31 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย ร่วมงานเปิด “The 47th Bangkok International Motor Show 2026”


ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสที่ คุณกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนเข้าร่วมแสดงความยินดีในพิธีเปิดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47” (The 47th Bangkok International Motor Show 2026) พร้อมกันนี้ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา และคณะผู้บริหารจาก บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยังได้ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธของวิริยะประกันภัย ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี



สำหรับ งานมอเตอร์โชว์ปีนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมจัดแสดงบูธตำแหน่ง F6-F7 ภายใต้แนวคิด “วิริยะประกันภัย เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน” โดยนำเสนอถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมความคุ้มครองทุกมิติ ทั้งประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ ประกันภัยสำหรับบ้านและทรัพย์สิน รวมถึงประกันภัยสำหรับธุรกิจและความรับผิด ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ และบริการจากทีมผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัยอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ภายในบูธ ยังมีกิจกรรมเกมลุ้นรับของที่ระลึกมากมาย รวมถึงกิจกรรมพิเศษจาก จส.100 ให้ผู้เข้าชมงานได้ร่วมสนุกและรับความประทับใจตลอดทั้งงาน

ไฮเออร์ ประเทศไทย พร้อมทะยานสู่โกลบอลแบรนด์ ทุ่มงบปี 69

ไฮเออร์ ประเทศไทย พร้อมทะยานสู่โกลบอลแบรนด์ ทุ่มงบปี 69 กว่า 1,200 ลบ ขยายเครือข่าย จุดจำหน่าย ดีลเลอร์ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัวไลน์อัปผลิตภัณฑ์กว่า 50 รายการ เร่งเครื่องสู่ AI Smart Home Ecosystem เต็มพอร์ต 27 มีนาคม 2569 – ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน เดินหน้ารุกตลาดปี 2569 อัดงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เร่งขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งดีลเลอร์ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ เพื่อเพิ่ม การเข้าถึงผู้บริโภคในทุกพื้นที่ พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ครบทุกหมวดสินค้ากว่า 50 รายการ เพื่อยกระดับสู่ Smart Ecosystem ที่เชื่อมต่อทุกการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในประเทศไทยผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่การเป็น Global Brand อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 เติบโต 25% หรือราว 14,000 ล้านบาท


มร. ต่ง เจี้ยนผิง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเออร์ อีเลคทริคอล แอพพลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2568 จะได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ผันผวน แต่ถือเป็นปีที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรม โดยผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น ทั้งในด้านความสะดวกสบาย การประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อและเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานมากยิ่งขึ้น ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนานวัตกรรมของไฮเออร์ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ผสานเทคโนโลยี AI และฟังก์ชันด้านสุขอนามัย ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ไฮเออร์ ประเทศไทย สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้อยู่ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 11,230 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14% สะท้อนศักยภาพการเติบโตในทุกกลุ่มสินค้า เริ่มจากเครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่ยังคงครองอันดับ 1 ของตลาดในเชิงปริมาณ ด้วยยอดขาย 4,600 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มตู้เย็นมียอดขาย 2,200 ล้านบาท เติบโต 39% และเครื่องซักผ้ามียอดขาย 1,540 ล้านบาท เติบโต 23% ด้านตู้แช่ยังคงครองอันดับ 1 ของตลาด ด้วยยอดขาย 1,100 ล้านบาท เติบโต 23% ส่วนเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์มียอดขาย 860 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มทีวีเติบโตโดดเด่นด้วยยอดขาย 760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% และเครื่องทำน้ำอุ่นมียอดขาย 170 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 52% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าและความสามารถในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม มร. ต่ง เจี้ยนผิง กล่าวเสริมว่า “สำหรับปี 2569 ไฮเออร์ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI Transformation โดยนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในทุกมิติทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล การบริหารซัพพลายเชน และบริการหลังการขาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ ผ่านการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ทั้งทาง ดีลเลอร์ โมเดิร์นเทรด และออนไลน์ พร้อมเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยจะมุ่งขยายสัดส่วนสินค้าพรีเมียม และพัฒนา Smart Ecosystem ที่เชื่อมต่อทุกผลิตภัณฑ์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว โดยตั้งเป้าผลักดันรายได้ในปี 2569 เติบโตกว่า 25% หรือราว 14,000 ล้านบาท” พร้อมกันนี้ ยังเปิดตัวไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แนวคิด “AI Smart Living” ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า สะท้อนถึงการยกระดับไฮเออร์สู่การเป็น AI Ecosystem Brand ที่เชื่อมต่อทุกอุปกรณ์ภายในบ้านเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ประกอบด้วย · กลุ่มเครื่องปรับอากาศ กลุ่มสินค้าหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของไฮเออร์ในปีนี้ โดยชูสินค้าเรือธง Haier UV Cool Voice Series รุ่น VRSA มีทั้งหมด 4 สี สีเงิน (สีใหม่) สีฟ้า สีชมพู สีขาวที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI Voice สั่งงานด้วยเสียงได้โดยไม่ต้องใช้รีโมตหรือเชื่อมต่อ Wi-Fi เสริมด้วยระบบ UVC Pro ที่ช่วยลดกลิ่นอับและยับยั้งเชื้อโรคได้ถึง 99.9%ฟังก์ชัน AI ECO ช่วยประหยัดพลังงานอัจฉริยะ และแผ่นกรอง PM1.0 ที่ช่วยดักจับฝุ่นขนาดเล็ก พร้อมเทคโนโลยี Black Fin ที่ออกแบบให้ทนทานต่อการกัดกร่อน เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อน อีกทั้งยังเตรียมเปิดตัว Solar AC Series เครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ช่วยลดค่าไฟเหลือ 0 บาท ตอบโจทย์เรื่องรักโลก และ Portable AC Series รุ่น 09K และ 12K BTU ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Fast Cooling, Filter cleaning reminder และติดตั้งง่าย รองรับการใช้งานที่หลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยตั้งเป้าเติบโต 15% · กลุ่มเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ไฮเออร์เดินหน้าขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับดีมานด์ในภาคธุรกิจและอาคารเชิงพาณิชย์ โดยเตรียมเปิดตัว 2 ซีรีส์ 4 รุ่น ได้แก่ HCSI-24XSR32, HCSI-38XTR32 (แบบ Cassette) และ HCFI-24XSR32, HCFI-38XTR32 (แบบ Ceiling) ซึ่งมาพร้อมระบบ Self-Cleaning และ Antibacterial Filter ที่ช่วยยับยั้งแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าโต 40% · กลุ่มตู้เย็น กลุ่มสินค้าที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของไฮเออร์ โดยเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุด 3 ซีรีส์ ได้แก่ Horizon, Space Fit Pro และ Space Slim สำหรับ Horizon ซีรีส์มาพร้อมความจุขนาดใหญ่ถึง 700 ลิตร ตอบโจทย์ผู้ที่รักการทำอาหารด้วยพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่พิเศษ พร้อมโดดเด่นด้วยนวัตกรรม PureSpace Ice ที่สามารถผลิตน้ำแข็งได้อย่างสะอาด ปราศจากกลิ่นรบกวน Space Fit Pro ซีรัส์ ถูกออกแบบในสไตล์ Built-in แบบ 0 Gap (Zero Gap) ผสานความเรียบหรูเข้ากับการติดตั้งอย่างลงตัว พร้อมนวัตกรรม Nutri-Bank ที่นำเทคโนโลยีสนามแม่เหล็กมาใช้ในการถนอมอาหาร ช่วยยืดอายุความสดใหม่ของวัตถุดิบได้ยาวนานยิ่งขึ้น และ Space Slim โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเฉียบ แต่ยังคงมอบความจุที่มากขึ้น ตอบรับไลฟ์สไตล์ของบ้านยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างลงตัว โดยตั้งเป้าโต 32% · กลุ่มเครื่องซักผ้า เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องตอบโจทย์ผู้บริโภคคนไทย ด้วยการเปิดตัว 4 ซีรีส์ใหม่ นำโดย L+ ซีรีส์, Laundry Center ซีรีส์, X9 ซีรีส์ และ เครื่องซักผ้า 3 ถังซีรีส์ (Triple Drum) พร้อมชูเทคโนโลยีเด่น ได้แก่ Essence Wash ซักสะอาดภายใน 39 นาที 3D Drying ช่วยให้ผ้าแห้งแม้อากาศชื้น และ Smart Dosing ระบบเติมน้ำยาซักผ้าอัตโนมัติ รวมถึงนวัตกรรมซักแยก 3 ถังในเครื่องเดียว เพื่อการใช้งานที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง โดยตั้งเป้าโต 36% · กลุ่มตู้แช่ เปิดตัว 2 ซีรีส์ใหม่ ที่พัฒนาฟังก์ชันด้านสุขอนามัยและประสิทธิภาพการใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาพร้อมเทคโนโลยีเด่น อาทิ High Temperature Alarming ระบบแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิสูงกว่าปกติ หรือ Smart Dew Control Clarity Restored (90% External Heat Reflection) เทคโนโลยีความร้อนอัจฉริยะ ช่วยลดการเกิดหยดน้ำและฝ้าที่กระจก และ DEO Fresh / H-DEO Fresh เทคโนโลยียับยั้งแบคทีเรียสูงถึง 99.9% และกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในตู้ โดยตั้งเป้าโต 18% · กลุ่มทีวี ไฮเออร์เตรียมเปิดตัวทีวีใหม่รวม 7 ซีรีส์ มากกว่า 20 รุ่น พร้อมเติมเต็มทุกอรรถรส ด้วยฟังก์ชันใหม่ AI Vocal Separation สนุกสนานกว่าที่เคย เปลี่ยนห้องนั่งเล่นที่บ้านของคุณให้กลายเป็นห้องคาราโอเกะส่วนตัว และ 4K Resolution สัมผัสประสบการณ์ความคมชัด สมบูรณ์แบบ มองเห็นทุกรายละเอียด โดยตั้งเป้าโต 32% · กลุ่มเครื่องทำน้ำอุ่น ขยายพอร์ตสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดกว่า 6 ซีรีส์ รวม 12 รุ่น ครอบคลุมทั้งกลุ่มแมสและพรีเมียม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ และรองรับความต้องการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าเติบโต 30%

นอกจากนี้ บริษัทยังวางกลยุทธ์การตลาดแบบบูรณาการ เพื่อยกระดับการรับรู้แบรนด์และสร้างการมีส่วนร่วมในทุก Touchpoint ผ่านสื่อโฆษณาครบวงจร ทั้งทีวี สื่อ Out of Home และแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับกิจกรรมออนไลน์อย่าง Haier Dream For Fans Season 6 โปรโมชัน ณ จุดขาย และ Roadshow ทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเดินหน้ากลยุทธ์ Sport Marketing ผ่านกิจกรรมสำคัญ อาทิ การเป็น Official Partner ของทีมฟุตบอลระดับโลกอย่าง Liverpool F.C. และ Paris Saint-Germain F.C. อีกทั้งยังมีงาน Pop-up “Champion Your Haier Life” กิจกรรมวิ่งมินิมาราธอน และการจัดแข่งขันฟุตบอลครั้งแรกในปี 2569 เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคในรูปแบบไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดภาพลักษณ์แบรนด์ระดับโลก ผ่านการต่อสัญญา ‘BamBam’ ในฐานะ Brand Ambassador ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยจะมีการสร้างสรรค์แคมเปญและกิจกรรมตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมต่อแบรนด์กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง “ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของไฮเออร์ในภูมิภาคอาเซียน และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตในระดับโลก โดยในปี 2569 บริษัทมุ่งยกระดับองค์กรสู่การเป็น Global Brand อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการพัฒนาโซลูชันเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่เชื่อมต่อเป็นระบบเดียวกัน พร้อมยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคให้ครอบคลุมในทุกมิติของการใช้งาน ควบคู่กับการขยายการเข้าถึงตลาดและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันรายได้สู่ 14,000 ล้านบาท และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการเติบโตที่สำคัญของไฮเออร์ในระดับโลกในระยะยาว” มร. ต่ง เจี้ยนผิง กล่าวสรุป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

วิริยะประกันภัย คว้า 2 รางวัล “สุดยอดแบรนด์ – องค์กร” ยืนหนึ่งผู้นำแบรนด์ประกันภัยไทย จากผลสำรวจนิตยสาร BrandAge


ดร.อรรชกา สีบุญเรือง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนายธนเดช กุลปิติวัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร BrandAge ร่วมแสดงความยินดีกับ นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโอกาสเข้ารับรางวัล “2026 Thailand’s Most Admired Brand” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 23 (2004-2026) จากผลวิจัยความนิยมโดยนิตยสาร BrandAge ที่ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ สะท้อนความไว้วางใจของผู้บริโภคที่เชื่อมั่นให้วิริยะประกันภัยดูแลความเสี่ยงในทุกสถานการณ์ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 


พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้รับรางวัล “2025-2026 Thailand’s Most Admired Company” โดยได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นครั้งที่ 5 (2020 และ 2023-2026) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้เอาประกันภัย คู่ค้า และสังคมไทยอย่างยั่งยืนบนพื้นฐาน “ความเป็นธรรม คือ นโยบาย” ณ Prestige Hall Grande Centre Point Prestige Bangkok


ทั้งนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการส่งมอบมาตรฐานบริการด้วยหัวใจ จนได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ โดยยังคงครองความเป็น “แบรนด์ประกันภัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุด” อย่างต่อเนื่อง ด้วยคะแนนสูงสุดร้อยละ 29.30 ขณะเดียวกัน ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น “บริษัทประกันวินาศภัยที่คนไทยชื่นชมมากที่สุด” ด้วยผลคะแนนรวมสูงสุด 7.52 และมีคะแนนโดดเด่นในด้าน Corporate Image, Management, Sustainable Development และ Excellence Service โดยในปี 2026 นี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งพัฒนานวัตกรรมงานบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการสูงสุดของผู้บริโภค ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเครือข่ายบุคลากรทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงให้สังคมไทยอย่างมั่นคงและเข้มแข็งทุกสถานการณ์ ภายใต้แนวคิด “เคียงข้างคนไทยในทุกวิกฤต มุ่งเสริมสร้างสังคมไทยสู่ความยั่งยืน”





ไทยเร่งเครื่องสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต เปิดเวที “Future Mobility Thailand 2026


ไทยเร่งเครื่องสู่อุตสาหกรรมยานยนต์อนาคต เปิดเวที “Future Mobility Thailand 2026 และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026” เชื่อมโลกธุรกิจ–เทคโนโลยี ดันประเทศสู่ Technology-Driven Hub

กรุงเทพมหานคร – ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการประกาศจัดงาน Future Mobility Thailand 2026 (FMT 2026) ร่วมกับ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เวทีแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต ผ่านการผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจในห่วงโซ่อุตสาหกรรมครบวงจร


งานแถลงข่าว “Future Mobility Thailand 2026 TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026” โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และ Informa Markets พร้อมพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในยุค Future Mobility

ด้าน นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ไปสู่เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตยานยนต์อันดับ 10 ของโลก จำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบ Multiple Track ควบคู่กัน ทั้งการรักษาฐานการผลิตเครื่องยนต์สันดาป และการเร่งขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้นโยบาย 30:30
“Future Mobility Thailand 2026 จะเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรจากทั่วโลก อาทิ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เยอรมนี และเกาหลี เพื่อสนับสนุนการ Transform อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยสู่อนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายสมพลกล่าว
ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เผยภาพรวมนโยบายและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ว่ากำลังเผชิญ "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคต โดยมีแรงขับจาก การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้แต่ละภาคส่วน ต้องปรับเปลี่ยนและเร่งพัฒนาให้สอดรับกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการเตรียมพร้อมรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทบต่อโครงสร้างการผลิตต่อจุดคุ้มทุนในปัจจุบันต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น


ในขณะเดียวกัน การที่ยานยนต์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญแก่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ได้กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการพลิกโฉมระบบนิเวศทางอุตสาหกรรม นอกจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อีกด้านหนึ่งเราจำเป็นต้องเร่งสร้างทักษะแรงงานใหม่เพื่อรองรับนวัตกรรมดังกล่าว จุดเปลี่ยนเหล่านี้ตอกย้ำว่า ประเทศไทยต้องบูรณาการความร่วมมือ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตแบบเดิม สู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยนโยบายและทิศทางที่อยู่ภายใต้กรอบของความยั่งยืน
นอกจากนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ ยังชี้ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของความเป็นผู้นำในการบูรณาการความร่วมมือเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในระดับภูมิภาค ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม ทุกภาคส่วนต้องเริ่มต้นจากการสร้างจุดแข็งภายในองค์กร อาทิความคล่องตัวที่พร้อมปรับเปลี่ยนและปรับตัวต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนานวัตกรรม ให้เกิดขึ้นจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับการบริหารจัดการต้นทุนและทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อองค์กรมีความแข็งแกร่งจากภายในแล้ว ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทลายกรอบการทำงานแบบเดิม สู่ การสร้างเครือข่ายพันธมิตร โดยร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และนวัตกรรมขับเคลื่อนของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

นางอนุษฐา เชาว์วิศิษฐ เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องการขยายสู่ตลาดใหม่ในระดับภูมิภาคและระดับโลก ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน การเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และการพัฒนามาตรฐานสู่ระดับสากล ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเดินหน้าภายใต้วิสัยทัศน์ Thailand Automotive Industry Vision 2030 ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบนิเวศอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงซัพพลายเชน งาน“Future Mobility Thailand จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรระดับโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว”

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 เปิดเผยมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่ออุตสาหกรรมยางรถยนต์และตลาดอาฟเตอร์มาร์เก็ตยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยชี้ให้เห็นว่า”อาเซียนกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการเพิ่มขึ้นของจำนวนยานพาหนะ การขยายตัวของเครือข่ายโลจิสติกส์ และจำนวนรถยนต์ใช้งานระยะยาว (aging fleet) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าและบริการด้านอะไหล่ การบำรุงรักษา และโซลูชัน MRO เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ


ทั้งนี้ Mr.Alwin Seow (นายอัลวิน เซียว) รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ – เอเชียและสิงค์โปร์ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังกำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และอะไหล่ทดแทนระดับโลก ด้วยแรงหนุนจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"
การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วทั้งภูมิภาคยังเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาง ตั้งแต่การออกแบบและสมรรถนะ ไปจนถึงความต้องการด้านการบำรุงรักษารูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องพัฒนาเทคโนโลยีของตนอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยุคใหม่
ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขายกำลังขยายตัวเพื่อรองรับจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น การเปิดตัว AutoMROtive 2026 มาในจังหวะที่สำคัญยิ่ง โดยมุ่งเติมเต็มช่องว่างสำคัญในระบบนิเวศด้านการบำรุงรักษา ซ่อมแซม และดำเนินงาน (MRO) ของตลาดอะไหล่ทดแทนยานยนต์ในภูมิภาค

ในส่วนของการเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok และ AutoMROtive นั้น อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระดับภูมิภาค พร้อมระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ผลิต OEM ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการสนับสนุนที่เข้มแข็งและสม่ำเสมอจากหน่วยงานภาครัฐและสมาคมอุตสาหกรรม



นอกจากนี้ ประเทศไทยยังทำหน้าที่เป็นประตูยุทธศาสตร์สู่กลุ่มตลาด CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม รวมถึงภูมิภาคอาเซียนในวงกว้าง ด้วยทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ที่รองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค
"ประเทศไทยมีทุกองค์ประกอบที่เหมาะสม ทั้งความลึกของอุตสาหกรรม ทำเลยุทธศาสตร์ และศักยภาพการเติบโต ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026" นายอัลวิน เซียว กล่าว

การจัดงาน TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive ควบคู่กับ Future Mobility Thailand สะท้อนวิสัยทัศน์ของ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ในการก้าวข้ามบทบาทของผู้จัดงานแสดงสินค้าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม ที่เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายใต้ระบบนิเวศเดียวที่บูรณาการเข้าด้วยกัน

"เราไม่ได้มองตัวเองแค่ในฐานะผู้จัดงาน แต่เรากำลังสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมด ตั้งแต่ยางและชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงบริการ MRO และเทคโนโลยีการเดินทางแห่งอนาคต เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะ สร้างเครือข่าย และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายอัลวิน เซียว กล่าวเพิ่มเติม

การบรรจบกันของธุรกิจยาง MRO ยานยนต์ และเทคตโนโลยีเพื่อการเดินทางสมัยใหม่ จะไม่เพียงสร้างการเชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรมที่มีความหมาย แต่ยังยกระดับคุณค่าที่มอบให้แก่ทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าชม ผ่านโอกาสทางธุรกิจใหม่ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเข้าถึงนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำระดับโลก เข้าร่วมกิจกรรม Business Matching รับฟังการประชุมสัมมนาจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมกิจกรรมเครือข่ายที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่ชิ้นส่วน OEM อะไหล่ทดแทน ยาง และเทคโนโลยีและบริการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และโซลูชันการเดินทางขั้นสูง

ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจทุกท่านได้รับเชิญเข้าร่วมงานและลงทะเบียนรับบัตรเข้างานฟรี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.futuremobilitythailand.com // www.tyrexpoasia.com www.automrotive.com

เวิร์กช็อปที่ชวนทุกคนมาสัมผัสพลังของการ Recycle/ Upcycle From Junk To Joy โดย Vintage & Greens

วันนี้มีโอกาสเข้าร่วม กิจกรรม From Junk To Joy โดย Vintage & Greens คือหนึ่งในเวิร์กช็อปที่ชวนทุกคนมาสัมผัสพลังของการ Recycle/ Upcycle ผ่านงานศิลปะ พร้อมปลุกจิตสำนึกในการลดขยะและดูแลโลกอย่างยั่งยืน กิจกรรมเริ่มต้นอย่างอบอุ่นด้วย Welcome Drink และขนมโฮมเมด ก่อนพาผู้เข้าร่วมไปรู้จักกับ Vintage & Greens พื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติและความคิดสร้างสรรค์




ที่นี่ก่อตั้งโดย คุณสมรรัตน์ จันทรสุเทพ อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ผู้ผันตัวจากโลกสื่อสารมาสู่งานศิลปะเชิงอนุรักษ์ ด้วยแรงบันดาลใจในการ “ให้คุณค่าใหม่กับสิ่งเก่า” เธอได้นำของสะสมและวัสดุเหลือใช้มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน Scrapbook และงานตกแต่งสไตล์วินเทจที่ไม่เพียงสวยงามแต่ยังสะท้อนแนวคิดการลดขยะและลดภาระของโลกอย่างเป็นรูปธรรม












บรรยากาศของ Vintage & Greens โดดเด่นด้วยบ้านและสวนสไตล์อังกฤษที่แสนร่มรื่น โอบล้อมด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ เติมเต็มความสดชื่นให้ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลายจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางเสียงดนตรีเบา ๆ และกลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหอมระเหย จาก Young Living ที่ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ ก่อนจะค่อย ๆ เตรียมตัวเข้าสู่ช่วงกิจกรรมสร้างสรรค์

ไฮไลต์ของเวิร์กช็อปคือการลงมือทำ Scrapbook จากวัสดุเหลือใช้และภาพถ่ายส่วนตัว เปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นงานศิลปะเพียงหนึ่งเดียวในโลก พร้อมเรียนรู้การนำ “ของเหลือ” มาสร้าง “คุณค่าใหม่” อย่างสร้างสรรค์




ช่วงพักเบรก ผู้ร่วมกิจกรรมได้ออกไปสัมผัสธรรมชาติในสวนสีเขียว จิบชาอุ่น ๆ รับประทานของว่างท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ก่อนเข้าสู่ห้อง Junk and Journey ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ชวนทุกคนมอง “ขยะ” ในมุมใหม่-ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโลก

กิจกรรมนี้ยังสอดแทรกแนวคิดเพื่อความยั่งยืนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น

• การแยกขยะอย่างถูกวิธีภายในบ้าน

• การนำวัสดุเหลือใช้มาดัดแปลง (Reuse/Upcycle/DIY)

• การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดภาวะโลกร้อน



ปิดท้ายเวิร์กช็อปด้วยกิจกรรมเล็ก ๆ แต่เปี่ยมความหมาย การปลูกต้นไม้ในกระถางดินเผา เป็นที่ระลึก เพื่อนำกลับไปดูแลต่อที่บ้าน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นดูแลโลกจากมือของเราเอง กิจกรรม From Junk To Joy ไม่ได้เป็นเพียงเวิร์กช็อปงานศิลปะ แต่คือการจุดประกายแนวคิดว่า “การเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น อาจเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ ใกล้ตัวเรา” ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม Creative Workshop 







สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเพจ Vintage & Greens https://www.facebook.com/vintageandgreensbkk
หรือโทร. 094 3277799 (คุณสมรรัตน์)

#VintageAndGreens #CreativeWorkshop
#ArtWorkshop #DIYCrafts #Scrapbook #CreativeLife

30 มีนาคม 2569

ฟอร์จูนทาวน์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม สืบสานเสน่ห์สงกรานต์วิถีใหม่

ในงาน “Fortune Town Songkran Heritage 2026” ส่งต่อความภูมิใจแห่งวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย

ฟอร์จูนทาวน์ (Fortune Town) ศูนย์รวมไอทีและไลฟ์สไตล์ชั้นนำย่าน รัชดา-พระราม 9 ร่วมกับ กลุ่มนิทรรศการ สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ชวนสัมผัสเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทยในมุมมองใหม่กับงาน “Fortune Town Songkran Heritage 2026: Thai Culture Forward” ร่วมสืบสานประเพณีอันดีงาม พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งความเป็นสิริมงคลต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน 2569 ณ บริเวณลานโปรโมชัน ชั้น 1 และลานฟอร์จูนสตรีท ฟอร์จูนทาวน์ 

ภายในงานจะได้ตระการตากับความงดงาม และสีสันของเทศกาลสงกรานต์ผ่านกิจกรรมไฮไลท์ที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ดังนี้

นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม สัมผัสความประณีตของชุดไทยหาชมยากทั้ง 8 แบบ พร้อมเรียนรู้วิธีการแต่งกายไทยอย่างถูกต้องเพื่อความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ชาติ 

การแสดงวัฒนธรรมร่วมสมัย ดื่มด่ำกับเสียงดนตรีจาก “ระนาดเอกร่วมสมัย” และชมความอ่อนช้อยของขบวนพาเหรดชุดไทยพระราชนิยม พร้อมขบวนกลองยาวที่สร้างความครื้นเครงตลอดงาน 

เสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ไทย ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง และสรงน้ำพระสงฆ์ 29 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในวันที่ 10 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป


สีสันแห่งมรดกไทยรุ่นใหม่ ร่วมส่งกำลังใจให้กับการประกวด “หนูน้อยสงกรานต์” และ “นางสงกรานต์ ประจำปี 2569” เวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพและร่วมสืบสานอัตลักษณ์ไทยอย่างสร้างสรรค์ ในวันที่ 11 – 12 เมษายน 2569

เก็บภาพความประทับใจ กับจุดถ่ายภาพบรรยากาศสงกรานต์ร่วมสมัย พร้อมรณรงค์การแต่งกายด้วยชุดไทยหรือชุดไทยประยุกต์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่สืบไป 

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์ที่พิเศษกว่าใครในงาน “Fortune Town Songkran Heritage 2026: Thai Culture Forward” ระหว่างวันที่ 6-12 เมษายน 2569 ณ ฟอร์จูนทาวน์ รัชดา-พระราม 9 เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีพระราม 9 ทางออกประตู 1  

ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ที่ www.fortunetown.co.th 

FB : fortunetown

IG : fortunetown 

Youtube : fortunetown

Line : FortuneTown หรือ https://lin.ee/tNWLAG

Application : Fortune Town

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #FortuneTownrama9 #FortuneTown  #TheBestITLifestyleMall #ITLifestyleMallrama9 #ITLifestyleMall #ชมฟรี #สงกรานต์ #songkran #ปีใหม่ไทย  

แพทย์เตือน “พฤติกรรมคนเมือง” เสี่ยงริดสีดวง – ฝีคัณฑสูตรโดยไม่รู้ตัว

รพ.พญาไท พหลโยธิน เปิดศูนย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก รองรับการดูแลที่เจาะลึกยิ่งขึ้น 

กรุงเทพฯ – พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเมืองในปัจจุบัน เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย รวมถึงภาวะท้องผูกเรื้อรัง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางทวารหนัก โดยเฉพาะ โรคริดสีดวงทวารและฝีคัณฑสูตร ซึ่งพบได้บ่อยในคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและผู้สูงอายุ 

พล.ร.ต.นพ.ต้น คงเป็นสุข ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ผู้อำนวยการศูนย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลพญาไท 2 และโรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน กล่าวว่าโรคหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักอักเสบ หรือริดสีดวงทวารหนักสามารถเกิดขึ้นได้จากทั้งปัจจัยด้านพฤติกรรม และสภาพร่างกายที่สะสมมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ที่มีพฤติกรรมนั่งนาน รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย หรือมีภาวะท้องผูกเรื้อรัง


“ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักมองว่าอาการริดสีดวงทวารหนักเป็นเรื่องเล็กน้อย และเลือกซื้อยามาใช้เอง ทำให้มาพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง เช่น ปวด บวม หรือมีหนองบริเวณทวารหนัก ซึ่งในบางกรณีอาจลุกลามเป็นฝีคัณฑสูตรที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้รักษาได้ง่าย และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน” พล.ร.ต.นพ.ต้น กล่าว

เพื่อรองรับการดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ได้เปิด “ศูนย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก” ศูนย์เฉพาะทางที่ต่อยอดความชำนาญจากศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่กระเพาะอาหาร ตับ ไปจนถึงลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ให้บริการตั้งแต่การตรวจประเมินอาการ การตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้อง ไปจนถึงการผ่าตัดรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

ด้าน พญ.สราภรณ์ เกียรติอุบลวงษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน กล่าวว่า โรคทางทวารหนักสามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

“ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ช่วยลดความเจ็บปวด และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หลายกรณีสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในเวลาไม่นาน การเข้ารับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางจึงช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำ และให้การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย” พญ.สราภรณ์ กล่าว

ศูนย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มีความพร้อมทั้งด้านทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีการวินิจฉัย และห้องผ่าตัดมาตรฐานโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ในโอกาสเปิดศูนย์ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน มอบสิทธิ์ ตรวจคัดกรองโรคริดสีดวงทวารหนักโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จำนวน 10 ราย สำหรับผู้ที่มีอาการหรือมีความเสี่ยง โดยเปิดให้ลงทะเบียนรับสิทธิ์ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 เมษายน 2569 ผ่าน https://bit.ly/4syaFDg พร้อมประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์ผ่าน Facebook โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ในวันที่ 21 เมษายน 2569

ทั้งนี้ ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น มีเลือดออกขณะขับถ่าย ปวด บวมบริเวณทวารหนัก หรือคลำพบก้อน ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อป้องกันการลุกลามสู่โรค ริดสีดวงทวารหนักหรือฝีคัณฑสูตร และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว