02 มีนาคม 2569

อุตสาหกรรมเรือคึกคัก Riverdale Marina Boat Fair #4 กระแสตอบรับดี

ชูไฮไลท์นวัตกรรมยานยนต์ทางน้ำ พร้อมกิจกรรมสุดสร้างสรรค์รักษ์โลก


ปิดฉากลงอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางความประทับใจของผู้ร่วมงานมหกรรมเรือ Riverdale Marina Boat Fair # 4  ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  โดยได้รับเกียรติจาก นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.ธวัชชัย อึ้งอัมพรวิไล นายกเทศมนตรีเมืองบางกะดี  นายอำนาจ สอนหมวก ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขานนทบุรี พ.ต.ท.เนติ รุ่งฟ้าแสงอรุณ รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.ปากคลองรังสิต และแขกผู้มีเกียรติทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชนมาร่วมพิธีเปิดงานและเยี่ยมชมงาน โดย นางสาวพิมลรัตน์  จิตภาวนาสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาด บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ริเวอร์เดล มารีน่า จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ได้รับกระแสตอบรับดีจากผู้เยี่ยมชม กระตุ้นยอดขายเรือและอุปกรณ์เรือ และได้รับความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมและพันธมิตร ภายใต้เป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้คนรักเรือและกิจกรรมทางน้ำได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงเป็นพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการและลูกค้า ถือเป็นความสำเร็จของการจัดงาน

ไฮไลท์ปีนี้ยังคงมุ่งมอบประสบการณ์ และความตื่นตาตื่นใจเปิดโลกเทคโนโลยีนวัตกรรมยานยนต์ทางน้ำหลากหลายแบรนด์ มาจัดแสดง เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า พร้อมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดจากการทดลองขับเรือจริง อาทิ เรือนลินญาและเรือสาโรช    เรือคลาสิกแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศ ยกระดับด้วยเครื่องยนต์ Ilmor ผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่สู่ดีไซน์วินเทจ หรือจะเป็นนวัตกรรมระดับโลกอย่าง Candela C-8 EV Hydrofoil  เรือไฮโดรฟอยล์ไฟฟ้าจากแบรนด์ Candela ประเทศสวีเดน ใช้เทคโนโลยี Hydrofoil ยกตัวเรือพ้นผิวน้ำ  ลดแรงต้านน้ำ ประหยัดพลังงาน และล่องเรืออย่างนุ่มนวลด้วยประสิทธิภาพเหนือระดับ  ความเร็วสูงสุด 30 นอต ระยะทางต่อการชาร์จสูงสุด 57 ไมล์  







อีกหนึ่งผลงานฝีมือเด็กไทยที่น่าภาคภูมิใจ ภานุพงศ์  ใบลี เจ้าของเรือแบรนด์ Bailey Boat  กล่าวว่า “ผมมาร่วมงาน Riverdale Marina Boat Fair  ทุกปี เป็นพื้นที่สำหรับคนรักเรือจริงๆ ปีนี้พิเศษนำเรือใหม่เปิดตัวที่นี่ครั้งแรก รุ่น Garrett  เป็นเรือสันทนาการรุ่นล่าสุด ขนาด 18 ฟุต ดีไซน์ American Classic Modern ผสานความวินเทจ เข้ากับฟังก์ชันการใช้งานแบบเรือสมัยใหม่ ตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลในสไตล์คลาสสิก แต่ต้สมรรถนะทันสมัยการขับขี่โดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายถูกใจทั้งมือใหม่และนักเล่นเรือครับ”

คณิศร  โรจนพานิช  เจ้าของเพจ Jew Adventure กล่าวว่า  ยอดขายปีนี้ถือว่าดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มเจ็ตสกี ถูกจองหมดทุกคันที่นำมาแสดงในงาน เพราะเราพร้อมให้บริการลูกค้าทั้งคำแนะนำและบริการหลังการขายที่ประทับใจ “จากที่ได้พูดคุยลูกส่วนใหญ่บอกว่ามารีน่า ริเวอร์เดล เป็นคอมมูนิตี้มอลล์มีความหลากหลาย หากสนใจเรื่องเรือ สามารถมาหาข้อมูลเลือกซื้อเรือหลากหลายราคาจับต้องได้   มีพื้นที่จอด  และทดลองขับ อำนวยความสะดวกทุกอย่างที่นี่จึงตอบโจทย์คนรักเรือครบจบในงานเดียวครับ”

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอนุรักษ์แม่น้ำ SUP Fancy & CSR  เปิดพื้นที่รวมพลคนรักษ์โลกและชื่นชอบการผจญภัยทางน้ำมายกทีมพาย SUB เก็บขยะในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกลดมลพิษทางน้ำ รวมถึงการอบรมหลักสูตรขับเรือยนต์ขนาดเล็ก อัดแน่นความรู้ทางกฏหมาย และเทคนิคการขับเรืออย่างถูกต้องทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ จากผู้เชี่ยวชาญ ในส่วนความบันเทิงจัดเต็มไม่แพ้กันกับ 2 นักร้องคุณภาพแถวหน้าของไทย “ป๊อบ ปองกูล” และ“เจนนิเฟอร์ คิ้ม” ที่ทั้งร้อง เล่น เต้นโชว์ เรียกได้ว่า Riverdale Marina Boat Fair # 4  ถือเป็นมหกรรมเรือที่ถูกใจกลุ่มคนรักเรือ ได้รับความสุนทรีดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็นริมน้ำเจ้าพระยา พร้อมกระทบไหล่เหล่ากูรูวงการเรือ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และเปิดพื้นที่เจรจาทางธุรกิจแบบครบวงจร สำหรับการจัดงานมหกรรมยานยนต์แห่งสายน้ำเจ้าพระยาครั้งถัดไป ประจำปี 2570 Riverdale Marina Boat Fair # 5 มีกำหนดจัดงาน วันที่ 27 - 31 มกราคม 2570 ที่ริเวอร์เดล มารีน่า ปทุมธานี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Riverdale Marina โทร. 062-5971875 https://www.facebook.com/riverdalemarina.bangkok 

27 กุมภาพันธ์ 2569

เบื้องหลังความสำเร็จการปั้นคอนเทนต์สุขภาพของโรงพยาบาลพญาไทที่ครองใจชาวโซเชียลถึง 3 ปีซ้อน


การบริหารด้วยแนวคิด “เข้าใจและเข้าถึง” เบื้องหลังความสำเร็จในการปั้นคอนเทนต์สุขภาพของโรงพยาบาลพญาไทที่ครองใจชาวโซเชียลถึง 3 ปีซ้อน ตอกย้ำรางวัลโรงพยาบาลที่ทำผลงานโดเด่นบนโลกออนไลน์

ในวันที่คนไทยกว่า 94% เข้าถึงอินเตอร์เน็ต มีการใช้โซเชียลมีเดียวันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง จึงไม่แปลกที่โลกออนไลน์จะเต็มไปด้วยคอนเทนต์จำนวนมหาศาลที่แข่งขันกันดึงความสนใจ ขณะเดียวกัน ‘สุขภาพ’ กลายเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกว่า 89.3% ของผู้ใช้งานติดตามหรือค้นหาข้อมูลสุขภาพออนไลน์ทุกวัน

ดังนั้นการจะสร้างคอนเทนต์สุขภาพให้โดดเด่น แตกต่าง และสามารถดึงความสนใจได้อย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงอย่างนั้นโรงพยาบาลพญาไทก็ยังสามารถสร้าง engagement คว้าใจชาวโซเชียลมาครองได้อย่างต่อเนื่องจนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ทำผลงานโดดเด่นที่สุดบนโลกออนไลน์ (1 of 5 Finalist of Best Brand Performance on Social Media) จากงาน Thailand Social Award


คุณวัชราภรณ์ เจริญธรรมวัชณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการออกแบบและสร้างสรรค์กลยุทธ์ การสื่อสารการตลาดดิจิตอล เครือรพ.พญาไท-เปาโล ได้กล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จว่า หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทัศนคติ” และ “ระบบการทำงาน” ที่ทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจ Vision เดียวกัน และพร้อมขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างมี Alignment

การบริหารทีมดิจิทัลที่ประกอบด้วย Skill Set ที่หลากหลาย ทั้ง Creative, Designer, Online Marketer, Web Platform Developer และ Branding Communicator ในฐานะพี่ใหญ่ของน้องๆ จึงจำเป็นต้องสร้าง “Common Language” หรือภาษากลางในการสื่อสาร เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่ Strategy ไปจนถึง Execution ทีมจึงเน้นการทำ Co-creation ผ่านการ Brainstorm, Workshop และ Sprint Session เปิดพื้นที่ให้ทีมแลกเปลี่ยนไอเดีย ทดลองจริง และเรียนรู้จาก Dataทำให้ทุกแคมเปญไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก แต่ขับเคลื่อนด้วย Insight เราใช้ A/B Testing, Data Analytics และ Audience Behavior Mapping เพื่อวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ว่าพวกเขาอยู่ในช่วง Customer Journey ไหน กำลังกังวลเรื่องอะไร และต้องการข้อมูลแบบใด เพื่อออกแบบคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์และเข้าถึงได้กลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และในการครีเอทคอนเทนต์สุขภาพ ความน่าเชื่อถือคือ Core Asset ทีมจึงมีการทำงานร่วมกับแพทย์ พยาบาล นักโภชนาการ และเภสัชกรอย่างใกล้ชิด เพื่อนำองค์ความรู้ทางการแพทย์มาย่อยให้เข้าใจง่ายและสื่อสารบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะเราเชื่อว่า “Understanding creates Trust”  เมื่อเราเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง เราจะสามารถสื่อสารในแบบที่ทำให้แบรนด์กลายเป็น Health Buddy มากกว่าแค่เป็นผู้ให้บริการ ในขณะเดียวกัน การเข้าใจตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน เราต้องรู้จุดแข็งของทีม และมองเห็นช่องว่างที่ต้องพัฒนา นำ Data และ Expertise มาผสานกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์การสื่อสาร แต่สามารถสร้าง Impact ระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้

คุณ ชนิสรา เกศเกื้อวิริยะกุล ผู้จัดการส่วนบริหารกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดดิจิตอล เครือรพ.พญาไท-เปาโล ได้เล่าถึงกระบวนการการทำงานในส่วนงานสร้างสรรค์เนื้อหาบนสื่อโซเชียลมีเดียว่า การสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียของโรงพยาบาลพญาไท เริ่มจากการทำงานร่วมกับทีม Analytics โดยใช้ data จากพฤติกรรมผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์มาวิเคราะห์ เพื่อหา insight ของผู้คนในแต่ละช่วงเวลา ทั้งในมิติ seasonal และกระแสสังคม ณ ขณะนั้น โดยมีเป้าหมายคือให้คอนเทนต์สอดคล้องกับบริบทที่กลุ่มเป้าหมายกำลังเผชิญอยู่ สิ่งนี้จะทำให้เกิด engagement ได้จริง เช่น ในช่วงเลือกตั้ง ทีมได้นำ format ป้ายหาเสียงมาประยุกต์เป็นแคมเปญ “หาเสียงของแพทย์” ในแต่ละสาขาความเชี่ยวชาญ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับกระแสสังคมได้ทันที และสร้าง engagement ได้ในระดับที่ดีมาก อีกแนวทางสำคัญของทีมคือ การให้ความสำคัญกับ Communication Feeling ที่ไม่ใช่แค่การโปรโมทความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ แต่ลงลึกไปถึงความแตกต่างในแต่ละ Generation ทั้ง lifestyle, emotional pain, expectation ไปจนถึง Relationship ของพวกเขากับคนรอบตัว จากนั้นจึง craft message ให้ตรงกับวิธีคิดของแต่ละกลุ่ม เพื่อให้เนื้อหาสามารถเข้าถึงและโดนใจจนสามารถสร้างความรู้สึกร่วมให้เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุนี้ คอนเทนต์ของโรงพยาบาลพญาไทจึงผ่านกระบวนการคิดหลายชั้น และดีไซน์เป็นหลายเวอร์ชั่น เพื่อรองรับความหลากหลายของผู้ชมบนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน และขั้นถัดไปคือการทำให้คอนเทนต์ในแต่ละเวอร์ชั่นถูกส่งไปถึงกลุ่มคนบนโลกออนไลน์ที่ใช่ที่สุดผ่านการวาง distribution ที่เหมาะสม

คุณเกศนี พัฒนกูล ผู้จัดการส่วนบริหารการตลาดสื่อดิจิตอลและการวิเคราะห์ข้อมูล เครือรพ.พญาไท-เปาโล ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หัวใจสำคัญของการสื่อสารในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การส่งสารออกไปให้มากที่สุด แต่คือการส่งสารที่ ‘เข้าใจ’ และ ‘รู้ใจ’ ผู้บริโภคในจังหวะเวลาที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดการบริหารจัดการข้อมูลหลังบ้าน (Back-end Data) จึงไม่ใช่เพียงแค่การสรุปตัวเลขยอดขายหรือสถิติการเข้าชม แต่ครอบคลุมถึงการวิเคราะห์เชิงลึกด้านพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavioral Insight) ทั้งจากบทสนทนาในแพลตฟอร์ม E-commerce และ Social Media ทุกช่องทาง เพราะข้อมูลเหล่านี้คือ ‘เสียงสะท้อนที่มีคุณค่า’ ที่ทำให้ทีมเข้าใจเข้าใจความต้องการ ความกังวล และแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่ได้อย่างแท้จริงเมื่อได้ข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจน ทีมจึงสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาคอนเทนต์และกลยุทธ์การสื่อสารที่ “ถูกที่ ถูกเวลา และตรงใจ” มากยิ่งขึ้น เพราะสำหรับเราการทำการตลาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขทางธุรกิจ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคเป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงยอดการเข้าถึงหรือการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้น แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมองโรงพยาบาลในฐานะเพื่อนคู่คิดด้านสุขภาพที่ไว้วางใจได้ในทุกช่วงชีวิต

นี่เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจและเป็นแรงผลักดันให้ทีมพัฒนาการทำงานพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวโซเชียลในการเป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพที่น่าเชื่อถือ และเป็นกำลังใจในการให้บริการที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทของทุกคนในโรงพยาบาลพญาไทที่อยากให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพดี

ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เมนูอาหารไทยโบราณ บรรยากาศคฤหาสน์ 100 ปี

มาลิ้มลอง MICHELIN Selected Dining เมนูอาหารไทยในราชสำนักที่ปรุงอย่างพิถีพิถัน ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลด้วยมนต์เสน่ห์แห่งอดีต ที่ ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง สุดยอดห้องอาหารไทยชาววังบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เมนูอาหารไทยโบราณในบรรยากาศคฤหาสน์ 100 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา




ห้องอาหารพระยาไดนิ่ง ตั้งอยู่ในโรงแรมพระยาพาลาซโซ การเดินทางต้องนั่งเรือข้ามฟากไปของร้าน ตัวอาคารเป็นสไตล์ปัลลาดีโออายุนับร้อยปี ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การตกแต่งภายในเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งอดีตกาล โดยเมนูที่รวมความเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ ต้นตำรับไทยชาววังโบราณแล้วบรรจบที่กรุงเทพมหานครที่ร่วมสมัย อาทิเช่น แสร้งว่ากุ้ง แกงระแวง หมูผัดผัดส้มเสี้ยว แกงเนื้อผัดน้ำขลุกขลิกใส่ขมิ้นชันและตะไคร้เพิ่มรสชาติ แกงรัญจวนหมู กระทงทองไก่ เพื่อดึงกลิ่นหอมและมิติของรสชาติให้ลุ่มลึก








เชฟโจ เชฟภัทร์นิธิ ตั้งพีรพัฒน์ Chef Joe - Patnit Tangpeerapat Senior Executive Chef ประจำห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง (Praya Dining) ณ โรงแรมพระยา พาลาซโซ่ ซึ่งเป็นเชฟมากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญอาหารไทยโบราณและอาหารตะวันตก ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง ขึ้นชื่อเรื่องการรังสรรค์เมนูส่งต่อความอร่อยผ่านจานอาหารไทยทำอาหารด้วยความจริงจัง และตั้งใจในทุกขั้นตอนอาหารไทยโบราณในบรรยากาศคฤหาสน์ 100 ปี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 





วันนี้ เชฟโจ บอกเล่าประสบการณ์ และรังสรรค์พิเศษอย่างประณีต เชฟโจ นำเมนูอาหารพร้อมทานและขนมหวาน เติมเต็มประสบการณ์การรับประทานอาหารอย่างสมบูรณ์แบบ ถ่ายทอดเสน่ห์ของวัตถุดิบไทยคุณภาพเยี่ยมจากทั่วประเทศ ในครั้งนี้ เชฟโจนำเมนูไฮไลท์ของเชฟชื่อดังอย่าง... คฤหาสน์แสนโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทุกคอร์สถูกยกระดับด้วยเทคนิคการปรุงอย่างพิถีพิถัน เพื่อดึงกลิ่นหอมและมิติของรสชาติให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น

ให้บริการทุกวัน | เวลา 17:00 – 20:00 น.
Book Now: ห้องอาหารพระยา ไดนิ่ง
Location: โรงแรมพระยาพาลาซโซ 757/1 ซ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า 2 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด, กรุงเทพ📞 +66 81 402 8118 | +66 28 832 998
📲 WhatsApp: +66 81 402 8118
💌 reservation@prayapalazzo.com
💬 LINE: @prayapalazzo (https://lin.ee/PHnSfiC)

#PrayaPalazzo #Bangkok #PrayaDining
#toptotravel #พระยาพาลาซโซ่ #ห้องอาหารพระยาไดนิ่ง

TQM กำไรปี 68 แตะ 784 ลบ. ปันผล 0.60 บาท พ่วง "ซื้อหุ้นคืน" มั่นใจปี 69

TQM กำไรปี 68 แตะ 784 ลบ. ปันผล 0.60 บาท พ่วง "ซื้อหุ้นคืน" มั่นใจปี 69 โตแกร่งเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มอัตราต่ออายุ–พัฒนาประสบการณ์ลูกค้า  

บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) หรือ TQM รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยมีกำไรสุทธิ 784 ล้านบาท และสร้างเบี้ยประกันภัยรวมกว่า 20,000 ล้านบาท แรงหนุนสำคัญมาจากการปรับกลยุทธ์สู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อย่างเป็นรูปธรรมในไตรมาส 4 ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขาย การบริหารต้นทุน และการให้บริการลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ  

จากผลการดำเนินงานและฐานะการเงินที่แข็งแกร่งดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินสูงสุดไม่เกิน 300 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่ซื้อคืนไม่เกิน 20 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 3.37% ของทุนเรียกชำระแล้ว โดยกำหนดซื้อคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569  

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของกลุ่มบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งนักลงทุนและองค์กร พร้อมทั้งช่วยสะท้อนมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นในตลาด  

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตรา 0.60 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาล 0.50 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ปี 2568 บริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 1.10 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 656.26 ล้านบาท สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง และความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง  

เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 พิจารณานำเสนอแต่งตั้งนายวรภัทร ชวนะนิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการบริหารธุรกิจ ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านธรรมาภิบาลและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท เพื่อขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นต่อไป  

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ปี 2568 เผชิญความผันผวนเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ TQM ยังเติบโตต่อเนื่อง จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมพันธมิตรบริษัทประกันภัยเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครอบคลุม หนุนรายได้ธุรกิจหลักเติบโตแบบ Organic โดยปี 2568 มีรายได้รวม 3,950 ล้านบาท ปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) การขับเคลื่อนองค์กรด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร (People Development) เพื่อเพิ่มอัตราต่ออายุกรมธรรม์ ขยายการถือครองผลิตภัณฑ์ต่อราย และบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างการเติบโตมั่นคงระยะยาว”   

ด้าน ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เสริมว่า “วันนี้เราเดินหน้าสู่การเป็น Data-Driven Organization อย่างเต็มรูปแบบ นำ Big Data และ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อออกแบบข้อเสนอที่เหมาะสมและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์แบบ Real-Time ครอบคลุมการตลาด การดูแลลูกค้า และการบริหารความเสี่ยง ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเชื่อมข้อมูลทุกช่องทางสู่บริการแบบ 360 องศา การใช้ข้อมูลเป็นศูนย์กลางไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังสร้างประสบการณ์ที่แม่นยำและยั่งยืน พร้อมผลักดัน TQM สู่ผู้นำธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิตของประเทศ”  

ในปีเดียวกัน TQM คว้า 3 รางวัลจากเวที SET Awards 2025 กลุ่ม Business Excellence สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 10,000–30,000 ล้านบาท ได้แก่ Best Company Performance Awards, Outstanding Company Performance Awards และ Outstanding CEO Awards จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ วารสารการเงินธนาคาร เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น บริหารจัดการเป็นเลิศ และผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ สะท้อนศักยภาพและมาตรฐานระดับแนวหน้าของตลาดทุนไทย

30 ปีสถาบันอาหาร พลิกบทบาทสู่ Next-Gen Accelerator

เปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” ปิดช่องว่างวิจัยสู่ตลาดโลก หวังช่วยดันส่งออกอาหารปี 2569 แตะ 1.55 ล้านล้านบาท


สถาบันอาหาร (NFI) ประกาศก้าวใหม่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี เดินหน้าพลิกบทบาทสู่การเป็น Next-Generation Food Accelerator พร้อมเปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแบบ End-to-End ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” มุ่งลดความซับซ้อนในการเข้าถึงบริการด้านนวัตกรรม และเชื่อมโยงตั้งแต่ R&D ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนอย่างครบวงจร ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเร่งพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้น 30–40% และลดต้นทุน R&D ลง 20–50%


นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันอาหารทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs รายเล็กไปจนถึงผู้ส่งออกขนาดใหญ่ และพบว่า “โจทย์จริง” ของอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการมีองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีแยกส่วน แต่คือการมีระบบที่เชื่อมทุกองค์ประกอบให้เดินหน้าไปด้วยกันแบบครบวงจร ความเข้าใจเชิงลึกนี้จึงถูกต่อยอดเป็นรากฐานของ NFI FoodNEXT Platform ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรม “เข้าถึงได้จริง ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว”

สถาบันอาหาร (NFI) ประกาศก้าวใหม่ในโอกาสครบรอบ 30 ปี เดินหน้าพลิกบทบาทสู่การเป็น Next-Generation Food Accelerator พร้อมเปิดตัว “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารแบบ End-to-End ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” มุ่งลดความซับซ้อนในการเข้าถึงบริการด้านนวัตกรรม และเชื่อมโยงตั้งแต่ R&D ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนอย่างครบวงจร ตั้งเป้าช่วยผู้ประกอบการเร่งพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้น 30–40% และลดต้นทุน R&D ลง 20–50%

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) กล่าวว่า ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา สถาบันอาหารทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs รายเล็กไปจนถึงผู้ส่งออกขนาดใหญ่ และพบว่า “โจทย์จริง” ของอุตสาหกรรมไม่ใช่เพียงการมีองค์ความรู้หรือเทคโนโลยีแยกส่วน แต่คือการมีระบบที่เชื่อมทุกองค์ประกอบให้เดินหน้าไปด้วยกันแบบครบวงจร ความเข้าใจเชิงลึกนี้จึงถูกต่อยอดเป็นรากฐานของ NFI FoodNEXT Platform ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การพัฒนานวัตกรรม “เข้าถึงได้จริง ไม่ซับซ้อน และเห็นผลได้เร็ว”





ทั้งนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังทำงานบนฐานความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและเอกชน อาทิ  กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) อุทยานวิทยาศาสตร์ (Science Park) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย TED Fund สมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) และ SME Bank สะท้อนแนวร่วมที่พร้อมหนุนการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารไทยให้เดินหน้าได้จริง

ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มของไทยกําลังอยู่ในช่วงเวลาสําคัญ โดยสถาบันอาหาร คาดการณ์ว่า ปี 2569 มูลค่าการส่งออกมีโอกาสแตะ 1.55 ล้านล้านบาท เติบโต 2.6% จากโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ยุโรปตะวันออก กลุ่ม CIS เอเชียใต้ และแอฟริกา อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเผชิญความท้าทายของยุค Green Compliance ที่มาตรฐานความยั่งยืนกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าภาคบังคับ ขณะเดียวกัน โอกาสยังเปิดกว้างในตลาดดาวรุ่งอย่าง Personalized & Precision Nutrition ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ ตลาด Silver Economy ในจีนและญี่ปุ่น และ Halal Focus ในอาเซียนและตะวันออกกลาง

เพื่อตอบโจทย์เกมการแข่งขันใหม่ สถาบันอาหารจึงเน้นการยกระดับความพร้อมของผู้ประกอบการผ่านการวางระบบ Food Safety และ Traceability ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือที่ตลาดโลกยอมรับ โดยมี NFI FoodNEXT Platform เป็นแกนกลางเชื่อมต่อทุกภาคส่วน สู่ 3 เป้าหมายหลัก คือ Speed to Market เร่งนวัตกรรมอาหารมูลค่าสูงให้ทันความต้องการโลก Cost Efficiency ลดต้นทุน R&D ด้วยเครือข่ายโรงงานต้นแบบและผู้เชี่ยวชาญ และ Trust & Reliability สร้างความเชื่อถือระดับสากลด้วยระบบความปลอดภัยอาหารและการตรวจสอบย้อนกลับ

“ภารกิจในทศวรรษใหม่ของสถาบันอาหารไม่ใช่เพียงทำให้สินค้าไทย ‘ขายได้’ แต่ต้องทำให้ ‘ขายดี’ ด้วยความน่าเชื่อถือและมูลค่าที่เหนือกว่า เราพร้อมเป็น Next-Generation Food Accelerator ที่จะพาผู้ประกอบการไทยไปปักหมุดในเวทีโลกอย่างแข็งแรงและยั่งยืน” นางสาวไปยดา กล่าวสรุป


“สเตลล่า” ยกเครื่องเพื่อพุ่งทะยานสอบทานมูลค่าสินทรัพย์ทั้งระบบลุยเดินหน้าธุรกิจ

 “สเตลล่า” ยกเครื่องเพื่อพุ่งทะยานสอบทานมูลค่าสินทรัพย์ทั้งระบบลุยเดินหน้าธุรกิจ

“สเตลล่า” ยกเครื่องเพื่อพุ่งทะยาน สอบทานมูลค่าสินทรัพย์ทั้งระบบ ตั้งประมาณการทางบัญชี 2,247 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลขาดทุนสุทธิปี 2568 ชี้จะเป็นปัจจัยหนุนทำให้บริษัทฯ เห็นภาพตามความเป็นจริง เพื่อเดินหน้าธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง บรรลุผลประกอบการเชิงบวกได้จริงตามที่ตั้งใจ ด้านรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ยังใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนเสถียรภาพการทำธุรกิจหลัก ยังคงแข็งแกร่ง

นายธีรกานต์ วัจน์ประภาศักดิ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารทางการเงิน บริษัท สเตลล่า เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ STELLA เปิดเผยว่า บริษัทฯ จัดระเบียบครั้งใหญ่ในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดให้เป็นปัจจุบันและสะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เป็นเหตุผลหลักให้ผลประกอบการปี 2568 รับรู้ผลขาดทุนสุทธิรวม 2,988 ล้านบาท สาเหตุหลัก มาจากการตั้งประมาณการทางบัญชี 2,247 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 75 ของผลขาดทุนสุทธิ และเกิดจากการปรับปรุงมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนอีก 56 ล้านบาท การตัดสินใจดำเนินการครั้งนี้เสมือนการล้างเครื่องจักรใหม่ ให้บริษัทฯ ได้เดินทางต่อไปในปีต่อๆ ไปอย่างราบรื่นและมั่นคง




“การตั้งประมาณการทางบัญชี 2,247 ล้านบาท มาจากการสอบทานมูลค่าของสินทรัพย์ต่างๆ  ทั้งเงินให้กู้ยืม ดอกเบี้ยค้างรับ ลูกหนี้ที่ค้างนานที่อาจไม่ได้รับเงินคืน รวมถึงการตั้งค่าเผื่อมูลค่าของที่ดินและเงินมัดจำค่าที่ดินที่ค้างมานานเพื่อให้สะท้อนมูลค่าคงเหลือที่บริษัทคาดว่าจะได้รับในอนาคต ทำให้บริษัทฯ เห็นภาพตามความเป็นจริง เพื่อเดินหน้าธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง บรรลุผลประกอบการเชิงบวกได้จริงตามที่ตั้งใจ”

ทั้งนี้ รายได้รวมในปี 2568 อยู่ที่ 1,177 ล้านบาท แม้จะลดลงประมาณร้อยละ 15 แต่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานรายได้หลักของบริษัทฯ คือ รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 2 ตามสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง จึงสะท้อนเสถียรภาพในการทำธุรกิจหลักของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง


Pullman Khon Kaen รีแบรนด์สู่ “The Heritage Grand Khon Kaen” 1 มี.ค.นี้

โรงแรม Pullman Khon Kaen เตรียมก้าวสู่บทใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยการรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่เป็นการปรับภาพลักษณ์และประสบการณ์การบริการครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงแรมสัญลักษณ์ Iconic Hotel คู่เมืองขอนแก่น ให้สอดรับกับทิศทางการเติบโตของเมือง ตอกย้ำจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมอีสาน พร้อมจุดแข็งเจาะตลาด MICE ในเขตอีสาน ด้วยห้องคอนเวนชั่นใหญ่ที่สุด จุคนได้มากว่า 1,800 คน, Kronen Brauhaus ต้นตำรับเบียร์แบบไมโครบริวรายแรกในอีสาน และยกเครื่องระบบภายในโรงแรมทั้งหมด เพื่อมุ่งสู่การเป็น “โรงแรมสีเขียว” (Green Hotel) 



ดร.สุนทร และดร.อารยา อรุณานนท์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทน้ำตาลราชบุรี, บริษัท เอส แอนด์ เอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด และผู้บริหารโรงแรม The Heritage Grand Khon Kaen & Convention ได้แถลงถึงการรีแบรนด์ “โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น” ในนามใหม่ “โรงแรม เดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น” ว่า 

“การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่เพียงเปลี่ยนชื่อโรงแรม นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป แต่ยังเป็นการปรับตำแหน่งทางการตลาด (Re-positioning) สู่ตลาด MICE ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับปรุง “โครงสร้างหลักของอาคาร”และสะท้อนวิสัยทัศน์ใหม่ในการพัฒนาโรงแรมให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น และไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพด้านการจัดประชุม สัมมนา และอีเวนต์ขนาดใหญ่ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นในอนาคต ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 







ทั้งนี้ The Heritage Grand Khon Kaen Hotel and Convention ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทั้งในด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ภายใต้การบริหารของกลุ่มธุรกิจในเครือกลุ่มน้ำตาลราชบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานโรงแรมระดับภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืน