09 เมษายน 2569

CP LAND ตอกย้ำเป้าหมายความยั่งยืนด้วยความสำเร็จและรางวัลระดับสากล

CP LAND มุ่งสร้างมาตรฐานคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำเป้าหมายความยั่งยืนด้วยความสำเร็จและรางวัลระดับสากล

09 เมษายน 2569 - กรุงเทพฯ, บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรมสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P. Group) ผ่านการพัฒนาโครงการและการบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม และศูนย์ประชุมทั่วประเทศ



ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนผ่านการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 10 ปีของ CP LAND พร้อมด้วยความสำเร็จที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและเวทีนานาชาติ อาทิ Thailand Energy Awards 2024–2025 จากกระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (DEDE), MEA Energy Awards จากการไฟฟ้านครหลวง (MEA), ACES Awards (Community Initiative Award) จาก MORS Group ประเทศมาเลเซีย และ AMCHAM Corporate Impact Awards 2025 จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เปิดเผยว่า CP LAND ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในระยะยาวผ่านการบูรณาการนวัตกรรม เทคโนโลยี และศักยภาพของบุคลากร

“สำหรับ CP LAND ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ต้องสร้างผลลัพธ์ได้จริงในทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคาร เราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ต้องตอบโจทย์ทั้งประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว และเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอนาคต” คุณกีรติ กล่าว

คุณจักรพันธ์ ปิยะพฤกษพรรณ ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มงานบริการองค์กร CP LAND กล่าวว่า CP LAND ได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กระบวนการออกแบบอาคาร การเลือกใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการบริหารจัดการในระยะยาว ส่งผลให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่สามารถติดตามและวัดผลได้อย่างต่อเนื่อง

โดยมีโครงการสำคัญที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว ได้แก่ ศูนย์การค้าฟอร์จูนทาวน์ ที่มีการบริหารจัดการพลังงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับปรุงระบบหลัก เช่น ระบบปรับอากาศและไฟฟ้าแสงสว่าง รวมถึงการติดตั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาพรวมและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards จากกระทรวงพลังงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ C.P. Tower ในหลายทำเล เช่น สีลม นอร์ธ ปาร์ค และพญาไท ได้พัฒนาเป็นอาคารสำนักงานอัจฉริยะ (Smart Building) ที่ผสานเทคโนโลยีควบคุมพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมได้รับรางวัลทั้งด้านพลังงานและมาตรฐานความปลอดภัยในระดับประเทศ

ด้านศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ขอนแก่น (KICE) ได้มีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) และพัฒนาสู่การเป็นสถานที่จัดงานที่ได้มาตรฐานระดับสากล Thailand MICE Venue Standard (TMVS) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ขณะที่กลุ่มโรงแรมในเครือฟอร์จูนได้รับรางวัล Green Hotel จากกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand

นอกจากนี้ CP LAND ยังได้รับการยอมรับในมิติ ESG อย่างรอบด้าน ทั้งรางวัลด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ (Zero Accident Award จากสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือ สสปท.) รางวัลด้านการสื่อสารองค์กร (Best Corporate Marketing & Media Relations จากเวที Siamrath Awards) รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการด้านนวัตกรรม เช่น โครงการ Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร พร้อมทั้งได้รับการจัดอันดับเป็น Top 10 Developers 2025 จาก Hubexo Asia Awards (เดิม BCI Asia Awards) ซึ่งเป็นรางวัลระดับภูมิภาคที่พิจารณาจากศักยภาพการพัฒนาโครงการ มูลค่าโครงการ และมาตรฐานอาคารสีเขียว (Green Building)

“จากความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของ CP LAND ที่มุ่งเน้นการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน ไม่เพียงสร้างคุณค่าให้กับองค์กร แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้อาคาร ลูกค้า และสังคม ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิตและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ” คุณจักรพันธ์ กล่าว

CP LAND ยังคงมุ่งมั่นต่อยอดแนวทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ภายในปี 2050 อย่างต่อเนื่องและวัดผลได้

#CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife #ซีพีแลนด์คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #SolarCellforLife #NetZero #BestCorporate #Awards

SCBX จับมือ Net Zero Carbon

SCBX จับมือ Net Zero Carbon พลิกโฉมข้าวไทยสู่ Low Carbon ยกระดับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX ได้เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด (NZC) ในการส่งเสริม “ข้าว Low Carbon” จากโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ณ ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวยั่งยืน อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี



ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้มาพัฒนาการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หัวใจสำคัญของโครงการคือการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการน้ำในนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสลับช่วงการปล่อยน้ำเข้าและระบายน้ำออก แตกต่างจากวิธีดั้งเดิมที่มีน้ำขังต่อเนื่องยาวนาน วิธีการนี้ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่มีความรุนแรงสูง ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ

โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30–40% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต

ข้าว Low Carbon จากโครงการนี้ SCBX ได้นำไปต่อยอดสร้างคุณค่าในหลากหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเป็นของขวัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ การใช้ในกิจกรรมองค์กรเพื่อสื่อสารแนวคิดด้านความยั่งยืน ตลอดจนการต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเพื่อสังคม (CSR) ซึ่งช่วยสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสนับสนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

นายสุธีพันธุ์ สักรวัตร Chief Customer Officer ของ SCBX กล่าวว่า “SCBX ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจและสังคม ความร่วมมือกับ NZC ในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับสินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายไปเชื่อมโยงกับลูกค้าและสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน”

ด้าน นายธนนนท์ เตรียมชาญชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ NZC กล่าวว่า

“NZC เชื่อว่าการขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การทำงานร่วมกับ SCBX ในครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างทั้งรายได้และผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมได้พร้อมกัน”

สำหรับ NZC เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและการออกแบบโมเดลผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งปัจจุบันมีครัวเรือนเกษตรกรที่ปลูกพืชเป็นหลักประมาณ 4.5–5 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรผู้ถือครองทำการเกษตรกว่า 8.7 ล้านรายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCBX ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับ NZC ในโครงการนาข้าวแบบเปียกสลับแห้งอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยในเวทีโลก

07 เมษายน 2569

T&B Media Global ร่วมงาน Hong Kong Film Mart 2026 เดินหน้าขยายความร่วมมือระดับสากล

บริษัท T&B Media Global (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมงาน Hong Kong International Film and TV Market 2026 (FILMART) ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 โดยเป็นหนึ่งในคณะผู้ประกอบการไทยจำนวน 38 ราย ภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ภายในงาน บริษัทได้นำเสนอผลงานภาพยนตร์และแอนิเมชัน ได้แก่ Out of the Nest, FriendZspace, สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ, Shelldon และ Start It Up รวมถึงโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น Looking for Gods
นอกจากนี้ T&B Media Global ยังนำเสนอผลงานจากพันธมิตร ได้แก่ Achilles Curse and The Curse of Treasure จากบริษัท OKAYD, ภาพยนตร์เรื่อง มันแอบในจอ (Televil) และ Delivery Man จาก Night Edge Pictures รวมถึง Amulet Game ซึ่งบริษัททำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
นายอัครวัฒน์ เรืองกิตต์อัคร Group Chief Investment Officer เปิดเผยว่า “บริษัทได้รับความสนใจจากพันธมิตรในหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย อุซเบกิสถาน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไต้หวัน โดยอยู่ระหว่างการหารือเพื่อพัฒนาโอกาสทางธุรกิจในด้านการร่วมผลิต (co-production) การจัดจำหน่าย และการลงทุนในคอนเทนต์”

งาน FILMART ถือเป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์ระดับนานาชาติที่สำคัญ ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์ และคอนเทนต์รูปแบบใหม่ โดยประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในฐานะฐานการผลิตที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศ จากความหลากหลายของสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรมืออาชีพ และมาตรการส่งเสริมการลงทุน

การเข้าร่วมงานครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายเครือข่ายธุรกิจสู่ระดับโลก ผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร และเวทีอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดสากลในระยะยาว

Whoscall การันตีตัวจริงด้วยเครื่องหมาย ‘ติ๊กเขียว’ ดันบริการ “Verified Numbers”

สยบปัญหามิจฉาชีพแอบอ้าง ให้คนไทยไม่พลาดทุกสิทธิ์ประกันภัย รับสาย TQM ได้อย่างมั่นใจ!

Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าและป้องกันสแปมชั้นนำระดับโลก ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ร่วมกับ บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด (TQM) ผู้นำด้านนายหน้าประกันภัยของประเทศไทย เปิดตัวบริการ “Verified Number” นวัตกรรมยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ มุ่งสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในการสื่อสารและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจากการถูกมิจฉาชีพแอบอ้าง

ในปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้คนไทยเกิดความหวาดระแวงและเลือกที่จะปฏิเสธการรับสายจากเบอร์แปลก นำไปสู่การสูญเสียโอกาสสำคัญในการรับข้อมูลข่าวสารและสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประกันภัยที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารเพื่อแจ้งข้อมูลกรมธรรม์หรือสิทธิพิเศษที่จำเป็นให้แก่ลูกค้า

Whoscall Verified Number การันตี "ตัวจริง" บนหน้าจอ

ด้วยเทคโนโลยี Verified Number เมื่อเจ้าหน้าที่จาก TQM ติดต่อลูกค้าที่มีแอปพลิเคชัน Whoscall ระบบจะแสดงเครื่องหมาย ‘ติ๊กเขียว’ บนหน้าจอสมาร์ทโฟนอย่างชัดเจนเพื่อให้ปลายสายมั่นใจได้ว่า ต้นทางเป็นเบอร์ที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้วจาก Whoscall ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับสายได้อย่างมั่นใจ 

โดยมีจุดสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

● ชื่อองค์กร

● โลโก้บริษัท (เฉพาะ Android)

● เครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified Badge) หรือสัญลักษณ์ติ๊กเขียว

ระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้รับสายสามารถคัดกรองสายเรียกเข้าได้อย่างแม่นยำ มั่นใจได้ว่าเป็นการติดต่อจากองค์กรที่น่าเชื่อถือจริง ไม่ใช่การหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และลูกค้าไม่เสียโอกาสในการเข้าถึงบริการสำคัญ

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะที่ปรึกษาประกันภัยชั้นนำ TQM ตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้าเป็นลำดับแรก การร่วมมือกับ Whoscall ในครั้งนี้มิใช่เพียงการนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร แต่คือการคุ้มครองสิทธิ์ของคนไทยให้เข้าถึงข้อมูลประกันภัยได้อย่างปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานความถูกต้องที่ตรวจสอบได้ทันทีซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับมาตรฐานการสื่อสารระหว่างบริษัทและลูกค้าให้มีความโปร่งใสในระดับสูงสุด”

นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Whoscall กล่าวเสริมว่า “Whoscall มุ่งมั่นสร้างสังคมการสื่อสารที่ปลอดภัยและโปร่งใส การที่ TQM ซึ่งเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือเลือกใช้บริการ Whoscall Verified Number ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการแก้ไขปัญหาความกังวลใจของประชาชนต่อสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก เราเชื่อมั่นว่าการระบุตัวตนที่ชัดเจนจะช่วยลดช่องว่างระหว่างภาคธุรกิจและผู้บริโภค พร้อมทั้งเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการสกัดกั้นโอกาสการหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ความร่วมมือระหว่าง TQM และ Whoscall ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการสื่อสารในประเทศไทย ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการดำเนินธุรกิจ แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้เทคโนโลยีสื่อสารได้อย่างสบายใจ รักษาสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างมั่นคงและปลอดภัยสูงสุด

รู้เท่าทันกลโกงมิจฉาชีพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การป้องกันด่านแรกจึงเป็นสิ่งที่เรามุ่งพัฒนาตลอดมา
ด้วยเทคโนโลยีการระบุตัวตนประสิทธิภาพสูงจาก AI อันทรงพลัง สมัครบริการ Whoscall Verified Number
ได้แล้ววันนี้ที่ https://number-onboard.whoscall.com/en ค่าบริการเริ่มต้น 280 บาท ต่อเดือน


โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 เปิดตัว “Wellness Center”

ยกระดับสู่ Health Partner for Life รับเทรนด์สุขภาพเชิงป้องกัน-ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่



โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 เดินหน้าขับเคลื่อนการดูแลสุขภาพสู่ยุคใหม่ เปิดตัว “ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness Center)” เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดโรค โดยมุ่งเน้นการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุกช่วงวัย สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับ “การป้องกันก่อนป่วย” มากขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่าน จาก “การรักษาเมื่อป่วย” สู่ “การดูแลเชิงรุก” ที่ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถบริหารจัดการสุขภาพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว จาก “การรักษา” สู่ “การดูแลสุขภาพตลอดชีวิต”

พญ.พรนภา แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 กล่าวถึง “บทบาทของโรงพยาบาลในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่ต้องเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพในทุกช่วงชีวิต เราจึงพัฒนาศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ Wellness Center เพื่อดูแลผู้คนตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง ไปจนถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดี” 


ศูนย์แห่งนี้ถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Medical-based Wellness ที่ผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ากับการดูแลสุขภาพเชิงไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร ผ่านระบบ Personalized Program ที่ออกแบบเฉพาะบุคคลในทุกมิติ โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก (Deep Health Assessment) เพื่อค้นหาความเสี่ยงเชิงลึกและพฤติกรรมสุขภาพที่ซ่อนอยู่ ก่อนนำไปสู่การวางแผนดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยและแต่ละไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันยังเชื่อมต่อการดูแลเข้ากับการรักษาอย่างไร้รอยต่อ หากตรวจพบความเสี่ยงหรือภาวะผิดปกติ สามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทันที โดยยังคงยึดแนวทาง Outcome-based Healthcare ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น “ด้วยความตั้งใจของเรา คือการที่ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้นจริง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว”

คุณวิรัลพัชร วรรังสฤษฏิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการและบริหารธุรกิจ กล่าวว่า “Wellness Center แห่งนี้ถูกออกแบบปรับปรุงภาพลักษณ์บริการของศูนย์สุขภาพใหม่ เปลี่ยนภาพจำจากคลินิกตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลให้เป็น ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ ยกระดับพื้นที่ดูแลสุขภาพโฉมใหม่ที่ไม่ใช่เพียงแค่เข้าถึงง่าย แต่ยังสร้างประสบการณ์บริการการดูแลสุขภาพที่ต้องการการดูแลที่มากกว่าการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันทั่วไปสำหรับทุกไลฟสไตล์ จึงออกแบบทุกองค์ประกอบให้ผู้รับบริการรู้สึกเหมือนมาดูแลตัวเอง มากกว่ามารักษาโรค ตั้งแต่บรรยากาศ การบริการ ไปจนถึงขั้นตอนที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน

คุณสมฤพร ภิญญาคง ผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล กล่าวว่า “การดูแลใน Wellness Center ถูกปรับให้สอดรับไปสู่การดูแลพฤติกรรมสุขภาพในระยะยาว ทีมพยาบาลจะทำหน้าที่ร่วมดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิดควบคู่กับทีมแพทย์ชำนาญการที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาพที่ต้องวิเคราะห์ให้ตรงจุดซึ่งเน้นการดูแลแบบเฉพาะบุคคล รูปแบบการดูแลดังกล่าวยังตอบโจทย์ Valued Base Healthcare  ที่ตั้งเป้าหมายของการดูแลที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษา แต่ต้องเข้าใจปัญหาสุขภาพและความต้องการผู้รับบริการแต่ละคนอย่างแท้จริง” 

การเปิดตัวบริการในครั้งนี้สะท้อนการพัฒนาสู่บทบาทใหม่ของการเป็น “พันธมิตรด้านสุขภาพ” ที่ตั้งใจส่งต่อการดูแลอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การป้องกัน การปรับพฤติกรรม ไปจนถึงการวางแผนฟื้นฟูสุขภาพด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพที่เชื่อมโยงทุกมิติ ศูนย์แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ให้บริการตรวจสุขภาพ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน ให้ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงมีคุณภาพในทุกช่วงวัย 

ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness Center) โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้ นัดหมายปรึกษาแพทย์ โทร. 02-514-4149

ททท. จัดใหญ่ “Maha Songkran World Water Festival 2026”


เปลี่ยนกรุงเทพฯ เป็นแลนด์มาร์กแห่งความสนุก สาดสุขรับปีใหม่ไทย พร้อมยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ Global Festival 

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเตรียมตอกย้ำภาพลักษณ์ “เทศกาลสงกรานต์ระดับโลก” กับการจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2026” ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร และงาน “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ที่จะจัดขึ้นวันที่ 11-30 เมษายน 2569 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยมี นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. พลตำรวจตรีดนุ กล่ำสุ่ม ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 นางสาวรุจิรา อารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวฯ อัดแน่นด้วยกิจกรรมหลากหลายมิติ ทั้งวัฒนธรรม ความบันเทิง และพื้นที่เล่นน้ำ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ของสงกรานต์ที่ทันสมัย เข้าถึงทุกเจเนอเรชัน ตอกย้ำคุณค่าของมรดกโลก พร้อมส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็น “Festival Destination” ของโลก และยกระดับเทศกาลสงกรานต์สู่ Global Festival ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต้องมาเยือน โดยคาดการณ์การท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์สร้างเงินสะพัดทั่วประเทศ 30,000 ล้านบาท

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท. พร้อมส่งมอบความสุขรับปีใหม่ไทยผ่าน 2 กิจกรรมไฮไลต์สำคัญ เริ่มจากงาน“Maha Songkran World Water Festival 2026” จัดขึ้นในวันที่ 11-15 เมษายน 2569 ณ บริเวณสวนเบญจกิติ (โรงงานยาสูบเดิม) กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งนำเสนออัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ ในรูปแบบที่ผสานความคลาสสิกงดงามของวิถีไทยเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ เพื่อตอกย้ำสถานะของสงกรานต์ไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจาก UNESCO พร้อมต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติ

ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมตลอด 5 วันเต็ม เริ่มต้นด้วยพิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่และขบวนแห่ Maha Songkran World Event ในวันที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. พบกับนางสงกรานต์ประจำปี 2569 “นางรากษสเทวี” โดยโอปอล สุชาตา ช่วงศรี Miss World 2025 และฑูตการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก่อนต่อเนื่องด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินไทย ตั้งแต่เวลา 17.00–22.00 น. ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น FOOL STEP, ZANI, Zeal, กระแต, ASIA7, The Mousses, LHAM SOMPHOL, INK WARUNTORN, MONICA, Playground, Palmy, MAIYARAP, Clockwork Motionless, 4EVE, Bodyslam, Taitosmith, MEYOU, Getsunova, Tilly Birds และ Joey Boy ที่จะผลัดเปลี่ยนมาสร้างความคึกคักตลอดงาน
นอกจากความบันเทิงจากศิลปินแล้ว เวทีกลางยังเต็มไปด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมและโชว์ร่วมสมัย รวมถึงไฮไลต์การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 1,200 ลำ ที่จะเติมสีสันเหนือท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะเดียวกัน โซน “สงกรานต์ 5 ภูมิภาค” เปิดให้สัมผัสเสน่ห์ไทยครบทุกมิติ ตั้งแต่เวลา 11.00–22.00 น. ผ่านการแสดงศิลปวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น กิจกรรม DIY และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นอัตลักษณ์เด่นจากทั่วประเทศ พร้อมจำลองบรรยากาศเทศกาลงานวัดสุดคลาสสิก ทั้งก่อพระเจดีย์ทราย บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ และกิจกรรมสรงน้ำพระ เสริมความอบอุ่นแบบไทย รวมทั้งยังออกแบบพื้นที่ให้ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชัน ทั้งโซนสงกรานต์ผู้สูงอายุ โซนเด็ก โซนอาหารและผลิตภัณฑ์ไทยกว่า 100 ร้านค้า ตลอดจนบูทกิจกรรมจากหน่วยงานพันธมิตรที่มาร่วมสร้างสีสันอย่างคึกคัก ก่อนปิดท้ายความสนุกกับโซนลานเล่นน้ำและเวที EDM ตั้งแต่เวลา 16.00–22.00 น. ที่ขนทัพดีเจชื่อดังมาปลุกพลังความมันส์ทุกค่ำคืน
ต่อเนื่องด้วยงาน “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10-30 เมษายน 2569 ณ ลานบันเทิง สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร ถ่ายทอดเสน่ห์ของประเพณีสงกรานต์ไทยผสานคำว่า “เสน่ห์” เข้ากับ “งานศิลปะ” ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของศิลปินไทย โดยจัดแสดงประติมากรรม 3 มิติขนาดใหญ่ จำนวน 6 ชิ้น จากศิลปินไทยชื่อดัง ระหว่างวันที่ 10–30 เมษายน 2569 พร้อมกิจกรรมนันทนาการสร้างสีสัน ในวันที่ 10–15 เมษายน 2569 อาทิ เสวนาศิลปะร่วมสมัยโดยศิลปินไทย ซุ้ม Market ซุ้ม Workshop ซุ้มการละเล่นไทย และกิจกรรม Check-in Challenge เพื่อลุ้นรับของรางวัล Limited Edition ตลอดช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ ททท. ยังได้ร่วมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์กิจกรรมช่วงประเพณีสงกรานต์ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ปีใหม่ไทยที่หลากหลายและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างมีเสน่ห์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เชียงราย แพร่ สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี สงขลา ภูเก็ต ฯลฯ
ททท. คาดว่าภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11–15 เมษายน 2569 รวม 5 วัน จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศรวมกว่า 30,350 ล้านบาท สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง สะท้อนแรงส่งของประเพณีสงกรานต์ในฐานะเวิลด์เฟสติวัลที่เป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนทั้งการเดินทางและเศรษฐกิจท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างแกร่ง

06 เมษายน 2569

Prost Garden Restaurant ร้านลับในตำนาน


Prost Garden Restaurant เสริฟอาหารรสเลิศ สไตล์เยอรมัน แกะกล่องร้านอาหารใหม่ เอาใจคนรักอาหารเยอรมัน ย่านศรีนครินทร์ ในบรรยากาศร้านอาหารใหม่สไตล์บาวาเรียนสุดคลาสสิก ที่พร้อมให้บริการด้วยอาหารเยอรมันสูตรดั้งเดิม รวมถึง เมนูอาหารไทยฟิวชั่นอีกมากมาย  ที่ร้านอาหาร Prost Garden Restaurant  

Prost Garden Restaurant อีกหนึ่งร้านอาหารดังในย่านศรีนครินทร์ ตัวร้านได้รับการปรับปรุงใหม่เสมอ เมื่อเดินเข้าไปจะพบกับสวนร่มรื่นและต้นไม้ใหญ่ ใครที่ชอบบรรยากาศธรรมชาติอาจจะเลือกนั่งโซนหน้าร้านที่มีลักษณะเป็นเรือนกระจกที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด ถ้าเดินเข้าไปอีกนิดจะพบกับโซนดินเนอร์ที่ให้บรรยากาศสบาย เหมือนที่บ้าน ร้านตกแต่งเรียบ ด้วยโทนสีอบอุ่นและเฟอร์นิเจอร์สไตล์ย้อนยุคแฝงกลิ่นอายของยุโรปในยุคเก่าด้วยภาพวาด ซึ่งสามารถพบเห็นได้ที่ Prost Garden Restaurant เท่านั้น


ร้านนี้นำโดย คุณกานต์พิชชา คงสมบัติ ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมจากร้านอาหารแนวหน้ามามากกว่า 10 ปี พร้อมที่จะแนะนำทุกคนให้ได้ลิ้มลองที่หลายคนอาจจะไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน เพราะอาหารของที่นี่ล้วนเป็นการนำอาหารดั้งเดิมพร้อมคัดเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่ดีที่สุดออกมาเป็นเมนูสุดพิเศษ นอกจากนี้ ดื่มด่ำไปกับเบียร์ระดับตำนาน จากเยอรมัน และ อังกฤษ อิตาลี และแนะนำเครื่องดื่มแบรนด์ดัง Arcobräu จากประเทศเยอรมัน, Samuel Smith’s และ fuller’s จากประเทศอังกฤษ โดย คุรต๋อย ประธานกรรมการ บริษัท โฟลว์ อินเตอร์ จำกัด เครื่องดื่มนำเข้าตัวดังจากอังกฤษ London Pride และ Black Cab Stout มาถึงไทยใครที่ชื่นชอบแวะมาดื่มกันได้



คุณกานต์พิชชา คงสมบัติ

Prost Garden Restaurant Destination for German & English Beers
กับบรรยากาศในบาร์สุดคลาสสิค ที่เกิดขึ้นจากส่วนตัวเป็นชอบการรับประทานอาหารเยอรมันเป็นพิเศษ รวมถึงการชอบการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง การเปิดร้านอาหารที่สาขาศรีนครินทร์ ตอบโจทย์ส่วนตัว
และสามารถตอบโจทย์นักชิม ผู้ที่ชื่นชอบอาหารเยอรมันในย่านนี้ไปพร้อมกันได้ คุณกานต์พิชชา กล่าวอย่างไรก็ตาม แนวคิดการออกแบบตกแต่งร้านนั้น ได้รับแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่มีความชื่นชอบร้านอาหารโปร่งๆ นั่งสบาย และไม่รู้สึกอึดอัด แต่มีกลิ่นอายความเป็นสไตล์บาวาเรียน และดูแล้วไม่เหมือนกับร้านอาหารเสียทีเดียว ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง เสมือนมาสังสรรค์บ้านเพื่อน และความคลาสสิคที่ไม่เหมือนใคร





เพราะบางครั้งมื้ออาหารที่ทำให้เรารู้สึกดีที่สุด อาจไม่ใช่จานที่รสชาติซับซ้อน แต่คือจานที่พาให้เรานึกถึงความอบอุ่นบนโต๊ะอาหารที่ขาดไม่ได้ คือ อาหารซึ่งยังคงคอนเซ็ปต์ของร้าน อย่างเมนูยอดนิยม ขาหมูเยอรมัน สูตรดั่งเดิมของร้าน โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคการอบ เพื่อรีดมัน และผ่านขั้นตอนขบวนการทำกว่า 3 ชั่วโมง จนได้หนังที่มีความกรอบปราศจากไขมัน และเนื้อขาหมูที่มีความนุ่มเป็นพิเศษ จากการเติมเบียร์ไปทีละน้อยๆ ในระหว่างขั้นตอนของการอบ เสิร์ฟกับเยอรมันมัสตาส และน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรสจัดจ้าน ถ้าจะมาที่นี่ และอยากทานขาหมูอร่อยๆ แนะนำสั่งจองก่อนมีจำนวนจำกัด 

ก่อนเริ่มมื้อนี้ การทานอาหารควบคู่ไปกับการดื่มเบียร์อย่างเข้าถึงวัฒนธรรมการกินดื่ม  สไตล์บาวาเรียน ทางร้านเสิร์ฟ ไส้กรอกบาวาเรียน หรือที่เรียกกันว่า ไส้กรอกรวม เสิร์ฟมาพร้อมกับมันฝรั่งผัดเบคอนและซาวเคราท์ (Sauerkraut) หรือกะหล่ำปลีหมัก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ผัดเบียร์ รสชาติกลมกล่อม ที่สำคัญทางร้านยังมีอาหารไทยรสจัดจ้าน สำหรับอาหารไทยแนะนำเมนู พล่าปลาแซลมอนสด, ปลาหมึกทรายทอง รับรองว่าโดนใจไว้รวมถึง ไส้กรอกบาวาเรียน  และเมนูแสนอร่อยอีกหลากหลาย สไตล์อาหารเยอรมันโฮมเมด รสชาติดั้งเดิม 

นอกจากนี้ ยังเป็นร้านที่สามารถจัดงานเลี้ยง งานมงคลสมรส ปาร์ตี้สังสรรค์ งานบริษัท หรือเนื่องในโอกาสพิเศษ ต่างๆ Prost Garden พร้อมเสิร์ฟความอร่อยและความสนุกแบบจัดเต็ม ทั้งแบบอาลาคาร์ทก็ได้ บุฟเฟ่ต์ ที่เต็มไปด้วยความสุข อิ่มอร่อยในบรรยากาศสบายๆ บรรยากาศในร้านเรียกว่าลงตัวมากๆ ไม่ว่า
มุมไหนให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่กลางบาวาเรียน บรรยากาศสนุกสนาน อาหารอร่อย และกิจกรรมพิเศษอื่นๆ อีกมากมายที่ร้าน





สอบถามเพิ่มเติม PROST Garden Restaurant
เปิดทุกวัน 16.00–23.00
โทร :  082 7901782
เพจ : Prost Garden Restaurant
Line ID : 082 7901782

พิกัด สำหรับการเดินทางมาที่นี่  PROST Garden Restaurant
https://maps.app.goo.gl/PCr7WShHcLyJuV4S8






#Prostgarden #wefiethailand

04 เมษายน 2569

ไทยเบฟ ผสานเครือข่าย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เดินหน้าโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต่อเนื่องปีที่ 5

ยกระดับการเข้าถึงสุขภาพชุมชน จังหวัดกำแพงเพชร

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) ตระหนักถึงความสำคัญ ด้านสาธารณสุข และให้การสนับสนุนองค์กร มูลนิธิ และหน่วยงานด้านสาธารณสุขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีความรู้ด้านการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพของตนเอง รวมถึงขยายการดูแลด้านสุขภาพไปยังผู้ขาดโอกาส
ในการนี้ ไทยเบฟร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ และเครือข่ายพันธมิตรของหน่วยงานสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อดำเนินโครงการ “ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” (Colonoscopy) ประจำปี 2569 ณ โรงพยาบาลคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
ซึ่งจัดอย่างต่อเนื่องเป็นปี 5 ตามเจตนารมณ์ของคุณเจริญ - คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ที่มีความห่วงใย และต้องการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของประชาชนให้มีโอกาสได้รับการดูแลรักษาจากสถานพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ โดยในปีนี้ได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ “Deep GI” ที่พัฒนาโดยคนไทย มาช่วยในการตรวจคัดกรอง เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำในการวินิจฉัย เทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
นายแพทย์โพธิ์ศรี แก้วศรีงาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคลองขลุง กล่าวว่า “โครงการนี้นับเป็นประโยชน์มากในด้านสาธารณสุขของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณทีมแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์จากสถานพยาบาลทุกแห่งที่ผนึกความร่วมมือ ขอขอบคุณ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญ และห่วงใยในสุขภาพของพี่น้องประชาชนชาวกำแพงเพชร เพราะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ พบมากเป็นอันดับ 3 ของมะเร็งทุกชนิด และเป็นหนึ่งใน 3 สาเหตุหลักของการเสียชีวิตจาก
โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในคนไทย สำหรับปี 2569 ประชาชนกลุ่มเสี่ยงที่ผ่านการตรวจ FIT Test (Fecal Immunochemical Test) และพบความผิดปกติ ได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องจำนวน 140 ราย ในจำนวนนี้พบติ่งในลำไส้จากการส่งตรวจชิ้นเนื้อ จำนวน 84 ราย และมีพบผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเป็นมะเร็งลำไส้ จำนวน 5 ราย ซึ่งการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง และทำให้มีโอกาสรักษาหายได้มากขึ้น”
ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิต ผู้ช่วยอธิการบดีด้านนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ว่า “โครงการ “ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ด้วยการสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการผนึกกำลังรวบรวมแพทย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย นอกจากนี้ยังได้ผสานความร่วมมือทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากโรงพยาบาลชื่อดังในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โรงพยาบาลกำแพงเพชร โรงพยาบาลขาณุวรลักษบุรี โรงพยาบาลคลองลาน ตลอดจนโรงพยาบาลเมดพาร์ค โดยปีนี้ คณะแพทยศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ ที่มีชื่อว่า “Deep GI”
เพื่อช่วยแพทย์ในการส่องกล้องตรวจหาติ่งเนื้อ ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยที่เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ระบบนี้เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยคนไทย มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล ผลิตได้ภายในประเทศ ในราคาที่เข้าถึงได้ ทั้งนี้เรามีเป้าหมายเพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศสามารถนำไปใช้ ยกระดับคุณภาพการตรวจให้มีมาตรฐานเดียวกันอย่างทั่วถึง” นับเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขที่ไทยเบฟเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งยกระดับโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

บีไชน์ จัดโปรแรงรับซัมเมอร์! “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติสกัดเข้มข้น 4 เท่า!

จากสวิตเซอร์แลนด์ ดูแลผิวใส เสริมภูมิคุ้มกว่า เพียง 39 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น


บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด มอบความคุ้มค่าต้อนรับฤดูกาลซัมเมอร์ จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับ “บีไชน์ เนเจอร์ซี (B Shine Nature C) สูตรใหม่” วิตามินซีจากธรรมชาติ 100% ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง แค่วันละเม็ด ขนาดซองพกพา (บรรจุ 5 เม็ด แถมฟรี 1 เม็ด ทันทีในซอง) ลดราคาพิเศษเหลือเพียง 39 บาท (จากราคาปกติ 49 บาท) และสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 38 บาท เท่านั้น หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 เมษายน 2569 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น (7-Eleven) ทุกสาขาทั่วประเทศ

“บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ อะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก.” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพและผิวพรรณเชิงป้องกัน โดยมีส่วนประกอบหลักจาก อะเซโรลา เชอร์รี่ สกัดเข้มข้น 1,000 มก. (เทียบเท่าผลอะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก. เข้มข้นถึง 4 เท่า) คุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผสานคุณค่าสารสกัดจากผักและผลไม้หลากหลายชนิด ได้แก่ ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์สูง เพิ่มการดูดซึมได้และเสริมการทำงานของวิตามินซีได้มากกว่า, สารสกัดจากทับทิม, สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่, เบอร์รี่รวม 6 ชนิด และแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ อ่อนเยาว์ และช่วยส่งเสริมการทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกัน 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังมีความโดดเด่นด้วยส่วนผสมของ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น มาในรูปแบบสูตรที่อ่อนโยนต่อทางเดินอาหาร ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย เหมาะสำหรับการรับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 1 เม็ด ทุกวัน หลังมื้ออาหารเช้าหรือกลางวัน เพื่อประโยชน์สูงสุด แข็งแรงทุกวันได้ด้วย บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ วันละเม็ด

ส่วนประกอบสำคัญต่อ 1 เม็ด อะเซโรลาเชอร์รี่สกัด 1,000 มก., ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 100 มก., เบอร์รี่มิกซ์ 120 มก., สารสกัดจากทับทิม 70 มก., สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ 23.75 มก., แคโรทีนอยด์ 7.5% 23.75 มก., บีไชน์ นูทริชั่น พลัส ยังคงมุ่งมั่นคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก มากว่า 15 ปี เพื่อมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ให้แก่คนไทยทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้นทุกเพศทุกวัย 

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.bshine.co.th/NaturC_landingpage/, Facebook Fanpage: B Shine,

TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus และ Line Official: @Bshine