28 ตุลาคม 2569

วิ่งมาราธอนระดับโลก “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2026” ประกาศพร้อม 100%

“อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอน 2026” สร้างประวัติศาสตร์นักวิ่งไทย-เทศ 7.1 หมื่น 92 ประเทศแห่ร่วมวิ่ง ส.กรีฑาโลกประกาศขึ้นท็อป 5 มาราธอนเมืองหลวงโลก

“รมว.เอ” สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ควงคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ วิ่งมาราธอนระดับโลก “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2026” ประกาศพร้อม 100% ด้านผู้อำนวยการอาวุโสสมาคมกรีฑาโลก โผล่วีดีโอคอล กลางงานประกาศรับรองจำนวนผู้สมัคร 71,435 คน เป็นชาวต่างชาติ 8,972 คน จาก 92ประเทศทั่วโลก พร้อมโหวตให้ “วิ่งผ่าเมือง” ติดอันดับ 1 ใน 5 รายการมาราธอนในเมืองหลวงที่มีจำนวนนักวิ่งมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ ผู้ว่าฯ กกท. ควงผู้ว่าฯ ททท. ประเมินรายได้หมุนเวียนสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2,295 ล้าน ตลอดสัปดาห์แข่งขัน ผบช.น.ขอความร่วมมือนักวิ่งงดใช้รถยนต์เดินทางมาแข่งขันหวั่นทำจราจรหนาแน่น ด้านผู้ว่าฯ ชัชชาติ เผยปีนี้เจรจารถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้ามหานครสำเร็จ เตรียมขยายเวลาให้บริการตลอดช่วงแข่งขัน

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ โตโยต้า อไลฟ์ บางนา กม.3 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เดินทางมาเป็นประธานแถลงข่าวการเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวงระดับโลก (World Capital Marathon) รายการ “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอน แบงค็อก 2026 พรีเซ็นต์บายโตโยต้า ครั้งที่ 9 ประจำปี 2569” ชิงเงินรางวัลรวม 4,075,000 บาท ซึ่งรัฐบาลไทยมอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาคมกรีฑาโลก โดยมีบริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้อำนวยการจัดงาน รายการนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติ อาทิ นางโปรดปราน สมานมิตร ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พลตำรวจโท สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย นายวิทวัส ตันติเวสส อุปนายกอาวุโส สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ นายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นางสาว นริศรา ศรีสันต์ ที่ปรึกษากลยุทธ์ สื่อสารองค์กร บริษัทขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายอัลวิน จี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ โดยมี มร.เอเลสซิโอ ปุนซี่ ผู้อำนวยการอาวุโสสมาคมกรีฑาโลก ได้วิดีโอคอลมาระหว่างงานแถลงข่าว เพื่อร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้มีผู้สนับสนุนภาครัฐ และภาคเอกชน, สื่อมวลชน และเหล่านักวิ่ง มาร่วมงานอย่างคับคั่ง
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาเป็นประธานในพิธีแถลงข่าว การจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองหลวง รายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026 ซึ่งได้รับการรับรองจากสมาคมกรีฑาโลก ให้เป็นการแข่งขันมาราธอนในระดับ ELITE LABEL ที่จัดขึ้นในเมืองหลวงอันดับต้น ๆ ของโลก”
“การแข่งขันรายการนี้ เป็นการจัดงานอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ปี โดยปีนี้เป็นครั้งที่ 9 หรือ ปีที่ 9 ผมในฐานะตัวแทนของรัฐบาล มีหน้าที่กำกับดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านการกีฬาและการท่องเที่ยวของประเทศ รู้สึกภูมิใจที่มีโอกาสร่วมผลักดันรายการนี้ ให้ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบรายการมาราธอนระดับโลก และได้รับการประกาศให้เป็นรายการมาราธอนที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ใน 5 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชีย จากทางผู้แทนสมาคมกรีฑาโลกในวันนี้”

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเห็นการทำงานอย่างมืออาชีพของคณะผู้จัดงาน ที่สามารถทำงานในรูปแบบของการบูรณาการร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ผมมีความเชื่อมั่นว่า การจัดการแข่งขันรายการนี้จะประสบความสำเร็จ และจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่มาร่วมงาน ทั้งนักวิ่งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ติดตาม จำนวนมากกว่าหนึ่งแสนคน ที่จะเดินทางมาร่วมแข่งขันในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน นี้อย่างแน่นอน”
“ในนามของรัฐบาล ขออวยพรให้การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเช่นทุกๆ ปี และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานทุกประการ ในโอกาสนี้ ผมขอฝากพี่น้อง สื่อมวลชนทุกท่าน โปรดช่วยประชาสัมพันธ์การจัดงานในครั้งนี้ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง และขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพมหานครทุกท่าน ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีในการต้อนรับนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดจนออกมาเชียร์นักวิ่งทุกท่านตลอดเส้นทางแข่งขันในช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 28 และวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้” รมว.สุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
นางโปรดปราน สมานมิตร ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตนได้รับมอบหมายจากกระทรวงฯ ให้เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในฐานะเจ้าภาพจัดงาน ร่วมกับสมาคมกรีฑาโลก กรุงเทพมหานคร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจนครบาล และคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ ที่ประกอบไปด้วยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงไทยแลนด์ไตรลีกที่ถูกมอบหมายโดยสมาคมกรีฑาโลกให้เป็นผู้อำนวยการจัดงาน หรือ Race Director ของการแข่งขันรายการนี้”

“ที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้มีส่วนร่วมในการให้การสนับสนุนรายการนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำหน้าที่ในฐานะประธานฝ่ายเทคนิคและการตรวจสอบสารกระตุ้น ของรายการนี้ และยังให้การสนับสนุนด้านสถานที่ปล่อยตัวของรายการ นั่นคือ ราชมังคลากีฬาสถาน มาตั้งแต่ครั้งที่ 1 ถึง ครั้งที่ 6 ซึ่งมีความจำเป็นต้องย้ายสถานที่ปล่อยตัว เนื่องจากการก่อสร้างรถไฟฟ้ามหานคร สายสีส้ม ตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา ซึ่งการปล่อยตัวที่ราชมังคลากีฬาสถานได้สร้างภาพแห่งความประทับใจให้กับนักวิ่งเป็นจำนวนมาก และภาพดังกล่าว ยังถูกนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ความยิ่งใหญ่ของการจัดงานมาจนถึงปัจจุบัน ตนหวังว่าหากการก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะหารือกับสมาคมกรีฑาโลก ให้ปรับเปลี่ยนจุดปล่อยตัวมาใช้ราชมังคลากีฬาสถานเช่นเดิม”



“จากคำยืนยันของผู้อำนวยการอาวุโสฯ สมาคมกรีฑาโลก และรายงานของผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ ถึงจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ที่มีมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ นั่นคือ มากกว่า 71,000 คน จาก 92 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการจัดงานกีฬาในระดับ WORLD EVENT ได้ไม่เป็นสองรองชาติใดในทวีปเอเชีย และรายการ Amazing Thailand Marathon Bangkok ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความมุ่งมั่นของคณะทำงานทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันผลักดันให้การจัดงานดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม”
“นอกจากนี้ การกีฬาฯ ยังได้รับการตอบรับจาก เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนของโลกชาวเคนยา เจ้าของแชมป์มาราธอนเมเจอร์โลก 11 รายการ และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2 สมัย ยืนยันจะเดินทางมาร่วมแข่งขันในรายการนี้ พร้อมกับนักวิ่งชื่อดังระดับโลกอีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงการจัด Workshop ด้านการแพทย์อย่างเป็นทางการร่วมกับสมาคมกรีฑาโลก ซึ่งจะมี Medical Director จากรายการมาราธอนใหญ่ทั่วโลก มากกว่า 40 รายการ เดินทางมาร่วมใน Workshop ดังกล่าวอีกด้วย” นางโปรดปราน กล่าว
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการผลักดันแลละสนับสนุนรายการนี้มาตั้งแต่เริ่มต้นถึงปัจจุบัน จนทำให้รายการนี้เป็นกิจกรรมระดับ World Event ได้รับการยอมรับจากนักวิ่งทั่วโลก เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ททท. ภายใต้แนวคิด “The Year of Transformation” ซึ่งมุ่งเน้นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยการท่องเที่ยวเชิงกีฬาระดับนานาชาติ เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ควบคู่ไปกับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็น Sport Hub Destination ของทวีปเอเชีย”
“รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2026 ในครั้งนี้ มีผู้สมัครมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือจำนวน 71,435 คน จากเดิม 47,913 คน เพิ่มขึ้นถึง 23,522 คน หรือประมาณ 49% โดยเป็นชาวต่างชาติ 8,972 คน เมื่อนำมาคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมและมูลค่าด้านการประชาสัมพันธ์แล้ว มีมูลค่าสูงถึง 2,295 ล้านบาท ถือว่าเป็นรายการคุณภาพอันดับต้น ๆ ของประเทศที่สามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศได้เป็นจำนวนมาก”นางสาวฐาปนีย์ กล่าว
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ร่วมมือกับผู้จัดงานมาโดยตลอด สำหรับตนแล้ว งานนี้ถือเป็นงานมาราธอนอย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีงานมาราธอนระดับ World Event ที่มีความเป็น Organic หรือมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองที่โดดเด่น ให้สมกับชื่อ Thailand Marathon หรือ มาราธอนแห่งชาติ ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ตนได้กำชับคณะทำงานและทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ให้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการจัดงานฯ เพื่อให้มั่นใจว่า กรุงเทพมหานครของเรามีความพร้อม ที่จะเป็นเมืองเจ้าภาพและสถานที่แข่งขัน ในฐานะ Host City ให้ดีที่สุด”



“นอกจากนี้ ตนได้หารือกับทางผู้บริหารของรถไฟฟ้า BTS และรถไฟฟ้ามหานคร MRT ให้ช่วยขยายเวลาของการให้บริการตลอดทั้งคืน ในช่วงของการแข่งขัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ 28-29 พฤศจิกายน นี้ ตนขอความร่วมมือไปยังนักวิ่งทุกท่าน งดใช้รถยนต์หรือพาหนะส่วนตัวในการเดินทางมาในวันแข่งขัน โดยขอให้เลือกใช้บริการของรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT แทน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
มร.เอเลสซิโอ ปุนซี่ ผู้อำนวยการอาวุโสสมาคมกรีฑาโลก ได้วิดีโอคอลช่วงระหว่างงานแถลงข่าว ประกาศรับรองจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้อย่างเป็นทางการ มีจำนวนทั้งสิ้น 71,435 คน ซึ่งถือว่ารายการนี้ ได้เข้าสู่ทำเนียบรายการมาราธอนในเมืองหลวงที่มีผู้สมัครเข้าร่วมมากที่สุด เป็นอันดับ 1 ใน 5 ของโลกในปัจจุบัน กล่าวว่า “สมาคมกรีฑาโลก ขอแสดงความยินดีกับคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ที่สามารถทำให้รายการนี้ได้รับความนิยมจากนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ในการนี้ สมาคมฯ ได้ให้การรับรองมาตรฐานการจัดการแข่งขันรายการนี้ ให้อยู่ในระดับ ELITE LABEL และมีจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขันเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 71,435 คน ซึ่งถือเป็นรายการมาราธอน (World Athletics road race label) ที่มีจำนวนผู้สมัครมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากฮ่องกง (สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดฮ่องกงมาราธอน 2026) และติดอยู่ในทำเนียบ TOP 5 ของโลก ซึ่งตนยังต้องรอประกาศจากทางรายการมาราธอนเมเจอร์รายการสุดท้ายของโลก นั่นคือ 2026 TCS NEW YORK CITY MARATHON ที่จะจัดขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ ว่ามีจำนวนเข้าร่วมแข่งขันเท่าไหร่ ถึงจะประกาศประกาศอันดับของ ATMBKK2026 ได้ว่าอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ของโลก”



ด้านนายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ กล่าวว่า “การแข่งขันในครั้งนี้ จะเพิ่มวันจัดเป็น 2 วัน เนื่องจากมีจำนวนผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยวันเสาร์จะเป็นการแข่งขันในระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. มีจำนวนนักวิ่ง 29,507 คน ส่วนในวันอาทิตย์จะเป็นการแข่งขันในระยะมาราธอน 42.195 กม. 10 กม. และแฟมิลี่รัน 4.5 กม. มีจำนวนนักวิ่ง 41,928 คน ถือว่าเป็นงานหนักมากๆ ของคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ ทุกฝ่าย ที่จะต้องทำงานออกมาให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามมาตรฐานของสมาคมกรีฑาโลก”
“ตนต้องขอขอบคุณ รัฐบาล โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ได้เข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักของการจัดงานในครั้งนี้ เพราะลำพังความสามารถของเอกชน ไม่สามารถที่จะจัดการแข่งขันกีฬามวลชน หรือ Mass Participation Event ที่มีคนมารวมตัวกันเป็นมากขนาดนี้ได้ ทั้งนี้ตนอยากขอเชิญชวนให้ชาวกรุงเทพมหานคร ออกมาร่วมเชียร์ และเป็นกำลังใจให้นักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 71,435 คน ตลอดเส้นทางแข่งขัน เพื่อสร้างความประทับใจต่อการเป็นเจ้าภาพที่ดีของประเทศไทย” นายกอบเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย
การแข่งขันรายการนี้ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026 presented by TOYOTA หรือชื่อย่อว่า “วิ่งผ่าเมือง” หรือ “ATMBKK” ถือเป็นรายการมาราธอนอย่างเป็นทางการจัดโดยรัฐบาลไทย มอบหมายให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก กำหนดจัดการแข่งขันในวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2569 โดยวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2569 เป็นการแข่งขันในระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. จะปล่อยตัว ณ ถนนพญาไท หน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เอ็มบีเคเซ็นเตอร์ เข้าเส้นชัยที่ ถนนหน้าพระธาตุ สนามหลวง และในวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2569 เป็นการแข่งขันในระยะมาราธอน 42.195 กม. 10 กม. และ 4.5 กม. จะปล่อยตัว ณ ถนนราชดำเนินใน (หน้าศาลฎีกา) และเข้าเส้นชัยที่ ถนนหน้าพระธาตุ สนามหลวง โดยกรุงเทพมหานครกำหนดให้ใช้พื้นที่ บริเวณลานอเนกประสงค์ ท้องสามหลวง และพื้นที่บนถนนราชดำเนินใน (หน้าศาลฎีกา) เป็นโซนหลังเส้นชัย โดยมีสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีสนามไชย เป็นสถานีหลักประจำจุดเส้นชัย และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสยาม เป็นสถานีหลักของจุดปล่อยตัว ระยะฮาล์ฟมาราธอน ส่วนสถานที่รับเบอร์-อุปกรณ์แข่งขัน ในปีนี้ กำหนดใช้ ณ ฮอลล์ 7-8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 26-28 พฤศจิกายน 2569 เวลา 12:00 น. ถึง 20:00 น. (ยกเว้นวันที่ 28 พ.ย. เวลา 12:00 น. ถึง 18:00 น.)



คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบในการให้การสนับสนุนรายการนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้รายการนี้ ถูกบรรจุในปฏิทินการแข่งขันรายการมาราธอนของสมาคมกรีฑาโลก ในฐานะ OFFICIAL WORLD CAPITAL CITY MARATHON โดยมอบหมายให้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร สมาคมกรีฑาโลก กองบัญชาการตำรวจนครบาล สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยฯ และไทยแลนด์ไตรลีกในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน โดยมีไฮไลท์สำคัญอย่าง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากมายตลอดทั้งสัปดาห์ อาทิ การจัด WORKSHOP ทางการแพทย์ จากผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมกรีฑาโลก รวมถึงการร่วมวิ่งของเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชื่อดังของโลกชาวเคนยา เจ้าของแชมป์มาราธอนเมเจอร์โลก 11 รายการ และเจ้าของเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ 2 สมัย คาดว่านอกจากนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่สมัครมาร่วมวิ่ง จำนวน 71,435 คน แล้วคณะกรรมการฯ คาดว่าจะมีผู้ติดตาม และประชาชน เข้าร่วมในงานนี้ มากกว่า 120,000 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายเงินจากผู้เข้าร่วมงาน รวมถึงมูลค่าด้านการประชาสัมพันธ์ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับ เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 2,295 ล้านบาท เกิดการว่าจ้างงานสำหรับเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร นักเรียน และนักศึกษา ตลอดโครงการ ไม่น้อยกว่า 8,500 อัตรา
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์ www.amazingthailandmarathon.com
และทางเฟสบุ๊ค www.facebook.com/amazingthailandmarathonbkk

27 ตุลาคม 2569

PET RUN 2026 สร้างประสบการณ์สุดประทับใจ เชื่อมความสุขคนรักสัตว์ท่ามกลางธรรมชาติ


        เรนวูด ปาร์ค (Reignwood Park) ตอกย้ำภาพลักษณ์จุดหมายปลายทางแห่งการใช้ชีวิตสำหรับทุกสมาชิกในครอบครัว ผ่านความสำเร็จของการจัดกิจกรรม REIGNWOOD PET RUN 2026 ภายใต้ธีม Heartbeat Rally ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มคนรักสัตว์ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คน พร้อมสัตว์เลี้ยงกว่า 600 ตัว ร่วมสัมผัสประสบการณ์การวิ่งและทำกิจกรรมบนเส้นทางธรรมชาติรอบทะเลสาบรูปหัวใจ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของพื้นที่สีเขียว พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง สะท้อนแนวคิด “Pets Are Family” ที่เรนวูด ปาร์ค ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว

             ความโดดเด่นของ REIGNWOOD PET RUN 2026 อยู่ที่การนำกิจกรรมวิ่งมาผสมผสานกับเกมผจญภัยภายใต้แนวคิด “Move Together. Learn Together. Bond Together.” ผ่านเส้นทาง Heartbeat Rally ระยะทาง 1.7 กิโลเมตร ซึ่งออกแบบให้เจ้าของและสุนัขได้ร่วมสนุกกับ 10 ภารกิจ Heart Missions ตลอดเส้นทาง ทั้งการตอบคำถามเกี่ยวกับสุนัขผ่านจุด QR Code การใช้ประสาทสัมผัสค้นหาสิ่งของ การเลือกเส้นทาง และเกมทดสอบความเข้าใจระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง โดยแต่ละภารกิจมุ่งสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนาน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้พฤติกรรมและสร้างความใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกัน บรรยากาศภายในงานยังเติมเต็มด้วยกิจกรรมสำหรับกลุ่มคนรักสัตว์ ทั้งโซนจำหน่ายสินค้าและบริการสำหรับสัตว์เลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม มุมถ่ายภาพที่ระลึก ตลอดจนกิจกรรมมอบรางวัลให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันและรางวัลพิเศษสำหรับเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง ก่อนปิดท้ายช่วงเย็นด้วยกิจกรรม Sunset Picnic และดนตรีอะคูสติกท่ามกลางธรรมชาติ สร้างบรรยากาศการพักผ่อนที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวและกลุ่มคนรักสัตว์ได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความหมาย


            นางสาววรพนิต รวยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เรนวูด กรุ๊ป กล่าวว่า เรนวูด ปาร์ค ให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข รวมถึงสัตว์เลี้ยงที่วันนี้กลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของหลายครอบครัว เราจึงตั้งใจจัดกิจกรรม REIGNWOOD PET RUN 2026 ขึ้น เพื่อให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้ออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน ท่ามกลางธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวของโครงการ ทั้งยังเป็นโอกาสให้กลุ่มคนรักสัตว์ได้พบปะและสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ เราหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะทำให้ทุกคนได้เห็นอีกมุมหนึ่งของเรนวูด ปาร์ค ในฐานะพื้นที่ที่เปิดรับการใช้ชีวิตในหลากหลายรูปแบบ และเป็นสถานที่ที่ทุกคนในครอบครัวสามารถมาพักผ่อนและสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกัน

             การจัดกิจกรรม REIGNWOOD PET RUN 2026 ยังสะท้อนถึงศักยภาพของ Reignwood Park ในการนำพื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ธรรมชาติ มาสร้างสรรค์กิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ตอบรับความสนใจของผู้คนยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง และมองหากิจกรรมกลางแจ้งที่สามารถใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสในการพบปะและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนรักสัตว์ให้เกิดเป็นชุมชนที่มีความสนใจร่วมกัน การจัดงาน REIGNWOOD PET RUN 2026 ครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สะท้อนความตั้งใจของ Reignwood Park ในการสร้างสรรค์พื้นที่และกิจกรรมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรักสัตว์ที่ต้องการใช้เวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกับสัตว์เลี้ยงท่ามกลางธรรมชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบปะและสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “World-Class Community for Multi-Generation Living” ของ Reignwood Park ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกสมาชิกในครอบครัว     

วิริยะประกันภัย ร่วมแสดงความยินดี พิธีเปิดอาคารโรงพยาบาลช้าง ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายประสิทธิ์ สุนะชูแสง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนบริษัทฯ ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาสที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดพิธีทำบุญและเปิดอาคารโรงพยาบาลช้าง ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า (อาคารกัญจนา ศิลปอาชา) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานพยาบาลสำหรับตรวจวินิจฉัย รักษา ฟื้นฟู และดูแลช้างที่เจ็บป่วยในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี คุณกัญจนา ศิลปอาชา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนน้ำดื่ม จำนวน 60 แพ็ค เพื่อให้บริการแก่ผู้เข้าร่วมพิธีฯ ณ โรงพยาบาลช้าง ศูนย์สุขภาพช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่



ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เดินหน้าสานต่อภารกิจด้านการอนุรักษ์ช้างไทยมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินงานภายใต้ “โครงการรักษ์ช้างยั่งยืน” ควบคู่กับความร่วมมือจากหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพและสวัสดิภาพช้าง การสนับสนุนภารกิจด้านสัตวแพทย์ รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งอาหารและระบบนิเวศ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเฝ้าระวังและลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า สะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการร่วมสร้างสมดุลระหว่างคน สัตว์ป่า และธรรมชาติ พร้อมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ช้างไทยให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

A Asset เปิดวิสัยทัศน์ “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน”

จากประสบการณ์อสังหาฯ ระดับนานาชาติถอดอินไซต์ผู้บริโภคสู่โครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสทองหล่อ ส่งมอบคุณค่ายั่งยืนสู่สังคม

กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท (A Asset) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์พื้นที่ชีวิต เปิดวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด“Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” ต่อยอดประสบการณ์ของทีมงานและกลุ่มธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนา บริหาร ออกแบบ ให้คำปรึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์และวิศวกรรมมายาวนานกว่า 30 ปี ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น และเวียดนาม พร้อมเดินหน้าการลงทุนครั้งสำคัญในประเทศไทย ด้วยการพัฒนาโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสระดับลักชัวรี (Thonglor Flagship Mixed-Use Project) บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate ขับเคลื่อน Sustainable Living มุ่งสร้างพื้นที่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และเติบโตไปพร้อมกับผู้คน สังคม เมือง และโลก ได้ในระยะยาว

จากรากฐานวิศวกรรมระดับนานาชาติ สู่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ “คิดละเอียด”  เบื้องหลัง A Asset คือประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานของทีมงานและกลุ่มธุรกิจ ผ่านการพัฒนา และบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยมีรากฐานสำคัญจาก PPSN บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาและบริหารงานก่อสร้างชั้นนำของไทย ซึ่งก่อตั้งในปี 2532 และบริษัท BCONS หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตต่อเนื่องในเวียดนาม



ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี กลุ่มธุรกิจของ A Asset ได้รับความไว้วางใจจากโครงการชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ที่อยู่อาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ของประเทศ อาทิ รถไฟฟ้า MRT และการออกแบบปรับปรุงสนามบิน รวมถึงประสบการณ์พัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมากกว่า 20,000 ยูนิต

นายอนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท กล่าวว่า “จุดแข็งของเราเกิดจากรากฐานความเชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรม เราจึงมองเห็นการพัฒนาโครงการได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานในทุกมิติ ตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ การใช้งาน ไปจนถึงการดูแลรักษา และประสิทธิภาพของโครงการในระยะยาว การมีความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ บริหารโครงการ จัดหาวัสดุ การพัฒนา และการลงทุน ทำให้เราสามารถมองเห็นทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดที่ส่งผลต่อคุณภาพของโครงการได้พร้อมกัน”

ขณะเดียวกันประสบการณ์จากการทำงานในต่างประเทศ รวมถึงการร่วมมือกับทีมงานและพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย ได้กลายเป็นองค์ความรู้สำคัญของ A Asset ที่นำมาต่อยอดในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากล และบริบทของแต่ละพื้นที่

“การทำงานโครงการในญี่ปุ่นสร้างวัฒนธรรมความใส่ใจรายละเอียดและคุณภาพระยะยาว ขณะที่การเติบโตในตลาดเวียดนาม ทำให้ทีมได้เรียนรู้เรื่องระบบการพัฒนา การบริหาร และการสร้างพื้นที่ซึ่งสามารถเติบโตไปพร้อมกับเมือง โดยมีโครงการพัฒนาเมืองรูปแบบ Township ที่โดดเด่นอย่าง BCONS CITY ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ องค์ความรู้ที่เรามีความตั้งใจนำกลับมาพัฒนาต่อยอดโครงการในไทยตั้งแต่วันแรก" นายอนวัช กล่าว

“Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” ให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ในระยะยาว

หัวใจของ A Asset ถ่ายทอดผ่านปรัชญา “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำมาใช้ในทุกมิติของการพัฒนา ตั้งแต่  1.การพัฒนาโครงการที่สร้างสรรค์ เน้นพื้นที่สีเขียวและส่งเสริมสุขภาวะที่ดี 2.การบริหารโครงการ การออกแบบงานวิศวกรรม 3.การลงทุนและการบริหารสินทรัพย์ระดับสากล บนพื้นฐานความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้จริง และการคิดไปข้างหน้า โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบ และบริหารจัดการที่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการดูแลรักษาเพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาว หรือ Low Maintenance Design เพื่อพัฒนาโครงการที่ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในวันนี้ แต่ยังคงคุณภาพ และคุณค่าได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ในมิติความยั่งยืน A Asset ยึดมั่นใน AAA Values ได้แก่ “Always Aware” ทุกการตัดสินใจตระหนักถึงผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม “Always Advanced” ทุกนวัตกรรมผ่านหลักคิด Performance-People-Planet เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนและโลกในวันข้างหน้า และ “Always Attentive” ทุกรายละเอียดให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลภายในอย่างรอบด้านเพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน (Longevity Living)

“สิ่งที่เชื่อมทุกแนวคิดเข้าด้วยกัน คือคำถามสำคัญว่า ทุกขั้นตอน ทุกวิธีคิดของ A Asset จะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้นได้อย่างไร ตั้งแต่รายละเอียดภายในพื้นที่อยู่อาศัย ระบบอาคาร การเลือกใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียว เราเชื่อว่าทุกองค์ประกอบของโครงการล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต องค์ประกอบเหล่านี้จึงถูกพิจารณาทั้งในมิติของคุณภาพชีวิตวันนี้ และคุณค่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว”

“เราอยากให้ A Asset เป็นที่จดจำในฐานะ Thoughtful Development, Sustainable Living เพราะสำหรับเรา ‘โครงการที่ดี’ คือโครงการที่สร้างคุณค่าให้กับคนที่อยู่ภายใน พร้อมส่งต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกไปยังพื้นที่ ผู้คน ชุมชนโดยรอบ สังคม เมือง และโลกไปด้วยกัน” นายอนวัช กล่าว

การตัดสินใจพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกในทำเลทองหล่อ (Thonglor Flagship Mixed-Use Project) ของ A Asset มาจากการศึกษาข้อมูลรอบด้าน โดยเริ่มต้นจากการศึกษาว่า ผู้คนใช้ชีวิตในทองหล่ออย่างไร และอะไรคือโอกาสที่จะทำให้การใช้ชีวิตในย่านนี้ดีขึ้นได้อีก เมื่อประกอบกับวิสัยทัศน์ “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” จึงได้นำมาพัฒนาเป็นโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสแห่งแรกของ A Asset ในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate ขับเคลื่อนชีวิต Sustainable Living

โครงการประกอบด้วยมิกซ์ยูส ที่มีอาคารหลัก (Podium) สูง 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น, ทาวเวอร์ A  สูง 39 ชั้น และทาวเวอร์ B สูง 28 ชั้น เป็นอาคารประเภทโรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม และส่วนพาณิชย์สํานักงาน เป็นการผสมผสานของที่อยู่อาศัย โรงแรมระดับ 5 ดาว, พื้นที่คอมมูนิตี้มอลล์, เวลเนส เซ็นเตอร์, พื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ และสวนลอยฟ้า (Roof Park) ที่มาพร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ โดยวางแนวคิดให้แต่ละองค์ประกอบเชื่อมต่อเป็นอีโคซิสเต็มเดียว ตอบ

โจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบครันทั้งการทำงาน การรับประทานอาหารนอกบ้าน กิจกรรมเวลเนส และการใช้เวลาร่วมกัน เพื่อให้โครงการก้าวขึ้นมาเป็น "แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของสุขุมวิท”

ภาพรวมตลาดลักชัวรี กับโอกาสใหม่บนทำเลทองหล่อปัจจุบันภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในทองหล่อ สะท้อนความหลากหลายทั้งด้านโครงการและระดับราคา ตั้งแต่กลุ่มพรีเมียม (Premium) ราว 160,000–240,000 บาท/ตร.ม., กลุ่มลักชัวรี (Luxury) 250,000–380,000 บาท/ตร.ม., กลุ่มอัลตร้าลักชัวรี (Ultra Luxury) 400,000–500,000 บาท/ตร.ม. ไปจนถึงซูเปอร์ไพรม์ (Super Prime) ตั้งแต่ 500,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์และแบรนด์

ขณะที่ ลีสโฮลด์ แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ (Leasehold Branded Residence) ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับรายได้สม่ำเสมอแบบ Passive Income ด้วยการลงทุนที่แตกต่างจากฟรีโฮลด์ เพราะมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) ประมาณ 4.5–9.5% ต่อปี ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าทองหล่อยังเต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาใหม่ ๆ เมื่อความเข้าใจผู้คน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา

นอกจากนี้จากการศึกษาภาพรวมตลาดมิกซ์ยูสทำเลใจกลางย่านธุรกิจสำคัญ (Mixed-Use Prime CBD) พบว่า โครงการเหล่านี้มีบทบาทมากในการเชื่อมโยงกิจกรรมหลากหลายมิติของชีวิตไว้ด้วยกัน ในรูปแบบ LIVE-WORK-PLAY ขณะที่ทองหล่อมีจุดแข็งที่แตกต่างในฐานะจุดหมายปลายทางของการใช้ชีวิต (Lifestyle Destination) ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ เวลเนส พื้นที่ทำงาน การอยู่อาศัย และโซเชียลคลับ ส่งเสริมให้ทองหล่อเติบโตเป็นย่านมิกซ์ยูส (Mixed-use District) อย่างเป็นธรรมชาติ แต่กิจกรรมและไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ยังกระจายตัวอยู่ จึงเกิดโอกาสนำไปสู่การพัฒนาโครงการอยู่อาศัยแบบครบวงจร (Integrated Living) ที่เชื่อมโยงทุกมิติชีวิตได้อย่างไร้รอยต่อ

“ทองหล่อเป็นทำเลที่มีโครงการคุณภาพหลากหลายอยู่แล้ว และมีวิถีชีวิตแบบบูรณาการ สิ่งที่เราเข้ามาต่อยอด คือโอกาสในการสร้างมูลค่าใหม่ ๆ มาเติมเต็มมิติที่ยังขาดหายไป นั่นคือ พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และการใช้ชีวิตแบบ 'Simple Luxury เรียบง่ายอย่างมีรสนิยม’ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน พร้อมเป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะความหรูหราในมุมมองของ A Asset คือ ความหรูหราเรียบง่ายที่ไม่ต้องพยายาม แต่สัมผัสได้ในทุกรายละเอียด นั่นคือเราจะสร้างสรรค์อย่างไรให้ชีวิตของผู้คนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีความเป็นส่วนตัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” นายอนวัช กล่าว 

จากข้อมูลอินไซต์เชื่อมโยงคุณภาพชีวิต ผ่านแนวคิด Green & Wellness จากผลการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค A Asset พบว่า ผู้บริโภคระดับบนให้คุณค่ากับความหรูหราในมิติที่กว้างขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัว ความเป็นอยู่ที่ดี และการประหยัดเวลา มากขึ้น โดยย่านทองหล่อยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือ "ที่จอดรถไม่เพียงพอ" และ "ไม่มีพื้นที่สีเขียว" ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและความเป็นอยู่ที่ดีโดยตรง

นี่จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสของ A Asset ภายใต้แนวคิด Green & Wellness ให้เป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มขนาดใหญ่ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบพื้นที่ที่เชื่อมต่อกิจกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

“เราเชื่อว่าการพัฒนาโครงการที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ทั้งความเข้าใจผู้คน พื้นที่ และบริบทของเมือง เพื่อให้โครงการเติบโตไปถึงวันข้างหน้าอีกหลายสิบปี จะสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและเมืองต่อไป”

นี่คือความหมายของการพัฒนาภายใต้ปรัชญา “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” ของ A Asset ที่ไม่ได้มองแค่เพียงความสำเร็จของโครงการในวันนี้ แต่ให้ความสำคัญและมองไกลไปถึงคุณค่าที่จะเติบโตและส่งต่อไปพร้อมกับผู้คน สังคม และเมืองในระยะยาว

#AAsset #AlwaysForward #สรรค์สร้างยั่งยืน #MixedUseThonglor #มิกซ์ยูสทองหล่อ

26 ตุลาคม 2569

ภาครัฐ–เอกชน ภาครัฐ–เอกชน และเครือข่ายผู้ขับขี่ ผนึกกำลังยกระดับความปลอดภัยทางถนน

เดินหน้าส่งเสริมผู้ขับขี่ปลอดยาเสพติด มุ่งสร้างมาตรฐานการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมการขนส่งทางบก สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะและโบลท์ (Bolt) ร่วมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพผู้ขับขี่และสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดยาเสพติดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความรับผิดชอบและความตระหนักด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่รถสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและสังคมโดยรวมความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน “Road Safety & Drug-Free Driving Summit ขับขี่ปลอดภัยห่างไกลยาเสพติด” ซึ่งจัดขึ้น ณ กองบังคับการตำรวจจราจร

โดยมีผู้ขับขี่และผู้แทนจากกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสมาคมไรเดอร์ไทย เครือข่ายสหภาพผู้ขับขี่ ตลอดจนผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มโบลท์และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมรวมประมาณ 130 คนภายในงานมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงควบคู่กับการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ เทคนิคการขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุการสร้างวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้อง ความรู้ด้านประกันภัย สิทธิและหลักประกันทางสังคมตลอดจนการสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากยาเสพติดและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่  พลตำารวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำารวจนครบาล กล่าวว่า  “ความปลอดภัยทางถนนเริ่มต้นจากความรับผิดชอบของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเดินทางของประชาชนในแต่ละวัน ผู้ขับขี่ที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ที่ขับรถเป็น แต่ต้องมีสติมีวินัย เคารพกฎหมายจราจร รู้จักประเมินความเสี่ยง และให้ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก”  นายกิจจา สมสุข ผู้อำนวยการกองตรวจการ กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า  “กรมการขนส่งทางบกให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานผู้ขับขี่เพราะมาตรฐานของผู้ขับขี่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพการให้บริการ ความปลอดภัยบนท้องถนนและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบขนส่งสาธารณะ มาตรฐานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย วินัยในการใช้รถใช้ถนนและความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารและสังคม”

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) กล่าวว่า   “การลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและการทำงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การสะท้อนปัญหาจากผู้ขับขี่ การสนับสนุนจากภาคเอกชน ไปจนถึงการกำหนดแนวทางของภาครัฐเราควรนำบทเรียนจากการใช้งานจริงมาพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่และผู้โดยสารพร้อมสร้างช่องทางให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางและติดตามผลอย่างต่อเนื่องการให้ความรู้และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องจะช่วยผลักดันให้แนวปฏิบัติเหล่านี้กลายเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน“

นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ กล่าวว่า “ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในชีวิตประจำวัน กิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ขับขี่ได้พัฒนาความรู้ ทบทวนกฎหมายจราจรและพฤติกรรมเสี่ยงตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ขับขี่ประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย มีวินัย มีความรับผิดชอบ และร่วมกันยกระดับมาตรฐานของวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ โบลท์ (Bolt) เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายผู้ขับขี่เพื่อร่วมส่งเสริมวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และปลอดยาเสพติดโดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่องผู้แทนโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โบลท์เชื่อว่าความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเวทีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายผู้ขับขี่ในครั้งนี้ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงความรู้ด้านความปลอดภัยที่นำไปใช้ได้จริงและส่งเสริมการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อร่วมสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม”

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนเห็นพ้องว่า การยกระดับความปลอดภัยทางถนนและการส่งเสริมการขับขี่ปลอดยาเสพติดไม่สามารถขับเคลื่อนโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพังแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ขับขี่โดยจะร่วมกันส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย พัฒนามาตรฐานวิชาชีพและสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์  เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะและบริการผ่านแพลตฟอร์มในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สจล. ระดมบุคลากรและจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยลาดกระบัง

สจล. ระดมบุคลากรและจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยลาดกระบัง และ
จ. ฉะเชิงเทรา ดูแลสุขภาพ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน  

จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ประชาชนในหลายพื้นที่โดยรอบสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) รวมถึงชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สจล. จึงเร่งระดมกำลังจิตอาสาครอบครัวลูกพระจอมฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 23 - 24 ตุลาคม 2569 โดยบูรณาการความรู้และความเชี่ยวชาญจากบุคลากรหลากหลายสาขา ทั้งการเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของจำเป็น การดูแลสุขภาพ และการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดความเสี่ยงจากอันตรายหลังน้ำท่วม และสนับสนุนให้ประชาชนฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย 


รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า  จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา สจล. ได้ระดมบุคลากร จิตอาสา และทีมผู้บริหาร ได้แก่ รศ.สุพจน์ ศรีนิล รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม, ผศ.ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ, รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และผศ.ดร.บุหงา ตโนภาส คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยนำความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรจากหลากหลายสาขามาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการของประชาชน ทั้งการดูแลสุขภาพเบื้องต้นโดยทีมแพทย์และพยาบาล การตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตลอดจนการส่งมอบสิ่งของจำเป็นและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด โดยเฉพาะอันตรายจากระบบไฟฟ้าที่ชำรุดเสียหาย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าบ้านและฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย  

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ สจล. ได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และการบรรเทาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน โดยทีมแพทย์และพยาบาลได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษา และดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมให้กำลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขณะเดียวกัน ทีมช่างไฟฟ้าและทีมวิศวกรรมได้เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือน ทั้งสวิตช์ ปลั๊กไฟ สายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อาจชำรุดหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตามความเหมาะสม รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งและปรับตำแหน่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้าหลังน้ำลด นอกจากนี้ ทีมจิตอาสาและบุคลากร สจล. ยังได้ร่วมส่งมอบสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว


สำหรับการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สจล. ได้ลงพื้นที่ชุมชนริมคลองในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บริเวณวัดสามไปตามแนวชุมชนริมคลองจนเลยตลาดหัวตะเข้ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน มอบสิ่งของจำเป็น และให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 สจล. ได้ลงพื้นที่ชุมชนคลองพระองค์เจ้า อำเภอบางคล้า และอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อส่งมอบสิ่งของจำเป็น ให้กำลังใจประชาชน และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ

ตลอด 66 ปีที่ผ่านมา สจล. เติบโตเคียงข้างชุมชนและประชาชนโดยรอบ โดยยึดมั่นในบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการนำความรู้และศักยภาพมาสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ “66 ปีแห่งความผูกพัน สจล. เคียงข้างชุมชน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มุ่งสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันกับชุมชน และพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในยามยาก เพราะการช่วยเหลือที่มีคุณค่าไม่ได้มีเพียงการส่งมอบสิ่งของจำเป็น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อกำลังใจและทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ต้องเผชิญความยากลำบากเพียงลำพัง โดยมีครอบครัวลูกพระจอมฯ พร้อมร่วมเป็นพลังในการก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial  และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

เมื่อคุณอยู่ในกฏ โปรดปฏิบัติตามกฏ อย่างเคร่งครัด "The Rules กฏหลังเที่ยงคืน"

Viu Original เขย่าขวัญรับฮาโลวีน! เปิดตัว “The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ซีรีส์สยองขวัญจิตวิทยาแนวใหม่ ยกระดับคอนเทนต์ไทยสู่เวทีระดับโลก

28 ตุลาคม 2569 – Viu (วิว) แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ระดับภูมิภาค ประกาศเปิดตัวผลงานซีรีส์ออริจินัลฟอร์มใหญ่ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน “The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ซีรีส์แนว Horror-Drama ที่สร้างปรากฏการณ์กระแส “Rules of Horror” หรือ “กฎการเอาชีวิตรอด” ให้กลายเป็นความสยองขวัญเชิงจิตวิทยาแบบฉากทัศน์เรียลลิตี้ นำเสนอเรื่องราวสุดระทึกผ่านสถานที่คุ้นเคยใกล้ตัวอย่าง “ร้านสะดวกซื้อ” พร้อมปักหมุดฉายตอนแรก 28 ตุลาคมนี้ รับชมได้ทาง Viu ที่เดียวเท่านั้น



การพลิกบทบาทครั้งสำคัญและการเชือดเฉือนอารมณ์ของทีมนักแสดง (Cast & Character Breakdown)
“The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ไม่เพียงแต่นำเสนอความขวัญผวา แต่ยังเป็นการพิสูจน์ฝีมือการแสดงระดับมาสเตอร์พีซผ่านการ “พลิกคาแรกเตอร์” (Character Transformation) ของเหล่านักแสดงชั้นนำที่น่าจับตามองที่สุดแห่งปี
ขุนโน้ต - จิรภัทร อุตมานันทน์ รับบทเป็น “เมธา”
การพลิกบทบาทที่สลัดภาพเดิมสู่บทบาทดราม่า-สยองขวัญสุดเข้มข้น
“เมธา” ชายผู้แบกรับบาดแผลทางใจในอดีตที่ฝังลึก เขาต้องยอมก้าวเข้าสู่กะดึกสุดหลอนในร้านสะดวกซื้อ Sunny Mart เพื่อแลกกับเงินเลี้ยงดูลูกสาว การถ่ายทอดมิติความสิ้นหวัง ความรักของพ่อ และสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดภายใต้สภาวะกดดันสูงสุด ถือเป็นผลงานการแสดงที่ท็อปฟอร์มและทรงพลังที่สุดของเขา
เมเบิ้ล - สิริวลี สิริวิบูลย์ รับบทเป็น “เดียร์”
การพลิกบทบาทที่ก้าวกระโดดสู่บทบาทดราม่าสืบสวนเชิงจิตวิทยา
“เดียร์” หญิงสาววัย 25 ปี ผู้เติบโตมากับความยากไร้ เธอตัดสินใจเอาชีวิตเข้าเสี่ยงสมัครงานกะดึกเพื่อออกตามหา “เด่น” พี่ชายที่หายตัวไปอย่างปริศนา เมเปิ้ลถ่ายทอดอารมณ์ความกล้าหาญที่แฝงไปด้วยความเปราะบาง และต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าหวาดผวาที่จ่อคอยหลอกหลอนเธอ
ฟาโรห์ จักรภัทรานน รับบทเป็น “เชิด”
การพลิกบทบาทกับการแสดงที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ในบทบาทผู้จัดการร้าน ผู้เข้มงวดและคร่ำเคร่งในกฎเกณฑ์อย่างน่าประหลาด เบื้องหลังความเย็นชา ภายในใจเขามีเรื่องราวบางอย่างซ่อนเอาไว้
แป้งจี่ - ปภาวรินท์ สวัสดิเวช รับบทเป็น “ชูการ์”
กับบทบาท พนักงานกะกลางวันวัยใส ผู้เป็นดั่งแสงสว่างเดียวในเรื่องที่ช่วยเยียวยาความมืดมิด กลับต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสุดช็อก (Plot Twist) เมื่อวันหนึ่งเธอกลายเป็นพนักงานกะดึกร่วมกับทุกคน ปริศนาการเปลี่ยนแปลงของชูการ์จะทำให้ผู้ชมต้องขนหัวลุกและตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น
แก๊ปโบ้ - สิระ สิมมี รับบทเป็น “กู๊ด”
การพลิกบทบาท: การแสดงที่เล่นกับสภาวะอารมณ์ของคนดู “กู๊ด” คนขับรถส่งของอารมณ์ดีประจำ Sunny Mart ที่สร้างพันธมิตรและความไว้วางใจกับเมธาด้วยมิตรภาพ แต่ภายใต้รอยยิ้มแสนดี กู๊ดกลับครอบครองความลับบางอย่างเอาไว้


เรื่องย่อ (Synopsis)
ณ ร้านสะดวกซื้อ Sunny Mart ย่านชานเมืองอันเงียบสงบ ยามค่ำคืนไม่ได้เป็นเพียงเวลาขายสินค้า แต่คือช่วงเวลาเปิดทำการของเหล่าวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติ
“เมธา” พ่อผู้สิ้นไร้ไม้ตอกต้องเข้ารับตำแหน่งพนักงานกะดึกเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกสาว โดยมี “เชิด” ผู้จัดการร้านผู้ลึกลับคอยควบคุมด้วยชุด “กฎเหล็กหลังเที่ยงคืน” ที่หากพลาดแม้เพียงข้อเดียว อาจหมายถึงชีวิต!
ในขณะเดียวกัน “เดียร์” หญิงสาวผู้สิ้นหวังได้ก้าวเข้ามาเพื่อตามหาพี่ชายที่หายสาบสูญ ทั้งสองต้องจับมือกันคลี่คลายความลับ โดยมี “กู๊ด” พนักงานส่งของปริศนาคอยนำทางเข้าใกล้ความจริง และการเปลี่ยนไปอย่างน่าสะพรึงของ “ชูการ์” พนักงานสาวกะกลางวัน ร่วมเจาะลึกเงื่อนไขแห่งความตายและหาทางออกจากวงจรความสยองนี้ไปให้ได้
โตโต้ วรวุฒิ ธนมาศชัยเจริญ (Director) ได้เปิดเผยถึงทิศทางและความตั้งใจในการนำเสนอซีรีส์ The Rules
กฏหลังเที่ยงคืน ครั้งนี้ว่า :
"การทำคอนเทนต์ Horror ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทำให้คนตกใจด้วย Jump Scare แต่คือการสร้าง 'ความกลัวเชิงจิตวิทยา' (Psychological Horror) ผ่านวัฒนธรรมและสิ่งใกล้ตัว 'Rules of Horror' เป็น Sub-genre ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเวทีสากล เรานำเอาคอนเซ็ปต์ร้านสะดวกซื้อซึ่งทุกคนคุ้นเคย มาแปลงสภาพให้กลายเป็นพื้นที่สยองขวัญผ่านกฎระเบียบสุดแปลกประหลาด
ในแง่การผลิตและทำการตลาดระดับ Global เราพิถีพิถันทั้งเรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) จังหวะระทึกขวัญ งานภาพ ตลอดจนการเค้นศักยภาพและพลิกบทบาทนักแสดงทุกคนแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน 'The Rules กฎหลังเที่ยงคืน' ไม่ใช่แค่ซีรีส์สยองขวัญของไทย แต่คือมาตรฐานใหม่ของ Viu Original ที่พร้อมจะสตรีมมิ่งสร้างความขวัญผวาให้กับผู้ชมทั่วโลกในช่วงฮาโลวีนนี้"
เริ่มตอนแรก วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 20.00 น. รับชมได้ทาง Viu ที่เดียวเท่านั้นคุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่ Sunny Mart หลังเที่ยงคืน? จงอ่านกฎให้จำขึ้นใจ... เพราะกฎบางข้อไม่ได้มีไว้ให้ปฏิบัติตาม แต่มีไว้เพื่อให้คุณเอาชีวิตรอด “เพราะที่นี่ กฎ สำคัญเท่ากับชีวิต”
Trailer “The Rules กฏหลังเที่ยงคืน” : https://bit.ly/3VNMmWl

SX2026 ผนึกกำลัง เครือข่ายพันธมิตรด้านความยั่งยืน ชวนทุกคน “ปรับ รับ เปลี่ยน”

Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action) SX2026 ชวนทุกคนร่วมปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เปิดรับโอกาสใหม่ และเปลี่ยนวิธีคิดสู่การลงมือทำจริง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ตอกย้ำแนวคิดหลักการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืนเพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability)  ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับนานาชาติที่เกิดจากการผนึกกำลังของพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชน ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิดและลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ปีนี้ SX2026 ชวนทุกคนปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว รับโอกาสใหม่ และเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมผ่านประสบการณ์และการลงมือทำจริง ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 100 เวที จากวิทยากรและคนทำจริงกว่า 800 ราย พบเวทีนานาชาติใหม่ SX Global Forum พร้อมบทนานาชาติจาก 11 ประเทศ และ UN นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ 4 Better Zones เทศกาลอาหารรักษ์โลก SX Food Festival “MELTING WORLD”   
เวิร์กชอปลงมือทำจริงที่ SX Idea Lab ลานเรียนรู้ SX Kids Zone และช้อปสินค้ารักษ์โลกจากชุมชนกว่า 200 ร้าน เต็มอิ่มใจตลอด 10 วัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตรที่มาร่วมกันออกแบบ สนับสนุน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และลงมือทำ เพื่อให้ SX2026 เป็นพื้นที่กลางที่ทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมโยงพลัง สร้างความร่วมมือ และเปลี่ยนแนวคิดด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง

Sustainability Expo 2026 (SX2026) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
เวลา 10.00–20.00 น. 

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาร่วม “ปรับ รับ เปลี่ยน” ไปด้วยกัน เพื่ออยู่รอด และไปต่อ

24 ตุลาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวหนุนงบกว่า 50 ล้านบาท พัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น”

แลนด์มาร์กใหม่โคราช เชื่อมธรรมชาติและเส้นทางท่องเที่ยว Geo Route

กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีเอกลักษณ์ พร้อมพัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” หรือสกายวอล์คลำตะคอง ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดแลนด์มาร์กใหม่ “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมงาน ณ บริเวณเขาเขื่อนลั่น จังหวัดนครราชสีมา



กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีเอกลักษณ์ พร้อมพัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” หรือสกายวอล์คลำตะคอง ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดแลนด์มาร์กใหม่ “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมงาน ณ บริเวณเขาเขื่อนลั่น จังหวัดนครราชสีมา



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “กรมการท่องเที่ยวมุ่งพัฒนา Sky Walk เขาเขื่อนลั่น ให้เป็นมากกว่าจุดชมวิวแห่งใหม่ โดยปรับปรุงภูมิทัศน์ ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวกและเหมาะสม พร้อมส่งเสริมศักยภาพของพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทาง Geo Route ที่เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำลำตะคองซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเข้ากับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวประเภทอื่น เช่น ภูเขา หน้าผา จุดชมวิว และพื้นที่ที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาโดดเด่นและสัมพันธ์กับพื้นที่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมและการดูแลรักษาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่แหล่งท่องเที่ยวและสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมาอย่างยั่งยืน“



กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนเที่ยวชม Sky Walk เขาเขื่อนลั่น ฟรี! ระหว่างวันที่ 25–30 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–15.00 น. ณ บริเวณวัดเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มาชมทัศนียภาพอันงดงามของลำตะคองและธรรมชาติโดยรอบ พร้อมสัมผัสแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกัน