21 มีนาคม 2569

วิ่งเสร็จ สนุกไปกับ Outdoor Mini Theater กับ “Out of the Nest”


ชวนครอบครัวดูหนังในกิจกรรม   “Run De Nest & Outdoor Movie Night” ภาพยนตร์แอนิเมชัน องครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ (Out of the Nest) เตรียมมอบประสบการณ์ความบันเทิงภาพยนตร์รูปแบบใหม่ ชวนผู้ชมและครอบครัวร่วมสัมผัสแอนิเมชันกลางแจ้งในบรรยากาศหนังกลางแปลง ภายใต้กิจกรรม “Run De Nest & Outdoor Movie Night” สนุกกับกิจรรมวิ่ง 2 KM กับความบันเทิงอย่างลงตัวที่ T&B Media Global (Thailand) และ Central Village Outlet ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อสร้างให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสบรรยากาศการชมภาพยนตร์บนจอขนาดใหญ่ได้อย่างได้อรรถรสยิ่งขึ้น

จะมีสักกี่ครั้งที่คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศหนังการแปลงในพื้นที่เมืองอย่าง Central Village Outlet ซึ่งเป็น Luxury Outlet ในย่านสุวรรณภูมิ  แฟน ๆ สายวิ่งสายสุขภาพ ที่นอกจากจะสนุกกับการบรรยากาศของการวิ่งโดยมีเหล่ามาสคอตมาสร้างสีสันตลอดเส้นทาง ก่อนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการชมองครักษ์พิทักษ์เจี๊ยบ (Out of the Nest) ที่เนรมิตพื้นที่ไลฟ์สไตล์ให้กลายเป็นลานฉายภาพยนตร์ขนาดใหญ่กลางแจ้ง พร้อมรองรับผู้ชมทุกวัยที่จะได้อรรถรสในการชมมากยิ่งขึ้น โดยกิจกรรมนี้จึงไม่เพียงเป็นความบันเทิงสำหรับผู้ชมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวคิดการนำเอาภาพยนตร์ออกสู่พื้นที่เมือง สร้างประสบการณ์ใหม่ในการชมภาพยนตร์ โดยเชิญชวนผู้ชมทุกเพศทุกวัยมาร่วมสัมผัสค่ำคืนแห่งความสนุกและจินตนาการไปกับ Out of the Nest พร้อมเพลิดเพลินกับบูธอาหารในโซน  Food & Lifestyle Zone พร้อมกิจกรรมที่จะสร้างความสนุกในสุดสัปดาห์ พร้อมรับของที่ระลึกสำหรับผู้ร่วมงานโดยสามารถลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ฟรีที่   https://www.zipeventapp.com/e/RUNdeNEST

MK GROUP คว้ารางวัล 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company

ตอกย้ำธุรกิจร้านอาหารที่ผู้บริโภคไว้วางใจ 

บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดสุกี้ในประเทศไทย คว้ารางวัล 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งจัดทำโดยนิตยสาร BrandAge และ BrandAge Online รางวัลนี้สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือขององค์กร ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณทานตะวัน ธีระโกเมน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทาง MK GROUP รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับรางวัลที่ได้รับ ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากผู้บริโภคทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับเราตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญรางวัลนี้เป็นพันธะสัญญาที่จะทำให้เรามุ่งมั่นรักษามาตรฐาน และพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งมอบความอร่อย สุขภาพที่ดี และสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้บริโภคคนไทยทุกคนต่อไป”

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสุกี้ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ และผู้บริโภคในทุกกลุ่มทั่วประเทศ จนได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย จัดงาน ‘XPENG VISION NIGHT THAILAND’ เผยแนวคิด‘The Era of Physical AI’ ตอกย้ำผู้นำด้าน AI Mobility

เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ‘เอ็กซ์เผิง’ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ร่วมมือกับ เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส สาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงานแสดงวิสัยทัศน์ ‘XPENG VISION NIGHT THAILAND’ นำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมล่าสุดภายใต้หัวข้อ ‘The Era of Physical AI’ พร้อมเซอร์ไพรส์ด้วยยนตรกรรมใหม่ครั้งแรกของโลก ‘The New XPENG X9’ พวงมาลัยขวา ขับเคลื่อนด้วยพลัง Turing AI Chip อย่างเหนือระดับ

มร. ชู ซง ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอ็กซ์เผิง มอเตอร์ส กล่าวว่า “วันนี้ AI เป็นกลจักรสำคัญในการปฏิวัติโลกดิจิทัลอย่างสิ้นเชิง และเมื่อโลกดิจิทัลกับโลกทางกายภาพมาบรรจบกัน จุดเชื่อมโยงนี้ได้ก่อเกิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ ‘Physical AI’ เอ็กซ์เผิง บูรณาการ AI เข้ากับวัตถุ สิ่งแวดล้อม และการใช้งานจริง เพื่อสร้างประสบการณ์อัจฉริยะที่จับต้องได้ โดยเราได้พัฒนาระบบ Physical AI ขึ้นเองทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่ชิป ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงฮาร์ดแวร์อัจฉริยะ เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI, หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ และรถบินได้”


มร. ฮวนมา โลเปซ รองประธานฝ่ายการออกแบบ เอ็กซ์เผิง กล่าวว่า “เอเชียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว เอ็กซ์เผิง จึงมุ่งออกแบบรถยนต์ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์ที่หรูหรา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ขับขี่ยุคใหม่ ภายใต้ปรัชญาการออกแบบ ที่เน้นการผสานความงามและฟังก์ชั่นการใช้งานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกเส้นสายและรายละเอียดของรถ สะท้อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี พร้อมมอบประสบการณ์ขับขี่ ที่ทั้งล้ำสมัยและมีอารมณ์ร่วม”

อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีที่หลั่งไหลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยนับเป็นประเทศที่ยืนอยู่แถวหน้าของนวัตกรรม จากปี 2567 ถึง 2568 เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะทำให้ความฉลาดล้ำและความหรูหราเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ สำหรับปีนี้ งาน XPENG VISION NIGHT THAILAND ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน AI Mobility ผ่านการพัฒนา XPENG Turing AI Chip ภายใต้แนวคิด ‘When Cars Begin to Think’ พร้อมการเปิดตัวครั้งแรกของโลกกับ ‘The New XPENG X9’ พวงมาลัยขวา เต็มเปี่ยมประสิทธิภาพการประมวลผลด้วย Turing AI Chip สะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์สู่ยุค ‘The Era of Physical AI’ ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสภาพอนาคตในจินตนาการของเรา สู่โลกแห่งเทคโนโลยีที่กลายเป็นจริง”

XPENG ‘Turing AI Chip’ พลังสมองประมวลผลเต็มประสิทธิภาพและแม่นยำชิปประมวลผลที่ออกแบบมาเพื่อการทำงานของระบบ AI ในรถยนต์โดยเฉพาะ เปรียบเสมือน ‘สมอง’ ของระบบช่วยขับอัจฉริยะ โดยมาพร้อม 40-Core Processor ที่สามารถทำหลายอย่างพร้อมกัน เปรียบได้กับการมีคนฉลาด 40 คนช่วยกันคิดและประมวลผลข้อมูลในเวลาเดียวกัน ชิปนี้ยังรองรับตัวแปรที่ใช้ในการเรียนรู้และตัดสินใจได้ถึง 30,000 ล้านค่า และมีพลังการประมวลผลสูงถึง 750 TOPS หรือสามารถคิดวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ถึง 750 ล้านล้านครั้งต่อวินาที ทำให้รถสามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมและตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดผลกระทบจากสภาพแสงย้อน แสงน้อย หรือแสงจ้า ทำให้ระบบสามารถตรวจจับได้อย่างแม่นยำ คมชัด และไกลขึ้น

เปิดตัว ‘The New XPENG X9’, Ultra-Intelligent 7-Seater

เอ็กซ์เผิง ‘New X9’ โฉมใหม่ของรถตู้ไฟฟ้าทางสปอร์ตที่คล่องตัวและอัจฉริยะที่สุด มาพร้อมการปรับโฉมทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยกระดับความหรูหราด้วยการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานที่เคยอยู่ในรถหรูและเทคโนโลยีให้ล้ำหน้ากว่าเดิม ติดตั้ง Turing AI Chip ที่ให้พลังในการประมวลผล AI (AI Brain Power) แรงขึ้นถึง 3 เท่า รูปลักษณ์ภายนอกยังคงคอนเซ็ปต์ดีไซน์แบบ Starship ล้ำอนาคตสไตล์คูเป้ กันชนด้านหน้าปรับใหม่ มาพร้อมระบบ Active Grille Shutter กระจังหน้าด้านล่างเปิด-ปิดอัตโนมัติ ช่วยลดแรงต้านอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์แบบ Multi-Spoke และ Starlight Floating ที่โลโก้ XPENG จะตั้งตรงอย่างสง่างามอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มฟังก์ชั่นประตูดูดคู่หน้า หรูหราเทียบชั้นรถหรู ภายในปรับดีไซน์แผงประตูให้หรูขึ้นด้วยการใช้วัสดุปิดลำโพงแบบใหม่ และตกแต่งด้วยลายไม้อายูส (Ayous) ครั้งแรกกับ เฮด-อัพ ดิสเพลย์ บนกระจกบังลมหน้า ที่นอกจากแสดงข้อมูลการขับและระบบจำลองภาพภายนอก ยังสามารถแสดงภาพจากกล้องได้อีกด้วย เพิ่มความสุนทรีย์ด้วยลำโพง 27 ตำแหน่ง รวมถึงกล้องภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมเบาะหนัง NAPPA และปรับโครงสร้างเบาะแถวที่สามใหม่ ให้สามารถแบ่งการพับราบแบบ 60:40 ได้ในปุ่มเดียว

ล้ำด้วยแบตเตอรี่แบบ 5C AI Battery Ultra-Fast Charging ขนาดสูงสุด 110 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รองรับกำลังในการชาร์จแบบกระแสตรง (DC) สูงสุด 542 กิโลวัตต์ สามารถชาร์จจาก 10-80% ในเวลาเพียง 12 นาที ชาร์จไฟเต็มวิ่งได้ไกลสูงสุด 715 กิโลเมตร (NEDC) นับว่าเป็นเอ็มพีวีไฟฟ้าที่ใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่าที่สุด มาพร้อมระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังอัจฉริยะ (Active Rear-Wheel Steering System) ด้วยรัศมีวงเลี้ยงแคบเพียง 5.4 เมตร เพิ่มจำนวนถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่ง และเพิ่มฟังก์ชั่นควบคุมเสถียรภาพของตัวรถเมื่อยางระเบิด The New XPENG X9 มาพร้อม 3 รุ่นย่อย ได้แก่ Premium, Executive และ Luxury AWD เด่นสะดุดตาด้วยสีภายนอกใหม่สองสี คือ Lambent Cyan และ Polar Violet รวมถึงสีภายในใหม่ คือ Cloud Rose Brown แบบทูโทนยกระดับความหรูหรามากขึ้น

นอกเหนือจากการนำเสนอวิสัยทัศน์ ภายใต้กรอบความคิด ‘The Era of Physical AI’ พร้อมด้วยนวัตกรรม ‘Turing AI Chip’ และยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุด เอ็กซ์เผิง ‘The New XPENG X9’ ภายในงานยังได้จัดแสดงสิ่งประดิษฐ์ล้ำสมัย สะท้อนความเป็นเลิศด้านเทคของ เอ็กซ์เผิง ทั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ ‘IRON’ และรถบินได้อีกด้วย

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่จอง ‘The New XPENG X9’ ที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทุกสาขา ถึง 5 เมษายนนี้   

ฟรี โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะ 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร*

ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พรบ. นาน 1 ปี*

ฟรี Wallbox Charger พร้อมติดตั้ง*

ฟรี สายชาร์จฉุกเฉิน 1 ชุด*

รับประกันคุณภาพรถยนต์ นาน 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร*

รับประกันแบตเตอรี่ และมอเตอร์ขับเคลื่อน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร*

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี*

สัมผัสรถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะรุ่นล่าสุด ‘The New XPENG X9’ และ ‘New G6’ รวมถึงนวัตกรรมล้ำสมัยของ เอ็กซ์เผิง ได้ที่งานแสดงยานยนต์ระดับนานาชาติ ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47’ ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม-5 เมษายน 2569 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานีและที่โชว์รูม เอ็กซ์เผิง ทุกสาขาทั่วประเทศ


ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธาน เปิดนิทรรศการภาพวาด “ม้า”

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติมาเป็นประธาน เปิดนิทรรศการภาพวาด “ม้า” ต้อนรับปีใหม่ไทย “ปีมะเมีย” โดยศิลปิน ๒ รัชสมัย ที่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ จีรนันท์ สกุลตั้งไพศาล จันทิมา-ภาวิณี นะวิโรจน์ กมลวัน บุณยัติฐิติ และณัฐภัทร รัตนกนกวัฒน์ ร่วมตัดริบบิ้นเปิดงาน 




โดยมีผู้มีเกียรติหลายท่าน อาทิ อนุตรา เบรค ไทโรน มัคโดนัลด์ ลาวัณย์ฉวี สุจริตานนท์ ดร.จินดารัตน์ ชุมสาย ณ อยุธยา และเอิร์ธ สายสว่าง มาร่วมงาน นิทรรศการฯ ของคณะ “ศิลปิน ๒ รัชสมัย” ประกอบด้วย อภิชัย การิกาญจน์ ประพันธ์ หมื่นเผือ วรสุดา ชุมสาย ณ อยุธยา สิปปวิชญ์ พลสิงห์ ศุภสิทธิ์ วงศ์ร่มเงิน สานิต เธียรวรคุณ ชิงชัย อุดมเจริญกิจไมตรี โพธิราช ชนานุช ช่อมาลี นาวี เรืองระเบียบ ธนิตย์ ด้วงดำรงค์ พงษ์พันธ์ เกตุเจริญ   จัดระหว่างวันที่ 20 มีนาคม ถึงวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 9.00 น. ถึง 19.00 น.

สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษในพระบรมราชูปถัมภ์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 099 446 4199

19 มีนาคม 2569

สถาปนิก’69 เปิดตัว Thematic Pavilion Official Line Up

งานสถาปนิก’69 เผยโฉม Thematic Pavilion Official Line Up ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ ที่รวบรวมความร่วมมือระหว่างแบรนด์วัสดุก่อสร้างและสตูดิโอออกแบบ ชั้นนำ เพื่อสร้างสรรค์พาวิลเลียนที่ถ่ายทอดแนวคิดและตัวตนของแบรนด์ผ่านสถาปัตยกรรม โดยในปีนี้มี Thematic Pavilion รวมทั้งสิ้น 8 พื้นที่ ซึ่งแต่ละพื้นที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ทดลองความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์ใหม่ของการใช้วัสดุ


Thematic Pavilion ทั้ง 8 พื้นที่ ประกอบด้วย

• WATSADU NIYOM x HAA Studio 

• VANACHAI x Studio Tofu 

• TODA x Supermachine Studio 

• PANEL PLUS x ACa Architects 

• HAFELE x Jenchieh Hung + Kulthida Songkittipakdee / HAS design and research 

• SCG x SaTa Na 

• SMARTMATT INTO SPEC x Context Studio 

• ALUFRAME x Unknown Surface Studio 

นอกจากการนำเสนอผลงานของนักออกแบบและแบรนด์วัสดุแล้ว ภายในงานยังมีการมอบ 2 รางวัลสำคัญสำหรับ Thematic Pavilion ได้แก่ Designer Choice Award ซึ่งคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ญารินดา บุนนาค สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง บริษัท อิเมจิเนริ ออบเจคท์ จำกัด (Imaginary Objects หรือ iO) อภิชาติ ศรีโรจนภิญโญ สถาปนิกและ

ผู้ก่อตั้ง บริษัท สตูดิโอ อาร์คิเทคส์ จำกัด (Stu/D/O Architects) และมนัสพงษ์ สงวนวุฒิโรจนา สถาปนิกและผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท ไฮโปธีสีส จำกัด (Hypothesis) โดยจะมีการประกาศผลผู้ได้รับรางวัลในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ภายในงาน ASA Night Gala ขณะเดียวกัน ผู้เข้าชมงานยังสามารถร่วมโหวตพาวิลเลียนที่ชื่นชอบผ่านรางวัล Popular Vote ซึ่งเปิดให้ร่วมโหวตได้ทาง FB- งานสถาปนิก : ASA Architect Expo ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน เวลา 12.00 น. จนถึง 3 พฤษภาคม เวลา 12.00 น. และจะประกาศผลผู้ชนะในวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 17.00 น. 



งานสถาปนิก’69 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 3 พ.ค. 2569 เวลา 10.00 – 20.00 น.
ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://architectexpo.prereg.biz/default.aspx?lang=TH

ผส. เตรียมความพร้อม พมจ.–สสว.

 ผส. เตรียมความพร้อม พมจ.–สสว. เดินหน้าเสริมประสิทธิภาพการกำกับดูแลผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ยกระดับระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ตามนโยบาย “พม.ใกล้คุณ”

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลา 09.30 น. นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชุมสร้างความเข้าใจเพื่อเตรียมความพร้อมการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ โดยมี นางพัชรมณฑ์ ปิติปัญญากุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เป็นผู้กล่าวรายงาน



ในการนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน ร่วมพบปะและบรรยายให้ข้อคิดเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นางวาสนา ทองจันทร์ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นางสาวกอบกุล กวั่งซ้วน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านผู้สูงอายุ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ เจ้าหน้าที่ พมจ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) รวมจำนวน 160 คน เข้าร่วม ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโครงการบริบาลและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในชุมชน ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยู่ในชุมชนได้อย่างมั่นคง สร้างโอกาสอาชีพ เพิ่มรายได้ให้คนในชุมชน สอดคล้องกับนโยบายกระทรวง พม. “พม.ใกล้คุณ” และแนวทางการทำงานของกรมกิจการผู้สูงอายุ “ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทผู้สูงอายุ”

#พมใกล้คุณ #กรมกิจการผู้สูงอายุ #กระทรวงพม #wefiethailand

18 มีนาคม 2569

สค.พม. จัดงานแถลงข่าว “มหกรรมครอบครัว 2026 (FAM FESTIVAL 2026)”

ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน”


วันนี้ (18 มี.ค. 69) เวลา 17.00 น. นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (อสค.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมครอบครัว 2026” (FAM FESTIVAL 2026) พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรม ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ลานชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

 นางจตุพร กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กเติบโตเร็วขึ้น เทคโนโลยีทำให้เราติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ในบางครั้งกลับทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว และดิฉันเชื่อว่า “เทคโนโลยีอาจทำให้โลกใกล้กันมากขึ้น แต่ครอบครัวต้องช่วยกันทำให้หัวใจใกล้กันมากขึ้นด้วย” ทั้งนี้ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจในการส่งเสริม พัฒนา สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว ดังนั้น จึงได้จัดงานมหกรรมครอบครัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 งานมหกรรมครอบครัว  ไม่ได้เป็นเพียงงานกิจกรรมสำหรับครอบครัวเท่านั้นแต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ทุกคนกลับมาทบทวนว่า “เราใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักมากพอแล้วหรือยัง” และถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของ “ครอบครัว”  ในฐานะรากฐานสำคัญของสังคม และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนหลากหลายช่วงวัย ซึ่งในปีนี้งาน “มหกรรมครอบครัว 2026 (FAM FESTIVAL 2026)” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน” แนวคิดนี้เปรียบครอบครัวเหมือน “จักรวาลเล็ก ๆ” ที่สมาชิกแต่ละคนอาจมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนกำลังเติบโตบางคน      กำลังทำงานบางคนกำลังดูแลคนในครอบครัว แต่ไม่ว่าชีวิตจะหมุนไปไกลเพียงใด ครอบครัวก็ยังเป็นแรงสำคัญที่ทำให้เรายังคงผูกพัน และเดินเคียงกันต่อไป



วันนี้ (18 มี.ค. 69) เวลา 17.00 น. นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (อสค.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมครอบครัว 2026” (FAM FESTIVAL 2026) พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ครอบครัวที่มาร่วมกิจกรรม ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ลานชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กรุงเทพมหานคร

 นางจตุพร กล่าวว่า ในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กเติบโตเร็วขึ้น เทคโนโลยีทำให้เราติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่ในบางครั้งกลับทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว และดิฉันเชื่อว่า “เทคโนโลยีอาจทำให้โลกใกล้กันมากขึ้น แต่ครอบครัวต้องช่วยกันทำให้หัวใจใกล้กันมากขึ้นด้วย” ทั้งนี้ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจในการส่งเสริม พัฒนา สร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว และคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว ดังนั้น จึงได้จัดงานมหกรรมครอบครัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 งานมหกรรมครอบครัว  ไม่ได้เป็นเพียงงานกิจกรรมสำหรับครอบครัวเท่านั้นแต่เป็นพื้นที่ที่ชวนให้ทุกคนกลับมาทบทวนว่า “เราใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักมากพอแล้วหรือยัง” และถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่มุ่งส่งเสริมให้สังคมไทยเห็นคุณค่าของ “ครอบครัว”  ในฐานะรากฐานสำคัญของสังคม และเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของคนหลากหลายช่วงวัย ซึ่งในปีนี้งาน “มหกรรมครอบครัว 2026 (FAM FESTIVAL 2026)” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน” แนวคิดนี้เปรียบครอบครัวเหมือน “จักรวาลเล็ก ๆ” ที่สมาชิกแต่ละคนอาจมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนกำลังเติบโตบางคน      กำลังทำงานบางคนกำลังดูแลคนในครอบครัว แต่ไม่ว่าชีวิตจะหมุนไปไกลเพียงใด ครอบครัวก็ยังเป็นแรงสำคัญที่ทำให้เรายังคงผูกพัน และเดินเคียงกันต่อไป





นางจตุพร กล่าววต่อไปว่า งานแถลงข่าวมหกรรมครอบครัว 2026 (FAM FESTIVAL 2026)” ภายใต้แนวคิด “COSMIC FAMILY – Always Together : ใกล้ใจ ไม่ไกลกัน” ในวันนี้ มีกิจกรรมพิเศษ ได้แก่ กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและครอบครัว โชว์พิเศษจาก “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” และการพูดคุยสุดพิเศษกับ “ครอบครัวน้องเอคโค่”  ที่จะมาร่วมแบ่งปันเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และการเลี้ยงดูลูกในครอบครัว 

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน ที่ร่วมกันสนับสนุนและผลักดันให้งานมหกรรมครอบครัวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขอเชิญชวนทุกครอบครัวมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “จักรวาลแห่งความรัก” ในงาน มหกรรมครอบครัว 2026 ระหว่างวันที่ 28 - 29 มีนาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานครแห่งที่ 1 (จตุจักร) มาร่วมสร้างช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกันและยืนยันว่า “ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้น ครอบครัวต้องใกล้ใจกันมากกว่าเดิม” นางจตุพร กล่าวตอนท้าย

17 มีนาคม 2569

วิริยะประกันภัย มอบหมวกนิรภัยวัยใส ส่งต่อความปลอดภัยเด็กเล็ก จ.นครราชสีมา

     นายวิทยา สกลเจริญเวช รองหัวหน้าจิตอาสา 904 จังหวัดนครราชสีมา รับมอบ “หมวกนิรภัยวัยใส Chalotte และผองเพื่อน” จำนวน 80 ใบ จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายอัครเดช น้อมชอบ รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ด้านสาขา และนายวารี กกขุนทด รองผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ด้านศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทน เป็นผู้แทนมอบ ภายใต้โครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสวมหมวกนิรภัย 100%” เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัยและฝึกวินัยจราจรในกลุ่มเด็กปฐมวัย พร้อมสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้ปกครอง ครู และสมาชิกของชุมชน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสวมหมวกนิรภัยให้กับบุตรหลานและตนเอง ในโอกาสนี้ นางสาวมณี ไวยภาษ ผู้อำนวยการภาค สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยภาค 4 (นครราชสีมา) ยังได้ร่วมเป็นเกียรติในพิธีมอบ ณ โรงเรียนบ้านคลองเดื่อ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

     พร้อมกันนี้ กลุ่มวิริยะจิตอาสา ยังได้กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของหมวกนิรภัย และวิธีการสวมใส่อย่างถูกต้อง รวมถึงสัญลักษณ์และกฎจราจรเบื้องต้น ให้กับเด็กนักเรียนภายในโรงเรียน ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่เน้นการมีส่วนร่วม อย่างการสาธิตการสวมหมวกนิรภัยอย่างถูกวิธี และการจำลองสถานการณ์อุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กเล็กอย่างเป็นระบบ กระตุ้นให้เกิดการปฏิบัติจริง และสามารถส่งต่อพฤติกรรมความปลอดภัยไปยังผู้ปกครองและคนในครอบครัว อันจะช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในระดับครัวเรือนและชุมชน ต่อยอดสู่การสร้างวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยทางท้องถนนสู่สังคมต่อไป

15 มีนาคม 2569

โบลท์ เปิดตัวแคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” ส่งเสริมการเดินทางปลอดภัยยามค่ำคืน

กรุงเทพฯ, 12 มีนาคม 2569 - ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจยามค่ำคืนในประเทศไทย โบลท์ (Bolt) เดินหน้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบนท้องถนน เปิดตัวแคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” ผลักดันให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการขับรถหลังดื่มแอลกอฮอล์ และหันมาใช้บริการเรียกรถเพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน

 

แคมเปญดังกล่าวต่อยอดจากผลการสำรวจพฤติกรรมการเดินทางยามค่ำคืน (Night-Time Mobility Survey) ปี 2568 ที่จัดทำโดยโบลท์ ร่วมกับ IPSOS สะท้อนพฤติกรรมการเดินทางของผู้คนในช่วงเย็นและช่วงเวลากลางคืน โดยผลสำรวจพบว่า:

       52% ใช้บริการเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าหรือหลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

       63% เลือกใช้บริการเมื่อเดินทางตอนกลางคืน หรือเดินทางในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย

       96% เชื่อว่าบริการเรียกรถผ่านแอปฯ มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับ

       92% เคยใช้บริการเรียกรถให้เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัวเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัย

 ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า บริการเรียกรถผ่านแอปไม่ได้ตอบโจทย์เพียงความสะดวกสบาย แต่ยังมีบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และช่วงเวลากลางคืน

 ขณะเดียวกัน การขยายตัวของธุรกิจสถานบันเทิง การท่องเที่ยว และภาคบริการ รวมถึงรูปแบบการทำงานในช่วงเวลากลางคืนทีเพิ่มขึ้นได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการระบบขนส่งที่เชื่อถือได้ในช่วงเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 ด้วยเหตุนี้ บริการ Shared Mobility หรือการเดินทางร่วมกัน จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการดื่มแล้วขับ

 แคมเปญ “Don’t Drink and Drive เมาไม่ขับกลับกับโบลท์” จึงมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2569 โดยมุ่งส่งเสริมการเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงจากการดื่มแล้วขับสูง แคมเปญนี้ประกอบด้วย:

       ส่วนลด 20% สูงสุดถึง 120 บาทต่อเที่ยว ผ่านรหัสโปรโมชั่นพิเศษ
สำหรับการเดินทางทุกวันศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 22:00 น. ถึง 05:00 น.

       ระบบแจ้งเตือนจากแอปในช่วงเวลากลางคืน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจเลือกการเดินทางที่ปลอดภัยมากขึ้น

โบลท์มุ่งหวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการเดินทางที่ปลอดภัยและเข้าถึงง่ายสำหรับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การเดินทางมีความเสี่ยงสูง

 “โบลท์ยึดถือความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญในทุกการให้บริการ” นายณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการประจำ โบลท์ ประเทศไทย กล่าว “ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้คนมองการเรียกรถผ่านแอปเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้านหลังจากเที่ยวกลางคืน แคมเปญนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามของโบลท์ในการสนับสนุนพฤติกรรมการเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบ และช่วยให้การเดินทางยามค่ำคืนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”

โบลท์ ยังคงเดินหน้าพัฒนาฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยในแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามการเดินทางแบบเรียลไทม์และการแจ้งเตือนเพื่อส่งเสริมการเดินทางอย่างมีความรับผิดชอบทั้งผู้ใช้บริการและผู้ขับขี่ โดยแคมเปญนี้ยังตอกย้ำจุดยืนของโบลท์ที่ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการ และการสร้างความตระหนักรู้เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเดินทางที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ในขณะที่บริการ Shared Mobility กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางในชีวิตประจำวันมากขึ้น โบลท์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในทุกเส้นทาง

เซ็นทรัล รีเทล ชูกลยุทธ์ Innovation in Action ขับเคลื่อนปี 2569 ทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้าน พร้อมลุยไทย-เวียดนามเต็มสูบ

เซ็นทรัล รีเทล ชูกลยุทธ์ Innovation in Action ขับเคลื่อนปี 2569 ทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้าน พร้อมลุยไทย-เวียดนามเต็มสูบ

กรุงเทพฯ 12 มีนาคม 2569 – นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวนและมีความท้าทายจากปัจจัยหลายด้าน เซ็นทรัล รีเทล ยังสามารถทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดยได้สร้างความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ New Heights, Next Growth ที่เน้นการเสริมแกร่งธุรกิจหลัก ต่อยอด New Growth Engine พร้อมทั้งปรับโฟกัสธุรกิจ มุ่งเน้นตลาดไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดย ณ สิ้นปี 2568 ธุรกิจของ CRC ในประเทศไทยมีจำนวน 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนประเทศเวียดนาม มีจำนวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 20% นอกจากนี้บริษัทฯ ยังประสบความสำเร็จในการขยายฐานสมาชิก The 1 ในประเทศเวียดนามด้วยยอดสมาชิกรวมกว่า 4.3 ล้านราย และยังได้เสริมความแข็งแกร่งของสถานะการเงิน ตลอดจนบริหารจัดการการเงินและโครงสร้างเงินทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคง ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจภายใต้ปรัชญา CRC Care ที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับทุกภาคส่วน”

โดยในปี 2568 กลุ่มธุรกิจฮาร์ดไลน์สามารถพิสูจน์ศักยภาพการแข่งขันได้อย่างโดดเด่นจากการขยายตัวของ ‘ไทวัสดุ’ ธุรกิจดาวเด่นที่สร้างปรากฏการณ์เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 10 ปี จนปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุม 89 สาขา ใน 52 จังหวัดทั่วประเทศ ผลักดันยอดขายในปี 2568 ทะยานสู่ 43,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย ปีละ 9% พร้อมครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 25% ในขณะเดียวกันธุรกิจ New Growth Engine อย่าง ‘Auto 1’ ก็มีการเร่งสปีดขยายสาขาใหม่ถึง 13 แห่ง รวมปิดปี 2568 ทั้งสิ้น 53 แห่ง พร้อมวางโรดแมปเชิงรุกสำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสาขาแบบเท่าตัวอีก 53 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้มีเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 106 สาขาบนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ มุ่งตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้รถได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร

สำหรับปี 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นปีแห่ง “Challenges & Opportunities” ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ ‘Innovation in Action’ เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1. อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยอดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเซ็นทรัล รีเทล มีการพัฒนาทั้งในส่วนของประสบการณ์หน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว, การปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน, การเพิ่มจุด Self-Checkout, การจัดอีเว้นท์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ และการเพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก เช่น โซนอาหาร โซนเกม และแชมเปญบาร์ เป็นต้น ตลอดจนนำ AI มาช่วยยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า โปรโมชัน และคูปองสุดคุ้มที่ออนท็อปได้อย่างตรงใจ รวมถึงเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและโลกดิจิทัลผ่านบริการ Personal Shopper, Chat & Shop, Click & Collect และ Reserve & Collect ที่ทำให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ
2. อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม โดยเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Label ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่นชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream
3. อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย (Drive Operational Excellence) โดยมีการยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การนำ AI มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ยังได้พัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อกและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 เซ็นทรัล รีเทล ประกาศทุ่มงบลงทุน 16,000–18,000 ล้านบาท สำหรับการรีโนเวทและการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยวางแผนขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 8-10 สาขา, GO Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนในประเทศเวียดนาม มีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า GO! 1 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 2 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบ โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 4-5% และ EBITDA ที่ 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ให้ความสำคัญกับการบริหารการเงินอย่างมีวินัยเพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

“เซ็นทรัล รีเทล ยึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในทุกย่างก้าวของการดำเนินธุรกิจ เราจะไม่หยุดนิ่งในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อยกระดับศักยภาพการให้บริการให้ก้าวล้ำยิ่งกว่าเดิม ควบคู่ไปกับการมุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งและตรงใจ ตอกย้ำภาพผู้นำอุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่งไทยและระดับภูมิภาค บนเจตนารมณ์ ‘Retail & Wholesale for All’ ที่พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับทุกภาคส่วน และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อเป็นศูนย์กลางชีวิตของทุกคน (Central to Life) ตลอดไป” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป

ช่อง 7HD มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ รถSNG คันประวัติศาสตร์แก่ อพวช.

จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งต่อความรู้เพื่อเยาวชน

ช่อง 7HD ส่งต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารสู่สาธารณะ มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม หรือ SNG(Satellite News Gathering) คันแรกในประเทศไทยให้ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านนวัตกรรมสื่อสาร การแพร่ภาพกระจายเสียง และจุดประกายแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทย

สถานีโทรทัศน์สีแห่งแรก ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสารสนเทศมาอย่างยาวนาน ช่อง 7HD พร้อมส่งเสริมสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้ของเยาวชน ศึกษาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารของไทย ร่วมส่งต่อองค์ความรู้มอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทย ให้แก่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ  เพื่อจัดแสดงใน พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศพิธีส่งมอบจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดย คุณนาฏนภางค์ จงสมจิต กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ช่อง 7HD พร้อมด้วย 






คุณชญาณ์ณิศ ศรีสินธวารักษ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารทรัพยากรสื่อ ร่วมด้วย 2 นักแสดงสุดฮอต ภูมิ เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, ดีแลนด์ เดโชชัย ธิติอภิธาน และผู้ประกาศข่าวจากรายการ “เช้านี้ที่หมอชิต” ได้แก่ เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, กมลาสน์ เอียดศรีชาย ร่วมส่งมอบรถถ่ายทอดสัญญาณผ่านดาวเทียม ยี่ห้อ GMC รุ่นแรกของช่อง 7HD จำนวน 1 คัน ให้แก่ คุณสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ อพวช. เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ในการเผยแพร่ความรู้ด้านเทคโนโลยีการสื่อสารจากอดีตสู่ปัจจุบัน   

รถ SNG คันดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของวงการโทรทัศน์ไทย โดยบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7HD) ได้สั่งนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาทั้งคัน ในปี พ.ศ. 2540 เพื่อใช้เป็นรถรับ–ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมระบบ KU-Band จำนวน 3 คันแรกของประเทศไทย ก่อนจะมีการพัฒนาระบบจากแอนะล็อกสู่ดิจิทัลในปี พ.ศ. 2543 และปรับปรุงเป็นระบบดิจิทัลความละเอียดสูง SD–HD อย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2548

รถคันนี้ ไม่เพียงเป็นพาหนะสำหรับการถ่ายทอดสดข่าว แต่เป็นสัญญลักษณ์ของยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีโทรทัศน์ไทยจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สู่ความสามารถในการส่งสัญญาณภาพและเสียงจากทุกพื้นที่สู่สายตาประชาชนแบบเรียลไทม์ ตลอดระยะเวลาการใช้งาน รถคันนี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรายงานข่าวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดข่าวพระราชสำนักในพื้นที่ทุรกันดาร เหตุการณ์ God’s Army จ.ราชบุรี ปี 2543 เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่ น้ำก้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ปี 2544 เหตุการณ์ สึนามิในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2547 รวมถึงการรายงานสถานการณ์กรณีพิพาท เขาพระวิหาร ระหว่างปี 2552–2554  


การส่งมอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์อุปกรณ์สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก 7HD MUSEUM สู่สาธารณะ โดย อพวช. จะนำรถ SNG คันประวัติศาสตร์ไปจัดแสดงในฐานะสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้สัมผัสเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการสื่อสารโทรทัศน์ไทย พร้อมศึกษาการทำงานของระบบรับ–ส่งสัญญาณดาวเทียมและการถ่ายทอดสดนอกสถานที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกของสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต   

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดง รถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (SNG ; OB Van) คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทยจากช่อง 7HD ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร : 0 2577 9999 ต่อ 2122, 2123 

การส่งมอบครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์อุปกรณ์สำคัญของวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ยังเป็นการต่อยอดองค์ความรู้จาก 7HD MUSEUM สู่สาธารณะ โดย อพวช. จะนำรถ SNG คันประวัติศาสตร์ไปจัดแสดงในฐานะสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนและผู้สนใจได้สัมผัสเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของการสื่อสารโทรทัศน์ไทย พร้อมศึกษาการทำงานของระบบรับ–ส่งสัญญาณดาวเทียมและการถ่ายทอดสดนอกสถานที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ก้าวสู่โลกของสื่อ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในอนาคต   

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมการจัดแสดง รถถ่ายทอดสดนอกสถานที่ (SNG ; OB Van) คันแรกของวงการโทรทัศน์ไทยจากช่อง 7HD ได้ที่ พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร : 0 2577 9999 ต่อ 2122, 2123 

ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมต่าง ๆ ได้ทาง ช่อง 7HD กด 35 ทางโซเชียล
Facebook, IG, Twitter, YouTube: Ch7HD และเว็บไซต์ www.ch7.com

“ไซมิส แอสเสท” เปิดตำรับ “ข้าวแช่ชาววัง 8 เครื่องเคียง” ที่ร้าน “มารี กีมาร์”

เมื่อฤดูร้อนเวียนกลับมาอีกครั้ง ร้านอาหารไทย “มารี กีมาร์” หนึ่งในธุรกิจอาหารของ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ชวนสัมผัสเมนูคลายร้อนแบบไทยแท้กับ “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยชาววังผ่านความประณีตในทุกขั้นตอน โดย เชฟปิ๊ก – คณิน สินพันธ์ Executive Chef ของร้าน ที่คัดสรรวัตถุดิบจากหลายจังหวัดทั่วประเทศมารังสรรค์เป็นสำรับอาหารฤดูร้อนที่งดงามทั้งรสชาติและเรื่องราว

ร้านอาหาร “มารี กีมาร์” ยังเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทยแท้ในระดับสากล ขณะที่เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์” ถือเป็นหนึ่งในเมนูประจำฤดูร้อนที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รอคอยของลูกค้าในทุก ๆ ปี







ในโอกาสนี้ คุณอายุษกร อารยางกูร Group F&B Director บริษัท ไซมิส เทสท์ จำกัด และ เชฟปิ๊ก คณิน สินพันธ์ ได้ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติให้ร่วมสัมผัสเมนูข้าวแช่ตำรับพิเศษดังกล่าว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของอาหารไทยโบราณผ่านการจัดสำรับอย่างพิถีพิถัน

ข้าวแช่ปีนี้ถูกจัดเสิร์ฟอย่างประณีตใน ภาชนะรักษ์โลกจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลงานของศิลปินท้องถิ่น สะท้อนความงดงามของศิลปหัตถกรรมไทยผ่านภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอาหาร พร้อมลำดับการรับประทานแบบโบราณ แบ่งออกเป็น 3 สำรับ




สำรับแรก : ของว่างคลายร้อนจากตำรับอยุธยา
เริ่มต้นมื้อด้วยเมนูโบราณ “แตงโมหน้าปลาแห้ง” ของว่างขึ้นชื่อมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยคัดเลือกแตงโมเนื้อหวานจากจังหวัดสุพรรณบุรี รับประทานคู่กับปลาแห้งที่ใช้ปลาช่อนแดดเดียวจากจังหวัดสิงห์บุรี นำมาย่างด้วยเตาถ่าน ก่อนโขลกให้ฟูและผัดจนแห้ง ปรุงรสด้วยน้ำตาลดอกมะพร้าวจากจังหวัดสมุทรสงคราม ดอกเกลือ และหอมเจียว

สำรับที่สอง : ข้าวแช่ตำรับไทยกับเครื่องเคียง 8 อย่าง
หัวใจสำคัญของเมนูคือ ข้าวแช่ ที่เชฟปิ๊กเลือกใช้ข้าวพันธุ์ “เจ๊กเชย” จากจังหวัดสระบุรี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความหอมและเม็ดข้าวที่สวยงาม นำมาหุงอย่างพิถีพิถัน ก่อนแช่ใน น้ำแร่จากอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ที่ผ่านการต้มและพักในโอ่งดินเผา จากนั้นลอยด้วยดอกไม้หอม 4 ชนิด ได้แก่ ชมนาด กระดังงาไทย กุหลาบมอญ และดอกมะลิ ก่อนอบควันเทียนให้เกิดกลิ่นหอมละมุน

เสิร์ฟคู่กับ เครื่องเคียงโบราณ 8 อย่าง ได้แก่

• ลูกกะปิหอมชุบไข่ทอด รับประทานคู่กระชายอ่อนแกะสลักเป็นดอกจำปา

• หอมแดงสอดไส้ปลา

• พริกชี้ฟ้าแห้งสอดไส้ปลา

• พริกหยวกสอดไส้หมูผัดห่อไข่ เอกลักษณ์ของร้านมารี กีมาร์

• ปลาช่อนแดดเดียวฉาบหวาน

• ไชโป๊วผัดหวานน้ำมันหมู

• หมูฝอยทอดกรอบ

• ไข่เค็มชุบแป้งทอด รับประทานคู่มะม่วงเขียวเสวยและผักแนมตามตำรับ
สำรับสุดท้าย : ของหวานฤดูร้อน

ปิดท้ายสำรับด้วยของหวานฤดูร้อน “ส้มฉุนมะยงชิด” ที่ใช้มะยงชิดสดใหม่จากจังหวัดนครนายก โรยด้วยหอมเจียวและขิงอ่อนซอย เพิ่มมิติรสชาติหวานอมเปรี้ยว สดชื่น เหมาะสำหรับฤดูร้อน

นอกจากนี้ทางร้านยังมี ชุดตะกร้าข้าวแช่สำหรับซื้อกลับบ้าน สำหรับ 2 ท่าน
พร้อมขนมทองมารี 1 กล่อง ในราคา 1,299 บาท







เมนู “ข้าวแช่ตำรับมารี กีมาร์ 2569” ให้บริการในราคา 999++ บาทต่อสำรับ (รับประทานที่ร้านเท่านั้น)
ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2569

ที่สนใจสามารถมาลิ้มลองสำรับข้าวแช่ตำรับไทยได้ที่ ร้านอาหารมารี กีมาร์ ชั้น 28
โรงแรม Wyndham Bangkok Queen Convention Centre Hotel 
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00 – 21.00 น. 

สอบถามข้อมูลหรือสำรองที่นั่ง โทร 090-234-5822
รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.marieguimarbkk.com