08 ตุลาคม 2569

มาสด้าเปิดตัว The All-Electric Mazda CX-6e


บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเดินหน้าเต็มรูปแบบ เผยโฉมยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด The All-Electric Mazda CX-6e พร้อมแนวคิด “Crafted to Move You” ทุกรายละเอียด เพื่อชีวิตในแบบคุณ ด้วยการเป็นรถเอสยูวีที่จะมาเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัวสู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง มาในรูปแบบ Intelligent Family e-SUV หรือเอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำหรับครอบครัว ที่ผสานเอกลักษณ์ของมาสด้าทั้งด้านการออกแบบและสมรรถนะการขับขี่แบบ "Jinba-Ittai" เข้ากับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกันเป็นหนี่งเดียว มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาด 77.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 555 กม.* รองรับชาร์จเร็ว DC Fast Charging ชาร์จพลังงานจาก 30%-80% ในเวลาเพียง 15 นาที** มอบความปลอดภัยและล้ำสมัยด้วยกระจกมองข้างและมองหลังแบบดิจิทัล มาพร้อม 2 ทางเลือก 2 สไตล์ ในรุ่น Premium และ Premium Sports วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,259,000 บาท ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสรถรุ่นนี้ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่าน Mazda Virtual Showroom และจองออนไลน์ได้ทันที


มร. โทรุ นากาจิม่า, Senior Executive Officer มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “มาสด้าตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาค ซึ่งมาสด้าได้เดินหน้าเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายอย่างชัดเจน ตามแนวทาง Multi-solution เพื่อมอบทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า แต่ไม่ว่ารูปแบบพลังงานจะเป็นแบบใดก็ตาม สิ่งที่มาสด้ายังคงยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ  “ความสุขในการขับขี่” และ DNA ของแบรนด์มาสด้า ที่จะยังคงเป็นคุณค่าหลักของเราเช่นเดิม นี่คือรากฐานสำคัญที่นำพาให้เราก้าวเดินมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจที่จะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงในยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อมอบความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ยั่งยืน”




The All-Electric Mazda CX-6e คือรถยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยม ที่พัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง โดยผลิตขึ้นที่โรงงานของมาสด้าในประเทศจีน ภายใต้ชื่อ ฉางอัน มาสด้า ออโตโมบิล (CMA) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ ฉางอัน ออโตโมบิล โดยทั้งสองบริษัทเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี โดยมาสด้าได้อาศัยความร่วมมือในการผสานเทคโนโลยีด้านระบบไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะของพันธมิตร เข้ากับจุดแข็งของมาสด้า ทั้งในด้านการออกแบบ และเอกลักษณ์ในการขับขี่ จินบะ-อิตไต พร้อมทั้งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความประณีตในทุกรายละเอียด และมาตรฐานการผลิต ที่มาสด้ายึดถือมาโดยตลอด นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของมาสด้าในประเทศไทย ที่จะมาตอบโจทย์ความคาดหวังของลูกค้าและแฟนมาสด้า ด้วยเอกลักษณ์ความเป็นมาสด้าอย่างครบถ้วน


“การเปิดตัว The All-Electric Mazda CX-6e คือก้าวสำคัญของมาสด้า ในการเดินหน้าสู่เส้นทางของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ถ่ายทอดให้เห็นถึงความมุ่งมั่นเพื่อนำเสนอรูปแบบพลังงานที่หลากหลายให้กับลูกค้า ควบคู่กับการยึดมั่นในคุณค่าและจิตวิญญาณในการขับขี่ที่ถ่ายทอดในรถยนต์มาสด้าทุกคัน และการเดินทางบนเส้นทางนี้ มาสด้าจะยังคงยึดมั่นในพันธกิจที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนด้านการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง และตอกย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นตลาดหลักและเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของมาสด้าในอนาคต พร้อมส่งมอบทั้ง “ความสุขในการขับขี่” และ “ความสุขในการใช้ชีวิต” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ขับขี่ในวันนี้และส่งต่อไปยังผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป” มร. โทรุ นากาจิม่า กล่าว 


นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "The All-Electric Mazda CX-6e เป็นยนตรกรรมไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปกลุ่มผลิตภัณฑ์ CX ซีรีย์ ของมาสด้า ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด The Art of Human e-SUV เป็นยนตรกรรมที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ที่จะเข้ามาสร้างนิยามใหม่ของรถครอบครัวอเนกประสงค์ เพื่อให้ทุกเส้นทางเป็นไปได้มากกว่าการเดินทาง มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Crafted to Move You” ทุกรายละเอียด…เพื่อชีวิตในแบบคุณ ที่พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาของครอบครัว สู่ประสบการณ์ใหม่ในทุกเส้นทาง ด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่เก็บทุกรายละเอียดในการขับขี่ เติมเต็มความรู้สึก และยกระดับประสบการณ์ชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ ที่มองหารถยนต์ที่มีนวัตกรรมระดับพรีเมี่ยม แต่ยังคงคุณค่ากับความสุนทรีย์ในการขับขี่ มีดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนและมีเอกลักษณ์เฉพาะ”


การสื่อสารการตลาดของ The All-Electric Mazda CX-6e ในครั้งนี้ ยังได้ถูกถ่ายทอดผ่าน 3 กลุ่มครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Friends of Mazda ทั้ง Art of Choice: กลุ่มคนที่มี Thoughtful Choice เลือกในทุกรายละเอียด บ่งบอกรสนิยม มองรถว่าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์, Art of Motion: กลุ่มคนที่ใช้ชีวิต Active Life in Motion เพื่อขับเคลื่อนชีวิต ให้พร้อมออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ กับรถยนต์ให้ทั้งสมรรถนะ ความสนุก และความมั่นใจ และ Art of Caring: กลุ่ม Human Protection ที่ใส่ใจคนรอบตัว ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย  ความสะดวกสบาย และความอุ่นใจ ในทุกการเดินทาง สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน

ในด้านผลิตภัณฑ์ The All-Electric Mazda CX-6e ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างประณีต โดยคงเอกลักษณ์และ DNA ของมาสด้าไว้อย่างครบถ้วนไม่แตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน เพื่อแสดงให้เห็นว่ามาสด้าได้นำเอาเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบอันล้ำสมัย และความประณีตประดุจงานฝีมือ มาหลอมรวมเป็นรถรุ่นนี้ โดยถ่ายทอดบนคุณค่า 4 แกนหลัก ประกอบด้วย


คุณค่าที่ 1: FUTURE + SOUL × MODERN KODO DESIGN​

พัฒนาภายใต้แนวคิด “Soulful Futuristic Modern” โดยผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้ากับ Kodo Design และเอกลักษณ์การขับขี่ที่เป็นหนึ่งเดียวของมาสด้า ทำให้ยังคง DNA ความเป็นมาสด้าไว้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ยังได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับแนวคิด “Jinba-Ittai” ขึ้นไปอีกระดับ ผ่านการปรับจูนการควบคุมและความนุ่มนวลในการขับขี่ ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดประเทศไทย 


คุณค่าที่ 2: HIGH-TECH SMART COMFORTABLE SPACE​

มาพร้อม Smart Cabin หรือห้องโดยสารอัจฉริยะ ที่ต่อยอดแนวคิด Human-centric ของ Mazda สู่ HMI รูปแบบใหม่ ให้คนและรถเชื่อมต่อกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใช้งานง่าย และสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น AR Head-Up Display ขนาดใหญ่ พร้อมหน้าจอ Ultra-Wide Center Display ขนาด 26.45 นิ้ว ความละเอียด 5K ที่รองรับการแบ่งหน้าจอแบบ Dual-split ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเข้าถึงข้อมูลหรือฟังก์ชันที่ต้องการได้อย่างเป็นอิสระ หน้าจอสัมผัสสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง REAR TOUCHSCREEN รวมถึงระบบเชื่อมต่อด้วยสมาร์ทโฟน ผ่าน Mazda connectivity app เป็นต้น


นอกจากนี้ ยังรองรับระบบสั่งงานด้วยเสียงและการควบคุมการทำงานด้วยท่าทาง (Voice & Gesture Control) และมาพร้อมกระจกมองข้างและมองหลังแบบดิจิทัล ที่ช่วยลดจุดอับสายตาและช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นรอบตัวรถได้ดียิ่งขึ้น พร้อมมอบสุนทรียภาพตลอดการเดินทาง ด้วย Ambient Lighting 256 สี รวมถึงระบบเสียงคุณภาพสูงพร้อมลำโพง 23 ตัว เพื่อยกระดับความเพลิดเพลินให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง


คุณค่าที่ 3: NEAR FUTURE DRIVING EXPERIENCE​

มอบประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่ง่ายและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของมาสด้าไว้อย่างชัดเจนบนพื้นฐาน Jinba-Ittai โดยทีมวิศวกรของมาสด้าได้พัฒนาระบบช่วงล่างและการควบคุม เพื่อให้รถตอบสนองต่อการควบคุมของผู้ขับขี่ได้อย่างแม่นยำ เป็นธรรมชาติ และสอดคล้องกับสัญชาตญาณของผู้ขับขี่ มีการปรับจูนอย่างละเอียดในทุกด้าน เพื่อให้ได้เอกลักษณ์ในการขับขี่ตามแบบฉบับมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นระบบพวงมาลัย การควบคุมการทรงตัว ความนุ่มนวลในการขับขี่ อัตราเร่ง การตอบสนองของช่วงล่างและระบบเบรก มีการกระจายน้ำหนักหน้า-หลัง ในสัดส่วนใกล้เคียง 50:50 เพื่อสร้างความสมดุล เสถียรภาพในการขับขี่ และมอบความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถอย่างชัดเจน รถรุ่นนี้ยังได้มีการนำ Aerodynamic Technology มาใช้ในการออกแบบตัวถัง ทำให้ช่วยควบคุมกระแสอากาศรอบตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ความจุ 77.9 kWh ขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 190 kW หรือ 258 PS และแรงบิด 290 Nm สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 555 กิโลเมตร* ตามมาตรฐาน NEDC รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล และ รองรับ DC Fast Charge ชาร์จพลังงานจาก 30%-80% ภายในเวลาเพียง 15 นาที**


มาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (State-of-the-Art ADAS) มากถึง 17 ระบบ พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยที่ครบครัน และติดตั้งถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง พร้อมสำหรับการปกป้องผู้โดยสาร ทุกสถานการณ์ในการขับขี่


คุณค่าที่ 4: SIGNATURE OWNERSHIP EXPERIENCE ​

มอบความอุ่นใจตลอดการเป็นเจ้าของด้วย Mazda Signature Experience ซึ่งเป็นการบริการที่เปี่ยมด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดแบบญี่ปุ่น ที่ครอบคลุมตั้งแต่ เครือข่ายศูนย์บริการ ไปจนถึงศูนย์ซ่อมตัวถังและสีที่ครอบคลุม บุคลากรและช่างเทคนิคที่ได้มาตรฐานมาสด้า โปรแกรมการบำรุงรักษาอย่างครบวงจร และการบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ลูกค้าไว้วางใจได้ว่า จะได้รับการดูแลจากมาสด้าไปตลอดการเป็นเจ้าของ


The All-Electric Mazda CX-6e มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ใน 2 สไตล์ ที่แตกต่าง 

รุ่น Premium มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว ตกแต่งภายในห้องโดยสารอย่างพิถีพิถัน ด้วยผ้าและหนังสีดำ สะท้อนความประณีตในทุกจุดสัมผัส ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 555 กิโลเมตร* วางราคาจำหน่าย 1,259,000 บาท


รุ่น Premium Sports ยกระดับความสปอร์ต ด้วยล้ออัลลอย Black Diamond Cut Double 5-Spoke Design ขนาด 21 นิ้ว ถ่ายทอดความสง่างามและความหรูหราในระดับ Masterpiece ด้วยห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุหนังสีทูโทน สีม่วง-ขาว กระจกมองข้างแบบดิจิทัลที่สามารถปรับและพับด้วยไฟฟ้า และกระจกมองหลังแบบดิจิทัล พร้อมดีไซน์พิเศษในทุกองค์ประกอบ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางสู่ความสมบูรณ์แบบอีกขั้น ขับขี่ได้ระยะทางสูงสุด 524 กิโลเมตร* วางราคาจำหน่าย 1,299,000 บาท


ภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย

สีม่วง ไนท์ฟอล ไวโอเลต / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Nightfall Violet / Jet Black)


สีเทา แมชชีน เกรย์ / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Machine Gray / Jet Black)


สีแดง โซล เรด คริสตัล / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Soul Red Crystal / Jet Black)


สีขาว คริสตัล ไวท์ เพิร์ล / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Crystal White Pearl / Jet Black)


สีเทา แอโร เกรย์ / สีดำ เจ็ท แบล็ก (Aero Gray / Jet Black)


สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)


สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรม The All-Electric Mazda CX-6e ในเดือนตุลาคมนี้ มาสด้ายินดีมอบแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ประกอบด้วย 


ดอกเบี้ยพิเศษ 1.88%1

ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2

ฟรี โปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถไฟฟ้า 8 ปี 

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 8 ปี3 

คุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นาน 8 ปี4บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี5  


ฟรี Home Charger แบรนด์ ABB ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมติดตั้งฟรีทุกพื้นที่ทั่วประเทศ มูลค่า 39,990 บาท6

ฟรี ระบบ Mazda Connectivity 5 ปี สำหรับใช้งานแอปพลิเคชั่น MAZDA 6e, ระบบสั่งการด้วยเสียง และระบบนำทาง7 


ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงพัฒนายนตรกรรมของเราให้ดียิ่งขึ้นต่อไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับ การมุ่งมั่นสานต่อแนวคิด “Joy Drives Lives” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้าทุกคน เพราะมาสด้าเชื่อเสมอว่า ความสุข คือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนชีวิต เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่มอบความประทับใจในชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างไม่รู้จบ ทั้งในวันนี้ และต่อไปจนถึงอนาคต เพื่อผู้คนในเจเนอเรชั่นถัดไป


หมายเหตุ:

*อ้างอิงจากผลการทดสอบมาตรฐาน NEDC ระยะทางจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และปัจจัยเฉพาะบุคคล

**อ้างอิงจากการใช้เครื่องชาร์จเร็ว DC 200kW ขึ้นไป ระยะเวลาการชาร์จจริงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ณ ขณะชาร์จ เช่น สภาพแบตเตอรี่ อุณหภูมิของแบตเตอรี่ และอุณหภูมิแวดล้อม


1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน เงื่อนไขดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น ธนาคารฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดเงื่อนไขทางการเงินโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

2 ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. ธนชาตประกันภัย (2) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (3) บมจ. แอกซ่าประกันภัย และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โดยเพิ่มความคุ้มครองความเสียหายต่อเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่เกิดจากอุบัติเหตุในขณะกำลังใช้งาน ทั้งนี้ความคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมเฉพาะเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลที่ได้รับมาตรฐาน มอก. และได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้องตามคู่มือของผู้ผลิตรถยนต์ หรือผู้ผลิตเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น 

เงื่อนไขดังกล่าวสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเป็นเงินสดเต็มจำนวน หรือผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้  และทีเอ็มบีธนชาตเท่านั้น


³ ตามเงื่อนไขโปรแกรมการขยายรับประกันคุณภาพรถ นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)


4 เงื่อนไขคุ้มครองแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูง (High Voltage Battery) เท่านั้น นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)


5 เงื่อนไขบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)


6 รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว สำหรับงานติดตั้งวงจรที่ 1 (สายไฟ 1 เฟส กำลังไฟ 7.4 kW) โดยมีรายละเอียดอุปกรณ์การติดตั้ง Home Charger ตามด้านล่างนี้

- เซอร์กิตเบรกเกอร์ 40A 1 pole (ABB) 1 หน่วย

- เบรกเกอร์กันดูด typeA 40A 2 pole (ABB) 1หน่วย

- สายไฟฟ้า IEC01 เบอร์ 10 (THW) (L, N, G) 15 เมตร

- ท่อร้อยสายไฟขนาด 20 mm.15 เมตร

- กล่องใส่เบรกเกอร์และ RCCB (ABB) 1 หน่วย

- อุปกรณ์ประกอบท่อและเข้าสายไฟ 1 หน่วย

พร้อมรับประกันตัวเครื่อง 2 ปี และรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี โดยสามารถโอนสิทธิ์การติดตั้งได้ 1 ครั้ง 

และสิทธิ์การติดตั้งมีอายุไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันออกรถ และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้  

ทางบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการหา Home Charger ทดแทนที่มีคุณภาพและมูลค่าเทียบเท่า กรณีที่เกิดเหตุขัดข้องในการจัดหา 

กรณีมีการเข้าสำรวจก่อนติดตั้ง มีค่าสำรวจเพิ่มเติม 1,500 บาท/ครั้ง (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

กรณีติดตั้งบริเวณพื้นที่เกาะ มีค่าบริการเพิ่มเติม 3,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

เงื่อนไขและรายละเอียดการติดตั้งเป็นไปตามที่บริษัทฯและบริษัทฯที่ให้บริการการติดตั้งกำหนด  


7  ไม่รวมการอัพเดทซอฟแวร์ผ่านอินเตอร์เน็ตดาต้า (รองรับการอัพเดทซอฟแวร์ผ่าน Wi-Fi)


สิทธิพิเศษดังกล่าวสำหรับลูกค้า ที่จองรถภายใน วันที่ 7 ตุลาคม 2569 - 31 ตุลาคม 2569 และออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เท่านั้น


เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด 

โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละผลิตภัณฑ์จากที่ปรึกษาการขาย หรือ www.mazda.co.th


เงื่อนไขเพิ่มเติม

เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น

ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 7 – 31 ตุลาคม 2569 เท่านั้น





พังงา-จัดยิ่งใหญ่! งานสารทเดือนสิบ อ.กะปง สืบสานประเพณี "แห่จาด" ตระการตา 23 ขบวน

งานประเพณีวันสารท (เดือนสิบ) อ.กะปง ประจำปี 2569ชูเอกลักษณ์ "การแห่จาด" สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อนุชนรุ่นหลัง

ชาวอำเภอกะปง จังหวัดพังงา ร่วมใจจัดงานประเพณีวันสารท (เดือนสิบ) ประจำปี 2569 อย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมและประเพณี "การแห่จาด" อันเป็นเอกลักษณ์สำคัญของท้องถิ่น โดยปีนี้มีขบวนจาดเข้าร่วมประกวดถึง 23 ขบวน ท่ามกลางบรรยากาศงดงามและคึกคัก     

บรรยากาศที่สนามกลางอำเภอกะปง จังหวัดพังงา เต็มไปด้วยความคึกคักและสีสันทางวัฒนธรรม ในพิธีเปิดงานประเพณีวันสารท (เดือนสิบ) อำเภอกะปง ประจำปี 2569 โดยมี นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางณัฐธยาน์ ผาสุข นายอำเภอกะปง นายบำรุง ปิยนามวาณิช นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา นางสาวธัญญารัตน์ แก้วประเสริฐ ปลัดหัวหน้ากลุ่มบริหารงานปกครอง นายปฏิวัติ ประกอบแสง กำนันตำบลท่านา และ ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอกะปง คณะผู้จัดงาน ส่วนราชการ และประชาชนชาวอำเภอกะปงเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง    


การจัดงานในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างอำเภอกะปง, องค์การบริหารส่วนจังหวัดพังงา, สภาวัฒนธรรมอำเภอกะปง, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน, สถานศึกษา และเครือข่ายภาคเอกชน เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษ ตลอดจนส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรม เกิดความรัก ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น   

ไฮไลท์สำคัญของงานที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมาก คือ "การแห่จาด" ซึ่ง "จาด" เป็นภาชนะประดิษฐ์ทรงหน้าจั่วตารมุขยอดแหลม ตกแต่งอย่างประณีตและบรรจุขนมต่าง ๆ สำหรับประเพณีสารทเดือนสิบ โดยการแห่จาดไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความศรัทธา ความกตัญญู และความร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชนอีกด้วย 




สำหรับปีนี้ มีหมู่บ้านต่าง ๆ ประดิดประดอยและส่ง "จาด" เข้าร่วมประกวดรวมทั้งสิ้น 23 ขบวน นอกจากนี้ภายในงานยังมีการสาธิตการทำขนมวันสารทเดือนสิบจากทั้ง 5 ตำบล 1 เทศบาล และการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักเรียนในพื้นที่ทั้ง 12 โรงเรียน โดยการจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณรวมทั้งสิ้น 720,000 บาท จากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เพื่อร่วมกันรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้ให้อยู่คู่ชาวอำเภอกะปงสืบไป  

ภาพข่าว :   นายพงษ์ศักดิ์ ประทีป /โกอู๋  @ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา

PRECHA เปิดเกมรุกหลังยกเครื่องทัพผู้บริหารใหม่ เปิด 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนสู่ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571

ชูแผนธุรกิจเพิ่มรายได้ประจำจากโรงแรมและอาคารเช่า

บมจ.ปรีชา กรุ๊ป (SET: PRECHA) ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของทีมผู้บริหารชุดใหม่ นำโดยมืออาชีพแถวหน้าผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยกว่า 2 ทศวรรษ เดินหน้าปักหมุดยุทธศาสตร์ 3 แกนหลัก เพื่อเร่งเครื่องการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท พร้อมวางโรดแมป 3 ปี พลิกฟื้นธุรกิจ (Turnaround) สู่เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ชูโมเดลธุรกิจสมดุลระหว่าง “การโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบ” และ “การขยายฐานรายได้ประจำ (Recurring Income)” เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนแก่นักลงทุน

เสริมทัพแม่ทัพใหม่ ดึงมือบริหารชั้นนำขับเคลื่อนแผน Turnaround บริษัทฯ เดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหาร โดยแต่งตั้ง นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) นำทัพผู้บริหารชุดใหม่ที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยมากกว่า 20 ปี ผ่านบทบาทการบริหารในองค์กรระดับชั้นนำของประเทศ ได้แก่ บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย (FPT) ด้วยประวัติความสำเร็จที่พิสูจน์แล้วในการปรับโครงสร้าง พลิกฟื้น และขับเคลื่อนการขยายตัวทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์จากการปรับทัพบริหารเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยบริษัทฯ ทำรายได้รวมแตะ 122.92 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 720% (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ 

เพื่อบรรลุเป้าหมายการเติบโตของบริษัทฯ ที่ตั้งเป้ารายได้รวมไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาทสำหรับปี 2569 และวางเป้าหมายระยะ 3 ปี ให้รายได้รวมแตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 บริษัทฯ ได้วางแผนยุทธศาสตร์ 3 แกนหลัก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอ PRECHA ได้วาง 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ดังนี้ 

กลยุทธ์ที่ 1: เดินหน้าโครงการ PRESENSE — แบรนด์ที่อยู่อาศัยใหม่ของ PRECHA รุกตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบด้วยแบรนด์ใหม่ "PRESENSE" มุ่งตอบสนองดีมานด์ Real Demand โดยนำร่อง 2 ทำเลศักยภาพสูง ได้แก่ 

● PRESENSE รัตนาธิเบศร์–เวสต์เกต (นนทบุรี) บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม พัฒนาแล้ว 12 ยูนิตพร้อมคลับเฮ้าส์ คาดแล้วเสร็จพฤศจิกายน 2569 และเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ต้นธันวาคม 2569

● PRESENSE ลาดกระบัง–สุวินทวงศ์ (กรุงเทพฯ ตะวันออก) ทาวน์โฮมทำเลใกล้สนามบินสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรม ตอบโจทย์ผู้ซื้อกลุ่มผู้ประกอบการและพนักงานในพื้นที่ 

โดยบริษัทฯ มีทำเลศักยภาพที่รอเปิดตัวภายใต้แบรนด์ PRESENSE อีกหลายโครงการ เพื่อปูทางสู่เป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี 

กลยุทธ์ที่ 2 สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) จากปรีชาคอมเพล็กซ์ บริษัทฯ เดินหน้าปรับปรุงอาคารสำนักงาน 15 ชั้น "ปรีชาคอมเพล็กซ์" บนทำเลศักยภาพติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสุทธิสาร ใจกลางเมือง เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้ค่าเช่า โดยตั้งเป้าอัตราการเช่าไม่ต่ำกว่า 80% ซึ่งคาดจะสร้างกระแสเงินสดรับจากค่าเช่าอย่างสม่ำเสมอประมาณ 30 ล้านบาทต่อปี

กลยุทธ์ที่ 3 ขยายพอร์ตธุรกิจโรงแรมสู่รายได้ประจำในระยะยาว บริษัทฯ เตรียมลงนามสัญญาบริหารโรงแรม The Palazzo Bangkok โรงแรมระดับพรีเมียม 230 ห้อง บนทำเลติดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) ห้วยขวาง ถือเป็นการเปิดธุรกิจใหม่ที่จะเสริมรายได้ประจำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นับเป็นก้าวสำคัญในการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ เข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการที่กำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างศึกษาการเข้าลงทุนและบริหารโรงแรมเพิ่มเติมในทำเลใจกลางเมือง เพื่อเสริมพอร์ต Recurring Income ให้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างพิจารณาโอกาสขยายธุรกิจโรงแรมเพิ่มเติม โดยมุ่งเน้นโรงแรมศักยภาพสูงบนทำเลใจกลางเมือง

นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดกว่า 720% เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงศักยภาพการบริหารจัดการ การควบคุมต้นทุน และการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ตรงจุดของทีมงานชุดใหม่ เป้าหมายรายได้ 250 ล้านบาทในปีนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการ Turnaround องค์กรอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการผสมผสานระหว่างยอดรับรู้รายได้ (Realized Revenue) จากโครงการ PRESENSE ทั้ง 2 ทำเล และการสร้างฐานกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งจากสินทรัพย์สร้างรายได้ประจำ (Recurring Assets) อย่างปรีชาคอมเพล็กซ์และโรงแรม The Palazzo Bangkok เราเชื่อมั่นว่าปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้จะผลักดันให้ PRECHA บรรลุเป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2571 สร้างโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง และส่งมอบคุณค่าที่คุ้มค่าแก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทุกท่านอย่างยั่งยืน" 


เกี่ยวกับ บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (SET: PRECHA) เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีประวัติการดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย อาคารพาณิชย์ และสินทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ปัจจุบันขับเคลื่อนภายใต้การบริหารของทีมผู้บริหารมืออาชีพชุดใหม่ ที่มุ่งมั่นพลิกฟื้นองค์กร มุ่งเน้นการปฏิรูปธุรกิจ พัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และสร้างสมดุลของกระแสเงินสดเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

07 ตุลาคม 2569

CP LAND ส่งฮักสร้างสุขให้ชุมชน แท็กทีมสายวิ่งจัด ‘RI-NÉ RUNDERRR’

7 ตุลาคม 2569 – ขอนแก่น – RI-NÉ (รี-เน่) คอนโดมิเนียมจาก บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด(มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์คนขอนแก่น ผ่านกิจกรรม “RI-NÉ RUNDERRR” ที่จัดขึ้นโดย PRI-D by CP LAND จับมือร่วมกับโนนม่วงรันคลับ คลับนักวิ่งชื่อดัง และ maco.kk คาเฟ่สุดฮิตของชาวขอนแก่น

กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “RI-NÉ GetsU เพราะเราเข้าใจคุณ” และ “RI-NÉ รักขอนแก่น” ผ่านบรรยากาศการวิ่งที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ม่วนซื่น และเป็นกันเอง ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในพื้นที่มาร่วมวิ่งและเว้าจากันอย่างอบอุ่น ตอกย้ำความตั้งใจของ RI-NÉ ที่พร้อมเข้ามาเป็นเพื่อนบ้านใหม่ ร่วมจัดกิจกรรมดีๆ และเติบโตไปพร้อมกับชาวขอนแก่นอย่างแท้จริง



ขณะเดียวกัน โครงการกำลังเดินหน้าเข้าสู่เฟสสำคัญ โดยเตรียม ตอกเสาเข็มในเร็วๆ นี้ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Community แห่งใหม่ของขอนแก่น ที่พร้อมเชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน

และสำหรับผู้ที่สนใจอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว RI-NÉ เตรียมพบกับกิจกรรม “มาเด้อ มาพ้อกันจักมื้อ” ในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ชวนเพื่อนมารู้จัก RI-NÉ รับสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ดีๆ ไปด้วยกัน โดยแบ่งรอบกิจกรรมดังนี้

ช่วงเช้า (10.00 – 12.30 น.): เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะผู้ที่ได้รับบัตรเชิญ
ช่วงบ่าย (13.30 – 19.30 น.): กิจกรรม Thank You Day สำหรับลูกบ้าน SOŪ& Khon Kaen
 

ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศ พูดคุยกับทีมงาน และรับข้อเสนอพิเศษได้ที่
Sales Gallery โครงการ RI-NÉ ขอนแก่น หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง
Facebook Page: CP LAND
หรือ RI-NÉ Khonkaen 



#RI-NEรักขอนแก่น #เพราะเราเข้าใจคุณ #CPLAND #AccessibleCommunitiesForLife
#ซีพีแลนด์คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #GetMe #RINEgetsU
#RINEKhonKaen #ขอนแก่น #GetsU

ททท. จับมือ Royal Caribbean Group เปิดโอกาส Cruise Tourism ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ–เชื่อมเมืองท่องเที่ยว–เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย

 


8 ตุลาคม 2569 — นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ททท. หารือร่วมกับผู้บริหาร Royal Caribbean Group หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจเรือสำราญชั้นนำของโลก เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของ Cruise Tourism ในภูมิภาค พร้อมขยายโอกาสจาก “จุดจอดเรือ” สู่การเดินทาง การใช้จ่าย และการกระจายรายได้สู่พื้นที่

การหารือครั้งนี้มุ่งขับเคลื่อน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ขยายตลาด Cruise Tourism คุณภาพสูง

ททท. และ Royal Caribbean Group เตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อเพิ่มการเดินทางจากทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกล โดยเฉพาะกลุ่มกำลังซื้อสูงจากอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย และเอเชีย พร้อมนำเสนอสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวของไทยที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเรือสำราญ

2. เชื่อม Port of Call สู่ Destination สร้างรายได้มากกว่าเมืองท่า
ททท. มองโอกาสในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวจากเมืองท่าไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น
ภูเก็ต → พังงา–กระบี่ และ แหลมฉบัง → ระยอง–จันทบุรี เพื่อเปลี่ยนการแวะจอดเรือให้เป็นโอกาสในการออกเดินทาง สัมผัสประสบการณ์ และเพิ่มการใช้จ่ายในพื้นที่พร้อมพิจารณาจัด FAM Trip เพื่อให้พันธมิตรในอุตสาหกรรมเรือสำราญได้รู้จักสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ใหม่ ๆ ของประเทศไทยมากขึ้น

3. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการเติบโตในอนาคตทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนา Cruise Terminal ท่าเรือแหลมฉบัง ระบบราง และระบบคมนาคมเชื่อมต่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับเรือสำราญและผู้โดยสาร ตลอดจนสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกและไร้รอยต่อ

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Value over Volume” ของ ททท. ที่ไม่ได้มองเพียงจำนวนผู้เดินทาง แต่ให้ความสำคัญกับ “มูลค่าที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง” ทั้งการเพิ่มค่าใช้จ่าย การสร้างประสบการณ์คุณภาพ และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่

ปัจจุบันเรือสำราญของ Royal Caribbean Group เข้าเทียบท่าในประเทศไทยที่ แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต โดยบริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ Royal Caribbean, Celebrity Cruises และ Silversea Cruises

ในปี 2025 มีเรือสำราญของกลุ่มเข้าเทียบท่าในประเทศไทยรวม 181 เที่ยว นำผู้โดยสารเข้าสู่ประเทศไทยประมาณ 424,000 คน และสร้างรายได้จากการใช้จ่ายในประเทศประมาณ 2.12 พันล้านบาท

ททท. มองว่า Cruise Tourism ไม่ใช่เพียงการนำผู้โดยสารเข้ามายังเมืองท่า แต่คือโอกาสในการสร้าง High-Value Journey เชื่อมทะเลสู่เมือง เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และเปลี่ยนทุก Port of Call ให้เป็นประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ของประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวให้กว้างและลึกยิ่งขึ้น

“จาก Port of Call สู่ Value of Journey — ให้ทุกการเทียบท่า สร้างโอกาสใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย”

#AmazingThailand #RoyalCaribbean #CruiseTourism
#ValueOverVolume #HighValueTourism

GIT ฉลองครบรอบ 20 ปี เวทีออกแบบเครื่องประดับโลก ผนึกเวทีพลอยเจียระไนโลก

GIT ฉลองครบรอบ 20 ปี เวทีออกแบบเครื่องประดับโลก ผนึกเวทีพลอยเจียระไนโลก ดันไทย สู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับสากล สะท้อนพลังนักสร้างสรรค์และช่างฝีมือไทย

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ประกาศความสำเร็จ 2 เวทีการประกวดระดับโลกประจำปี 2569 ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก ได้แก่ การประกวดออกแบบเครื่องประดับโลก ครั้งที่ 20 (GIT's 20 th World Jewelry Design Awards 2026 ภายใต้หัวข้อ "Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry" และการประกวดพลอยเจียระไนโลก ครั้งที่ 2 GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 ภายใต้แนวคิด "Facet Alchemy"
การจัดงานทั้งสองไม่เพียงเป็นการแข่งขันเพื่อชิงรางวัลอันทรงเกียรติ แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างสง่างาม พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เป็นประธานในพิธี เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน


นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โครงการประกวดออกแบบเครื่องประดับโลกได้เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่จากทั่วโลกได้แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ผลงานการออกแบบไม่เพียงสร้างรายได้และความแตกต่างทางการแข่งขัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้าง "Soft Power" ที่ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของแต่ละประเทศผ่านเครื่องประดับ
ในขณะเดียวกันยังเป็นสนามแห่งการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการต่อยอดสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งสองโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีการแข่งขัน แต่คือเวทีแห่งการสร้างสรรค์และการเชื่อมโยง ที่จะผลักดันศักยภาพของไทยให้ก้าวไกลในตลาดโลก
GIT's World Jewelry Design Awards ในวาระครบรอบ 20 ปีนี้ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักออกแบบทั่วโลก โดยมีผลงานส่งเข้าร่วมมากถึง 944 ผลงาน จาก 39 ประเทศ สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดการประกวด แบ่งเป็นผลงานจากต่างประเทศ 477 ผลงาน และจากประเทศไทย 467 ผลงาน
ปีนี้ผู้เข้าประกวดได้รับโจทย์ให้สร้างสรรค์คอลเลกชันเครื่องประดับอย่างน้อย 3 ชิ้น ที่ผสานความงามอันคลาสสิกเหนือกาลเวลาเข้ากับวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำสู่อนาคต โดยได้รับเกียรติจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย จีน อิตาลี และฮ่องกง ร่วมตัดสิน ผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ พร้อมโล่พระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งนับเป็นเกียรติสูงสุด


ผลการประกวด GIT's World Jewelry Design Awards นางสาว กาญนิกา พรมอินทร์ คว้ารางวัลชนะเลิศ จากผลงานชื่อ Golden Bloom : The Flourishing Legacy รางวัล 3000 usd + โล่พระราชทานฯ
นายอำพล แตระพรพาณิชย์ รองชนะเลิศอันดับ 1 รางวัล ละ 2,000 usd
นางสาว เนตรนภา ส่งเสียง รองชนะเลิศอันดับ 2 รางวัล ละ 1,000 usd
นาย เอนก เมืองนา รางวัลชมเชย รางวัล ละ 500 usd
นาย ถกล เก่งการช่าง รางวัล popular design award รางวัล 500 usd
ในอีกด้านหนึ่ง การประกวด GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด "Facet Alchemy" ได้รับผลงานรวม 69 เม็ด แบ่งเป็นประเภทพลอยเนื้อแข็ง (Hard Gemstone) 24 เม็ด และประเภททั่วไป (Open Category) 45 เม็ด ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 4,000 เหรียญสหรัฐ
ผลรางวัลการประกวด GIT's World Challenge Gems Faceting Master 2026 4 รางวัล
นาย ภูเบศ สินสวัสดิ์ รางวัลชนะเลิศ พลอยเนื้อแข็ง 2,000 USD พร้อมโล่พระราชทาน
นาย นิรินาทย์ เธียรวรโชค รางวัลรองชนะเลิศ พลอยเนื้อแข็ง 1000usd
นายสรรเพชญ พนัสเจริญ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 พลอยเนื้อแข็ง 500 usd
นางสาว ศิริทิพา สุวรรณผล รางวัลชนะเลิศด้าน ความคิดสร้างสรรค์ ประเภทพลอยทั่วไป 500 usd





แต่ละผลงานสะท้อนให้เห็นถึงทักษะ ความวิริยะ และความประณีตที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล โดยเวทีนี้ยังเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ระหว่างช่างฝีมือไทยกับช่างจากต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิคและยกระดับคุณภาพอุตสาหกรรมการเจียระไนของไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ความสำเร็จของการจัดทั้งสองโครงการในปีนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของนักออกแบบและช่างฝีมือไทย แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต ออกแบบ เจียระไน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และขยายตลาดระดับโลก
GIT จึงตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทั้งด้านคุณค่าเชิงศิลปะ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Gem and Jewelry Hub ของโลก การยกเว้นภาษีนำเข้าอัญมณีบางประเภท การสนับสนุนการสร้างมาตรฐานอัญมณี และการผลักดันการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเชื่อมโยงกับตลาดโลก

05 ตุลาคม 2569

พญาไท–เปาโล คว้ารางวัลองค์กรนวัตรกรรมแห่งชาติจาก NIA สมัยที่ 3 ยกระดับจาก “ผู้สร้างนวัตกรรม” สู่การเป็น “ต้นแบบองค์กรนวัตกรรมสุขภาพ”

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล คว้ารางวัล นวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 (National Innovation Awards 2026) ด้านองค์กรนวัตกรรม (Innovation Organization Award) เป็นสมัยที่ 3 จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สะท้อนพัฒนาการขององค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาคนและวัฒนธรรมองค์กร การสร้างองค์ความรู้และงานวิจัย ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริง ขยายผลสู่สังคม และต่อยอดเชิงพาณิชย์ 

ก้าวต่อไปของเครือโรงพยาบาลฯ จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างนวัตกรรมเพื่อใช้ภายในองค์กร แต่เดินหน้ายกระดับสู่การเป็น “ต้นแบบองค์กรนวัตกรรมสุขภาพ” ที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดูแลผู้ป่วยให้เป็นโซลูชันที่สร้างคุณค่าในวงกว้าง ตั้งแต่การยกระดับคุณภาพบริการ เพิ่มโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และต่อยอดนวัตกรรมสู่ภาคส่วนอื่น


การได้รับรางวัลเป็นสมัยที่ 3 ครั้งนี้ เป็นผลจากการพัฒนา Innovation Ecosystem ที่เชื่อมโยง “คน–ความรู้–งานวิจัย–การเรียนรู้–พันธมิตร” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมี นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ ดร.นิรุธ ศรีพวาทกุล ผู้อำนวยการสายพัฒนาคุณค่าธุรกิจและการเรียนรู้ เป็นผู้แทนองค์กรเข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณจาก ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

จากวัฒนธรรม “ไม่หยุดพัฒนา” สู่ระบบที่ทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เครือโรงพยาบาลฯ ยกระดับการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 56001:2024 ด้านการบริหารจัดการนวัตกรรม เปิดพื้นที่ให้บุคลากรทางการแพทย์ และหน่วยงานสนับสนุน นำ Pain Point จากการทำงานและการดูแลผู้ป่วย มาพัฒนาเป็นแนวคิด พัฒนาบริการ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ นำเสนอผ่านเวที The pPitch ซึ่งแต่ละปีจะมีโครงการส่งเข้าประกวดมากกว่า 100 โครงการ สะท้อนวัฒนธรรมที่ทำให้นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางาน ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเทคโนโลยีหรือโครงการขนาดใหญ่ 

เบื้องหลังการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม คือการพัฒนาคนให้ “ไม่หยุดเรียนรู้และไม่หยุดพัฒนา” ผ่าน CIL (Center of Interactive Learning) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์มากกว่า 1,000 หลักสูตร ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ Clinical, Functional, Passion-Based Learning และ Managerial Hybrid Learning เพื่อเสริมทั้งความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ ทักษะการทำงาน ภาวะผู้นำ และ Future Skills ให้บุคลากรสามารถนำความรู้กลับไปพัฒนางานและต่อยอดสู่แนวคิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ระบบนิเวศนวัตกรรมยังเชื่อมต่อกับ CPRIA (Center of Private Research and Innovation Accelerator) ที่สนับสนุนการต่อยอดงานวิจัย และ PIL (Phyathai Paolo Innovation Lab) ที่ช่วยผลักดันแนวคิดและต้นแบบตั้งแต่การทดลองใช้ ไปจนถึงการขยายผล ทำให้ Learning, Research, Innovation และ Implementation สามารถเชื่อมต่อและเกิดขึ้นได้ภายในระบบเดียวกัน

ไม่หยุดที่ “คิดได้” แต่ต้อง “ใช้ได้จริง และขยายผลได้” อีกหนึ่งหัวใจของการเป็นองค์กรนวัตกรรม คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์จริง ผลงานหลายโครงการของเครือโรงพยาบาลฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงต้นแบบ แต่ได้รับการนำไปใช้จริงและขยายผลออกไปนอกองค์กร

ตัวอย่างเช่น Telecare บริการดูแลสุขภาพทางไกลที่ให้บริการสะสมแล้วกว่า 185,000 เคส ครอบคลุม 111 คลินิก ใน 12 โรงพยาบาล ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ ขณะที่ Laparo Bag (OR Bag), Shampoo Cart และ Med Cart เป็นตัวอย่างนวัตกรรมจากโจทย์หน้างานที่สามารถพัฒนาและขยายการใช้งานไปยังโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน สะท้อนการต่อยอดองค์ความรู้จากการดูแลผู้ป่วยสู่โซลูชันที่สร้างประโยชน์ให้ระบบบริการสุขภาพในวงกว้าง

พร้อมกันนี้ เครือโรงพยาบาลฯ ยังต่อยอดองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาสู่ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมบริการในหลากหลายรูปแบบ รวมถึง Health Up, All You Can Check, Addwise Comorbid และโครงการ “คุณพระช่วย” โดยมุ่งให้นวัตกรรมสามารถสร้างทั้งคุณค่าต่อผู้รับบริการและโอกาสในการขยายผลเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 

จากองค์ความรู้ภายในองค์กร สู่คุณค่าที่แบ่งปันได้ในวงกว้าง อีกหนึ่งทิศทางสำคัญของการก้าวสู่ต้นแบบองค์กรนวัตกรรม คือการทำให้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล ไม่หยุดอยู่เฉพาะภายในองค์กร แต่สามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยน และพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคส่วนอื่นทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ Start-up เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะและระบบสุขภาพโดยรวม

เพื่อขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมออกสู่ภายนอก เครือโรงพยาบาลฯ เดินหน้าสร้างความร่วมมือ กับทั้งภาคการศึกษา หน่วยงานวิจัย และภาคอุตสาหกรรม อาทิ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ในการพัฒนาหลักสูตร Infinite Hybride Learning : Business Beyond Boundaries ที่เชื่อมองค์ความรู้ด้าน Business, Healthcare, AI, People และ Sustainability รวมถึงความร่วมมือกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) ในการเชื่อมความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล จากองค์ความรู้สู่การใช้งานจริงและโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังทำงานใกล้ชิดในการสนับสนุนกิจกรรมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ สมาคมการค้าไทยเฮลท์เทค (THAT)

แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของโรงพยาบาลที่กำลังขยายจาก “ผู้ให้บริการด้านการรักษาพยาบาล” สู่ “พื้นที่สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมสุขภาพ” ที่สามารถนำความรู้จากการดูแลผู้ป่วยมาพัฒนา ถ่ายทอด และต่อยอดร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมในวงกว้าง

รางวัลไม่ใช่ปลายทาง แต่คือ Proof Point ของระบบที่เดินต่อได้ การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเป็นสมัยที่ 3 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของนวัตกรรมแต่ละโครงการ แต่เป็น Proof Point ของ Innovation Ecosystem ที่สามารถสร้างและต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาคนและองค์ความรู้ งานวิจัย บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการสร้างต้นแบบ ไปจนถึงการนำไปใช้จริง การขยายผล และการสร้างคุณค่าในมิติสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ


จากรากฐานดังกล่าว เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล เดินหน้าต่อยอดบทบาทจาก Innovation Organization สู่การเป็นต้นแบบองค์กรนวัตกรรมสุขภาพ ที่พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ เชื่อมโยงความร่วมมือ และขยายนวัตกรรมให้สร้างประโยชน์ในวงกว้าง เพื่อร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนระบบสุขภาพไทยอย่างยั่งยืน

สนามกอล์ฟ บลูแคนยอน คันทรี่ คลับ ประกาศความร่วมมือด้านการดูแลสนามกอล์ฟกับ Sports Turf Solutions

ภูเก็ต ประเทศไทย: 5 ตุลาคม 2569 บลูแคนยอน คันทรี่ คลับ (Blue Canyon Country Club) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการดูแลและบริหารจัดการสนามกอล์ฟ ประกาศความร่วมมือด้าน Agronomy Support Partnership กับบริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ (Sports Turf Solutions) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการสนามกอล์ฟและหญ้าสนามในภูมิภาคเอเชีย เพื่อเสริมศักยภาพทีมงาน พัฒนาคุณภาพสนามสู่มาตรฐานระดับแชมเปี้ยนชิป และวางแนวทางการบริหารจัดการสนามอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบลูแคนยอนในการยกระดับคุณภาพสนามและประสบการณ์การเล่นกอล์ฟ โดยนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับภูมิภาคมาผสานกับความเข้าใจในสภาพสนามและภูมิอากาศเขตร้อนของทีมงานบลูแคนยอน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการรักษาคุณภาพสนามให้ได้มาตรฐานตลอดทั้งปี


ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว มร. แบรด เบอร์เกส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ (Sports Turf Solutions) พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญ จะทำงานร่วมกับทีม Agronomy และทีมดูแลสนามของบลูแคนยอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คำปรึกษาเชิงเทคนิค ติดตามคุณภาพสนาม และร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาในระยะยาว ขอบเขตการทำงานครอบคลุมตั้งแต่การดูแลและพัฒนาสุขภาพของหญ้า (Turf Health) การยกระดับสภาพสนามให้เหมาะสมกับมาตรฐานการแข่งขันระดับแชมเปียนชิป (Championship Playing Conditions) การนำแนวทางการบำรุงรักษาที่คำนึงถึงความยั่งยืนมาใช้ (Sustainable Maintenance Practices) การบริหารทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Resource Efficiency) ตลอดจนการวางแผนพัฒนาสนามกอล์ฟในระยะยาว (Long-term Course Development)

นางพันธิภา เบอร์เกส  กรรมการผู้จัดการ บริษัท สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ กล่าวว่า “บลูแคนยอน คันทรี่ คลับเป็นสนามกอล์ฟที่มีชื่อเสียงและมีพื้นฐานด้านคุณภาพสนามที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน การดูแลสนามกอล์ฟในภูมิอากาศเขตร้อนก็มีความท้าทายเฉพาะตัว ทั้งในด้านสุขภาพของหญ้า สภาพการเล่น และการบริหารทรัพยากร ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการให้คำปรึกษา แต่เป็นการทำงานร่วมกับทีมของบลูแคนยอนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ระดับภูมิภาค และแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มาต่อยอดสิ่งที่ทีมงานทำได้ดีอยู่แล้ว และพัฒนามาตรฐานสนามให้ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

ด้าน มร. เดเนียล บุญกุลยา ผู้จัดการทั่วไป บลูแคนยอน คันทรี่ คลับกล่าวว่า “การยกระดับคุณภาพสนามเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาบลูแคนยอนในระยะยาว เราจึงให้ความสำคัญทั้งกับการลงทุนในสนาม การพัฒนาทีมงาน และการนำองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเสริมศักยภาพ การได้ร่วมงานกับทีม สปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ ซึ่งมีประสบการณ์ดูแลสนามกอล์ฟในหลายประเทศทั่วเอเชีย จะช่วยให้ทีมของเราสามารถต่อยอดมาตรฐานการทำงาน และพัฒนาสภาพสนามให้มีคุณภาพสม่ำเสมอ เพื่อมอบประสบการณ์การออกรอบที่ดีที่สุดให้กับสมาชิกและนักกอล์ฟจากทั่วโลก”

ความร่วมมือกับสปอร์ต เทิร์ฟ โซลูชั่นส์ เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการพัฒนาบลูแคนยอน คันทรี่ คลับในระยะยาว โดยให้ความสำคัญทั้งด้านคุณภาพสนาม บุคลากร เทคโนโลยีการดูแลสนาม และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษามาตรฐานสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิป ควบคู่กับการสร้างระบบการดูแลสนามที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ปรีชา กรุ๊ป กางโรดแมปปักธงรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท

ปรีชา กรุ๊ป กางโรดแมปปักธงรายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โชว์ผลงานครึ่งปีแรก 2569 โตแกร่ง 720% ลุยเปิด 2 โครงการใหม่แบรนด์ “PRESENSE” ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน

บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศทิศทางธุรกิจเชิงรุก มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงด้วยการปักหมุดเป้าหมายรายได้รวมแตะระดับ 1,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี (2569–2571) ชูรากฐานความแข็งแกร่งจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่กวาดรายได้รวม 122.92 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดถึง 720% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมเดินหน้าเปิดตัว 2 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “PRESENSE” บนทำเลศักยภาพสูง เพื่อขับเคลื่อนรายได้และสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่นักลงทุน

นายรองฤทธิ์ ธรรมสถิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRECHA เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจมหภาค เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอและการบริหารจัดการที่แม่นยำ วันนี้ ปรีชา กรุ๊ป มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะก้าวสู่การเติบโตระลอกใหม่ โดยบริษัทได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนรายได้สู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยการเปิดตัวโครงการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) อย่างต่อเนื่อง”


สำหรับแผนการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะสั้นในปี 2569 บริษัทฯ มั่นใจว่า รายได้รวมทั้งปีแตะไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการทยอยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการ Prime Westgate อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตัวเร่งการเติบโต ล่าสุด ยังได้เตรียมเปิดตัว 2 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ “PRESENSE” บน 2 ทำเลศักยภาพ เพื่อสะสมยอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) และรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570–2571 ได้แก่ โครงการ PRESENSE รัตนาธิเบศร์–เวสต์เกต โครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่และคนทำงานย่านนนทบุรี ปัจจุบันได้รับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการ (Project Finance) จากสถาบันการเงินเรียบร้อยแล้ว ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านสภาพคล่องและความเสี่ยงต่ำ โดยเตรียมเริ่มโอนกรรมสิทธิ์รับรู้รายได้ทันทีในเดือนธันวาคม 2569 นี้

โครงการ PRESENSE ลาดกระบัง–สุวินทวงศ์ โครงการบนทำเลเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสู่สนามบินสุวรรณภูมิและนิคมอุตสาหกรรม เจาะกลุ่ม Real Demand ที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดินมูลค่าสูงและมีศักยภาพการเติบโตระยะยาว

“การก้าวสู่เป้าหมาย 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เป็นเป้าหมายที่มีแผนรองรับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งความพร้อมด้านเงินทุน แบ็กล็อกที่ทยอยรับรู้รายได้เต็มปีตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป และการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม ปรีชา กรุ๊ป มุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทุกคน” นายรองฤทธิ์ กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
บริษัท ปรีชา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ PRECHA ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยทั้งโครงการแนวราบและแนวสูง รวมถึงบริการให้เช่าอาคารสำนักงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหารยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการส่งมอบโครงการคุณภาพบนทำเลศักยภาพ บริหารงานด้วยความโปร่งใส คล่องตัว ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้อยู่อาศัย และพร้อมต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน