14 มิถุนายน 2569

Me-O Gold ดึง PERSES นั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์


เมื่อโลกของ “ทาสแมว” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความน่ารัก แต่ขยับสู่การดูแลแบบใส่ใจสุขภาพและไลฟ์สไตล์ของน้องแมว “มีโอ โกลด์” (Me-O Gold) อาหารแมวและขนมแมวพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของน้องแมวที่แตกต่างกัน ตอบรับเทรนด์โลกที่เจ้าของดูแลน้องแมวเหมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) และให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพระยะยาว (Longevity) มากขึ้น พร้อมดึง PERSES ศิลปิน T-Pop ขวัญใจ Gen Z ตัวแทนคนรุ่นใหม่สายรักแมวนั่งแท่น Presenter ครั้งแรกของแบรนด์ เอาใจทาสแมวสายเปย์ พร้อมเปิดโอกาสให้คนรักแมวได้ร่วมสนุกกับหลากหลายกิจกรรมสำหรับ Lucky Fan ในงาน “Me-O Gold × PERSES PERMEOW MOMENT” เพื่อสร้างประสบการณ์ใกล้ชิดระหว่างแบรนด์ ศิลปิน และกลุ่ม Pet Parents รุ่นใหม่ ที่จะมาร่วมถ่ายทอดโมเมนต์สุดน่ารักกับความรัก “แบบทาสแมว” พร้อมเนรมิตบรรยากาศสุดฟินให้ทั้งแฟนคลับและคนรักแมวได้อินไปพร้อมกันตลอดงาน

ดยนางจันทิมา ชัยวัฒนไชย รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า “เทรนด์ Pet Humanization และ Longevity กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์หลักของคนเลี้ยงสัตว์ยุคนี้ ที่มอง “น้องแมว” เป็นมากกว่าสัตว์เลี้ยง แต่เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด พ่อแม่แมวจึงหันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตอบโจทย์และสุขภาพในระยะยาวของน้องแมวมากขึ้น “มีโอ โกลด์” จึงมีการพัฒนาสูตรร่วมกับนักโภชนาการและสัตวแพทย์ เพื่อตอบโจทย์คนเลี้ยงแมวรุ่นใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ช่วยดูแลสุขภาพในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาหารแมวกลุ่ม Functional ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ช่วงวัย และสายพันธุ์, กลุ่ม Grain Free สำหรับแมวแพ้ง่าย, กลุ่ม Care ที่เน้นการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านและยังมีขนมครีมแมวเลีย 7 สูตร ที่ช่วยเสริมการดูแลสุขภาพมิติต่าง ๆ ตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน ผิวหนังและขน ไปจนถึงการผ่อนคลาย สะท้อนบทบาทใหม่ของอาหารและขนมแมวที่เป็นมากกว่ามื้ออาหารหรือขนมทานเล่น แต่คือ “โภชนาการเพื่อชีวิตที่ยืนยาว” ด้วย “มีโอ โกลด์” สูตรที่ใช่ของเจ้าเหมียว ที่คนรักแมวไว้ใจมากว่า 10 ปี”

Me-O Gold (มีโอ โกล์ด)กับการเปิดตัว แบรนด์พรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก กับ 5 หนุ่ม PERSES ด้าน 5 หนุ่ม PERSES เปิดใจถึงการได้ร่วมงานกับ Me-O Gold ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ตรงกับตัวตนของพวกเขาในฐานะ “ทาสแมวตัวจริง” และการได้ร่วมงานกับแบรนด์ที่ใส่ใจสุขภาพน้องแมว แบบเข้าใจทั้งตัวแมวและความรู้สึกของคนเลี้ยง มันพิเศษมากๆ  ทำให้รู้สึกอินและอยากถ่ายทอดสิ่งนี้ออกไปให้แฟน ๆ ได้เห็น  โดยเริ่มต้นจาก 


ปาล์ม-พีรวิชญ์ พินธะ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลี้ยงแมวแบบใส่ใจรายละเอียด เล่าว่า “แมวที่บ้านค่อนข้างเลือกกินครับ เลยต้องลองหลายแบบกว่าจะเจอสูตรที่เขาชอบและเหมาะกับเขาจริง ๆ พอได้ลอง Me-O Gold ที่มีสูตรเฉพาะแบบนี้ ก็ช่วยให้เราตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเขาได้เลย”

ด้าน ปลั๊กกี้-ธรากร คำสิงห์ ที่มีโมเมนต์น่ารักกับน้องแมวเป็นประจำ เสริมว่า “สำหรับผม เรื่องสุขภาพสำคัญมากครับ โดยเฉพาะพวกขนกับผิวหนัง เราจะสังเกตได้เลยถ้าเขากินอาหารที่เหมาะกับเขา ขนจะสวยขึ้น ดูแข็งแรงขึ้น เลยรู้สึกว่าอาหารมีผลจริง ๆ”

ขณะที่ จั๋ง-วิกร บูรณภิญโญ มองเรื่องการเลี้ยงแมวในมุมของความผูกพัน “แมวแต่ละตัวมีนิสัยต่างกันมากครับ บางตัวขี้อ้อน บางตัวขี้เล่น หรือบางตัวก็อินดี้สุด ๆ เราเลยต้องเรียนรู้เขาเหมือนเป็นคนหนึ่งเลย ทั้งเรื่องอาหารและการดูแล ต้องปรับให้เข้ากับเขา”

ส่วน เน- ณรัณ วิกัยรุ่งโรจน์ แชร์ในมุมของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลระยะยาวว่า “เดี๋ยวนี้เรามองไกลขึ้นครับ ไม่ใช่แค่กินอิ่ม แต่ต้องช่วยดูแลสุขภาพในอนาคตด้วย การเลือกอาหารที่ดีตั้งแต่แรกมันช่วยได้จริง ๆ”

ปิดท้ายที่ กฤติน-กฤติน สอสูงเนิน ที่ฝากถึงแฟนคลับอย่างอบอุ่นว่า “อยากให้ทุกคนดูแลน้องแมวเหมือนคนในครอบครัวนะครับ เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ อย่างการเลือกอาหารที่เหมาะกับเขา อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและความต้องการ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การดูแลเป็นเรื่องง่ายขึ้น ทำให้เราดูแลเขาได้ตรงจุดมากขึ้นครับ”




นอกจากนี้ หนุ่ม ๆ ยังฝากถึงแฟนคลับและคนรักแมวว่า การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ใช่แค่เรื่องความรัก แต่ต้องใส่ใจในระยะยาวด้วย “อยากให้ทุกคนเลือกอาหารที่เหมาะกับน้องแมวของตัวเองครับ เพราะสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการกิน อย่าง Me-O Gold ก็มีหลายสูตรให้เลือกตามช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ ช่วยให้เราดูแลน้องได้ตรงจุดมากขึ้น” พร้อมย้ำว่าการเลี้ยงแมวในวันนี้คือการดูแลเหมือนคนในครอบครัว “สำหรับพวกเรา แมวไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยงแต่คือสมาชิกในบ้านจริง ๆ”

การเปิดตัว PERSES ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเลือกพรีเซ็นเตอร์ แต่คือการเลือก “พาร์ตเนอร์ทางไลฟ์สไตล์” ที่สะท้อนภาพคนรุ่นใหม่ที่รักแมวแบบจริงจังและมีสไตล์ พร้อมถ่ายทอดโมเมนต์การเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าเหมียวได้อย่างเป็นธรรมชาติและเข้าถึงง่าย บรรยากาศภายในงานจึงถูกออกแบบให้เต็มไปด้วย “PERMEOW MOMENT” สมชื่อ ตั้งแต่กิจกรรม Lucky Fan ที่เปิดโอกาสให้เหล่า PIECES ได้ใกล้ชิดศิลปินแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ไปจนถึง Mini Concert ที่เติมพลังความสนุกแบบจัดเต็ม เสิร์ฟทั้งเสียงเพลงและความอบอุ่นในงานเดียว

และไฮไลต์สำคัญ ที่เรียกรอยยิ้มทั้งฮอลล์หนีไม่พ้นการปรากฏตัวของ 4 เหมียวรับเชิญสุดน่ารัก “น้องโมจิ น้องจูเน่ น้องฮานะ และน้องซึนะ” น้องแมวของสมาชิกวง PERSES ที่มาร่วมแชร์ความคิวท์แบบใกล้ชิด และพลาดไม่ได้กับการชมลีลาการเต้นของ 5 หนุ่ม PERSES ประกอบเพลงโฆษณาสุดคิวท์ของ Me-O Gold พร้อมจุดถ่ายภาพให้ทุกคนได้มา Check-in เก็บช็อตประทับใจแบบมีสไตล์ พร้อมภาพที่ระลึกให้ทุกคนนำกลับบ้านไปด้วย

สจล. ผนึก วช. เปิด “HUB OF TALENT”

พัฒนากำลังคน AI - Data Center - Smart Energy ขับเคลื่อนไทยสู่ AI Hub แห่งอาเซียน

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เปิดตัวโครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” พร้อมจัด “เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเครือข่าย ครั้งที่ 1” (เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569) ณ สจล. เพื่อวางรากฐานการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Management) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศไทย

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Management ของภูมิภาคอาเซียน ผ่านการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาของศูนย์ฯ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนา Hybrid Talent หรือบุคลากรสมรรถนะสูงที่เข้าใจทั้ง AI, Data Center, Cloud Computing, Power System, Cooling Technology และ Digital Infrastructure เพราะโลกยุคใหม่ต้องการคนที่ไม่ได้เก่งเฉพาะด้าน แต่ต้องสามารถบูรณาการความรู้เพื่อสร้างโซลูชันจริงให้ประเทศ ซึ่งภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ประธานอนุกรรมการด้าน Data Center ได้ให้มุมมองว่า “Data Center ไม่ใช่เพียงอาคารหรือระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค เราต้องพัฒนาทั้งมาตรฐาน ความมั่นคงปลอดภัย พลังงาน และบุคลากรควบคู่กัน”


ด้าน ดร.วิโรจน์ บัวคลี่ รองผู้ว่าการดิจิทัลและการสื่อสาร การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในฐานะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการพลังงาน กล่าวว่า หัวใจของ Data Center ยุคใหม่คือพลังงานที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะจึงเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ คุณพิเชฐ เกตุรวม อุปนายกสมาคมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลประเทศไทย กรรมการและรองประธานอนุกรรมการด้าน AI และด้านพลังงาน กล่าวว่า การแข่งขันด้านดิจิทัลในภูมิภาคกำลังเข้มข้น ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศดิจิทัล ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร มาตรฐาน และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.มนตรี วิบูลยรัตน์ ประธานกรรมการมาตรฐานดาต้าเซนเตอร์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า มาตรฐานคือภาษากลางของความเชื่อมั่น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center จำเป็นต้องมีมาตรฐานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล

ด้าน ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย กล่าวว่า AI จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทย แต่การขับเคลื่อน AI ให้เกิดผลจริงต้องมีทั้งข้อมูลคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ และบุคลากรที่เข้าใจการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจและภาครัฐ

ขณะที่ ดร.คุณานันท์ ทยายุทธ กรรมการและเลขานุการศูนย์ฯ กล่าวว่า เวทีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการประชุม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อออกแบบทิศทางการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการพัฒนาคน การวิจัย การสร้างเครือข่าย และการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ กิจกรรมสำคัญของงานประกอบด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการลงทุนและการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูงด้าน AI และ Data Center การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนโครงการ Hub of Talent อย่างเป็นรูปธรรม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Strategic Workshop) เพื่อระดมสมองและกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศใน 3 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ กลุ่ม Data Center ซึ่งมุ่งวางแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับชาติ เพื่อรองรับการลงทุนของผู้ให้บริการ Cloud และ Hyperscale Data Center ระดับโลก กลุ่ม Artificial Intelligence (AI) ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศ AI ของประเทศ ครอบคลุมการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม และกลุ่ม Smart Energy Management ที่มุ่งออกแบบแนวทางการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะเพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล พร้อมผลักดันการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย 

การหารือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั่วไป หากแต่เป็นการรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารองค์กรชั้นนำ ผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เพื่อร่วมกันออกแบบ “Blueprint แห่งอนาคต” สำหรับการพัฒนาระบบนิเวศด้าน AI, Data Center และ Smart Energy Management ของประเทศไทย

สำหรับข้อเสนอและผลลัพธ์จากการประชุมทั้ง 3 กลุ่ม จะถูกสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Roadmap) เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การลงทุนด้านเทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษาในระดับประเทศต่อไป

โครงการ “HUB OF TALENT: AI, DATA CENTER AND SMART ENERGY MANAGEMENT” จึงมิใช่เพียงโครงการพัฒนาบุคลากร หากแต่เป็น “แพลตฟอร์มยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีดิจิทัลครบวงจรของประเทศไทย ตั้งแต่การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง การสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม การถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ

ภายใต้บริบทการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับประเทศไทยจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” และจาก “ผู้ตาม” สู่ “ผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค” โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้าน Artificial Intelligence, Data Center, Digital Infrastructure และ Smart Energy Hub ของอาเซียนในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก สร้างงานทักษะสูงให้คนไทย และเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับผู้ที่สนใจงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ห้ามพลาด! งาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 - 6 กันยายน 2569 ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า
คุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ภายในงานพบกับการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน
ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial  และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

12 มิถุนายน 2569

ช่อง 7HD รวมพลังบริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ประจำปี 2569

“บี กมลาสน์” นำทีมรณรงค์การให้เพื่อเพื่อนมนุษย์

ช่อง 7HD เดินหน้าส่งต่อพลังแห่งการให้ จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตร่วมกับสภากาชาดไทย ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 รวมพลังผู้ประกาศข่าว พิธีกร และพนักงาน ร่วมรณรงค์เชิญชวนคนไทยสุขภาพดีบริจาคโลหิต เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ปลุกพลังแห่งการให้ และสานต่อความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ช่อง 7HD ร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดกิจกรรม บริจาคโลหิตครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการ “Give Blood Now - ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ อาคาร 7 ช่อง 7HD เพื่อร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคโลหิต และร่วมต้อนรับวันผู้บริจาคโลหิตโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี





บรรยากาศกิจกรรมภายในสถานีฯ ที่เปิดเป็นจุดรับบริจาคเป็นไปอย่างคึกคัก มีผู้ประกาศข่าว พิธีกรรายการ และพนักงาน พร้อมใจกันร่วมบริจาคด้วยรอยยิ้ม นำโดย ผู้ประกาศข่าวคนดัง บี-กมลาสน์ เอียดศรีชาย จากรายการ เช้านี้ที่หมอชิต, เปิดจอจ้อข่าว นอกจากนี้ยังมี ปุ๊ก-นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ จากรายการสนามข่าวกีฬา, ฝนฟ้าอากาศ พร้อมด้วย บอย-ธนพัต กิตติบดีสกุล แห่ง กรีนรีพอร์ต รวมถึง แป๋ว-ดวงใจ สอาดจิตต์ พิธีกรรายการ เที่ยงบันเทิง ทอล์ก และพอดแคสต์ ดวงใจ STORY  พร้อมเชิญชวนประชาชนทั่วไปที่สุขภาพดี ร่วมบริจาคโลหิต

โดย บี-กมลาสน์ เป็นตัวแทน กล่าวเชิญชวนว่า “ดีใจที่ครั้งนี้ได้มีการเตรียมร่างกายมาอย่างดีได้ร่วมบริจาครู้สึกดีมากค่ะ อยากเชิญชวนทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป และมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง การบริจาคโลหิตนอกจากเป็นผู้ให้ต่อชีวิตผู้ป่วยด้วยแล้ว ยังช่วยให้สุขภาพเราดีขึ้นด้วย ไม่อยากให้ลังเลที่จะบริจาคโลหิต ถ้าเราสุขภาพพร้อม กายพร้อมใจพร้อม สามารถบริจาคได้ทันทีการบริจาคโลหิต 1 ครั้ง อาจเป็นความหวังสำคัญของใครอีกหลายคน การให้เลือดคือการส่งต่อโอกาสมีชีวิต…ให้โลหิต ให้ชีวิต…มาร่วมทำเรื่องดี ๆ เพื่อเพื่อนมนุษย์กันนะคะ”


และสำหรับโครงการ “Give Blood Now - ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย” ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ยังได้มีของที่ระลึกสุดพิเศษสำหรับผู้ที่บริจาคครบ 3 ครั้ง  และผู้บริจาคโลหิตที่อายุมากกว่า 65 ปี บริจาคโลหิตครบ 2 ครั้งในปี 2569  รับทันที เสื้อยืด Give Blood Now ลายเส้น Cyrano Design  (ไซราโน ดีไซน์) อีกด้วย

ติดตามรายละเอียดหรือสามารถร่วมบริจาคโลหิตได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์, หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ  


สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV  และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) และ เว็บไซต์  www.ch7.com

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ แผนกสื่อสารองค์กร  สายงานประชาสัมพันธ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรและบริหารนักแสดง ช่อง 7HD

โทร 02 495 7777  ต่อ 506, 298 (วรณัน 080 686 7898 / จริยา 089 231 3832

รฟฟท.จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับ HURC1รถไฟฟ้าเวียดนาม ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค


"รฟฟท. จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงให้กับ HURC1 รถไฟฟ้าเวียดนาม  ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค"

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการ และซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าในเมืองของ HURC1 (Urban Railway Operation and Maintenance Partnership Program) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถ่ายทอดองค์ความรู้การเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้า ยกระดับความร่วมมือระดับภูมิภาค  ระหว่างวันที่ 8 -12 มิถุนายน 2569



นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงานที่เกี่ยวข้อง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก HURC1 (Ho Chi Minh City Urban Railways No.1 Company Limited (HURC) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 15 ท่าน เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรความร่วมมือด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษารถไฟฟ้า ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากบันทึกความร่วมมือ (MOU) ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนกันยายน 2567 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการระบบรางระหว่างทั้งสององค์กร โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ รฟฟท. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการเดินรถและการบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีแดง โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษในด้าน การบำรุงรักษา (Maintenance) เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการให้บริการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล







ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพของ รฟฟท. เท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำในการให้บริการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานด้านระบบรางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบขนส่งมวลชนทางรางให้มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชนต่อไป รวมถึงร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

11 มิถุนายน 2569

เครือ รพ. พญาไท-เปาโล จับมือกลุ่มบริษัทบางจาก ขับเคลื่อน Sustainable Healthcare


เครือ รพ. พญาไท-เปาโล จับมือกลุ่มบริษัทบางจาก ขับเคลื่อน Sustainable Healthcare เปลี่ยน Food Waste สู่ Future Fuel มุ่งสู่ Net Zero Healthcare Ecosystem

เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ร่วมกับ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด บริษัท ฟู้ดเฮ้าส์ เคเทอร์ริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด และ บริษัท โซเด็กซ์โซ่ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ภายใต้โครงการ “Fry to Fly” ของกลุ่มบริษัทบางจาก ตอกย้ำความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) สร้างคุณค่าจากทรัพยากรใช้แล้ว และสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน


พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน โดยมี นายอิทธิ ทองแตง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล, นางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด และ นายอธิษฐ์ ชินันท์ธนาศิริ ผู้อำนวยการทั่วไป บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากพันธมิตรด้านบริการอาหารร่วมเป็นสักขีพยาน

ความร่วมมือครั้งนี้เชื่อมโยงภาคสาธารณสุข ภาคพลังงาน และภาคบริการอาหารเข้าด้วยกัน ผ่านการนำน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วจากโรงพยาบาลเข้าสู่กระบวนการผลิต SAF ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรใช้แล้ว และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ขับเคลื่อน Sustainable Healthcare ผ่าน ESG ในทุกมิติ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social and Governance) และแนวคิด Sustainable Healthcare โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพการรักษาพยาบาล ประสบการณ์ผู้ป่วย ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เดินหน้าพัฒนา Green Hospital ผ่านการบริหารจัดการพลังงาน น้ำ และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดขยะและเพิ่มการรีไซเคิล ตลอดจนการส่งเสริม Circular Healthcare เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพที่ยั่งยืนหนึ่งในประเด็นสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญ คือการบริหารจัดการ Food Waste อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การออกแบบเมนู การบริหารจัดการวัตถุดิบ การควบคุมปริมาณอาหารให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การลดเศษอาหารจากกระบวนการผลิต ไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้แก่บุคลากร ผู้รับบริการ และคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันลดการสูญเสียทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า

จาก Food Waste สู่ Future Fuel
นายอิทธิ ทองแตง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล กล่าวว่า “เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล เชื่อว่าการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืนต้องครอบคลุมทั้งผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวทาง Sustainable Healthcare เราจึงขับเคลื่อน ESG ในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารจัดการพลังงาน การลดของเสีย การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการบริหารจัดการ Food Waste ในทุกกิจกรรมขององค์กรความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดแนวคิด Circular Economy โดยเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วให้เกิดคุณค่าใหม่ในรูปแบบพลังงานสะอาด พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste และการสร้างระบบบริการสุขภาพที่เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พลังความร่วมมือเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้านนางกัณฑมาศ กฤตยานุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการผลิต บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการ บริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด กล่าวว่า “โครงการ Fry to Fly เป็นตัวอย่างของการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาสร้างคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วให้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิต SAF ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ความร่วมมือกับเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโลในครั้งนี้ สะท้อนพลังของทุกภาคส่วนในการร่วมกันลดของเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน”

ต้นแบบความร่วมมือสู่ระบบสุขภาพคาร์บอนต่ำ
นอกจากการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการกำจัดน้ำมันใช้แล้วอย่างไม่ถูกวิธี ความร่วมมือครั้งนี้ยังช่วยส่งเสริมการใช้น้ำมันปรุงอาหารอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้กับผู้ประกอบการ บุคลากร และผู้บริโภคความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล จะเดินหน้าพัฒนาโครงการด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าร่วมแก่ผู้ป่วย บุคลากร ชุมชน และสังคม พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่มีสุขภาวะและความยั่งยืนควบคู่กัน

CP LAND เร่งเกมบ้านหรูภูมิภาค ต่อยอดกลยุทธ์ Premium Regional Living


CP LAND เร่งเกมบ้านหรูภูมิภาค ส่ง 'SŌLVANI' เจาะกำลังซื้อคุณภาพนครสวรรค์–พิษณุโลก ชูรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ต่อยอดกลยุทธ์ Premium Regional Living พร้อมดึง อ.คฑา ถ่ายทอดศาสตร์ ฮวงจุ้ยเพื่อคุณภาพทุกชีวิต

ท่ามกลางการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มขยายการลงทุนจากกรุงเทพฯ สู่ภูมิภาค เพื่อตอบรับกำลังซื้อคุณภาพที่มองหาที่อยู่อาศัยมาตรฐานสูงใกล้บ้านเกิด




บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์  เดินหน้าต่อยอดพอร์ตที่อยู่อาศัยแนวราบระดับพรีเมียม เปิดเกมบ้านหรูภูมิภาค 2 จังหวัด มูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท โครงการ SŌLVANI NAKHONSAWAN (โซลวานี นครสวรรค์) และ SŌLVANI PHITSANULOK (โซลวานี พิษณุโลก) อย่างเป็นทางการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ของแต่ละเมืองเข้ากับมาตรฐานการอยู่อาศัยสมัยใหม่ พร้อมชูจุดแข็งด้านคุณภาพการก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และการรับประกันโครงสร้างบ้านนานถึง 10 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่โดดเด่นของตลาดบ้านเดี่ยวในภูมิภาค


การเปิดตัว SŌLVANI ทั้งสองโครงการ สะท้อนทิศทางการเติบโตของ CP LAND ในตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม โดยมุ่งตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัย ความเป็นส่วนตัว สภาพแวดล้อม และมูลค่าของทรัพย์สินในระยะยาว 

คุณดำรงศักดิ์ ถุงเงิน ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มงานธุรกิจที่อยู่อาศัย กล่าวว่า “ตลาดบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากกำลังซื้อของผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ และครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น การตัดสินใจเลือกบ้านในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงทำเลหรือขนาดพื้นที่ แต่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการอยู่อาศัย คุณภาพงานก่อสร้าง การบริการหลังการขาย และความมั่นใจในระยะยาว นครสวรรค์และพิษณุโลกเป็น 2 เมืองเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือตอนล่างที่มีฐานผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของธุรกิจ บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ซัพพลายบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในตลาดยังมีจำกัด ส่งผลให้ทั้งสองจังหวัดเป็นทำเลยุทธศาสตร์ในการขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยระดับบนของ CP LAND”

CP LAND จึงพัฒนา SŌLVANI ภายใต้แนวคิด Premium Regional Living โดยนำมาตรฐานการพัฒนาโครงการจากประสบการณ์กว่า 37 ปี มาต่อยอดสู่บ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมในภูมิภาค ผ่าน 4 มาตรฐานสำคัญ ได้แก่ Functional Design, Construction Quality, After-Sales Service และ Long-Term Warranty เพื่อสร้างคุณค่าการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า"



"จุดเด่นสำคัญของ SŌLVANI คือการนำเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเมืองมาตีความเป็นงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดยนครสวรรค์สะท้อนแนวคิด Modern Chinese ขณะที่พิษณุโลกถ่ายทอดเสน่ห์ล้านนาผ่านแนวคิด A Touch of LANNA Charm เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและความผูกพันระหว่างผู้อยู่อาศัยกับเมืองที่ตนเองเติบโต"

นอกจากคุณภาพโครงการและการรับประกันโครงสร้าง 10 ปี ลูกบ้าน SŌLVANI ยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน Pri-d Loyalty Program ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 แบรนด์ และสิทธิประโยชน์มากกว่า 90 รายการ ครอบคลุมทั้งด้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และบริการต่าง ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยในระยะยาว” คุณดำรงศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของการเปิดตัวโครงการ คือการได้รับเกียรติจาก อาจารย์คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการออกแบบพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล กล่าวว่า "บ้านที่ดีควรเป็นพื้นที่ที่สร้างความสมดุลทั้งด้านการใช้ชีวิต ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสภาพแวดล้อมโดยรอบ การออกแบบที่คำนึงถึงทิศทาง แสง ลม และการจัดวางพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม จะช่วยส่งเสริมพลังงานที่ดี ความสุข และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว"

"สิ่งที่น่าสนใจของ SŌLVANI คือ การนำแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่มาผสานกับรายละเอียดที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทำให้บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากฐานทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเมืองนั้น ๆ"



นอกจากการออกแบบที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองแล้ว ทั้งสองโครงการยังพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางภายใต้แนวคิด Sol Facilities เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกช่วงวัย ประกอบด้วย Sol Lounge, Sol Living Co-Working Space, Sol Fitness, Kids Yard, Senior Yard และ Swimming Pool ที่เชื่อมโยงการพักผ่อน สุขภาพ การทำงาน และกิจกรรมของครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมการดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และระบบควบคุมการเข้าออกโครงการตามมาตรฐานบ้านระดับพรีเมียม

การเปิดตัว SŌLVANI นครสวรรค์ และ SŌLVANI พิษณุโลก ในครั้งนี้ จึงสะท้อนวิสัยทัศน์ของ CP LAND ในการยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยของเมืองภูมิภาค ผ่านการพัฒนาโครงการที่ผสานคุณภาพ การออกแบบ และประสบการณ์การอยู่อาศัยเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “คุณภาพเพื่อทุกชีวิต” เพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้อยู่อาศัย ครอบครัว และชุมชนในระยะยาว



ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมโครงการ SŌLVANI นครสวรรค์ และ SŌLVANI พิษณุโลก พร้อม
สอบถามรายละเอียดแบบบ้าน ราคา และข้อเสนอพิเศษได้ที่สำนักงานขายโครงการ หรือช่องทาง CP LAND Residential โทร. 02-088-0999 / Line: @cpland / Website: https://www.cplandresidential.com