26 ตุลาคม 2569

ภาครัฐ–เอกชน ภาครัฐ–เอกชน และเครือข่ายผู้ขับขี่ ผนึกกำลังยกระดับความปลอดภัยทางถนน

เดินหน้าส่งเสริมผู้ขับขี่ปลอดยาเสพติด มุ่งสร้างมาตรฐานการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืนกองบัญชาการตำรวจนครบาล กรมการขนส่งทางบก สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะและโบลท์ (Bolt) ร่วมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพผู้ขับขี่และสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดยาเสพติดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความรับผิดชอบและความตระหนักด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่รถสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้โดยสารและสังคมโดยรวมความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นภายในงาน “Road Safety & Drug-Free Driving Summit ขับขี่ปลอดภัยห่างไกลยาเสพติด” ซึ่งจัดขึ้น ณ กองบังคับการตำรวจจราจร

โดยมีผู้ขับขี่และผู้แทนจากกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ กลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสมาคมไรเดอร์ไทย เครือข่ายสหภาพผู้ขับขี่ ตลอดจนผู้ขับขี่ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มโบลท์และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมรวมประมาณ 130 คนภายในงานมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงควบคู่กับการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ เทคนิคการขับขี่เชิงป้องกันอุบัติเหตุการสร้างวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกต้อง ความรู้ด้านประกันภัย สิทธิและหลักประกันทางสังคมตลอดจนการสร้างความตระหนักถึงอันตรายจากยาเสพติดและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่  พลตำารวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำารวจนครบาล กล่าวว่า  “ความปลอดภัยทางถนนเริ่มต้นจากความรับผิดชอบของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน

โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเดินทางของประชาชนในแต่ละวัน ผู้ขับขี่ที่ดีไม่ใช่เพียงผู้ที่ขับรถเป็น แต่ต้องมีสติมีวินัย เคารพกฎหมายจราจร รู้จักประเมินความเสี่ยง และให้ความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก”  นายกิจจา สมสุข ผู้อำนวยการกองตรวจการ กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า  “กรมการขนส่งทางบกให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานผู้ขับขี่เพราะมาตรฐานของผู้ขับขี่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพการให้บริการ ความปลอดภัยบนท้องถนนและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบขนส่งสาธารณะ มาตรฐานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเพียงการมีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย วินัยในการใช้รถใช้ถนนและความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารและสังคม”

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางความปลอดภัย ป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างยั่งยืน (คศป.) กล่าวว่า   “การลดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและการทำงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่การสะท้อนปัญหาจากผู้ขับขี่ การสนับสนุนจากภาคเอกชน ไปจนถึงการกำหนดแนวทางของภาครัฐเราควรนำบทเรียนจากการใช้งานจริงมาพัฒนามาตรการที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่และผู้โดยสารพร้อมสร้างช่องทางให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางและติดตามผลอย่างต่อเนื่องการให้ความรู้และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องจะช่วยผลักดันให้แนวปฏิบัติเหล่านี้กลายเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน“

นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ กล่าวว่า “ผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะและผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนในชีวิตประจำวัน กิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญให้ผู้ขับขี่ได้พัฒนาความรู้ ทบทวนกฎหมายจราจรและพฤติกรรมเสี่ยงตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด รวมถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานภาครัฐอย่างสร้างสรรค์ สมาคมฯ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ขับขี่ประกอบอาชีพอย่างปลอดภัย มีวินัย มีความรับผิดชอบ และร่วมกันยกระดับมาตรฐานของวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง”

ขณะที่ โบลท์ (Bolt) เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายผู้ขับขี่เพื่อร่วมส่งเสริมวัฒนธรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และปลอดยาเสพติดโดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยและการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของผู้ขับขี่อย่างต่อเนื่องผู้แทนโบลท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “โบลท์เชื่อว่าความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน

เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเวทีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายผู้ขับขี่ในครั้งนี้ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงความรู้ด้านความปลอดภัยที่นำไปใช้ได้จริงและส่งเสริมการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพเพื่อร่วมสร้างระบบการเดินทางที่ปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม”

ทั้งนี้ ทุกภาคส่วนเห็นพ้องว่า การยกระดับความปลอดภัยทางถนนและการส่งเสริมการขับขี่ปลอดยาเสพติดไม่สามารถขับเคลื่อนโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพังแต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ขับขี่โดยจะร่วมกันส่งเสริมพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย พัฒนามาตรฐานวิชาชีพและสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์  เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบขนส่งสาธารณะและบริการผ่านแพลตฟอร์มในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

สจล. ระดมบุคลากรและจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยลาดกระบัง

สจล. ระดมบุคลากรและจิตอาสา ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยลาดกระบัง และ
จ. ฉะเชิงเทรา ดูแลสุขภาพ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน  

จากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ประชาชนในหลายพื้นที่โดยรอบสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) รวมถึงชุมชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ยังคงได้รับผลกระทบและต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง สจล. จึงเร่งระดมกำลังจิตอาสาครอบครัวลูกพระจอมฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 23 - 24 ตุลาคม 2569 โดยบูรณาการความรู้และความเชี่ยวชาญจากบุคลากรหลากหลายสาขา ทั้งการเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของจำเป็น การดูแลสุขภาพ และการตรวจสอบความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดความเสี่ยงจากอันตรายหลังน้ำท่วม และสนับสนุนให้ประชาชนฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย 


รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า  จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และจังหวัดฉะเชิงเทรา สจล. ได้ระดมบุคลากร จิตอาสา และทีมผู้บริหาร ได้แก่ รศ.สุพจน์ ศรีนิล รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม, ผศ.ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ, รศ.นพ.ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร และผศ.ดร.บุหงา ตโนภาส คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือ โดยนำความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรจากหลากหลายสาขามาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการของประชาชน ทั้งการดูแลสุขภาพเบื้องต้นโดยทีมแพทย์และพยาบาล การตรวจสอบและซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ตลอดจนการส่งมอบสิ่งของจำเป็นและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหลังน้ำลด โดยเฉพาะอันตรายจากระบบไฟฟ้าที่ชำรุดเสียหาย เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับเข้าบ้านและฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย  

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ สจล. ได้นำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมาประยุกต์ใช้ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพ การฟื้นฟูความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า และการบรรเทาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน โดยทีมแพทย์และพยาบาลได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน ตรวจสุขภาพ ให้คำปรึกษา และดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมให้กำลังใจในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ขณะเดียวกัน ทีมช่างไฟฟ้าและทีมวิศวกรรมได้เข้าตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในบ้านเรือน ทั้งสวิตช์ ปลั๊กไฟ สายไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อาจชำรุดหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมซ่อมแซมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ตามความเหมาะสม รวมถึงให้คำแนะนำเกี่ยวกับการติดตั้งและปรับตำแหน่งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากอันตรายทางไฟฟ้าหลังน้ำลด นอกจากนี้ ทีมจิตอาสาและบุคลากร สจล. ยังได้ร่วมส่งมอบสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูการดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว


สำหรับการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 สจล. ได้ลงพื้นที่ชุมชนริมคลองในเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่บริเวณวัดสามไปตามแนวชุมชนริมคลองจนเลยตลาดหัวตะเข้ เพื่อเยี่ยมเยียนประชาชน มอบสิ่งของจำเป็น และให้ความช่วยเหลือตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ต่อมาในวันที่ 24 ตุลาคม 2569 สจล. ได้ลงพื้นที่ชุมชนคลองพระองค์เจ้า อำเภอบางคล้า และอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เพื่อส่งมอบสิ่งของจำเป็น ให้กำลังใจประชาชน และสนับสนุนการฟื้นฟูชุมชนให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ

ตลอด 66 ปีที่ผ่านมา สจล. เติบโตเคียงข้างชุมชนและประชาชนโดยรอบ โดยยึดมั่นในบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการนำความรู้และศักยภาพมาสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ “66 ปีแห่งความผูกพัน สจล. เคียงข้างชุมชน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มุ่งสานต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันกับชุมชน และพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนในยามยาก เพราะการช่วยเหลือที่มีคุณค่าไม่ได้มีเพียงการส่งมอบสิ่งของจำเป็น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อกำลังใจและทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ต้องเผชิญความยากลำบากเพียงลำพัง โดยมีครอบครัวลูกพระจอมฯ พร้อมร่วมเป็นพลังในการก้าวผ่านวิกฤตไปด้วยกัน 

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial  และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th   หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

เมื่อคุณอยู่ในกฏ โปรดปฏิบัติตามกฏ อย่างเคร่งครัด "The Rules กฏหลังเที่ยงคืน"

Viu Original เขย่าขวัญรับฮาโลวีน! เปิดตัว “The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ซีรีส์สยองขวัญจิตวิทยาแนวใหม่ ยกระดับคอนเทนต์ไทยสู่เวทีระดับโลก

28 ตุลาคม 2569 – Viu (วิว) แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งแบบ OTT ระดับภูมิภาค ประกาศเปิดตัวผลงานซีรีส์ออริจินัลฟอร์มใหญ่ต้อนรับเทศกาลฮาโลวีน “The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ซีรีส์แนว Horror-Drama ที่สร้างปรากฏการณ์กระแส “Rules of Horror” หรือ “กฎการเอาชีวิตรอด” ให้กลายเป็นความสยองขวัญเชิงจิตวิทยาแบบฉากทัศน์เรียลลิตี้ นำเสนอเรื่องราวสุดระทึกผ่านสถานที่คุ้นเคยใกล้ตัวอย่าง “ร้านสะดวกซื้อ” พร้อมปักหมุดฉายตอนแรก 28 ตุลาคมนี้ รับชมได้ทาง Viu ที่เดียวเท่านั้น



การพลิกบทบาทครั้งสำคัญและการเชือดเฉือนอารมณ์ของทีมนักแสดง (Cast & Character Breakdown)
“The Rules กฎหลังเที่ยงคืน” ไม่เพียงแต่นำเสนอความขวัญผวา แต่ยังเป็นการพิสูจน์ฝีมือการแสดงระดับมาสเตอร์พีซผ่านการ “พลิกคาแรกเตอร์” (Character Transformation) ของเหล่านักแสดงชั้นนำที่น่าจับตามองที่สุดแห่งปี
ขุนโน้ต - จิรภัทร อุตมานันทน์ รับบทเป็น “เมธา”
การพลิกบทบาทที่สลัดภาพเดิมสู่บทบาทดราม่า-สยองขวัญสุดเข้มข้น
“เมธา” ชายผู้แบกรับบาดแผลทางใจในอดีตที่ฝังลึก เขาต้องยอมก้าวเข้าสู่กะดึกสุดหลอนในร้านสะดวกซื้อ Sunny Mart เพื่อแลกกับเงินเลี้ยงดูลูกสาว การถ่ายทอดมิติความสิ้นหวัง ความรักของพ่อ และสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดภายใต้สภาวะกดดันสูงสุด ถือเป็นผลงานการแสดงที่ท็อปฟอร์มและทรงพลังที่สุดของเขา
เมเบิ้ล - สิริวลี สิริวิบูลย์ รับบทเป็น “เดียร์”
การพลิกบทบาทที่ก้าวกระโดดสู่บทบาทดราม่าสืบสวนเชิงจิตวิทยา
“เดียร์” หญิงสาววัย 25 ปี ผู้เติบโตมากับความยากไร้ เธอตัดสินใจเอาชีวิตเข้าเสี่ยงสมัครงานกะดึกเพื่อออกตามหา “เด่น” พี่ชายที่หายตัวไปอย่างปริศนา เมเปิ้ลถ่ายทอดอารมณ์ความกล้าหาญที่แฝงไปด้วยความเปราะบาง และต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าหวาดผวาที่จ่อคอยหลอกหลอนเธอ
ฟาโรห์ จักรภัทรานน รับบทเป็น “เชิด”
การพลิกบทบาทกับการแสดงที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ในบทบาทผู้จัดการร้าน ผู้เข้มงวดและคร่ำเคร่งในกฎเกณฑ์อย่างน่าประหลาด เบื้องหลังความเย็นชา ภายในใจเขามีเรื่องราวบางอย่างซ่อนเอาไว้
แป้งจี่ - ปภาวรินท์ สวัสดิเวช รับบทเป็น “ชูการ์”
กับบทบาท พนักงานกะกลางวันวัยใส ผู้เป็นดั่งแสงสว่างเดียวในเรื่องที่ช่วยเยียวยาความมืดมิด กลับต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสุดช็อก (Plot Twist) เมื่อวันหนึ่งเธอกลายเป็นพนักงานกะดึกร่วมกับทุกคน ปริศนาการเปลี่ยนแปลงของชูการ์จะทำให้ผู้ชมต้องขนหัวลุกและตั้งคำถามกับสิ่งที่เห็น
แก๊ปโบ้ - สิระ สิมมี รับบทเป็น “กู๊ด”
การพลิกบทบาท: การแสดงที่เล่นกับสภาวะอารมณ์ของคนดู “กู๊ด” คนขับรถส่งของอารมณ์ดีประจำ Sunny Mart ที่สร้างพันธมิตรและความไว้วางใจกับเมธาด้วยมิตรภาพ แต่ภายใต้รอยยิ้มแสนดี กู๊ดกลับครอบครองความลับบางอย่างเอาไว้


เรื่องย่อ (Synopsis)
ณ ร้านสะดวกซื้อ Sunny Mart ย่านชานเมืองอันเงียบสงบ ยามค่ำคืนไม่ได้เป็นเพียงเวลาขายสินค้า แต่คือช่วงเวลาเปิดทำการของเหล่าวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติ
“เมธา” พ่อผู้สิ้นไร้ไม้ตอกต้องเข้ารับตำแหน่งพนักงานกะดึกเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกสาว โดยมี “เชิด” ผู้จัดการร้านผู้ลึกลับคอยควบคุมด้วยชุด “กฎเหล็กหลังเที่ยงคืน” ที่หากพลาดแม้เพียงข้อเดียว อาจหมายถึงชีวิต!
ในขณะเดียวกัน “เดียร์” หญิงสาวผู้สิ้นหวังได้ก้าวเข้ามาเพื่อตามหาพี่ชายที่หายสาบสูญ ทั้งสองต้องจับมือกันคลี่คลายความลับ โดยมี “กู๊ด” พนักงานส่งของปริศนาคอยนำทางเข้าใกล้ความจริง และการเปลี่ยนไปอย่างน่าสะพรึงของ “ชูการ์” พนักงานสาวกะกลางวัน ร่วมเจาะลึกเงื่อนไขแห่งความตายและหาทางออกจากวงจรความสยองนี้ไปให้ได้
โตโต้ วรวุฒิ ธนมาศชัยเจริญ (Director) ได้เปิดเผยถึงทิศทางและความตั้งใจในการนำเสนอซีรีส์ The Rules
กฏหลังเที่ยงคืน ครั้งนี้ว่า :
"การทำคอนเทนต์ Horror ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทำให้คนตกใจด้วย Jump Scare แต่คือการสร้าง 'ความกลัวเชิงจิตวิทยา' (Psychological Horror) ผ่านวัฒนธรรมและสิ่งใกล้ตัว 'Rules of Horror' เป็น Sub-genre ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเวทีสากล เรานำเอาคอนเซ็ปต์ร้านสะดวกซื้อซึ่งทุกคนคุ้นเคย มาแปลงสภาพให้กลายเป็นพื้นที่สยองขวัญผ่านกฎระเบียบสุดแปลกประหลาด
ในแง่การผลิตและทำการตลาดระดับ Global เราพิถีพิถันทั้งเรื่องการเล่าเรื่อง (Storytelling) จังหวะระทึกขวัญ งานภาพ ตลอดจนการเค้นศักยภาพและพลิกบทบาทนักแสดงทุกคนแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน 'The Rules กฎหลังเที่ยงคืน' ไม่ใช่แค่ซีรีส์สยองขวัญของไทย แต่คือมาตรฐานใหม่ของ Viu Original ที่พร้อมจะสตรีมมิ่งสร้างความขวัญผวาให้กับผู้ชมทั่วโลกในช่วงฮาโลวีนนี้"
เริ่มตอนแรก วันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 20.00 น. รับชมได้ทาง Viu ที่เดียวเท่านั้นคุณพร้อมหรือยังที่จะก้าวเข้าสู่ Sunny Mart หลังเที่ยงคืน? จงอ่านกฎให้จำขึ้นใจ... เพราะกฎบางข้อไม่ได้มีไว้ให้ปฏิบัติตาม แต่มีไว้เพื่อให้คุณเอาชีวิตรอด “เพราะที่นี่ กฎ สำคัญเท่ากับชีวิต”
Trailer “The Rules กฏหลังเที่ยงคืน” : https://bit.ly/3VNMmWl

SX2026 ผนึกกำลัง เครือข่ายพันธมิตรด้านความยั่งยืน ชวนทุกคน “ปรับ รับ เปลี่ยน”

Sustainability Expo 2026 (SX2026) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “ปรับ รับ เปลี่ยน” (Resilience in Action) SX2026 ชวนทุกคนร่วมปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง เปิดรับโอกาสใหม่ และเปลี่ยนวิธีคิดสู่การลงมือทำจริง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ตอกย้ำแนวคิดหลักการจัดงาน “พอเพียง ยั่งยืนเพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability)  ตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับนานาชาติที่เกิดจากการผนึกกำลังของพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และเครือข่ายชุมชน ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิดและลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ปีนี้ SX2026 ชวนทุกคนปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว รับโอกาสใหม่ และเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมผ่านประสบการณ์และการลงมือทำจริง ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 100 เวที จากวิทยากรและคนทำจริงกว่า 800 ราย พบเวทีนานาชาติใหม่ SX Global Forum พร้อมบทนานาชาติจาก 11 ประเทศ และ UN นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ 4 Better Zones เทศกาลอาหารรักษ์โลก SX Food Festival “MELTING WORLD”   
เวิร์กชอปลงมือทำจริงที่ SX Idea Lab ลานเรียนรู้ SX Kids Zone และช้อปสินค้ารักษ์โลกจากชุมชนกว่า 200 ร้าน เต็มอิ่มใจตลอด 10 วัน

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของเครือข่ายพันธมิตรที่มาร่วมกันออกแบบ สนับสนุน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และลงมือทำ เพื่อให้ SX2026 เป็นพื้นที่กลางที่ทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมโยงพลัง สร้างความร่วมมือ และเปลี่ยนแนวคิดด้านความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง

Sustainability Expo 2026 (SX2026) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
เวลา 10.00–20.00 น. 

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มาร่วม “ปรับ รับ เปลี่ยน” ไปด้วยกัน เพื่ออยู่รอด และไปต่อ

24 ตุลาคม 2569

กรมการท่องเที่ยวหนุนงบกว่า 50 ล้านบาท พัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น”

แลนด์มาร์กใหม่โคราช เชื่อมธรรมชาติและเส้นทางท่องเที่ยว Geo Route

กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีเอกลักษณ์ พร้อมพัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” หรือสกายวอล์คลำตะคอง ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดแลนด์มาร์กใหม่ “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมงาน ณ บริเวณเขาเขื่อนลั่น จังหวัดนครราชสีมา



กรมการท่องเที่ยวสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานบริเวณเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยกระดับพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีเอกลักษณ์ พร้อมพัฒนา “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” หรือสกายวอล์คลำตะคอง ให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 

วันนี้ (24 ตุลาคม 2569) นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดแลนด์มาร์กใหม่ “Sky Walk เขาเขื่อนลั่น” จังหวัดนครราชสีมา โดยมีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วมงาน ณ บริเวณเขาเขื่อนลั่น จังหวัดนครราชสีมา



นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “กรมการท่องเที่ยวมุ่งพัฒนา Sky Walk เขาเขื่อนลั่น ให้เป็นมากกว่าจุดชมวิวแห่งใหม่ โดยปรับปรุงภูมิทัศน์ ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวกและเหมาะสม พร้อมส่งเสริมศักยภาพของพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทาง Geo Route ที่เชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำลำตะคองซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเข้ากับแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวประเภทอื่น เช่น ภูเขา หน้าผา จุดชมวิว และพื้นที่ที่มีลักษณะทางธรณีวิทยาโดดเด่นและสัมพันธ์กับพื้นที่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของประสบการณ์ท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมและการดูแลรักษาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง อันจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่แหล่งท่องเที่ยวและสนับสนุนการเติบโตของการท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมาอย่างยั่งยืน“



กรมการท่องเที่ยวขอเชิญชวนเที่ยวชม Sky Walk เขาเขื่อนลั่น ฟรี! ระหว่างวันที่ 25–30 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00–15.00 น. ณ บริเวณวัดเขาเขื่อนลั่น ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มาชมทัศนียภาพอันงดงามของลำตะคองและธรรมชาติโดยรอบ พร้อมสัมผัสแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมสนับสนุนการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกัน

22 ตุลาคม 2569

adot° ชวนปล่อยจินตนาการจากเศษผ้าสู่ดอกไม้หนึ่งเดียวในโลก

ในกิจกรรม “Floral Postcard Workshop” เปลี่ยนวัสดุธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลป์

​adot°แพลทฟอร์มแบบ Phygital ชวนคนรักงานศิลปะและสาย Creative มาสัมผัสประสบการณ์ “Floral Postcard Workshop” เวิร์กช็อปที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้สนุกกับการสร้างสรรค์ โดยนำ เศษผ้าหลากสีและพื้นผิว มาตัด แต่ง และจัดวางบนโปสการ์ด เพื่อสร้างสรรค์เป็นดอกไม้ในแบบที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครตามจินตนาการของคุณ เมื่อเศษผ้าหลากสีไม่ได้มีไว้ทิ้ง แต่สามารถกลายเป็น “ดอกไม้” ที่มีเรื่องราวเฉพาะตัวได้ มาร่วมชวนเปิดมุมมองสร้างสรรค์ ผ่านสีสันและวัสดุจากผลงานศิลปิน พร้อมสร้างโปสการ์ดในแบบของตัวเองของศิลปิน เปรม บัวชุม (Prem Buachum) ) เจ้าของคอลเลกชัน “A Symphony of Wind, Water and Bloom” ซึ่งจัดแสดงบนเว็บไซต์ www.adot.maison และยังได้นำวัสดุที่ใช้ในผลงานมาสร้างสรรค์เป็นโปสการ์ดดอกไม้ในแบบฉบับของตัวเองโดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ใช้วัสดุแบบเดียวกับที่ปรากฏในงานศิลปะ เพื่อสร้างผลงานของตัวเอง
กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ adot° ที่ต้องการเชื่อมโยงงานศิลปะเข้ากับชีวิตประจำวัน ผ่านกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้ทดลอง ลงมือทำ และสร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานด้านศิลปะโดยการลงมือทำโดยชิ้นงานที่เกิดขึ้นผ่าน “Floral Postcard Workshop” เวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสกระบวนการสร้างสรรค์จากผลงานของศิลปินเวิร์กช็อปนี้โปสการ์ดลายดอกไม้ (Floral Postcard) ได้รับแรงบันดาลใจจากคอลเลกชัน







Floral Postcard Workshop จัดขึ้นที่ adot.maison ชั้น 2 Festie Town, Happitat ภายในโครงการ The Forestias โดยมีค่าร่วมกิจกรรม 100 บาท พิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าจาก adot° หรือแสดงใบเสร็จจาก Happitat มูลค่า 100 บาทขึ้นไป สามารถเข้าร่วมกิจกรรมฟรี

T&B Media Global ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับด้านอนาคตของการผลิตคอนเทนต์และอุตสาหกรรม

T&B Media Global ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับด้านอนาคตของการผลิตคอนเทนต์และอุตสาหกรรมบันเทิงในยุค Agentic AI บนเวที International AI Agent Tech Forum ภายใต้งาน Apsara Conference 2026 ของ Alibaba Cloud ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–24 กันยายน 2026 ณ เมืองหางโจว ประเทศจีน

Apsara Conference ในปีนี้สะท้อนพัฒนาการของ AI ที่กำลังก้าวจากเครื่องมือช่วยทำงาน ไปสู่เทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการทำงานและอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยพื้นที่จัดแสดงหลักของงานแบ่งออกเป็น 4 Pavilion ได้แก่ The Intelligence Engine, The Computer Foundation, The Creator Studio และ The Industry Panorama ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีพื้นฐานและโครงสร้างการประมวลผลของ AI ไปจนถึงการสร้างสรรค์คอนเทนต์และการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
หนึ่งในประเด็นสำคัญของงานคือแนวคิด “Agent-Native” และ “Agentic AI” ซึ่งสะท้อนการพัฒนาของ AI จากระบบที่ทำงานตามคำสั่ง ไปสู่ระบบที่สามารถเชื่อมโยงหลายขั้นตอน ทำงานเป็นกระบวนการ และเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งในด้านการวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการดำเนินงาน



ภายในงาน คุณพันธบัตร สันติมากร Chief of Project Commercialization, T&B Media Global ร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ Content Production ในยุค Agentic AI ภายใต้หัวข้อ “WonderClip: Powering Video Production in the Agentic AI Era”
คุณพันธบัตรกล่าวว่า บทบาทของ AI ต่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความเร็วหรือลดขั้นตอนการผลิต ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ทีมสร้างสรรค์สามารถพัฒนา ทดลอง และประเมินไอเดียได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการวางรากฐานไปสู่ AI-Native Entertainment Ecosystem ซึ่ง AI ไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในกระบวนการ แต่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับ Workflow ของการพัฒนาและผลิตคอนเทนต์ ตั้งแต่การสร้างแนวคิด การพัฒนาเรื่องราว การออกแบบภาพ การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการผลิตผลงานจริงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าวคือ WonderClip แพลตฟอร์มสร้างวิดีโอด้วย AI แบบครบวงจรจาก Alibaba ที่ช่วยตั้งแต่การพัฒนาไอเดียและสคริปต์ การสร้างภาพและฉาก การทำสตอรี่บอร์ด ไปจนถึงการผลิตและประกอบวิดีโอไว้ภายในระบบเดียว
WonderClip ทำหน้าที่เสมือน AI Production Studio ที่เชื่อมโยงโมเดล AI หลายประเภทของ Alibaba ทั้งโมเดลภาษา การสร้างภาพ และการสร้างวิดีโอเข้าด้วยกัน ช่วยให้ทีมครีเอทีฟสามารถเชื่อมต่อขั้นตอนที่เดิมต้องทำงานผ่านหลายโปรแกรมและหลาย workflow ให้ทำงานต่อเนื่องกันมากขึ้น
คุณพันธบัตรกล่าวว่า “ประโยชน์ที่แท้จริงของ AI ไม่ใช่เพียงการทำให้เราผลิตงานได้เร็วขึ้น แต่คือการทำให้เราสามารถทดลองได้มากขึ้นก่อนที่จะลงทุนในการผลิตจริง เราสามารถทดสอบไอเดีย เปรียบเทียบทางเลือก และค้นหาทิศทางที่ดีกว่าได้ด้วยต้นทุนและความเสี่ยงที่ลดลง”
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง ซึ่งการพัฒนาโครงการหนึ่งอาจต้องใช้ทั้งเวลา งบประมาณ และทรัพยากรจำนวนมาก ความสามารถในการสร้างต้นแบบหรือทดลองแนวคิดก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตเต็มรูปแบบ จึงสามารถช่วยเปลี่ยนวิธีการตัดสินใจด้านการสร้างสรรค์และการลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ
“ที่ผ่านมาเราอาจมอง AI ในฐานะเครื่องมือที่ช่วยให้ Content Production เร็วขึ้น แต่เมื่อ AI กำลังพัฒนาเข้าสู่ Agentic AI คำถามจึงเปลี่ยนไปจาก ‘เราจะผลิตได้เร็วขึ้นอย่างไร’ เป็น ‘เราจะนำ AI มาเชื่อมกับ workflowการทำงานในทุกๆขึ้นตอน เพื่อสร้าง content คุณภาพให้ได้มีประสิทธิผลดีขึ้น”

สำหรับ T&B Media Global แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจโอกาสในการนำ AI เข้ามาเชื่อมโยงกับกระบวนการสร้างสรรค์และการผลิตคอนเทนต์ในวงกว้างมากขึ้น เพื่อวางรากฐานของการทำงานในรูปแบบ AI-Native ในอนาคตเป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการนำเครื่องมือ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในบางขั้นตอน แต่คือการพัฒนาแนวทางที่ AI สามารถทำงานร่วมกับทีมสร้างสรรค์ได้ตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การค้นหาและพัฒนาไอเดีย การทดลองรูปแบบการเล่าเรื่อง การสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการผลิตผลงานจริง ในขณะเดียวกัน การนำ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของมนุษย์ในกระบวนการสร้างสรรค์ แต่ทำให้ความสามารถในการกำหนดทิศทาง ตั้งคำถาม ตัดสินใจเลือก และสร้างความหมายให้กับเรื่องราว กลายเป็นทักษะที่มีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่เทคโนโลยีสามารถสร้างทางเลือกได้จำนวนมาก

แนวคิด AI-Native Entertainment Ecosystem จึงเป็นภาพของระบบการทำงานที่ผสานความสามารถของมนุษย์และ AI เข้าด้วยกัน โดยใช้ AI เพื่อขยายขีดความสามารถในการทดลองและการผลิต ขณะที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้กำหนดวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และคุณค่าของผลงาน การเข้าร่วม Apsara Conference 2026 ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยี แต่ยังสะท้อนทิศทางของ T&B Media Global ในการศึกษาและทดลองเทคโนโลยี AI รุ่นใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมคอนเทนต์และบันเทิงในยุค Agentic AI

Happy Birthday เอิร์ธ สายสว่าง “เจ้าแม่แห่งวงการประชาสัมพันธ์โรงแรมในเมืองไทย”

ล่าสุด เมื่อค่ำคืนวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา “เอิร์ธ สายสว่าง”  จัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดล่วงหน้า ให้กับตัวเอง ก่อน 1 สัปดาห์  เพราะแว่วๆ มาว่า ในช่วงวันคล้ายวันเกิดจริงๆ เจ้าตัวจะบินลัดฟ้าข้ามทะเล ไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับตัวเอง โดยภายในงาน มีเหล่าเซเลบริตี้ คนดัง ดีกรีสุดปัง มาร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด ให้กับเจ้าแม่ประชาสัมพันธ์โรงแรมท่านนี้ กันอย่างคึกคัก อาทิ อาจารย์มีนา มัญชุมาศ และ Dr. Kent Goeking พร้อมด้วย คุณแก้ม-ศรีสองรัก ชัยสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เอเปกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคุณกิตติพงศ์ จั่นทับทิม Marvin Manager The Park Nine Hotel Suvarnabhumi นำเค้กก้อนโต จากโรงแรมฯ มาร่วมอวยพร ในวันคล้ายวันเกิด พร้อมกับร้องเพลง “แฮปปี้ เบิร์ธเดย์” ให้กับ “เอิร์ธ สายสว่าง” 





สำหรับร้าน อำแดงไต้ฝุ่น  ถือเป็นร้านประจำที่ เจ้าแม่ประชาสัมพันธ์โรงแรม อย่าง เอิร์ธ สว่าง เลือกจัดงานวันเกิดในทุกปี ด้วยเพราะประทับใจในบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา  อำแดงไต้ฝุ่น บายเดอะริเวอร์ ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนพระราม 3 ที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศสุดโรแมนติกและวิวสะพานที่สวยงามโดดเด่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการมานั่งทานมื้อค่ำท่ามกลางลมแม่น้ำเย็นสบาย พร้อมกับดื่มด่ำทัศนียภาพยามพระอาทิตย์ตกและแสงไฟยามค่ำคืน ตัวร้านตกแต่งในสไตล์โคโลเนียลร่วมสมัย โดดเด่นด้วยโทนสีแดงอิฐสะดุดตา มีให้เลือกนั่งทั้งโซนห้องแอร์ด้านในและโซนเอาต์ดอร์ริมน้ำที่เปิดโล่งรับวิวแบบพาโนรามา  และทิวทัศน์ ที่สวยงาม ที่มีฉากด้านหน้าเป็นสะพานภูมิพล ท่ามกลางสายลมเย็น ที่ชวนให้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มเย็นๆ และอาหารเลิศรส ที่พร้อมเสิร์ฟตลอดค่ำคืน

ส่วนอาหาร ของทางร้าน เรียกว่า มีให้เลือกอร่อยหลากหลาย ทั้งอาหารรับประทานเล่น เรียกน้ำย่อย ไปจนถึง การรับประทานอาหารแบบเป็นจริงเป็นจัง แบบอิ่มจุกกันเลยทีเดียว โดยไฮไลท์ของเมนูอาหาร ของที่ อำแดงไต้ฝุ่น ฯ ที่คนดังอย่างเอิร์ธ สายสว่างติดอกติดใจ และจัดมาเลี้ยงเหล่าเซเลบริตี้ ยังคงเป็นเมนูอาหารไทย รสชาติจัดจ้าน ให้สมกับความเปรี้ยวแซ่บ กับไลฟ์สไตล์ของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็น ยำวุ้นเส้นทะเล ที่มีหมึก และกุ้ง เป็นไฮไลท์ แล้วท้อปปิ้งด้วย หมูสับ เพิ่มความมีเทกเจอร์ ให้กับเมนูจานนี้มีความครบรส มากขึ้น







ตามมาด้วย แกงเหลืองปูไข่ยอดมะพร้าวอ่อน เปรี้ยวจี๊ด แซ่บ ถึงใจ หรือ จะเป็น หมูสับต้มบ๋วย หอมกลิ่นใบโหระพา ซดคล่องคอจริงๆ นอกจากนี้ ยังมี ต้มยำปลากระพง ที่เชฟแร่เนื้อปลานุ่มๆ มาแบบพอดีคำ นอกจากนี้ ยังมี “ผัดสามเหม็นปูก้อน” และ “หมูสามชั้นทอดน้ำปลาจิ้มแจ่ว” ที่ต้องสั่งเบิ้ล มาอีกจาน เพราะอร่อยจริงๆ ก่อนปิดท้ายเมนูจานหลักด้วย “ข้าวผัดมันกากหมู” ถือเป็นเมนูจานเด็ด ที่พลาดไม่ได้ต้องสั่งมารับประทานกันให้ได้

มากันที่ เมนูของหวานกันบ้าง เมนูที่ต้องสั่งมารับประทานให้ได้ มีตั้งแต่ รากบัวทอดกรอบ รสชาติหวานเค็มกรอบกรุบๆ ของแป้ง และเนื้อรากบัว หรือ จะเป็น “ขนมอำแดงไต้ฝุ่น” เมนูนี้ ทำจากเต้าหู้โฮมเมด ที่นำไปชุบแป้งบางๆ แล้วนำไปทอด หรือ จี่ น้ำมัน ก่อนนำไปคลุกเคล้ากับถั่วลิสงและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่บดละเอียด พร้อมด้วยน้ำตาล และเกลือ ซึ่งรสชาติจะคล้ายๆ กับขนมตุ๊บตั๊บ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีขนมไทย อร่อยๆ อย่าง บัวลอยเผือก บัวลอยทุเรียน รวมถึง ยังมีเค้ก อร่อยๆ อีกหลายรสชาติ ที่จัดมาอย่างเต็มอิ่ม สมกับ การเป็นงานวันคล้ายวันเกิด ของ “เอิร์ธ สายสว่าง” 


21 ตุลาคม 2569

“เกษรกรุ๊ป” คว้ารางวัล “Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award Thailand 2026”

ในฐานะองค์กรไทยแห่งแรก ตอกย้ำการลงทุนใน “People, Leadership & Culture” สู่การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างยั่งยืนยั่งยืน

1.[Main Photo] Gaysorn_ภาพประกอบข่าวประชาสัมพันธ์

เกษรกรุ๊ปได้รับรางวัล “MARSHALL GOLDSMITH COACHING CULTURE EXCELLENCE AWARD THAILAND 2026” โดย Dr.Marshall Goldsmith ร่วมกับ ITD World ผู้จัดตั้งรางวัล และมีคณะผู้เชี่ยวชาญระดับโลกให้การรับรอง เกษรกรุ๊ปในฐานะองค์กรแรกและองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพ และการเติบโตของบุคลากร พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมการโค้ชให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เพื่อเสริมสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูงและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับเกษรกรุ๊ป การลงทุนในบุคลากรเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาองค์กร การเปิดโอกาสให้คนทุกระดับได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และพัฒนาศักยภาพผ่านการทำงานร่วมกัน จึงเป็นแนวทางที่องค์กรให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเชื่อมโยงการเติบโตของบุคลากรเข้ากับคุณภาพการทำงานและคุณค่าที่ส่งมอบให้ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

รางวัล Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award ยกย่ององค์กรที่นำวัฒนธรรมการโค้ชมาผสานเข้ากับการบริหารและการทำงานอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมความมุ่งมั่นของผู้บริหาร การพัฒนาผู้นำและบุคลากร ความเชื่อมโยงกับกลยุทธ์องค์กร การวัดผล การจัดสรรทรัพยากร และการนำไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและสังคม การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของเกษรกรุ๊ปในการพัฒนาคนควบคู่กับการเติบโตของธุรกิ

สำหรับเกษรกรุ๊ป แนวคิดเรื่อง “People Development” ถือเป็นส่วนสำคัญ ในการสร้าง High Performance Team ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาศักยภาพของบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้นำและบุคลากรสามารถนำศักยภาพของตนเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่  หนึ่งในกลไกสำคัญคือ “10X Transformation Journey” ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้ผู้นำและทีมงานก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม พร้อมเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ความคล่องตัว และความสามารถในการแก้ไขปัญหา เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างผลลัพธ์ที่ก้าวล้ำ โดยมี Coaching เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้นำและบุคลากร

คุณชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกรรมการบริหาร เกษรกรุ๊ป กล่าวว่า “เราเชื่อว่าองค์กรที่มีประสิทธิภาพเริ่มต้นจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเติบโตไปด้วยกัน การพัฒนาภาวะผู้นำและทักษะด้าน Coaching จึงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากของเราได้ผ่านการพัฒนาในหลักสูตร Certified Chief Master Coach (CCMC) เพื่อเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้าน Coaching และเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนทั้งในระดับผู้นำ ทีมงาน และองค์กร

สำหรับเรา Coaching ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากร แต่เป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจริงในการทำงาน ผ่านการตั้งคำถาม การรับฟัง และการสนทนาที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยนมุมมองและค้นพบศักยภาพของตนเอง บทบาทของผู้นำจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดทิศทาง แต่ยังรวมถึงการสร้างพื้นที่สำหรับบทสนทนาที่มีคุณค่า เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การทำงานร่วมกัน และการสร้าง High Performance Team

แนวคิดนี้ยังเชื่อมโยงกับความมุ่งมั่นของเกษรกรุ๊ปในการสร้าง Workstyle Community ที่เอื้อให้ผู้คนได้เชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ Thriving Forward ไปด้วยกัน เราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมบทสนทนาและความร่วมมือจะช่วยให้ผู้คนพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรและ Community การได้รับรางวัลครั้งนี้จึงเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของคนในองค์กร และเป็นแรงผลักดันให้เราเดินหน้าพัฒนาบุคลากรและผู้นำ เพื่อส่งมอบประสบการณ์และคุณค่าที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง”

แนวทางการพัฒนาบุคลากรของเกษรกรุ๊ป ตั้งอยู่บน Core Value ที่หล่อหลอมวิธีคิด พฤติกรรม และการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร ประกอบด้วย Value Innovation การสร้างคุณค่าและแสวงหาโอกาสใหม่, Integrity การยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม, Professionalism การทำงานอย่างมืออาชีพ, People Partnership การสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความไว้วางใจ, Positivity การมีทัศนคติเชิงบวก, Agility ความคล่องตัวในการปรับตัว และ Accountability ความรับผิดชอบต่อหน้าที่และผลลัพธ์ Core Value เหล่านี้เป็นกรอบในการพัฒนาวิธีคิด พฤติกรรม และการทำงานร่วมกันของบุคลากรทั่วทั้งองค์กรส่งเสริมให้การโค้ชเกิดขึ้นในบทสนทนาและการทำงานประจำวัน ผ่านการตั้งคำถาม การรับฟัง และการใช้ Feedforward หรือข้อเสนอแนะที่มุ่งสู่การพัฒนาในอนาคต แนวทางนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการหาแนวทางแก้ไขและพัฒนางาน พร้อมเสริมสร้างความสามารถ ความมั่นใจ และความรับผิดชอบต่อเป้าหมายร่วมกันการดำเนินงานดังกล่าวเชื่อมโยงกับแนวคิด “Live & Learn” และ “Professional Growth” ที่สนับสนุนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การทำงานร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาศักยภาพเกิดขึ้นได้ในทุกวันของการทำงาน

แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเกษรกรุ๊ปในการสร้าง “Sustainable Growth” ที่มองการเติบโตมากกว่ามิติทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและ Community ที่มีความหลากหลาย ควบคู่ไปกับการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านบุคลากรที่มีศักยภาพสูง ผู้นำที่พร้อมพัฒนา และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม Employee Engagement และการเรียนรู้ในระยะยาว โดยเกษรกรุ๊ปมีการจัดโปรแกรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากร พร้อมดำเนินการสำรวจ Employee Engagement เป็นประจำทุกปี รวมถึงการลงทุนด้านการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีโปรแกรมพัฒนาด้าน Leadership และ Coaching ร่วมกับ ITD World เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบุคลากรและผู้นำอย่างเป็นระบบ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

การได้รับ Marshall Goldsmith Coaching Culture Excellence Award Thailand 2026 จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเกษรกรุ๊ปในการเดินหน้าสร้างองค์กรที่ให้ความสำคัญกับ People, Leadership & Cultureและ High Performance Team โดยหลอมรวมแนวความคิดด้านการพัฒนาผู้คน การสร้างภาวะผู้นำ และ Coaching Culture เข้ากับการทำงานในทุกระดับ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้คนได้เรียนรู้ เติบโต และสร้างคุณค่าไปพร้อมกับองค์กร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจอย่างมีความหมายและยั่งยืนในระยะยาว

“HER HYNESS” ตอกย้ำผู้นำครีมกันแดดคลีนบิวตี้ ขยายพอร์ตฟอลิโอรุกตลาด

 “Body Sunscreen” ชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen”

“HER HYNESS” (เฮอ ไฮเนส) แบรนด์ผู้นำคลีนบิวตี้ระดับพรีเมียมอันดับ 1 ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นผู้นำครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวหน้ายอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน ด้วยการรุกตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกายเป็นครั้งแรก ด้วย “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen” ยกระดับอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายของไทยด้วยการเป็นครีมกันแดดผิวกายแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO พร้อมชูจุดแข็ง SMART UV SENSOR TECHNOLOGY เทคโนโลยีการปล่อย Vitamin C & E ทันทีที่ผิวสัมผัสแสงแดดเพื่อลดอนุมูลอิสระแบบเรียลไทม์ ผ่านการทดสอบลดอนุมูลอิสระได้จริง 58% ผสานสารสกัด PDRN ในรูปแบบ Encapsulation ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ผิวอย่างล้ำลึก เพื่อเติมความชุ่มชื้น ซ่อมแซมผิวเสียจากแดด และลดริ้วรอย พร้อมเนื้อสัมผัสบางเบาเอกลักษณ์เฉพาะของ HER HYNESS เพื่อเปลี่ยนประสบการณ์จากการทาครีมกันแดดผิวกายเพื่อความจำเป็นให้กลายเป็นความรู้สึกดีจนสามารถทาได้ทุกวัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ตัดสินใจเลือกแบรนด์จากความเชื่อมั่นในข้อมูล มาตรฐาน และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง


คุณกัญญฉัชฌ์ เลิศธนไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HER HYNESS กล่าวว่า “ตลาดครีมกันแดดเป็นตลาดที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรม T-Beauty มาก ข้อมูลจากปี 2025 เมื่อรวมทั้งมูลค่าตลาดครีมกันแดดทั้งผิวหน้าและผิวกายมีมูลค่ามากถึง 6,436 ล้านบาท โดยมีการเติบโตอยู่ที่ 5% (จากปี 2020-2025) และคาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีมูลค่าถึง 6,731 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor International) จากความสำเร็จของ HER HYNESS ที่เป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้
สำหรับผิวหน้าที่มียอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน (อ้างอิงข้อมูลจาก Beautrium) ทำให้แบรนด์มีความมุ่งมั่นที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่มีอยู่ด้วยการรุกตลาดครีมกันแดดผิวกาย และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายด้วยการเป็นแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ใหม่ล่าสุด ISO 23698 (Hybrid Method) และ ISO 23675 (Robot-tested) ทั้งยัง ISO 24443 (In Vitro) ISO 24444 (In Vivo) และ ISO 24442 (In Vivo) ด้วยผลิตภัณฑ์ “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” โดยชูกลยุทธ์ “The 1st Clinically Proven Body Sunscreen” เพื่อสร้างความมั่นใจในผู้บริโภค ซึ่งพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันมีความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์อย่างมาก โดยตัดสินใจเลือกแบรนด์จากความเชื่อมั่นในข้อมูล มาตรฐาน และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง การออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของ HER HYNESS เป็นความตั้งใจที่จะยกระดับอุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายไทยด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในการผ่านการทดสอบทุกมาตรฐานและตอกย้ำจุดยืนของการเป็นผู้นำคลีนบิวตี้ที่มุ่งนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ความงามอย่างยั่งยืน”
ครีมกันแดดผิวกาย: ทลายข้อจำกัดด้านเนื้อสัมผัส พร้อมยกระดับมาตรฐานการปกป้อง เพื่อการดูแลผิวกายในทุกวันอย่างมั่นใจ
จากการเป็นผู้นำตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้ ทำให้ HER HYNESS พบช่องว่างทางการตลาดของครีมกันแดดผิวกายที่แบรนด์ต้องการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรม โดยพบว่า ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับครีมกันแดดผิวกายไม่เท่ากับครีมกันแดดผิวหน้า เนื่องจากประสบการณ์ในการใช้ครีมกันแดดผิวกายที่เหนียวเหนอะหนะ ต้องทาครีมบำรุงผิวกายก่อนถึงจะค่อยทาครีมกันแดดผิวกายได้ ฯลฯ จึงไม่ค่อยทาครีมกันแดดผิวกายเป็นประจำ ต่างกับครีมกันแดดผิวหน้าที่ผู้บริโภคยินดีทาทุกวัน ทำให้อุตสาหกรรมครีมกันแดดผิวกายยังไม่ได้รับความสำคัญทั้งในมิตินวัตกรรมและมาตรฐานการปกป้องเท่าครีมกันแดดผิวหน้า
นอกจากนั้น ผู้บริโภคในปัจจุบันยังมีความต้องการข้อมูลเชิงลึก ให้ความสนใจกับมาตรฐาน และผลลัพธ์จริงจากการใช้งาน ซึ่งตรงกับจุดยืนของความเป็นแบรนด์คลีนบิวตี้ของ HER HYNESS ที่ให้ความสำคัญกับความงามที่ยั่งยืน มีมาตรฐานพิสูจน์ได้ ผ่านการรับรองทางการแพทย์ และผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริง
ทั้งหมดนี้ จึงเป็นแรงผลักดันให้ HER HYNESS รุกตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกาย เพื่อต่อยอดจากการเป็นผู้นำในตลาดครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวหน้ายอดขายอันดับ 1 เป็นเวลา 4 ปีซ้อน (อ้างอิงข้อมูลจาก Beautrium) ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดคลีนบิวตี้สำหรับผิวกาย “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ให้ผ่านการทดสอบทุกมาตรฐาน ISO และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้สามารถใช้ครีมกันแดดผิวกายที่เคยใช้ด้วยความจำเป็นให้กลายเป็นความรู้สึกที่ดี อยากใช้ทุกวัน
การพัฒนานวัตกรรมของ “HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN SPF50+ PA++++” ด้วยแนวคิด “The Science & Soul”
HER HYNESS มีแนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้วยแนวคิด “The Science & Soul” ที่ผสานทั้งมิติทางวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและความใส่ใจผู้บริโภค ดังนี้
1) มิติด้านวิทยาศาสตร์ (Science)
1.1) Clinically Proven Clean Beauty: ปราศจากสารเคมีอันตรายกว่า 2,100 ชนิดตามมาตรฐานยุโรป ผ่านการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically Tested) และไม่ทดลองในสัตว์ (Cruelty-Free) เพื่อผิวสุขภาพดีอย่างแท้จริงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
1.2) All ISO Standards Passed: เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ผ่านการทดสอบครบทุกมาตรฐาน ISO ระดับสากล ทั้ง ISO 23698 (Hybrid Method) ใหม่ล่าสุด, ISO 23675 (Robot-tested), ISO 24443 (In Vitro), ISO 24444 (In Vivo) และ ISO 24442 (In Vivo)
1.3) 7x Photostable UV Filters: ปกป้องผิวสูงสุดครอบคลุมทุกรังสี UVA1, UVA2, UVB และ Blue Light ด้วย UV Filter ที่มีความเสถียรสูงถึง 7 ชนิด
1.4) Smart UV Sensor Technology: ผสานเทคโนโลยีต้านอนุมูลอิสระแบบเรียลไทม์ปล่อย Vitamin C & E ทันทีเมื่อผิวสัมผัสแสงแดด เสมือนผิวได้รับวิตามินสดใหม่ ช่วยลดอนุมูลอิสระ -58% ทันที
1.5) PDRN-Powered: ผสานพลังการบำรุงจาก Encapsulated PDRN ทั้งสูตร Hya Cooling Water ที่ผสาน Rose PDRN ช่วยกู้ผิวแห้งกร้าน บูสต์ผิวนุ่มชุ่มชื้น และสูตร Advanced Repair ที่ผสาน Salmon PDRN ช่วยกู้ผิวเสียจากแดด ลดริ้วรอย บูสต์คอลลาเจนในผิว
1.6) Lightweight & Non-Sticky Texture: เนื้อเบาขั้นสุด ไม่เหนียวเหนอะหนะ ออกแบบมาสำหรับใช้ในทุกๆ วัน
2) มิติด้านจิตวิญญาณ (Soul):
2.1) Effortless Everyday Protection: เปลี่ยนการทากันแดดตัวให้เป็นเรื่องง่ายและน่าใช้ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เบาสบายผิว กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
2.2) Feel-Good Sun Protection: เปลี่ยนประสบการณ์การทากันแดดจากความจำเป็นที่น่าอึดอัด ให้เป็นสิ่งที่รู้สึกดีและอยากทาทุกวัน
2.3) Skincare Beyond the Face: ส่งเสริมให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลผิวกายอย่างพิถีพิถันไม่ต่างจากการดูแลผิวหน้า
2.4) Beauty Meets Lifestyle: ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งน่ารัก พกพาง่าย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกวัน
2.5) Confidence in Every Day: เติมความมั่นใจให้พร้อมใช้ชีวิตในทุกๆ วันโดยไม่ต้องกลัวแดด ด้วยการปกป้องผิวที่เชื่อถือได้ โดยไม่ลดทอนความสบายผิว
2.6) Elevating Thai Sunscreen: ยกระดับมาตรฐานกันแดดด้วยการผสานนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และประสบการณ์การใช้ พร้อมต่อยอดความเชี่ยวชาญจากกันแดดหน้าสู่กันแดดตัว
2 สูตรครีมกันแดดผิวกายจาก HER HYNESS ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานทุกวัน

กันแดดตัว PDRN ที่ให้มากกว่าการปกป้องในทุกๆ วัน ทั้ง 2 สูตรเนื้อบางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ ตอบโจทย์ทุกความกังวลผิว
สูตร Hya Cooling Water (ฝาฟ้า) ผสาน Rose PDRN: เนื้อน้ำเบาสุด เย็นสบายผิวทันทีที่ทา เติมความชุ่มชื้น พร้อมกู้ผิวแห้งขาดน้ำ
สูตร Advanced Repair (ฝาม่วง) ผสาน Salmon PDRN: เนื้อโลชั่นบางเบา ซึมไว ไม่เหนียว ช่วยลดเลือนริ้วรอย พร้อมบูสต์คอลลาเจนให้ผิวดูเฟิร์มกระชับ
HER HYNESS PDRN BODY SUNSCREEN ทั้ง 2 สูตร วางจำหน่ายแล้ววันนี้ (ขนาด 150 กรัม ราคา 790 บาท) ผ่าน Watsons, Eveandboy, Beautrium, KIS, Konvy และ Her Hyness Beauty Bar ทุกสาขาทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok
พร้อมติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โซเชียลมีเดียของ HER HYNESS ทุกช่องทาง