11 กันยายน 2569

เอปสันจัด Robot Roadshow 2026 ปั้นบุคลากรหุ่นยนต์

บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสนับสนุนการพัฒนากำลังคนด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติของประเทศไทย ผ่านโครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ถ่ายทอด

องค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์การใช้งานหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านระบบอัตโนมัติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมร่วมสร้างรากฐานกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Industry 4.0

โครงการจัดขึ้นในสถาบันการศึกษาชั้นนำ 5 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เทคโนโลยีหุ่นยนต์อุตสาหกรรมจากการใช้งานจริง ผ่านการอบรมภาคทฤษฎีควบคู่กับการฝึกปฏิบัติ (Hands-on Training) เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน งานวิจัย และการพัฒนาทักษะวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ภายในหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้การใช้งาน Epson SCARA Robot และเทคโนโลยี Machine Vision ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในสายการผลิตอัตโนมัติ ครอบคลุมตั้งแต่หลักการทำงานของหุ่นยนต์ SCARA มาตรฐานด้านความปลอดภัย การเขียนโปรแกรมพื้นฐาน การควบคุมหุ่นยนต์สำหรับงานหยิบจับชิ้นงาน (Pick & Place) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ระบบ Machine Vision ไม่ว่าจะเป็นการสอบเทียบระบบหุ่นยนต์ร่วมกับกล้อง (Robot-Vision Calibration) การตรวจสอบคุณภาพชิ้นงาน (Vision-Based Quality Inspection) รวมถึงการระบุตำแหน่งและวัดขนาดของชิ้นงานด้วยระบบภาพ พร้อมฝึกปฏิบัติจริงในกระบวนการอัตโนมัติแบบครบวงจร

นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแล้ว โครงการยังมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการ ศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มศักยภาพและความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานในอนาคต

โครงการ Epson Robot Roadshow & Training for Education 2026 ได้จัดกิจกรรมอบรมในสถาบันการ ศึกษาชั้นนำ 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาลัยการอาชีพนครไทย วิทยาลัยการอาชีพสตึก และวิทยาลัยอาชีวศึกษาไชยา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติให้แก่คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักศึกษา พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ฝึกปฏิบัติกับเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

เอปสันเชื่อว่าการพัฒนาทักษะด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติตั้งแต่ระดับการศึกษา คือรากฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของกำลังคนไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต บริษัทจึงมุ่งมั่นสนับสนุนภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

รฟฟท. ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับ สน.ตลิ่งชัน จับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ดำเนินมาตรการเชิงรุก ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ตลิ่งชัน จนสามารถจับผู้ต้องสงสัยลักลอบตัดสายไฟรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีการบูรณาการความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อช่วยในการสอดส่องดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด เนื่องจากมีการลักลอบเข้ามาตัดสายไฟในเขตพื้นที่รถไฟฟ้าบ่อยครั้ง นอกจากนี้ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีการตั้งคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัย การจราจร และการสื่อสารมวลชน โดยมี พล.ต.ต. อำนาจ ไตรพจน์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) และกรรมการบริษัทฯ เป็นประธานคณะ ซึ่งมีการดำเนินมาตรการเชิงรุก และติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกท้องที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงอย่างต่อเนื่อง


โดยการดำเนินการจนเกิดผลสำเร็จในครั้งนี้ พ.ต.อ.กุลเชษฐ์ บางพราน รอง ผบก.น.7 ได้สั่งการไปยัง พ.ต.อ.มนต์ชัย อรุณส่องแสงดี ผกก.สน.ตลิ่งชัน พ.ต.ท.พงษ์ธวัช คงเสือ รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชันและฝ่ายสืบสวนสอบสวน สน.ตลิ่งชัน เพื่อติดตามคนร้ายกลุ่มนี้ให้ได้ โดยเมื่อช่วงเวลา 10.30 น. ของวันที่ 10 กันยายน 2569 บริษัทฯได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ จำนวน 2 คน พร้อมด้วยของกลางเป็นขดลวดสายไฟสีเงินประมาณ 10 กิโลกรัม , คีมตัดสายไฟ 1 อัน , มีดคัตเตอร์ 1 อัน และรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าเวฟ สีดำ ที่ใช้ขี่ไปก่อเหตุ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักภายในซอยราชพฤกษ์ 26 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร




โดยจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ให้การรับสารภาพ ทั้งนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้กระทำความผิดในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร ซึ่งบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเร่งจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำการลักลอบตัดสายไฟในพื้นที่รถไฟฟ้าอย่างเต็มความสามารถ

บริษัทฯยังคงมีมาตรการในด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มมาตรการเชิงรุกร่วมกันระหว่างฝ่ายรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อออกตรวจตราตามเส้นทางการให้บริการทุกวัน เพื่อป้องกันการลักลอบตัดสายไฟในระบบของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง รวมถึงยังคงยึดมั่นในการดูแลด้านความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ” รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

“สายสีแดง” จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง รองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569


รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เตรียมความพร้อมรับมือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน จัดฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคงรองรับสถานการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ประจำปี 2569
พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เป็นการยกระดับด้านการให้บริการรถไฟฟ้า ควบคู่กับการให้ความสำคัญในด้านการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นมา โดยตลอด อีกทั้งในปัจจุบันเกิดเหตุการณ์กราดยิงในพื้นที่สาธารณะ และมีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆบ่อยครั้ง จึงได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินด้านความมั่นคง ประจำปี 2569 เมื่อคืนวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ โดยจำลองเหตุสถานการณ์คนร้ายบุกเข้ามากราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า
โดยในการฝึกซ้อมครั้งนี้ ได้บูรณาการความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน , กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ(191) , กรมการขนส่งทางราง , การรถไฟแห่งประเทศไทย , การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย , ศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินเอราวัณกรุงเทพฯ และบริษัท รักษาความปลอดภัย เอเซีย คลีนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด ซึ่งการฝึกซ้อมดังกล่าว จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในระบบรถไฟฟ้า และเป็นแนวทางให้บุคลากรทุกคนสามารถรับมือกับสถานการณ์ และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างถูกต้อง รวมถึงเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดกรณีเผชิญเหตุการณ์กราดยิงภายในสถานีรถไฟฟ้า (Active Shooter) ได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจว่า สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงได้อย่างสะดวก และมีความปลอดภัยสูงสุด


บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รักษามาตรฐานการปฏิบัติงานในด้านการเดินรถ และซ่อมบำรุง พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพอยู่เสมอ รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขององค์กร อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงทุกการเดินทางกับระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมืองได้อย่างยั่งยืน
โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”

หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th
“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง  

ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล

 
ฮุนได เสริมแกร่งจุดแข็ง-เปิดเกมเขย่าตลาด MPV ด้วย Hybrid 11 ที่นั่ง ครั้งแรกในไทยเปิดตัว “Hyundai new STARIA Hybrid” คันเดียวครบ เพื่อครอบครัว-ธุรกิจ-เดินทางไกล สร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาด MPV ไทย ด้วยรถ 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Hybrid 242 แรงม้า และประหยัดน้ำมันสูงสุด 17.2 กม./ลิตร

บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ MPV พร้อมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว The new STARIA Hybrid ชูจุดเด่นในฐานะ MPV 11 ที่นั่ง ครั้งแรก และหนึ่งเดียวในตลาดไทยที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน Hybrid ต่อยอดจุดแข็งของ STARIA ทั้งด้านพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ห้องโดยสาร และเบาะที่นั่งพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 รองรับตั้งแต่การเดินทางของครอบครัว การเดินทางระยะไกล ไปจนถึงการใช้งานภาคธุรกิจ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วย Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ภายใต้สโลแกน “11-seater Hybrid. Ready for Every Mission รถไฮบริด 11 ที่นั่ง พร้อมสำหรับทุกภารกิจ” สะท้อนกลยุทธ์ของฮุนไดในการยกระดับทางเลือกในตลาด MPV ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสานพื้นที่ สมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความอเนกประสงค์ไว้ในรถคันเดียว


นายเจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี ฮุนไดได้สร้างฐานลูกค้าและความเชื่อมั่นในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทยผ่าน Hyundai H-1 ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งกลุ่มครอบครัวและผู้ประกอบการ ด้วยจุดเด่นด้านพื้นที่ ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบาย สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก H-1 คือ ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับรถที่ใช้งานได้จริง และตอบโจทย์ชีวิตในหลายรูปแบบ ซึ่งเราได้นำความเข้าใจนี้มาต่อยอดสู่ STARIA พร้อมให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกสบาย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เทคโนโลยี และความสามารถในการรองรับรูปแบบการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น”
“The new STARIA Hybrid จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความแข็งแกร่งของฮุนไดในตลาด MPV ด้วยการนำจุดเด่นของ STARIA Diesel ที่ลูกค้าคุ้นเคย ทั้ง ห้องโดยสารกว้างขวาง 11 ที่นั่ง มอบความสะดวกสบาย และความอเนกประสงค์ ด้วยเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ สำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 และ 3 ผสานกับระบบขับเคลื่อน Hybrid ที่ให้ทั้งสมรรถนะแรง แต่ประหยัดน้ำมัน พร้อมเทคโนโลยี Hyundai Bluelink แอปพลิเคชันสั่งงานรถแค่ปลายนิ้ว และเทคโนโลยีช่วยขับขี่ และความปลอดภัยอัจฉริยะ Hyundai SmartSense เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างรถที่รองรับสมาชิกได้ครบ รถที่ขับสบาย หรือรถที่ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการใช้งาน เพราะ The new STARIA Hybrid รวมทุกคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในรถคันเดียว พร้อมรองรับทั้งการเดินทางของครอบครัว ทริประยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจได้อย่างลงตัว” Turbo Hybrid 242 แรงม้า สมรรถนะที่พร้อมรับทุกการเดินทาง ประหยัดน้ำมัน 17.2 กม./ลิตร(1)
The new STARIA Hybrid ยกระดับสมรรถนะของรถ MPV ขนาดใหญ่ ด้วยระบบขับเคลื่อน Turbo Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร T-GDI Turbo กำลังสูงสุด 178 แรงม้า เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 72 แรงม้า และแบตเตอรี่ไฮบริดขนาด 1.49 kWh ให้กำลังรวมสูงสุด 242 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,000–4,100 รอบต่อนาที ส่งกำลังสู่ล้อหน้า โดยแรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยให้รถออกตัวและเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ พร้อมรองรับการเดินทางที่มีทั้งผู้โดยสารและสัมภาระจำนวนมากได้อย่างเหมาะสม เติมเต็มความคล่องตัวและความนุ่มนวลที่ต้องการจากรถสำหรับทั้งครอบครัวและการใช้งานทางธุรกิจ
นอกจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์รถ MPV ขนาดใหญ่แล้ว ระบบ Hybrid ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ด้วยอัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) ตามมาตรฐาน NEDC(1) ช่วยให้ทุกการเดินทางไปได้ไกลขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมช่วงล่างด้านหน้าแบบ MacPherson Strut และด้านหลังแบบ Multi-link ที่ให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและความสบายในการโดยสาร พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า และดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เสริมความมั่นใจในการควบคุม เพื่อให้ The new STARIA Hybrid พร้อมรองรับตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงการเดินทางระยะไกลในทุกภารกิจ 11 ที่นั่งเต็มพื้นที่ เทคโนโลยีเต็มคัน ขับนุ่ม มั่นใจยิ่งขึ้นด้วย e-Motion Drive


The new STARIA Hybrid โดดเด่นด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ ที่รองรับผู้โดยสารได้ถึง 11 ที่นั่ง บนตัวถังยาว 5,253 มม. กว้าง 1,997 มม. สูง 1,990 มม. และระยะฐานล้อยาว 3,273 มม. ช่วยสร้างพื้นที่ที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งการเดินทางของครอบครัวขนาดใหญ่ สมาชิกหลายเจเนอเรชัน การเดินทางเป็นกลุ่ม ไปจนถึงการใช้งานเพื่อธุรกิจ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานจริงด้วย Smart Power Sliding Door ประตูสไลด์ไฟฟ้าทั้งสองด้าน ที่ช่วยให้การขึ้น-ลงรถง่ายขึ้น และ Smart Power Tailgate จัดการสัมภาระทำได้สะดวก ภายในยังมาพร้อมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกการควบคุมด้านหน้าและด้านหลัง ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะคนขับปรับไฟฟ้าพร้อมระบบดันหลัง พร้อมจุดยึดเบาะเด็กแบบ ISOFIX จำนวน 4 จุด ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ Shift-by-Wire และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง ขณะที่ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ช่วยเสริมความมั่นคงและภาพลักษณ์ที่แข็งแรงให้กับตัวรถ
ด้านเทคโนโลยี The new STARIA Hybrid มาพร้อมหน้าจอสัมผัส Infotainment ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto พร้อม Hyundai Bluelink สำหรับเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เสริมความสะดวกด้วยช่องชาร์จ USB Type-C จำนวน 7 จุด ที่กระจายภายในห้องโดยสาร พร้อม Surround View Monitor กล้องมองภาพรอบทิศทาง และเซนเซอร์กะระยะด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องควบคุมรถในพื้นที่จำกัด ขณะที่อุปกรณ์ด้านความสะดวกและความบันเทิง เช่น Wireless Charger และระบบเครื่องเสียงพรีเมียม BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้พร้อมสำหรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริประยะไกล
นอกจากนี้ The new STARIA Hybrid ยังมาพร้อม e-Motion Drive เทคโนโลยีที่ประสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและ ECU เพื่อยกระดับความนุ่มนวลในการโดยสาร ความแม่นยำในการควบคุม และเสถียรภาพของตัวรถ ผ่านระบบ e-Ride ที่ช่วยลดการสั่นและการโยนตัว, e-Handling ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำขณะเข้าโค้ง, e-EHA ที่เสริมการควบคุมในจังหวะหักหลบ และ e-Traction ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและรักษาเสถียรภาพของรถ ให้การขับขี่คล่องตัว มั่นคง และมั่นใจยิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์

Hyundai SmartSense 15 ระบบ เพราะทุก Mission ต้องมาพร้อมความมั่นใจ The new STARIA Hybrid มาพร้อม Hyundai SmartSense เทคโนโลยีช่วยขับขี่และความปลอดภัยอัจฉริยะมากถึง 15 ระบบ ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การใช้งานในเมือง การเดินทางระยะไกล การควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนและการถอยรถ โดยมีระบบสำคัญ อาทิ Smart Cruise Control with Stop & Go (SCC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, Forward Collision-Avoidance Assist with Junction Turning (FCA-JT) ระบบช่วยลดความเสี่ยงขณะเลี้ยวผ่านทางแยก รวมถึง Lane Keeping Assist (LKA) และ Lane Following Assist (LFA) ที่ช่วยสนับสนุนการควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางอย่างเหมาะสม
เสริมการดูแลรอบคันด้วย Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา, Blind-Spot View Monitor (BVM) ระบบแสดงภาพบริเวณจุดอับสายตา และ Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist (RCCA) ระบบช่วยเตือนและเบรกอัตโนมัติขณะถอยรถ พร้อม High Beam Assist, Safe Exit Assist, Driver Attention Warning, Leading Vehicle Departure Alert, Manual Speed Limit Assist และ Rear Occupant Alert นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานอย่าง ABS, Electronic Stability Control, Hill-start Assist Control, Multi-Collision Braking, Crosswind Stability Control และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS เพื่อเสริมความมั่นคงและความอุ่นใจตลอดทุกการเดินทาง
นายวัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว The new STARIA Hybrid ริเริ่มมาจากความเข้าใจลูกค้าที่ต้องการรถที่พร้อมรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ เพื่อบรรลุภารกิจที่สำคัญในแต่ละวัน โดยเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกหลากหลายเจเนอเรชัน และสามารถขับเคลื่อนความสุขของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไปพร้อม ๆ กันได้ในรถคันเดียว สำหรับรถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง ที่ต้องรองรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ วันนี้ ทางฮุนได จึงนำเสนอทางเลือกใหม่ ด้วยขุมพลัง Turbo Hybrid ช่วยให้การออกตัวและการเร่งแซงมีการตอบสนองที่มั่นใจ ขณะเดียวกันยังให้ความนุ่มนวลเมื่อขับขี่ในเมือง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเดินทางระยะไกล จึงเหมาะทั้งกับการใช้งานของครอบครัวและธุรกิจ เราต้องการให้ Hyundai new STARIA Hybrid เป็นครั้งแรก และหนึ่งเดียวในไทยของรถไฮบริด 11 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายเจเนอเรชัน และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ที่สามารถใช้ได้ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าภารกิจนั้นจะเป็นการเดินทางระยะสั้น การเดินทางพร้อมสมาชิกเต็มคัน หรือการใช้งานต่อเนื่องตลอดทั้งวัน”
“จุดสำคัญของ The new STARIA Hybrid คือการทำให้ลูกค้าไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ รถคันนี้ให้กำลังสูงสุด 242 แรงม้า และแรงบิด 367 นิวตัน-เมตร ขณะเดียวกันยังให้อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุด 17.2 กิโลเมตรต่อลิตร(1) พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยและพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอกใหม่ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าโฉมใหม่ พร้อมไฟท้าย Parametric Pixel LED เมื่อรวมกับ Hyundai SmartSense 15 ระบบ พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ภายในเบาะที่นั่ง Premium Comfort Seat และพนักพิงศีรษะดีไซน์ใหม่ ให้มีความสบายยิ่งขึ้น และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกของผู้โดยสาร เราเชื่อว่า The new STARIA Hybrid มีความพร้อมที่จะเป็นรถหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ และรองรับทุกภารกิจได้อย่างแท้จริง”
พร้อมเป็นรถคันหลัก สำหรับทั้งครอบครัวและธุรกิจ The new STARIA Hybrid ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น MPV ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ครบยิ่งขึ้น ด้วย 11 ที่นั่ง ขุมพลัง Turbo Hybrid 242 แรงม้า ประหยัดสูงสุด 17.2 กม./ลิตร(1) พร้อม Connected Car Services – Hyundai Bluelink และ Hyundai SmartSense 15 ระบบ จึงพร้อมรองรับทั้งครอบครัว การเดินทางระยะไกล และการใช้งานเพื่อธุรกิจ โดยไม่ต้องเลือกระหว่างความอเนกประสงค์กับประสิทธิภาพ
The new STARIA Hybrid มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Modern ราคา 2,099,000 บาท และ Hyundai new STARIA Hybrid รุ่น Premium ราคา 2,399,000 บาท พร้อมสีภายนอก Creamy White และ Abyss Black Pearl รวมถึงสีใหม่ Galaxy Maroon Pearl เฉพาะรุ่น Premium จับคู่กับห้องโดยสารสี Obsidian Black เพื่อเติมเต็มทางเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานและสไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
เพื่อฉลองการเปิดตัว ฮุนไดมอบข้อเสนอพิเศษ STARIA Hybrid Privilege Package(3) สำหรับลูกค้า The new STARIA Hybrid รับอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.69% พร้อมประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึง Hyundai Smart Careครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ในการบำรุงรักษาตามระยะนาน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร(2) พร้อมมอบความมั่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วยการรับประกันคุณภาพรถยนต์ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร(2) และสิทธิ์ขยายการรับประกันภายใต้โปรแกรม myHyundaiCare PLUS สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร(2) การรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร(2) ตลอดจนบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนาน 5 ปี นอกจากนี้ พิเศษสำหรับครอบครัวฮุนได (Hyundai Family) รับส่วนลดเพิ่มเติม 20,000 บาท เมื่อจองและรับรถ The new STARIA Hybrid ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ และสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid
การเปิดตัว The new STARIA Hybrid สะท้อนความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสานต่อความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์ MPV ของประเทศไทย จากความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างยาวนานตั้งแต่ Hyundai H-1 สู่การพัฒนา STARIA ให้ตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยี Hybrid เข้ามาเติมเต็มทั้งด้านสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความสะดวกในการใช้งาน พร้อมตอกย้ำแนวทางของฮุนไดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากความต้องการจริงของผู้บริโภค เพื่อให้รถยนต์หนึ่งคันสามารถรองรับได้ทั้งครอบครัว การเดินทาง และธุรกิจ พร้อมสร้างคุณค่าและความมั่นใจตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ
ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส The new STARIA Hybrid และทดลองขับได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสการตอบสนองของขุมพลัง Turbo Hybrid ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร 11 ที่นั่ง และเทคโนโลยีที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมรับข้อมูลผลิตภัณฑ์ รายละเอียดข้อเสนอ และบริการจากผู้จำหน่ายฮุนไดอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ The new STARIA Hybrid ได้ที่ https://www.hyundai.com/.../the-new-staria-hybrid/highlights
หมายเหตุ:
อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในเมืองสูงสุด 17.2 กม./ลิตร ตามมาตรฐาน NEDC ตามและเงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด โปรดสอบถามรายละเอียดเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพรถยนต์และแบตเตอรี่ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการยกรถเป็นไปตามเงื่อนไขของรถยนต์แต่ละรุ่นฉบับสมบูรณ์ได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ
ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองและรับรถระหว่างวันที่ 10 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 และเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารและบริษัทฯ กำหนด โดยสามารถดูรายละเอียดแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.hyundai.com/.../special.../the-new-staria-hybrid

08 กันยายน 2569

PReMA ผนึกกำลัง สวรส. รวมพลังครั้งแรกวางโรดแมปยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการวิจัย

ทางคลินิกเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมของผู้ป่วยไทย

กรุงเทพฯ, 7 กันยายน 2569 — สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ผนึกกำลังเป็นครั้งแรก นำหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล ภาควิชาการ และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยทางคลินิก มาร่วมกำหนดทิศทางและวางรากฐานสู่ “โรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดึงดูดการลงทุน และเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ของผู้ป่วยไทย


ความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านเวทีเสวนานโยบายในหัวข้อ “จากบทสนทนาสู่โรดแมป: พลิกโฉมระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทยเพื่อปลดล็อกการลงทุนและเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย” (From Dialogue to Roadmap: Transforming Thailand’s Clinical Research Ecosystem to Unlock Investment and Patient Access)

ทพญ ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษในการเป็นประธานเปิดงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยทางคลินิกในฐานะวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ว่า

“การวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในแวดวงการแพทย์หรือนักวิจัยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะการวิจัยทางคลินิกมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เราสามารถร่วมกันยกระดับจุดแข็งด้านสุขภาพของประเทศไทยให้กลายเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”


นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”

ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:

527 โครงการ

ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*

2.9 : 1

อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE

8,326 DALYs

มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท

99.5%

สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน

62 แห่ง

โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)

*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว

การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค

ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ
เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

• ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

• สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์

• PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกระดับภูมิภาค คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ ‘ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่’ แต่คือ ‘เราจะเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้สร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริงได้อย่างไร’ สวรส. มุ่งมั่นที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จำเป็นต่อการจัดทำโรดแมปแห่งชาติที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการวิจัย ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของระบบ และเพิ่มประโยชน์สูงสุดด้านสุขภาพให้แก่สังคมไทย”

ประเทศไทยมีศักยภาพ พร้อมต่อยอดสู่โอกาสระดับภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากฐานการวิจัยทางคลินิกของไทยที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว:

527 โครงการ

ประเทศไทยมีการดำเนินการวิจัยทางคลินิก 527 โครงการในปี 2567 ด้วยมูลค่าตลาดประมาณ 978 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32,000 ล้านบาท) ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 52,800 ล้านบาท) ภายในปี 2573*

2.9 : 1

อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการวิจัยทางคลินิก พร้อมสนับสนุนการจ้างงานทักษะสูงกว่า 15,509 ตำแหน่ง แบ่งเป็นทางตรง 8,905 FTE และทางอ้อม 6,604 FTE

8,326 DALYs

มูลค่าที่ระบบสาธารณสุขไทยได้รับต่อปี จากการวิจัยทางคลินิกที่ช่วยป้องกันการสูญเสียปีสุขภาวะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,500 ล้านบาท

99.5%

สัดส่วนประชากรไทยที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จากประชากรทั้งหมด 71.6 ล้านคน

62 แห่ง

โรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI พร้อมด้วยคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยที่ได้รับการรับรองจาก FERCAP อีก 55 คณะ (เพิ่มขึ้นจาก 22 แห่งในปี 2560)

*ตัวเลขมูลค่าในหน่วยเงินบาทเป็นค่าประมาณการ คำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ≈ 33 บาท

นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า “ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญด้านคลินิกที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ความรวดเร็วและการประสานงานระดับชาติยังคงเป็นช่องว่างด้านการแข่งขันที่สำคัญที่สุดของเรา ด้วยการผสานศักยภาพของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายสุขภาพของประเทศ PReMA มุ่งหวังที่จะลดระยะเวลาการอนุมัติด้านกำกับดูแล ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยให้มากขึ้น และนำการรักษาที่ก้าวล้ำมาสู่ผู้ป่วยชาวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

“การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ ยกระดับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของผู้ป่วย และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพ อีกทั้งยังช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมยาและแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ภายใต้กระบวนการวิจัยและการกำกับดูแลทางคลินิกที่มีมาตรฐานอย่างเข้มงวด” นพ.อลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท GSK และผู้แทนสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าว

การเข้าร่วมการวิจัยทางคลินิกระดับโลกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้าและอาจเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตได้ ก่อนที่การรักษาเหล่านั้นจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในเวชปฏิบัติ โดยการศึกษาวิจัยเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากผู้สนับสนุนการวิจัย นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการวิจัยของโรงพยาบาล เปิดโอกาสให้นักวิจัยทางคลินิกของไทยมีส่วนร่วมในงานวิจัยระดับโลกมากขึ้น และอาจช่วยลดภาระของระบบสุขภาพในระยะยาว ผ่านการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการป้องกันหรือชะลอการดำเนินของโรค


ประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางชั้นนำด้านการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาค การเพิ่มความรวดเร็วในการเริ่มต้นการวิจัย การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย และการมีข้อมูลระบาดวิทยาภายในประเทศที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น จะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในการดึงดูดงานวิจัยทางคลินิกระดับโลกที่มีคุณภาพและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ สนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเศรษฐกิจนวัตกรรมระดับโลก

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือทำ: วางรากฐานสู่โรดแมประดับชาติ

เวทีเสวนาครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโรดแมปการวิจัยทางคลินิกระดับชาติ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำหนดบทบาท ความรับผิดชอบ และกลไกความร่วมมือที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

• ภาครัฐ ซึ่งมีบทบาทในการขับเคลื่อนระดับชาติ: กำหนดให้การวิจัยทางคลินิกเป็นวาระแห่งชาติที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

• สวรส. ในฐานะผู้ขับเคลื่อนข้อมูลเชิงระบบ: เปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยที่มีลักษณะแยกส่วนขาดการบูรณาการให้เป็นโรดแมประดับชาติที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์

• PReMA ในฐานะพันธมิตรภาคเอกชน: เชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของอุตสาหกรรมระดับโลกเข้ากับนโยบายระดับชาติ เพื่อขยายการลงทุนด้านการวิจัยและลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องรอเพื่อเข้าถึงนวัตกรรมทางการแพทย์

• สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ในฐานะผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบ: ร่วมกันสนับสนุนให้เกิดระบบกำกับดูแลที่มีความชัดเจน คาดการณ์ได้ มีคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม เพื่อเป็นรากฐานของขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

เบเยอร์–โฮมเพ้นท์ เติมสีสัน สร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้

ร่วมโครงการ “อาสาทาสี ทำดีเพื่อน้อง” ปรับปรุงสนามโรงเรียนวัดท้ายเกาะ จ.ปทุมธานีบริษัท เบเยอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีชั้นนำของประเทศไทย ร่วมกับ “โฮมเพ้นท์” ศูนย์สีราคาขายส่งและบริการจัดส่งสีทาบ้านทั่วประเทศ ส่งต่อโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชน ผ่านโครงการ “อาสาทาสี ทำดีเพื่อน้อง” ร่วมสนับสนุนการปรับปรุงสนามและพื้นที่กิจกรรมของโรงเรียนวัดท้ายเกาะ จังหวัดปทุมธานี ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย และพร้อมรองรับการเรียนรู้และการเล่นของเด็กๆ อย่างสร้างสรรค์

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะจิตอาสา ครู บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมกันปรับปรุงพื้นผิวและทาสีบริเวณสนามของโรงเรียน โดยเบเยอร์และโฮมเพ้นท์ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ “Synotex RoofPaint (ซินโนเท็กซ์ รูฟเพ้นท์)” สีทาหลังคาอเนกประสงค์ เพื่อช่วยฟื้นฟูพื้นที่เดิมให้กลับมาสดใส มีชีวิตชีวา และเหมาะสมต่อการใช้งานของนักเรียน
ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ว่า “สี” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงามให้กับอาคารหรือสถานที่เท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนพื้นที่ธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เสริมจินตนาการ และช่วยเติมเต็มความสุขให้แก่เด็กและเยาวชนในชุมชน



สำหรับเด็กๆ สนามโรงเรียนเปรียบเสมือนห้องเรียนอีกแห่งหนึ่ง เป็นพื้นที่สำหรับการออกกำลังกาย การเล่น การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน และการเรียนรู้ทักษะทางสังคมนอกห้องเรียน
การปรับปรุงสนามในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการทาสีพื้นผิวให้ดูใหม่ขึ้น แต่เป็นการร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนพัฒนาการและประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนในระยะยาว
เบเยอร์ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สีและนวัตกรรมมาร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ตลอดจนสร้างประโยชน์ให้แก่โรงเรียน ชุมชน และสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง


โครงการ “อาสาทาสี ทำดีเพื่อน้อง” จึงเป็นอีกหนึ่งพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ พันธมิตร และจิตอาสา ที่ช่วยเปลี่ยนสีทุกถังให้มีคุณค่ามากกว่าการสร้างความสวยงาม พร้อมเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เต็มไปด้วยโอกาสในการเรียนรู้ การเติบโต และความสุขของเด็กๆ
เพราะเบเยอร์เชื่อว่า “พื้นที่ที่ดี คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และอนาคตที่ดี”

“Hello Again” เที่ยวเลยให้หายคิดถึง โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย ชวนแพ็กกระเป๋ากลับมาเช็กอินเมืองเลย

“Hello Again” เที่ยวเลยให้หายคิดถึง โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย ชวนแพ็กกระเป๋ากลับมาเช็กอินเมืองเลย เสิร์ฟห้องพัก 699 บาท พร้อม Mini Breakfast

8 กันยายน 2569 – โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย ในเครือฟอร์จูน โฮเทล กรุ๊ป บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ชวนเช็กอินเมืองเลย เมื่อปลายฝนเริ่มส่งสัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว จังหวัดเลยกลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายที่น่าแพ็กกระเป๋าออกเดินทางอีกครั้ง ทั้งธรรมชาติ ภูเขา คาเฟ่ และเสน่ห์ของเมืองที่เหมาะกับการพักใจในวันสบาย ๆ โรงแรมฟอร์จูน ดี เลย (Fortune D Loei) เปิดตัวโปรโมชั่น “Hello Again!” เที่ยวเลยให้หายคิดถึง ชวนคนรักการเดินทางกลับมาเช็กอินเมืองเลยอีกครั้ง กับห้องพัก Superior Room ราคา 699 บาทต่อคืน พร้อม Mini Breakfast จองและเข้าพักได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569




“Hello Again!” จับจังหวะการเดินทางช่วงปลายฝนต้นหนาว ช่วงเวลาที่เมืองเลยเริ่มกลับมาคึกคักและมีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมาะกับทั้งทริปพักผ่อนสั้น ๆ ในวันหยุด การออกไปสัมผัสธรรมชาติ เที่ยวคาเฟ่ หรือเดินทางมาทำธุรกิจ โดย Fortune D Loei เป็นหนึ่งในหมุดหมายที่พักที่ช่วยให้การวางแผนทริปง่ายขึ้น ด้วยทำเลที่สะดวก ห้องพักที่ตอบโจทย์การพักผ่อน และราคาที่เข้าถึงง่าย

ภายใต้โปรโมชั่นนี้ ผู้เข้าพักสามารถเลือกพัก Superior Room ในราคา 699 บาทต่อคืน พร้อม Mini Breakfast เพื่อเติมพลังก่อนออกไปใช้เวลาตลอดวันกับเมืองเลย เหมาะกับนักเดินทางที่มองหาที่พักคุ้มค่า คล่องตัว และพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ รอบเมือง
โปรโมชั่น “Hello Again!” เปิดให้จองและเข้าพักตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคม 2569 จำนวนห้องพักในราคาพิเศษมีจำนวนจำกัด และเป็นไปตามเงื่อนไขที่โรงแรมกำหนด



สำรองห้องพักและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโรงแรมฟอร์จูน ดี เลยโทร. 042 036 630-35Line Official Account: @fortunedloei