23 เมษายน 2569

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization”

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” ชูแนวคิด Preventive Healthcare รณรงค์วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ เสริมภูมิคุ้มกันองค์กรยุคใหม่

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเสวนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” เพื่อผลักดันแนวคิด การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) พร้อมรณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตรธุรกิจประกันชีวิต ในยุคที่การดูแลสุขภาพเชิงรุกกลายเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน

ภายใต้บริบทที่ไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นโรคทางเดินหายใจที่พบได้ต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 1.1 ล้านรายในปีที่ผ่านมา การป้องกันเชิงรุกจึงกลายเป็น “กลยุทธ์สำคัญ” ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “วัคซีนต้องตรงสายพันธุ์ปัจจุบัน”

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวในเวทีเสวนาว่า  “การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเลือกวัคซีนให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาด ไม่ใช่ใช้สูตรเดิม เพราะการให้ความรู้และการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ถึง 30–60% และลดภาระต่อระบบสาธารณสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ได้รับการยอมรับว่าเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากบางสายพันธุ์ไม่ได้มีการระบาดในระดับโลกแล้ว เทรนด์สุขภาพใหม่ ‘Healthspan’ สำคัญไม่แพ้ ‘Lifespan’ เพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

แพทย์หญิงปุณยนุช จงเจริญใจ แพทย์ประจำศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เวลเนสเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับ “Healthspan” ควบคู่ “Lifespan” ผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งโภชนาการที่เหมาะสม  การออกกำลังกายสม่ำเสมอ  การนอนหลับที่มีคุณภาพ  และการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมชี้ว่า Lifestyle Medicine และการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว  โดยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนเกิดโรค เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นหนึ่งดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนต่ำที่สุด” 

“บุคลากรสุขภาพดี” คือรากฐานองค์กรยั่งยืนพันโท พญ.กัณฐรัชญ์ จันรุ่งเรือง ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลพญาไท 2 และพญาไท พหลโยธิน กล่าวเสริมว่า “องค์กรชั้นนำในปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคลากรมากขึ้น เพราะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรยุคใหม่”ยกระดับบริการสุขภาพ สู่ประสบการณ์พรีเมียม

ด้าน นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เปิดเผยว่า“เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้เตรียมความพร้อมให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุม 12 สาขาและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมออกแบบ Corporate Wellness Package สำหรับลูกค้าองค์กรและพันธมิตรประกันชีวิต โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลแบบ Personalized Service ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้พนักงาน แต่ยังช่วยองค์กรลดต้นทุนที่เกิดจากการลาป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว สำหรับกลุ่ม SVIP (Super Very Important Partner) เรายังมีสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเพื่อสร้างความประทับใจในระยะยาว”



เดินหน้าสร้าง “สังคมภูมิคุ้มกันเชิงรุก”เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยการผลักดันให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของบุคคล แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการแพร่ระบาดในระดับสังคม “สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่การป้องกันเชิงรุก” ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และโปรแกรมดูแลสุขภาพ ได้ที่ Call Center 1772 หรือเว็บไซต์ www.phyathai.com

22 เมษายน 2569

THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา


ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน



รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 


รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว.

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

#ศูนย์คุณธรรม #TMA2025 #thailandmoralawards2025  #กระทรวงวัฒนธรรม 

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
YouTube : Moral Channel 

เอปสันปิดแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก” ชวนลดพลาสติก ดูแลแมวจรกว่าร้อยชีวิต

เอปสัน ประเทศไทย ปิดท้ายแคมเปญซีเอสอาร์ประจำปี “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ด้วยกิจกรรม “Stray Away From Plastic” ชวนลดการใช้พลาสติก พร้อมส่งต่อความห่วงใยสู่ชุมชน ผ่านการดูแลแมวจรกว่า 100 ตัว ให้มีความปลอดภัยและมีตัวตนในชุมชนมากขึ้น ณ วัดคงคาอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดนำโดย นางสาววิสาข์ ธนวิภาคย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายแบรนด์และสื่อสารองค์กร ชวนพนักงานและสื่อมวลชนพร้อมครอบครัว ร่วมกันสวมปลอกคอนิรภัยและป้ายระบุชื่อแมว ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ เพื่อเพิ่มการมองเห็นและความปลอดภัยของแมวจร พร้อมทั้งได้ร่วมกันบริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับแมว เพื่อนำไปดูแลต่อเนื่อง





กิจกรรม “Stray Away From Plastic” นับเป็นกิจกรรมส่งท้ายของแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ที่เอปสันได้จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ Leaf Plastic Behindที่ส่งเสริมการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบตองทดแทนพลาสติก และ The Cooking Shack ที่สะท้อนผลกระทบของขยะขวดพลาสติกต่อภาวะโลกร้อน โดยเอปสันมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน และร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน

นางสาววิสาข์ กล่าวว่า “กิจกรรม Stray Away From Plastic เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อยอดแนวคิดลดการใช้พลาสติกให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เอปสันหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมร่วมกันดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

20 เมษายน 2569

GIT เปิดเวทีโลก เดินหน้าสานต่อ ศิลปะและความเปล่งประกาย

ฉลอง 20 ปีแห่งศิลปะและความเปล่งประกาย  เชิญร่วมส่งผลงานการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เดินหน้าสานต่อบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล ด้วยการจัด “การประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 20” เนื่องในโอกาสครบรอบสองทศวรรษของโครงการ ภายใต้แนวคิด “Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry” ซึ่งสะท้อนการเดินทางแห่งความงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เวทีการประกวดดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการค้นหาและพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 




สำหรับปี 2569 การประกวดออกแบบเครื่องประดับยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจจากทั่วโลก โดยผู้สมัครจะต้องนำเสนอผลงานในรูปแบบ “คอลเลกชัน” จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้น ซึ่งต้องประกอบด้วยสร้อยคอร่วมกับเครื่องประดับประเภทอื่น เช่น ต่างหู แหวน หรือกำไล เพื่อสะท้อนความสมบูรณ์ของแนวคิดการออกแบบ ผลงานสามารถจัดทำได้ทั้งในรูปแบบภาพวาดลงสี หรือภาพดิจิทัล โดยต้องมีการอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องเป็นผลงานใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่หรือได้รับรางวัลจากที่ใดมาก่อน ผู้เข้าประกวดสามารถเลือกใช้วัสดุได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี โลหะมีค่า หรือวัสดุร่วมสมัย เช่น ไม้ เรซิ่น หรือเทคนิคผสมผสานต่าง ๆ โดยผลงานจะต้องสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตจริงและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 3 คอลเลกชันต่อคน ผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ หรือจัดส่งเอกสารและผลงานทางไปรษณีย์ กำหนดเปิดรับสมัครและส่งพลอยเจียระไนเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในรอบแบบวาด และพัฒนาสู่การผลิตผลงานจริงสำหรับรอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการจัดแสดงและเผยแพร่ในระดับนานาชาติ รวมถึงมีโอกาสได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ 

นอกจากเวทีการออกแบบเครื่องประดับแล้ว GIT ยังจัด “การประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ครั้งที่ 2” ควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมทักษะช่างฝีมือและยกระดับมาตรฐานการเจียระไนสู่ระดับสากล ภายใต้หัวข้อ “Facet Alchemy” โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าประกวดจะต้องส่งผลงานพลอยเจียระไนจริงตามประเภทที่กำหนด ทั้งในกลุ่มพลอยเนื้อแข็งที่ต้องใช้พลอยสังเคราะห์ และกลุ่มพลอยทั่วไปที่เปิดกว้างด้านความคิดสร้างสรรค์ ผลงานทั้งหมดจะถูกพิจารณาจากความแม่นยำ ความงดงาม และศักยภาพเชิงศิลปะและเทคนิค ก่อนประกาศผลและจัดแสดงผลงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การจัดประกวดทั้งสองโครงการในปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขัน หากยังเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดให้ทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านเว็บไซต์ทางการของการประกวด www.gitwjda.com 

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook Fan Page : GIT’s World Jewelry Design Award

17 เมษายน 2569

พญาไท–เปาโล ชี้ “เศรษฐกิจ” เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพคนไทย


เดินหน้าลด “ช่องว่างการเข้าถึงการรักษา” ผ่านแนวทาง “สุขภาพดีไปต่อ ไม่ต้องรอเศรษฐกิจ” พร้อมขับเคลื่อน “ดีลช่วยไทย”

เครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล ตอกย้ำบทบาท “Partner For Life” ประกาศเดินหน้าเคียงข้างคนไทยใน สถานการณ์เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “ดีลช่วยไทย – สุขภาพดีไปต่อ ไม่ต้องรอเศรษฐกิจ” โมเดลความร่วมมือครั้งสำคัญที่นำ Data มาวิเคราะห์ความต้องการผู้ป่วย ผสานพลังบุคลากรทางการแพทย์และคู่ค้า เพื่อทลายกำแพงด้านค่าใช้จ่าย มุ่งหวังให้คนไทยเข้าถึงระบบสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างรวดเร็วและคลายกังวล


ภาวะเศรษฐกิจบีบคั้น: เมื่อปัญหาสุขภาพรอไม่ได้ แต่ผู้บริโภคจำใจ “ชะลอการรักษา”
นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 1 , 2 และสาขาพหลโยธิน กล่าวว่า “แนวโน้มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพบในผู้ป่วยที่อายุน้อยลง ขณะที่คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น แต่กลับพบพฤติกรรม “ชะลอการรักษา” เพิ่มขึ้นตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

โดยเฉพาะในกลุ่มโรคที่ยังไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก ซึ่งอาจทำให้โรคที่ควรจัดการได้ง่าย ท้ายที่สุดกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต“ในทางการแพทย์ การมาพบแพทย์ช้า อาจทำให้โรคที่ควร ทย์ใหม่ของระบบสุขภาพ: ทำอย่างไรให้ “เข้าถึงได้ทันเวลา”จากพฤติกรรมดังกล่าว สะท้อนว่า “อุปสรรคที่แท้จริง” ไม่ได้อยู่ที่การรักษาเพียงอย่างเดียว แต่คือ ความลังเลในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ 

นพ.ธนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพในวันนี้ คือการทำอย่างไรให้ผู้ป่วย “เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น” และไม่ปล่อยให้โรคลุกลามจากการตัดสินใจที่ล่าช้า

พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพในวันนี้ ไม่ได้อยู่เพียงที่การรักษา แต่คือการทำอย่างไรให้ผู้ป่วยสามารถ “เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น” และลดความลังเลในการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ

พญาไท–เปาโล ปรับบทบาทสู่ “Partner for Life” เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้ปรับบทบาทจากผู้ให้บริการทางการแพทย์ สู่การเป็น “Partner for Life” หรือเพื่อนคู่คิดด้านสุขภาพในระยะยาว

นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน กล่าวว่า   “เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ไม่ได้มองบทบาทเพียงการรักษา แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วย “ตัดสินใจดูแลสุขภาพได้เร็วขึ้น” ผ่านการออกแบบแนวทางที่ลดความกังวล และทำให้การเข้าถึงการรักษาเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Value-based Healthcare ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การรักษาที่เหมาะสมกับบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย”

“ดีลช่วยไทย” โมเดลความร่วมมือ เพื่อลดช่องว่างการเข้าถึง อีกหนึ่งกลไกสำคัญ คือการขับเคลื่อน “ดีลช่วยไทย” ในฐานะโมเดลความร่วมมือด้านสุขภาพ ที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างแพทย์ เภสัชกร ร้านยา และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องควบคู่กับการนำ Telecare เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถติดตามอาการหรือรับคำปรึกษาได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในบริบทที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เช่น ราคาพลังงานและค่าครองชีพ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวัน 

“ดีลช่วยไทย” : พลิกโจทย์ด้วย Data สู่แนวทางที่จับต้องได้จริงเครือโรงพยาบาลฯ ได้นำ Data และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ป่วยเชิงลึก มาพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่ช่วยลดข้อจำกัดในการตัดสินใจ (Financial Barrier) โดยมีไฮไลต์สำคัญประกอบด้วย:

• สิทธิประโยชน์ค่าห้องพัก: ลดสูงสุด 50% พร้อมทีมดูแลส่วนต่างประกัน เพื่อให้คนไข้ “ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม”

• แพ็กเกจผ่าตัด “ราคาเดียวจบ”: มอบส่วนลดสูงสุด 50% ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถวางแผนการรักษาและค่าใช้จ่ายได้ชัดเจน ไม่บานปลาย

• ทางเลือกทางการเงิน: มอบสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน เพื่อกระจายภาระค่าใช้จ่าย

“สิ่งที่เครือโรงพยาบาลฯ ทำ คือการออกแบบ ‘การเข้าถึงการรักษา’ ให้สอดคล้องกับบริบทชีวิตของผู้คน เพื่อให้สามารถตัดสินใจดูแลสุขภาพได้ง่ายขึ้น” นพ.พิษณุ กล่าว 



เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ยังคงเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง “คุณภาพการรักษามาตรฐานสากล” และ “การเข้าถึงบริการที่ง่ายขึ้น” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดความกังวล และทำให้การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้จริงสำหรับคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

09 เมษายน 2569

CP LAND ตอกย้ำเป้าหมายความยั่งยืนด้วยความสำเร็จและรางวัลระดับสากล

CP LAND มุ่งสร้างมาตรฐานคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำเป้าหมายความยั่งยืนด้วยความสำเร็จและรางวัลระดับสากล

09 เมษายน 2569 - กรุงเทพฯ, บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) ผ่านการพัฒนาโครงการและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม และศูนย์ประชุมทั่วประเทศ



ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปีของ CP LAND พร้อมด้วยความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ อาทิ Thailand Energy Awards 2024–2025 จากกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (DEDE), MEA Energy Awards จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA), ACES Awards (Community Initiative Award) จาก MORS Group ประเทศมาเลเซีย และ AMCHAM Corporate Impact Awards 2025 จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เปิดเผยว่า CP LAND ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในระยะยาวผ่านการบูรณาการนวัตกรรม เทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากร

“สำหรับ CP LAND ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ต้องสร้างผลลัพธ์ได้จริงในทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ต้องตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว และเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต” คุณกีรติ กล่าว

คุณจักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มงานบริการองค์กร CP LAND กล่าวว่า CP LAND ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการออกแบบอาคาร การเลือกใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการบริหารจัดการในระยะยาว ส่งผลให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สามารถติดตามและวัดผลได้อย่างต่อเนื่อง

โดยมีโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว ได้แก่ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ที่มีการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับปรุงระบบหลัก เช่น ระบบปรับอากาศและไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวมและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards จากกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ C.P. Tower ในหลายทำเล เช่น สีลม นอร์ธ ปาร์ค และพญาไท ได้พัฒนาเป็นอาคารสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Building) ที่ผสานเทคโนโลยีควบคุมพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับรางวัลทั้งด้านพลังงานและมาตรฐานความปลอดภัยในระดับประเทศ

ด้านศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ขอนแก่น (KICE) ได้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และพัฒนาสู่การเป็นสถานที่จัดงานที่ได้มาตรฐานระดับสากล Thailand MICE Venue Standard (TMVS) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ขณะที่กลุ่มโรงแรมในเครือฟอร์จูนได้รับรางวัล Green Hotel จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand

นอกจากนี้ CP LAND ยังได้รับการยอมรับในมิติ ESG อย่างรอบด้าน ทั้งรางวัลด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ (Zero Accident Award จากสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท.) รางวัลด้านการสื่อสารองค์กร (Best Corporate Marketing & Media Relations จากเวที Siamrath Awards) รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการด้านนวัตกรรม เช่น โครงการ Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร พร้อมทั้งได้รับการจัดอันดับเป็น Top 10 Developers 2025 จาก Hubexo Asia Awards (เดิม BCI Asia Awards) ซึ่งเป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่พิจารณาจากศักยภาพการพัฒนาโครงการ มูลค่าโครงการ และมาตรฐานอาคารสีเขียว (Green Building)

“จากความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ CP LAND ที่มุ่งเน้นการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน ไม่เพียงสร้างคุณค่าให้กับองค์กร แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้อาคาร ลูกค้า และสังคม ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ” คุณจักรพันธ์ กล่าว

CP LAND ยังคงมุ่งมั่นต่อยอดแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife #ซีพีแลนด์คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #SolarCellforLife #NetZero #BestCorporate #Awards

SCBX จับมือ Net Zero Carbon

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี



ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต

ข้าว Low Carbon จากโครงการนี้ SCBX ได้นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การใช้ในกิจกรรมองค์กรเพื่อสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายสุธีพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX กล่าวว่า “SCBX ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ความร่วมมือกับ NZC ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายไปเชื่อมโยงกับลูกค้าและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NZC กล่าวว่า

“NZC เชื่อว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกับ SCBX ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างทั้งรายได้และผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน”

สำหรับ NZC เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกพืชเป็นหลักประมาณ 4.5–5 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรผู้ถือครองทำการเกษตรกว่า 8.7 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCBX ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับ NZC ในโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในเวทีโลก

07 เมษายน 2569

T&B Media Global ร่วมงาน Hong Kong Film Mart 2026 เดินหน้าขยายความร่วมมือระดับสากล

บริษัท T&B Media Global (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market 2026 (FILMART) ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 โดยเป็นหนึ่งในคณะผู้ประกอบการไทยจำนวน 38 ราย ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ภายในงาน บริษัทได้นำเสนอผลงานภาพยนตร์และแอนิเมชัน ได้แก่ Out of the Nest, FriendZspace, สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ, Shelldon และ Start It Up รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น Looking for Gods
นอกจากนี้ T&B Media Global ยังนำเสนอผลงานจากพันธมิตร ได้แก่ Achilles Curse and The Curse of Treasure จากบริษัท OKAYD, ภาพยนตร์เรื่อง มันแอบในจอ (Televil) และ Delivery Man จาก Night Edge Pictures รวมถึง Amulet Game ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
นายอัครวัฒน์ เรืองกิตต์อัคร Group Chief Investment Officer เปิดเผยว่า “บริษัทได้รับความสนใจจากพันธมิตรในหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย อุซเบกิสถาน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไต้หวัน โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจในด้านการร่วมผลิต (co-production) การจัดจำหน่าย และการลงทุนในคอนเทนต์”

งาน FILMART ถือเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติที่สำคัญ ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์ และคอนเทนต์รูปแบบใหม่ โดยประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในฐานะฐานการผลิตที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ จากความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรมืออาชีพ และมาตรการส่งเสริมการลงทุน

การเข้าร่วมงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับโลก ผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร และเวทีอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากลในระยะยาว

Whoscall การันตีตัวจริงด้วยเครื่องหมาย ‘ติ๊กเขียว’ ดันบริการ “Verified Numbers”

สยบปัญหามิจฉาชีพแอบอ้าง ให้คนไทยไม่พลาดทุกสิทธิ์ประกันภัย รับสาย TQM ได้อย่างมั่นใจ!

Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าและป้องกันสแปมชั้นนำระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) ผู้นำด้านนายหน้าประกันภัยของประเทศไทย เปิดตัวบริการ “Verified Number” นวัตกรรมยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ มุ่งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการสื่อสารและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากการถูกมิจฉาชีพแอบอ้าง

ในปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้คนไทยเกิดความหวาดระแวงและเลือกที่จะปฏิเสธการรับสายจากเบอร์แปลก นำไปสู่การสูญเสียโอกาสสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารเพื่อแจ้งข้อมูลกรมธรรม์หรือสิทธิพิเศษที่จำเป็นให้แก่ลูกค้า

Whoscall Verified Number การันตี "ตัวจริง" บนหน้าจอ

ด้วยเทคโนโลยี Verified Number เมื่อเจ้าหน้าที่จาก TQM ติดต่อลูกค้าที่มีแอปพลิเคชัน Whoscall ระบบจะแสดงเครื่องหมาย ‘ติ๊กเขียว’ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนอย่างชัดเจนเพื่อให้ปลายสายมั่นใจได้ว่า ต้นทางเป็นเบอร์ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้วจาก Whoscall ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับสายได้อย่างมั่นใจ 

โดยมีจุดสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

● ชื่อองค์กร

● โลโก้บริษัท (เฉพาะ Android)

● เครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) หรือสัญลักษณ์ติ๊กเขียว

ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้รับสายสามารถคัดกรองสายเรียกเข้าได้อย่างแม่นยำ มั่นใจได้ว่าเป็นการติดต่อจากองค์กรที่น่าเชื่อถือจริง ไม่ใช่การหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และลูกค้าไม่เสียโอกาสในการเข้าถึงบริการสำคัญ

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะที่ปรึกษาประกันภัยชั้นนำ TQM ตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าเป็นลำดับแรก การร่วมมือกับ Whoscall ในครั้งนี้มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร แต่คือการคุ้มครองสิทธิ์ของคนไทยให้เข้าถึงข้อมูลประกันภัยได้อย่างปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานความถูกต้องที่ตรวจสอบได้ทันทีซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการสื่อสารระหว่างบริษัทและลูกค้าให้มีความโปร่งใสในระดับสูงสุด”

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Whoscall กล่าวเสริมว่า “Whoscall มุ่งมั่นสร้างสังคมการสื่อสารที่ปลอดภัยและโปร่งใส การที่ TQM ซึ่งเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือเลือกใช้บริการ Whoscall Verified Number ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความกังวลใจของประชาชนต่อสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก เราเชื่อมั่นว่าการระบุตัวตนที่ชัดเจนจะช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจและผู้บริโภค พร้อมทั้งเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการสกัดกั้นโอกาสการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ความร่วมมือระหว่าง TQM และ Whoscall ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสื่อสารในประเทศไทย ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีสื่อสารได้อย่างสบายใจ รักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด

รู้เท่าทันกลโกงมิจฉาชีพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การป้องกันด่านแรกจึงเป็นสิ่งที่เรามุ่งพัฒนาตลอดมา
ด้วยเทคโนโลยีการระบุตัวตนประสิทธิภาพสูงจาก AI อันทรงพลัง สมัครบริการ Whoscall Verified Number
ได้แล้ววันนี้ที่ https://number-onboard.whoscall.com/en ค่าบริการเริ่มต้น 280 บาท ต่อเดือน


โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 เปิดตัว “Wellness Center”

ยกระดับสู่ Health Partner for Life รับเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน-ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่



โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพสู่ยุคใหม่ เปิดตัว “ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness Center)” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดโรค โดยมุ่งเน้นการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุกช่วงวัย สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับ “การป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน จาก “การรักษาเมื่อป่วย” สู่ “การดูแลเชิงรุก” ที่ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถบริหารจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว จาก “การรักษา” สู่ “การดูแลสุขภาพตลอดชีวิต”

พญ.พรนภา แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 กล่าวถึง “บทบาทของโรงพยาบาลในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพในทุกช่วงชีวิต เราจึงพัฒนาศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ Wellness Center เพื่อดูแลผู้คนตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง ไปจนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี” 


ศูนย์แห่งนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Medical-based Wellness ที่ผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ผ่านระบบ Personalized Program ที่ออกแบบเฉพาะบุคคลในทุกมิติ โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก (Deep Health Assessment) เพื่อค้นหาความเสี่ยงเชิงลึกและพฤติกรรมสุขภาพที่ซ่อนอยู่ ก่อนนำไปสู่การวางแผนดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยและแต่ละไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อการดูแลเข้ากับการรักษาอย่างไร้รอยต่อ หากตรวจพบความเสี่ยงหรือภาวะผิดปกติ สามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที โดยยังคงยึดแนวทาง Outcome-based Healthcare ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น “ด้วยความตั้งใจของเรา คือการที่ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้นจริง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว”

คุณวิรัลพัชร วรรังสฤษฏิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบริหารธุรกิจ กล่าวว่า “Wellness Center แห่งนี้ถูกออกแบบปรับปรุงภาพลักษณ์บริการของศูนย์สุขภาพใหม่ เปลี่ยนภาพจำจากคลินิกตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลให้เป็น ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ ยกระดับพื้นที่ดูแลสุขภาพโฉมใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่เข้าถึงง่าย แต่ยังสร้างประสบการณ์บริการการดูแลสุขภาพที่ต้องการการดูแลที่มากกว่าการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันทั่วไปสำหรับทุกไลฟสไตล์ จึงออกแบบทุกองค์ประกอบให้ผู้รับบริการรู้สึกเหมือนมาดูแลตัวเอง มากกว่ามารักษาโรค ตั้งแต่บรรยากาศ การบริการ ไปจนถึงขั้นตอนที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน

คุณสมฤพร ภิญญาคง ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวว่า “การดูแลใน Wellness Center ถูกปรับให้สอดรับไปสู่การดูแลพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ทีมพยาบาลจะทำหน้าที่ร่วมดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิดควบคู่กับทีมแพทย์ชำนาญการที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพที่ต้องวิเคราะห์ให้ตรงจุดซึ่งเน้นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล รูปแบบการดูแลดังกล่าวยังตอบโจทย์ Valued Base Healthcare  ที่ตั้งเป้าหมายของการดูแลที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษา แต่ต้องเข้าใจปัญหาสุขภาพและความต้องการผู้รับบริการแต่ละคนอย่างแท้จริง” 

การเปิดตัวบริการในครั้งนี้สะท้อนการพัฒนาสู่บทบาทใหม่ของการเป็น “พันธมิตรด้านสุขภาพ” ที่ตั้งใจส่งต่อการดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การป้องกัน การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงการวางแผนฟื้นฟูสุขภาพด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงทุกมิติ ศูนย์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ให้บริการตรวจสุขภาพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน ให้ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงมีคุณภาพในทุกช่วงวัย 

ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness Center) โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ นัดหมายปรึกษาแพทย์ โทร. 02-514-4149