13 กรกฎาคม 2569

INDECA LIVING ประกาศความร่วมมือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลก ยกระดับประสบการณ์ Luxury Living ในประเทศไทย

กรุงเทพฯ 10 กรกฎาคม 2569: บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง (INDECA LIVING) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ Luxury Living Destination แห่งใหม่ของประเทศไทย พร้อมประกาศความร่วมมือกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลกจากสหราชอาณาจักร ได้แก่ Timothy Oulton และ Andrew Martin เพื่อนำเสนอประสบการณ์การใช้ชีวิตและการออกแบบระดับสากลแก่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการคัดสรรแบรนด์ที่โดดเด่นด้านงานฝีมือ คุณภาพ และเอกลักษณ์การออกแบบที่แตกต่าง ณ โชว์รูม ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายเกร็ก วัตกินส์ กรรมการบริหาร หอการค้าอังกฤษ-ไทย (British Chamber of Commerce Thailand: BCCT) ร่วมแสดงความยินดี พร้อมด้วยนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชั้นนำ ได้แก่ แฟรงก์ แคนเซลโลนี, นลินี เทียนศิริพิพัฒน์, วรกร เติมวัฒนภักดี, วัฒนา โควัฒนาภรณ์, เปรมมนัส สุวรรณานนท์ และอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ และแขกผู้มีเกียรติท่านอื่น ๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งสำคัญ




การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของ INDECA LIVING ในการก้าวข้ามบทบาทของโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการตกแต่งภายในระดับลักชัวรี ที่รวบรวมแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลกไว้ในพื้นที่เดียว พร้อมสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการออกแบบ ศิลปะการใช้ชีวิต และแรงบันดาลใจจากนานาชาติเข้าด้วยกัน



คุณพิรพรรณ ภูมิวสนะ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเดก้า ลิฟวิ่ง กล่าวว่า “ผู้บริโภครสนิยมสูงในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงสินค้า แต่กำลังมองหาประสบการณ์ คุณค่า และตัวตนที่สะท้อนผ่านการใช้ชีวิต INDECA LIVING สร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบ คุณภาพของวัสดุชั้นเลิศและความเป็นสากล เรามุ่งมั่นที่จะนำแบรนด์ระดับโลกและประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาสู่ประเทศไทย พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของตลาดลักชัวรีไลฟ์สไตล์ไทยในระยะยาว”

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการเปิดตัวคือความร่วมมือกับแบรนด์สำคัญคือ Timothy Oulton แบรนด์ลักชัวรีระดับโลกที่มีชื่อเสียงด้านการผสมผสานงานฝีมือ วัสดุแท้ และแรงบันดาลใจจากโลกแห่งของเก่าเข้ากับการออกแบบร่วมสมัยอย่างมีเอกลักษณ์

โอลิเวอร์ โอลตัน ผู้สืบทอดเจเนอเรชันที่สามของแบรนด์ Timothy Oulton กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ Timothy Oulton คือการรักษาคุณค่าของงานฝีมือ ความดั้งเดิมของวัสดุ และมรดกของแบรนด์ ขณะเดียวกันก็พัฒนาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย เรามองเห็นศักยภาพของตลาดไทยและเชื่อว่า INDECA LIVING จะเป็นพันธมิตรสำคัญในการถ่ายทอดประสบการณ์และตัวตนของแบรนด์สู่ลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเป็นเอกลักษณ์ และความเป็น Authentic Luxury”

นอกจากนี้ยังมี Andrew Martin แบรนด์ชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลจากแนวคิดการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมและการเดินทางทั่วโลก

มาร์ติน วอลเลอร์ ผู้ก่อตั้ง Andrew Martin กล่าวว่า “การออกแบบที่ดีควรสะท้อนเรื่องราว วัฒนธรรม และประสบการณ์ของผู้คน เราเชื่อว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีความเข้าใจและให้คุณค่ากับงานออกแบบมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือกับ INDECA LIVING ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์ด้านการออกแบบของ Andrew Martin สู่กลุ่มลูกค้าชาวไทยที่มีรสนิยมและเปิดรับมุมมองระดับสากล”





นอกเหนือจากการนำเสนอคอลเลกชันล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลกแล้ว INDECA LIVING ยังมุ่งสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจสำหรับนักออกแบบ สถาปนิก เจ้าของบ้าน และผู้ที่หลงใหลในงานดีไซน์ ผ่านการคัดสรรผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่สะท้อนมาตรฐานระดับสากล

การเปิดตัว INDECA LIVING ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเปิดพื้นที่แห่งใหม่สำหรับการเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านแต่ยังเป็นการประกาศบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดศักยภาพของอุตสาหกรรมลักชัวรีไลฟ์สไตล์และการออกแบบระดับโลก ซึ่งได้รับความสนใจจากแบรนด์ชั้นนำที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ งานฝีมือ และประสบการณ์ที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น


11 กรกฎาคม 2569

Green Tourism is the New Edge Forum : พลิกเกมท่องเที่ยวด้วยกรีนพรีเมีย


กรมการท่องเที่ยวชวนผู้ประกอบการอัปเดตเทรนด์Green Tourism พร้อมเปิดตัว 20 Green Moves ต้นแบบการท่องเที่ยวไทย

 

กรมการท่องเที่ยว ขอเชิญผู้ประกอบการธุรกิจที่พัก โรงแรม รีสอร์ท แหล่งท่องเที่ยวu และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน Green Tourism is the New Edge Forum : พลิกเกมท่องเที่ยวด้วยกรีนพรีเมียม เวทีสัมมนาออนไลน์เพื่ออัปเดตเทรนด์ Green Tourism และ Sustainable Tourism พร้อมเรียนรู้แนวทางยกระดับธุรกิจท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการต้นแบบ

 

ภายในงานพบกับ การเปิดตัว 20 Green Moves ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้นแบบ ประจำปี 2569 ภายใต้โครงการ Ultimate Thailand Green Tourism Showcase 2026 พร้อมหัวข้อสำคัญ ได้แก่ From Green to Great : Green & Regenerative Excellence, การเปลี่ยน Green Practice ให้เป็น Brand Story, การออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Designing Meaningful Stays) และการถอดบทเรียนความสำเร็จจากผู้ประกอบการต้นแบบ (Decode: Spirit of Green Tourism Showcase 2026)


งานจัดขึ้นใน วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00–16.30 น. ในรูปแบบ ออนไลน์ผ่าน Zoom Meeting เข้าร่วม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคม 2569

 

ลงทะเบียน: https://forms.gle/Q7F8PkswXLAkysfR8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: 08-2450-2611, 08-2450-2632

#UltimateThailandGreenTourism Showcase 2026

 #กรมท่องเที่ยวGreenTourismThailand

#Ismedท่องเที่ยวยั่งยืน

09 กรกฎาคม 2569

โรงแรมเฮอริเทจ เชียงรายฯ เปิดแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” รับเทรนด์ท่องเที่ยวพักยาว–Workation

โรงแรม The Heritage Chiang Rai Hotel and Convention เปิดตัวแคมเปญ “Stay Longer, Feel Chiang Rai” ตอบรับกระแสการท่องเที่ยวพักผ่อนระยะยาว (Long Stay) และการทำงานจากที่ใดก็ได้ (Workation) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่ผสมผสานความสะดวกสบาย การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงรายเข้าไว้ด้วยกัน

เชียงรายถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยเอกลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติอันงดงาม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และค่าครองชีพที่เหมาะสม ทำให้เป็นเมืองที่ตอบโจทย์ทั้งนักเดินทาง ผู้เกษียณอายุ และกลุ่มคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองใหญ่

ภายใต้แคมเปญดังกล่าว โรงแรมนำเสนอห้องพักดีลักซ์พร้อมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน ในราคาพิเศษสำหรับการเข้าพักระยะยาว ได้แก่ พัก 7 คืน ราคา 12,600 บาท พัก 14 คืน ราคา 24,500 บาท และพัก 30 คืน ราคา 51,000 บาท ผู้เข้าพักยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม อาทิ ส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่ม (ไม่รวมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์) และส่วนลดบริการซักรีด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ที่วางแผนพำนักต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดเชียงราย ไม่ว่าจะเป็นวัดร่องขุ่น วัดร่องเสือเต้น สิงห์ปาร์ค เชียงราย และชุมชนท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ โรงแรมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เวลาอย่างคุ้มค่าในการค้นพบวิถีชีวิตและประสบการณ์ใหม่ในภาคเหนือของประเทศไทย





โปรโมชั่น “Stay Longer, Feel Chiang Rai” เปิดให้จองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 โดยเป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองห้องพัก โทร. 052 055 888

08 กรกฎาคม 2569

The Selection ตอกย้ำบทบาท Trusted Health Partner มอบรางวัล The Selection's Choice Awards 2025

The Selection ตอกย้ำบทบาท Trusted Health Partner มอบรางวัล The Selection's Choice Awards 2025 ยกระดับมาตรฐานการคัดสรรผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมเปิดมุมมองอนาคต Health Marketing ที่ขับเคลื่อนด้วย Trust, Credibility และ Personalization

กรุงเทพฯ – ในยุคที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพได้อย่างไร้ข้อจำกัด ความท้าทายจึงไม่ใช่การค้นหาข้อมูล แต่คือการ "เลือกข้อมูลที่ถูกต้อง" และ "เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม" เพื่อประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพอย่างมั่นใจ เพราะท่ามกลางข้อมูลจำนวนมหาศาล ความน่าเชื่อถือคือสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากกว่าที่เคย




The Selection จึงเดินหน้าตอกย้ำบทบาท Trusted Health Partner ผ่านการจัดงาน The Selection's Choice Awards 2025 เพื่อเชิดชู 15 แบรนด์สุขภาพที่ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยคณะผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านสุขภาพและทิศทางการตลาดสุขภาพแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด "The Future of Health Marketing" ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพจากการสื่อสารเชิงการตลาด ไปสู่การสร้าง "ความไว้วางใจ" ด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง คุณภาพที่พิสูจน์ได้ และการดูแลสุขภาพที่ตอบโจทย์แต่ละบุคคล 

ผศ.นพ.วีรยะ เภาเจริญ ประธานที่ปรึกษา The Selection กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของ The Selection คือการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค โดยทุกผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลผ่านการพิจารณาจาก The Selection Committee ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ เพื่อพิจารณาคุณภาพ มาตรฐาน หลักฐานเชิงวิชาการ นวัตกรรม ความยั่งยืน และคุณค่าที่ผู้บริโภคจะได้รับ”

"หลักคิดสำคัญของเราคือ หากผลิตภัณฑ์นั้นมีไว้สำหรับคนในครอบครัวของเรา เราจะแนะนำหรือไม่ เพราะทุกคำแนะนำไม่ใช่เพียงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค" 

ด้าน  นายศุภกร พะวันนา ประธานคณะผู้ก่อตั้ง The Selection และผู้อำนวยการสายการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า “The Selection พร้อมเป็น Growth Partner และเพื่อนคู่คิดในการขับเคลื่อนธุรกิจด้านสุขภาพ บนพื้นฐานของคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 3 ล้านคน ผ่านเครือข่ายและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

อีกทั้งในยุคที่ AI และ Search Engine มีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค การมีข้อมูลจำนวนมากอาจไม่ใช่คำตอบ แต่การมีข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพ คือปัจจัยสำคัญที่สร้างความไว้วางใจและทำให้แบรนด์เป็นตัวเลือกของผู้บริโภค The Selection จึงมุ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้บริโภคกับสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่ผ่านการคัดสรร พร้อมยกระดับมาตรฐานของตลาดสุขภาพไทย และเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรอย่างยั่งยืน” 

ภายในงานยังมีการอัปเดตเทรนด์สุขภาพแห่งอนาคต โดย นพ.อุดมรัช โกวิททวิพัฒน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ ถ่ายทอดแนวคิด "Gut Health & Smart Living" ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแล "ลำไส้" ซึ่งเป็นสมองที่สองของร่างกาย พร้อมนำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันผ่านการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Healthcare) รวมถึงการตรวจสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) เพื่อช่วยวางแผนสุขภาพได้อย่างเหมาะสม และส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากข้อมูลที่ถูกต้องและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ


รางวัล The Selection's Choice Awards 2025 จึงไม่ใช่เพียงรางวัลแห่งความสำเร็จของแบรนด์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ ที่สะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมยกระดับระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน

15 แบรนด์ที่ได้รับรางวัล The Selection's Choice Awards 2025 ครอบคลุมหมวดอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก อุปกรณ์สุขภาพ และบริการเพื่อผู้สูงอายุ ได้แก่

• Infolife Fiber ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

• Dairyhome Organic ผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิก

• WhiteTiger Plant-Based Milk นมจากถั่วลายเสือ

• Brand's รังนกแท้พร้อมดื่มผสมวิตามิน

• แทนคุณ ออร์แกนิคฟาร์ม ไข่ไก่ออร์แกนิก

• OYU ชาข้าวกล้องออร์แกนิก

• ข้าวปลาวาฬ ข้าวไร้แป้ง ข้าวคีโต

• Chama Farm Organic ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายจากสมุนไพรไทย

• Siangpure ผลิตภัณฑ์เพื่อการบรรเทา

• Baby Moby ผ้าอ้อมเด็ก

• Genally No-No Mos แป้งเนื้อโลชั่นกันยุง

• COCO FON ทิชชูอ่อนโยนต่อทุกสภาพผิว

• Patom ORGANIC LIVING แชมพูและเจลอาบน้ำออร์แกนิก

• Swiss Aquakat ขวดน้ำอัจฉริยะ

• Joy Ride บริการดูแลและรับ–ส่งผู้สูงอายุ

The Selection ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็น Trusted Health Partner ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับสุขภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนพันธกิจ "เลือกที่ใช่ ให้สุขภาพ" เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างสังคมแห่งสุขภาวะที่แข็งแรงและยั่งยืนในระยะยาว

CP LAND ดันศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ขอนแก่น


CP LAND ดันศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ขอนแก่น สู่ไมซ์ฮับลุ่มน้ำโขง (GMS)  หลังคว้ามาตรฐานไทย–อาเซียน หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค

8 กรกฎาคม 2569, ขอนแก่น – ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ จังหวัดขอนแก่น (Khon Kaen International Convention and Exhibition Center: KICE) หรือ ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เดินหน้าวางบทบาทศูนย์ประชุมหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้ KICE ขอนแก่น เป็นศูนย์กลางการประชุม การจัดแสดงสินค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงธุรกิจข้ามพรมแดน ของภูมิภาค Greater Mekong Subregion (GMS) ซึ่งครอบคลุม ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และจีนตอนใต้ หลังได้รับการรับรองมาตรฐานและรางวัลจากหลายหน่วยงาน ทั้งในระดับประเทศและอาเซียน ครอบคลุมตั้งแต่มาตรฐานสถานที่จัดงาน ระบบบริหารจัดการ การให้บริการ การเข้าถึงของผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ไปจนถึงบทบาทต่อเศรษฐกิจจังหวัดขอนแก่น

ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ได้รับการรับรอง Thailand MICE Venue Standard (TMVS) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน ครอบคลุม 3 ประเภท ได้แก่ สถานที่จัดกิจกรรมพิเศษ สถานที่จัดงานแสดงสินค้า และห้องประชุม และในปี 2026 ได้รับการรับรอง ASEAN MICE Venue Standard (AMVS) ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า หรือ Exhibition Venue ซึ่งเป็นมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ระดับอาเซียน

นอกเหนือจากมาตรฐานด้านสถานที่จัดงาน ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ยังได้รับการรับรอง ISO 9001:2015 ด้านการบริหารจัดการองค์กรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2020 จากบูโร เวอริทัส ประเทศไทย รวมถึงรางวัล Accessible Place 2024 จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ในฐานะสถานที่เอื้อต่อคนพิการ และรางวัล KKCC Award 2025 จากหอการค้าจังหวัดขอนแก่น ในฐานะองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่น

มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับในหลายมิติ สะท้อนความพร้อมของศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ทั้งด้านพื้นที่ ระบบบริหารจัดการ การให้บริการ และการรองรับผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถานที่จัดงานไมซ์ในยุคปัจจุบัน โดยที่ผ่านมา ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ รองรับการจัดงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งการประชุมระดับประเทศ งานแสดงสินค้า งานอุตสาหกรรม งานภาครัฐ และอีเวนต์ขนาดใหญ่

คุณปรมัตถ์ พูลสมบัติ ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจสำนักงาน และธุรกิจศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า กล่าวว่า “อุตสาหกรรมไมซ์ในปัจจุบันไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะขนาดของพื้นที่จัดงาน แต่แข่งขันกันที่ความสามารถของเมืองในการรองรับผู้เข้าร่วมงานทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ที่พัก ธุรกิจบริการ ไปจนถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง บทบาทของศูนย์ประชุมไคซ์ฯ จึงไม่ใช่เพียงการเป็นสถานที่จัดงาน แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงาน และธุรกิจในเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้การจัดงานหนึ่งครั้งสามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจเมืองได้กว้างกว่าการใช้พื้นที่จัดงานเพียงอย่างเดียว”

การพัฒนาศูนย์ประชุมไคซ์ฯ ยังสอดคล้องกับภาพการเติบโตของขอนแก่นในฐานะเมืองเศรษฐกิจที่มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งจากงานประชุม งานแสดงสินค้า อีเวนต์ธุรกิจ และกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนต่อรูปแบบการใช้ชีวิตและความต้องการที่อยู่อาศัยของคนเมืองรุ่นใหม่

จากโอกาสดังกล่าว CP LAND จึงพัฒนาโครงการในขอนแก่นให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งศูนย์ประชุม โรงแรม และที่อยู่อาศัย โดยมีคอนโดมิเนียม RI-NÉ Khon Kaen (รีเน่ ขอนแก่น) และ SOū& Khon Kaen (โซแอนด์ ขอนแก่น) เป็นหนึ่งในโครงการที่ตอบรับการใช้ชีวิตของคนทำงาน คนรุ่นใหม่ และผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพในเมืองที่มีทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจ สีสันของการใช้ชีวิต และองค์ประกอบที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ด้วยบทบาทดังกล่าว ศูนย์ประชุมไคซ์ฯ จึงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของ CP LAND ที่ช่วยเชื่อมธุรกิจไมซ์ การเดินทาง การบริการ และการอยู่อาศัยเข้ากับจังหวะการเติบโตใหม่ของขอนแก่น พร้อมสนับสนุนให้เมืองมีความพร้อมมากขึ้นในการรองรับทั้งงานระดับประเทศ งานระดับภูมิภาค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife  #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต 
#KICE #ศูนย์ประชุมไคซ์ #ขอนแก่น #MICE #ExhibitionCenter

ยาเดีย ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เปิดตัว “Yadea รุ่น GT80


ยาเดีย (Yadea) ตอกย้ำความเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะแบรนด์ชั้นนำระดับโลก เปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้า “Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P” ภายใต้แนวคิด “อิสระใหม่ ไปได้ไกลกว่า” มาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ต พรีเมียม ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย สมรรถนะสูง ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์การขับขี่และการใช้ชีวิตทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย จดทะเบียนได้ พร้อมเตรียมขยายศูนย์จำหน่ายเป็น 1,800 สาขา ภายในปี 2569



นายหยาง เสี่ยวเฟย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้ายาเดีย (Yadea) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่มีฐานธุรกิจระดับโลกและเป็นแบรนด์ที่มียอดขายยานยนต์สองล้อไฟฟ้า เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมานาน 9 ปี การเปิดตัวยานยนต์ไฟฟ้า Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P ภายใต้แนวคิด “อิสระใหม่ ไปได้ไกลกว่า” ในครั้งนี้ นับเป็นช่วงเวลาสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนการเดินทางในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการเดินทางเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ จากการสำรวจตลาดพบว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังมีความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่ “ขับได้ระยะทางไกลขึ้นและความเร็วสูงขึ้น” โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้ไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มใช้งานในเมืองและกลุ่มขับขี่เป็นประจำทุกวัน ซึ่ง Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P ตอบทุกโจทย์ความต้องการดังกล่าวของผู้บริโภค โดยเปิดตัวมาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ต พรีเมียม ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ทันสมัย สมรรถนะสูง ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายและสามารถจดทะเบียนได้ทั้ง 2 รุ่น



นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีมาตรการสนับสนุน EV 3.5 สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าเงื่อนไข ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ตลาดเติบโตขึ้น ดังนั้น การเปิดตัว Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่เป็นการนำเสนอรถยานยนต์ไฟฟ้าในช่วงที่ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ EV และถือเป็นก้าวสำคัญของ ยาเดีย ประเทศไทย ในการสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลก ที่ทำตลาดในประเทศไทย
นายหยาง กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับประเทศไทย Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P จะเป็นรุ่นสำคัญที่ช่วยให้ ยาเดีย ขยับเข้าไปแข่งขันในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนได้มากขึ้น และยังช่วยเสริมความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และการใช้งานจริงในตลาดประเทศไทย”




สำหรับจุดเด่นของ Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P คือ การรวม 3 นวัตกรรมหลัก ไว้ในรถคันเดียว ได้แก่ สมรรถนะ ดีไซน์ และเทคโนโลยีความปลอดภัย โดย ด้านสมรรถนะ GT80 และ GT80-P ได้รับการออกแบบให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับการเดินทางในเมืองและการใช้งานระยะไกลมากขึ้น มีมอเตอร์กำลังสูงระดับ 3,000 W ให้การขับขี่ที่ตอบสนองดี ทำความเร็วสูงสุดถึง 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง และมีแบตเตอรี่ลิเธียม LFP ที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดย GT80 มีแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 72V 50Ah ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 110 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ส่วนในรุ่น GT80-P มีแบตเตอรี่ ขนาดความจุ 72V 80Ah (72V 50Ah + 72V 30Ah) ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 170 กิโลเมตรต่อการชาร์จ



ดีไซน์ ของ GT80 และ GT80-P ได้รับการออกแบบให้มีความโมเดิร์นและพรีเมียม ผสมผสานกับเส้นสายที่แข็งแรงกับความคล่องตัวในการขับขี่ในเมือง ทำให้รถดูโดดเด่น ทันสมัย เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งใช้งานได้จริงและมีสไตล์
เทคโนโลยีอัจฉริยะและความปลอดภัย GT80 และ GT80-P ยังมีสมาร์ทฟังก์ชันต่าง ๆ เช่น AIGO เทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน โดยการเชื่อมต่อ Yadea Application เพื่อใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ อาทิ การแสดงผลแผนที่นำทาง การเล่นเพลง แสดงสายโทรเข้า เป็นต้น ด้านความปลอดภัยในส่วนของระบบ i-Control ที่ทำให้ GT80 และ GT80-P สามารถใช้ฟีเจอร์ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control System : TCS ) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน (Hill Descent Control : HDC)
“ปัจจุบันผู้บริโภคมีข้อกังวลเรื่องระยะทางการวิ่ง ใช้เวลาชาร์จนาน จุดชาร์จไม่เพียงพอ และบริการหลังการขาย ซึ่ง GT80 ทั้ง 2 รุ่น ได้รับการออกแบบมาช่วยลดข้อกังวลเหล่านี้ และสามารถวิ่งได้ในระยะทางที่ไกลขึ้นจึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ GT80 และ GT80-P ยังเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกสภาพอากาศเมืองไทย ทั้งกันน้ำ ทนแดดและสู้ฝน จึงมีความพร้อม ทุกสภาพการใช้งาน” นายหยางกล่าว
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของ GT80 และ GT80-P คือ กลุ่มผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายจากน้ำมัน ต้องการรถที่คล่องตัว ขับง่าย และมีดีไซน์ทันสมัย รวมถึงกลุ่มไรเดอร์ซึ่งต้องการขับขี่ได้ระยะทางที่มากขึ้น
โดย ทั้ง 2 รุ่น มี 3 สี ให้เลือก ประกอบด้วย เทา แดง และ ขาว มีราคาเปิดตัวที่ GT80 ราคา 57,900 บาท จาก ราคา 67,900 บาท และ GT80-P ราคา 69,900 บาท จาก ราคา 79,900 บาท พร้อมรับประกัน แบตเตอรี่ 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร รับประกันมอเตอร์ 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร และ รับประกันคอนโทรลเลอร์ 1 ปี หรือ 10,000 กิโลเมตร

โปรโมชันพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่วันนี้ - 15 กรกฎาคม 2569 รับของแถม 3 รายการ รวมมูลค่า 8,000 บาท ประกอบด้วย แร็คและกล่องพ่วงท้าย GT80 มูลค่า 4,500 บาท เสื้อแจ็กเก็ต Yadea มูลค่า 2,000 บาท และ หมวกกันน็อก Limited Edition Yadea GT Series มูลค่า 1,500 บาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Yadea กล่าวในตอนท้ายว่า “สำหรับ Yadea ประเทศไทยถือเป็นทั้งตลาดสำคัญและฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ของอาเซียน โดยบริษัทมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตจาก 150,000 คัน/ปี เป็น 600,000 คัน/ปี ภายในอีก 3 ปี พร้อมขยายเครือข่ายจำหน่ายจากกว่า 900 สาขา เป็น 1,800 สาขา ภายในสิ้นปี 2569 และ 5,000 สาขา ภายในปี 2571 โดยจะขยายบริการหลังการขายให้ครอบคลุม 77 จังหวัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าระยะยาว เพราะการเติบโตของตลาด EV ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเครือข่ายบริการหลังการขายด้วย”

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียด โปรโมชัน และช่องทางจำหน่ายของ Yadea รุ่น GT80 และ GT80-P ได้ที่ศูนย์จำหน่าย Yadea ทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นทางการ โดยจะเปิดตัวพร้อมกันบน Shopee ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ผ่าน Yadea Official Store บน Shopee: https://shopee.co.th/yadeathailand
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือโปรโมชันต่างๆได้ที่ https://www.facebook.com/yadea.th.ev หรือ https://yadea.co.th/

04 กรกฎาคม 2569

ทีมเคลียร์ประกันสังคม ผลักดัน สิทธิกลุ่ม LGBTQ

รับยาฮอร์โมนและการตรวจยืนยันเพศสภาพ ในระบบประกันสังคม ฟรี

คุณณัฐชรัตน์ พลรบ ตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ ) ผู้สมัครคัดเลือกเป็นคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด) ฝ่ายผู้ประกันตน  เคลียร์ประกันสังคม หมายเลข  23 กล่าวว่า  กลุ่มบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในระบบประกันสังคมนั้นมีความต้องการให้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมในเรื่องการเบิกจ่ายยาฮอร์โมนและการตรวจยืนยันเพศสภาพเป็นอย่างน้อย ให้เท่าเทียมกับสิทธิประโยชน์ของสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช. ) ซึ่งปัจจุบัน สปสช. ได้บรรจุสิทธิประโยชน์ด้านการยืนยันเพศสภาพและยาฮอร์โมน สำหรับบุคคลข้ามเพศจากชายเป็นหญิง และหญิงเป็นชาย แล้ว โดยผู้ที่ต้องการรับบริการ ไม่สามารถรับฮอร์โมนได้ทันที แต่จะต้องเข้าสู่กระบวนการดูแลตามขั้นตอนที่กำหนด โดยการให้บริการทั้งหมดจะอ้างอิงแนวทางวิชาการและคู่มือที่เกี่ยวข้อง 


ณัฐชรัตน์ พลรบ ตัวแทนของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ ) 

นอกจากนั้นตนจะผลักดันเพิ่มสิทธิในส่วนของการผ่าตัดแปลงเพศ และการผ่าตัดเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศ เพิ่มเข้าไปในสิทธิประโยชน์สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ต่อไปอีกด้วย  เพื่อจะช่วยลดช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันมากขึ้น รวมถึงป้องกันการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง 

อนึ่งจากข้อมูลงานวิจัยชิ้นหนึ่งของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล มีการคาดประมาณประชากรกลุ่ม LGBTQ+ ว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีกลุ่ม LGBTQ+ ราว 1,586,918 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเพศกำเนิดชาย 543,485 คน และเพศกำเนิดหญิง 1,043,433 คน นอกจากนี้งานคาดการณ์อีกว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าอัตรากลุ่ม LGBTQ+ มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า นั้นหมายความว่าในปีพ.ศ. 2582 อาจจะมีกลุ่ม LGBTQ+ ทั้งหมดประมาณ 2.2 ล้านคน   แต่ในระบบประกันสังคมยังไม่มีสถิติแยกเฉพาะที่ระบุจำนวนที่แน่ชัดได้ว่ามีกลุ่ม LGBTQ+ อยู่ในระบบประกันสังคมเท่าใด

ทั้งนี้ ทีมเคลียร์ประกันสังคมยังมี 6 นโยบายหลักเพื่อเพิ่มสิทธิและปฏิรูประบบประกันสังคมเปลี่ยนเป็น ‘ประกันชีวิต โดยมีผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ประกอบด้วย หมายเลข 15 ว่าที่ร้อยตรีวรชัย สนั่นสุข, หมายเลข 17 สัตยากร วงศ์ราษฎร์, หมายเลข 18 ทัตพร แสงโปร่ง, หมายเลข 19 ตฤณ มาลัยทอง, หมายเลข 20 ณสิกาญจน์ สิทธิฐาปนพงศ์, หมายเลข 23 ณัฐชรัตน์ พลรบ และ หมายเลข 24 อมราวดี ทองปานดี  ขอเชิญชวนผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชั่น SSO Plus เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม หรือสำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายน 2569 

ทั้งนี้ ทีมเคลียร์ประกันสังคมยังมี 6 นโยบายหลักเพื่อเพิ่มสิทธิและปฏิรูประบบประกันสังคม  เปลี่ยนเป็น ‘ประกันชีวิต โดยมีผู้สมัครฝ่ายผู้ประกันตน 7 คน ประกอบด้วย หมายเลข 15 ว่าที่ร้อยตรีวรชัย สนั่นสุข, หมายเลข 17 สัตยากร วงศ์ราษฎร์, หมายเลข 18 ทัตพร แสงโปร่ง, หมายเลข 19 ตฤณ มาลัยทอง, หมายเลข 20 ณสิกาญจน์ สิทธิฐาปนพงศ์, หมายเลข 23 ณัฐชรัตน์ พลรบ และ หมายเลข 24 อมราวดี ทองปานดี  ขอเชิญชวนผู้ประกันตนลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผ่านแอปพลิเคชั่น SSO Plus เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม หรือสำนักงานประกันสังคมทุกแห่ง ก่อนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 27 กันยายน 2569 

ประเทศไทยมี LGBTIQNA+ เกือบ1.6 ล้านคน : เมื่อประชากรหลากหลายทางเพศ ‘นับจำนวน’ https://section09.thaihealth.or.th/2025/07/04/lgbtq-population/


03 กรกฎาคม 2569

“คิทโด้” ชวนคุณแม่เสริมพัฒนาการเรียนรู้และภูมิคุ้มกันลูกน้อย

ด้วยวิตามินเม็ดเคี้ยว 2 สูตร จัดโปรแรง “ซื้อ 1 แถม 1” เพียง 49 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

หลังจากเปิดเทอมและลุยเรียนกันมาสักพักใหญ่ เด็กๆ วัยเรียนต่างต้องใช้พลังงาน สมองและสายตา ในการเรียนรู้และทำกิจกรรมในแต่ละวันอย่างเต็มที่ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพรอบด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ที่ดี ควบคู่ ไปกับร่างกายที่แข็งแรง “คิทโด้” (KITDO) วิตามินเม็ดเคี้ยว จึงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างยิ่งในการบำรุงสมอง สายตา และเสริมภูมิคุ้มกัน ให้น้องๆ พร้อมรับมือกับการเรียนและเล่นสนุกได้อย่างเต็มศักยภาพในทุกๆ วัน

“คิทโด้” อร่อย ทานง่าย หอมกลิ่นผลไม้ โดยไม่เติมน้ำตาลและไม่ใส่สารกันเสีย มีให้เลือก 2 สูตร 2 รสชาติ ได้แก่ รสส้มเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน และรสมิกซ์เบอร์รี่เพื่อบำรุงสมองและสายตา ที่อัดแน่นไปด้วย คุณประโยชน์ที่จำเป็นสำหรับเด็กวัยเจริญเติบโตและทุกคนในครอบครัว บรรจุซองละ 12 เม็ด พิเศษเพิ่มปริมาณแถมฟรีอีก 3 เม็ด (รวมเป็น 15 เม็ดต่อซอง) มาพร้อมกับโปรโมชั่นสุดคุ้มต้อนรับฤดูกาลแห่งการเรียนรู้ “ซื้อ 1 แถม 1” (คละรสชาติได้) ในราคาพิเศษเพียง 49 บาท (จากปกติ 98 บาท) ตั้งแต่วันนี้ - 23 กรกฎาคม 2569 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ

เริ่มต้นการปกป้องลูกน้อยด้วย “คิทโด้ ไอมู อะเซโรลา ซี พลัส มัลติวิตามิน” (KITDO IMU Acerola C Plus Multivitamin) วิตามินเม็ดเคี้ยวรสส้ม ช่วยดูแลระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัดและภูมิแพ้ ชูจุดเด่นด้วยปริมาณวิตามินซี คุณภาพสูง โดย คิทโด้ IMU เพียง 2 เม็ด ให้คุณค่าวิตามินซีธรรมชาติเท่ากับส้ม 1 ผล ผสานคุณประโยชน์จากวิตามินซีธรรมชาติ (Acerola Cherry Extract 150 mg.) นำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดูดซึมไวและอยู่ในร่างกายได้นาน อ่อนโยนไม่ระคายเคือง กระเพาะอาหาร เสริมทัพความแข็งแรงด้วย ซิงค์สูง (High Zinc) ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์ วิตามินดี และวิตามินรวมถึง 13 ชนิด เพื่อร่างกายที่แข็งแรงพร้อมลุยทุกกิจกรรม สำหรับน้องๆ ที่ต้องเรียนหนักและใช้สายตากับหน้าจอแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนตลอดทั้งวัน แนะนำ “คิทโด้ โปร ดีเอชเอ พลัส บิลเบอร์รี่” (KITDO Pro DHA Plus Bilberry) วิตามินเม็ดเคี้ยวรสมิกซ์เบอร์รี่ สูตรสำหรับเด็กวัยเรียนรู้ที่ช่วยบำรุงสมองและสายตาโดยเฉพาะ อุดมไปด้วยดีเอชเอสูง (High DHA) จากน้ำมันปลาทูน่าบริสุทธิ์นำเข้าจากออสเตรเลีย โดย คิทโด้ โปร ดีเอชเอ เพียง 1 เม็ด มีปริมาณ DHA  เทียบเท่ากับการดื่มนมถึง 2 กล่อง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์สมอง เพิ่มความจำ และการเรียนรู้ พร้อมผสานพลังจากสารสกัดบิลเบอร์รี่และวิตามินเอสูง (High Vitamin A) ที่มีส่วนช่วยในการมองเห็น ลดความอ่อนล้าของสายตา เสริมด้วยโอเมก้า 3, 6, กรดโฟลิก (Folic Acid) ช่วยบำรุงเลือดและระบบประสาท รวมถึง วิตามินบีรวมอีก 7 ชนิด (บี 1, บี 3, บี 5, บี 6, บี 12, โฟลิก, ไบโอติน) เพื่อการดูแลที่สมบูรณ์แบบในทุกๆ วัน แนะนำให้เด็กๆ รับประทานวันละ 1-3 เม็ดต่อสูตร เคี้ยวอร่อย ได้ ประโยชน์เต็มๆ คำ “คิทโด้” เป็นวิตามินเม็ดเคี้ยวที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ รับประทานง่าย หอมกลิ่นผลไม้ ไม่เติมน้ำตาล และไม่ใส่สารกันเสีย จึงเหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ และน้องๆ 


สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ “คิทโด้” ทั้ง 2 สูตรเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ www.bshine.co.th/kitdo/, FB Page : kitdoclub,
Line : @Kitdo, TikTok : bshine.official, และ IG : bshinenutritionplus