วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

แทนความปรารถนาดีในเทศกาลมงคลด้วยขนมไหว้พระจันทร์

สูตรต้นตำรับ ลดน้ำตาลลง 25% จากแอมเวย์


ปีนี้ร่วมสืบสานเทศกาลไหว้พระจันทร์กับ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วย ขนมไหว้พระจันทร์ จากยูเอฟเอ็ม สูตรต้นตำรับ ที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตและคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี เพื่อให้ได้ขนมไหว้พระจันทร์แป้งบางนุ่มละมุน เต็มคำด้วยไส้อัดแน่น และพิเศษสำหรับปีนี้ ด้วยสูตรลดน้ำตาลลง 25%
จากขนมไหว้พระจันทร์จากแอมเวย์ที่ยังคงความอร่อยกลมกล่อมไม่เปลี่ยนแปลง บรรจุในกล่องลวดลายดอกโบตั๋นสวยหวานสุดประณีตเหมาะเป็นของขวัญแทนความรักและความปรารถนาดีให้คนที่ห่วงใยหรือเป็นของไหว้เสริมสิริมงคลในวันไหว้พระจันทร์ที่กำลังจะมาถึง

อร่อยเต็มคำกับขนมไหว้พระจันทร์สูตรลดน้ำตาลจากแอมเวย์ที่มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ กล่องทุเรียน ประกอบด้วย ไส้ทุเรียนหมอนทอง (สูตรลดน้ำตาล) 2 ชิ้น และไส้ทุเรียนหมอนทองไข่เดี่ยว (สูตรลดน้ำตาล) 2 ชิ้น และกล่องรวมรส ประกอบด้วย ไส้โหงวยิ้ง (สูตรลดน้ำตาล)  ไส้เมล็ดบัว (สูตรลดน้ำตาล) ไส้แมคคาเดเมียถั่วแดง (สูตรลดน้ำตาล) และไส้ทุเรียนหมอนทอง (สูตรลดน้ำตาล) อย่างละ 1 ชิ้น ในราคาสมาชิก 462 บาท ราคาขายปลีก 485 บาท

เสริมความเป็นสิริมงคลในเทศกาลไหว้พระจันทร์ เพียงสั่งซื้อ “ขนมไหว้พระจันทร์”
จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม - 24 กันยายนนี้
หรือจนกว่าสินค้าจะหมด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.amwayshopping.com หรือ Amway Contact Center 0-2725-8000


AESTIQ Thonglor คอนโดมิเนียมแบบ Ultimate Luxury


เรียลแอสเสทฯเปิดตัวโครงการ AESTIQ Thonglor คอนโดมิเนียมแบบ Ultimate Luxury มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท
“เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ ” ต่อยอดความสำเร็จของ LAVIQ Sukhumvit 57 เดินหน้าปั้นแบรนด์ Luxury ใหม่     “AESTIQ  Thonglor”  คอนโดมิเนียมแบบ Ultimate  Luxury เพื่อเป็น Iconic Landmark ใหม่บนทำเลทองหล่อ  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Reflection of you” สุนทรียะที่สะท้อนความเป็นตัวคุณ มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนทั้งชาวไทยและต่างชาติ



บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในไพร์มโลเคชั่นทั่วกรุงเทพฯ กว่า 7 ปีที่ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จนประสบความสำเร็จสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ในทุกกลุ่มโปรดักส์มากกว่า 10 โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 12,800 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมเปิดตัวโครงการ AESTIQ  Thonglor คอนโดมิเนียมระดับ Ultimate  Luxury มูลค่าโครงการรวม 4,200 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพบนถนนทองหล่อ สุดยอดทำเลพักอาศัยในฝันของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็น Young Successor ทำเลพักอาศัยที่สะท้อนความเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบและความสุนทรียะของผู้พักอาศัย ทั้งกลุ่มชาวไทยและต่างชาติ ฉีกแนวการใช้ชีวิตแบบเดิมด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่ล้ำหน้าและทันสมัย ดึงจุดแข็ง Luxury Car Sharing  Service เพื่อรองรับโลกในอนาคตอย่างยั่งยืน เพียงไม่กี่นาทีก็ถึงแหล่ง ช้อปปิ้ง ชั้นดี อย่าง The Em District เมืองหลวงของนักช้อป ที่รวบรวม Flagship store ของ Super Brand ชั้นนำระดับโลกไว้ที่นี่ ซึ่งกำหนดเปิดขายโครงการในช่วงเดือน กันยายน นี้ ณ สำนักงานขายโครงการ





นายบดินทร์ธร  จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเน้นให้ความสำคัญในทุกๆด้าน ทั้งเรื่องทำเลที่ตั้งโครงการและการออกแบบโครงการที่แตกต่างไปจากคู่แข่ง ด้านคุณภาพที่เหนือกว่า การออกแบบที่ใส่ใจทุกรายละเอียด มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น การเลือกวัสดุคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม รวมถึงการมีพันธมิตรทีมออกแบบโดยทีมสถาปนิกและบริษัทออกแบบชั้นนำของประเทศ ทำให้ทุกโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนานั้นประสบความสำเร็จ โดยในส่วนการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมของเรียลแอสเสทนั้น  หลังจากประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ ลาวีค สุขุมวิท 57 คอนโดมิเนียมระดับ  Luxury  โครงการแรกที่มีมูลค่ารวมกว่า 4,120 ล้านบาท บริษัทฯ จึงต่อยอดความสำเร็จด้วยการลงทุนพัฒนาตัวโครงการ AESTIQ  Thonglor คอนโดมิเนียมแบบ Ultimate  Luxury มูลค่าโครงการ 4,200 ล้านบาท เพื่อสร้าง Iconic Landmark แห่งใหม่บนทำเลทองหล่อ



AESTIQ เกิดมาจากการผสานคำระหว่าง “Aesthetic”  - สุนทรียภาพ กับ “Unique” - ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกลายมาเป็นแนวคิดของโครงการคือ “A Reflection of you” เพื่อเน้นย้ำสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตสำหรับคนรุ่นใหม่ในเมืองผ่านแกนหลักทั้งหมด 5 แกน ดังนี้ Nature – ธรรมชาติเป็นหนึ่งในแกนที่นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงการ เพื่อต้องการผสมผสานความเป็นธรรมชาติให้แทรกซึมไปตามการใช้ชีวิตประจำวัน ผ่านการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง หรือ โครงสร้างตึกแบบ Organic Form และทางโครงการได้นำทรัพยากรธรรมชาติอย่าง “ลม” มาใช้ประโยชน์ในการออกแบบโครงการ เพื่อช่วยในการหมุนเวียนอากาศให้เข้ามายังพื้นที่ส่วนกลางและบริเวณที่พักอาศัย Iconic -  โครงการนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเรือธงใหม่ของบริษัทเพื่อต้องการปักธงในการออกแบบตัวอาคารเพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในย่านทองหล่อ ที่ใครๆจะต้องจ้องติดตามและกล่าวถึง Future  - ด้วยภาพลักษณ์การออกแบบสถาปัตยกรรมโครงการ รวมถึงพื้นที่ส่วนกลาง เป็นการสะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ภายในโครงการเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Private Lift และระบบที่จอดรถยนต์แบบ Auto Parking Sustainable - ความยั่งยืน ด้วยภาพลักษณ์ของโครงการที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี ดังนั้น โครงการ AESTIQ Thonglor จึงได้นำรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาใช้เป็น car sharing service ภายในโครงการ  เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างยั่งยืนและลดการปล่อยมลพิษ Fun - ความสนุกสนานในการใช้ชีวิตในย่านทองหล่อ คงหนีไม่พ้นกับการได้ลองอะไรใหม่ๆในย่านที่มีแต่เรื่องตี่นเต้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน การพบปะผู้คน การได้ลองร้านอาหารสุดชิคและแชร์ลงบน Social Media หรือการ Hang Out สบายๆในร้านกาแฟ ที่มีการออกแบบและตกแต่งภายในอย่างมีศิลปะ หรือการไปสัมผัส แสง สี เสียง ในยามค่ำคืน กลายเป็นแกนหลักในการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของโครงการให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้ผู้อยู่อาศัยสามารถสนุกสนานได้ หากต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองและอยากมีพื้นที่ส่วนตัวในการสังสรรค์ “ผมเชื่อมั่นว่า โครงการ  AESTIQ Thonglor ถือได้ว่าเป็นโครงการที่ยกระดับทุกๆด้านในการใช้ชีวิตในเมือง ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งของโครงการ การออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว และมีความล้ำสมัยบนทำเลทองหล่อ โดยมาจากการนำแกนหลักทั้ง 5 แกนที่กล่าวมาข้างต้นนำมาใช้ในการเชื่อมโยงเข้าหากันและออกแบบได้อย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กล้าที่จะตัดสินใจในการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเราเองกำหนด เพราะสุดท้ายการตัดสินใจเหล่านี้ก็จะสะท้อนกลับเพื่อหล่อหลอมตัวตนของคุณที่แท้จริงออกมาในแบบ A Reflection of you”





นายณัฏฐพร กลั่นเรืองแสง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการ AESTIQ Thonglor ว่า โครงการนี้ถือเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Ultimate  Luxury บนทำเลศักยภาพย่านทองหล่อ  ภายใต้คอนเซ็ปต์ “A Reflection of you” สุนทรียะที่สะท้อนความเป็นตัวคุณ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1 – 3 – 88.9 ไร่ พัฒนาเป็นอาคารสูง   40 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 203 ยูนิต จอดรถได้ 220 คัน โดยเสนอยูนิตพิเศษในราคาเริ่มต้นเพียง 8.99 ล้านบาท หรือเริ่มต้นที่ประมาณตารางเมตรละ 269,000 บาท โครงการพัฒนายูนิตขึ้นมาให้เลือก 4 แบบ ได้แก่  แบบ 1 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 33-52 ตารางเมตร จำนวน 127 ยูนิต หรือคิดเป็นสัดส่วน 64 % , แบบ 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 76 – 119 ตารางเมตร จำนวน 56 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 25 % ,แบบ 3 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ใช้สอย 131-158 ตารางเมตร จำนวน  18 ยูนิต  คิดเป็นสัดส่วน 10 % และห้องเพนท์เฮ้าส์  ขนาดพื้นที่ใช้สอย 289-297 ตารางเมตร จำนวน 2     ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 1 % โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างประมาณเดือน พฤษภาคม 2562   และจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2564

ทั้งนี้ จุดเด่นของโครงการอยู่ที่ การออกแบบอาคารให้มีรูปทรง Façade ดูโค้งและปิดกั้นด้วยกระจก  Curtain Wall ในด้านฝั่งถนนทองหล่อ  ที่สะท้อนรูปทรงอาคารเพื่อสร้าง Iconic Landmark แห่งใหม่ที่สะท้อนความเป็น Futuristic  ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกแห่งอนาคต แห่งแรกในประเทศไทย และ ในทุกห้องพักของโครงการมี  Private Lift ในทุกยูนิต เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่หรูหราของสังคมเมือง โดยลูกค้าสามารถขึ้นมาถึงห้องพักของตนเองได้โดยไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่ Corridor ส่วนกลางในแต่ละชั้นแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ภายในโครงการได้จัดให้มีระบบจอดรถถึง 2 ระบบ ทั้งแบบ Auto Parking  และ Conventional Parking ในสัดส่วนมากกว่า 100%ของห้องพัก รวมทั้งในส่วนของห้องพัก floorplan ได้ถูกออกแบบให้เป็น Cluster ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้จะเกิดห้องมุมในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องของมุมมองจากภายในห้องพักที่กว้างและเป็นการเปิดรับการระบายอากาศธรรมชาติให้การอยู่อาศัยนั้นมีความแตกต่างจากการพักอาศัยภายในคอนโดมิเนียมทั่วไป อีกทั้งเพื่อเพิ่มมุมมองจากภายในอาคารการออกแบบจึงให้ความสำคัญกับขนาดและตำแหน่งของช่องกระจกมากเป็นพิเศษ โดยออกแบบให้ฝ้าเพดานภายในสูงสุด 3 เมตร และเน้นพื้นที่กระจกบริเวณหน้ากว้างของห้องพัก เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถชื่นชมทัศนียภาพที่งดงามของทิวทิศน์เมืองได้เต็มที่ที่สุด

โดดเด่นด้วย  Reflection Pool  : “สระว่ายน้ำ” ของโครงการอยู่บนชั้นที่ 30 ของอาคาร ซึ่งถือว่าเป็นชั้นที่สูงมาก เพียงพอที่จะชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของ Bangkok Skyline โดยที่สระถูกออกแบบให้เป็น Infinity - Edge  Pool เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถชื่นชมความงามของธรรมชาตินั้นได้เต็มที่ และมีความยาวสระต่อเนื่องถึง 25 เมตรเหมาะสำหรับผู้ที่รักในการว่ายน้ำออกกำลังกายอีกด้วย โดยออกแบบให้ธรรมชาติแทรกซึมไปในทุกส่วนของพื้นที่แบบ Organic Form และเลือกใช้วัสดุที่สะท้อนความเป็น Reflective เพื่อสร้างความโดดเด่นอีกด้วย

Step Garden  :“ บันได” เป็น Main Vertical Circulation ที่สำคัญของโครงการ ซึ่งโครงการ AESTIQ  Thonglor นี้ได้นำแนวคิดที่จะนำ Terrace มา Integrate ใช้กับ บันได เพื่อให้เกิดการใช้พื้นที่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถเข้ามาใช้งานได้มากขึ้น อีกทั้ง Step Garden นี้ ยังตั้งอยู่ด้านหน้าของโครงการ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมานั่งพักผ่อนในบรรยากาศ Cityscape ของถนนทองหล่อได้อีกด้วย Sky Private Garden for Penthouse  บริเวณชั้นบนสุดของโครงการ  ถูกออกแบบเป็นพิเศษและเพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับห้องเพนท์เฮ้าส์โดยเฉพาะ ที่สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยบันไดภายในห้องพักและมีส่วนของ Double Space ที่เชื่อมต่อชั้นบนและชั้นล่าง รวมทั้งมี “Sky Private Garden” พื้นที่ส่วนตัวสุดพิเศษสำหรับห้องเพนท์เฮ้าส์เท่านั้นด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในโครงการยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ที่จอดรถ Super Car & Super Bike and Bicycle  ,  Luxury Car Sharing Service , Shuttle Service , EV Charging Station , Golf & Bike Simulator , Private Theater  , Private Onzen , Panoramic Gym , Sky Social Club ฯลฯ รวมทั้งยังมีบริการเสริมอื่น ๆที่ดูแลโดย Concierge Service คอยให้บริการเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย


เราเชื่อมั่นในทำเลที่ตั้งและคอนเซ็ปต์ในการพัฒนาโครงการที่แตกต่างจากคู่แข่งจะสนับสนุนให้โครงการ AESTIQ  Thonglor ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเช่นเดิม เพราะเราใส่ใจลงรายละเอียดในการออกแบบอาคารทั้งภายในและภายนอกเพื่อสะท้อนถึงความเป็นตัวตนที่งดงามแตกต่าง สะท้อนความทันสมัยและรสนิยม นอกจากนี้ยังเติมเต็มความต้องการในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการเสริมพิเศษต่างๆ อีกมากมาย ปัจจัยต่างๆเหล่านี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ซื้ออยู่เองและเพื่อการลงทุนได้อย่างแน่นอน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aestiq.com หรือ โทร 1232

วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จัดโปรฯ เอาใจคนรุ่นใหม่

จัดโปรฯ เอาใจคนรุ่นใหม่

 ครั้งแรกของการร่วมมือ ระหว่าง วอล์ลสตรีทอิงลิซ ประเทศไทย สถาบันการสอนภาษาอังกฤษชั้นนำ ที่ร่วมกับ ซุปเปอร์ดราย เแบรนด์เสื้อผ้าและกระเป๋าชั้นนำสัญชาติอังกฤษ จัดโปรโมชั่นเอาใจคนรุ่นใหม่



นายโอฬาร พิรินทรางกูร ซีอีโอ วอล์ลสตรีทอิงลิช ประเทศไทย 
เผยว่า “ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่มาเรียนภาษาอังกฤษกับวอล์ลสตรีท ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และมีความทันสมัย ทางเราจึงมองว่านอกจากการจัดการเรียนการสอนในคลาสตามคอนเซ็ป “English Learning and Lifestyle Center” หรือแหล่งเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมีสไตล์ พร้อมการทำโปรแกรม MyStudy เพื่อให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษได้อย่างเต็มกำลัง และในโอกาสฉลองครบรอบ 15 ปี เลยได้จับมือกันครั้งแรกระหว่างวอล์ลสตรีทอิงลิช กับ ซุปเปอร์ดราย แบรนด์เสื้อผ้าและกระเป๋าชั้นนำสัญชาติอังกฤษ  ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อมอบประสบการณ์สุดพิเศษด้วยกระเป๋า WSE X SuperDry รุ่น Limited Edition มูลค่า 3,190 บาท 





เพื่อตอบจทย์ความทันสมัยอย่างลงตัว เพียงสมัครเรียนกับ
Wall Street English ทุกสาขา

  
วันนี้ – 30 ก.ย. 2561 ทั้งนี้ใครที่อยากทราบเรื่องโปรแกรมการเรียน หรือโปรโมชั่นพิเศษของทางวอล์ลสตรีท 

สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที
 wallstreetenglish.in.th หรือ โทร.1211”

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต” กับโอกาสเติบโตแบรนด์กีฬายุคดิจิตัล ตั้งเป้าไปไกลระดับโลก


30 กรกฎาคม 2561 - สโมสรฟุตบอลอาชีพอันดับหนึ่งของเมืองไทย “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เปิดตัวทีมอีสปอร์ต อย่างเป็นทางการ ตามแผนพัฒนา และเพิ่มมูลค่าทางการตลาดแบรนด์บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้แข็งแกร่งด้วยคอมมูนิตี้แห่งยุคมิลเลนเนียม (Millennium) เพื่อเตรียมตัวก้าวสู่การเป็นบริษัทมหาชน มั่นใจมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ณ เวลานี้ไม่ใช่แค่ชื่อสโมสรฟุตบอลอีกต่อไป ภายใต้การบริหารของ นายเนวิน ชิดชอบ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” จะกลายเป็นแบรนด์ที่คนทั่วไปรู้จัก และประสบความสำเร็จในธุรกิจฟุตบอลจนเป็นที่กล่าวถึงทั่วทวีปเอเชีย วันนี้การพัฒนาแบรนด์บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเข้าถึงทุกเพศ ทุกวัย เป็นเรื่องท้าทาย การเข้าสู่ธุรกิจอีสปอร์ตจึงเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาธุรกิจของสโมสร และวันนี้เราพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ธุรกิจอีสปอร์ตแบบมืออาชีพ



นายเนวินได้ให้วิสัย ทัศน์ถึง ความเกี่ยวข้องของอีสปอร์ตกับธุรกิจหลัก ที่ทำอยู่ไว้อย่างน่าสนใจ ว่า “ฟุตบอลยังคงเป็นธุรกิจหลักของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และวันนี้เราได้จัดตั้งทีมกีฬาอาชีพอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือ กีฬาอีสปอร์ต ซึ่งอีสปอร์ต คือโอกาสในการขยายแบรนด์ที่เรามั่นใจว่า ทำให้คนที่ไม่ใช่แฟนบอล มีโอกาสเข้าถึงบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้แบบไร้ขีดจำกัด และไร้พรมแดน (Limitless and Borderless) เพราะอีสปอร์ต อยู่บนแพลตฟอร์มที่ไม่จำกัดเพศ, วัย, สถานที่ คนสามารถดูนักกีฬาอีสปอร์ตได้ทุกที่ ทุกเวลา ตอนนี้ประเทศไทย มีคนดูกีฬาอีสปอร์ตกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนับเป็นอันดับที่ 20 ของโลก มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจนี้กว่า 30,000 ล้านบาท คอมมูนิตี้นี้เติบโตเร็วมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราศึกษา และลงทุนในธุรกิจนี้ เพราะเห็นแล้วว่าเป็นกีฬาของอนาคต เป็นกีฬาที่เราสามารถขยายแบรนด์ได้ ยังสามารถแตกไลน์ธุรกิจพวก สินค้าที่ระลึกได้อีก”

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มองเห็นอะไรจากการลงทุนธุรกิจนี้บ้าง ?

“ธุรกิจนี้เติบโตเร็วมาก มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นมากพอๆ กับแฟนฟุตบอล หรืออาจจะมากกว่าฟุตบอลด้วยซ้ำ เราจะทำยังไงให้คนเหล่านี้เข้าถึงความเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดได้ เราอยากให้เขามาเป็นแฟนคลับของเราเหมือนกัน ตอนนี้ทีมมีการทำวิจัยทางการตลาด และพัฒนาวิธีการ แนวคิดการบริหาร รวมถึงการหาพาร์ทเนอร์ที่เชื่อมั่นในการทำงานกับเรา การระดมสมอง และลงมือสร้างสรรค์จัดกิจกรรมทางการตลาด เพื่อเข้าถึงแฟนคลับ สร้างต้นแบบนักกีฬาอีสปอร์ตแบบมืออาชีพ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพของนักกีฬา ที่ลืมไม่ได้คือโอกาสในการขายสินค้าที่ระลึกของทีมอีสปอร์ต แน่นอนว่าต้องเจ๋ง ต้องเท่ห์ ตามสไตล์บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนี่คือเม็ดเงินมหาศาล แบรนด์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในใจคน เหมือนเห็นแบรนด์นี้ที่ไหน อยู่บนสินค้าอะไร ก็อยากซื้ออยากครอบครอง เพราะแบรนด์บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นี่มันเจ๋งจริงๆ”



“คนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่อีกหลายฝ่าย ทั้งตัวเกมเมอร์ (Gamers) เอง อาชีพใหม่ๆ อย่างคนถ่ายทอดสดการเล่นเกมผ่านหน้าจอ (Streamer) และนักพากย์เกม (Caster) ที่เกิดขึ้น กระจายวงกว้างไปถึงพาร์ทเนอร์ที่สามารถใช้ความเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สร้าง Brand Awareness เหมือนที่เราทำกับสโมสรฟุตบอล”

เป้าหมายของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จะบริหารทีมอีสปอร์ตเป็นอย่างไร ?

“เป้าหมายของเราชัดเจน บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ลงมือทำอะไรแล้ว เราทำจริง แล้วต้องทำแบบมืออาชีพ มีเป้าหมายที่ใหญ่ ทีมของเราต้องไม่ได้เป็นแค่แชมป์ประเทศไทย แต่ต้องก้าวไปไกลให้ถึงระดับชิงแชมป์โลก ฟุตบอลอาจจะเป็นเรื่องยากที่เราจะไปถึงการชิงแชมป์สโมสรโลก แต่อีสปอร์ต จะเป็นสิ่งที่เราน่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะไม่มีเรื่องของข้อจำกัดทางร่างกาย และอะไรต่างๆ ผมตั้งเป้าไว้เลยว่า เด็กไทยของเราจะต้องก้าวไปถึงระดับโลก และจะต้องเป็นแชมป์โลกให้ได้ในอนาคต นอกจากเราจะส่งแข่งแล้ว เราจะจัดตั้ง “อีสปอร์ตอะคาเดมี” เพื่อสอนลูกหลานคนไทยที่ชอบเล่นเกม และอยากพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพ ให้เหมือนกับนักฟุตบอลอาชีพ รวมไปถึง เรามีเป้าหมายที่จะทำ อีสปอร์ต สเตเดียม ที่จะใช้จัดการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับทวีป และระดับโลกต่อไปในอนาคต ก็อยากจะขอเชิญชวนเด็กๆ ที่รักการเล่นเกม เข้าสู่ระบบอะคาเดมีของเรา ก็ขอเชิญชวนทีมอีสปอร์ตที่มีอยู่แล้วมาร่วมการแข่งขันในอนาคตที่ อีสปอร์ต สเตเดียม ของเรา ไม่ใช่แต่โลกของฟุตบอล แต่โลกของอีสปอร์ต บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องเป็นหนึ่งของประเทศนี้”

“ส่วนการบริหาร เรามีบุคลากร และทรัพยากรทั้งคน ทั้งสถานที่ รวมถึง Know-how ในการบริหารทีมฟุตบอลได้สำเร็จ เป็นเบอร์หนึ่งมาแล้ว เราจะใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ในการสนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ ที่มีใจรัก และมีเป้าหมายอยากจะเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพได้ไปให้ถึงฝัน จากนี้ชื่อทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต (Buriram United Esports) จะต้องถูกกล่าวถึงอีกครั้ง ในมุมที่ใครก็คาดไม่ถึง เราจะขยายตลาดของเราเองในมุมมองธุรกิจที่แตกต่าง”

“แผนของเราไม่ฉาบฉวยแน่นอน เรามองเรื่องนี้เป็นเรื่องการสร้างคอมมูนิตี้ ต้องตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจที่เราลงทุนไป ทั้งรายได้ กำไร ขาดทุน แต่ที่สำคัญคือ ต้องยั่งยืนด้วย เรามาทำตรงนี้ เพราะเราอยากสร้างความมั่นคงให้เด็กๆ ที่ผันตัวมาเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตเต็มตัว เขาจะมีความมั่นคงด้านอาชีพยังไง? เขาจะไปได้ไกลแค่ไหน? การตลาดแนวใหม่ที่ต้องมารองรับตรงนี้ เพื่อสร้างโอกาสและรายได้ให้หมุนเวียนได้แบบยั่งยืน นโยบายขององค์กร คือทำให้ดี ทำให้อลังการ บนมาตรฐานสากล”

คิดแล้ว ต้องลงมือทำ และทำให้ไว
น.ส.ศศิรดา สุทธิลักษณ์ ผู้อำนวยการสายงานการตลาด และการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากเราคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว คำตอบของเราคือ เรามองเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ เราจึงต้องคว้าไว้ และได้ตัดสินใจซื้อสิทธิ์การบริหารทีม 2 ทีม ซึ่งทั้ง 2 ทีมนั้นเป็นที่รู้จักของเหล่าคอเกม ทั้งแพลตฟอร์มออนโมบาย ล์ และแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีสปอร์ต” กับโอกาสเติบโตแบรนด์กีฬายุคดิจิตัล ตั้งเป้าไปไกลระดับโลก



วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เทคโนโลยียานยนต์จะมุ่งไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่

บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด จ.สุพรรณบุรี


กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ บริษัท โชคนำชัย ไฮ-เทค เพรสซิ่ง จำกัด และ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด หนึ่งในกลุ่มบริษัทโชคนำชัย (CNC Group) ผู้ผลิตแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  จัดแถลงข่าวความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบ การผลิตยานพาหนะสมัยใหม่ ที่สามารถนำมาต่อยอดในการสร้างหรือพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ พร้อมทั้งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้น



นางสุวิภา วรรณธารพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้มีการดำเนินงานกิจกรรมทางด้านยานยนต์มา กว่า 10 ปี และในอนาคตเทคโนโลยียานยนต์จะมุ่งไปสู่การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ รวมถึงการนำระบบอัจริยะต่างๆ มาติดตั้งในยานยนต์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดไปสู่การขับเคลื่อนที่ยานพาหนะได้หลายรูปแบบ อาทิ จากการขับเคลื่อนผ่านล้อยางเป็นมอเตอร์ใบพัดในลักษณะของการบินหรือเรือ สวทช. จึงได้ทำวิจัยและพัฒนาประเด็นมุ่งเน้นด้านการขนส่งสมัยใหม่ หรือ Modern Transportation ซึ่งจะมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง ทั้งการจ้างงาน การลงทุน การลดปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างอุตสาหกรรมและบริการใหม่ๆ อีกหลายประเภทในอนาคต ซึ่งทิศทางของแนวโน้มเทคโนโลยีดังกล่าว ทำให้การผลิตยานยนต์แบบเดิมๆ อาจไม่สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ในอนาคต จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัว และใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนแปลงนี้เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตต่อไป


ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าต่อว่า ทั้งนี้กลุ่มบริษัท โชคนำชัย ได้มีความร่วมมือ กับ สวทช. ทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาโครงสร้างเรือ และรถโดยสาร โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ เอ็มเทค สวทช. และ DECC โดยใช้กลไกของ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ITAP รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ การยื่นขอรับการพิจารณาบัญชีนวัตกรรม และการลดภาษี 300% ซึ่งการดำเนินโครงการต่างๆ นั้น ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ช่วยให้บริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่นฯ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตโดยมีนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา ทั้งนี้จากความสำเร็จที่ผ่านมาทางบริษัทจึงได้เตรียมทำสัญญาลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยร่วมกับ สวทช. ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ณ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมวิจัยและพัฒนายานพาหนะสมัยใหม่ รวมถึง ชิ้นส่วน โครงสร้าง และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ร่วมวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแม่พิมพ์ และการออกแบบ และผลิตโครงสร้างน้ำหนักเบา ตลอดจนร่วมพัฒนาบุคลากร และกำลังคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานพาหนะสมัยใหม่ ซึ่งจากความสำเร็จที่ผ่านมาทำให้บริษัทมีความมั่นใจและมีความประสงค์ที่จะมีความร่วมมือกับ สวทช. ในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ และยกระดับศักยภาพในการผลิตยานยนต์ เพื่อคนไทยให้เกิดขึ้นในประเทศต่อไป


​ด้าน นายนำชัย สกุลฎ์โชคนำชัย ประธานกลุ่มบริษัท โชคนำชัย และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัทโชคนำชัย (CNC Group) เป็นหนึ่งในองค์กรที่โลดแล่นอยู่ในวงการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ผลงานการค้นคว้าวิจัยด้านเทคโนโลยีที่บริษัทได้คิดค้นขึ้น นับเป็นองค์ความรู้สำคัญต่อการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น จนทัดเทียมกับระดับสากล สามารถต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจไทย จนนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม และเพื่อการต่อยอดนวัตกรรมให้มีคุณภาพมากขึ้น บริษัทโชคนำชัยฯ จึงได้ทำความร่วมมือ กับ สวทช. เพื่อนำองค์ความรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบสารสนเทศสำหรับการบริหารทรัพยากรขององค์กร (ERP) เข้ามาประยุกต์ใช้งานภายในและทดแทนระบบสารสนเทศที่ใช้อยู่เดิม ก่อให้เกิดความสะดวก และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์กรมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังต่อยอดองค์ความรู้ด้านการผลิตเรืออลูมิเนียมของ บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จํากัด อีกหนึ่งบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัทโชคนำชัย นั่นก็คือ แนวทางในการออกแบบ เรือ SAKUN โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการคำนวณทางพลศาสตร์ของไหล หรือ CFD ช่วยในการจำลองสภาวะการใช้งานและศึกษาความสัมพันธ์ ตลอดจนผลกระทบจากการไหลของน้ำที่มีต่อเรือ ที่สำคัญ สวทช. ยังมีช่วยให้คำปรึกษา และช่วยในการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้างรถโดยสารตัวถังอลูมิเนียม ซึ่ง บริษัท สกุลฎ์ซีฯ ได้นำมาศึกษาและหาแนวทางลดน้ำหนักของโครงสร้างในอนาคต ซึ่งความรู้ตัวนี้จะช่วยในการลดค่าใช้จ่าย และลดอัตราการกินน้ำมัน สร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมของประเทศได้โดยตรง

นายนำชัย กล่าวต่อว่า จากผลงานและความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงทำให้ปีนี้ บริษัทโชคนำชัยได้ร่วมมือกับ สวทช. อีกครั้ง ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างผลประโยชน์ให้กับวงการเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมไทยมากยิ่งขึ้น โดย สวทช. ได้มีการทำโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำมาขยายขีดความสามารถในการผลิตนวัตกรรม และพัฒนากระบวนการผลิตโดยระบบ Automation ทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการออกแบบ ยานยนต์สมัยใหม่ โดยใช้โครงสร้างน้ำหนักเบา และขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ตอบรับยุค Thailand 4.0 อย่างเต็มตัว


อย่างไรก็ตาม ในความร่วมมือครั้งนี้ บริษัทสกุลฎ์ซีและ สวทช. ริเริ่มโครงการพัฒนาเรืออัจฉริยะ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้แอพพลิเคชั่นเก็บข้อมูลและวิเคราะห์การขับขี่ของผู้ขับเรือ สร้างความมั่นใจให้ผู้โดยสารมากยิ่งขึ้น การใช้ระบบ GPS และมอเตอร์ขับเคลื่อน

ในการควบคุมตำแหน่งของเรือ ลดการเกิดอุบัติเหตุและการแล่นออกนอกเส้นทาง และใช้ระบบข้อมูล IOT เก็บข้อมูลเรือที่จำหน่ายออกไปเพื่อบริหารจัดการข้อมูลคู่ค้า และนำมาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อต่อยอดให้จุดแข็งการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และบริษัทโชคนำชัย กับ สวทช. ยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือกันพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการวิจัย ด้านการพัฒนา และด้านการบริหารองค์ความรู้ รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร เพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีไทยต่อไป

งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15

องค์การเภสัชร่วมจัดงานมหกรรมแสดงผลงาน 100 ปี การสาธารณสุขไทยงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และจำหน่ายในราคาพิเศษ




องค์การฯ  ได้ร่วมจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “องค์การเภสัชกรรม เสาหลัก ความมั่นคง ยั่งยืน
ด้านยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ของประเทศ”พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และจำหน่ายในราคาพิเศษ
​​นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า องค์การฯ ร่วมจัดงานประชุมวิชาการและมหกรรมการแสดงผลงาน 100 ปี การสาธารณสุขไทย และงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15

โดยมีการจัดนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “องค์การเภสัชกรรม เสาหลัก ความมั่นคง ยั่งยืน ด้านยา วัคซีน และเวชภัณฑ์ของประเทศ” แสดงผลงานและแผนงานในอนาคต พร้อมจัดจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ราคาพิเศษ โดยจะมีการจำลองโรงงานผลิตยารังสิต 1  แสดงการผลิตยาแผนปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับสากลมีการจัดแสดงเครื่องจักรผลิตยา เครื่องมือในการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ แสดงกระบวนการผลิตสารสกัดจากสมุนไพร การวิจัยและพัฒนายา แผนงานโครงการสำคัญในอนาคต อาทิ โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตระยะที่ 2 ที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อผลิตยาน้ำรับประทาน ยาครีม  ยาขี้ผึ้ง ยาปราศจากเชื้อ ยาน้ำใช้ภายนอก ยาฉีด และยาเม็ด โครงการวิจัยพัฒนาและก่อสร้างโรงงานผลิต  ยารักษาโรคมะเร็ง

โครงการก่อสร้างโรงงานสารสกัดสมุนไพร ที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี และโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ตามมาตรฐาน WHO-GMP ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ลด 25% พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ  ผลิตภัณฑ์ยาสามัญประจำบ้าน และผลิตภัณฑ์อื่น ที่ไม่ใช่ยา นอกจากนี้บริเวณบูธ มีการจัดบรรยายให้ความรู้เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ความรู้เรื่องการผลิตยาคุณภาพ และความรู้เรื่องสมุนไพรต่างๆ

​​ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวต่อไปว่า องค์การฯ  ยังได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพเส้นผมและบำรุงหนังศีรษะ ช่วยเสริมให้รากผมแข็งแรง ได้แก่ “CURMIN Anti Hair Fall Tonic and Serum” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงหนังศีรษะผสมสารสกัดจากธรรมชาติ สูตรช่วยบำรุงหนังศีรษะ ลดการหลุดร่วงของเส้นผม อุดมไปด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ช่วยเสริมความแข็งแรงของรากผม พร้อมบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะให้มีสุขภาพดี เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องปราศจากแอลกอฮอล์ ซิลิโคนและสารกันเสียกลุ่มพาราเบน
​​

ผลิตภัณฑ์ “CURMIN Progressive Day Cream for Sensitive Skin” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สูตรกลางวัน สูตรอ่อนโดยเฉพาะสำหรับผิวบอบบางระคายเคืองง่าย เพิ่มการปกป้องผิวจากมลภาวะและความร้อนจากปัจจัยภายนอก ด้วยคุณค่าสารสกัดจากธรรมชาตินานาชนิด ช่วยปลอบประโลมผิว ลดการระคาย   พร้อมคืนความชุ่มชื่นเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ปราศจากน้ำหอม และสารกันเสียกลุ่มพาราเบน


​​ผลิตภัณฑ์ “CURMIN Progressive Night Cream for Sensitive Skin” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สำหรับกลางคืน สูตรอ่อนโยนเฉพาะสำหรับผิวบอบบางระคายเคืองง่าย เพิ่มการปกป้องและบำรุงขั้นสูง ด้วยคุณค่าสารสกัดจากธรรมชาตินานาชนิด ช่วยบำรุงผิว ลดการระคาย พร้อมคืนความชุ่มชื่นเมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ปราศจากน้ำหอม และสารกันเสียกลุ่มพาราเบน

​​ครีมบำรุงผิวหน้าสูตรเข้มข้น สำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ “CURMIN Perfect Cream for MEN” ช่วยฟื้นบำรุงผิวในขั้นตอนเดียว มีส่วนผสมสำคัญจากธรรมชาติถึง 9 ชนิด ช่วยบำรุงและปกป้องผิวให้ความชุ่มชื้น ซึมซาบเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ ช่วยลดความมันบนใบหน้า รูขุมขน แลดูกระชับ เรียบเนียน ป้องกันการเกิดริ้วรอย สีผิวดูสม่ำเสมอ และกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติจนคุณรู้สึกได้ เมื่อใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

​​นอกจากนี้ องค์การฯ ยังได้นำผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์  จีพีโอ เคอร์มิน ที่มีการวิจัยและพัฒนามานานกว่า 10 ปี มาจำหน่ายในราคาพิเศษ โดยลดราคา 25% สำหรับ   ผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป รับคูปอง 1 ใบ เพื่อส่งชิงโชคลุ้นรับรางวัลจีพีโอ เคอร์มิน วันละ 20 รางวัล  ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ CURMIN Whitening ชุดใหญ่มูลค่า 3,660 บาท จำนวน 3 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ CURMIN Lift Anti-aging ชุดใหญ่ มูลค่า 3,600 บาท จำนวน 3 รางวัล, ผลิตภัณฑ์ CURMIN Total ชุดใหญ่ มูลค่า 3,540 บาท จำนวน 3 รางวัลและผลิตภัณฑ์ CURMIN ชุดใหญ่ มูลค่า 2,642 บาท จำนวน 3 รางวัล   รวมวันละ 12 รางวัล โดยจะมีการจับสลากในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน  นอกจากนี้องค์การฯยังได้จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม CURMIN Anti Hairfall และ Conditioner


ผลิตภัณฑ์ CURMIN Anti Hair Fall Tonic and Serum ราคาพิเศษ 520 จากราคาเต็ม 860 บาท​​

​​สำหรับผู้ที่ร่วมซื้อผลิตภัณฑ์ครบ 2,000 บาท จะได้รับสิทธิ์และซื้อ CURMIN Cleansing Oil   ในราคา 250 บาทและ CURMIN Extra Whitening Facial Cream 30 g. 1 แถม 1 ราคา 800 บาทและที่พิเศษสุดของทุกวันในช่วงเวลา 11.00 น. เวลา 13.00 น. เวลา 15.00 น. และ เวลา 17.00 น.ผู้เข้าร่วมงานลุ้นซื้อ 1 แถม 1 เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ GPO CURMIN วันละ 4 รอบ รอบละ 30 ชุดด้วย


องค์การเภสัชกรรมร่วมจัดงานประชุมวิชาการ และมหกรรมแสดงผลงาน 100 ปี 
การสาธารณสุขไทยและงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 15
ในวันที่ 18 – 21 กรกฎาคม 61         
ณ. อาคารชาเลนเจอร์ 1-2  ศูนย์แสดงสินค้า และการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี  

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

มาร์กี้ ราศรี ปลื้มอาหารเสริม “GST FIBERY” เปิดตัวแรง

“GST FIBERY” ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ หุ่นดี สุขภาพแข็งแรง


เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าจับตามอง !!! สำหรับผลิตภัณฑ์ “GST FIBERY” (จีเอสที ไฟเบอรี) อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ไฟเบอร์สูง ของ 3 ผู้บริหารคนเก่ง  มาร์กี้ ราศรี บาเล็นซิเอก้า จิราธิวัฒน์,  ป๊อป-พีรวัส พลประจักษ์ และปูเป้-เบญจรัตน์ พลประจักษ์ ภายใต้ บริษัท กู๊ด เซนส์ ประเทศไทย จำกัด ที่งานนี้เปิดตัวไม่ถึงเดือน  c9jมีผู้คนให้ความสนใจสั่งจองแล้วกว่าแสนกล่องพร้อมเชื่อมั่นในคุณภาพ และสนใจใน GST FIBERY ผลิตภัณฑ์คุณภาพช่วยหุ่นดี และสุขภาพแข็งแรง


มาร์กี้-ราศรี บาเลนซิเอก้า จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท กู๊ด เซนส์ ประเทศไทย จำกัด เจ้าของธุรกิจ GST FIBERY กล่าวว่า มาร์กี้ต้องขอขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ ที่ให้ความสนใจผลิตภัณฑ์
“GST FIBERY” อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ไฟเบอร์สูง และเชื่อมั่นใน GST FIBERY ว่าจะเป็นตัวช่วย
ที่ทำให้ทุกคนหุ่นดี และสุขภาพแข็งแรง จนมียอดสั่งจองกว่าแสนกล่อง

ผลิตภัณฑ์ GST FIBERY  อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ไฟเบอร์สูง ผลิตจากสารอาหารเสริมที่มาจากใยอาหาร มีผลดีต่อสุขภาพหลายประการ โดยเฉพาะป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อโรคชนิดไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคมะเร็งต่างๆ อีกทั้งยังทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระเพิ่มความถี่ในการขับถ่าย ช่วยลดการเกิดมะเร็งลำไส้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ให้พลังงานต่ำ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ใหญ่ ช่วยเพิ่มการละลายและดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ โดยเฉพาะแคลเซียม และยังช่วยให้รู้สึกสบายท้อง พุงยุบ ช่วยขจัดของเสียที่สะสมอยู่ในลำไส้ ทำให้ลำไส้สะอาด และเมื่อทานอาหารเสริมชนิดอื่นๆ เข้าไป จึงทำให้ลำไส้  สามารถดูดซึมได้ดี
ยิ่งขึ้น


บอสป๊อป-พีรวัส พลประจักษ์ และ บอสปูเป้-เบญจรัตน์ พลประจักษ์ 2 ผู้บริหาร  บริษัท กู๊ด เซนส์ ประเทศไทย จำกัด เจ้าของธุรกิจ GST FIBERY กล่าวเสริมว่า อาหารเสริม GST FIBERY อุดมไปด้วยสารสกัดจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และสารสกัดจากพืชตระกูลส้ม ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มีส่วนช่วยในการชะลอความชรา ยับยั้งความเสื่อมถอยของเซลล์ ลดการอักเสบของผิวหนัง และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเป็นปกติ และยังมีสารสกัดที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ สลายไขมัน ลดความอยากอาหาร โดยจุดเด่นของ อาหารเสริม GST FIBERY คือมีไฟเบอร์สูงดีกับคนที่ไม่ชอบทานผักหรือทานผักน้อย ซึ่ง

ผลิตภัณฑ์ “GST FIBERY” ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.)
เลขที่ 13-1-01760-5-0057


สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ “GST FIBERY” อาหารเสริมเพื่อสุขภาพไฟเบอร์สูง 

สามารถสั่งซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ ได้แก่ Facebook : GST Fibery by Margie – เพจหลักบริษัท
IG : gstfibery_official และ Line ID : @gstfibery

ททท.จัดกิจกรรมไหว้พระทั่วไทย




โอกาสวันอาสาฬหบูชา-เข้าพรรษาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดกิจกรรม “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 – 29 กรกฎาคม 2561 เพื่อความเป็นการเสริมสิริมงคลตามวิถีไทย เนื่องในโอกาสวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา อันเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชน

​กิจกรรม “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เที่ยวเมืองไทย ใครๆ ก็เที่ยวได้” ของ ททท. ในการสร้างโอกาสทางการท่องเที่ยวเพื่อเป็นสวัสดิการสังคม ซึ่งจะจัดขึ้นพร้อมกันทั้งในกรุงเทพมหาครและ 67 จังหวัดทั่วประเทศ ในหลายรูปแบบ หลายเส้นทาง โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ กิจกรรมที่มี ได้แก่



กิจกรรมรถเวียน (Hop On – Hop Off) ผ่านวัดสำคัญในแต่ละจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร โดยรถ ขสมก.เริ่มจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – วัดเบญจมบพิตร – วัดบวรนิเวศน์ – วัดชนะสงคราม – วัดมหาธาตุ – วัดพระศรีรัตนศาสดาราม – วัดพระเชตุพน – วัดราชบพิธ – วัดสุทัศน์ – วัดสระเกศ – วัดราชนัดดา สิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จังหวัดเชียงใหม่ ใช้รถราง เริ่มจากวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร – วัดดับภัย – วัดโลกโมฬี – วัดเชียงยืน – วัดเชียงมั่น – วัดดวงดี วัดพันเตา – วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร สิ้นสุดที่วัดศรีสุพรรณ

กิจกรรมนั่งรถไหว้พระ (Day Trip) ตามเส้นทางไหว้พระวัดสำคัญในจังหวัดซึ่งจัดโดยสำนักงาน ททท. ในแต่ละภูมิภาค เช่น วัดพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี, วัดท่าไม้ จังหวัดสมุทรสาคร, วัดโสธรวรารามวรวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา, วัดมังกรบุปผาราม จังหวัดจันทบุรี, วัดสังกัสรัตนคีรี จังหวัดอุทัยธานี, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก, วัดพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปาง, วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย, วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร, วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช, วัดพระธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี, วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานี



ทั้งนี้ ททท. ขอความร่วมมือให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใส่เสื้อเหลืองโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเดือนมหามงคล ตามแนวคิด “ชวนใส่เสื้อเหลือง ไหว้พระ หลายวัด หลากเส้นทาง” กิจกรรม “ไหว้พระทั่วไทย สุขใจถ้วนหน้า”

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center 1672 เพื่อนร่วมทาง www.tourismthailand.org และสำนักงาน ททท. ทั่วประเทศ

“เที่ยวไทยเท่ ไม่สร้างขยะ ลดโลกเลอะ”




นายอภิชาติ จีระพันธุ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการและเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามแสดงเจตจำนงในปฏิญญา “เที่ยวไทยเท่ ไม่สร้างขยะ ลดโลกเลอะ” ระหว่างนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสมาคมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมลดภาระสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวด้วยการลดใช้ขยะพลาสติก ณ  อาคารสำนักงานใหญ่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ถนนเพชรบุรีตัดใหม่



นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ในฐานะองค์กรหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้วางกลยุทธ์กระตุ้นการท่องเที่ยวปี 2561 ในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อสัมผัสวิถีไทย (Unique Local Experience) และสร้างกระแสใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันรณรงค์ปลูกจิตสำนึกและกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวร่วมกันรับผิดชอบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ลดการสร้างภาระขยะในแหล่งท่องเที่ยว โดยได้ทำปฎิญญา “เที่ยวไทยเท่ ไม่สร้างขยะ ลดโลกเลอะ” ร่วมกับหน่วยการต่างๆ



เช่น สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมโรงแรมไทย สมาคมการค้าธุรกิจในแม่น้ำเจ้าพระยา สมาคมเรือไทย ชุมชนกำแพงทองพัฒนา เทศบาลเมืองบางศรีเมือง ตลาดน้ำคลองบางหลวง วิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำคลองลัดมะยม ชุมชนหัวตะเข้ ชุมชนกุฎีจีน ประชาคมตลาดน้ำตลิ่งชัน ประชาคมฟื้นฟูวัฒนธรรมย่านบางลำพู กลุ่มคนรักตลาดน้อย ประชาคมบางลำพู ชุมชนบ้านพานถม ชุมชนเกาะศาลเจ้า(วัดจำปา) เทศบาลนครนนทบุรี บจ.ไอคอนสยาม บจ.สยามพิวรรธน์ บจ.เอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ปเป็นต้น

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“มหกรรมเซรามิกและหัตถกรรมลำปาง @ บางกอก”


“มหกรรมเซรามิกและหัตถกรรมลำปาง @ บางกอก”
(Lampang Ceramic and Craft Fairs @ Bangkok)


25 ก.ค. 2561  นายสกลธ์  วรัญญูวัฒนา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพานิชย์ เป็นประธานเปิดงาน  “มหกรรมเซรามิกและหัตถกรรมลำปาง @ บางกอก” (Lampang Ceramic and Craft Fairs @ Bangkok) บางกอก  ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี กรุงเทพมหานคร  ซึ่งจังหวัดลำปางโดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลำปาง ร่วมกับ สำนักงานจังหวัดลำปาง/สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดลำปาง สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก หอการค้าจังหวัดลำปาง สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง  นำผู้ประกอบการเซรามิกและโอทอป รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวและชุมชน ไปร่วมโรดโชว์แสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงานระหว่างวันที่ 25 – 29 ก.ค. 2561  เพื่อส่งเสริม ผู้ประกอบการให้มีประสบการณ์ทางด้านการตลาด เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงสินค้าให้ตรงต่อความต้องการของตลาด วางแผนการตลาด นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางการค้าสินค้าและบริการของจังหวัด สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และยกระดับการรวมกลุ่มธุรกิจ (Cluster) เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาด  





ตามแผนพัฒนาและส่งเสริมสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง ส่งเสริมช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าเซรามิกและหัตถอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพของจังหวัดลำปาง แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงการส่งเสริมเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์จากชุมชน สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สนับสนุนการกระจายสินค้าให้กลุ่มผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP  วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้มีตลาดรองรับอย่างยั่งยืน


โดยนายทรงพล สวาสดิ์ธรรม  ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วย  นายศรีโรจน์ นิมมานพัชรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง  ร่วมในพิธีเปิดงานดังกล่าว  การจัดงานครั้งนี้มีผู้ประกอบการ เซรามิก แปรรูปไม้ ผู้ประกอบการอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว เข้าร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้าภายในงานแบบผสมผสานกัน กว่า 100 รายมูลค่าการจำหน่ายสินค้าในงานแสดงสินค้าไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท  นอกจากนี้ยังได้จำลองภาพสตรีทอาร์ตริมแม่น้ำวัง และแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นเท่าขนาดจริงไปติดตั้งให้คนกรุงเทพได้ถ่ายภาพ เพื่อดึงดูดให้อยากมาถ่ายในสถานที่จริงที่ลำปาง และการจัดแสดงศิลปะการแสดงภาคบันเทิงที่แสดงความเป็นอัตลักษณ์ของลำปาง 


ทั้งภายในงานประกอบด้วย การแสดงศิลปะวัฒนธรรม พร้อมทั้งสัมผัสความงดงามของ หอนาฬิกาลำปาง วัดเฉลิมพระเกียรติ รถม้าลำปาง ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย และการแสดงดนตรีจากศิลปินล้านนา คำหล้า ธัญพร เจ้าของบทเพลงพินเปี๊ยะ และล่องสะเปา  จำหน่ายสินค้า เซรารามิก หัตถอุตสาหกรรม ผ้า สินค้าเกษตรและอาหารพื้นเมืองเป็นสีสันของงานครั้งนี้อีกด้วย









บีดีเอ็มเอสกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 31

ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ 


กรุงเทพมหานครจับมือสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แถลงข่าวการจัด บีดีเอ็มเอสกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 31 เป็นการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ อีกทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 และกระแสการตื่นตัวของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ทั้งยังถือว่าเป็นหนึ่งในทัวร์นาเม้นต์ที่เป็นที่สนใจของนักวิ่งนานาชาติกว่า 62 ประเทศทั่วโลก ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต



พลโทสัมพันธ์ ยังพะกูล นายกสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน บีดีเอ็มเอสกรุงเทพมาราธอน ครั้งที่ 31 ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2561นี้ การแข่งขันในปีนี้จะจัดเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 66 พรรษา โดยที่พระองค์ทรงปฏิบัติตนด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทรงมีพระวรกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ สมเป็นเยี่ยงอย่างพสกนิกร สำหรับการแข่งขันประกอบด้วยทั้ง 4 ประเภทคือ ประเภทวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตร ประเภทฮาล์ฟมาราธอน ระยะทาง 21.100 กิโลเมตร ประเภทมินิมาราธอน ระยะทาง 10.550 กิโลเมตร และประเภทเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 5 กิโลเมตร การจัดงานในครั้งนี้ยังมีความหลากหลายมากขึ้น 


โดยเฉพาะเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์การแข่งขันกรีฑานักเรียนและประชาชนเป็นครั้งแรก สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2440 (รศ.116) เป็นเวลา 121 ปีแล้ว กิจกรรมของงานต้องการให้ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมกับการจัดงาน ซึ่งบริเวณเริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่บนถนนสนามไชย ด้านหน้าพระบรมมหาราชวังหรือวัดพระแก้วและกระทรวงกลาโหม

นอกจากนี้ ขอเชิญประชาชนทั่วไปและนักวิ่งพร้อมญาติมิตรเข้าร่วมงาน Marathon Expo ที่สเตเดียมวัน ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 15-17 พฤศจิกายน 2561 เวลา 10.00 น. – 19.00 น. ในงานจะมีผลิตภัณฑ์สินค้า อุปกรณ์กีฬาและสุขภาพ ทุกประเภทในราคาพิเศษสุด เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายทุกวันจะมีกิจกรรมโชว์พิเศษและให้ความรู้ด้านสุขภาพและอนามัยตลอดเวลา