22 ตุลาคม 2569

adot° ชวนปล่อยจินตนาการจากเศษผ้าสู่ดอกไม้หนึ่งเดียวในโลก

ในกิจกรรม “Floral Postcard Workshop” เปลี่ยนวัสดุธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลป์

​adot°แพลทฟอร์มแบบ Phygital ชวนคนรักงานศิลปะและสาย Creative มาสัมผัสประสบการณ์ “Floral Postcard Workshop” เวิร์กช็อปที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้สนุกกับการสร้างสรรค์ โดยนำ เศษผ้าหลากสีและพื้นผิว มาตัด แต่ง และจัดวางบนโปสการ์ด เพื่อสร้างสรรค์เป็นดอกไม้ในแบบที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครตามจินตนาการของคุณ เมื่อเศษผ้าหลากสีไม่ได้มีไว้ทิ้ง แต่สามารถกลายเป็น “ดอกไม้” ที่มีเรื่องราวเฉพาะตัวได้ มาร่วมชวนเปิดมุมมองสร้างสรรค์ ผ่านสีสันและวัสดุจากผลงานศิลปิน พร้อมสร้างโปสการ์ดในแบบของตัวเองของศิลปิน เปรม บัวชุม (Prem Buachum) ) เจ้าของคอลเลกชัน “A Symphony of Wind, Water and Bloom” ซึ่งจัดแสดงบนเว็บไซต์ www.adot.maison และยังได้นำวัสดุที่ใช้ในผลงานมาสร้างสรรค์เป็นโปสการ์ดดอกไม้ในแบบฉบับของตัวเองโดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ใช้วัสดุแบบเดียวกับที่ปรากฏในงานศิลปะ เพื่อสร้างผลงานของตัวเอง
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ adot° ที่ต้องการเชื่อมโยงงานศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ทดลอง ลงมือทำ และสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านศิลปะโดยการลงมือทำโดยชิ้นงานที่เกิดขึ้นผ่าน “Floral Postcard Workshop” เวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์จากผลงานของศิลปินเวิร์กช็อปนี้โปสการ์ดลายดอกไม้ (Floral Postcard) ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลกชัน







Floral Postcard Workshop จัดขึ้นที่ adot.maison ชั้น 2 Festie Town, Happitat ภายในโครงการ The Forestias โดยมีค่าร่วมกิจกรรม 100 บาท พิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าจาก adot° หรือแสดงใบเสร็จจาก Happitat มูลค่า 100 บาทขึ้นไป สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี

T&B Media Global ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับด้านอนาคตของการผลิตคอนเทนต์และอุตสาหกรรม

T&B Media Global ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับด้านอนาคตของการผลิตคอนเทนต์และอุตสาหกรรมบันเทิงในยุค Agentic AI บนเวที International AI Agent Tech Forum ภายใต้งาน Apsara Conference 2026 ของ Alibaba Cloud ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 กันยายน 2026 ณ เมืองหางโจว ประเทศจีน

Apsara Conference ในปีนี้สะท้อนพัฒนาการของ AI ที่กำลังก้าวจากเครื่องมือช่วยทำงาน ไปสู่เทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงานและอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยพื้นที่จัดแสดงหลักของงานแบ่งออกเป็น 4 Pavilion ได้แก่ The Intelligence Engine, The Computer Foundation, The Creator Studio และ The Industry Panorama ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีพื้นฐานและโครงสร้างการประมวลผลของ AI ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือแนวคิด “Agent-Native” และ “Agentic AI” ซึ่งสะท้อนการพัฒนาของ AI จากระบบที่ทำงานตามคำสั่ง ไปสู่ระบบที่สามารถเชื่อมโยงหลายขั้นตอน ทำงานเป็นกระบวนการ และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการดำเนินงาน



ภายในงาน คุณพันธบัตร สันติมากร Chief of Project Commercialization, T&B Media Global ร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ Content Production ในยุค Agentic AI ภายใต้หัวข้อ “WonderClip: Powering Video Production in the Agentic AI Era”
คุณพันธบัตรกล่าวว่า บทบาทของ AI ต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วหรือลดขั้นตอนการผลิต ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ทีมสร้างสรรค์สามารถพัฒนา ทดลอง และประเมินไอเดียได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการวางรากฐานไปสู่ AI-Native Entertainment Ecosystem ซึ่ง AI ไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในกระบวนการ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับ Workflow ของการพัฒนาและผลิตคอนเทนต์ ตั้งแต่การสร้างแนวคิด การพัฒนาเรื่องราว การออกแบบภาพ การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการผลิตผลงานจริงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ WonderClip แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI แบบครบวงจรจาก Alibaba ที่ช่วยตั้งแต่การพัฒนาไอเดียและสคริปต์ การสร้างภาพและฉาก การทำสตอรี่บอร์ด ไปจนถึงการผลิตและประกอบวิดีโอไว้ภายในระบบเดียว
WonderClip ทำหน้าที่เสมือน AI Production Studio ที่เชื่อมโยงโมเดล AI หลายประเภทของ Alibaba ทั้งโมเดลภาษา การสร้างภาพ และการสร้างวิดีโอเข้าด้วยกัน ช่วยให้ทีมครีเอทีฟสามารถเชื่อมต่อขั้นตอนที่เดิมต้องทำงานผ่านหลายโปรแกรมและหลาย workflow ให้ทำงานต่อเนื่องกันมากขึ้น
คุณพันธบัตรกล่าวว่า “ประโยชน์ที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่เพียงการทำให้เราผลิตงานได้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้เราสามารถทดลองได้มากขึ้นก่อนที่จะลงทุนในการผลิตจริง เราสามารถทดสอบไอเดีย เปรียบเทียบทางเลือก และค้นหาทิศทางที่ดีกว่าได้ด้วยต้นทุนและความเสี่ยงที่ลดลง”
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง ซึ่งการพัฒนาโครงการหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากรจำนวนมาก ความสามารถในการสร้างต้นแบบหรือทดลองแนวคิดก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตเต็มรูปแบบ จึงสามารถช่วยเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจด้านการสร้างสรรค์และการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ที่ผ่านมาเราอาจมอง AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ Content Production เร็วขึ้น แต่เมื่อ AI กำลังพัฒนาเข้าสู่ Agentic AI คำถามจึงเปลี่ยนไปจาก ‘เราจะผลิตได้เร็วขึ้นอย่างไร’ เป็น ‘เราจะนำ AI มาเชื่อมกับ workflowการทำงานในทุกๆขึ้นตอน เพื่อสร้าง content คุณภาพให้ได้มีประสิทธิผลดีขึ้น”

สำหรับ T&B Media Global แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจโอกาสในการนำ AI เข้ามาเชื่อมโยงกับกระบวนการสร้างสรรค์และการผลิตคอนเทนต์ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อวางรากฐานของการทำงานในรูปแบบ AI-Native ในอนาคตเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการนำเครื่องมือ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในบางขั้นตอน แต่คือการพัฒนาแนวทางที่ AI สามารถทำงานร่วมกับทีมสร้างสรรค์ได้ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การค้นหาและพัฒนาไอเดีย การทดลองรูปแบบการเล่าเรื่อง การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการผลิตผลงานจริง ในขณะเดียวกัน การนำ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ แต่ทำให้ความสามารถในการกำหนดทิศทาง ตั้งคำถาม ตัดสินใจเลือก และสร้างความหมายให้กับเรื่องราว กลายเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีสามารถสร้างทางเลือกได้จำนวนมาก

แนวคิด AI-Native Entertainment Ecosystem จึงเป็นภาพของระบบการทำงานที่ผสานความสามารถของมนุษย์และ AI เข้าด้วยกัน โดยใช้ AI เพื่อขยายขีดความสามารถในการทดลองและการผลิต ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของผลงาน การเข้าร่วม Apsara Conference 2026 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนทิศทางของ T&B Media Global ในการศึกษาและทดลองเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบันเทิงในยุค Agentic AI

Happy Birthday เอิร์ธ สายสว่าง “เจ้าแม่แห่งวงการประชาสัมพันธ์โรงแรมในเมืองไทย”

ล่าสุด เมื่อค่ำคืนวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา “เอิร์ธ สายสว่าง”  จัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดล่วงหน้า ให้กับตัวเอง ก่อน 1 สัปดาห์  เพราะแว่วๆ มาว่า ในช่วงวันคล้ายวันเกิดจริงๆ เจ้าตัวจะบินลัดฟ้าข้ามทะเล ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับตัวเอง โดยภายในงาน มีเหล่าเซเลบริตี้ คนดัง ดีกรีสุดปัง มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด ให้กับเจ้าแม่ประชาสัมพันธ์โรงแรมท่านนี้ กันอย่างคึกคัก อาทิ อาจารย์มีนา มัญชุมาศ และ Dr. Kent Goeking พร้อมด้วย คุณแก้ม-ศรีสองรัก ชัยสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เอเปกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณกิตติพงศ์ จั่นทับทิม Marvin Manager The Park Nine Hotel Suvarnabhumi นำเค้กก้อนโต จากโรงแรมฯ มาร่วมอวยพร ในวันคล้ายวันเกิด พร้อมกับร้องเพลง “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์” ให้กับ “เอิร์ธ สายสว่าง” 





สำหรับร้าน อำแดงไต้ฝุ่น  ถือเป็นร้านประจำที่ เจ้าแม่ประชาสัมพันธ์โรงแรม อย่าง เอิร์ธ สว่าง เลือกจัดงานวันเกิดในทุกปี ด้วยเพราะประทับใจในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา  อำแดงไต้ฝุ่น บายเดอะริเวอร์ ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนพระราม 3 ที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศสุดโรแมนติกและวิวสะพานที่สวยงามโดดเด่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมานั่งทานมื้อค่ำท่ามกลางลมแม่น้ำเย็นสบาย พร้อมกับดื่มด่ำทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ตกและแสงไฟยามค่ำคืน ตัวร้านตกแต่งในสไตล์โคโลเนียลร่วมสมัย โดดเด่นด้วยโทนสีแดงอิฐสะดุดตา มีให้เลือกนั่งทั้งโซนห้องแอร์ด้านในและโซนเอาต์ดอร์ริมน้ำที่เปิดโล่งรับวิวแบบพาโนรามา  และทิวทัศน์ ที่สวยงาม ที่มีฉากด้านหน้าเป็นสะพานภูมิพล ท่ามกลางสายลมเย็น ที่ชวนให้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารเลิศรส ที่พร้อมเสิร์ฟตลอดค่ำคืน

ส่วนอาหาร ของทางร้าน เรียกว่า มีให้เลือกอร่อยหลากหลาย ทั้งอาหารรับประทานเล่น เรียกน้ำย่อย ไปจนถึง การรับประทานอาหารแบบเป็นจริงเป็นจัง แบบอิ่มจุกกันเลยทีเดียว โดยไฮไลท์ของเมนูอาหาร ของที่ อำแดงไต้ฝุ่น ฯ ที่คนดังอย่างเอิร์ธ สายสว่างติดอกติดใจ และจัดมาเลี้ยงเหล่าเซเลบริตี้ ยังคงเป็นเมนูอาหารไทย รสชาติจัดจ้าน ให้สมกับความเปรี้ยวแซ่บ กับไลฟ์สไตล์ของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็น ยำวุ้นเส้นทะเล ที่มีหมึก และกุ้ง เป็นไฮไลท์ แล้วท้อปปิ้งด้วย หมูสับ เพิ่มความมีเทกเจอร์ ให้กับเมนูจานนี้มีความครบรส มากขึ้น







ตามมาด้วย แกงเหลืองปูไข่ยอดมะพร้าวอ่อน เปรี้ยวจี๊ด แซ่บ ถึงใจ หรือ จะเป็น หมูสับต้มบ๋วย หอมกลิ่นใบโหระพา ซดคล่องคอจริงๆ นอกจากนี้ ยังมี ต้มยำปลากระพง ที่เชฟแร่เนื้อปลานุ่มๆ มาแบบพอดีคำ นอกจากนี้ ยังมี “ผัดสามเหม็นปูก้อน” และ “หมูสามชั้นทอดน้ำปลาจิ้มแจ่ว” ที่ต้องสั่งเบิ้ล มาอีกจาน เพราะอร่อยจริงๆ ก่อนปิดท้ายเมนูจานหลักด้วย “ข้าวผัดมันกากหมู” ถือเป็นเมนูจานเด็ด ที่พลาดไม่ได้ต้องสั่งมารับประทานกันให้ได้

มากันที่ เมนูของหวานกันบ้าง เมนูที่ต้องสั่งมารับประทานให้ได้ มีตั้งแต่ รากบัวทอดกรอบ รสชาติหวานเค็มกรอบกรุบๆ ของแป้ง และเนื้อรากบัว หรือ จะเป็น “ขนมอำแดงไต้ฝุ่น” เมนูนี้ ทำจากเต้าหู้โฮมเมด ที่นำไปชุบแป้งบางๆ แล้วนำไปทอด หรือ จี่ น้ำมัน ก่อนนำไปคลุกเคล้ากับถั่วลิสงและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่บดละเอียด พร้อมด้วยน้ำตาล และเกลือ ซึ่งรสชาติจะคล้ายๆ กับขนมตุ๊บตั๊บ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีขนมไทย อร่อยๆ อย่าง บัวลอยเผือก บัวลอยทุเรียน รวมถึง ยังมีเค้ก อร่อยๆ อีกหลายรสชาติ ที่จัดมาอย่างเต็มอิ่ม สมกับ การเป็นงานวันคล้ายวันเกิด ของ “เอิร์ธ สายสว่าง” 


21 ตุลาคม 2569

“เกษรกรุ๊ป” คว้ารางวัล “Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award Thailand 2026”

ในฐานะองค์กรไทยแห่งแรก ตอกย้ำการลงทุนใน “People, Leadership & Culture” สู่การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างยั่งยืนยั่งยืน

1.[Main Photo] Gaysorn_ภาพประกอบข่าวประชาสัมพันธ์

เกษรกรุ๊ปได้รับรางวัล “MARSHALL GOLDSMITH COACHING CULTURE EXCELLENCE AWARD THAILAND 2026” โดย Dr.Marshall Goldsmith ร่วมกับ ITD World ผู้จัดตั้งรางวัล และมีคณะผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้การรับรอง เกษรกรุ๊ปในฐานะองค์กรแรกและองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพ และการเติบโตของบุคลากร พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมการโค้ชให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เพื่อเสริมสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูงและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับเกษรกรุ๊ป การลงทุนในบุคลากรเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กร การเปิดโอกาสให้คนทุกระดับได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และพัฒนาศักยภาพผ่านการทำงานร่วมกัน จึงเป็นแนวทางที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเชื่อมโยงการเติบโตของบุคลากรเข้ากับคุณภาพการทำงานและคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

รางวัล Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award ยกย่ององค์กรที่นำวัฒนธรรมการโค้ชมาผสานเข้ากับการบริหารและการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมความมุ่งมั่นของผู้บริหาร การพัฒนาผู้นำและบุคลากร ความเชื่อมโยงกับกลยุทธ์องค์กร การวัดผล การจัดสรรทรัพยากร และการนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสังคม การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของเกษรกรุ๊ปในการพัฒนาคนควบคู่กับการเติบโตของธุรกิ

สำหรับเกษรกรุ๊ป แนวคิดเรื่อง “People Development” ถือเป็นส่วนสำคัญ ในการสร้าง High Performance Team ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาศักยภาพของบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้นำและบุคลากรสามารถนำศักยภาพของตนเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่  หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “10X Transformation Journey” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้ผู้นำและทีมงานก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม พร้อมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ความคล่องตัว และความสามารถในการแก้ไขปัญหา เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างผลลัพธ์ที่ก้าวล้ำ โดยมี Coaching เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้นำและบุคลากร

คุณชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการบริหาร เกษรกรุ๊ป กล่าวว่า “เราเชื่อว่าองค์กรที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเติบโตไปด้วยกัน การพัฒนาภาวะผู้นำและทักษะด้าน Coaching จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากของเราได้ผ่านการพัฒนาในหลักสูตร Certified Chief Master Coach (CCMC) เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Coaching และเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งในระดับผู้นำ ทีมงาน และองค์กร

สำหรับเรา Coaching ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากร แต่เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน ผ่านการตั้งคำถาม การรับฟัง และการสนทนาที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนมุมมองและค้นพบศักยภาพของตนเอง บทบาทของผู้นำจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดทิศทาง แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่สำหรับบทสนทนาที่มีคุณค่า เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน และการสร้าง High Performance Team

แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับความมุ่งมั่นของเกษรกรุ๊ปในการสร้าง Workstyle Community ที่เอื้อให้ผู้คนได้เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ Thriving Forward ไปด้วยกัน เราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมบทสนทนาและความร่วมมือจะช่วยให้ผู้คนพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรและ Community การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในองค์กร และเป็นแรงผลักดันให้เราเดินหน้าพัฒนาบุคลากรและผู้นำ เพื่อส่งมอบประสบการณ์และคุณค่าที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”

แนวทางการพัฒนาบุคลากรของเกษรกรุ๊ป ตั้งอยู่บน Core Value ที่หล่อหลอมวิธีคิด พฤติกรรม และการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร ประกอบด้วย Value Innovation การสร้างคุณค่าและแสวงหาโอกาสใหม่, Integrity การยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม, Professionalism การทำงานอย่างมืออาชีพ, People Partnership การสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ, Positivity การมีทัศนคติเชิงบวก, Agility ความคล่องตัวในการปรับตัว และ Accountability ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และผลลัพธ์ Core Value เหล่านี้เป็นกรอบในการพัฒนาวิธีคิด พฤติกรรม และการทำงานร่วมกันของบุคลากรทั่วทั้งองค์กรส่งเสริมให้การโค้ชเกิดขึ้นในบทสนทนาและการทำงานประจำวัน ผ่านการตั้งคำถาม การรับฟัง และการใช้ Feedforward หรือข้อเสนอแนะที่มุ่งสู่การพัฒนาในอนาคต แนวทางนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขและพัฒนางาน พร้อมเสริมสร้างความสามารถ ความมั่นใจ และความรับผิดชอบต่อเป้าหมายร่วมกันการดำเนินงานดังกล่าวเชื่อมโยงกับแนวคิด “Live & Learn” และ “Professional Growth” ที่สนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพเกิดขึ้นได้ในทุกวันของการทำงาน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเกษรกรุ๊ปในการสร้าง “Sustainable Growth” ที่มองการเติบโตมากกว่ามิติทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและ Community ที่มีความหลากหลาย ควบคู่ไปกับการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ผู้นำที่พร้อมพัฒนา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม Employee Engagement และการเรียนรู้ในระยะยาว โดยเกษรกรุ๊ปมีการจัดโปรแกรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร พร้อมดำเนินการสำรวจ Employee Engagement เป็นประจำทุกปี รวมถึงการลงทุนด้านการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีโปรแกรมพัฒนาด้าน Leadership และ Coaching ร่วมกับ ITD World เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบุคลากรและผู้นำอย่างเป็นระบบ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การได้รับ Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award Thailand 2026 จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเกษรกรุ๊ปในการเดินหน้าสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ People, Leadership & Cultureและ High Performance Team โดยหลอมรวมแนวความคิดด้านการพัฒนาผู้คน การสร้างภาวะผู้นำ และ Coaching Culture เข้ากับการทำงานในทุกระดับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้คนได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างคุณค่าไปพร้อมกับองค์กร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างมีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว

“HER HYNESS” ตอกย้ำผู้นำครีมกันแดดคลีนบิวตี้ ขยายพอร์ตฟอลิโอรุกตลาด

 “Body Sunscreen” ชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen”

“HER HYNESS” (เฮอ ไฮเนส) แบรนด์ผู้นำคลีนบิวตี้ระดับพรีเมียมอันดับ 1 ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นผู้นำครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวหน้ายอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน ด้วยการรุกตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกายเป็นครั้งแรก ด้วย “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen” ยกระดับอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายของไทยด้วยการเป็นครีมกันแดดผิวกายแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO พร้อมชูจุดแข็ง SMART UV SENSOR TECHNOLOGY เทคโนโลยีการปล่อย Vitamin C & E ทันทีที่ผิวสัมผัสแสงแดดเพื่อลดอนุมูลอิสระแบบเรียลไทม์ ผ่านการทดสอบลดอนุมูลอิสระได้จริง 58% ผสานสารสกัด PDRN ในรูปแบบ Encapsulation ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวอย่างล้ำลึก เพื่อเติมความชุ่มชื้น ซ่อมแซมผิวเสียจากแดด และลดริ้วรอย พร้อมเนื้อสัมผัสบางเบาเอกลักษณ์เฉพาะของ HER HYNESS เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์จากการทาครีมกันแดดผิวกายเพื่อความจำเป็นให้กลายเป็นความรู้สึกดีจนสามารถทาได้ทุกวัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ตัดสินใจเลือกแบรนด์จากความเชื่อมั่นในข้อมูล มาตรฐาน และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง


คุณกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HER HYNESS กล่าวว่า “ตลาดครีมกันแดดเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม T-Beauty มาก ข้อมูลจากปี 2025 เมื่อรวมทั้งมูลค่าตลาดครีมกันแดดทั้งผิวหน้าและผิวกายมีมูลค่ามากถึง 6,436 ล้านบาท โดยมีการเติบโตอยู่ที่ 5% (จากปี 2020-2025) และคาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีมูลค่าถึง 6,731 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor International) จากความสำเร็จของ HER HYNESS ที่เป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้
สำหรับผิวหน้าที่มียอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน (อ้างอิงข้อมูลจาก Beautrium) ทำให้แบรนด์มีความมุ่งมั่นที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีอยู่ด้วยการรุกตลาดครีมกันแดดผิวกาย และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายด้วยการเป็นแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ใหม่ล่าสุด ISO 23698 (Hybrid Method) และ ISO 23675 (Robot-tested) ทั้งยัง ISO 24443 (In Vitro) ISO 24444 (In Vivo) และ ISO 24442 (In Vivo) ด้วยผลิตภัณฑ์ “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” โดยชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen” เพื่อสร้างความมั่นใจในผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์อย่างมาก โดยตัดสินใจเลือกแบรนด์จากความเชื่อมั่นในข้อมูล มาตรฐาน และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง การออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของ HER HYNESS เป็นความตั้งใจที่จะยกระดับอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายไทยด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในการผ่านการทดสอบทุกมาตรฐานและตอกย้ำจุดยืนของการเป็นผู้นำคลีนบิวตี้ที่มุ่งนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความงามอย่างยั่งยืน”
ครีมกันแดดผิวกาย: ทลายข้อจำกัดด้านเนื้อสัมผัส พร้อมยกระดับมาตรฐานการปกป้อง เพื่อการดูแลผิวกายในทุกวันอย่างมั่นใจ
จากการเป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้ ทำให้ HER HYNESS พบช่องว่างทางการตลาดของครีมกันแดดผิวกายที่แบรนด์ต้องการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรม โดยพบว่า ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับครีมกันแดดผิวกายไม่เท่ากับครีมกันแดดผิวหน้า เนื่องจากประสบการณ์ในการใช้ครีมกันแดดผิวกายที่เหนียวเหนอะหนะ ต้องทาครีมบำรุงผิวกายก่อนถึงจะค่อยทาครีมกันแดดผิวกายได้ ฯลฯ จึงไม่ค่อยทาครีมกันแดดผิวกายเป็นประจำ ต่างกับครีมกันแดดผิวหน้าที่ผู้บริโภคยินดีทาทุกวัน ทำให้อุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายยังไม่ได้รับความสำคัญทั้งในมิตินวัตกรรมและมาตรฐานการปกป้องเท่าครีมกันแดดผิวหน้า
นอกจากนั้น ผู้บริโภคในปัจจุบันยังมีความต้องการข้อมูลเชิงลึก ให้ความสนใจกับมาตรฐาน และผลลัพธ์จริงจากการใช้งาน ซึ่งตรงกับจุดยืนของความเป็นแบรนด์คลีนบิวตี้ของ HER HYNESS ที่ให้ความสำคัญกับความงามที่ยั่งยืน มีมาตรฐานพิสูจน์ได้ ผ่านการรับรองทางการแพทย์ และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นแรงผลักดันให้ HER HYNESS รุกตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกาย เพื่อต่อยอดจากการเป็นผู้นำในตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวหน้ายอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน (อ้างอิงข้อมูลจาก Beautrium) ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกาย “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ให้ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้สามารถใช้ครีมกันแดดผิวกายที่เคยใช้ด้วยความจำเป็นให้กลายเป็นความรู้สึกที่ดี อยากใช้ทุกวัน
การพัฒนานวัตกรรมของ “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ด้วยแนวคิด “The Science & Soul”
HER HYNESS มีแนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้วยแนวคิด “The Science & Soul” ที่ผสานทั้งมิติทางวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและความใส่ใจผู้บริโภค ดังนี้
1) มิติด้านวิทยาศาสตร์ (Science)
1.1) Clinically Proven Clean Beauty: ปราศจากสารเคมีอันตรายกว่า 2,100 ชนิดตามมาตรฐานยุโรป ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically Tested) และไม่ทดลองในสัตว์ (Cruelty-Free) เพื่อผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
1.2) All ISO Standards Passed: เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบครบทุกมาตรฐาน ISO ระดับสากล ทั้ง ISO 23698 (Hybrid Method) ใหม่ล่าสุด, ISO 23675 (Robot-tested), ISO 24443 (In Vitro), ISO 24444 (In Vivo) และ ISO 24442 (In Vivo)
1.3) 7x Photostable UV Filters: ปกป้องผิวสูงสุดครอบคลุมทุกรังสี UVA1, UVA2, UVB และ Blue Light ด้วย UV Filter ที่มีความเสถียรสูงถึง 7 ชนิด
1.4) Smart UV Sensor Technology: ผสานเทคโนโลยีต้านอนุมูลอิสระแบบเรียลไทม์ปล่อย Vitamin C & E ทันทีเมื่อผิวสัมผัสแสงแดด เสมือนผิวได้รับวิตามินสดใหม่ ช่วยลดอนุมูลอิสระ -58% ทันที
1.5) PDRN-Powered: ผสานพลังการบำรุงจาก Encapsulated PDRN ทั้งสูตร Hya Cooling Water ที่ผสาน Rose PDRN ช่วยกู้ผิวแห้งกร้าน บูสต์ผิวนุ่มชุ่มชื้น และสูตร Advanced Repair ที่ผสาน Salmon PDRN ช่วยกู้ผิวเสียจากแดด ลดริ้วรอย บูสต์คอลลาเจนในผิว
1.6) Lightweight & Non-Sticky Texture: เนื้อเบาขั้นสุด ไม่เหนียวเหนอะหนะ ออกแบบมาสำหรับใช้ในทุกๆ วัน
2) มิติด้านจิตวิญญาณ (Soul):
2.1) Effortless Everyday Protection: เปลี่ยนการทากันแดดตัวให้เป็นเรื่องง่ายและน่าใช้ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เบาสบายผิว กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
2.2) Feel-Good Sun Protection: เปลี่ยนประสบการณ์การทากันแดดจากความจำเป็นที่น่าอึดอัด ให้เป็นสิ่งที่รู้สึกดีและอยากทาทุกวัน
2.3) Skincare Beyond the Face: ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลผิวกายอย่างพิถีพิถันไม่ต่างจากการดูแลผิวหน้า
2.4) Beauty Meets Lifestyle: ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งน่ารัก พกพาง่าย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกวัน
2.5) Confidence in Every Day: เติมความมั่นใจให้พร้อมใช้ชีวิตในทุกๆ วันโดยไม่ต้องกลัวแดด ด้วยการปกป้องผิวที่เชื่อถือได้ โดยไม่ลดทอนความสบายผิว
2.6) Elevating Thai Sunscreen: ยกระดับมาตรฐานกันแดดด้วยการผสานนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และประสบการณ์การใช้ พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญจากกันแดดหน้าสู่กันแดดตัว
2 สูตรครีมกันแดดผิวกายจาก HER HYNESS ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทุกวัน

กันแดดตัว PDRN ที่ให้มากกว่าการปกป้องในทุกๆ วัน ทั้ง 2 สูตรเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ตอบโจทย์ทุกความกังวลผิว
สูตร Hya Cooling Water (ฝาฟ้า) ผสาน Rose PDRN: เนื้อน้ำเบาสุด เย็นสบายผิวทันทีที่ทา เติมความชุ่มชื้น พร้อมกู้ผิวแห้งขาดน้ำ
สูตร Advanced Repair (ฝาม่วง) ผสาน Salmon PDRN: เนื้อโลชั่นบางเบา ซึมไว ไม่เหนียว ช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมบูสต์คอลลาเจนให้ผิวดูเฟิร์มกระชับ
HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN ทั้ง 2 สูตร วางจำหน่ายแล้ววันนี้ (ขนาด 150 กรัม ราคา 790 บาท) ผ่าน Watsons, Eveandboy, Beautrium, KIS, Konvy และ Her Hyness Beauty Bar ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok
พร้อมติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โซเชียลมีเดียของ HER HYNESS ทุกช่องทาง

‘ลำไย ไหทองคำ’ แท็กทีม ‘F.HERO’ ปล่อยเซอร์ไพร์สเพลงใหม่ “ฟ้าวมา ฟ้าใหม่” ชวนบินม่วนทั่วไทยไปกับแอร์เอเชีย

เตรียมสนุกส่งท้ายปี.. เมื่อสาวเเซบอินดี้แห่งยุค ‘ลำไย ไหทองคำ’ โคจรมาปะทะความเดือดกับแรปเปอร์ตัวพ่อ ‘F.HERO’ ในโปรเจกต์สุดพิเศษ “ฟ้าวมา ฟ้าใหม่” ผลงานความร่วมมือกับ ‘สายการบินไทยแอร์เอเชีย’ ตัวจริงบินทั่วไทย ที่จะมาปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาคึกคักและมีสีสันกว่าที่เคย เพลง ‘ฟ้าวมา ฟ้าใหม่’ เป็นเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการออกเดินทางเพื่อค้นพบสถานที่ ผู้คน และประสบการณ์ใหม่ ๆ โดยหยิบคำว่า “ฟ้าว” ซึ่งเป็นภาษาอีสานที่แปลว่า “รีบ” มาเล่นคำสร้างสรรค์ เพื่อสะท้อนถึงจุดเด่นเรื่องความรวดเร็วและตรงเวลาของสายการบินแอร์เอเชีย ผนวกเข้ากับคำว่า “ฟ้าใหม่” เพื่อชวนให้ทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งปี ได้รีบวางแผนออกเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์ดี ๆ ในช่วงไฮซีซัน ไม่ว่าจะบินไปแอ่วเหนือ เที่ยวอีสาน หรือล่องใต้ ก็แฮปปี้สุขใจได้ในทุกเส้นทาง



ในส่วนของพาร์ทดนตรี ถือเป็นความแปลกใหม่ที่ผสมผสานความเป็นลูกทุ่ง Thai-Remix เข้ากับแรปสุดเท่ร่วมสมัย สอดแทรกภาษาถิ่น 4 ภาค เหนือ อีสาน กลาง ใต้ เพื่อบอกเล่าความหลากหลายของวัฒนธรรมและผู้คนทั่วไทยอย่างลงตัว จังหวะสนุกสนานสดใส ฟังแล้วอยากจะลุกขึ้นมาแพ็กกระเป๋าออกเดินทางทันที

ด้าน MV งานนี้แฟน ๆ จะได้เห็น ‘ลำไย ไหทองคำ’ ในลุคใหม่สลัดภาพสาวแซบชั่วคราว มาสวมบทบาทเป็นสาวออฟฟิศที่นั่งเคลียร์งานจนหัวหมุนมาตลอดทั้งปี พอถึงช่วงปลายปีจึงขอลาพักเบรกไปชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกาย ผสมผสานกับแรปสไตล์เท่ ๆ ของ ‘F.HERO’ ที่มาช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยให้สนุกตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะทีมงานได้ยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันที่ ‘ศูนย์ฝึกอบรมสายการบินไทยแอร์เอเชีย’ ใกล้สนามบินดอนเมือง และดึงพนักงาน Allstars ตัวจริงของแอร์เอเชียจากหลากหลายแผนก มาร่วมแดนซ์สร้างสีสันใน MV ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มสาวพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน พนักงานภาคพื้น ตลอดจนวิศวกรหญิง มาร่วมส่งต่อพลังความสุขและความอบอุ่น รับประกันความแปลกใหม่ โดนใจแฟนเพลงแน่นอน!

ร่วมออกเดินทางและรับชมความสนุกใน MV เพลง ‘ฟ้าวมา ฟ้าใหม่’ จาก ลำไย ไหทองคำ x F.HERO ได้แล้ววันนี้ ผ่านช่องทางออนไลน์ทุกช่องทางของแอร์เอเชีย ทั้ง Facebook IG TikTok Youtube และฟังได้ทางสตรีม ทั้ง spotify, Apple music และเตรียมฟ้าวมาบินสัมผัสฟ้าใหม่ทั่วไทยไปด้วยกันได้เลย!

20 ตุลาคม 2569

เออาร์ไอพี และพันธมิตร ประกาศความพร้อมการจัดงาน “COMMART AIFORCE”

มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ชูพลัง AI ผนึกแบรนด์ชั้นนำขนทัพสินค้าใหม่พร้อมไฮไลท์และโปรโมชั่น 26 - 29 พ.ย. นี้ ที่ไบเทค บางนา

กรุงเทพฯ - บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจไอทีชั้นนำ ประกาศความพร้อมจัดงาน “COMMART AIFORCE” มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2569 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง สเปกล้ำ ช้อปมันส์ทุก Gen” เชิญสัมผัสประสบการณ์ AI ผ่านสินค้าและเทคโนโลยีรุ่นใหม่จากแบรนด์ชั้นนำ และสินค้ารางวัลการันตีคุณภาพจาก Commart Awards ทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และอุปกรณ์ไอทีครบวงจร พร้อมโปรโมชั่นพิเศษส่งท้ายปี กิจกรรม AIFORCE Zone ที่อัดแน่นด้วย AI Showcase และคนดังร่วมแบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน AI รวมถึงกิจกรรม Big Bonus ลุ้นรับของรางวัลพิเศษเมื่อช้อปครบทุก 3,000 บาท และคูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาทตลอด 4 วันของการจัดงาน  ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2569 ณ EH98-99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสื่อไอซีทีและการจัดงาน บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดไอทีในปี 2569 ยังคงได้รับแรงขับเคลื่อนจากความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า AI PC โน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงสำหรับการทำงานและเกมมิ่ง อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์ (DIY Components) รวมถึงสมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่อย่าง iPhone 18 ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมาก ขณะเดียวกันสินค้ารุ่นก่อนหน้าหลายรุ่นยังมีการปรับลดราคาพิเศษเพื่อระบายสต็อก ส่งผลให้ช่วงปลายปีเป็นจังหวะสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าไอทีที่คุ้มค่ามากที่สุด

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมไอทีทั่วโลก คือการแข่งขันด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ของผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่ ส่วนแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในงานคอมมาร์ต พบว่าสินค้า AI กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่ม Notebook, Desktop และหน่วยประมวลผลสำหรับงาน AI ระดับองค์กร โดยสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงภายในงานคอมมาร์ตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูป คอมประกอบ DIY การ์ดจอ จอมอนิเตอร์ และ RAM ขณะที่หมวด Gaming Gear เครื่องเล่นเกม และสมาร์ทโฟน ถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดภายในงาน

นอกจากนี้เทรนด์สำคัญที่น่าจับตาคือการมาของ “RTX Spark” ชิป SoC รุ่นใหม่จาก NVIDIA ที่ถูกเปิดตัวภายในงาน COMPUTEX 2026 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ยุค AI ด้วยขีดความสามารถในการประมวลผล AI สูงถึงระดับ 1 Petaflop รองรับการทำงานของ Large Language Models (LLM) ขนาดใหญ่แบบออฟไลน์ ทำให้แนวคิด Local AI กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น ทั้งในรูปแบบโน้ตบุ๊กประสิทธิภาพสูงและ Mini PC ขนาดกะทัดรัด ผู้บริโภคจะเริ่มเห็นการวางจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชิป RTX Spark จากหลายแบรนด์ชั้นนำในช่วงปลายปีนี้


อีกกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจคือจอภาพ OLED Generation 4 ซึ่งถือเป็นวิวัฒนาการครั้งสำคัญของตลาดจอภาพเกมมิ่ง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ทั้ง Primary RGB Tandem OLED และ QD-OLED Gen 4 ที่ให้ความสว่างสูงขึ้น แสดงผลสีได้แม่นยำยิ่งขึ้น มีอายุการใช้งานยาวนาน และใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม ส่งผลให้จอ OLED กลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น ทั้งในกลุ่มระดับพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

ขณะเดียวกันตลาด Handheld PC กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วย Intel Arc G3 Series ที่ได้รับการออกแบบเพื่อการเล่นเกมโดยเฉพาะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผลเกมระดับ AAA บนอุปกรณ์พกพา รองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี AI อย่าง XeSS 3 Frame Generation และ Intelligent Bias Control ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเล่นเกมด้วยคุณภาพกราฟิกสูงขึ้น พร้อมรักษาประสิทธิภาพและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ดีกว่าเดิม

ด้านนายอธิชัย อุ่นโกมล ผู้จัดการประจำประเทศไทย และหัวหน้าธุรกิจผู้บริโภค บริษัท เอ็นวิเดีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ความต้องการใช้งานเทคโนโลยี AI ในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และนักพัฒนาแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการใช้งาน Local AI ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอ็นวิเดียจึงร่วมมือกับ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) นำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้าน AI มาถ่ายทอดภายในงาน COMMART AIFORCE เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง”

ภายในงาน เอ็นวิเดียและพันธมิตรได้นำเสนอเทคโนโลยี AI และการประมวลผลที่ครอบคลุมตั้งแต่ Edge Computing ไปจนถึง Cloud Computing ผ่านผลิตภัณฑ์ GeForce RTX, RTX Spark, DGX Spark, Workstation และ GeForce NOW พร้อมจัดแสดงสินค้าและโซลูชันใหม่เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองประสบการณ์ AI สำหรับการใช้งานจริง ทั้งในกลุ่มผู้บริโภค ครีเอเตอร์ นักพัฒนา และภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังร่วมกับ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเพื่อถ่ายทอดแนวทางการประยุกต์ใช้ Local AI และ Open Models สำหรับการพัฒนาโซลูชัน AI ภาษาไทยในองค์กร

นอกจากนี้ เอ็นวิเดียยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของโซน AIFORCE ซึ่งรวบรวม AI Showcase และกิจกรรมทดลองใช้งานเทคโนโลยี AI หลากหลายรูปแบบ พร้อมรับฟังประสบการณ์จากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมถึงทดสอบประสิทธิภาพ DLSS 5 ผ่านเกมยอดนิยม และร่วมลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากผู้สนับสนุนหลักอย่าง AIS 3BB Fibre3 ตอกย้ำเป้าหมายในการผลักดัน AI Ecosystem ให้เข้าถึงผู้บริโภค นักพัฒนา และภาคธุรกิจได้อย่างครบวงจร”

นายพรชัย ยังกล่าวเสริมถึงไฮไลต์โปรโมชันภายในงาน ประกอบด้วย

• คอมมาร์ต Big Bonus ช้อปครบทุก 3,000. – บาท ได้สิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อแรก ลุ้นโชคหน้างาน คอมมาร์ตเพิ่มสิทธิ์ลุ้นของรางวัลได้ทุกวัน ใครมาตั้งแต่วันแรกบอกเลยว่าคุ้ม ของรางวัล ได้แก่ แว่นตาอัจฉริยะ VITURE PRO 2, การ์ดจอ GALAX GeForce RTX 5070 TI, กล้องวิดีโอพกพา DJI Osmo Pocket 4 Creator Combo และสมาร์ทโฟน iPhone 18 Pro 256GB ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จ ผ่าน LINE COMMART ได้ลุ้นรับลำโพงพกพา Marshall Willen II จำนวน 4 รางวัล

• คอมมาร์ต วัดดวง สมัครปั๊บรับสิทธิ์ลุ้นฟรี คูปองส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท และของที่ระลึกอีกมากมาย แค่มางานก็รับไปเลย

• คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานครบ 30,000 บาท แลกสิทธิ์จอดรถฟรี 3 ชั่วโมง

Special โปรโมชัน วันธรรมดา (เฉพาะวันพฤหัส – ศุกร์)

• ลุ้นรับคูปอง 10,000 บาท สำหรับช้อปคอมพิวเตอร์ ภายในงาน แค่มางานก็มีสิทธิ์ลุ้น โปรโมชัน Early Bird 10:00-12:00 น. และ Rush Hour 13:00-17:00 น.

• Commart On Top ช้อปครบ 50,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 500.-, ช้อปครบ 30,000. – แลกคูปองส่วนลดเพิ่ม 300.-

งาน “COMMART AIFORCE” ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรธุรกิจไอทีชั้นนำ อาทิ ACE, ACER, AMD, AppleSheep, Ascenti, ASUS, Banana E-Quip, Bewell, EDIFIER, Epson, Ergotrend, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, NVIDIA GEFORCE, Secretlab, SPEED Computer, Studio7 และเครดิตบูโร รวมถึงผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ AIS 3BB Fibre3, NVIDIA GEFORCE RTX และ SYNNEX พร้อมด้วย Media Partner ได้แก่ Techhub, Beartai, Business+, CeeMeAgain, ExtremeIT, iT24Hrs., Notebookspec และชอบโปร ตลอดจนพันธมิตรอีกมากมายที่ร่วมผลักดันให้งานครั้งนี้เป็นมหกรรมไอทีครั้งใหญ่ส่งท้ายปี

ประกาศผล Commart Awards 2026 สุดยอดสินค้าไอทีแห่งปีภายในงาน COMMART AIFORCE ยังมีการประกาศผลรางวัล Commart Awards 2026 เพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ไอทีที่โดดเด่นที่สุดแห่งปี จากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ประกอบกับข้อมูลยอดนิยมภายในงานและผลโหวตจากผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ ครอบคลุม 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ The Best Notebook, The Best PC Components, The Best Computer Peripherals และ The Best Accessories

ตัวอย่างรางวัลสำคัญประจำปี 2569 ได้แก่

• The Best AI Notebook: Lenovo Yoga Pro 9i Aura Edition

• The Best Premium Notebook: DELL Pro Premium

• The Best Price Gaming Notebook: MSI Cyborg 15 Max

• The Best Graphic Card: NVIDIA GeForce RTX 5090

• The Best Monitor Arm: ERGONOZ

นอกจากนี้ยังมีรางวัลในหมวดอื่น ๆ ที่จะถูกรวบรวมเป็น Buyer’s Guide สำหรับผู้บริโภค โดยสามารถสังเกตสัญลักษณ์ “The Best Choice” ที่ติดแสดงอยู่บนสินค้าภายในงาน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ 

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ AI พร้อมช้อปสินค้าไอทีรุ่นใหม่ โปรโมชั่นสุดคุ้ม กิจกรรมความบันเทิง และของรางวัลมากมายภายในงาน COMMART AIFORCE มหกรรมไอทีส่งท้ายปีที่ไม่ควรพลาด พบกันวันที่
26 - 29 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ Hall 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา

ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.commartThailand.com  ,  www.facebook.com/commartThailand ,  LINE:@Commart, และ https://x.com/Commart

19 ตุลาคม 2569

ช่อง 7HD จับมือ SWS Group และ Sony Professional Group (SoMEA)

พัฒนาสตูดิโอต้นแบบใจกลางสยามสแควร์ ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตสู่สากล

ช่อง 7HD ผนึกกำลัง SWS Group และ Sony Professional Group (SoMEA) ลงนามความร่วมมือพัฒนาสตูดิโอต้นแบบใจกลางสยามสแควร์ ยกระดับเทคโนโลยีการผลิตและการถ่ายทอดสัญญาณสู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้าง ‘Creative Sandbox’ แหล่งเรียนรู้และผลิตคอนเทนต์ครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนไทย

ช่อง 7HD ร่วมกับ บริษัท เอส ดับบลิว เอส กรุ๊ป จำกัด (SWS Group) และ Sony Professional Group (SoMEA)
ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือใน "โครงการพัฒนาและจัดตั้งสตูดิโอต้นแบบถ่ายทอดสัญญาณออกอากาศระดับมาตรฐานสากล" โดยมีคุณพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD คุณสุชาติ ตันติเมฆบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ดับบลิว เอส กรุ๊ป จำกัด ลงนามร่วมกัน และ Mr. Koichi Murakami Deputy Director, SONY Middle East and Africa FZE ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ ช่อง 7HD
ความร่วมมือในครั้งนี้ ต่อยอดมาจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่าง ช่อง 7HD และ บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) (Warrix) ที่ตั้งใจสร้างสรรค์พื้นที่รูปแบบใหม่ กับสตูดิโอต้นแบบใจกลางสยามสแควร์ เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตรายการและการถ่ายทอดสดให้ได้มาตรฐานระดับโลก ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน โดยมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเติมเต็มด้านองค์ความรู้และกิจกรรมสร้างสรรค์ ควบคู่กับพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง SWS Group และ Sony Professional Group (SoMEA) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับสากล มาร่วมติดตั้งระบบและอุปกรณ์การออกอากาศมาตรฐานโลก เพื่อสร้างสตูดิโอต้นแบบที่รองรับการทำงานได้อย่างครบวงจรและพร้อมขยายผลในอนาคต

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการร่วมกันสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ (Media Ecosystem) ของประเทศ ผ่านการเปิดตัว Flagship Community Broadcast Studio & Technology Experience Center ใจกลางสยามสแควร์ โดยมุ่งหวังให้ที่แห่งนี้เป็นแพลตฟอร์มแบบเปิด หรือ 'Open Platform' ที่ทำหน้าที่เป็น 'Creative Sandbox' พื้นที่สร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจ
ให้เยาวชน นิสิต นักศึกษา คนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลองใช้งานอุปกรณ์จริงระดับโลกในสถานการณ์จริง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโอกาสและเตรียมความพร้อมให้พวกเขาก้าวไปเป็นกำลังสำคัญของวงการสื่อในอนาคต
สำหรับ สตูดิโอต้นแบบใจกลางสยามสแควร์ ถูกออกแบบมาให้รองรับการผลิตรายการประจำ และการถ่ายทอดสดกิจกรรมสำคัญ ทั้งทางหน้าจอโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยนวัตกรรมและคอนเทนต์คุณภาพที่จะเกิดขึ้นจากที่นี่ จะถูกส่งตรงถึงผู้ชมในทุกช่องทางอย่างไร้รอยต่อ ทั้งทางหน้าจอหลักของ ช่อง 7HD และแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ CH7ON เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงและสาระที่ดีที่สุดให้กับผู้ชมทุกกลุ่ม การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ จึงเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่พร้อมวางรากฐาน


ครั้งสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชน ทั้งด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างโอกาสการเรียนรู้ในระยะยาว เพื่อมุ่งหวังให้สตูดิโอต้นแบบแห่งนี้เป็นกลไกหลักในการยกระดับขีดความสามารถและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
เกาะติดทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวจากช่อง 7HD ได้ครบทุกช่องทาง ทั้งช่องดิจิทัล “ช่อง 7HD” กดหมายเลข 35 และโซเชียลมีเดีย Ch7HD ทาง Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube และ Threads พร้อมรับชมรายการและคอนเทนต์ต่าง ๆ ทางเว็บไซต์ และ แอปพลิเคชัน CH7ON

ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว มอบดอกไม้แสดงความยินดี “ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่”

รับตำแหน่งรองผู้ว่าการ ททท. ด้านตลาดในประเทศ พร้อมหารือแนวทางความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว

‎
19 ตุลาคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยถนนเพชรบุรี คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว นำคณะกรรมการบริหารบางส่วน และสมาชิกชมรมฯ เข้ามอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีแก่ นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับทราบแนวนโยบายการดำเนินงานด้านการตลาดและการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ
‎คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานช.ส.ท. หารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือ ระหว่างชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยชมรมฯ พร้อมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์กิจกรรมด้านการท่องเที่ยว การร่วมลงพื้นที่เพื่อเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของ ททท. เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น
‎
‎คุณวรางคณา สุเมธวัน ประธานช.ส.ท.กล่าวว่า การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่มุ่งใช้ศักยภาพของสื่อมวลชนในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
‎

‎ชมรมสื่อมวลชนส่งเสริมการท่องเที่ยว พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชน เพื่อสร้างโอกาสและขยายการรับรู้ด้านการท่องเที่ยวสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง