28 เมษายน 2569

REVO Group รุกตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 2 ส่งแคมเปญ “REVO ใจดีเปย์ให้”

มอบสิทธิ์เติมน้ำมันฟรี 1 ปี มูลค่ากว่า 100,000 บาท กระตุ้นกำลังซื้อบ้าน 3 ทำเลทอง 

กลุ่มบริษัทรีโว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ประกาศรุกตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบอย่างเต็มรูปแบบ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “REVO ใจดีเปย์ให้”  เติมความสุขให้ชีวิต…แบบไม่ต้องเติมเงิน! มุ่งเน้นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ลูกค้า มอบสิทธิพิเศษรับบัตรเติมน้ำมันฟรี! เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม มูลค่าสูงสุดกว่า 100,000 บาท* สำหรับผู้ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของบ้านใน 3 โครงการคุณภาพ

นางสาวสุทธิสินี อยู่สวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท รีโว (บริษัท รีโว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท รีโว พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด, ฯลฯ)  เปิดเผยว่า รีโว กรุ๊ป เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการ ซึ่งสินค้าหลักเป็นสินค้าแนวราบ เช่น ทาวน์โฮม 2-3 ชั้น, โฮม ออฟฟิศ  โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ในท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญในการเดินทาง และการดำเนินชีวิต เราจึงได้ออกแบบโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ Insight ของลูกค้าโดยตรง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายรายเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก้ผู้บริโภคโดยตรง โดยแคมเปญนี้ครอบคลุมโครงการทาวน์โฮมคุณภาพ บนทำเลศักยภาพ 3 แห่ง ได้แก่:

โครงการ ไอเจ้นท์ พรีเมี่ยม ทาวน์โฮม พระราม 9 (EIGEN Rama 9)  พรีเมี่ยมทาวน์โฮมที่เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญ 2 ยูนิตสุดท้ายเหมาะสำหรับคนเมืองที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทาง ราคาเริ่มต้นที่ 5.39 ล้านบาท 


โครงการ ไอเจ้นท์ พรีเมี่ยม ทาวน์โฮม พระราม 2 (EIGEN Rama 2) โดดเด่นด้วยดีไซน์และฟังก์ชันที่เหนือกว่า ใกล้ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและทางด่วน ราคาเริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท

โครงการ เรซิโอ โฮม เพชรเกษม 110 (Reseo Home) ทาวน์โฮมสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความโปร่งสบาย พื้นที่ใช้สอยคุ้มค่า ตอบโจทย์ครอบครัวรุ่นใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 2.79 ล้านบาท 

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคุณภาพจาก REVO สามารถรับข้อเสนอสุดพิเศษนี้ได้ เพียงจองและทำสัญญาภายในเดือนพฤษภาคม 2569  โดยสิทธิประโยชน์ "เติมน้ำมันฟรี 1 ปี” มูลค่าสูงสุด 100,000 บาท* (*เงื่อนไขตามที่บริษัทกำหนด) เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจในมาตรฐานการก่อสร้างและการบริการของทางโครงการ

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ทั้งการพักผ่อนและการเดินทาง สามารถนัดหมายเข้าเยี่ยมชมโครงการจริงได้ทุกวันในเวลาทำการ ที่ Contact Center : 1517 / Official Website: https://revo.estate/  หรือ Line Official: @revoestate 

แผนที่โครงการ เรซิโอ โฮม เพชรเกษม 110: https://maps.app.goo.gl/DpaefC3AW3HAN1xJ7 

แผนที่โครงการ ไอเจนท์ พระราม2: https://maps.app.goo.gl/fafHzw6Z3pjWDC6Q7 

แผนที่โครงการ ไอเจนท์ พระราม9: https://goo.gl/maps/eA8aoCKTZZcNFThY7 

#EIGEN #ไอเจ้นท์ทาวน์โฮม #revo #RevoEstate #ทาวน์โฮมพระราม2 #ทาวน์โฮมใกล้เซ็นทรัล
#โครงการใหม่ #พรีเมี่ยมทาวน์โฮม #ไอเจ้นท์พระราม9 #ทาวน์โฮมพระราม9 #ReseoHome
#เรซิโอโฮมเพชรเกษม #ทาวน์โฮมเพชรเกษม #ทาวน์โฮมหน้ากว้าง #ทาวน์โฮมพร้อมอยู่ #ทาวน์โฮมเพชรเกษม #บ้านแต่งครบเข้าอยู่ได้เลย



เปิดฉากอย่างเป็นทางการ “สถาปนิก’69” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง

พร้อมนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลและใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ขานรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน สมาคมสถาปนิกสยามฯ ร่วมกับ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดงานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” เน้นวางรากฐานภูมิปัญญาใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานและชีวิตที่ต้องปรับตัว ในขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมพิเศษมากมาย อีกทั้งดึงผู้ประกอบการแบรนด์

ชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 ราย ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการออกแบบ-ก่อสร้างครบวงจรบนพื้นที่รวม 75,000 ตร.ม. คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 3 แสนคน ตลอด 6 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี 

นายอเส สุขยางค์ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานสถาปนิก’69 อย่างเป็นทางการว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาวงการวิชาชีพต่างต้องเผชิญกับปัจจัยรบกวน (Disruptions) ทั้งสงคราม โรคระบาด และเศรษฐกิจที่ทำให้การจ้างงานยากขึ้น จนมาถึงการเข้ามาของ AI ที่สร้างความกังวลเรื่องการถูกแย่งงาน ซึ่งกระทบไปในหลากหลายสาขาอาชีพ จึงเกิดการปรับตัวต่อเนื่อง โดยสรุปคือ ตั้งสติรับมือ AI: ปรับตัวจากภูมิปัญญาดั้งเดิม สู่ความพร้อมในโลกยุคใหม่ ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างรวดเร็วจากปัจจัยรอบด้าน การจัดงานสถาปนิก’69 ครั้งนี้จึงจะเป็นพื้นที่ให้คนในวิชาชีพมาช่วยกันค้นหาว่า จุดสมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีคืออะไร เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

สถาปนิก’69 ถือเป็นมหกรรมงานแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดและแสดงนิทรรศการงานสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” ซึ่งเน้นการวางรากฐานภูมิปัญญาใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งการทำงานและชีวิตที่ต้องปรับตัว ในขณะที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาท และจะเป็นเวทียกระดับงานสถาปัตยกรรมไทยสู่สายตานานาชาติที่ครบวงจรและสมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด 75,000 ตร.ม. โดยแบ่ง 70,000 ตร.ม. เป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้แสดงสินค้าผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเพื่อการออกแบบและก่อสร้าง ซึ่งรวมผู้ผลิตผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำของไทยและต่างประเทศร่วม 1,000 บริษัท 




พื้นที่อีกราว 5,500 ตร.ม. เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการและกิจกรรมของสมาคมฯ โดยรวบรวมผลงานจาก 4 องค์กรวิชาชีพสถาปัตยกรรม ได้แก่ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย, สมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย, สมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย รวมถึงบริษัทสถาปนิก สมาชิกสมาคมฯ กว่า 120 บริษัท และสถาบันการศึกษาจากทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง ร่วมจัดแสดงนิทรรศการอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้ คาดว่าจากความน่าสนใจของการจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมเสวนาให้ความรู้ และการนำเสนอสินค้าบริการเพื่องานก่อสร้างที่ครบวงจร งานสถาปนิก’69 จะได้ผลตอบรับที่ดีมีผู้เข้าร่วมงานจากทั้งไทยและต่างประเทศตลอด 6 วันของการจัดงานรวมกว่า 325,000 คน

นายจาตุรนต์ กิ่งมิ่งแฮ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวเสริมว่า สถาปนิก’69 จะไม่ใช่แค่การจัดแสดงนิทรรศการแล้วจบไป แต่คือการวางหมุดหมายสำคัญ (Milestone) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งต่อองค์ความรู้ที่จะขับเคลื่อนวิชาชีพและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระยะยาว เพื่อพิสูจน์ให้เวทีโลกเห็นว่า สถาปัตยกรรมไทยมีศักยภาพในการปรับตัวและเติบโตอย่างมั่นคง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยีที่รวดเร็ว อีกทั้งมุ่งมั่นที่จะเป็นงานแสดงสินค้านวัตกรรมเพื่อการก่อสร้าง ออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นที่ภาคภูมิใจงานสถาปนิกประเทศไทยเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ต่อยอดผลักดันวงการวิชาชีพให้เป็นที่ยอมรับในสากลและก้าวสู่จุดหมายเป็น The Most Influential Architecture Exhibition in ASEAN หรืองานแสดงนิทรรศการสถาปัตยกรรมที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียน 

สำหรับนิทรรศการไฮไลต์และกิจกรรมภายในงานสถาปนิก’69 แบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. THEME EXHIBITION ส่วนนิทรรศการหลัก 2. FORUM ส่วนของงานสัมมนา 3. THE FOUNDATION ส่วนนิทรรศการงานวิชาการ 4. INTELLIGENCE & COLLABORATION PLATFORM 

ส่วนนิทรรศการสุดยอดผลงานและความร่วมมือทางวิชาชีพ 5. ACTIVITIES AND SERVICES ส่วนงานพื้นที่กิจกรรมและบริการ ที่สำคัญและน่าสนใจมาก ๆ ยกตัวอย่าง THAI INTELLIGENCE จัดแสดงนิทรรศการที่แสดงถึงธีมการจัดงานเป็นหลัก ต่อมานิทรรศการ ASA ALL MEMBER - Thailand Only: สะท้อนสถาปัตยกรรมกับบริบทไทยไทย และ ASA EMERGING YOUNG ARCHITECTS IN THE AGE OF NEW DISRUPTIONS นิทรรศการแสดงผลงานของสถาปนิกคลื่นลูกใหม่ในยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมสัมมนา หรือ FORUM แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.สัมมนาระดับนานาชาติ ASA INTERNATIONAL FORUM งานสัมมนาทางสถาปัตยกรรมที่รวบรวม Keynote Speakers ระดับนานาชาติ มาร่วมนําเสนอและแลกเปลี่ยนแนวคิดที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง “WISDOM” (ปัญญามนุษย์) และ “NEW INTELLIGENCE” (ปัญญาใหม่) ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของสถาปนิกผู้มีชื่อเสียง ในหลากหลายหัวข้อน่าสนใจ และการสัมมนากลุ่มวิชาชีพ ASA INSPIRATION LAB รวบรวมนักออกแบบ สถาปนิก

นักคิด และผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจากทั้งประเทศไทยและนานาชาติ มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แนวคิด และการทดลองใหม่ ๆ ที่กําลังขับเคลื่อนอนาคตของงานออกแบบ ประธานจัดงานสถาปนิก’69 กล่าวอีกหนึ่งโซนน่าสนใจต้องยกให้นิทรรศการสมาคมวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วย นิทรรศการสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย (TIDA) นิทรรศการสมาคมภูมิสถาปนิก

ประเทศไทย (TALA) ที่มาในหัวข้อ “TALA : ภูมิปัญญาไทย และปัญญาประดิษฐ์” นิทรรศการสมาคมสถาปนิกผังเมืองไทย (TUDA) และนิทรรศการสมาคมสถาปนิกภูมิภาค และยังมีส่วนกิจกรรมบริการตัวอย่างเช่น ไตรภาคี (ASA / ACT/ CDAST) พื้นที่กลางนำเสนอรูปแบบสนับสนุนการร่วมมือกันระหว่างสามสถาบัน โดยสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้รับการสนับสนุนจากสภาสถาปนิก และ สภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย พร้อมกันนี้ยังมีคลินิกเตรียมสถาปัตย์ โดยสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย (CDAST) ปิดท้ายด้วยกิจกรรมพิเศษ อาทิ ASA CLUB / ASA BOOK SHOP / ASA KIDS CLUB : KITBLOX & FAMILY CORNER KITBLOX / ASA NIGHT AWARDS CELEBRATION และ ASA DAY HEY พื้นที่ให้สมาชิกได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน 

มาถึงกิจกรรมย่อย ๆ ในงานซึ่งน่าสนใจ ยกตัวอย่าง Exclusive Talk หัวข้อ ศิลปะ กับพื้นที่สถาปัตยกรรม และเมือง โดยคุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และคุณวุฒิกร คงคา วันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 18:00 - 19:00 น. ที่ ASA CLUB ตามด้วย SPECAL EVENTS อย่าง HERBIE the Autonomous Plant Meet & Greet เตรียมพบกับ HERBIE ต้นไม้ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องการน้ำและแสง และครั้งนี้ HERBIE จะสื่อสารกับเราเป็นภาษาไทยด้วย มาทักทาย HERBIE และพูดคุยกับผู้สร้าง Cecilia MoSze Tham และ Mark Bünger จาก Futurity Systems ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เวลา 12:00 - 13:00 น. ณ เวทีกลางพื้นที่นิทรรศการหลักภายในอาคารชาเลนเจอร์ อีกหนึ่ง SPECAL EVENTS เชิญชม collaboration

สุดพิเศษจากคุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบสด ๆ ได้ที่ ASA SHOP ในวันที่
28 เมษายน 2569 เวลา 11:30 - 12:30 น. อย่างไรก็ตาม นิทรรศการและกิจกรรมที่น่าสนใจยังมีอีกมากมาย พร้อมกันนี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนมาชมงานสถาปนิก’69 และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ รับความรู้และประสบการณ์ รวมถึงความประทับใจบนพื้นที่จัดงานจริง ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00 น. ตลอดทั้ง 6 วันของการจัดงานครั้งนี้

นายศุภแมน มรรคา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้จัดงานสถาปนิก’69 เปิดเผยว่า งานในปีนี้ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องจากผู้ประกอบการ แม้จะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความท้าทาย โดยปีนี้มีผู้แสดงสินค้าตอบรับเข้าร่วมจำนวน 913 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศ 10% โดยทวีปหลักมาจากเอเชียถึง 99.5% และอีก 0.5% มาจากยุโรป อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน อิตาลี โรมาเนีย และโครเอเชีย สะท้อนถึงการขยายตัวของเครือข่ายธุรกิจและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าตลอด 6 วันจัดแสดงจะสามารถกระตุ้นยอดหมุนเวียนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมออกแบบ-ก่อสร้างได้ถึง 22,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลงทะเบียนชมงานล่วงหน้าสะท้อนศักยภาพของงานในฐานะแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค โดยส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าชมภายในประเทศคิดเป็น 95% และมีผู้เข้าชมจากต่างประเทศ 5% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้เข้าชมจากประเทศในทวีปเอเชียสูงถึง 78.34% ตามมาด้วยทวีปยุโรป 12.03% และทวีปอเมริกา 5.08% ตามลำดับ โดยคาดว่าตลอดระยะเวลา 6 วันของการจัดงาน จะมีผู้เข้าชมรวมกว่า 325,000 คน และกว่า 70% เป็นกลุ่ม Professional Visitors ได้แก่ สถาปนิก นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และตัวแทนจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจซื้อในอุตสาหกรรมนายศุภแมน กล่าวว่า “ด้วยจำนวนผู้แสดงสินค้าร่วม 1,000 ราย และสัดส่วนผู้เข้าชมที่เป็น Professional Visitors ถึง 70% สะท้อนว่างานสถาปนิก’69 ไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มสร้างโอกาสทางธุรกิจที่คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาซื้อขายกว่า 22,000 ล้านบาท และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมออกแบบ-ก่อสร้างในภูมิภาค” 

สำหรับไฮไลต์สำคัญของปีนี้ ได้แก่ Thematic Pavilion ซึ่งจัดขึ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8 พื้นที่ จากความร่วมมือระหว่างแบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบชั้นนำ ได้แก่ WATSADUNIYOM x HAA Studio, VANACHAI x Studio Tofu, TODA x Supermachine Studio, PANEL PLUS x ACa Architects, HAFELE x Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research, SCG x SaTa Na, BRT INTERTECH x Context Studio, ALUFRAME x Unknown Surface Studio พร้อมเปิดตัวรางวัล Thematic Pavilion Designer Choice Award เป็นครั้งแรก เพื่อยกระดับมาตรฐานการออกแบบและการมีส่วนร่วมของวงการ ขณะเดียวกันยังมี Palette of Materials Pavilion พื้นที่ไฮไลต์ใหม่ที่นำเสนอวัสดุในรูปแบบ Mood Board เสมือน “แผนที่แรงบันดาลใจ” ที่รวบรวมวัสดุกว่า 800 ชิ้น จากผลงานของดีไซเนอร์กว่า 40 สตูดิโอ เพื่อสร้างสรรค์พื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างและนักออกแบบเข้าด้วยกัน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีเวทีประกวดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากผู้แสดงสินค้าทั้งในและต่างประเทศที่นำมาเปิดตัวเป็นครั้งแรกจำนวนมาก อาทิ “Hafele Lighting Solution” ครั้งแรกกับนวัตกรรมแสงสว่างจาก Hafele กระเบื้องคอลเลกชันพิเศษจาก WDC, “Ds Milano” ลามิเนต ENF รายแรกในไทยจาก Decosource เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่างานสถาปนิกเป็นแพลทฟอร์มที่รวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง

งานสถาปนิก’69 ภายใต้แนวคิด “สติมา : ปัญญา : พร้อม(ท์) | SATI : WISDOM : PROMPT” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 เวลา 10:00 – 20:00 น. ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3

อิมแพ็ค เมืองทองธานี เดินทางสะดวกด้วย MRT สายสีชมพู สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) เชื่อมสู่ชาเลนเจอร์  ฮอลล์ ผ่านประตู Sky Entrance หรือใช้บริการ Minivan Service รับ-ส่งฟรีจาก BTS หมอชิต (ทางออก 2) / MRT สวนจตุจักร (ทางออก 4) และ MRT พระราม 9 (ทางออก 1) ตั้งแต่เวลา 09:30 – 20:30 น. ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ArchitectExpo.com และ Facebook Page : งานสถาปนิก : ASA Architect Expo

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) จัดงานสัมมนาสำหรับผู้ที่สนใจฟรี ในหัวข้อ

‘การเงินพร้อมรับอนาคต’ ในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 เมษายน 2569 - มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) จัดงานสัมมนาสำหรับผู้ที่สนใจฟรี ในหัวข้อ ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ เน้นนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในอนาคตทั้งด้านการบัญชีและการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ เวลา 16.30 – 19.00 น. ณ วิคเตอร์ คลับ สามย่าน มิตรทาวน์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

งานสัมมนานี้นำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 2 แนวทาง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนบทบาทด้านการเงิน ได้แก่ ทักษะการประเมินมูลค่าที่ใช้งานได้จริงและมีความสอดคล้องกับตลาดสำหรับการทำธุรกรรม การดำเนินคดี และการรายงานทางการเงิน และการสร้างขีดความสามารถด้านบัญชีที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และเครื่องมือเชิงปฏิบัติการเพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างมูลค่า และปรับเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงและขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในประเทศไทยและสร้างทักษะด้านการบัญชีรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI ดังนี้

เซสชั่น A: การนำทางสู่ยุคใหม่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจ

เซสชั่น B: AI และ Agentic Intelligence: ความหมายและผลกระทบต่อมืออาชีพด้านบัญชีและการเงิน

ทั้งสองหลักสูตรจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางสู่การรับรองวิชาชีพและการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ SMU รวมถึงหลักสูตรผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบัญชี (ข้อมูลและการวิเคราะห์)

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ประเทศไทย (SMU Thailand) ได้วางตำแหน่งกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและช่วยเสริมสร้างทักษะ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารและนักการศึกษา แนวทางนี้ช่วยทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติและลงมือทำได้จริงอย่างเท่าเทียม ช่วยเสริมสร้างงานวิจัย ความรู้ความเข้าใจด้านข้อมูล และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อบริบททางการศึกษาและตลาดแรงงานของประเทศไทย โดยไม่มีข้อจำกัดหรือค่าใช้จ่ายใดๆ 

หากต้องการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โปรดกรอกรายละเอียดของท่านได้ที่นี่ >> Secure My Free Seat! หรือสแกน QR code ด้านล่างนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัดและจัดให้ตามลำดับการลงทะเบียนเป็นหลัก 

ขอสงวนสิทธิ์ที่นั่งให้กับผู้ที่จองลงทะเบียนเข้างานล่วงหน้าเท่านั้น
ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.smu.edu.sg

งานการกุศล “Cowboy…คอยน้ำใจให้น้อง” สุดอลังการด้วยแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าชุดวิคตอเรีย

พร้อม เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท

โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์, โรงแรมอมารี กรุงเทพ, บริษัท เดอะ บิวตี้ เจมส์ กรุ๊ป จำกัด และน้อยอัมพวา วัตถุโบราณ จัดงานการกุศล “คาวบอย…คอยน้ำใจให้น้อง” เนื่องในโอกาสครบรอบ 24 ปีของโรงเรียน และเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 69 ปีของ ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน

งานจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.15-17.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอมารี กรุงเทพฯ(ประตูน้ำ) ภายใต้คอนเซปต์ “ม่วนหลายในสไตล์ คาวบอย” โดยรายได้จากการจัดงานทั้งหมด มอบให้กับโรงเรียนฯ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ในงานมีการแสดงดนตรีจากวง Siren ประกอบด้วย น้องอาร์ติสท์-ศรีสิรินทร์ วิชยสุทธิ์ ร้องนำ ,น้องจุงเฟรา-ญารดา ขาวเมืองน้อย bass , น้องมินมิน-แพรไพลิน เสาธงยุติธรรม piano ,น้องปันปัน-ปุญณิศา ศาลิคุปต guitar , น้องนาย-นาย สิงห์โต Guitar , น้องสิงห์-สิงห์ เหลืองสุนทร กลอง และ น้องริกะ-พรรฐนจ กนกกุลชัย ร้องนำ การขับร้องเพลงโดย ศิลปินแห่งชาติ คุณเม้า-สุดา ชื่นบาน ,คุณจี๊ด-สุนทร สุจริตฉันท์,คุณเจี๊ยบ-นนทิยา จิวบางป่า และ คุณณัฐ-ณัฐภัทร จตุรทิศพาณิชย์ แชมป์รายการ The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ซีซั่น 7 ,คุณโรส-ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์ ควบคุมโดย คุณหนึ่ง-จักรวาล เสาธงยุติธรรม ,บริษัทเอกชัยไลท์ติ้ง สนับสนุนแสงสีเสียง ,ดล 365 (Dol 365) รับหน้าที่ ออแกไนเซอร์งาน,เครื่องสำอางคัฟเวอร์มาร์ค (COVERMARK) แต่งหน้า แต่งผมโดย เกตุวดี โดยมี ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ,คุณอัษฎาวุธ เหลืองสุนทร และ ดร.รัฐวัชร์ พัฒนจิระรุจน์ รับหน้าที่เป็นพิธีกรในงาน


นอกจากนี้ ยังมีแฟชั่นโชว์เสื้อผ้าในชุดวิคตอเรีย และแฟชั่นโชว์เครื่องประดับเพชรมูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems ) โดยนางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์จำนวน 12 ท่าน ได้แก่ คุณนภฤชา โพธิสุข,คุณพฤณ สิทรัพย์,คุณเฌอร์ลิญา อธิภัทรากุลพันธ์,คุณศรีวิรัตน์ ฉัตรจุฑมาส ,คุณโชติภาภัค รัตนสมฤกษ์ ,คุณนภษกร วัชระวิสิฐ ,คุณปิยะวัฒน์ เตชะปฎิมานนท์ ,ดร.เอกกฤต นารายณ์รักษา,คุณได๋-ไดอาน่า จงจินตนาการ ,คุณลูกหมี-รัศมี ทองสิริไพรศรี ,คุณบูม-สุภาพร วงษ์ถ้วยทอง และคุณน้ำฝน-พัชรินทร์ วิทยาปัญญานนท์

ภายในงานยังมีการจำหน่าย กระเป๋าหนังจระเข้ และเข็มขัดหนังจระเข้ จากปัญญาฟาร์ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม สำหรับผู้จิตศรัทธาที่จะร่วมบริจาคเงินซื้อ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดสมทบเป็นค่าชุด นักเรียนและอุปกรณ์การเรียนแก่เด็กกำพร้าและด้อยโอกาสโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา ฯ อีกด้วย

ดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ เผยว่า “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ ๔๘ พรรษา เดิมชื่อ โรงเรียนร่วมน้ำใจ เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วน ก่อตั้ง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2545 โดยมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับเด็กหญิงกำพร้าที่บิดา มารดา เสียชีวิตจากโรคเอดส์ เด็กที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดูรวมถึงเด็กด้อยโอกาสจากทุกจังหวัดทั่วประเทศ ที่จบชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้ได้รับการศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1-6 เป็นโรงเรียนประจำกินนอนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้งบประมาณปีละ ประมาณ 18 ล้านบาท โดยงบประมาณดังกล่าวได้มาจากผู้มีจิตเมตตาบริจาคทั้งสิ้น และทางโรงเรียนยังได้รับพระเมตตาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานความช่วยเหลือแก่ เด็กที่น่าสงสารเหล่านี้มาโดยตลอด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด เกือบ 300 คน”





คุณสุริยน ศรีอรทัยกุล ผู้บริหารจาก บิวตี้ เจมส์ (Beauty Gems) กล่าวถึงแฟชั่นโชว์ในครั้งนี้ว่า “มีธีมชื่อว่า GOTHIC GRACE มีทั้งหมด 9 เซ็ต มูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท ชุดที่ถือเป็นไฮไลท์ของการแสดงแฟชั่นโชว์นี้ในครั้งนี้ คือเซ็ตเครื่องประดับ สร้อยคอพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 148.13 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 20.67 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 81.67 กรัม ต่างหูพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 26.91 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 2.41 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 14.69 กรัม และแหวนพลอยสวิส บลู โทแพซ ประดับเพชร ประกอบด้วย พลอย สวิส บลู โทแพซ น้ำหนักรวม 24.43 กะรัต เพชร น้ำหนักรวม 0.49 กะรัต ตัวเรือน 18K White Gold น้ำหนักรวม 8.30 กรัม”

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่อยากร่วมงาน หรือบริจาคเงิน
สอบถามรายละเอียดได้ที่คุณกวาง-ชนรรถพร รัตนมณี โทร.081-342-0744

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการ เดินรถไฟฟ้า และมาตรฐานด้านความปลอดภัย 

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาปรับปรุงพัฒนาการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยการสำรวจความพึงพอใจในครั้งนี้ นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 มีการลงพื้นที่สำรวจทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ร่วมจัดทำขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงคุณภาพมาอย่างยาวนาน และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบการสำรวจและงานวิจัยเช่นเดียวกัน โดยได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการในทุกสถานี ผลปรากฏว่า ผู้ใช้บริการมีระดับความพึงพอใจในด้านต่างๆ จากคะแนนเต็ม 5 ดังนี้

1. ความพึงพอใจโดยรวมด้านการให้บริการ 4.56

2. ด้านความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า 4.57 สะท้อนถึงความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐาน
ในระดับสากล

3. ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.52 ตอกย้ำความ
น่าเชื่อถือของระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ให้บริการเดินรถตรงตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด 

4. ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.51 ซึ่งสะท้อนถึงความชัดเจนของข้อมูลเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า และการประชาสัมพันธ์บริการต่างๆ

5. ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.44 แสดงถึงการออกแบบสถานีและขบวนรถไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานของผู้โดยสารทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

6. ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.50 ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าสาย
สีแดงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขอบคุณความไว้วางใจที่ผู้โดยสารมีต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วยดีเสมอมา

ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้พัฒนาและยกระดับการให้บริการที่สำคัญหลายด้าน ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านความปลอดภัย และด้านคุณภาพเดินรถไฟ้าและการให้บริการ โดยผลสำรวจในครึ่งปีแรกนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสานสีแดง ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน โดยดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% นอกจากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแล้ว บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ด้วยการเดินหน้าพัฒนาการเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง หรือ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีได้อย่างสะดวก รวมถึงพัฒนาการให้บริการทุกๆด้าน โดยยึดถือความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ด้วยดีเสมอมา และเราขอสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกมิติ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

27 เมษายน 2569

ช่อง 7HD รุกข่าวจัดเต็ม ขยายเวลา-อัดแน่นคอนเทนต์

“สมโภชน์ โตรักษา” คัมแบ็กหน้าจอ เริ่ม 1 พฤษภาคมนี้ ! 

ช่อง 7HD เดินหน้าลุยขยายเวลาข่าวเต็มรูปแบบ เสริมความเข้มข้นรอบด้านในรายการ “ห้องข่าวภาคเที่ยง” พร้อมการกลับมาของ สมโภชน์ โตรักษา ในช่วง “คอลัมน์หมายเลข 7” และเปิดตัวช่วงใหม่ “รับจบ” ที่จะมาช่วยย่อยข้อกฎหมายให้เข้าใจง่าย เริ่ม 1 พฤษภาคมนี้ 

เดินเกมรุกต่อเนื่อง ช่อง 7HD ยกระดับการนำเสนอข่าวสารให้ครอบคลุมทุกมิติสังคม ประเดิมด้วย “ห้องข่าวภาคเที่ยง” ปรับเวลาใหม่ ขยายเวลาเต็มอิ่มกว่าเดิม สด ใหม่ ทันทุกกระแส ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.50–12.40 น. เกือบ 2 ชั่วโมงเต็ม นำทีมโดยคู่หูผู้ประกาศมืออาชีพ แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล และ ศจี วงศ์อำไพ ที่จะมาเสิร์ฟข่าวสดใหม่ทันทุกกระแส

ไฮไลต์สำคัญ แฟนข่าวสืบสวนห้ามพลาดกับการคัมแบ็กของ สมโภชน์ โตรักษา ใน “คอลัมน์หมายเลข 7” ที่ยังคงจุดยืนในการสืบสวน ตรวจสอบเชิงลึก ติดตามกลโกง เปิดโปงความจริง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณชนเพิ่มความพิเศษด้วยช่วง “รับจบ” พื้นที่คลายทุกข์ที่หยิบยกประเด็นกฎหมายยาก ๆ มาย่อยให้เข้าใจง่าย โดยแชมป์-ศรัณภัสร์ และ ปอย-ภานุรัจน์ ศนีบุตร พร้อมเชิญนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญมาร่วมชี้ทางออก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เรื่องเล็กของใคร ก็เป็นเรื่องใหญ่ของเรา แก้ปัญหาด้วยกฎหมาย”

​ส่วนช่วงเย็นวันจันทร์-ศุกร์ ทันทุกข่าวร้อน เกาะประเด็นใหญ่ เจาะลึกทุกเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจครบ จบ ใน ข่าวเย็นประเด็นร้อน ขยับเวลาใหม่ เริ่มเวลา 16.00 น. พบ ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา และ กาย-สวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา ต่อเนื่องด้วยมีเรื่องต้องคุย เวลา 17.00 น. ทุกปัญหามีทางจบ ร่วมหาทางออกให้สังคม เปิดโต๊ะคุยแบบเต็มอิ่มกับ กาย สวิตต์



ด้าน สมโภชน์ โตรักษา กล่าวถึงการกลับมาในครั้งนี้ว่า “เราพร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารงานตรวจสอบปัญหาการทุจริตเงินแผ่นดิน อย่างถูกต้อง รอบด้าน ทันสถานการณ์ ด้วยความเป็นธรรม รับผิดชอบต่อวิชาชีพและสังคมไทย โดยเฉพาะ คอลัมน์หมาย

เลข 7 ที่จะกลับมาตอกย้ำอุดมการณ์ตรวจสอบเชิงลึกและเกาะติดกลโกงอย่างจริงจัง ผสานการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายและน่าสนใจ โดยมีทีมข่าวมืออาชีพ ทั้ง เจษฎา อุปนิ, อรรถพล ดวงจินดา และ ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน ร่วมเดินหน้าขุดคุ้ยข้อเท็จจริงในทุกเรื่องที่ประชาชนร้องเรียน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องและเป็นธรรมให้กับแผ่นดิน”


แชมป์-ศรัณภัสร์ เผยว่า “นอกจากการขยายเวลา “ห้องข่าวภาคเที่ยง” ให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้นแล้ว เรายังอัดแน่นด้วยเนื้อหาข่าวที่ครบทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมมอบความพิเศษให้แฟนข่าวด้วยช่วง “รับจบ” ที่ผมและพี่ปอย ภานุรัจน์ จะมาร่วมกันย่อยข้อกฎหมายที่เข้าใจยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยมีนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมชี้แนะทางออก เพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชนคลายข้อสงสัยได้อย่างถูกต้อง ผมหวังว่าช่วงใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน และฝากติดตาม “ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์” ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 1 ชั่วโมงเต็มด้วยนะครับ”

กาย-สวิตต์ กล่าวเสริมว่า “เราปรับเวลาใหม่เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงข่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน” ในเวลา 16.00 น. ก่อนจะต่อเนื่องด้วยรายการ “มีเรื่องต้องคุย” ที่พร้อมเปิดพื้นที่เปลี่ยนจาก ‘คนดู’ ให้เป็น ‘คนคุย’ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคม ภายใต้แนวคิดทุกปัญหามีทางจบ เพื่อร่วมหาทางออกให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์ ติดตามชมได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-18.00 น. และเกาะติดข้อมูลต่อเนื่องได้ทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของ Ch7HD News ครับ”

​ข่าว 7HD ยังคงตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนคุณภาพ ที่มุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ทันทุกกระแส ครบทุกประเด็นโดยทีมข่าวมืออาชีพ ดูแล้วครบ จบที่นี่ที่เดียว ! เริ่มผังรายการข่าวใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป 

ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารได้ทาง ช่อง 7HD กด 35 หรือรับชมสดออนไลน์ผ่าน BUGABOO.TV พร้อมเกาะติดทุกประเด็นร้อนผ่านช่องทางออนไลน์ Ch7HD NEWS (Facebook, IG, TikTok) และ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) หรือทางเว็บไซต์ www.ch7.com

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชู 4 นโยบายหลัก ขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย

พร้อมปรับภาพลักษณ์สู่การเป็น "คู่คิด" เคียงข้างสมาชิกกว่า 12 ล้านคน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งขับเคลื่อน 4 นโยบายหลัก สร้างความเข้มแข็งและป้องกันความเสี่ยงให้ระบบสหกรณ์ไทย ย้ำชัด กรมฯ ไม่ใช่ “คนจับผิด” แต่คือ "คู่คิด" ที่พร้อมให้คำแนะนำและพาสหกรณ์ก้าวผ่านทุกความท้าทาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์และความท้าทายของสหกรณ์ในปัจจุบัน ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและปัญหาความเสี่ยงทางการเงินว่า ปัจจุบันภาพรวมของสหกรณ์ไทยยังคงมีความเข้มแข็ง แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นบ้าง แต่ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับระบบสหกรณ์ทั้งหมด

“ปัญหาเรื่องการทุจริตในสหกรณ์นั้นมีอยู่บ้าง แต่ถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 จากสหกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าไปตรวจสอบและให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการหรือสมาชิกสหกรณ์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดที่มีความเสี่ยงและสาเหตุของข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งการเข้าไปอุดช่องโหว่เหล่านี้จะช่วยลดปัญหาการทุจริตลงได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายวุฒิพงศ์ กล่าว

เพื่อเป็นการรับมือกับความท้าทายและยกระดับการดำเนินงาน นายวุฒิพงศ์ ได้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นใน 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่:

1. การเทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์: ผ่านการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ รวมถึงการลงพื้นที่สอนการทำบัญชีให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และการจัดกิจกรรมในวันสำคัญของชาติ

2. การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: สนองตอบต่อนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเต็มกำลัง

3. การสร้างความเข้มแข็งและป้องกันความเสี่ยงให้กับภาคสหกรณ์: ถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่สำคัญ โดยกรมฯ ได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อป้องกันความเสี่ยง ได้แก่ การยกระดับแอปพลิเคชัน SmartMe สู่ "SmartMe Plus" ที่เพิ่มฟังก์ชันและลูกเล่นใหม่ๆ ช่วยให้สมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองและสหกรณ์ได้แบบเรียลไทม์ (วินาทีต่อวินาที) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการเงินขนาดใหญ่ เพื่อให้คณะกรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจของสหกรณ์ได้อย่างแม่นยำ

4. การสร้างความผาสุกในองค์กร: ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร (Work-life balance) โดยเฉพาะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่ต้องรับภาระงานหนัก (ตรวจสอบบัญชีมากกว่า 20 สหกรณ์ต่อปี) ตลอดจนสนับสนุนการลงพื้นที่สอนบัญชีให้กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และนักเรียนนักศึกษา

นอกจากนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้ชี้แจงถึงมุมมองของสังคมที่มักมองว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่เพียงแค่การเข้าไป "จับผิด" ตัวเลขทางบัญชี โดยระบุว่า

“คำว่า ‘ตรวจ’ ในชื่อกรม อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนเป็นการเข้าไปจับผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราดำเนินการตรวจสอบตามมาตรฐานวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ กรมฯ ทำหน้าที่เป็นเสมือน ‘คู่คิด’ ให้กับสหกรณ์ หากเราเข้าไปตรวจแล้วพบสิ่งใดที่บันทึกไม่ถูกต้อง หรือมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เราจะรีบให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการและผู้บริหารเพื่อให้เร่งแก้ไขทันที เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้มาเพื่อจับผิด แต่เราพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นคู่คิด เพื่อให้สหกรณ์ก้าวไปสู่ความสำเร็จและนำผลประโยชน์กลับมาสู่สมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง”

นายวุฒิพงศ์ ยังได้กล่าวให้ความมั่นใจแก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 74 ว่า“ตลอดระยะเวลา 74 ปีที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ดูแลช่วยเหลือสหกรณ์และพี่น้องสมาชิกกว่า 12 ล้านคนมาอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไป ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจหรือสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมในฐานะอธิบดีฯ พร้อมด้วยบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกคน ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้างสหกรณ์และพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ไทย เพื่อให้เราก้าวเดินไปด้วยกันอย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป” นายวุฒิพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนทั่วไป สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านบัญชี และบริการต่างๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ของกรมฯ (www.cad.go.th), Facebook Page, YouTube, TikTok, Instagram (IG) และ X (Twitter) ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

“เบเยอร์” เขย่าอุตสาหกรรมสี! ปั้นมาตรฐานใหม่ Zero Waste

ในงานสถาปนิก’69 ย้ำผู้นำ Coating Innovation ตัวจริง ผ่านแนวคิด “Prompt the Future”

กรุงเทพฯ – บริษัท สีเบเยอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสีระดับประเทศ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในงานสถาปนิก’69 ด้วยการประกาศจุดยืน “No.1 Coating Innovation Brand” พร้อมเปิดตัวบูธภายใต้แนวคิด “Prompt the Future” ที่ผสานพลังของ Innovation และ Sustainability อย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมาตรฐานงานอีเวนต์สู่ Zero Waste Design อย่างเต็มรูปแบบ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ที่เบเยอร์สร้างประวัติศาสตร์เป็น Net Zero Event รายแรกของประเทศ ที่ได้รับการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) ปีนี้เบเยอร์เดินหน้าขยับมาตรฐานอีกขั้น สู่ Zero Waste Design ที่ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ภายใต้แนวคิด Sustainable Ecosystem เบเยอร์ออกแบบบูธโดยคำนึงถึงทั้งระบบ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การผลิต การขนส่ง การติดตั้งแบบลดฝุ่น ไปจนถึงการจัดการหลังจบงาน เพื่อมุ่งสู่ Zero Event Waste และลด Carbon Footprint อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนบทบาทผู้นำที่ไม่ได้มองเพียงผลิตภัณฑ์ แต่ยกระดับทั้ง “ระบบของอุตสาหกรรม”

ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ Color Installation ขนาดใหญ่ ที่เปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็น Immersive Experience เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้ “เดินอยู่ในโลกของสี” ผ่านม่านเฉดสีจากคอลเลกชัน “สิริมงคล” ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และความหมายของการอยู่อาศัยในยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง

ทุกองค์ประกอบของบูธถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Nothing is Waste” โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และการต่อยอดวัสดุหลังจบงานให้เกิดประโยชน์จริง อาทิ การนำม่านผ้าไป Upcycle เป็นกระเป๋า และการส่งต่ออุปกรณ์ทาสีให้กับชุมชนและสถานศึกษา สะท้อนแนวคิด Circular Design ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์

ในส่วนของนิทรรศการ เบเยอร์เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล พร้อมออกแบบโครงสร้างแบบ Flat-pack System ที่ช่วยลดน้ำหนัก ลดพื้นที่จัดเก็บ และลดจำนวนรอบการขนส่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง ตอกย้ำแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ

ขณะเดียวกัน เบเยอร์ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ด้วยการเปิดตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ครอบคลุมทั้งสีทาอาคาร สีงานไม้ และเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ที่ตอบโจทย์ทั้ง Performance, Durability และ Environmental Impact รองรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและความยั่งยืน



อีกหนึ่งไฮไลต์ที่โดดเด่นคือ Technical Mockup รูปแบบใหม่ ผ่านโมเดล 3 มิติ “เต่าเบเยอร์” ที่จำลองพื้นผิวจริงแบบ 360 องศา ช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเห็นประสิทธิภาพของระบบสีได้อย่างชัดเจนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ยกระดับการนำเสนอเทคโนโลยีสู่ประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ของเบเยอร์ จึงไม่ใช่เพียงการ “ออกบูธ” แต่คือการประกาศบทบาทของแบรนด์ไทยที่ก้าวสู่เวทีระดับสากล ในฐานะผู้นำด้าน Coating Technology และ Sustainable Innovation ที่พร้อมสร้าง “มาตรฐานใหม่” ให้กับทั้งอุตสาหกรรมสีและอุตสาหกรรมอีเวนต์ในอนาคต

รายละเอียดงาน

วันที่: 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569

เวลา: 10.00 – 20.00 น.

สถานที่: ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บูธ: สีเบเยอร์ S404/1

ขอเชิญร่วมสัมผัส “มาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมสี” และประสบการณ์แห่งอนาคตได้ที่บูธเบเยอร์
ภายในงานสถาปนิก’69

24 เมษายน 2569

“บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล!


ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล! ช่วยดูแลดวงตา ลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ ภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ แบบขวด 30 เม็ด ราคาพิเศษเพียง 169 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

“ในยุคที่ชีวิตประจำวันเลี่ยงไม่ได้กับการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดปัญหา 'Digital Eye Strain' หรืออาการตาแห้ง ตาล้า และพร่าเบลอ ‘บีไชน์’ (B-Shine) ส่งตัวช่วยสำคัญ ‘ไบโอ โปร ซี’ (Bio Pro C) วิตามินซีสูตรพิเศษที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องภูมิคุ้มกัน แต่มาพร้อมคุณสมบัติแบบ 3-in-1 ที่เน้นการดูแลถนอมดวงตาควบคู่ไปกับการบำรุงผิวพรรณในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับคนวัยทำงาน นักศึกษา ผู้ที่ใช้สายตาหนัก และผู้สูงอายุ”

“ไบโอ โปร ซี’ วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่ (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry)” วิตามินซีสูตรพิเศษนี้ ช่วยลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ พร้อมเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ มาในรูปแบบขวดพกพาสะดวกขนาด 30 เม็ด โดย บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ได้จัดโปรโมชั่นแรง ช่วยประหยัดส่งท้ายเดือน เหลือเพียง 169 บาท (จากปกติ 189 บาท) และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือ 168 บาท หาซื้อได้ง่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2569 นี้

คัดสรร 7 สารสกัดเข้มข้นใน ‘ไบโอ โปร ซี’ ตัวช่วยสำคัญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ผ่านการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม ดังนี้

1. ถนอมดวงตาขั้นสุด : ด้วยการทำงานร่วมกันของ สารสกัดบิลเบอร์รี่ (แอนโทไซยานิน 25%) และ วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่แสงน้อย ลดอาการพร่าเบลอ และเติมความชุ่มชื้นให้ดวงตาจากการจ้องมือถือนานๆ

2. วิตามินซีสูตรอ่อนโยน (Non-Acid) : ใช้แคลเซียม แอสคอร์เบต ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ร่างกายดูดซึมได้ดีและคงอยู่ในร่างกายได้นาน โดยไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เหมาะกับคนวัยทำงานที่อาจมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา 

3. ภูมิคุ้มกัน X3 จากธรรมชาติ : รวมพลังความสูงจากผลคามู คามู สกัด (ให้วิตามินซีสูงกว่าเลมอน 103 เท่า!), โรสฮิปส์สกัด และ ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้นานขึ้น เสริมเกราะป้องกันหวัดและภูมิแพ้ได้ดีกว่าเดิม

4. ปกป้องผิวจากแสง : เสริมด้วยสารสกัดจากส้มสีแดง (Blood Orange) ที่ช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีและลดการอักเสบของผิว ให้ผิวดูสดใสไม่หมองคล้ำแม้ทำงานหนัก

เพียงรับประทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร  เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จบครบภายในเม็ดเดียว ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลเสริมสุขภาพเป็นประจำทุกวันได้อย่างมั่นใจ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม “บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ได้ที่เว็บไซต์ https://bshine.co.th/bioproc/,
FB : B Shine, Line : @Bshine,  TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus

โตชิบาเติมสีใหม่พัดลม F-ALC50TH เอาใจสายแต่งบ้านพร้อมลมแรงไกล 12 เมตร

โตชิบา เสริมทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคกับพัดลมรุ่น F-ALC50TH ด้วยการเพิ่มเฉดสีใหม่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการแต่งบ้านที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยยังคงจุดเด่นด้านดีไซน์และประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันเช่นเดิม

พัดลมโตชิบา รุ่น F-ALC50TH มาพร้อมดีไซน์ 2-in-1 ที่สามารถใช้งานได้ทั้งแบบตั้งพื้นและตั้งโต๊ะในเครื่องเดียวให้พลังลมแรงกระจายได้ไกลสูงสุดถึง 12 เมตร ด้วยระบบ Cyclone12 PowerBoost ผสานพลังใบพัดดีไซน์ล้ำที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ท มาพร้อมกับองศาใบที่ช่วยเพิ่มการดูดอากาศ ลดเสียงรบกวน และสร้างการไหลเวียนของอากาศมากขึ้นถึง 2.5 เท่า และยังมีถึง 5 ใบพัด  เสริมประสิทธิภาพด้วยมอเตอร์ Ultra Power+ ที่ให้ความทนทาน พร้อมนวัตกรรมดีไซน์ตะแกรงบิดเกลียว AirBoost แบบ 2 ชั้น ช่วยเพิ่มแรงลมให้สม่ำเสมอในทุกพื้นที่การใช้งาน นอกจากนี้ ยังสามารถปรับระดับแรงลมได้ถึง 4 ระดับ พร้อมโหมดเทอร์โบ และรองรับการส่ายซ้ายขวาได้กว้างถึง 85 องศา ช่วยกระจายลมได้ครอบคลุมทั้งห้อง อีกทั้งยังปรับระดับความสูง ได้อย่างสะดวก ตอบโจทย์การใช้งานในทุกสถานการณ์  มั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยจากญี่ปุ่น พร้อมการรับประกันตัวเครื่องและมอเตอร์พัดลมนาน 5 ปี

สำหรับเฉดสีใหม่ของพัดลมรุ่น F-ALC50TH ได้รับการออกแบบให้เข้ากับบ้านหลากหลายสไตล์ ทั้งความเรียบหรูและความสดใส ได้แก่ สีเทาเข้ม Morandi Grey สีฟ้า Kumo Sky สีเขียว Pixel Green และสีขาว
Ivory (Milkshake Yellow) ชมข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.toshiba-lifestyle.com/th หรือ Facebook.com/ToshibaLifestyleThailand

SHEEP เสิร์ฟกลยุทธ์คาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง เปิดคอลเลคชั่น Sanrio ปั้นตลาดแก็ดเจ็ตแฟชั่นรับ Gen Z

พร้อมดึงพลังคู่จิ้น เติ้ล-เฟิร์สวัน  เป็น Collection Presenter

SHEEPแบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทย ผู้ผลิตและออกแบบแก็ดเจ็ตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด  เปิดตัวเคสคอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลกจาก Sanrio ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน “SHEEP SWEET TREAT” ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์  นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแก็ดเจ็ต พร้อมดึงพลังคู่จิ้นสุดฮอต เติ้ล -เฟิร์สวัน มาเป็น Collection Presenter พร้อมเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  Pompompurin และ  Cinnamoroll เนรมิตพื้นที่กลางลาน M Fashion Hall1 ภายในเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  ให้กลายเป็นโลกแห่งความหวานที่ทุกคนสามารถเลือกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่20–30 เมษายน พร้อมกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 23 เมษายนนี้                      

นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย)  Founder&CEO บริษัท  ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด  กล่าวว่า  “คอลเลคชั่น  “SHEEP SWEET TREAT” นำมาผูกเข้ากับเอกลักษณ์ของตัวละคร Sanrio ถูกออกแบบให้เป็นซีรีส์ที่แฟน ๆ สามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง โดยนำ “ความหวาน ในหลากหลายมิติ ในรูปแบบมุมมองที่ต่างออกไปจากเดิม และความหวานไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านบุคคลิกของคนดังที่มาร่วมเป็นตัวแทนแต่ละสไตล์ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์ด้วยกัน นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแกดเจ็ต  เริ่มจาก





• พันธิตา บุญชวน หรือ “พั้นรักแมว”  Flavor 01 : Hello Kitty สะท้อนความน่ารักเปรี้ยวหวานที่ลงตัวและความหวานแบบมีระดับ

• วรัญญ์ เครือบุตร หรือ “ไดม่อน” Flavor 02   :  Pochacco กับสไตล์หวานแบบเท่ สดชื่น และขี้เล่น

• เมธิกา จีรนรภัทร หรือ “เจนเย่”  Flavor 03    :  Little Twin Starsถ่ายทอดความหวานละมุน ชวนฝัน

• วรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน”  Flavor 04 :  Pompompurin กับความหวานอบอุ่น สบายใจ และผ่อนคลายเหมือนถูกโอบกอด

• มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล”  Flavor 05 : Cinnamoroll ที่สื่อถึงความสุข ความรื่นเริง และความสดใสราวกับแสงบนท้องฟ้า

การนำคาแรกเตอร์จาก Sanrio มาร่วมสร้างสรรค์คอลเลคชั่นครั้งนี้   เป็นการตอบรับกระแสเรียกร้องจากแฟนคลับที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Sanrio ยังเป็นคาแรกเตอร์ระดับโลกที่ครองใจคนทุกวัย  โดยก่อนหน้านี้แบรนด์เคยร่วมงานกับ Sanrio มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้กระแสมีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้น จากความคุ้นเคยและความผูกพันของแฟนคลับที่มีต่อแบรนด์และตัวคาแรกเตอร์   

โดยคอลเลคชั่นนี้ ออกแบบมารองรับ iPhone รุ่น 11 – 17 และ Samsung Galaxy S23 Ultra – S26 Ultra นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น SHEEP Phone Wallet , SHEEP Phone Grip ,SHEEP  Phone Charm 

นายอภินันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้แบรนด์ยังมุ่งเจาะตลาดกลุ่ม Gen Zและ LGBTQIA+ มากขึ้น  ถ่ายทอดแบรนด์ให้เป็นทั้งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผ่านการถ่ายแฟชั่นเพื่อสื่อสารตัวตนของผู้ใช้ แบรนด์ SHEEP ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และเคารพความหลากหลายทางเพศเป็นการเชื่อมโยง     

แบรนด์เข้ากับทุกตัวตนและทุกสไตล์” วันนี้SHEEPยังได้เปิดตัว Collection Presenter   คู่ล่าสุด  เติ้ล – มติมันท์ ศรีบุญเรือง และ เฟิร์สวัน – วรรณกร เรืองรัตน์    คู่จิ้นที่แฟนคลับให้การซัพพอร์ตกันอย่างหนาแน่น   ด้วยคาแรกเตอร์โดดเด่นเคมีที่เข้ากัน และมีความสดใสมีเสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติ โดยทั้ง2คนร่วมเปิดตัวเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  กับลาย  Pompompurin และ Cinnamoroll ที่ใช้เฉพาะกับเคสมือถือ Samsung          

นอกจากนั้นภายในงานยังถูกเนรมิตให้เป็นแลนด์มาร์กสายหวานแบบเต็มรูปแบบ กับ 5 โซนถ่ายภาพที่ออกแบบตามคอนเซ็ปต์ความหวานแต่ละสไตล์ ให้แฟน ๆ ได้แช๊ะภาพใกล้ชิดกับคาแรกเตอร์โปรด เพิ่มดีกรีความฟินด้วยการคอลแลปกับ กับร้านชานมชื่อดัง BEARHOUSE ที่นำเครื่องดื่มมารังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ มาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าแบรนด์SHEEPครบ 1,000 บาท จะได้รับเมนูพิเศษที่มีเฉพาะในงานเท่านั้น(มีจำนวนจำกัด) พร้อมคอนเซ็ปต์ “เลือกชานมตามรสชาติความหวานของเคสที่คุณเลือก” ร่วมค้นหา “ความหวานในแบบของคุณ” กับคอลเลคชั่น Sanrio ทั้ง 5 สไตล์ ได้ที่งาน SHEEP SWEET TREAT  ตั้งแต่วันนี้  – 30 เมษายน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ                     


ปัจจุบันบริษัท ชีพ แก็ดเจ็ด จำกัด มี 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store  3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP  เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านcสาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์   ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ,  ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์  , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่  หรือติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่  www.applesheepth.com, Line: @applesheep, Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

    

23 เมษายน 2569

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization”

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” ชูแนวคิด Preventive Healthcare รณรงค์วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ เสริมภูมิคุ้มกันองค์กรยุคใหม่

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเสวนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” เพื่อผลักดันแนวคิด การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) พร้อมรณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตรธุรกิจประกันชีวิต ในยุคที่การดูแลสุขภาพเชิงรุกกลายเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน

ภายใต้บริบทที่ไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นโรคทางเดินหายใจที่พบได้ต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 1.1 ล้านรายในปีที่ผ่านมา การป้องกันเชิงรุกจึงกลายเป็น “กลยุทธ์สำคัญ” ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “วัคซีนต้องตรงสายพันธุ์ปัจจุบัน”

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวในเวทีเสวนาว่า  “การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเลือกวัคซีนให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาด ไม่ใช่ใช้สูตรเดิม เพราะการให้ความรู้และการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ถึง 30–60% และลดภาระต่อระบบสาธารณสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ได้รับการยอมรับว่าเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากบางสายพันธุ์ไม่ได้มีการระบาดในระดับโลกแล้ว เทรนด์สุขภาพใหม่ ‘Healthspan’ สำคัญไม่แพ้ ‘Lifespan’ เพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

แพทย์หญิงปุณยนุช จงเจริญใจ แพทย์ประจำศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เวลเนสเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับ “Healthspan” ควบคู่ “Lifespan” ผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งโภชนาการที่เหมาะสม  การออกกำลังกายสม่ำเสมอ  การนอนหลับที่มีคุณภาพ  และการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมชี้ว่า Lifestyle Medicine และการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว  โดยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนเกิดโรค เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นหนึ่งดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนต่ำที่สุด” 

“บุคลากรสุขภาพดี” คือรากฐานองค์กรยั่งยืนพันโท พญ.กัณฐรัชญ์ จันรุ่งเรือง ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลพญาไท 2 และพญาไท พหลโยธิน กล่าวเสริมว่า “องค์กรชั้นนำในปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคลากรมากขึ้น เพราะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรยุคใหม่”ยกระดับบริการสุขภาพ สู่ประสบการณ์พรีเมียม

ด้าน นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เปิดเผยว่า“เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้เตรียมความพร้อมให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุม 12 สาขาและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมออกแบบ Corporate Wellness Package สำหรับลูกค้าองค์กรและพันธมิตรประกันชีวิต โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลแบบ Personalized Service ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้พนักงาน แต่ยังช่วยองค์กรลดต้นทุนที่เกิดจากการลาป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว สำหรับกลุ่ม SVIP (Super Very Important Partner) เรายังมีสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเพื่อสร้างความประทับใจในระยะยาว”



เดินหน้าสร้าง “สังคมภูมิคุ้มกันเชิงรุก”เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยการผลักดันให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของบุคคล แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการแพร่ระบาดในระดับสังคม “สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่การป้องกันเชิงรุก” ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และโปรแกรมดูแลสุขภาพ ได้ที่ Call Center 1772 หรือเว็บไซต์ www.phyathai.com