26 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย จัดดวลสวิงกระชับมิตร พบคู่ค้าภาคเหนือ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026”


วิริยะประกันภัย จัดดวลสวิงกระชับมิตร พบคู่ค้าภาคเหนือ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026”

     นายสยม โรหิตเสถียร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกอล์ฟ “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026” โซนภาคเหนือ โดยมี นายจตุรงค์ แสงสุข ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 1 (ภาคเหนือ) ด้านสาขา นำคณะผู้บริหาร และบุคลากรในสังกัด รวมถึงกลุ่มคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมการแข่งขัน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กร สร้างเสริมสุขภาพผ่านการแข่งขันกีฬา ตลอดจนเป็นการเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวิริยะประกันภัย ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์บริการให้กับกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเติบโตเคียงข้างกันอย่างมั่นคงยั่งยืน โดยกิจกรรมในครั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั้งส่วนกลางและภาคเหนือ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 170 คน ณ สนามเชียงใหม่ ไฮแลนด์ กอล์ฟ แอนด์สปา รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่



     สำหรับ กิจกรรม “Viriyah Invitational Golf Tournament 2026” ถือได้ว่าเป็นการสานต่อความสำเร็จของการแข่งขันกอล์ฟเชื่อมสัมพันธ์ประจำปี ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทั้ง 6 ภูมิภาคเป็นอย่างดีเสมอมา โดยนอกจากกิจกรรมการแข่งขันกีฬากอล์ฟแล้ว บริษัทฯ ยังได้จัดพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้รับรางวัลชนะเลิศประเภทต่าง ๆ รวมถึงงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อกลุ่มคู่ค้าพันธมิตรทุกท่าน เป็นอันปิดท้ายกิจกรรมอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ การแข่งขันครั้งถัดไป ฝ่ายปฏิบัติการภาค 1 (ภาคเหนือ) ได้ส่งไม้ต่อให้กับฝ่ายปฏิบัติการภาค 6 (ภาคกรุงเทพฯ) เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันตามตารางทัวร์นาเมนต์สนามที่ 2 ในพื้นที่โซนกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเดือนมีนาคมต่อไป

ปฏิวัติวงการไข่ไก่ไทย! “ชัยพรฟาร์ม” ทุบกรงตับ สู่ “เคจฟรีฟาร์ม”

ปฏิวัติวงการไข่ไก่ไทย! “ชัยพรฟาร์ม” ทุบกรงตับ สู่ “เคจฟรีฟาร์ม” ทรานส์ฟอร์มอาณาจักร 200 ไร่ สู่ฟาร์มไก่ไม่ขังกรงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์!

[สุพรรณบุรี] – ปิดตำนานฟาร์มไก่คอนโด! เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการปศุสัตว์อย่าง “ชัยพรฟาร์ม” ประกาศก้องความมุ่งมั่นครั้งประวัติศาสตร์ ตัดสินใจยุติการเลี้ยงไก่แบบกรงตับ (Battery Cage) เพื่อส่งไม้ต่อให้ “บริษัท เคจฟรีฟาร์ม จำกัด” เนรมิตพื้นที่กว่า 200 ไร่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ให้กลายเป็นสรวงสวรรค์ของไก่ไข่ภายใต้ระบบ “ไม่ขังกรง” (Cage-Free) ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย!

ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนวิธีเลี้ยง แต่คือการ “ปลดปล่อย” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์ (Animal Welfare) อย่างแท้จริง เคจฟรีฟาร์มประกาศโรดแมปสุดท้าทาย เริ่มต้นเดินเครื่องเลี้ยงไก่ไม่ขังกรงเฟสแรก 200,000 ตัว ภายในปี 2569 และปักธงพุ่งทะยานสู่เป้าหมายมหาศาลที่ 1,000,000 ตัว ภายในปี 2570 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในระบบการเลี้ยงแบบไร้กรงของไทย

ฟาร์มสีเขียว พลังงานสะอาดเพื่อโลกที่ยั่งยืน
โปรเจกต์ยักษ์ใหญ่นี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่สวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังมุ่งเน้นการเป็น “Smart & Green Farm” ด้วยการผสานพลังงานจากธรรมชาติเข้ากับระบบการผลิต:

Solar Power Revolution: เตรียมติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบ เพื่อใช้พลังงานสะอาดในการบริหารจัดการฟาร์ม ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

Circular Economy: การจัดการของเสียจากฟาร์มจะถูกเปลี่ยนเป็นทรัพยากรหมุนเวียน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกฟองไข่จากที่นี่ คือผลผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสูงสุด

“เราไม่ได้แค่ผลิตไข่ แต่เราสร้างมาตรฐานใหม่ให้โลกจำ”


คุณชัยพร สีถัน ผู้ก่อตั้ง ชัยพรฟาร์ม เผยว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือการตอบสนองต่อเสียงเรียกของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารที่ปลอดภัยและมีที่มาอย่างมีจริยธรรม การเปลี่ยนจากระบบกรงตับสู่ระบบไม่ขังกรงบนพื้นที่ 200 ไร่ จะทำให้ไก่ได้ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ มีความสุข และส่งต่อความสุขนั้นผ่าน “ไข่ไก่คุณภาพพรีเมียม” ถึงมือคนไทยทุกคน  นับจากนี้เป็นต้นไป ชื่อของ “เคจฟรีฟาร์ม” จะไม่ใช่แค่ฟาร์มไก่ แต่คือสัญลักษณ์แห่งการปฏิรูปเกษตรกรรมไทยสู่เวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ!

สำหรับบริษัท ผู้ซื้อ และธุรกิจอาหารที่สนใจจัดหาไข่ไก่ cage-free Happy Egg Connect
เป็นสะพานเชื่อมระหว่างฟาร์มที่ผ่านการรับรอง กับผู้ซื้อทั่วประเทศไทยและเอเชีย
ติดต่อเราได้ที่ info@catalystintercorp.org

“อัครา” ปั้นทัพ “ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ”

25 มีนาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวลงนาม MOU ร่วมกับกรมลดโลกร้อน ยกระดับมาตรฐานท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล

วันนี้ (23 มีนาคม 2569) กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมลงนาม โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสักขีพยาน


นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งบูรณาการมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ควบคู่กับมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวเข้าสู่การประเมินมาตรฐานระดับสากล อาทิ Green Hotel Plusอรวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้และสนับสนุนผู้ประกอบการท่องเที่ยวและโรงแรมให้สามารถปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมการท่องเที่ยวจะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวสู่การปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพบริการในทุกมิติ ทั้งด้านโรงแรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันกำหนดแผนงานและโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานการท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เปิดฉาก ASEE & ARHC 2026 งานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระบบปรับอากาศ และห้องปลอดเชื้อ

ตอบรับแผนพลังงานภูมิภาค ตั้งเป้าปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 30% ของพลังงานหลัก ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาดเติบโตได้ต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชนของประเทศไทยและจีนผนึกกำลังจัดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน นำทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 รายร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการพร้อมกันสองงานภายใต้ชื่อ ASEE 2026 : ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo ซึ่งมุ่งเน้นโซลูชันพลังงานอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน และ ARHC 2026 : ASEAN RHVAC & Cleanroom Industry Expo ที่เน้นเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ คาดตลอด 3 วันจัดงานระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 18,000 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้ชื่อ ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo หรือ ASEE 2026 และ ASEAN Refrigeration, Heating & Cooling Expo หรือ ARHC 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

งาน ASEE & ARHC 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในอาเซียน โดยรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศกว่า 400 รายจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการ ตอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ โซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน ทางสภาวิศวกร พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตร ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจไทย ได้พบปะผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก

นายณรงค์ วัชรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGAT) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก กฟผ. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน แนวทางการลดคาร์บอน รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

"งาน ASEE 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวบรวมเหล่าผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันพลังงานอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน นวัตกรรมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ความทันสมัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ทาง กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานเต็มกำลังและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน"

นายพิเชษฐ วงษ์เคี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) กล่าวเสริมถึงการร่วมสนับสนุนการจัดงาน ASEE & ARHC 2026 ด้วยความสอดคล้องอย่างยิ่งกับภารกิจของ PEA ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือนวัตกรรมโครงข่ายดิจิทัล จะสามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ PEA ได้รุดหน้าโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการวัดขั้นสูง (AMI), ระบบบริหารจัดการโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าขั้นสูง (ADMS), การพัฒนาไมโครกริด (Microgrid) รวมถึงโครงการนำร่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้นทั่วประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

นายถัง ชางเจียง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่กวางตุ้ง กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ขณะที่ตลาดอาเซียนมีความโดดเด่นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคพลังงานใหม่ระดับโลก ซึ่งมอบโอกาสอันมหาศาลในการสร้างความร่วมมือ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ล้ำสมัยและประสบการณ์การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในกวางตุ้งที่ได้รวบรวมจุดแข็งตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

งาน ASEE & ARHC 2026 ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะรวบรวมทรัพยากรที่มีคุณภาพ เช่น หน่วยงานจัดซื้อของรัฐบาลไทยและผู้ซื้อรายหลักจากทั่วโลก แต่ยังช่วยให้สถานประกอบการต่างๆ มีเส้นทางที่รวดเร็วขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขยายตัวไปยังต่างประเทศ และบรรลุความร่วมมือที่แม่นยำ บริษัทสมาชิกของเรายังได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจัดแสดง อาทิ โซเดียมไอออนแบตเตอรี่ (Sodium-ion batteries), แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต (Solid-state batteries) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของภาคพลังงานใหม่

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น และการก้าวไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของนานาประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ได้รับรองแผนพลังงานภูมิภาคฉบับใหม่สำหรับปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเป็น 30% ของแหล่งพลังงานหลัก และ 45% ของกำลังการผลิตติดตั้ง ทิศทางนโยบายเหล่านี้ได้ฉีดแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้กับความร่วมมือสีเขียวในภูมิภาค และเป็นเวทีที่กว้างขวางสำหรับสองนิทรรศการเฉพาะทางในวันนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “พลังงานสะอาด” รวมถึง “ระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาด (HVACR and Cleanroom)”

งาน ASEE & ARHC 2026 ได้รวบรวมสถานประกอบการจัดแสดงโซลูชันพลังงานอัจฉริยะล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีระบบปรับอากาศและห้องสะอาดขั้นสูง นอกเหนือจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาตามหัวข้อต่างๆ และเซสชันการจับคู่ทางธุรกิจที่ตรงจุด จากภาพรวมงานนี้ได้การตอบรับอย่างดีจากคณะผู้จัดซื้อหลักจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น สาธารณูปโภคไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และวิสาหกิจแปรรูปอาหาร โดยคาดว่าผู้ซื้อในท้องถิ่นอาเซียนจะมีสัดส่วนมากกว่า 45%

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น


ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ ผ่านเวทีสัมมนา ASEE Smart Energy & Energy Storage Summit: อัปเดตเทรนด์พลังงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย Dr. Andy Tirta จาก ASEAN Centre for Energy (ACE), ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), Dr. Gopal Energy Foundation, และ Global Wind Energy Council เวทีสัมมนา ARHC ASEAN RHVAC & Cleanroom Summit: อัดแน่นด้วยช่วง Innovation Sharing Session และ Insight Exchange จากวิทยากรชั้นนำ เช่น สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand) และสมาคมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality Association Thailand) และ ฟอรัมพิเศษ (Featured Forum): ภายใต้ธีม "Beyond Smart Grids - Powering AI and Data Centers in Southeast Asia"

นายหวัง เจ้าหยุน กล่าวอีกว่า ASEE & ARHC 2026 เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ของไทยและต่างประเทศ พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ อาทิ ศูนย์พลังงานอาเซียน สภาวิศวกร (ประเทศไทย) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมและองค์กรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น สถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ สภาพลังงานลมโลก สมาคมผู้เจรจาด้านพลังงานระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตกังหันลมแห่งอินเดีย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สมาคมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นแห่งมาเลเซีย สมาคมคุณภาพอากาศในอาคารประเทศไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย เป็นต้น





อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอด 3 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน โดยเป็นผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด HVACR, คลีนรูม และพลังงานที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในอาเซียน

สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลของทั้งสองงาน ASEE & ARHC 2026
เพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทาง www.aseancleanenergyexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=3 และ www.aseanhvacexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=4

แพทย์ รพ. พญาไท 1 ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้บนเวที DST 2026

สะท้อนความเป็นผู้นำด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine ระดับประเทศ


โรงพยาบาลพญาไท 1 เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นผู้นำด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางการแพทย์ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีวิชาการระดับประเทศ ล่าสุด ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการจากศูนย์ศัลยกรรมความงามและเลเซอร์ผิวหนัง ได้รับเกียรติร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 50 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย (DST 2026) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมล่าสุดด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine จากแพทย์เฉพาะทางทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และพัฒนามาตรฐานการรักษาในวงการแพทย์ผิวหนังอย่างต่อเนื่อง



ภายในงาน นพ.ชิดชน ศักดิ์จิรพาพงษ์ แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ป้องกัน ผู้ดูแลด้านความงามและเลเซอร์ ได้นำเสนอองค์ความรู้เชิงลึกผ่านหัวข้อวิชาการที่เน้นการรักษาแบบ Evidence-Based และ Clinical Precision อาทิ การประยุกต์ใช้ Combination Therapy ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย (Safety Protocol-Driven) รวมถึงเทคนิคการออกแบบผลลัพธ์ด้านความงามอย่างเป็นธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี Biostimulation ซึ่งสะท้อนแนวคิดการรักษาที่ผสานทั้งศาสตร์และศิลป์ ภายใต้กรอบมาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล

ภายในงาน ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ใน Session ด้าน Advanced Alopecia Management โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Guideline) สู่การใช้งานจริง (Real-World Evidence) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการรักษาปัญหาผมบางและผมร่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสุขภาพที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้รับบริการในปัจจุบัน

การมีบทบาทเป็นวิทยากรในเวที DST 2026 ครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญเชิงลึกของทีมแพทย์โรงพยาบาลพญาไท 1 แต่ยังตอกย้ำจุดยืนในการเป็นองค์กรทางการแพทย์ที่มีความน่าเชื่อถือ ในการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่วงการแพทย์ไทยอย่างต่อเนื่อง


โรงพยาบาลพญาไท 1 ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ การวิจัย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการแพทย์กับผู้เชี่ยวชาญในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อส่งมอบการดูแลสุขภาพและความงามที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานทางการแพทย์สูงสุด พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการในทุกมิติของสุขภาพและความงามอย่างยั่งยืน

คนไทยเที่ยวเอเชียไม่แผ่ว! Klook ชี้ยอดจองเที่ยวจีนพุ่งกว่า 130%


คนไทยเที่ยวเอเชียไม่แผ่ว! Klook ชี้ยอดจองเที่ยวจีนพุ่งกว่า 130% พร้อมดันมหกรรม Klook Travel Fest ชวนคนไทย ‘ลา…ออกไปเที่ยว’ ต้อนรับสงกรานต์ 

Klook เผยเทรนด์การท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในแถบเอเชียที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง สะท้อนผ่านยอดการจองกิจกรรมและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย “ประเทศจีน” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 130% เพื่อรองรับความต้องการด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น Klook เตรียมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1 รวมดีลท่องเที่ยวสุดคุ้มเพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลสงกรานต์


• Klook เผยเทรนด์เที่ยวเอเชียโตต่อเนื่อง
ข้อมูลล่าสุดจาก Klook แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ระบุว่า ความต้องการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย ประเทศจีนครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 131.5% ขณะที่ฮ่องกงเติบโต 29.6% ญี่ปุ่น 28.8% สิงคโปร์ 14.4% และการท่องเที่ยวภายในประเทศเติบโต 15.6% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวของการเดินทางระยะใกล้ และความนิยมของจุดหมายปลายทางในเอเชีย

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการ “ไปให้ถึง” สู่การ “ไปเพื่อรู้สึก” โดยกิจกรรมเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น Shanghai Disneyland เติบโต 48%, Hongkong Disneyland เติบโต 24% และ Universal Studios Japan เติบโต 16% นอกจากนี้ บริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง เช่น รถเช่า (+29.7%) และ eSIM (+170.2%) ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หมวดโรงแรมเติบโตสูงถึง 172.5% สะท้อนพฤติกรรมการวางแผนทริปแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว

“การเติบโตของตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ได้มองการเดินทางเป็นเพียงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘หยุดพักเพื่อเริ่มต้นใหม่’ โดย Marcus Yong รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Klook กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การได้ออกไปอยู่ในบริบทใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย วัฒนธรรมที่แตกต่าง หรือประสบการณ์ที่ไม่เคยลอง ช่วยให้ผู้คนได้ทบทวนตัวเอง เติมพลัง และกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งด้วยพลังและแรงบันดาลใจที่เต็มเปี่ยมมากกว่าเคย” 

• Klook Travel Fest เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว
เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ Klook จึงจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงงานรวมดีลส่วนลดหรือโปรโมชั่นเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้คนไทย “ลาออกจากความเหนื่อยล้า” แล้วออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับดีลท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทุกความต้องการ อาทิ โค้ดส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท โปรโมชัน Flash Sale แบบ ซื้อ 1 แถม 1 สำหรับกิจกรรมยอดนิยม และบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Hongkong Disneyland, Ngong Ping 360 และ Shanghai Disneyland ไปจนถึงบริการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือนและส่วนลดบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม KOL Talk จากนักเดินทางและครีเอเตอร์ชื่อดัง ได้แก่ ต้าห์อู๋ พิทยา, ม้าม่วง ลอเรน และ ดรีม อภิชญา ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในมุมมองที่แตกต่างแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและแรงบันดาลใจ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569  ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1 ติดตามรายละเอียดส่วนลดและตารางกิจกรรมของ Klook Travel Fest เพิ่มเติมได้ที่ https://www.klook.com/th/tetris/promo/klookoffline/

Klook เผยเทรนด์การท่องเที่ยวของคนไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางในแถบเอเชียที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง สะท้อนผ่านยอดการจองกิจกรรมและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย “ประเทศจีน” กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตกว่า 130% เพื่อรองรับความต้องการด้านการท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้น Klook เตรียมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1 รวมดีลท่องเที่ยวสุดคุ้มเพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลสงกรานต์

• Klook เผยเทรนด์เที่ยวเอเชียโตต่อเนื่องข้อมูลล่าสุดจาก Klook แพลตฟอร์มการจองกิจกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย ระบุว่า ความต้องการเดินทางไปต่างประเทศของนักท่องเที่ยวไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย ประเทศจีนครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดถึง 131.5% ขณะที่ฮ่องกงเติบโต 29.6% ญี่ปุ่น 28.8% สิงคโปร์ 14.4% และการท่องเที่ยวภายในประเทศเติบโต 15.6% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวของการเดินทางระยะใกล้ และความนิยมของจุดหมายปลายทางในเอเชีย

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากการ “ไปให้ถึง” สู่การ “ไปเพื่อรู้สึก” โดยกิจกรรมเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่น Shanghai Disneyland เติบโต 48%, Hongkong Disneyland เติบโต 24% และ Universal Studios Japan เติบโต 16% นอกจากนี้ บริการที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง เช่น รถเช่า (+29.7%) และ eSIM (+170.2%) ก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่หมวดโรงแรมเติบโตสูงถึง 172.5% สะท้อนพฤติกรรมการวางแผนทริปแบบครบวงจรในแพลตฟอร์มเดียว  “การเติบโตของตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ได้มองการเดินทางเป็นเพียงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่เป็นการ ‘หยุดพักเพื่อเริ่มต้นใหม่’ โดย Marcus Yong รองประธานฝ่ายการตลาดระดับโลกของ Klook กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การได้ออกไปอยู่ในบริบทใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นเมืองที่ไม่คุ้นเคย วัฒนธรรมที่แตกต่าง หรือประสบการณ์ที่ไม่เคยลอง ช่วยให้ผู้คนได้ทบทวนตัวเอง เติมพลัง และกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งด้วยพลังและแรงบันดาลใจที่เต็มเปี่ยมมากกว่าเคย” 

• Klook Travel Fest เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว
เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ Klook จึงจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวประจำปี “Klook Travel Fest: เทศกาลลา…ออกไปเที่ยว” ที่ไม่ได้เป็นเพียงงานรวมดีลส่วนลดหรือโปรโมชั่นเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้คนไทย “ลาออกจากความเหนื่อยล้า” แล้วออกไปค้นหาประสบการณ์ใหม่ ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับดีลท่องเที่ยวที่ครอบคลุมทุกความต้องการ อาทิ โค้ดส่วนลดสูงสุด 5,000 บาท โปรโมชัน Flash Sale แบบ ซื้อ 1 แถม 1 สำหรับกิจกรรมยอดนิยม และบัตรเข้าสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก เช่น Hongkong Disneyland, Ngong Ping 360 และ Shanghai Disneyland ไปจนถึงบริการผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือนและส่วนลดบัตรเครดิตชั้นนำมากมาย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม KOL Talk จากนักเดินทางและครีเอเตอร์ชื่อดัง ได้แก่ ต้าห์อู๋ พิทยา, ม้าม่วง ลอเรน และ ดรีม อภิชญา ที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในมุมมองที่แตกต่างแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายและแรงบันดาลใจ ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ระหว่างวันที่ 27–29 มีนาคม 2569 
ณ ศูนย์การค้า CentralWorld โซน Eden 1 ชั้น 1

ติดตามรายละเอียดส่วนลดและตารางกิจกรรมของ Klook Travel Fest
เพิ่มเติมได้ที่ https://www.klook.com/th/tetris/promo/klookoffline/

อวานี รัชดา กรุงเทพฯ ชวนร่วมเวิร์กช็อป “The Lucky Stone Atelier”

ออกแบบเคสโทรศัพท์หินนำโชค เติมแรงบันดาลใจ

25 มีนาคม 2569, กรุงเทพฯ – โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ (Avani Ratchada Bangkok) บริหารโดย AVANI ในเครือไมเนอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPLAND ชวนสัมผัสช่วงเวลาแห่งความสร้างสรรค์กับเวิร์กช็อป “The Lucky Stone Atelier” กิจกรรมที่ผสานศิลปะและความหมายไว้ในผลงานชิ้นเดียว เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ออกแบบเคสโทรศัพท์เรซินในสไตล์ของตนเอง พร้อมเลือก

“หินนำโชค” ที่สะท้อนตัวตนและความตั้งใจ ระหว่างเวลา 14:00 – 16:00 น. วันที่ 25 เมษายน 2569 ณ เมโทร เลานจ์ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

ภายในเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมจะได้เลือกอัญมณีที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ซึ่งแต่ละชนิดมีความหมายเฉพาะตัว ทั้งด้านความรัก การปกป้อง หรือการเสริมพลังความมั่นใจ ก่อนนำมาจัดวางดีไซน์ในแบบที่สะท้อนตัวตน และปิดผลงานด้วยเรซินใส กลายเป็นเคสโทรศัพท์ชิ้นพิเศษที่มีเพียงหนึ่งเดียว พร้อมพกพาความหมายดี ๆ ไปได้ในทุกวัน

นอกจากกิจกรรมสร้างสรรค์แล้ว ผู้เข้าร่วมยังสามารถเพลิดเพลินกับชา กาแฟ และของว่างแบบไม่อั้นตลอดระยะเวลาเวิร์กช็อป 2 ชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายใจกลางย่านรัชดา ในราคาเพียง 990 บาทสุทธิต่อท่า



ผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account @avaniratchada หรือโทร 02 641 1500 ร่วมเปิดประสบการณ์สร้างสรรค์และเติมเต็มช่วงเวลาวันหยุดไปกับเวิร์กช็อป
“The Lucky Stone Atelier” ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่
LINE Official Account @avaniratchada หรือโทร 02 641 1500

เบเยอร์–ซีพี รีเทลลิงค์ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026


“BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมแห่งปีที่ยกระดับมาตรฐานความคงทนวัสดุเคลือบผิว

กรุงเทพฯ – เบเยอร์ ผนึกกำลัง ซีพี รีเทลลิงค์ สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในเวทีนวัตกรรมระดับประเทศ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026 จากผลงาน “BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวแห่งปีที่ถูกจับตามองในฐานะ Game Changer ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการปกป้องพื้นผิว

คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด และ ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล จากความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยี GrapheneShield ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานวัสดุเคลือบผิวในระดับอุตสาหกรรม


หัวใจของนวัตกรรมนี้ คือการนำ Graphene วัสดุขั้นสูงระดับโลก มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีสีของเบเยอร์ เพื่อสร้างฟิล์มเคลือบผิวที่มีทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการต้านทานสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความชื้น ฝน หรือรังสี UV ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพในระยะยาว

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเบเยอร์และ CP Retailink ผ่านหน่วยงาน ALL Graphene ซึ่งเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งด้านเทคโนโลยีสีและวัสดุขั้นสูง เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยหลังจากการลงนามความร่วมมือ (MOU) เมื่อปลายปี 2568 นวัตกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์รูปธรรมแรกที่สะท้อนศักยภาพของการร่วมพัฒนา

คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กล่าวว่า

“Graphene เป็นวัสดุขั้นสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสมรรถนะของวัสดุในหลายอุตสาหกรรม ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นระดับอะตอม จึงช่วยลดการซึมผ่านของน้ำ ออกซิเจน และสารกัดกร่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมของผู้ใช้งานจริง นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มความทนทานของโครงสร้าง และลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาวได้อย่างชัดเจน”

ด้าน ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ กล่าวว่า  “BegerShield GrapheneShield Innovation เป็นการยกระดับเทคโนโลยีสีให้ก้าวไปสู่การเป็นวัสดุปกป้องโครงสร้างอย่างแท้จริง เราออกแบบระบบสีให้ Graphene สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในฟิล์มสี ส่งผลให้เกิดทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสีในอนาคต”



ในวันที่สภาพภูมิอากาศและรูปแบบการใช้งานเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรม GrapheneShield Innovation สะท้อนแนวคิดใหม่ของการออกแบบวัสดุที่ต้อง “คิดเผื่ออนาคต” ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน แต่ต้องสามารถรับมือกับความท้าทายของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นได้อย่างยั่งยืนรางวัล Product Innovation Awards 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่กำลังก้าวสู่ยุคของ Performance-Driven Materials ซึ่งให้ความสำคัญกับความทนทาน อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง ในระยะยาวมากกว่าที่เคย

24 มีนาคม 2569

“7HD รวมพลังปรับ เพื่อโลกเปลี่ยน”

ตอกย้ำต้นแบบสื่อรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานในองค์กรพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD เดินหน้าตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อสังคม ขับเคลื่อนแคมเปญใหญ่ “คนปรับ โลกเปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งต่อแนวคิด “ทุกการปรับ...นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” เริ่มต้นสร้างจิตสำนึกจากภายในองค์กรสู่การขยายผลลัพธ์เชิงบวกสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ช่อง 7HD ได้สานต่อภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “7 สีปันรักให้โลก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์คัดแยกขยะ การลดใช้พลาสติก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ล่าสุดท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานในปัจจุบัน คุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ได้นำคณะผู้บริหาร ผู้ประกาศข่าว และตัวแทนพนักงาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ลดใช้พลังงานอย่างจริงจังภายใต้โครงการ “7HD รวมพลังปรับ เพื่อโลกเปลี่ยน” โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น กิจกรรม “ปิดเพื่อเปลี่ยน” รณรงค์ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยง หรือหลังเลิกงานในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการส่งเสริมให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ในระยะใกล้ เพื่อประหยัดพลังงานควบคู่ไปกับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับบุคลากร

นับตั้งแต่เริ่มคิกออฟแคมเปญเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน พลังความร่วมมือร่วมใจของชาวช่อง 7HD สามารถสร้างสถิติที่น่าภาคภูมิใจ โดยช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรลงได้สูงถึง 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากการขับเคลื่อนภายในองค์กรแล้ว ช่อง 7HD ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งต่อพลังบวกสู่สังคม โดยล่าสุดได้ส่ง 2 นักแสดงดาวรุ่ง ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ และ แอนน่า กลึคส์ เข้าร่วมกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ปี 2569" (60+ Earth Hour 2026) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 - 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน|

การปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ ในวันนี้ คือพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

RIDDARA ยกทัพกระบะพลังงานใหม่ บุกงาน Motor Show 2026

ชวนสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเซอร์ไพรส์ประกาศปรับลดราคารุ่น RD6 สูงสุด 160,000 บาท


กรุงเทพมหานคร (23 มีนาคม 2569) – RIDDARA (ริดดารา) แบรนด์รถกระบะพลังงานใหม่ ยอดขายอันดับ 1 จากประเทศจีน ภายใต้เครือ GEELY AUTO GROUP ประกาศยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ นำโดย มร. เฉา เฟิง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ริดดารา ออโตโมบาย (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยด้วยรถกระบะพลังงานใหม่ ที่มีราคาต่ำกว่ารถกระบะที่ใช้น้ำมันทั่วไป ชูจุดเด่นด้านสมรรถนะเหนือระดับ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความคุ้มค่าที่เหนือกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไปทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างแท้จริง

มุ่งสู่เป้าหมาย 3,000 คัน และคำมั่นสัญญาต่อตลาดไทย
มร. เฉา เฟิง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ริดดารา ออโตโมบาย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางของแบรนด์ว่า “ความสำเร็จในปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งเรามียอดขายมากกว่า 1,000 คัน ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 98% ในประเทศไทย ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ยืนยันให้ลูกค้าชาวไทยเชื่อมั่นในแบรนด์ RIDDARA และ สำหรับปี 2026 นี้ เราตั้งเป้าหมายความท้าทายใหม่ที่ 3,000 คัน โดยเราจะไม่หยุดเพียงแค่การขายรถ แต่จะมุ่งเน้นการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย โดยปัจจุบันมีเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย 15 แห่ง โดยในปีนี้เราตั้งเป้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครบ 38 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่เหนือระดับ เพื่อให้คำมั่นสัญญาว่า RIDDARA จะเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน


กลยุทธ์ "Dual Strategy": ตอบโจทย์ครอบคลุมการใช้งานทุกไลฟ์สไตล์และการทำธุรกิจ
เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในประเทศไทยอย่างครอบคลุม RIDDARA ได้วางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์แบบคู่ขนาน (Dual Strategy):

RIDDARA RD6 Series (Dual – Purpose Pickups Zone family and lifestyle) รถกระบะพลังงานใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อทุกครอบครัวในการใช้ชีวิต : เน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่ต้องการความสมดุลระหว่างการใช้งานในครอบครัวและ การทำกิจกรรมไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์จาก Peter Horbury (Lotus Design Center) มอบความสบายระดับ SUV และ สมรรถนะการขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และ ด้วยราคาคุ้มค่า เริ่มต้นเพียง 869,000 บาท
Performance: มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 315 กิโลวัตต์ แรงบิด 595 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที แม้บรรทุกหนักก็ยังทรงพลังพร้อมเดินทางไปทุกที่ทุกเส้นทาง
Full security: ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะที่ครบครัน อาทิ ICC / ACC / AEB / FCW / LKA / ELKA / LDW / LCA / BSD / DOW / RCT รวมถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะทั้งแบบแอคทีฟและแพสซีฟ
Capability: ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้าอัจฉริยะ รองรับการไต่เขาได้ชันถึง 95% บรรทุกได้ 1,030 กก. และลากจูงได้สูงสุด 3 ตัน
Design & Comfort: ออกแบบโดย Peter Horbury จาก Lotus Design Center มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) ต่ำเพียง 0.33 ห้องโดยสารเงียบเป็นพิเศษเพียง 35 เดซิเบล พร้อมช่วงล่างอิสระ 4 ล้อ ให้ความนุ่มนวลเทียบเท่ารถ SUV ระดับหรู
Intelligence: ติดตั้งหน้าจออัจฉริยะคู่ และ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา เพื่อทัศนวิสัยที่ปลอดภัย
Fuel vs. Diesel Savings: ด้วยค่าพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลอย่างมาก ผู้ใช้รถกระบะพลังงานใหม่สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง 5,500 บาทต่อเดือน (สำหรับการใช้งานปกติวันละ 100 กม.) เมื่อเทียบกับการใช้งานรถกระบะน้ำมันดีเซลทั่วไป

RIDDARA ECON Series (Tool & Utility pickups zone trades & professional use) รถกระบะพลังงานใหม่อเนกประสงค์เพื่อการใช้งาน ตัวช่วยในการทำธุรกิจสำหรับมืออาชีพ ปฏิวัติวงการรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ มุ่งเน้นความคุ้มค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกอบการ โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 739,000 บาท
Efficiency: มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 180 kW แรงบิด 309 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 9 วินาที ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงถึง 97%
Agility: รัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 6.1 เมตร เพิ่มความคล่องตัวในการขนส่งในเมือง
Strong Loading Capacity: รองรับน้ำหนักบรรทุก 1,030 กก. และ ลากจูงสูงสุด 2,500 กก. เทียบเท่ากระบะทั่วไป
Maintenance cost: `ค่าบำรุงรักษาต่ำ เช็คระยะทุกๆ 20,000 กม. ด้วยงบประมาณเข้าเช็คระยะเพียง 1,000 บาท

การปรับเปลี่ยนเพื่อการใช้งานที่หลากหลาย (Vehicle Customization)
RIDDARA ออกแบบมาเพื่อเป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็น "โซลูชัน" สำหรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ผ่านความสามารถในการปรับแต่งที่ยืดหยุ่น:
Commercial Transportation: สามารถดัดแปลงเป็นรถตู้ขนส่ง มีพื้นที่เก็บของกว้างขวางพิเศษ พร้อมระบบจัดเก็บและจ่ายพลังงานประสิทธิภาพสูง
Drone Operator Work Category: การดัดแปลงเป็นแพลตฟอร์มสำหรับโดรน ผู้ควบคุมโดรนอัจฉริยะเลือกใช้รถกระบะพลังงานใหม่ เพราะมีฟีเจอร์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้โดรนได้เป็นอย่างดี
Outdoor Camping Lifestyle: ดัดแปลงเพื่อการใช้ชีวิตแบบไลฟ์สไตล์ ตั้งแคมป์ปิ้งนอกสถานที่ เป็นพื้นที่ใช้สอยใหม่เพื่อยกระดับชีวิตครอบครัว

Exclusive Promotion: ข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน
RIDDARA มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง RIDDARA ภายในงาน Motor Show 2026 รับส่วนลดสูงสุด 160,000 บาท
RIDDARA RD6 ราคาพิเศษเฉพาะลูกค้าที่จองในงาน!
RIDDARA RD6 86kWh 4WD เหลือเพียง 1,149,000 บาท จาก 1,299,000บาท (ลด 150,000 บาท)
RIDDARA RD6 86kWh 2WD เหลือเพียง 999,000 บาท จาก 1,159,000 บาท (ลด 160,000 บาท)
RIDDARA RD6 73kWh 4WD เหลือเพียง 999,000 บาท จาก 1,149,000 บาท (ลด 150,000 บาท)
RIDDARA RD6 73kWh 2WD เหลือเพียง 869,000 บาท จาก 999,000 บาท (ลด 130,000 บาท)

Exclusive Promotion: ข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน
RIDDARA มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงาน Motor Show ครั้งที่ 47 แยกตามรุ่นดังนี้:

RIDDARA RD6
อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30%
สำหรับ RIDDARA RD6 ทุกรุ่นย่อย
แคมเปญจอง 2,000 รับส่วนลด 10 เท่า มูลค่า 20,000 บาท รวมเงินจอง
รับประกันคุณภาพรถใหม่ 6 ปี หรือ150,000 กม.
รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กม.
ฟรี แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet usage) 2 GB นาน 1 ปี
ฟรี สายชาร์จเคลื่อนที่
ฟรี RIDDARA โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง
ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี RIDDARA ECON
อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 30%
สำหรับ RIDDARA ECON 63 kWh 2WD
รับ RIDDARA Gift package มูลค่า 20,000 บาท*
แคมเปญจอง 1,000 รับส่วนลด 10 เท่า มูลค่า 10,000 บาท รวมเงินจอง
ฟรี ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ระยะเวลา 1 ปี
รับประกันคุณภาพรถใหม่ 6 ปี หรือ 150,000 กม.
รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 200,000 กม.
ฟรี สายชาร์จเคลื่อนที่

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

RIDDARA ผู้เชี่ยวชาญด้านรถกระบะพลังงานใหม่ ได้ร่วมกับ ZEEDA ENERGY ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน และ iGreen+ ผู้เชี่ยวชาญด้านการชาร์จไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะ เพื่อมอบบริการระบบนิเวศการชาร์จที่ครอบคลุม รองรับทุกสถานการณ์การใช้งาน เพื่อประสบการณ์ที่สะดวกสบายและ ไร้กังวลสำหรับผู้ใช้งานทุกคน โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จมากกว่า 300 สถานี ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งมีสถานีชาร์จบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากกว่า 60 สถานี

ความร่วมมือการสร้างระบบนิเวศการชาร์จไฟแบบครบวงจร โดยมีผู้บริหารจาก RIDDARA ร่วมกับ ZEEDA ENERGY และ iGreen+ ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ที่งาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี3



ร่วมสัมผัสประสบการณ์ "FUNCTION AS A PICKUP, DRIVE AS AN SUV" และ พิสูจน์ประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับได้ที่บูธ RIDDARA ในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสสมรรถนะจริงของ RIDDARA RD6 และ RIDDARA ECON สามารถลงทะเบียนดลองขับรถได้ที่บูธ RIDDARA ภายในงานโดยจะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ RIDDARA ได้ที่
Website: http://th.riddara.com
Facebook: Riddara Thailand