30 กันยายน 2569

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเท

 

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ จัดเตรียมปฏิบัติการ FIRST AID ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ประสานเครือข่ายรถยก รถลาก กู้รถยนต์ออกจากพื้นที่ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุรองรับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ผ่านสายด่วน 1557 ช่องทาง Line Official @viriyah และศูนย์บริการสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง

     นายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเส้นทางที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชาชนดำเนินไปอย่างยากลำบาก รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน รถยนต์บางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงและสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบางจุดที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการสินไหมทดแทนอย่างเต็มศักยภาพ

     "วิริยะประกันภัย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการรับมือกับเหตุอุทกภัยด้วยการนำ ‘ปฏิบัติการ FIRST AID’ แนวทางปฏิบัติการกู้ซ่อมรถยนต์ มาใช้รับมือกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงมหาอุทกภัยล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาการบริการและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงานให้มีความพร้อมรับมือกับภัยความเสี่ยงทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานของปฏิบัติการ FIRST AID อยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ จึงดำเนินการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที แม้ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ยังสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในแต่ละพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ประสานงานด้านการช่วยเหลือ รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการดูแลรถยนต์ในระหว่างเกิดอุทกภัย เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองและเกิดความอุ่นใจสูงสุด” คุณดลเดชกล่าว

     ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในเขตพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน พบว่า มีรถยนต์เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวนประมาณกว่า 4,000 คัน โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด

--

ดีพร้อม–เดลต้า หนุน 10 สตาร์ทอัพไทย มอบทุน 5 ล้านต่อยอดธุรกิจ คาดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท


กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบเงินทุนสนับสนุนการจัดตั้งและขยายธุรกิจรวม 5 ล้านบาท ให้แก่ 10 สตาร์ทอัพไทย ภายใต้โครงการ DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 หลังผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบนวัตกรรมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสนำเทคโนโลยีไทยไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยคาดว่าโครงการปีนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 150 ล้านบาท         

จากภาพถ่ายดาวเทียมสู่การบริหารฟาร์มโคนมด้วย AIoT นวัตกรรมของสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทยในการนำไปประยุกต์ใช้กับภาคเศรษฐกิจที่หลากหลาย โดยบริษัท ริฟฟาย จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมด้วยปัญญาประดิษฐ์ ได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงสุด 1,000,000 บาท ขณะที่บริษัท โคมิล์โล จำกัด ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการฟาร์มโคนมด้วยเทคโนโลยี AIoT ได้รับเงินทุน 850,000 บาท และบริษัท ไทยทิชชูคัลเจอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ได้รับเงินทุน 750,000 บาท โดยอีก 7 กิจการได้รับทุนสนับสนุนตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท

นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม

“โจทย์ใหม่ของประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจรูปแบบใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือสตาร์ทอัพที่ไม่เพียงเติบโตในธุรกิจของตนเอง แต่สามารถนำความรู้และนวัตกรรมเข้าไปช่วยแก้ปัญหา เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต” นายทัตพงศ์ กล่าว            

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งพัฒนาสตาร์ทอัพไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ โดย DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ได้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผู้ประกอบการให้เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการทดสอบตลาดจริง โดยเริ่มจากผู้สมัคร 105 กิจการ ผ่านการคัดเลือก 30 กิจการเข้าสู่กระบวนการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ก่อนคัดเลือก 20 กิจการเข้าทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และคัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่รอบสุดท้ายเพื่อรับเงินทุนสนับสนุน

“การส่งเสริมสตาร์ทอัพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกอบการได้รับเงินทุน แต่ต้องต่อเนื่องไปถึงการตั้งธุรกิจ การขยายตลาด และการสร้างรายได้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานในทิศทางนี้มาอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับภาคอุตสาหกรรม แหล่งทุน และตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ” นายณัฐพล กล่าว

ด้าน นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างดีพร้อมกับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ประกอบการได้รับทุนสนับสนุนจากเดลต้าแล้ว 247 ทีม รวมมูลค่ากว่า 43.16 ล้านบาท สำหรับปีนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานและธุรกิจที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สตาร์ทอัพได้รับข้อมูลจากการทดลองใช้งานจริงก่อนต่อยอดสู่ตลาดในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามจากการดำเนินโครงการในปีนี้ คาดว่าจะสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 150 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินลงทุนเพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจ 5 ล้านบาท การสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้น 90 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และสามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า 30 ล้านบาท และการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการตลาด คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท

ขณะที่ นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดลต้าฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Angel Fund อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยในปีนี้บริษัทฯ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม Pitching Day รอบสุดท้าย พร้อมสนับสนุนเงินทุนจำนวน 10 รางวัล รวม 5 ล้านบาท ให้แก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ

“เดลต้าฯ เชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต ความร่วมมือกับดีพร้อมตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคม และเราพร้อมที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยต่อไป” นายวิคเตอร์ กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 

โทรศัพท์ 0 2202 4414-18 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.dip.go.th
หรือ https://www.facebook.com/dipromindustry

“OSU สหรัฐอเมริกา” ประกาศยกย่อง "ดร.ลักขณา" แห่ง ASBGV

เข้าสู่หอเกียรติยศ ปี 2026 ในฐานะผู้นำการศึกษาระดับโลกนับเป็นสตรีเอเชียคนแรก และเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้

มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต (Oklahoma State University: OSU) มหาวิทยาลัยระดับโลก ประกาศยกย่อง "ดร.ลักขณา ดิษยะศริน" เข้าสู่หอเกียรติยศ ปี 2026 ในฐานะผู้นำการศึกษาระดับโลก นับเป็นสตรีชาวเอเชียคนแรกและเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้จากมหาวิทยาลัยฯ ตอกย้ำความสำเร็จของ โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (The American School of Bangkok Green Valley : ASBGV) ตลอด 43 ปี ในการเป็นผู้นำด้านการศึกษาระดับสากลอย่างเต็มภาคภูมิ ภายหลังก่อนหน้านี้ โรงเรียนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน "50 โรงเรียนที่ดีที่สุดของโลก" (Top 50 Organization in Education) จากการรับรองของ Global Forum for Education and Learning (GFEL)




ศาสตราจารย์ ดร.สตีเฟน คลาร์ก (Professor Dr.Stephen Clark) คณบดีคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต (Oklahoma State University: OSU) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แสดงความยินดีกับ ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ "หอเกียรติยศ" (Hall of Fame) ประจำปี 2026 ของคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ โดยรางวัลอันทรงเกียรตินี้ มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าผู้สร้างสรรค์ผลงานและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมอย่างโดดเด่น ซึ่งส่งผลกระทบเชิงบวกอันยิ่งใหญ่ต่อวงการศึกษา การบริหารจัดการ และการบริการสังคม "นับตั้งแต่ช่วงปี 1970 ที่ ดร.ลักขณา ได้เข้ามาศึกษาในฐานะนักศึกษาต่างชาติ ณ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการศึกษาระดับโลกในปัจจุบัน ได้สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้แก่พวกเราและผู้คนมากมาย ซึ่งสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของรางวัลนี้" 

ด้าน ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ผู้ก่อตั้งและประธาน โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ เผยว่า รู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้รับการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้คณะผู้บริหารของ ASBGV จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนา ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ตามวิสัยทัศน์ของเราที่ยึดมั่นมา ตลอด 4 ทศวรรษในการสร้างสถาบันการศึกษาแห่งนี้ "เราเชื่อว่าการศึกษาที่ดีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และภาษาอังกฤษคือประตูสำคัญสู่เวทีโลก แต่ที่ ASBGV เรามองไกลกว่าแค่ความเข้มข้นทางวิชาการและการสอบได้คะแนนดี หน้าที่ของเราคือการสร้าง 'Global Citizens' หรือพลเมืองโลกที่มีความคิดวิเคราะห์ สื่อสารทรงพลัง มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรม เป็น ‘Mindful and Wise Leaders’ ที่ประกอบด้วย Morality (ศีล), Discipline (ระเบียบวินัย), และ Wisdom (ปัญญา) เพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างสมดุลและพร้อมปรับตัวในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตคณบดีสตีเฟน ยังได้กล่าวชมเชยวิสัยทัศน์และการเป็นผู้นำของ ดร.ลักขณา ในการก่อตั้ง โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (The American School of Bangkok Green Valley : ASBGV) ซึ่งเริ่มต้นจากโรงเรียนอนุบาลนานาชาติระดับบุกเบิก จนเติบโตเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่พร้อมสนับสนุนนักเรียนทั้งในด้านวิชาการ สังคม และอารมณ์ และได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตของนักเรียนและครอบครัวจำนวนหลายพันคนตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ดร.ลักขณา และ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต ยังได้เวียนกลับมาบรรจบอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่านความร่วมมือในการส่งนักศึกษาฝึกหัดครูจาก OSU เดินทางมาฝึกประสบการณ์การสอนจริงที่โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ ในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อต่อการพัฒนาการศึกษา และสอดคล้องกับค่านิยมหลักของมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง

"ดร.ลักขณา ได้สะท้อนถึงจิตวิญญาณและพันธกิจของคณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์อย่างแท้จริง ทางมหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และตื่นเต้นที่จะได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จร่วมกับคุณ" คณบดี OSU ทิ้งท้ายลอดเวลา”


ตลอดระยะเวลา 43 ปี ASBGV ไม่เพียงแต่พิสูจน์ความเป็นเลิศในประเทศไทย แต่ยังสร้างชื่อเสียงในระดับสากล โดย ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Woman of the Year ด้าน Educational Administration, Quality Person of the Year, Asia Pacific Woman Golf Entrepreneur of the Year และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน Top 100 Leaders in Education จาก Global Forum for Education and Learning (GFEL) และโรงเรียนได้รับรางวัลให้เป็น 1 ใน 50 โรงเรียนที่ดีที่สุดของโลก รางวัลเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาจารย์ในการพัฒนาการศึกษา และการสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับเยาวชน 


ล่าสุด (18 กันยายน 2026) ดร.ลักขณา ดิษยะศริน ได้รับการยกย่องเข้าสู่ Alumni Hall of Fame ของ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาสเตต คณะศึกษาศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Oklahoma State University, College of Education and Human Sciences) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยงาน “2026 College of Education and Human Sciences Hall of Fame Banquet” ได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเชิดชูเกียรติผู้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดของมหาวิทยาลัย ซึ่งนับแต่เปิดดำเนินการ มีนักศึกษาจากทั่วโลกสำเร็จการศึกษาจากสถาบันไปแล้ว 304,000 คน แต่มีเพียง 221 คน เท่านั้น ที่ได้รับการพิจารณาให้รางวัลเกียรติยศนี้ โดย ดร.ลักขณา เป็นสุภาพสตรีคนแรกและเป็นเพียงหนึ่งเดียวในทวีปเอเชีย ที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุด และเป็นเครื่องยืนยันว่า ASBGV ได้ก้าวสู่เวทีการศึกษาระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ


"ความภาคภูมิใจสูงสุด ไม่ใช่เพียงรางวัลหรือชื่อเสียง แต่คือการได้เห็นศิษย์เก่าของเรา เติบโตไปประกอบอาชีพที่ทรงคุณค่า ทั้งแพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน หรือนักการศึกษาระดับผู้นำ ความสำเร็จของ ASBGV ไม่ได้จบลงในวันที่เด็กเรียนจบ แต่คือการที่พวกเขาสามารถออกไปใช้ชีวิตมีความสุข และสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง" ดร.ลักขณา กล่าว

ที่ผ่านมา ASBGV ประสบความสำเร็จด้วยสถิติระดับโลก โดยพิสูจน์ความเป็นเลิศ (Academic Excellence) จากผลงานของนักเรียน Class of 2026 (Grade 12) ที่ได้รับการยอมรับ และตอบรับเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย (University Acceptance) สูงถึง 100% จากสถาบันชั้นนำระดับท็อป ของโลกมากกว่า 250 แห่ง อาทิ Stanford University, Columbia University, UC Berkeley, UCLA, UCL, NYU, University of Toronto, McGill University และ University of Melbourne รวมมูลค่าทุนการศึกษา ที่ได้รับในปีการศึกษา 2025-2026 สูงถึง 90.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับทุนการศึกษาทุกปี พร้อมด้วยรางวัล 76 College Board AP Scholar Awards ซึ่งตอกย้ำถึงมาตรฐานหลักสูตรอเมริกันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลสูงสุด


โรงเรียนนานาชาติ ดิ อเมริกัน สคูล ออฟ แบงค็อก กรีนวัลเล่ (ASBGV) ตั้งอยู่ที่ ถ.บางนา-ตราด กม.15 

อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ตั้งแต่ระดับชั้น Pre-K ถึง Grade 12 สำหรับปีการศึกษาใหม่นี้ ขอเชิญชวนผู้ปกครองชาวไทย ครอบครัว Expat และผู้ปกครองประเทศเพื่อนบ้าน เข้าเยี่ยมชมบรรยากาศการเรียนการสอนจริง (School Tour) เพื่อสัมผัสสังคมการเรียนรู้ที่อบอุ่น ปลอดภัย และเปี่ยมด้วยคุณภาพ


สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร.02-430-8888, 063-314-3660 อีเมล: asbgv@asb.ac.th, line ID : asbgv หรือ https://asbgv.ac.th, facebook.com/ASBGV

วิริยะประกันภัย รวมน้ำใจจิตอาสา จัดทำถุงยังชีพบรรเทาทุกข์

วิริยะประกันภัย รวมน้ำใจจิตอาสา จัดทำถุงยังชีพบรรเทาทุกข พร้อมระดมสรรพกำลังลงพื้นที่ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุงเทพฯ



     นางเบญจมาศ เปรมฤทัย ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 6/2 (ภาคกรุงเทพฯ) ด้านสาขา และนายธีระศักดิ์ มุ่งดี รักษาการรองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 6/3 (ภาคกรุงเทพฯ) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) นำกลุ่มวิริยะจิตอาสา (V Volunteer) จากส่วนกลาง สาขาและศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนภาค 6 (กรุงเทพฯ) ร่วมบรรจุถุงยังชีพซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องอุปโภค - บริโภค ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น ส่งมอบให้แก่ศูนย์ช่วยเหลือและบรรเทาอุทกภัยนิด้า (NIDA Flood Relief and Support Center) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ยังคงประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมกันนี้ กลุ่มวิริยะจิตอาสา ได้ลงพื้นที่ส่งมอบถุงยังชีพและอาหารปรุงสุก ถึงมือผู้ประสบภัยชุมชนแฟลตคลองจั่น ซอยเสรีไทย ศูนย์พักพิงโรงเรียนบ้านบางกะปิ และบริเวณโดยรอบสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) นอกจากนี้ บริษัทฯ
ยังได้ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพในพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง


     สำหรับ ภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจัดส่งเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน ลงพื้นที่สำรวจภัยและความต้องการด้านเครื่องอุปโภค – บริโภคของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกัน กลุ่มวิริยะจิตอาสา อันประกอบด้วย ผู้บริหาร พนักงาน ตัวแทน/นายหน้าประกันวินาศภัย และคู่ค้าพันธมิตรทั่วประเทศ ยังได้ร่วมแรงร่วมใจจัดทำถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนและเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชน สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการ “ปฏิบัติการ FIRST AID” ให้ความช่วยเหลือด้านการกู้ซ่อมรถยนต์เพื่อดำเนินการด้านสินไหมทดแทน เพื่อให้ผู้เอาประกันภัย ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยในภูมิภาคอื่น ๆ ต่อไป โดยวิริยะประกันภัย ขอส่งมอบกำลังใจและความห่วงใยแก่พี่น้องผู้ประสบภัย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ววัน

29 กันยายน 2569

3 เหตุผลคนรักเรือต้องมา งาน Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3

ริเวอร์เดล มารีน่า ผู้ให้บริการท่าจอดเรือและศูนย์บริการดูแลเรือครบวงจรระดับพรีเมียมบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือ เอ็ม บี เค ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเรือชั้นนำและเครื่องยนต์ จัดงาน RIVERDALE MARINA USED BOAT MARKET ครั้งที่ 3  เปิดพื้นที่เพื่อคนรักเรือที่กำลังมองหาเรือลำแรก เรือคู่ใจมือ2 ตลอดจนมาแลกเปลี่ยนพบปะ พูดคุย แชร์ทริคการดูแลเรือ และอัปเดตไอเทมเด็ดกันแบบจุใจ ไม่ว่าจะเป็นสายสปีดโบ๊ท เจ็ตสกี หรือเรือตกปลา เพราะเป็นงานตลาดเรือมือสองระดับพรีเมียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการเรือขนาดยักษ์ นวัตกรรมเรือไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางน้ำมาไว้ในงานเดียว ภายใต้ 3 เหตุผลของคนรักเรือต้องไม่พลาดงานนี้

เหตุผลที่ 1  ยกทัพเรือมือสองทุกรูปแบบทั้งเบนซิน ดีเซล และเรือไฟฟ้าน่าครอบครองที่สุดแห่งปี  ขนมาครบทั้งเรือสวยสภาพเหมือนใหม่ เจ็ตสกี เครื่องยนต์ และอุปกรณ์เรือคุณภาพดี ฟังก์ชั่นครบจัดเต็ม แถมหลายลำเป็นแรร์ไอเทม ที่ไม่เคยหลุดมาในตลาดที่ไหนมาก่อน 

เหตุผลที่ 2 ซื้อขายตรงกับเจ้าของเรือ ดีลดี ต่อรองได้จริง หมดปัญหาเรื่องคนกลาง พบเจ้าของเรือตัวจริง เปรียบเทียบหลายรุ่นหลายขนาด พร้อมพูดคุยและต่อรองราคาได้ตรงใจ ในราคาคุ้มค่าสบายกระเป๋ากว่าท้องตลาด

และเหตุผลที่ 3 พบปะกับชุมชนคนรักเรือ  ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลริมเจ้าพระยา  ที่นี่เป็นมากกว่าการมาซื้อเรือ แต่ยังเป็นพื้นที่ของการแบ่งปัน กระทบไหล่แลกเปลี่ยนความรู้กับสังคมคนรักเรือตัวจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำผู้ที่เพิ่งเข้าวงการให้ทดลองขับ เพื่อหาไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับตรงเองและครอบครัว ชูจุดเด่นเครื่องยนต์ดีเซลที่ประหยัดและดูแลรักษาง่าย  เดินชมเรือสวยๆ ไม่ต้องกลัวร้อนช่วงเย็น ลมพัดเย็นสบาย เคล้าบรรยากาศวิว Sunset สุดเอ็กซ์คลูซีฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา 


ลดกระหน่ำหลักแสน! ดีลพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  Special Privilege! เพียงจองเรือภายในงาน รับสิทธิ์ จอดเรือที่ Riverdale Marina ฟรี 3 เดือน ดูแลระดับพรีเมียม ให้คุณเริ่มเป็นเจ้าของเรือได้อย่างสบายใจที่สุด  มาร่วมเป็นเจ้าของเรือสวย คัดพิเศษ ในราคาสบายใจ ที่งานตลาดเรือมือสอง Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3   ตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 2 –  วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม 2569   เวลา 15.00-20.00 น.   ณ  Hardstand, Riverdale Marina 

งาน "Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3" ไม่เพียงเป็นแหล่งรวมเรือสวยฟังก์ชันครบ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ดูแลเรือระดับพรีเมียม แต่ยังมีบริการ Ramp Service มาตรฐานสากลให้ผู้ซื้อได้ทดลองขับจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยา  ที่สำคัญต้นปีหน้าต้องไม่พลาดมหกรรมเรือสุดยิ่งใหญ่ระดับประเทศ Riverdale Marina Boat Fair ครั้งที่ 5 ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 28  ถึงวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2570  ณ ริเวอร์เดล มารีน่า จังหวัดปทุมธานี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Riverdale Marina โทร. 062-5971875
ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ได้ที่ www.riverdalemarina.co.th หรือFacebook:https://www.facebook.com/riverdalemarina.bangkok 
และLine : @riverdalemarina

28 กันยายน 2569

รถไฟฟ้าสายสีแดง จัดกิจกรรม CSR ถวายปัจจัยและสิ่งของอุปโภคบริโภค ณ วัดโชติกุนสุวรรณาราม จ.เชียงใหม่

 

บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง นำโดย พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน ร่วมลงพื้นที่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ทำบุญถวายปัจจัย พร้อมด้วยข้าวสารและอาหารแห้ง ให้แก่ วัดโชติกุนสุวรรณาราม (หมูบุ่น) จังหวัดเชียงใหม่





ในการนี้ พระครูสังฆรักษ์ณัฏฐ์ฐิ์ภัทร ณฏฺฐกโร เจ้าอาวาสวัดโชติกุนสุวรรณาราม   เป็นประธานสงฆ์รับมอบปัจจัยและเครื่องอุปโภคบริโภคดังกล่าว เพื่อนำไปส่งต่อและใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของวัดและชุมชนต่อไปกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสานต่อ สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่บริษัทฯ ยึดถือและผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง



บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
“มากกว่าการเดินทาง คือ ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง
ส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง
และ www.srtet.co.th

ฝนตกหนัก รีบเติมภูมิคุ้มกันด่วน! บีไชน์ ส่ง “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติ เข้มข้น 4 เท่า


ฝนตกหนัก รีบเติมภูมิคุ้มกันด่วน! บีไชน์ ส่ง “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติ เข้มข้น 4 เท่า เสริมภูมิ-ดูแลผิวใส จัดโปรคุ้มเพียงขวดละ 199 บาท ที่ 7-Eleven, Tops และร้านยา Lotus’s

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ การดูแลสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ร่วมส่งต่อความห่วงใยและความคุ้มค่า จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับฤดูฝนกับ “บีไชน์ เนเจอร์ซี (B Shine Nature C) สูตรใหม่” วิตามินซีจากธรรมชาติ 100% ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลผิวพรรณสดใส แค่วันละเม็ด ขนาดขวด 30 เม็ด แถมฟรี 5 เม็ด ลดราคาพิเศษเหลือเพียง 199 บาท (จากปกติ 249 บาท) พร้อมสิทธิ์สมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 198 บาท ราคานี้สำหรับเฉพาะที่ร้าน 7-Eleven เท่านั้น และยังมีโปรโมชั่น “บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่” ขวดละ 199 บาท ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Tops และร้านยา Lotus’s สามารถซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2569 นี้ 


“บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่” เด่นด้วยส่วนประกอบหลัก ใน 1 เม็ด อัดแน่นด้วยคุณค่าสารสกัดหลายชนิด ได้แก่

- อะเซโรลาเชอร์รี่สกัดเข้มข้น 1,000 มก. (เทียบเท่าผลอะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก. เข้มข้นจริงถึง 4 เท่า) คุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้

- ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์สูงถึง 100 มก. ช่วยเพิ่มการดูดซึมและเสริมการทำงานของวิตามินซีให้ดียิ่งขึ้น

- สารสกัดจากทับทิม ต้านอนุมูลอิสระสูง ผิวแลดูกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น

- สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชะลอการเสื่อมสลายของคอลลาเจนในผิวหนัง ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย ดูแลผิวให้อ่อนเยาว์

- แคโรทีนอยด์ ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสเป็นธรรมชาติเมื่อต้องเผชิญแสงแดด คงความอ่อนเยาว์ พร้อมส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

- เบอร์รี่รวม 6 ชนิด (สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสป์เบอร์รี่, เอลเดอร์เบอร์รี่, แบล็คเคอร์แรนท์, เรดบีท) จากสวิตเซอร์แลนด์ อุดมด้วยไฟโตนิวเทรียนท์หลากสี ดีต่อสุขภาพผิวและสายตา

ไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ อุดมด้วย ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย มาในสูตรอ่อนโยนต่อทางเดินอาหาร ไม่ตกค้างในร่างกาย เหมาะสำหรับการรับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อการดูแลสุขภาพและผิวพรรณในระยะยาว โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 1 เม็ด หลังมื้ออาหารเช้าหรือกลางวัน เพื่อประโยชน์สูงสุด

ส่วนประกอบสำคัญต่อ 1 เม็ด : อะเซโรลาเชอร์รี่สกัด 1,000 มก., ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 100 มก., เบอร์รี่มิกซ์ 120 มก., สารสกัดจากทับทิม 70 มก., สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ 23.75 มก., แคโรทีนอยด์ 23.75 มก.

บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ มีแบบซองพกง่าย บรรจุ 6 เม็ด ราคาเพียง 49 บาท และพิเศษยิ่งกว่า! กับแบบขวดสุดคุ้ม บรรจุ 35 เม็ด ที่กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาแรงเหลือเพียง 199 บาท (จากปกติ 249 บาท) หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 ตุลาคม 2569 ที่ร้าน 7-Eleven, ซูเปอร์มาร์เก็ต Tops และร้านยา Lotus’s 

นอกจากนี้ บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ยังมีผลิตภัณฑ์แบรนด์ “บีไชน์” และ “คิดโด้” จำหน่ายที่ Shopee: Bshine Nutrition Plus, Lazada: บีไชน์นูทริชั่นพลัส และ Tiktok: Bshine Nutrition Plus

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://www.bshine.co.th/NaturC_landingpage/,
Facebook Fanpage: B Shine, TikTok : bshine.official, IG: bshinenutritionplus
และ Line Official: @Bshine

พม. จัดงานวันผู้สูงอายุสากล 2569 โชว์ศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ออกแบบสังคมเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย


วันที่ 24 กันยายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)  มอบหมาย  ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) ภายใต้แนวคิดสากล “ยุคแห่งอายุยืนยาว: การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” (The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives) เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนในการรองรับประชากรโลกที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ โดยมี นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. , นายภูร์ผา ไทยแท้ โฆษกกระทรวง พม. (ฝ่ายการเมือง) , นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเร่ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย , ศ.พญ. จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ ฮีโร่นวัตกรรม นำภูมิปัญญาสู่สากล และผู้แทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมประชาบดี ชั้น 19 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 


ดร.เอนกชัย กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันผู้สูงอายุสากล” เพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงคุณค่า ศักดิ์ศรี สิทธิ และบทบาทสำคัญของผู้สูงอายุ สำหรับในปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดแนวคิดหลักคือ “The Age of Longevity : Rethinking Systems for Longer Lives” หรือ “ยุคแห่งอายุยืนยาว : การทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบเพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น” เพื่อขับเคลื่อนการทำงานและการเตรียมความพร้อมของสังคมในทุกมิติต่างอย่างยั่งยืน 

ดร.เอนกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2569 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลักสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและยืนยาวอย่างมีคุณภาพ การสร้างความมั่นคงทางการเงินและระบบคุ้มครองทางสังคม การเปิดโอกาสให้ตลาดแรงงานมีความครอบคลุมเพื่อให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพได้มีส่วนร่วมในการทำงานและการพัฒนาสังคมอย่างต่อเนื่อง และการรักษาศักดิ์ศรีความเท่าเทียมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสังคมสูงวัยที่ยั่งยืน สำหรับงาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569” (International Day of Older Persons 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 กันยายน 2569 โดยมีกิจกรรมสำคัญมากมาย อาทิ การอ่านสารเนื่องในวันผู้สูงอายุสากล, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุกับสถานประกอบการ และการแถลงข่าว Senior Star Thailand 2026 



"งาน “วันผู้สูงอายุสากล ประจำปี 2569”   นับเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ใช้ศักยภาพและความสามารถในการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ ขอให้ทุกภาคส่วนเปลี่ยนมุมมองจาก “เตรียมสังคมเพื่อรองรับผู้สูงอายุ” ไปสู่การ “ร่วมกันออกแบบสังคมสำหรับชีวิตที่ยืนยาวของคนทุกช่วงวัย” ดร.เอนกชัย กล่าวย้ำ

#พม #กระทรวงพม #กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ #นิกรโสมกลาง #สร้างสังคมอยู่ดีมีโอกาสเพื่อคนไทยทุกคน #ศรส #ศูนย์สร้างสุข #พมCARE #ผู้สูงอายุ #วันผู้สูงอายุสากล

16 ปี บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทย เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเพื่อเป็นผู้นำในการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานในระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ นับตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาจนถึงการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งมีการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยบริษัทฯ ยึดหลักการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และหลักสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมบุคลากรทุกคนให้มีความตระหนัก ยึดมั่นการสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 13 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ ”ดีเด่น” ประจำปี 2569 (Human Rights Awards 2026) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพัฒนาการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนปฎิบัติการขับเคลื่อนและส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) ที่สถานีรังสิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และเทศมนตรีนครรังสิต โดยเพิ่มเส้นทางเดินรถ EV Bus (สมายบัส) จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.สถานีรังสิต – ถนนเลียบคลองรังสิต - สถานีรังสิต 2. สถานีรังสิต - รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีคูคต – สถานีรังสิต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มให้บริการได้ในช่วงเดือนเมษายน 2570 โดยในระยะเเรกจะเป็นการทดลองให้บริการในเบื้องต้นก่อนพัฒนาไปสู่เส้นทางอื่นๆต่อไป 

ด้านการอำนวยความสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) ในเส้นทางอื่นๆ บริษัทฯยังคงให้บริการเช่นเดิม ทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง นครปฐม - ตลิ่งชัน เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก อีกทั้ง รฟฟท. ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) โดยรฟฟท. ได้คำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านการให้บริการ และพร้อมเดินหน้าพัฒนาให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะรองในสถานีอื่นๆอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้านการให้บริการเดินรถไฟฟ้า บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีสถิติความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 99.96% , 99.97% และ 100% ตามลำดับ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารรวมกว่า 50 ล้านคน ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งลงพื้นที่สำรวจโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสำรวจและวิจัย โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.59, ด้านความปลอดภัย 4.57, ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.59, ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.54, ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานี และในขบวนรถ 4.49, ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.51 ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเดินรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ควบคู่ไปด้วย โดยได้ดำเนินการโครงการต่างๆที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานกับคนในชุมชน รวมถึงรณรงค์ให้พนักงานทุกคนให้มีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรม CSR ด้วย

นอกจากนี้ ในด้านส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (สายเหนือ) ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กิโลเมตร และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (สายตะวันตก) ช่วงตลิ่งชัน - ศิริราช - ศาลายา ระยะทาง 20.5 กิโลเมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2572 โดยคาดการณ์ว่า เมื่อเปิดให้บริการในเส้นทางดังกล่าวแล้ว จะเป็นทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชน ช่วยลดเวลาการเดินทางจาก จังหวัดปทุมธานีเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี - ศาลายาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงลดปัญหาการจราจรติดขัด และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและพื้นที่โดยรอบสถานี รองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

สำหรับประเด็นการมอบภารกิจสำคัญให้ รฟฟท. กลับไปบริหารจัดการการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ นั้น บริษัทฯมีความพร้อม เนื่องจากเคยบริหารโครงการดังกล่าวมากว่า 10 ปี มีทีมงานที่มีประสบการณ์ รวมถึงมีการเตรียมแผนการดำเนินการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย หากเล็งเห็นว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีความเหมาะสม ก็สามารถดำเนินการได้อย่างไร้รอยต่อ โดยบริษัทฯคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าด้วยมาตรฐานในระดับสากลที่บริษัทนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ จะส่งผลให้สามารถยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงบริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพ เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ผู้โดยสารได้ให้ความไว้วางใจด้วยดีเสมอมา

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, X , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”
หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง

27 กันยายน 2569

สจล. ผนึกกำลังเขตลาดกระบัง เปิด “หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์”

ศูนย์พักพิงใหญ่ รับผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 1,000 ชีวิต พร้อมดูแลครบวงจร


จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรุนแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะบริเวณเคหะร่มเกล้า ย่านลาดกระบัง ซึ่งบางจุดมีระดับน้ำท่วมสูงถึงระดับคอ ส่งผลให้ประชาชนในชุมชนได้รับความเดือดร้อนและทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ร้านค้าและร้านสะดวกซื้อในพื้นที่ อาทิ Community Store, 7-Eleven และ Tops ประสบปัญหาอาหารและสิ่งของอุปโภคบริโภคขาดแคลนและจำหน่ายหมดอย่างรวดเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล. ได้จัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติและความปลอดภัย” ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เพื่อเป็นจุดประสานและสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม การดูแลสุขภาพ และการประสานความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ โดยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2569 เป็นต้นมา สจล. ได้อนุมัติให้ใช้ “หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)” เป็นพื้นที่พักพิงหลัก เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สามารถรองรับผู้เดือดร้อนได้กว่า 1,000 คน พร้อมจัดเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และที่พักชั่วคราว รวมถึงประสานความช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

สจล. ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรต่าง ๆ และประชาชน เพื่อร่วมกันดูแลและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มกำลัง โดยอธิการบดี สจล. ได้เน้นย้ำถึงความห่วงใยต่อนักศึกษาเป็นพิเศษ พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ความเป็นอยู่ และสุขภาพจิตใจของนักศึกษาในสภาวะวิกฤต โดยสั่งการให้สำนักงานกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ รวมถึงทีมงาน ลงพื้นที่สำรวจความเดือดร้อนของนักศึกษาทั้งที่พักอาศัยในหอพักภายในและหอพักโดยรอบมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง เพื่อเร่งส่งมอบความช่วยเหลือ อาทิ ชุดน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาและเวชภัณฑ์พื้นฐาน รวมถึงการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ สจล. ได้จัดตั้งโรงครัว ณ หอพักใน เพื่อแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดช่องทางขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) และปรับรูปแบบการเรียนและการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยกำชับให้อาจารย์ผู้สอนมีความยืดหยุ่นเรื่องการเข้าเรียนและการส่งงาน เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวลของนักศึกษาในช่วงที่ต้องรับมือกับภัยพิบัติ

รศ.นพ. ประเสริฐ ตรีวิจิตรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร กล่าวว่าโรงพยาบาลได้ประชุมร่วมกับกรุงเทพมหานครและกรมการแพทย์ เพื่อวางแนวทางดูแลสุขภาพประชาชนภายในศูนย์พักพิง สจล. โดยสำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จะเป็นผู้ดำเนินการลงทะเบียนประชาชน และเตรียมจัดพื้นที่ภายในศูนย์พักพิงออกเป็น 4 โซน ได้แก่
1. โซนบุคคลสุขภาพปกติทั่วไปทุกช่วงวัย
2. โซนประชาชนที่มีสัตว์เลี้ยง
3. โซนประชาชนที่มีโรคเรื้อรัง
4. โซนประชาชนที่ติดเตียงพร้อมญาติ


เบื้องต้นมีการย้ายประชาชนจากศูนย์พักพิงในโรงเรียนที่ระดับน้ำเริ่มท่วมสูงมายัง สจล. ประมาณ 1,200 คน โดยมีผู้ป่วยติดเตียง 8 คนที่มีความจำเป็นต้องย้ายไปยังโรงพยาบาลที่รักษาประจำ และมีผู้ป่วยติดเตียงอีก 23 คนที่จะเข้ามาพักที่ศูนย์พักพิง สจล. ทั้งนี้ หากผู้ป่วยติดเตียงมีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ จะพิจารณาย้ายเข้ารับการดูแลที่โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ขณะที่ผู้ป่วยที่สามารถพักภายในศูนย์ได้จะพักอยู่ที่ศูนย์ สจล. พร้อมญาติ

เบื้องต้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารเป็นผู้ประสานงานหลักด้านการแพทย์ของศูนย์พักพิง สจล. โดยพร้อมประสานกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลนคราภิบาล (โรงพยาบาลลาดกระบังเดิม) และกรมการแพทย์ เพื่อสนับสนุนกำลังคนและเวชภัณฑ์ รวมถึงประสานศูนย์เอราวัณ โทร. 1669 เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยตามความจำเป็น

สำหรับการดูแลด้านสุขภาพ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารได้นำทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ลงพื้นที่จัดตั้งจุดบริการสาธารณสุขส่วนหน้าภายในศูนย์พักพิงอย่างเป็นทางการ เพื่อให้บริการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยฉุกเฉิน พร้อมจัดเตรียมยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น รวมถึงบริการตรวจวินิจฉัยและจ่ายยาแก่ผู้ประสบภัยตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าพัก


นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมแพทย์เตรียมพร้อม (Standby) เพื่อประเมินอาการ คัดกรองผู้ป่วย และให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่จำเป็นต้องได้รับยา เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประสบภัยทุกคนภายในศูนย์พักพิงจะได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ ตริตระการ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ สจล. กล่าวว่า สจล. ได้วางระบบการจัดโซนนิ่งภายในศูนย์พักพิง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ประสบภัยแต่ละกลุ่ม โดยโซนผู้ป่วยและกลุ่มเปราะบางจัดให้อยู่บริเวณฝั่งซ้ายของหอประชุม ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับห้องน้ำ เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเปราะบางสามารถเข้าถึงห้องสุขาได้ง่าย และสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายและดูแลของเจ้าหน้าที่

ส่วนโซนสัตว์เลี้ยงจัดพื้นที่เฉพาะบริเวณด้านหน้าหอประชุม สำหรับครอบครัวที่นำสัตว์เลี้ยงติดตัวมาด้วยประมาณ 50 ตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย โดยคุณโรเจอร์ โลหะนันทน์ ร่วมกับสำนักสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เข้ามาช่วยดูแลเรื่องสวัสดิภาพและสุขอนามัยของสัตว์

นางสาวศิวพร ยศตรา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง กล่าวว่า สำนักงานเขตลาดกระบังได้จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวกระจายในพื้นที่รวม 12 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีศูนย์ใหญ่เดิมอยู่ที่โรงเรียนเคหะชุมชนลาดกระบัง ซึ่งรองรับผู้ประสบภัยประมาณ 1,000 คน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำท่วมขังบริเวณโรงเรียนและภายในเคหะร่มเกล้าได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อศูนย์พักพิงเดิมและทำให้การเข้าช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก สำนักงานเขตจึงได้ประสานความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. เพื่อเร่งขนย้ายผู้พักพิงจากพื้นที่เดิมมายัง สจล. เบื้องต้นประมาณ 1,200 คน และคาดว่าจะสามารถรองรับผู้ประสบภัยจากจุดอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ รวมเกือบ 2,000 คน



ทั้งนี้ ศูนย์พักพิงยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ประกอบอาหารสุกใหม่บริการวันละ 3 มื้อ มื้อละ 1,000 ชุด พร้อมการสนับสนุนน้ำดื่มบรรจุขวดจากสิงห์อาสา รวมถึงการสนับสนุนจากภาคเอกชนและกรุงเทพมหานคร

สำหรับผู้ประสบภัยหรือประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถติดต่อ SOS ฉุกเฉิน สจล. โทร. 02-329-8008 หรือเข้ารับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพระจอมเกล้าลาดกระบัง ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficial และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th
หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

24 กันยายน 2569

เสิร์ฟแฟรนไชส์&สร้างอาชีพแบบไม่พัก !! ปักหมุดอีเว้นท์ใหญ่ส่งท้ายปี

 เตรียมพร้อมตั้งตารอ กับมหกรรมธุรกิจ และ แฟรนไชส์สัญจรขบวนใหญ่ส่งท้ายปี 2569  ภายใต้ชื่องาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” จัดโดย บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกับ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย  ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม  และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ยกทัพแฟรนไชส์และธุรกิจน่าลงทุน จัดเต็มพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 7 โซน ได้แก่ โซนแฟรนไชส์น่าลงทุน,   โซน Vending,  โซนสตรีทฟู้ด,  โซนเครื่องมือและตัวช่วยทางการตลาด,  โซนหน่วยงานรัฐและธนาคาร  โซนเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์  และโซนทำเลทอง  

ภายในงานรวบรวมธุรกิจและแฟรนไชส์มากมายกว่า 150 บูธ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ธุรกิจสะดวกซัก ธุรกิจจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ  เบเกอรี่  การศึกษา  เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์  โรงงานรับจ้างผลิต ขนส่งและโลจิสติกส์ ฯลฯ  ที่ตอบโจทย์ทุกงบการลงทุน พร้อมด้วยสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำ เสิร์ฟครบจบกับทำเลทองให้เลือกสรรทั่วประเทศ

 ผู้ที่กำลังตัดสินใจลงทุนหรือมองหาอาชีพ  เตรียมพร้อมปักหมุดรองาน “มหกรรมชี้ช่องรวย แฟรนไชส์” จัดระหว่างวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2569 ณ ฮอลล์ 101 ไบเทค บางนา 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี คลิก >> https://registration.eventpassinsight.co/el/to/fach007

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคาราวานสร้างอาชีพให้คนไทย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร. 094-915-4624,  062-845-9515 เฟซบุ๊ค : ชี้ช่องรวย , franchise Expo Thailand และ https://www.franchiseexpothailand.com/

AMAZING THAILAND PATTAYA MARATHON 2026 นักวิ่งแห่รับอุปกรณ์คึกคัก ผู้จัดยืนยันจัดงานตามกำหนดการเดิม

พัทยา, ชลบุรี 24 กันยายน 2569: คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ขอต้อนรับเหล่านักวิ่งชาวต่างชาติและชาวไทยจาก 58 ประเทศทั่วโลก จำนวน 21,727 คน เข้าสู่สัปดาห์แข่งขันของมหกรรมวิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งภาคตะวันออก รายการ "AMAZING THAILAND PATTAYA MARATHON 2026 Presented by MAMA" ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 26-27 กันยายน 2569 โดยมีจุดปล่อยตัวและเส้นชัย ณ วงเวียนโลมา ถนนพัทยาเหนือ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

วันนี้ (พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 69) เป็นวันแรกที่เปิดให้นักวิ่งรับเบอร์และอุปกรณ์แข่งขัน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้จัดพื้นที่บริเวณลานอเนกประสงค์ของศูนย์การค้า เทอร์มินอล 21 พัทยา เป็นงาน Expo ที่จะมีผู้ประกอบการต่างๆ มาร่วมออกบูธกว่า 70 ร้านค้า บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก นักวิ่งทุกระยะเข้ามารับเบอร์และอุปกรณ์วิ่งอย่างคับคั่ง




ในการนี้ คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมฯ แจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน คณะกรรมการฯ จึงขอแนะนำให้ทุกท่าน โปรดเตรียมตัวในการเดินทางมารับเบอร์-อุปกรณ์แข่งขัน ณ เทอร์มินอล 21 พัทยา แต่เนิ่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยลดความแออัดของจำนวนผู้มารับเบอร์แข่งขัน-อุปกรณ์แข่งขันในกรณีที่ฝนตก

คณะกรรมการฯ ยืนยันการจัดงานตามกำหนดการเดิม และจะติดตามสถานการณ์ฝนตกอย่างต่อเนื่อง ขอให้ท่านนักวิ่งและผู้ติดตามทุกท่านติดตามข่าวสารจากทาง เพจ Pattaya Marathon อย่างใกล้ชิดจนถึงวัน-เวลาที่แข่งขัน และเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โปรดเข้าร่วมกลุ่ม LINE ของการแข่งขัน ตามลิงค์นี้: Link: https://lin.ee/0RGo3O6   หรือ  LINE ID: @pattayamarathon




การแข่งขันในรายการ AMAZING THAILAND PATTAYA MARATHON 2026 presented by MAMA จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 33 มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 21,727 คน รวมผู้ติดตามเป็นจำนวน 39,323 คน คณะกรรมการจัดงานฯ ใช้อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจำนวน 4,500 อัตรา คาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวทั้งทางตรง และทางอ้อมมากกว่า 288 ล้านบาท โดยการแข่งขันแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะมาราธอน 42.195 กม. ปล่อยตัวเวลา 03.30 น. สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 10.30 น. มีจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 2,983 คน ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. ปล่อยตัวเวลา 05.10 น. สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 08.40 น. มีจำนวนผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 7,780 คน ในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 ส่วนระยะ 10 กม. ปล่อยตัวเวลา 05.45 น.จำนวน 7,999 คน และระยะ 4.5 กม. จำนวน 2,965 คน จะปล่อยตัวเวลา 06.25 น. (วีลแชร์) และเวลา 06.30 น. (วิ่งแฟมิลี่รัน) ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 สิ้นสุดการแข่งขันเวลา 08:00 น. โดยจุดปล่อยตัวและเส้นชัย ณ วงเวียนปลาโลมา ถนนพัทยาเหนือ หน้าศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พัทยา จัดโดยเมืองพัทยา ร่วมกับ จังหวัดชลบุรี, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกรีฑาโลก, ตำรวจภูธรภาค 2 และไทยแลนด์ไตรลีก


สนับสนุนโดย มาม่า, โตโยต้า, เครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์, หลักทรัพย์บัวหลวง, ผลิตภัณฑ์น้ำมันมวย, ผลิตภัณฑ์คอร์ นิวทริชั่น, อีโก้สปอร์ต, เทอร์มินอล 21 พัทยา, โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.pattayamarathon.go.th หรือทางเฟสบุ๊ค: Pattaya Marathon