15 มีนาคม 2569

โบลท์ เปิดตัวแคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” ส่งเสริมการเดินทางปลอดภัยยามค่ำคืน

กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2569 - ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจยามค่ำคืนในประเทศไทย โบลท์ (Bolt) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน เปิดตัวแคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” ผลักดันให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการขับรถหลังดื่มแอลกอฮอล์ และหันมาใช้บริการเรียกรถเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

 

แคมเปญดังกล่าวต่อยอดจากผลการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางยามค่ำคืน (Night-Time Mobility Survey) ปี 2568 ที่จัดทำโดยโบลท์ ร่วมกับ IPSOS สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในช่วงเย็นและช่วงเวลากลางคืน โดยผลสำรวจพบว่า:

       52% ใช้บริการเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

       63% เลือกใช้บริการเมื่อเดินทางตอนกลางคืน หรือเดินทางในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย

       96% เชื่อว่าบริการเรียกรถผ่านแอปฯ มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ

       92% เคยใช้บริการเรียกรถให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

 ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า บริการเรียกรถผ่านแอปไม่ได้ตอบโจทย์เพียงความสะดวกสบาย แต่ยังมีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และช่วงเวลากลางคืน

 ขณะเดียวกัน การขยายตัวของธุรกิจสถานบันเทิง การท่องเที่ยว และภาคบริการ รวมถึงรูปแบบการทำงานในช่วงเวลากลางคืนทีเพิ่มขึ้นได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการระบบขนส่งที่เชื่อถือได้ในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ด้วยเหตุนี้ บริการ Shared Mobility หรือการเดินทางร่วมกัน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการดื่มแล้วขับ

 แคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” จึงมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 โดยมุ่งส่งเสริมการเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงจากการดื่มแล้วขับสูง แคมเปญนี้ประกอบด้วย:

       ส่วนลด 20% สูงสุดถึง 120 บาทต่อเที่ยว ผ่านรหัสโปรโมชั่นพิเศษ
สำหรับการเดินทางทุกวันศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 22:00 น. ถึง 05:00 น.

       ระบบแจ้งเตือนจากแอปในช่วงเวลากลางคืน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกการเดินทางที่ปลอดภัยมากขึ้น

โบลท์มุ่งหวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การเดินทางมีความเสี่ยงสูง

 “โบลท์ยึดถือความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญในทุกการให้บริการ” นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำ โบลท์ ประเทศไทย กล่าว “ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมองการเรียกรถผ่านแอปเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านหลังจากเที่ยวกลางคืน แคมเปญนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามของโบลท์ในการสนับสนุนพฤติกรรมการเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบ และช่วยให้การเดินทางยามค่ำคืนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”

โบลท์ ยังคงเดินหน้าพัฒนาฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยในแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามการเดินทางแบบเรียลไทม์และการแจ้งเตือนเพื่อส่งเสริมการเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบทั้งผู้ใช้บริการและผู้ขับขี่ โดยแคมเปญนี้ยังตอกย้ำจุดยืนของโบลท์ที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการ และการสร้างความตระหนักรู้เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ในขณะที่บริการ Shared Mobility กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวันมากขึ้น โบลท์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกเส้นทาง

เซ็นทรัล รีเทล ชูกลยุทธ์ Innovation in Action ขับเคลื่อนปี 2569 ทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้าน พร้อมลุยไทย-เวียดนามเต็มสูบ

เซ็นทรัล รีเทล ชูกลยุทธ์ Innovation in Action ขับเคลื่อนปี 2569 ทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้าน พร้อมลุยไทย-เวียดนามเต็มสูบ

กรุงเทพฯ 12 มีนาคม 2569 – นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวนและมีความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน เซ็นทรัล รีเทล ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดยได้สร้างความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ New Heights, Next Growth ที่เน้นการเสริมแกร่งธุรกิจหลัก ต่อยอด New Growth Engine พร้อมทั้งปรับโฟกัสธุรกิจ มุ่งเน้นตลาดไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดย ณ สิ้นปี 2568 ธุรกิจของ CRC ในประเทศไทยมีจำนวน 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนประเทศเวียดนาม มีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายฐานสมาชิก The 1 ในประเทศเวียดนามด้วยยอดสมาชิกรวมกว่า 4.3 ล้านราย และยังได้เสริมความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน ตลอดจนบริหารจัดการการเงินและโครงสร้างเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา CRC Care ที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับทุกภาคส่วน”

โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์สามารถพิสูจน์ศักยภาพการแข่งขันได้อย่างโดดเด่นจากการขยายตัวของ ‘ไทวัสดุ’ ธุรกิจดาวเด่นที่สร้างปรากฏการณ์เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันยอดขายในปี 2568 ทะยานสู่ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย ปีละ 9% พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% ในขณะเดียวกันธุรกิจ New Growth Engine อย่าง ‘Auto 1’ ก็มีการเร่งสปีดขยายสาขาใหม่ถึง 13 แห่ง รวมปิดปี 2568 ทั้งสิ้น 53 แห่ง พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกสำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาแบบเท่าตัวอีก 53 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ มุ่งตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร

สำหรับปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นปีแห่ง “Challenges & Opportunities” ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ ‘Innovation in Action’ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเซ็นทรัล รีเทล มีการพัฒนาทั้งในส่วนของประสบการณ์หน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว, การปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน, การเพิ่มจุด Self-Checkout, การจัดอีเว้นท์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ และการเพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก เช่น โซนอาหาร โซนเกม และแชมเปญบาร์ เป็นต้น ตลอดจนนำ AI มาช่วยยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า โปรโมชัน และคูปองสุดคุ้มที่ออนท็อปได้อย่างตรงใจ รวมถึงเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและโลกดิจิทัลผ่านบริการ Personal Shopper, Chat & Shop, Click & Collect และ Reserve & Collect ที่ทำให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ
2. อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม โดยเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream
3. อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย (Drive Operational Excellence) โดยมีการยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ยังได้พัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 เซ็นทรัล รีเทล ประกาศทุ่มงบลงทุน 16,000–18,000 ล้านบาท สำหรับการรีโนเวทและการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยวางแผนขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 8-10 สาขา, GO Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนในประเทศเวียดนาม มีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า GO! 1 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 2 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบ โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 4-5% และ EBITDA ที่ 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

“เซ็นทรัล รีเทล ยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในทุกย่างก้าวของการดำเนินธุรกิจ เราจะไม่หยุดนิ่งในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการให้ก้าวล้ำยิ่งกว่าเดิม ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งและตรงใจ ตอกย้ำภาพผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งไทยและระดับภูมิภาค บนเจตนารมณ์ ‘Retail & Wholesale for All’ ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับทุกภาคส่วน และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อเป็นศูนย์กลางชีวิตของทุกคน (Central to Life) ตลอดไป” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป

ช่อง 7HD มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ รถSNG คันประวัติศาสตร์แก่ อพวช.

จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งต่อความรู้เพื่อเยาวชน

ช่อง 7HD ส่งต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารสู่สาธารณะ มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ SNG(Satellite News Gathering) คันแรกในประเทศไทยให้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านนวัตกรรมสื่อสาร การแพร่ภาพกระจายเสียง และจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย

สถานีโทรทัศน์สีแห่งแรก ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมาอย่างยาวนาน ช่อง 7HD พร้อมส่งเสริมสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ศึกษาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารของไทย ร่วมส่งต่อองค์ความรู้มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทย ให้แก่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  เพื่อจัดแสดงใน พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศพิธีส่งมอบจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย คุณนาฏนภางค์ จงสมจิต กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD พร้อมด้วย 






คุณชญาณ์ณิศ ศรีสินธวารักษ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรสื่อ ร่วมด้วย 2 นักแสดงสุดฮอต ภูมิ เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, ดีแลนด์ เดโชชัย ธิติอภิธาน และผู้ประกาศข่าวจากรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” ได้แก่ เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, กมลาสน์ เอียดศรีชาย ร่วมส่งมอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC รุ่นแรกของช่อง 7HD จำนวน 1 คัน ให้แก่ คุณสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารจากอดีตสู่ปัจจุบัน   

รถ SNG คันดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการโทรทัศน์ไทย โดยบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ได้สั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาทั้งคัน ในปี พ.ศ. 2540 เพื่อใช้เป็นรถรับ–ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมระบบ KU-Band จำนวน 3 คันแรกของประเทศไทย ก่อนจะมีการพัฒนาระบบจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัลในปี พ.ศ. 2543 และปรับปรุงเป็นระบบดิจิทัลความละเอียดสูง SD–HD อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2548

รถคันนี้ ไม่เพียงเป็นพาหนะสำหรับการถ่ายทอดสดข่าว แต่เป็นสัญญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีโทรทัศน์ไทยจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สู่ความสามารถในการส่งสัญญาณภาพและเสียงจากทุกพื้นที่สู่สายตาประชาชนแบบเรียลไทม์ ตลอดระยะเวลาการใช้งาน รถคันนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรายงานข่าวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดข่าวพระราชสำนักในพื้นที่ทุรกันดาร เหตุการณ์ God’s Army จ.ราชบุรี ปี 2543 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่ น้ำก้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2544 เหตุการณ์ สึนามิในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2547 รวมถึงการรายงานสถานการณ์กรณีพิพาท เขาพระวิหาร ระหว่างปี 2552–2554  


การส่งมอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์อุปกรณ์สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก 7HD MUSEUM สู่สาธารณะ โดย อพวช. จะนำรถ SNG คันประวัติศาสตร์ไปจัดแสดงในฐานะสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้สัมผัสเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการสื่อสารโทรทัศน์ไทย พร้อมศึกษาการทำงานของระบบรับ–ส่งสัญญาณดาวเทียมและการถ่ายทอดสดนอกสถานที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกของสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต   

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดง รถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (SNG ; OB Van) คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทยจากช่อง 7HD ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร : 0 2577 9999 ต่อ 2122, 2123 

การส่งมอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์อุปกรณ์สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก 7HD MUSEUM สู่สาธารณะ โดย อพวช. จะนำรถ SNG คันประวัติศาสตร์ไปจัดแสดงในฐานะสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้สัมผัสเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการสื่อสารโทรทัศน์ไทย พร้อมศึกษาการทำงานของระบบรับ–ส่งสัญญาณดาวเทียมและการถ่ายทอดสดนอกสถานที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกของสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต   

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดง รถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (SNG ; OB Van) คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทยจากช่อง 7HD ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร : 0 2577 9999 ต่อ 2122, 2123 

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD กด 35 ทางโซเชียล
Facebook, IG, Twitter, YouTube: Ch7HD และเว็บไซต์ www.ch7.com

“ไซมิส แอสเสท” เปิดตำรับ “ข้าวแช่ชาววัง 8 เครื่องเคียง” ที่ร้าน “มารี กีมาร์”

เมื่อฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ร้านอาหารไทย “มารี กีมาร์” หนึ่งในธุรกิจอาหารของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนแบบไทยแท้กับ “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยชาววังผ่านความประณีตในทุกขั้นตอน โดย เชฟปิ๊ก – คณิน สินพันธ์ Executive Chef ของร้าน ที่คัดสรรวัตถุดิบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมารังสรรค์เป็นสำรับอาหารฤดูร้อนที่งดงามทั้งรสชาติและเรื่องราว

ร้านอาหาร “มารี กีมาร์” ยังเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทยแท้ในระดับสากล ขณะที่เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์” ถือเป็นหนึ่งในเมนูประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รอคอยของลูกค้าในทุก ๆ ปี







ในโอกาสนี้ คุณอายุษกร อารยางกูร Group F&B Director บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด และ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ ได้ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติให้ร่วมสัมผัสเมนูข้าวแช่ตำรับพิเศษดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยโบราณผ่านการจัดสำรับอย่างพิถีพิถัน

ข้าวแช่ปีนี้ถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตใน ภาชนะรักษ์โลกจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่น สะท้อนความงดงามของศิลปหัตถกรรมไทยผ่านภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอาหาร พร้อมลำดับการรับประทานแบบโบราณ แบ่งออกเป็น 3 สำรับ




สำรับแรก : ของว่างคลายร้อนจากตำรับอยุธยา
เริ่มต้นมื้อด้วยเมนูโบราณ “แตงโมหน้าปลาแห้ง” ของว่างขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคัดเลือกแตงโมเนื้อหวานจากจังหวัดสุพรรณบุรี รับประทานคู่กับปลาแห้งที่ใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัดสิงห์บุรี นำมาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟูและผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว

สำรับที่สอง : ข้าวแช่ตำรับไทยกับเครื่องเคียง 8 อย่าง
หัวใจสำคัญของเมนูคือ ข้าวแช่ ที่เชฟปิ๊กเลือกใช้ข้าวพันธุ์ “เจ๊กเชย” จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมและเม็ดข้าวที่สวยงาม นำมาหุงอย่างพิถีพิถัน ก่อนแช่ใน น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านการต้มและพักในโอ่งดินเผา จากนั้นลอยด้วยดอกไม้หอม 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงาไทย กุหลาบมอญ และดอกมะลิ ก่อนอบควันเทียนให้เกิดกลิ่นหอมละมุน

เสิร์ฟคู่กับ เครื่องเคียงโบราณ 8 อย่าง ได้แก่

• ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานคู่กระชายอ่อนแกะสลักเป็นดอกจำปา

• หอมแดงสอดไส้ปลา

• พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา

• พริกหยวกสอดไส้หมูผัดห่อไข่ เอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์

• ปลาช่อนแดดเดียวฉาบหวาน

• ไชโป๊วผัดหวานน้ำมันหมู

• หมูฝอยทอดกรอบ

• ไข่เค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่มะม่วงเขียวเสวยและผักแนมตามตำรับ
สำรับสุดท้าย : ของหวานฤดูร้อน

ปิดท้ายสำรับด้วยของหวานฤดูร้อน “ส้มฉุนมะยงชิด” ที่ใช้มะยงชิดสดใหม่จากจังหวัดนครนายก โรยด้วยหอมเจียวและขิงอ่อนซอย เพิ่มมิติรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อน

นอกจากนี้ทางร้านยังมี ชุดตะกร้าข้าวแช่สำหรับซื้อกลับบ้าน สำหรับ 2 ท่าน
พร้อมขนมทองมารี 1 กล่อง ในราคา 1,299 บาท







เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ให้บริการในราคา 999++ บาทต่อสำรับ (รับประทานที่ร้านเท่านั้น)
ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569

ที่สนใจสามารถมาลิ้มลองสำรับข้าวแช่ตำรับไทยได้ที่ ร้านอาหารมารี กีมาร์ ชั้น 28
โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre Hotel 
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 21.00 น. 

สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง โทร 090-234-5822
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.marieguimarbkk.com

14 มีนาคม 2569

หมอนรองกระดูกปลิ้น โรคฮิตคนทำงานยุคดิจิทัล แพทย์เตือนอย่าปล่อยปวดหลังเรื้อรัง

ปวดหลังอย่าชะล่าใจ แพทย์เตือน “หมอนรองกระดูกปลิ้น” ภัยเงียบคนทำงาน กระทบประสิทธิภาพการทำงานอาการปวดหลังที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม อาจเป็นสัญญาณหมอนรองกระดูกเคลื่อน แพทย์ชี้หากปล่อยเรื้อรังอาจกระทบ Productivity ของคนวัยทำงาน ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาหลากหลายตั้งแต่กายภาพบำบัดถึงผ่าตัดแผลเล็ก

อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หลายคนมักเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นเพียง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จากท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง อาการปวดหลังเรื้อรังบางส่วนอาจมีสาเหตุมาจาก ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมและไปกดทับเส้นประสาท


นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพทั่วโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรโลกกว่า 80% เคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ขณะที่ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนพบได้ประมาณ 1 - 3% ของประชากร และมักเกิดในช่วงอายุ 30–50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว อาการปวดหลังยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ลดลง ทั้งจากการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การลาป่วย หรือการทำงานที่ต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ แต่เมื่อมีแรงกดทับสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานนาน การยกของผิดท่า หรือการก้มใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวและกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดร้าวลงแขนและขา

อีกปัจจัยสำคัญคือ หมอนรองกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง การได้รับสารอาหารจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย หากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

งานวิจัยด้านชีวกลศาสตร์ยังพบว่า แรงกดต่อหมอนรองกระดูกในท่านั่งอาจสูงกว่าท่ายืนประมาณ 40% และในท่าก้มตัว เช่น การก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ แรงกดต่อกระดูกสันหลังอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบันพบภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมในคนอายุน้อยมากขึ้น

ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกเคลื่อน แพทย์สามารถแบ่งภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกเป็นหลายระยะ ได้แก่

หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulge) ระยะเริ่มต้น หมอนรองกระดูกเริ่มโป่งออก แต่ยังไม่แตก

หมอนรองกระดูกยื่น (Disc Protrusion) เนื้อหมอนรองกระดูกดันออกมากดทับเส้นประสาท
เริ่มมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา

หมอนรองกระดูกแตก (Disc Extrusion) ชั้นนอกฉีกขาด ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง
และอาจมีอาการชา

หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) ชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกหลุดเข้าไปในช่องไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทอย่างชัดเจน


ทางเลือกการรักษายุคใหม่ ช่วยลดเวลาพักฟื้นของคนทำงาน นพ.สุทธวีร์ ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถรักษาได้โดย ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรม ซึ่งมีรายงานว่าประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ดีขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ลดแรงดันหมอนรองกระดูก (Laser Disc Decompression) ซึ่งช่วยลดแรงดันภายในหมอนรองกระดูกและลดการกดทับเส้นประสาท

สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะรุนแรง แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลังด้วยเทคนิคแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด

ศูนย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง ทางเลือกการรักษาที่ตรงจุด

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือสงสัยภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) เป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ที่มุ่งเน้นการรักษาโรคกระดูกสันหลังโดยเฉพาะ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย

จุดเด่นของโรงพยาบาลคือแนวทางการรักษาที่เน้น การวินิจฉัยอย่างแม่นยำและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง ไปจนถึงเทคนิคการรักษาขั้นสูง เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก (MIS) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ลดระยะเวลาพักฟื้น และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น

ด้วยแนวคิดการดูแลแบบ Specialized Spine Care ที่รวมทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และการดูแลแบบครบวงจร ทำให้โรงพยาบาลเอส เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาโรคกระดูกสันหลังอย่างตรงจุดและมีมาตรฐาน

แพทย์แนะนำว่า หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น การตรวจ X-ray หรือ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital) 

งานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 ครั้งที่ 50 (DST Annual Meeting 2026)

 

งานประชุมใหญสามัญประจำปี ครั้งที่ 50 ของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย DST แพทย์ผิวหนังทั้วประเทศเข้าร่วมฟังร่วมงานทั้งหมด 1500 ท่าน ณ. โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ 


𝟓𝟎𝐭𝐡 𝐃𝐒𝐓 𝐀𝐧𝐧𝐮𝐚𝐥 𝐌𝐞𝐞𝐭𝐢𝐧𝐠 𝟐𝟎𝟐𝟔
เปิดฉากวันแรกอย่างงดงาม กับงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 โดย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย งานประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีใหม่ด้าน Dermatology และ Aesthetic Medicine (ผม เล็บ ผิวพรรณ) จากผู้เชี่ยวชาญทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และยกระดับมาตรฐานการดูแลคนไข้และผู้ป่วย



ในงานครั้งนี้ ดร.พญ.พลินี รัตนศิริวิไล แพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ประจำศูนย์ศัลยกรรมความงามและเลเซอร์ผิวหนัง โรงพยาบาลพญาไท1 ให้ความรู้บรรยายเรื่องปัญหา ผมร่วง ผมบาง สุขภาพหนังศรีษะ ครบวงจร

ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569
Bangkok Convention Centre, Centara Grand at CentralWorld, 22nd Floor 

เริ่มแล้ว เทศกาลใหญ่รับฤดูร้อน Amazing Big Holiday 2026 ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค

เปิดมุมพักผ่อนใหม่ สวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”

14 มีนาคม 2569 --- นางสาวกัลยา บุญแดง ผู้อำนวยการเขตคันนายาว เป็นประธานพิธีเปิดเทศกาล Amazing Big Holiday 2026 และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” โดยมี ดร.ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ และผู้บริหารสยามอะเมซิ่งพาร์คให้การต้อนรับ



เช็คอินที่เดียว เที่ยวคุ้ม รวมสวนน้ำและสวนสนุก  ที่สยามอะเมซิ่งพาร์ค พักผ่อนคลายร้อนในสวนน้ำกว้างขวาง สไลเดอร์หลากหลายเหมาะสำหรับทุกวัย และ ทะเลเทียมใหญ่ที่สุดในโลก รับรองโดย กินเนส เวิลด์ เรคคอร์ดส เอาใจคนรักการผจญภัย ในสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นมาตรฐานสากล ห้ามพลาด รถไฟเหาะ 2 ตัวท็อป Vortex กับ Boomerang เครื่องเล่นสำหรับครอบครัวยอดฮิต Log Flume นั่งเรือล่องไปตามสายน้ำ มีเครื่องเล่นหลายสไตล์อีกเพียบ รอให้ทุกคนมาสนุกด้วยกันตลอดซัมเมอร์นี้ แวะเก็บภาพมุมสวยๆ ไม่ซ้ำใครในบางกอกเวิลด์ เหมือนได้ย้อนยุคไปในวันวานที่เมืองบางกอกสวยคลาสสิกที่สุด



พิเศษสุดรับซัมเมอร์นี้ สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ให้ได้สูดอากาศบริสุทธิ์กับสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ” ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ ชมวิวทะเล-กรุงเทพฯ จากมุมสูงกันได้เต็มตา ได้ภาพประทับใจไม่ซ้ำใครกลับบ้านกันไปแน่นอน

พบกับกิจกรรมไฮไลท์เฉพาะซัมเมอร์ ที่สยามอะเมซิ่งพาร์คที่เดียว Aqua Cardio Boxing ออกกำลังกายกลางทะเล-กรุงเทพฯ ที่ผสมผสานมวยไทยเข้ากับจังหวะเพลง, โชว์พิเศษจากเหล่ามาสคอตสุดน่ารัก นำทีมโดย น้องไซ กับ พี่แอม พร้อมเพื่อนรักทั้ง 5, ดนตรียามเย็นสร้างความครื้นเครงในสวนสนุก ห้ามพลาดฉลองปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์ 





เทศกาล Amazing Big Holiday 2026 เริ่มแล้ววันนี้  – 4 พฤษภาคม 2569 โปรโมชั่นบัตรผู้ใหญ่เริ่มต้นเพียง 270 บาท จากปกติ 1,000 บาท เที่ยวทั้งวัน รวมผ่านประตู, สวนน้ำ, และเครื่องเล่นในสวนสนุก คุ้มที่สุดต้องซื้อล่วงหน้าที่ ticket.siamamazingpark.com สำหรับเด็กซื้อหน้าเคาน์เตอร์ ราคาเพียง 200 บาท (สูง 101-130 ซม. ), เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม., อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และ ผู้พิการ เข้าใช้บริการฟรีได้ทุกวัน




เที่ยวสุดฟินแล้วยังได้ร่วมชิงโชค ลุ้นรับรางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ Vespa, voucher ที่พักพร้อมอาหาร อมรพันธ์วิลล่า ระยอง, voucher ที่พักโรงแรม Lullaby The Sea Hua Hin รวม 21 รางวัล มูลค่า 238,725 บาท ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.siamamazingpark.com

สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. (สวนน้ำเปิดถึง 17.00 น.)เดินทางสะดวก ด้วยรถไฟฟ้ามหานครสายสีชมพู สถานีนพรัตน์ ต่อรถสาธารณะมาอีกเพียง 1.5 กม. เท่านั้น และ มีที่จอดรถยนต์ในร่มกว่า 1,000 คัน

สอบถามเพิ่มเติม Line @siamamazingpark หรือ โทร. 02 1054294

ภาพสวนน้ำ สวนสนุก บางกอกเวิลด์ และสวนลอยฟ้า “ปอดแห่งใหม่ของกรุงทพฯ”