทยแลนด์ (WANG YING, General Manager of MAXUS THAILAND) กล่าว “MAXUS เป็นแบรนด์ที่มี DNA เชิงพาณิชย์อันโดดเด่นอย่างแท้จริง เราพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์จากจุดเริ่มต้นในทุกขั้นตอน ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงอย่างเต็มประสิทธิภาพ เราเริ่มขยายตลาดสู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2011 โดยดำเนินธุรกิจในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงตลาดมาตรฐานสูงอย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส และชิลี ในปี 2568 เราได้ส่งมอบรถเชิงพาณิชย์ไปแล้วกว่า 222,000 คันทั่วโลก”


MAXUS เป็นแบรนด์จากจีนอันดับ 1 ที่มียอดส่งออกสูงสุดในยุโรป 2 กลุ่ม ได้แก่ รถเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (LCV) และรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็ก (E-LCV) สำหรับตลาดเอเชีย MAXUS มียอดจำหน่ายมากกว่า 16,000 คันในปี 2568 (ไม่รวมประเทศจีน) ความสำเร็จเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากกลยุทธ์การนำเสนอไลน์อัปยานยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่างครอบคลุม “เราพร้อมเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อสร้างทางเลือกที่ลดต้นทุน ให้สมรรถนะและความปลอดภัยที่เหนือชั้น ตลอดจนสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานแก่โลกธุรกิจยุคใหม่” หวัง หยิง กล่าวเสริม
ทั้งนี้ภายในงาน Bangkok International Motor Show 2026 บริษัทฯ เตรียมเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองรถล่วงหน้า (Pre-booking) ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาด
ในประเทศไทย และเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ยังมีแผนเปิดโชว์รูมแห่งแรกในประเทศไทยภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 นี้ เพื่อยกระดับประสบการณ์การให้บริการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว
ในโอกาสนี้ MAXUS และ EVANTE ดีลเลอร์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ยังประกาศความพร้อมการทำตลาดเต็มไลน์อัพในปี 2569 ซึ่งจะครอบคลุมรุ่น eDeliver 3, eDeliver 5, eDeliver 7 และ eDeliver 9 จากซีรีส์ eDeliver สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “eDeliver เพื่อธุรกิจที่สมาร์ทไปอีกขั้น” (eDeliver for Smart Business) เพื่อตอบรับทิศทางของไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคโลจิสติกส์ไฟฟ้าและธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืนมากขึ้น
รถพลังงานไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในซีรีส์ eDeliver ที่จัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ได้แก่
eDeliver 5: รถตู้พลังงานไฟฟ้าภายใต้คอนเซ็ปต์ “City-Ready Efficiency” ออกแบบมาเพื่อการใช้งานขนส่งในเขตเมือง มีพื้นที่บรรทุกสูงสุด 8.7 ลบ.ม. และบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 1,265 กก. ให้กำลังสูงสุด 120 กิโลวัตต์ รองรับได้ทั้งผู้โดยสารและการจัดส่งสินค้า ด้วยระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP 301–335 กม. นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบชาร์จเร็วที่สามารถชาร์จจาก 20% ไปถึง 80% ภายในเวลาเพียง 36 นาที ทำให้ eDeliver 5 เป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับธุรกิจต่างๆ
eDeliver 7: รถตู้พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ ชูคอนเซ็ปต์ “Dual-Purpose Versatility Expert” ให้การรองรับได้ทั้งผู้โดยสารและการจัดส่งสินค้าอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยปริมาตรบรรทุกสูงสุด 8.7 ลบ. ม. และน้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,200 กก. ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ และระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP ที่ 310-370 กม. ตอบสนองความต้องการในการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรัศมีการเลี้ยวที่ 6 เมตร ให้ความคล่องตัวอย่างยอดเยี่ยมสำหรับการขับขี่ในเมือง
eDeliver 9: รถตู้พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ตามคอนเซ็ปต์ “Multi-Scenario Mega Platform” ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หลากหลายไปจนถึงแบบสมบุกสมบัน ให้กำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ ให้ระยะที่ไกลยิ่งขึ้นด้วยระยะทางการขับขี่รวมตามมาตรฐาน WLTP ที่ 275-370 กม. และมีปริมาตรบรรทุกสูงสุดถึง 12.3 ลบ. ม. บรรทุกน้ำหนักสูงสุด 1,530 กิโลกรัม และมีความสูงหลังคา 2.7 เมตร พร้อมความยืดหยุ่นที่เหนือชั้นในการปรับเปลี่ยนตัวรถเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะต่างๆ เช่น รถพยาบาล หรือรถตำรวจ สามารถตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างตรงจุด


นอกจากนี้ MAXUS ยังเตรียมเปิดตัว eDeliver 3 สู่ตลาดไทยในฐานะ “Small City-Delivery: Agile Pioneer” เหมาะสำหรับการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ในเขตเมือง ด้วยขนาดความจุ 4.8 ลบ. ม. บรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 1,045 กก. ให้กำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ และมีรัศมีการเลี้ยวเพียง 5.87เมตร สร้างประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น MAXUS ยังเตรียมโชว์โฉมนวัตกรรมรถกระบะพลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์สมรถนะสูง eTerron9 ภายใต้แนวคิด “All-Scenario Versatility Expert” เป็นครั้งแรกในประเทศไทยภายในงานมอเตอร์โชว์ในรอบบุคคลทั่วไป โดยเป็นรถกระบะรุ่นยอดนิยมในตลาดทั่วโลกที่มาพร้อมประสิทธิภาพความปลอดภัยครบครัน ให้ระยะขับขี่ยาวไกลถึง 430 กม. สามารถตอบสนองทุกการใช้งานของผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์จากซีรีส์ eDeliver พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ฟลีท และโลจิสติกส์ที่สนใจ สามารถจองรถล่วงหน้าได้แล้วที่บูธ MAXUS หมายเลข M2 อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 นี้
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ MAXUS CALL CENTER
โทร. 02-700-4199 ระหว่างเวลา 08.00 -18.00 น.

“กองทัพ พีค” ควง “Kim Seung-hye” นางเอกเกาหลี เปิดตัว 2 ซีรีส์เกาหลีระดับโลก

เขย่าเวที Hong Kong Filmart 2026 พร้อม Poster Exclusive – Trailer แรก และโชว์พิเศษสุดเซอร์ไพรส์ 

สร้างกระแสต่อเนื่องบนเวทีอินเตอร์ สำหรับนักแสดงหนุ่มไทย “กองทัพ พีค” (Kongthap Peak) ที่ก้าวขึ้นสู่บทนำใน Global Short-Form Drama จากเกาหลีถึง 2 เรื่องติด ได้แก่ “The Devil’s Kiss” (แนว Fantasy Drama) และ “Shared Space Romance” (แนว Romantic Drama) ซึ่งล่าสุดได้ถูกนำไปเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน Hong Kong International Filmart 2026 


ภายในงานครั้งนี้ ทั้ง 2 โปรเจกต์ได้มีการเปิดเผย Poster – Exclusive Version เป็นครั้งแรก สำหรับการนำเสนอโดย ThemeWork Studio ณ พื้นที่ Thai Pavilion (Booth 1D-B01) ภายใน Hong Kong Convention & Exhibition Center ท่ามกลางความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานในอุตสาหกรรมบันเทิงจากทั่วโลก สะท้อนถึงศักยภาพของคอนเทนต์ไทยในเวทีสากล และความร่วมมือระดับนานาชาติที่กำลังถูกจับตามอง

งาน Hong Kong International Filmart ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของการเจรจาธุรกิจด้านภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ระดับโลก ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและนักสร้างสรรค์จากหลากหลายประเทศได้นำเสนอผลงานสู่ตลาดนานาชาติ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–20 มีนาคม 2569

โดยในครั้งนี้ “กองทัพ พีค” ได้เดินทางเข้าร่วมงานด้วยตนเอง พร้อมด้วยนักแสดงนำหญิงจากเกาหลี “Kim Seung-hye” เพื่อร่วมเปิดตัวผลงานทั้งสองเรื่องอย่างเป็นทางการ สร้างความสนใจจากผู้ร่วมงานและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก


ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว Poster Exclusive Version ของทั้งสองซีรีส์ ที่เผยให้เห็น 2 คาแรกเตอร์ที่แตกต่างอย่างชัดเจนของ “กองทัพ พีค” ระหว่างบทบาทใน The Devil’s Kiss และ Shared Space Romance สร้างความตื่นเต้นและกระแสการรอติดตามจากผู้ชมในระดับนานาชาติ 

นอกจากนี้ ทั้งสองนักแสดงยังได้ร่วมกันเปิดตัว Official Trailer ของ “The Devil’s Kiss” เป็นครั้งแรก เผยให้เห็นความเข้มข้นของเรื่องราวแนวแฟนตาซี–ดราม่า โดย “กองทัพ พีค” แสดงด้วยบทสนทนาภาษาเกาหลีทั้งหมด ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนักแสดงไทยบนเวทีระดับโลกทั้ง 2 ซีรีส์เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและเกาหลีใต้ อำนวยการสร้างโดย PLUS X E&M ร่วมกับ Chaan Creations และ ThemeWork Studio สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรม Short-Form Drama ในระดับสากล

อีกหนึ่งไฮไลต์สุดพิเศษในงาน คือการแสดงโชว์เพลง “Shadow You” ซึ่งเป็นเพลงประกอบ (OST) จากซีรีส์ The Devil’s Kiss โดยเพลงนี้ได้รับการสร้างสรรค์เนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ และทำนองโดย Kim DoYeon โปรดิวเซอร์ชาวเกาหลี และเรียบเรียงพร้อมขับร้องโดย “กองทัพ พีค” ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษ ที่มีเนื้อหาสื่อถึงตัวละครในเรื่องนี้ ถือเป็นการแสดงเปิดตัวเป็นครั้งแรก ในงาน Reimaginging Thailand สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมภายในงานเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ร่วมงานที่ชื่นชม “กองทัพ พีค” ที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งการแสดง การร้องเพลง โชว์พิเศษในครั้งนี้ 



แฟน ๆ เตรียมร่วมส่งกำลังใจให้ “กองทัพ พีค” กับอีกก้าวสำคัญบนเวทีอินเตอร์ และรอติดตามผลงาน Global Short-Form Drama ทั้ง 2 เรื่อง ที่กำลังจะเปิดตัวบนแพลตฟอร์มระดับโลกในเร็ว ๆ นี้

BUSINESS+ จับมือ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

มอบรางวัล “BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026”  


กรุงเทพฯ, 23 มีนาคม 2569 - นิตยสาร BUSINESS+ โดย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดงานมอบรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี พ.ศ. 2569 (BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026)” ภายใต้แนวคิด “Innovation Beyond Frontiers : นวัตกรรมไร้พรมแดน” รางวัลอันเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรมและบริการขององค์กรที่ได้รับการคัดเลือกจากผู้บริโภค โดยในปีนี้มีการมอบรางวัลให้แก่สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมโดดเด่นรวมทั้งสิ้น 25 รางวัล ใน 6 ประเภทสินค้าและบริการ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นุรักษ์ มาประณีต องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ณ ห้องบอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ


นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดงาน BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่ององค์กรและแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในยุคปัจจุบัน นิตยสาร BUSINESS+ จึงได้ร่วมมือกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการค้นหาและคัดเลือกสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมโดดเด่นจากองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ผ่านกระบวนการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคและการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม และเป็นแรงบันดาลใจให้ภาคธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปรารถนา ปุณณกิติเกษม คณบดี วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ เทคโนโลยี และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับนิตยสาร BUSINESS+ ในการรวบรวมและคัดเลือกสินค้าและบริการที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เพื่อยกย่ององค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมและสร้างคุณค่าให้กับเศรษฐกิจไทย


สำหรับการมอบรางวัล BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026 ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาคการศึกษา โดยมีการรวบรวมสินค้าและบริการที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม ทั้งในมิติของสินค้า บริการ และกระบวนการทางธุรกิจ ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกผ่านการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค เพื่อนำไปสู่การประกาศผลและมอบรางวัลให้แก่สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี พ.ศ. 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรม และเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาธุรกิจขององค์กรไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

รางวัลสุดยอดสินค้าและบริการแห่งปี 2569 “BUSINESS+ PRODUCT INNOVATION AWARDS 2026” ในครั้งนี้จัดมอบรางวัลจำนวน 25 รางวัลใน 6 ประเภท  ประเภทของสินค้าและบริการ โดยมีรายชื่อผู้ได้รับรางวัล ดังต่อไปนี้ 

นวัตกรรมชีวิตไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Innovation) ได้แก่

1.  สินเชื่อบุคคล  ทีทีบี แคชทูโก (ttb cash2go ) โดย ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี

2. ประกันสะสมทรัพย์ กรุงเทพ สมาร์ท คิดส์ โดย บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 

3. แบบประกันภัยที่เพิ่มความคุ้มครองสัตว์เลี้ยง โดย บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 

4. ประกันสุขภาพ 3D Health Excellence โดย บริษัท ชับบ์ ไลฟ์ แอสชัวรันซ์ จํากัด (มหาชน)   

5. The 1 ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ และลอยัลตี้แพลตฟอร์ม โดย บริษัท เดอะวันเซ็นทรัล จำกัด

6. TIP SMART ASSIST โดย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

7. Application MTL Click โดย บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

8. ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) / My Style Legacy Ultra โดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัย (Housing Innovation) ได้แก่

9. สี BegerShield  ที่มีนวัตกรรม “Graphene Paint Technology” โดย บริษัท เบเยอร์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด

10. Living Quality โดย บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)

นวัตกรรมด้านยานยนต์และพลังงาน (Energy,  Automotive and Parts Innvation)

11. รถยนต์พลังงานไฟฟ้า The Ail-New Mercedes-Benz CLA โดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด   

12. ยางรถยนต์ MICHELIN PRIMACY 5 โดย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด

นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล & AI (Digital/AI Innovation)

13. Seagate Mozaic™ platform  / Exos® 32TB โดย บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด    

14. Tineco Floor One Station S7 Auto โดย บริษัท ทิเนโค่ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี จำกัด

15. ฮาร์ดไดรฟ์แบบพกพา G-DRIVE ArmorATD โดย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์ (ประเทศไทย) จำกัด

16. โน้ตบุ้ค ASUS Zenbook DUO โดย บริษัท เอซุส (ประเทศไทย) จำกัด

17. เครื่องมัลติฟังก์ชันสี ขนาด A3 Epson WorkForce Pro EM-C8100
โดย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด

18. สมาร์ทโฟน HONOR X9d 5G (ออ เนอร์ เอ็กซ์ เก้า ดี ห้า จี) โดย NEW LEGEND INDUSTRAIL CO.,LTD. ในเครือ HONOR Thailand นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ผู้บริโภค (Consumer Product Innovation)

19. ชุดเครื่องนอนเย็น Bewell Cooling Series โดย บริษัท ดิจิตอล คอมเมิร์ซ จำกัด

20. เครื่องซักอบผ้าฝาหน้ารุ่น L+ โดย บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

นวัตกรรมสุขภาพ (Health & Wellness Innovation)

21. Preventive Genomic Medicine Innovation โดย บริษัท กิฟท์ เฟอร์ทิลิตี้ จำกัด

22. Zubb (สับ) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อการลดน้ำหนัก โดย บริษัท ด็อกเตอร์ เจล จำกัด

23. BioActive+ Concentrated Liquid Collagen โดย บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด

24. แพลตฟอร์ม Smart Hospital โดย บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด

25. ViMUT Application โดย บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด