แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

20 เมษายน 2569

GIT เปิดเวทีโลก เดินหน้าสานต่อ ศิลปะและความเปล่งประกาย

ฉลอง 20 ปีแห่งศิลปะและความเปล่งประกาย  เชิญร่วมส่งผลงานการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เดินหน้าสานต่อบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล ด้วยการจัด “การประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 20” เนื่องในโอกาสครบรอบสองทศวรรษของโครงการ ภายใต้แนวคิด “Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry” ซึ่งสะท้อนการเดินทางแห่งความงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เวทีการประกวดดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการค้นหาและพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 




สำหรับปี 2569 การประกวดออกแบบเครื่องประดับยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจจากทั่วโลก โดยผู้สมัครจะต้องนำเสนอผลงานในรูปแบบ “คอลเลกชัน” จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้น ซึ่งต้องประกอบด้วยสร้อยคอร่วมกับเครื่องประดับประเภทอื่น เช่น ต่างหู แหวน หรือกำไล เพื่อสะท้อนความสมบูรณ์ของแนวคิดการออกแบบ ผลงานสามารถจัดทำได้ทั้งในรูปแบบภาพวาดลงสี หรือภาพดิจิทัล โดยต้องมีการอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องเป็นผลงานใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่หรือได้รับรางวัลจากที่ใดมาก่อน ผู้เข้าประกวดสามารถเลือกใช้วัสดุได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี โลหะมีค่า หรือวัสดุร่วมสมัย เช่น ไม้ เรซิ่น หรือเทคนิคผสมผสานต่าง ๆ โดยผลงานจะต้องสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตจริงและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 3 คอลเลกชันต่อคน ผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ หรือจัดส่งเอกสารและผลงานทางไปรษณีย์ กำหนดเปิดรับสมัครและส่งพลอยเจียระไนเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในรอบแบบวาด และพัฒนาสู่การผลิตผลงานจริงสำหรับรอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการจัดแสดงและเผยแพร่ในระดับนานาชาติ รวมถึงมีโอกาสได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ 

นอกจากเวทีการออกแบบเครื่องประดับแล้ว GIT ยังจัด “การประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ครั้งที่ 2” ควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมทักษะช่างฝีมือและยกระดับมาตรฐานการเจียระไนสู่ระดับสากล ภายใต้หัวข้อ “Facet Alchemy” โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าประกวดจะต้องส่งผลงานพลอยเจียระไนจริงตามประเภทที่กำหนด ทั้งในกลุ่มพลอยเนื้อแข็งที่ต้องใช้พลอยสังเคราะห์ และกลุ่มพลอยทั่วไปที่เปิดกว้างด้านความคิดสร้างสรรค์ ผลงานทั้งหมดจะถูกพิจารณาจากความแม่นยำ ความงดงาม และศักยภาพเชิงศิลปะและเทคนิค ก่อนประกาศผลและจัดแสดงผลงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การจัดประกวดทั้งสองโครงการในปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขัน หากยังเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดให้ทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านเว็บไซต์ทางการของการประกวด www.gitwjda.com 

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook Fan Page : GIT’s World Jewelry Design Award

11 ธันวาคม 2568

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

นโยบายปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ตอบโจทย์ตลาดแรงงานส่งผลดีบัณฑิตมทร.ธัญบุรี มีงานทำเพียบ

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเก็บรวบรวมสถิติการมีงานทำของบัณฑิตที่จบการศึกษาในรอบแรก มีบัณฑิตที่จบการศึกษาทั้งสิ้น 5,804 คน รายงานข้อมูล 4,233 คน คิดเป็น 73% โดยคณะที่ให้ความร่วมมือรายงานข้อมูล 3 อันดับแรก ประกอบด้วย คณะพยาบาล 100% คณะการแพทย์บูรณาการ 94.95% และคณะวิทยาศาสตร์ 83.19% 

ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลดังกล่าว บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามีงานทำทั้งสิ้น 2,650 คน หรือคิดเป็น 45.7% แบ่งเป็น บัณฑิตมีงานทำใหม่ 2,488 คน มีงานทำก่อนจบ 162 คน รองาน 1,391 คน ศึกษาต่อ 120 คน ซึ่งการเก็บสถิตินี้มหาวิทยาลัยจะมีการติดตามผลการมีงานทำอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าตัวเลขการมีงานทำของบัณฑิตจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีการติดอาวุธทางปัญญาให้กับนักศึกษา เช่น เสริมทักษะด้านภาษาอังกฤษ เสริมทักษะไอทีและดิจิทัล เป็นต้น เพื่อให้พร้อมกับการทำงาน โดยคณะที่มีบัณฑิตมีงานทำมากที่สุด ได้แก่ คณะพยาบาลศาสตร์ 98.65% คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ 72.39% คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ 71.65% คณะศิลปศาสตร์ 71.43% และคณะเทคโนโลยีการเกษตร 70.77%

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเงินเดือนของผู้สำเร็จการศึกษาที่มีงานทำภายใน 1 ปีหลังเรียนจบ โดยบัณฑิตจากคณะพยาบาล มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 25,000 บาท คณะการแพทย์บูรณาการ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 22,500 บาท โดยบัณฑิตส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยจะทำงานในบริษัทเอกชน ข้าราชการ และกิจการครอบครัว 

อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวต่อว่า การเก็บข้อมูลในครั้งนี้ พบว่า 2 ปีที่ผ่านมา บัณฑิตจากคณะพยาบาลศาสตร์มีงานทำเกือบ 100% นั้นเป็นเพราะตลาดมีความต้องการพยาบาลเป็นจำนวนมาก และบัณฑิตจากคณะพยาบาลของมหาวิทยาลัยมีทักษะพร้อมปฏิบัติงานจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่มทร.ธัญบุรีให้ความสำคัญ เพราะมุ่งมั่นที่จัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพและตรงตามมาตรฐานของสภาการพยาบาล รวมถึงมีคณะพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง ต้นแบบและให้คำปรึกษาด้านวิชาการแก่ มทร.ธัญบุรี 

นอกจากนี้คณะเทคโนโลยีการเกษตร เป็นอีกหนึ่งคณะที่บัณฑิตมีงานทำสูงเช่นกัน เนื่องจากหาวิทยาลัยได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ให้เป็นที่ต้องการของภาคการเกษตร และสถานประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร มีการนำเทคโนโลยี เข้ามประยุกต์ใช้กับการเกษตรเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงมีการร่วมมือกับสถานศึกษาในต่างประเทศ เช่น Tianjin Agricultural University ประเทศจีน เป็นมหาวิทยาลัยใหญ่ด้านการเกษตร  มีการทำหลักสูตรร่วมกันจัดส่งนักศึกษาของมทร.ธัญบุรี เข้าเรียนแลกเปลี่ยนเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งนักศึกษาเมื่อจบการศึกษาจะได้รับสองปริญญา ทำให้เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการเป็นอย่างมาก

27 กันยายน 2568

พ.อ.พิเศษ เกษม รัตนปราณี ชวนมาฝึกทักษะ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง

สมาคมฝึกการพูด แห่งประเทศไทย  "The Speech Training  Association of Thailand"

พ.อ.พิเศษ เกษม รัตนปราณี (นายกสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย) ชวนมาฝึกทักษะ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเอง ด้วยการฝึกพูดที่สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย!

วัตถุประสงค์และจุดเด่น:-

✨️พัฒนาทักษะการพูด ให้ตรงประเด็น กระชับ ไม่เยิ่นเย้อ

✨️พูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

✨️ควบคุมความประหม่า และความตื่นเต้นขณะพูด

✨️ปรับปรุงบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น

✨️มีไหวพริบในการโต้ตอบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์



สถานที่ฝึกอบรม:-

สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย ทุกวันเสาร์ (1pm – 6pm)
🚩ณ. อาคารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย (ถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ 25) กรุงเทพฯ

เริ่มต้นพัฒนาตัวเองได้แล้ววันนี้!
เพิ่มมูลค่าให้ตัวคุณ ด้วยทักษะการพูดอย่างมืออาชีพ ! 

สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย, อาคารมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียล,
(สุขุมวิท ซอยทองหล่อ 25) กรุงเทพฯ

27 สิงหาคม 2568

“ทาโร อบกรอบ ส่งกิจกรรม “ทาโร อบกรอบ กรอบสนั่นลั่นโรงเรียน”

“ทาโร อบกรอบ ส่งกิจกรรม “ทาโร อบกรอบ กรอบสนั่นลั่นโรงเรียน” เดินสายปลุกพลังรักษ์โลก รณรงค์เยาวชนแยกขยะอย่างถูกวิธี

 “ทาโร” ตอกย้ำความอร่อยที่มีประโยชน์  เปิดตัวขนมทางเลือกใหม่ เอาใจสายเฮลท์ตี้  “ปลาสวรรค์ ตราทาโร อบกรอบ สูตรลดโซเดียม”  ในรูปแบบสามเหลี่ยม กรอบ อร่อย เต็มคำ มาพร้อม 2 รสชาติ   พร้อมส่งกิจกรรม  “ทาโร อบกรอบ กรอบสนั่นลั่นโรงเรียน” เดินสายปลุกพลังเยาวชนรักษ์โลก ปลูกฝังการแยกขยะอย่างถูกวิธี   พร้อม“พี่หมีครีสปี้”  ออกตระเวนให้ความสุข สนุกสนาน ส่งเสริมการเรียนรู้ 45 โรงเรียน ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล



นางสาวรุ่งนภา ดีพยุงศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท  พีเอ็ม เอสอี จำกัด บริษัทในเครือ บริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า “ทาโร” (TARO)  ผู้นำตลาดขนมขบเคี้ยวที่ทำมาจากเนื้อปลา ภายใต้แนวคิด “ทาโรอบกรอบ โอบกอดทุกฟีล” มุ่งสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมการคิดค้นนวัตกรรมของกินเล่นที่มีประโยชน์ อร่อยได้สุขภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่  ล่าสุด ได้เปิดตัว  “ปลาสวรรค์ ตราทาโร อบกรอบ สูตรลดโซเดียม”  ขานรับเทรนด์ให้กับคนรักสุขภาพ ด้วยการอบ ไม่ทอด ไม่ใช้วัตถุกันเสีย แต่ยังคงรสชาติความอร่อยได้อย่างเพลิดเพลิน ชูจุดเด่นด้วยสูตรลดโซเดียม มาพร้อม 2 รสชาติ ประกอบด้วย “ทาโร อบกรอบ รสเข้มข้น” สูตรลดโซเดียม 25% อร่อย เคี้ยวเพลิน ด้วยรสชาติเข้มข้นในแบบที่คุ้นเคย และ “ทาโร อบกรอบ รสบาร์บีคิว” สูตรลดโซเดียม 29% รสกลมกล่อม หอมบาร์บีคิว อร่อยจัดจ้าน และนอกจากความอร่อย ทาโรทุกซองยังสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ด้วยระบบ Traceability เพียงสแกน QR Code ที่หลังซองทาโรทุกซอง ก็จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ อาทิเช่น วัตถุดิบหลักคือซูริมิที่ทำมาปลาเอโสะซึ่งเป็นปลาทะเลที่มาจากแหล่งประมง 4 น่านน้ำ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการรับรองจากกรมประมง มีเอกสารรับรองการซื้อขาย ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความยั่งยืน และตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งกระบวนการ ผ่านขั้นตอนการผลิตที่มีมาตรฐาน ทีมงานที่ดูแลทุกขั้นตอนการผลิตด้วยความรัก ใส่ใจ และมีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวที่อร่อย มีคุณภาพ และมีประโยชน์ให้ถึงมือผู้บริโภคทุกคน


นางสาวรุ่งนภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯนอกจากพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์สุขภาพแล้ว   ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ล่าสุด ได้จัดกิจกรรม “ทาโร อบกรอบ กรอบสนั่นลั่นโรงเรียน” ตอน ฮาวทูทิ้ง สนุกกับ “พี่หมีคริสปี้” ที่จะร่วมเดินสายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อร่วมสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแยกขยะด้วยความสนุกและเพลิดเพลิน รวมทั้งการส่งมอบชุดถังขยะแยกประเภท 4 ประเภท ประกอบด้วย 1.ขยะเปียก 2. ขยะทั่วไป 3. ขยะรีไซเคิล  และ 4. ขยะอันตราย ให้ทางโรงเรียนได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ เสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ๆ โดยจะออกตระเวนไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 45 โรงเรียน

“ทาโร อบกรอบ สูตรลดโซเดียม” มุ่งสร้างพลังและการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการแยกประเภทขยะ เพื่อให้ได้รับการจัดการและกำจัดอย่างเหมาะสม  ช่วยลดปัญหาภูเขาขยะ ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ใกล้ตัว ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำ  การเผาขยะและการย่อยสลายของขยะในหลุมฝังกลบยังทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน  อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังมีการปล่อยสารพิษอื่น ๆ เช่น ไดออกซิน ฝุ่น PM2.5 และโลหะหนัก ฯลฯ  การแยกขยะตั้งแต่ตอนทิ้งขยะ จะช่วยให้การจัดการขยะมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ขยะได้ เช่น นำไป Recycle หรือ Reuse รวมทั้งการแปลงสภาพเป็นเชื้อเพลิงขยะเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า หรืออุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ 

“หากเราปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาวชน ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่มีนิสัยแยกขยะให้ถูกต้อง ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ทาโร อบกรอบ จึงจัดกิจกรรมสนุก ๆ ให้ความรู้กับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น ในการแยกขยะให้ถูกประเภท ซึ่งได้รับการตอบรับและความร่วมมือด้วยความสนุกสนานจากเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก โดยได้ชวนคนดังมาร่วมทำกิจกรรมกับน้อง ๆ ในโรงเรียน จุดประกายให้เยาวชนได้เรียนรู้ สร้างพฤติกรรม สร้างนิสัยในการจัดการขยะได้อย่างถูกต้อง”  นางสาวรุ่งนภา กล่าวทิ้งท้าย 

ทางด้านนางสาวพัชราภรณ์ ใจวงษา บริษัท แม็กเนติก โกลบอล จำกัด ที่ปรึกษา ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมว่า เด็กๆ วัยประถมอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น และอยู่ในวัยที่กำลังจดจำเรื่องราวต่างๆ  หากเรา Input ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์และเป็นเหตุเป็นผล เค้าก็จะเติบโตด้วยตรรกะที่ถูกต้อง อาทิเช่น เพราะเราไม่แยกขยะเลยทำให้เกิดมลพิษและมลพิษก็ส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นถ้าเราแยกขยะปัญหาตั้งแต่ต้น ก็จะลดมลพิษได้ โลกก็จะร้อนน้อยลง ดังนั้นการแยกขยะใครๆ ก็ทำได้ เด็กๆ ก็ทำได้ เริ่มต้นที่ตัวเราวันนี้เราก็จะช่วยลดโลกร้อนได้อย่างยั่งยืน ถ้าเด็กๆ เค้าได้รับข้อมูลที่เป็นสารตั้งต้นที่ดีผลลัพธ์ที่ได้มันจะได้รับการส่งต่อกันไปได้ในวงกว้าง

โดยได้จัดกิจกรรม “ทาโร อบกรอบ กรอบสนั่นลั่นโรงเรียน” ตอน ฮาวทูทิ้ง ณ โรงเรียนโชคชัย หทัยราษฏร์  นำทีมโดย “พี่หมีคริสปี้” หมีกริซลี่ที่ช่างเลือก ชอบกินปลาทะเล ที่อร่อย และมีประโยชน์ และ “บอม ธนวัฒน์ หิรัญธรารัศมิ์  ” นักแสดงรุ่นใหม่หัวใจสีเขียว  ร่วมสร้างความสุข สนุกสนานให้กับเด็ก ๆ พร้อมกิจกรรมสอดแทรกความรู้การแยกขยะผ่านเกมจำลองการทิ้งขยะแต่ละประเภท และได้ร่วมส่งมอบถังขยะ 4 ประเภทให้กับโรงเรียนได้นำไปต่อยอดการแยกขยะได้อย่างยั่งยืน  โดยมี ตัวแทนโรงเรียน โชคชัยหทัยราษฏร์    นางสาว เมตตา นิ่มสนิท รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน และน้องๆ นักเรียน รับมอบถังขยะ

ติดตามรายละเอียดของกิจกรรม พร้อมอัพเดทรสชาติความอร่อยที่หลากหลาย ได้ประโยชน์
กับ “ทาโร” ทาง Facebook/ทาโร กินสนุกดี 


26 สิงหาคม 2568

สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ จับมือ THACCA และ OFOS เดินหน้ายกระดับนักเขียนบทไทย


สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ จับมือ THACCA และ OFOS เดินหน้ายกระดับนักเขียนบทไทยจัดเวิร์คช็อปการเขียนบทแบบเจาะลึกเพื่อการพัฒนา “พลังแห่งตัวละคร” ถอดรหัสความสำเร็จจาก 4 นักเขียนมืออาชีพครบทุกแพลตฟอร์ม ทั้งละคร ซีรีส์ ภาพยนตร์ และละครเวที

สมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ (TSA) ร่วมกับ สำนักงานสร้างสรรค์วัฒนธรรมไทย (THACCA) และ One Family One Soft Power (OFOS) โดยการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการ “พลังของตัวละคร” (The Power of Characters) การอบรมนักเขียนบทหลักสูตรขั้นสูงสำหรับมืออาชีพ เพื่อขยายศักยภาพของนักเขียนบทไทยผ่านการพัฒนาตัวละคร 



ครั้งแรกกับเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจากนักเขียนบทระดับสุดยอดฝีมือของไทย จากอุตสาหกรรมบันเทิง 4 สาขา รวมเอาไว้ในโครงการเดียว ทั้งละครโทรทัศน์ ซีรีส์ ภาพยนตร์ และละครเวที ได้แก่ 

• คุณทิพย์ธิดา ศรัทธาทิพย์ (ปราณประมูล) นักเขียนบทละครโทรทัศน์
(ปลายจวัก, ทุ่งเสน่หา, บุษบาลุยไฟ)

• คุณอภิรักษ์ ชัยปัญหา นักเขียนบทซีรีส์ (ตะวันตกดิน, เกมรักทรยศ, The Rebound เกมนี้เพื่อนาย)

• คุณนนทรีย์ นิมิบุตร นักเขียนบทภาพยนตร์ (จันดารา (2544), โอเคเบตง, มนต์รักนักพากย์)  

• คุณนิกร แซ่ตั้ง นักเขียนบทละครเวที (ทารกจกเปรต, พระเจ้าเซ็ง, ไร้พำนัก)

ซึ่งจะมาถ่ายทอดเทคนิคการสร้างสรรค์ตัวละครจากประสบการณ์ตรงที่จะช่วยให้นักเขียนบทพัฒนาตัวละครซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องให้มีความแข็งแรงและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างมิติให้กับตัวละครจนสามารถเข้าไปจับใจคนดูให้เอาใจช่วยและติดตามเรื่องราวต่อไปจนจบ ซึ่งตัวละครที่ดีจะสามารถเข้าไปอยู่ในสื่อได้ในทุกแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ถึงข้อแตกต่าง ข้อจำกัด ข้อได้เปรียบและธรรมชาติของสื่อแต่ละประเภท ที่จะช่วยเพิ่มพูนทักษะและโอกาสทางวิชาชีพให้กับนักเขียนบทและรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมบันเทิงในอนาคต

การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ๆ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของพฤติกรรมการรับชมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามยุคดิจิทัล คนทำงานเบื้องหลังซึ่งรวมถึงนักเขียนบทจึงมีความจำเป็นจะต้องมีการปรับตัวตามเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมที่มีทางเลือกอันหลากหลาย ซึ่งการพัฒนาทักษะของนักเขียนบทให้มีความชำนาญพร้อมต่อการทำงานได้ในทุกแพลตฟอร์ม ย่อมเป็นการสร้างจุดแข็งให้กับบุคลากรของวงการบันเทิงไทยในการผลิตผลงานส่งออกซอฟท์พาวเวอร์สู่เวทีโลกเพื่อสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

“พลังของตัวละคร” เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาทักษะของสมาคมฯ ที่นอกจากจะช่วยทั้ง Upskill และ Reskill ให้กับสมาชิกนักเขียนบทของสมาคมฯ ยังเปิดกว้างให้กับผู้ที่ทำงานอยู่ในแวดวงบันเทิง รวมทั้งนักเขียนนิยายที่มีความสนใจมาเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อพัฒนาสู่การเป็นนักเขียนบทในอนาคตได้อีกด้วย โดยกิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 23-24 และ 30-31 สิงหาคม 2568 สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสในครั้งนี้ไปไม่ต้องเสียใจ ทางสมาคมฯ จัดทำบทความให้ความรู้จากบทเรียนของวิทยากรในแต่ละสาขาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่เฟสบุกแฟนเพจสมาคมนักเขียนบทละครโทรทัศน์ https://www.facebook.com/TVdramascriptwritersAssociationOfficialpage

25 สิงหาคม 2568

ปลดล็อกศักยภาพการศึกษาไทย!

เปิดตัวโครงการอบรม “Mind Mapping” ยกระดับผู้บริหารและคณาจารย์สู่ยุคการเรียนรู้แห่งอนาคต

ชมรม สวปอ.มส.9 สมาคมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรฯ ร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี และบริษัท ไอเดียล อินโนเวชั่น จำกัด จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนด้วยแผนภูมิความคิด (Mind Mapping)” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนวัดกระจับพินิจ โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารจัดการความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 9  (สวปอ.มส.9) จิรเสกข์ วัฒนมงคล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี  ว่าที่ร้อยตรี เดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี พลเรือตรี หญิง ดร.วิมลกานต์ แช่มช้อย กรรมการรุ่น สวปอ.มส 9 ดร.ดวงสมร บุญผดุง สมาชิก สวปอ.มส.9  พลตำรวจเอกปรุง บุญผดุง เสกสรรข์ รังสิยีรานนท์ กรรมการรุ่น สวปอ.มส 9 สมนึก งามนิธิพร ที่ปรึกษารุ่น สวปอ.มส.9 ปิติกานต์ พ่วงรอด เลขาธิการรุ่น สวปอ.มส.9 ดร.วิชิต สุรพนานนท์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัทไอเดียล อินโนเวชั่น จำกัด สมาชิก สวปอ.มส.9  และวิทยากร พร้อมด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและคณาจารย์จากเขตธนบุรีเข้าร่วมอย่างคับคั่ง


กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับความรู้และความสามารถของบุคลากรทางการศึกษา ส่งเสริมการใช้ Mind Mapping เป็นเครื่องมือในการคิด วิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย

เสียงจากผู้นำ...แรงบันดาลใจจากใจผู้ขับเคลื่อน โดย ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน ประธานคณะนักศึกษาหลักสูตรการบริหารจัดการความมั่นคงขั้นสูง รุ่นที่ 9 (สวปอ.มส.9) กล่าวว่า “การอบรมในวันนี้คือการลงทุนที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและความเจริญของประเทศ เราเชื่อมั่นว่า Mind Mapping จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

จิรเสกข์ วัฒนมงคล สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตธนบุรี กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการศึกษาให้ก้าวหน้าอย่างแท้จริง ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่  กิจกรรมในวันนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การยกระดับความรู้ ความสามารถของผู้บริหารและคณาจารย์ เพื่อปรับวิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัย ตอบโจทย์ยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และทำให้นักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการนำ Mind Mapping มาใช้เป็นเครื่องมือในการคิด วิเคราะห์ และจัดระบบความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”



รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในพิธีเปิดว่า “โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม CSR ที่มุ่งเน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม การอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนาจิตใจ (Mind) ของคุณครู เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังเด็กและเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณครูคือ "ตัวคูณ" ที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้รวดเร็วและกว้างขวาง เราต้องการปลูกฝังให้เด็กคิดอย่างเป็นระบบ มีจิตใจที่ดีงาม และเมื่อเด็กเติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ ก็จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเมืองของเราให้ดีขึ้นในอนาคต ผมหวังว่าการอบรมครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกท่านในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาของไทยให้ก้าวทันโลกยุคใหม่

กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ที่จะนำพาการศึกษาของไทยไปสู่อนาคตที่สดใสและยั่งยืน

28 กรกฎาคม 2568

สค. จัดกิจกรรมเสวนาสัญจรเสริมสร้างพลังทางสังคม

สค. จัดกิจกรรมเสวนาสัญจรเสริมสร้างพลังทางสังคม เพื่อขับเคลื่อนงานด้านสตรี ครอบครัว และความเสมอภาคระหว่างเพศ


วันนี้ (29 ก.ค. 68) เวลา 9.30 น. 
นางสุดา  สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  เป็นประธานเปิดกิจกรรมเสวนาสัญจรเสริมสร้างพลังทางสังคมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านสตรี ครอบครัว และความเสมอภาคระหว่างเพศ พร้อมด้วย นางสาวอนัญญา อัตชู เลขานุการกรม กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมฯ






โดยมีผู้บริหาร หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดนนทบุรี บุคลากร สค. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภาคีเครือข่าย กลุ่มอาชีพ และประชาชน รวมจำนวนทั้งสิ้น 150 คน เข้าร่วมงาน  ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี    


     


นางสุดา กล่าวว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาคและความเท่าเทียมระหว่างเพศ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว การป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรี และความรุนแรงในครอบครัว การพัฒนาศักยภาพ การคุ้มครองพิทักษ์สิทธิ และมุ่งสร้างสถาบันครอบครัวให้มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่นเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการส่งเสริมศักยภาพของหญิงชายและการพัฒนาครอบครัว ทั้งนี้ สค. เล็งเห็น ถึงความสำคัญของการให้บริการประชาชนกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง และการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จึงได้ขับเคลื่อนภารกิจของ สค. ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนอย่างตรงจุด หน่วยงานในสังกัด สค. มีทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนภูมิภาคมีศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จำนวน 8 แห่ง และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 4 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งในวันนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้สื่อมวลชนได้มาเห็นการทำงานจริงในพื้นที่ ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี โดยศูนย์เรียนรู้ฯ ทั้ง 8แห่ง มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพสตรีและครอบครัว เป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาสตรีและครอบครัวในระดับพื้นที่ ดำเนินการฝึกอบรมอาชีพให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ขาดโอกาสทางสังคม ควบคู่กับการส่งเสริมการจัดสวัสดิการและบริการด้านสังคมสงเคราะห์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน





นางสุดา
 กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเสวนาสัญจรฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา  ดูงานด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี เปิดอบรมทั้งหลักสูตรระยะสั้นและระยะยาว หลักสูตรที่เปิดอบรม อาทิ หลักสูตรเสริมสวย ตัดผมชาย เบเกอรี่ และนวดแผนไทย เป็นต้น พร้อมมีบริการอาหารและที่พักฟรี (เฉพาะสตรี) การอบรมเน้นการเรียนรู้ จากรูปแบบการจัดอบรมที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อให้สามารถนำไปปรับใช้ในการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่ของตนเอง และเป็นแนวทางสร้างรายได้ที่มั่นคงพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และพาเยี่ยมชมบูธกิจกรรมและผลิตภัณฑ์จากกลุ่มอาชีพ
จำนวน 6 บูธ ได้แก่
1) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาอาชีพ อาทิ กระเป๋าผ้า หมวกผ้า 
 
2) กลุ่มอาชีพบ้านหัวเด่น จังหวัดชัยนาท อาทิ กระเป๋าสาน เสื้ออีโค่ปรินท์ เสื้อบาติก
3) กลุ่มอาชีพบ้านวัดตาลเหนือ จังหวัดอ่างทอง อาทิ ดอกไม้ประดิษฐ์กระดาษสาใบมะม่วง เครื่องแขวน
4) บริการนวดแผนไทย
5) Workshop  ตัดเย็บงาน DIY อาทิ กระเป๋า พวงกุญแจ และ
6) Workshop การทำคัพเค้ก จากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี 






นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่สำคัญได้แก่ 1) กิจกรรม CSR มอบกล่องของขวัญ (Pink Box) จำนวน 50 กล่อง ซึ่งบรรจุสิ่งของที่จำเป็นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันแก่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและบรรเทาความเดือนร้อน และเพื่อให้ทุกภาคส่วนในสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของสตรีกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงสิทธิ โอกาสและ  มีคุณภาพชีวิตที่ดี 2) กิจกรรมเสวนา "สค. x สื่อ: พลังขับเคลื่อนสังคมอย่างสร้างสรรค์" ภายใต้แนวคิด"พลังสื่อ สานสุขครอบครัวไทย: รายได้มั่นคง สังคมเท่าเทียม ไร้ความรุนแรง" เพี่อแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้บริหารและสื่อมวลชนถึงแนวทางการทำงานร่วมกันตลอดจนสร้างการรับรู้ และขับเคลื่อนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ และ3) กิจกรรม “สื่อ(สาน)สร้างสรรค์ เสริมสร้างทักษะการสื่อสาร” เสริมสร้างทักษะการสื่อสารเชิงบวก และสร้างสัมพันธภาพระหว่างกัน  เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในงานด้านสตรีและครอบครัวและสร้างความตระหนักให้กับบุคลากร สื่อมวลชน และภาคีเครือข่ายในการเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ต่อสังคมโดยได้รับเกียรติจากคุณฐาปกรณ์ ก้อนทองคำ วิทยากรภาคเอกชน ให้ความรู้ในการทำ Content ผ่านช่องทาง TikTok








นางสุดา กล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมเสวนาฯ ในครั้งนี้ เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในประเด็นด้านสตรี ครอบครัว และความเสมอภาคระหว่างเพศแก่เครือข่ายสื่อมวลชน และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์ การดำเนินงานตามภารกิจของ สค.  จะประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน และอีกหนึ่งกลไกที่สำคัญคือ“สื่อมวลชน” สค. เองได้ตระหนักถึงความสำคัญของสื่อมวลชนมาโดยตลอด พลังของสื่อมวลชนเป็นพลังที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชน และสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ในวงกว้าง 




สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน ภาคีเครือข่ายทั้งกลุ่มอาชีพ เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่อำนวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์ในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ รวมทั้งสื่อมวลชนทุกท่านทุกแขนง ที่มีส่วนสำคัญในการนำเสนอข่าวสาร ข้อเท็จจริง และสะท้อนปัญหาต่างๆ ให้ประชาชนทราบ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่าง สค. และเครือข่ายสื่อมวลชนจะยังคงแน่นแฟ้น และจะได้รับความอนุเคราะห์และความร่วมมือที่ดีจากทุกท่านในการขับเคลื่อนงานด้านสตรี ครอบครัว และความเสมอภาคระหว่างเพศ นางสุดากล่าวตอนท้าย