03 กรกฎาคม 2565

พม. จัดพิธีประทานรางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2564 เชิดชูเกียรติผู้เป็นต้นแบบแห่งการให้

เพื่อลบภาพจาก “อีสานร้อน อีสานแล้ง อีสานไกล” กับการน าเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวช่วงหน้าฝนพร้อมเปิดหน้ากาก เปิดบ้านเปิดเมือง เปิดด่านต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศสู่ภาคอีสาน ผนวกกับช่วงหน้าฝนเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดีที่สุดและสวยที่สุดในการเดินทางท่องเที่ยวภาคอีสาน พบกับ “อีสานเขียวเที่ยวหน้าฝน” กับบรรยากาศสดชื่นความสวยงาม สายหมอก เมฆขาว ทุ่งหญ้าทุ่งนาเขียวขจีดอกไม้ผลไม้อาหารการกินวิถีถิ่นอีสานอุดมสมบูรณ์ฯลฯ ชวนทุกท่านมาเที่ยวในพื้นที่อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ ภายใต้แนวคิด “หลงรักแผ่นดินถิ่นอีสาน : ISAN in LOVE” : “นคราธานีin LOVE”


นางธนภร พูลเพิ่ม ผู้อ านวยการส านักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ส านักงานอุดรธานีได้เพิ่มเติมว่าได้ด าเนินการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ “นคราธานี” จังหวัดอุดรธานี จังหวัดหนองคายและจังหวัดบึงกาฬ ในทุกรูปแบบพร้อมมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวมาค้นหาประสบการณ์ความสุขในหน้าฝนในอีกมิติหนึ่ง เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เส้นทางธรรมชาติ ธรรมะและวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่โดดเด่นและเส้นทางสายมูเตลู ไหว้พระขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์พร้อมกันนี้นักท่องเที่ยวสายมูเตลูนคราธานี ยังมีเส้นทางใหม่น าเสนอต่อยอดมาจาก ไหว้พญานาคพญายักษ์แล้วจะหลงรักนคราธานี เป็น “มูกลางคืนก็ปัง มูกลางวันก็เฮง” กับ ๔ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตอนกลางคืนในอ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

๑. ท้าวเวสสุวรรณ

๒. อนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม

๓. องค์ศรีสุขคเณศ

๔. ศาลเทพารักษ์









โดยนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางกราบไหว้ขอพรกับเคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่จะท าให้ปัง ดัง เฮง สมดั่ง

ปรารถนา จนต้องเดินทางกลับมาอีกครั้ง ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่มีความพร้อมในการรองรับ

นักท่องเที่ยวทั้งแหล่งท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก 

สนใจสอบถามเส้นทางการท่องเที่ยวเพิ่มเติม
ททท . ส านั กง าน อุด ร ธ านี โท ร . ๐๔๒-๓๒๕๔๐๗, ๐๔๒-๓๒๖๔๓๖
ห รื อ facebook แฟนเพ จ 

ททท.ส านักงานอุดรธานี ได้ทุกวัน

พม.อุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง174 รูป ถวายเป็นพระราชกุศลในหลวง ร.10

วันนี้ (3 ก.ค. 2565) เวลา 08.30 น. ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2565 จำนวน 174 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายอนุกูล กล่าวว่า สำหรับการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ภายใต้โครงการ “พระธรรมจาริก” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์เดิม) กับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง พัฒนาทางคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านจิตใจ การศึกษา การพยาบาล ฯลฯ สร้างจิตสำนึกให้ราษฎรบนพื้นที่สูงรู้จักสำนึกในความเป็นไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการพระธรรมจาริก ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในการถวายปัจจัย เครื่องอุปโภคบริโภค และสนับสนุน การพัฒนางานพระธรรมจาริกมาโดยตลอด

จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ภายใต้โครงการ “พระธรรมจาริก” 

วันนี้ (3 ก.ค. 2565) เวลา 08.30 น. ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2565 จำนวน 174 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายอนุกูล กล่าวว่า สำหรับการจัดพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ภายใต้โครงการ “พระธรรมจาริก” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวง พม. โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (กรมประชาสงเคราะห์เดิม) กับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ราษฎรบนพื้นที่สูง พัฒนาทางคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านจิตใจ การศึกษา การพยาบาล ฯลฯ สร้างจิตสำนึกให้ราษฎรบนพื้นที่สูงรู้จักสำนึกในความเป็นไทย และจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งที่ผ่านมาโครงการพระธรรมจาริก ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในการถวายปัจจัย เครื่องอุปโภคบริโภค และสนับสนุน การพัฒนางานพระธรรมจาริกมาโดยตลอด





นายอนุกูล กล่าวต่อไปว่า พิธีดังกล่าวได้ปฏิบัติสืบทอดมาเป็นเวลากว่า 57 ปี ปัจจุบันมีราษฎรบนพื้นที่สูงเข้าร่วมบรรพชาอุปสมบทแล้ว รวมทั้งสิ้น 11,780 รูป โดยเกิดขึ้นจากความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพี่น้องราษฎรบนพื้นที่สูงที่จะสืบสานพระพุทธศาสนาถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งในปีนี้ มีบุตรหลานราษฎรบนพื้นที่สูง 9 ชนเผ่า ประกอบด้วย กะเหรี่ยง ม้ง ลาหู่ ลีซู ลั๊วะ ถิ่น ขมุ เมี่ยน อาข่า และราษฎรพื้นที่ราบถิ่นกันดารที่เลื่อมใสขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา รวมทั้งสิ้น 174 รูป เป็นสามเณร 79 รูป และพระภิกษุ 95 รูป โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ราษฎรบนพื้นที่สูงที่เข้ารับการบรรพชาอุปสมบทครั้งนี้ จะได้รับการศึกษาเรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา การหล่อหลอมขัดเกลาจิตใจ สามารถดำรงตนอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และสานต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว ตลอดจนนำพาตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้มีความร่มเย็นเป็นสุขสืบไป



กระทรวง พม. ขอเป็นสื่อกลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ราษฎรบนพื้นที่สูงของคณะพระธรรมจาริก แม้ความห่างไกลจะเป็นอุปสรรค แต่ศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนาของคณะพระธรรมจาริก จะนำพาชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป นายอนุกูล กล่าวในต้อนท้าย

01 กรกฎาคม 2565

“พม.จัดพิธีกราบลาบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูงเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.10”

     วันนี้ (1 ก.ค. 2565) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในพิธีกราบลาบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2565 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

     นายอนุกูล กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับมูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จัดพิธีบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ประจำปี 2565 ขึ้น ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 57 มีผู้ขอบรรพชาอุปสมบททั้งสิ้น 174 รูป เป็นสามเณร 95 รูป และพระภิกษุ 79 รูป จาก 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย  แพร่ กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน เชียงใหม่ กาญจนบุรี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก ลำพูน และลำปาง








    นายอนุกูล กล่าวต่อไปว่า ในวันนี้เป็นพิธีกราบลาเข้าบรรพชาอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง และพิธีโกนผมนาค ซึ่งจะจัดขึ้น ณ หน้าศาลาบัณณรศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จากนั้นวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม 2565 เวลา 18.00 น. จัดพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะต่อพระเทพกิตติเวที 

เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ ประธานคณะพระธรรมจาริก ณ ลานหน้าพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และถัดไปในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2565 เวลา 08.30 น. จัดพิธีถวายพระพรต่อพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มอบผ้าไตร และถวายเครื่องไทยธรรม และเวลา 13.00 น. พิธีแห่นาค รอบพระอุโบสถ และพิธีอุปสมบทราษฎรบนพื้นที่สูง ณ พระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม



     กระทรวง พม. ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมอนุโมทนา สนับสนุนการเผยแพร่พระพุทธศาสนาบนพื้นที่สูง ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม หรือร่วมบริจาคโดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของ “มูลนิธิเผยแพร่พระพุทธศาสนาแก่ชนถิ่นกันดาร ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” ดังนี้ 

ธนาคารกรุงไทย สาขาสะพานขาว บัญชีเลขที่ 021-122-5401 

ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางลำพู บัญชีเลขที่ 201-0-59714-0 

ธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาปากคลองตลาด บัญชีเลขที่ 810-2-01347-4 

โดยสอบถามรายละเอียดและแจ้งหลักฐานการโอนเงินบริจาคได้ที่
Line : @thammahighland หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-659-6128

ขอเชิญร่วมงานเปิดนิทรรศการกวีทรรศน์ "เสรี-กวี-ศิลป์"

โดย จิระนันท์ พิตรปรีชา ในวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2565 เวลา16:00 น. วงน้ำชากาแฟ พูดคุยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน  และเวลา 18.00น. พิธีเปิดนิทรรศการ  ณ ล็อบบี โรงแรมเพนนินซูลา ถนนเจริญนคร คลองสาน 

นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปินพำนัก Artists in Residence ซึ่งทางโรงแรมเพนนินซูลาจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนการสร้างผลงานใหม่ของศิลปินและนักเขียนไทย  สำหรับงานของจิระนันท์ พิตรปรีชา ชุดนี้   นำเสนอบทกวีในรูปแบบงานศิลปะแขนงต่างๆ แทนการจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ   มีทั้งงานจิตรกรรม ภาพถ่าย ศิลปะติดตั้ง (installation art) สื่อผสมแนว collage และ ศิลปะภาพทอ (textile art)  เพื่อสร้าง ประสบการณ์ ใหม่ในการสื่อและเสพสุนทรียรสแห่งภาษาศิลป์    

เนื้อหาของบทกวีมีความหลากหลาย สะท้อนชีวิต สังคม การเมือง ปรัชญา ธรรมชาติ ฯลฯ จากมุมมองของผู้ประพันธ์   นิทรรศการชุดนี้จึงมีชื่อว่า Poetic License ซึ่งหมายถึง เอกสิทธิของนักเขียนที่จะถ่ายทอด ตีความ ใช้จินตนาการ สร้างสรรค์ และแสดงออกอย่างอิสระไร้กรอบกฏ    โดยใช้ชื่อภาษาไทยว่า นิทรรศการ "เสรี-กวี-ศิลป์"   


ผู้สนใจติดต่อ:  เขมวันต์  แตงอ่อน
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร The Peninsula Bangkok

โทร: 020 2888 ต่อ6608  อีเมล์:  ktangon@peninsula.com

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ปฐมบท 'Blood Hero ปี3' เดินหน้าปลุกพลังคนไทยสายเลือดฮีโร่

นางเพชรพริ้ง สารสิน ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย และ นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและสื่อสารองค์กรศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย ดร.คฑา ชินบัญชร อาสากาชาดเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สภากาชาดไทย และนางสาวอนัญญา โตแสงชัยผู้บริหาร บจก.โฮโรโซไซตี้ พร้อมนางสาว วรางคณา อัชชะกิจ เข้าพบ ผู้บริหาร และคณะสื่อมวลชน เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โครงการ "Blood Hero ปี 3" พร้อมทั้งชี้แจงสถานการณ์การจัดหาโลหิต ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประสบภาวะการขาดแคลนเลือดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริจาคเลือดลดลง   ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จาก สถานการณ์การเกิดโรคอุบัติใหม่ Virus Covid-19 การรักษาระยะห่าง ความกังวลที่จะเกิดการติดต่อ การเดินทาง และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในรูปแบบ New Normal 

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย จึงได้จัดทำโครงการ Blood Hero ปี 3 ขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยผ่านการบริจาคโลหิต และ ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2565 จะได้รับมอบเหรียญ บรมครูหมอชีวกโกมารภัจน์ ที่ผ่านพิธีมังคลาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นที่ระลึกเพื่อความเป็นสิริมงคล

ผู้มีจิตกุศล และมีความประสงค์บริจาคโลหิตทุกท่าน สามารถติดต่อสอบถาม ลงทะเบียน และเดินทางไปบริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ กรุงเทพฯ หรือที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทั่วประเทศ   เวลา 09.00 น. ช่อง One 31 

นางเพชรพริ้ง สารสิน ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ในคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย และ นางสาวปิยนันท์ คุ้มครอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านจัดหาโลหิตและสื่อสารองค์กรศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย ดร.คฑา ชินบัญชร อาสากาชาดเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สภากาชาดไทย และนางสาวอนัญญา โตแสงชัยผู้บริหาร บจก.โฮโรโซไซตี้ พร้อมนางสาว วรางคณา อัชชะกิจ เข้าพบ ผู้บริหาร และคณะสื่อมวลชน เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โครงการ "Blood Hero ปี 3" พร้อมทั้งชี้แจงสถานการณ์การจัดหาโลหิต ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ประสบภาวะการขาดแคลนเลือดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริจาคเลือดลดลง   ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จาก สถานการณ์การเกิดโรคอุบัติใหม่ Virus Covid-19 การรักษาระยะห่าง ความกังวลที่จะเกิดการติดต่อ การเดินทาง และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในรูปแบบ New Normal 

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย จึงได้จัดทำโครงการ Blood Hero ปี 3 ขึ้น เพื่อให้ทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ ในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยผ่านการบริจาคโลหิต และ ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่วันนี้ -31 กรกฎาคม 2565 จะได้รับมอบเหรียญ บรมครูหมอชีวกโกมารภัจน์ ที่ผ่านพิธีมังคลาภิเษก ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นที่ระลึกเพื่อความเป็นสิริมงคล

ผู้มีจิตกุศล และมีความประสงค์บริจาคโลหิตทุกท่าน สามารถติดต่อสอบถาม ลงทะเบียน และเดินทางไปบริจาคโลหิต ได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ กรุงเทพฯ หรือที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทั่วประเทศ   เวลา 09.00 น. ช่อง One 31 คุณถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทเดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) และ

คุณนิพนธ์ ผิวเณร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตละครช่องวัน 31

เวลา 12.00 น. ไทยรัฐ ทีวี โดย คุณวัชร วัชรพล ประธานกรรมการ บริษัท ทริปเปิ้ล วี บรอดคาสท์ จำกัด

เวลา 13.40 น. Thai PBS

สัมภาษณ์สด ในรายการสถานีประชาชน  เวลา 14.00 น. Tero Entertainment

โดย คุณชยาภรณ์ บุนนาค ผู้จัดการแผนกผลิตผลิตรายการโทรทัศน์ บริษัท เทโร เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

คุณเอกชลิต กลิ่นทอง Senior Producer และคุณทิน โชคกมลกิจ พิธีกรรายการ ถก ไม่ เถียง

เวลา 15.30 น. PPTV โดย คุณวิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์ บรรณาธิการบริหาร สถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี เอชดี

เวลา 16.00 น. MCOT  ให้สัมภาษณ์รายการ Nine Entertainment 

#BloodHeroปี3 #รวมพลังไทยสายเลือดฮีโร่ #ชวนสายมูมาเป็นฮีโร่

กรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่

กรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ลำพูน-เชียงใหม่ ตรวจประเมินเพื่อประกาศกำหนดเขตพื้นที่การท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ


นายจาตุรนต์ ภักดีวนิช รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมด้วย นางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว ลงพื้นที่ตรวจประเมินพื้นที่ในท้องถิ่นหรือชุมชน ที่ยื่นคำขอรับการตรวจประเมินพื้นที่เพื่อประกาศกำหนดเขตพื้นที่การท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 โดยครั้งนี้คณะทำงานตรวจประเมินฯ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 จังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และองค์กรปกครองท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ตรวจประเมินวิสาหกิจการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 28 – 30 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา






การประกาศเขตพื้นที่การท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมมัคคุเทศก์ซึ่งได้รับการยกเว้นคุณสมบัติ ทำหน้าที่มัคคุเทศก์ตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากชุมชนหรือท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศมีความหลากหลายของธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยบุคคลผู้เป็นรากฐานหลักของท้องถิ่นนั้น ๆ ที่เรารู้จักกันในนาม "ปราชญ์ชาวบ้าน" หรือบุคลากรรุ่นใหม่ของท้องถิ่นที่เราเรียกกันว่า "เจ้าบ้านที่ดี" หรือ "เจ้าบ้านน้อย" ซึ่งมิได้มีคุณสมบัติตรงตามที่กฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กำหนดให้เป็นมัคคุเทศก์ตามกฎหมาย แต่เมื่อพื้นที่ท้องถิ่นหรือชุมชนใดได้รับการประกาศกำหนดให้เป็นเขตพื้นที่การท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นผู้ประกาศยกเว้นคุณสมบัติให้ ปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ผู้สื่อความหมายท้องถิ่น หรือ เจ้าบ้านน้อย ในท้องถิ่นนั้นได้เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น หรือ ไกด์ท้องถิ่นที่ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป


ที่ผ่านมากรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการตรวจประเมินพื้นที่และได้ประกาศกำหนดเขตพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวในท้องถิ่นหรือชุมชนไปแล้ว จำนวน 26 พื้นที่ ทั้งนี้ ชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีความสนใจสามารถแจ้งความประสงค์ โดยยื่นคำขอมาที่กรมการท่องเที่ยว กองทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กลุ่มวิชาการและมาตรฐานธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์และผู้นำเที่ยว 


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0 2141 3186 และสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ https://www.dot.go.th/news/guide-detail/3741  

ครั้งเเรกของภูมิภาค โอไอจับมือภาครัฐ-เอกชน ขานรับภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวสู่การเปิดประเทศเต็มรูปแบบ

โอไอจับมือภาครัฐ-เอกชน ขานรับภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัวสู่การเปิดประเทศเต็มรูปแบบ จัดงาน MIRA และ Subcon EEC 2022 ครั้งเเรกของภูมิภาคศักยภาพ เชื่อมโยงโอกาส สร้างตลาดทางการค้าในภูมิภาคตะวันออกในพื้นที่อีอีซี  วันที่ 24-26 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา  

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนหลักจากการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และอุตสาหกรรม S-curve ใหม่ ภายในโครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ การให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ภูมิภาคตะวันออกจึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการตอบโจทย์การพัฒนาอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย สถาบันไทย-เยอรมัน และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย จัดงาน MIRA (Maintenance Industrial Robotics and Automation) และ  Subcon EEC 2022 ครั้งแรกของภูมิภาคศักยภาพสูงกับการจัดงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา เทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ภาคอุตสาหกรรมระดับแนวหน้าของภาคตะวันออกเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve & New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ พร้อมผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  


นางสาวซ่อนกลิ่น พลอยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นก่อนวิกฤตการณ์โควิด จนกระทั่งปัจจุบันที่สถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มคลี่คลายสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมอีกครั้ง พื้นที่โครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน ปี 2564 มูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมในพื้นที่ EEC ทั้ง 3 จังหวัด มีมูลค่า 220,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 34 มีจำนวน 453 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 ฉะนั้น เมื่อพิจารณาเป็นสัดส่วนแล้ว มูลค่าเงินลงทุน ในพื้นที่ อีอีซี ในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 34 จากมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมดตลอดปี ถือว่าเป็น 1 ในสามของขอรับการส่งเสริมการลงทุนของทั้งประเทศ 

ภาคตะวันออกเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน Maintenance, Industrial Robotic, and Automation Event (MIRA) งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สำหรับภาคอุตสาหกรรมแห่งภาคตะวันออก ร่วมกับงาน Subcon EEC 2022 ในครั้งนี้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างแท้จริง และเพื่อเข้าถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ สร้างโอกาสเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และ New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ขยายซัพพลายเชนชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตของภูมิภาค  

“รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ภายในงาน MIRA และSubcon EEC ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกจะแสดงศักยภาพของ อีอีซี ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve และช่วยให้ผู้ประกอบการขยายขีดความสามารถในการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมใหม่” นางสาวซ่อนกลิ่น กล่าว 

นายสมชาย จักรินทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันไทย-เยอรมัน หนึ่งในหน่วยงานสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีสถิติการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากที่สุดในอาเซียน และเป็นตลาดระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาครองจากสิงคโปร์ การเกิดขึ้นของโรงงานอัจฉริยะ ทำให้เกิดความต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ศูนย์ข้อมูล บริการคลาวด์ 5G, AI, IoT, เซ็นเซอร์ และรีโมทคอนโทรล และเครื่องจักรขั้นสูง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรมการผลิตสู่สายการผลิตอัจฉริยะ เป็นอุตสาหกรรมการผลิตยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อน ให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยก้าวไปสู่ความเป็นอุตสาหกรรม 4.0 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การจัดงาน MIRA และ Subcon EEC เป็นครั้งแรกถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยทางสถาบันไทย-เยอรมัน พร้อมจะจัดสัมมนาเพื่อเพิ่มความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับโซลูชั่นการบำรุงรักษาอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ Upskill Re-skill พัฒนาบุคลากรให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในอีอีซี โดยจะร่วมจัดแสดงโซลูชั่นที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงงาน และเหมาะสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอีอีซี สู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและศูนย์กลางเมืองอัจฉริยะในอาเซียน  

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า พันธมิตรผู้ร่วมจัดงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ตระหนักและมองเห็นถึงศักยภาพของภูมิภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จึงได้ขยายการจัดงาน Subcon EEC โดยจัดร่วมกับงาน MIRA มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงการรับช่วงการผลิตระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve และ New S-curve ต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้ก้าวขึ้นสู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลก และเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต รองรับอุตสาหกรรมใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ บนเนื้อที่กว่า 5,000 ตารางเมตร ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุช พัทยา  

ทั้งนี้ งาน Maintenance, Industrial Robotics, and Automation Event: MIRA งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการบำรุงรักษา อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สำหรับภาคอุตสาหกรรมแห่งภาคตะวันออก พร้อมจัดควบคู่ไปงาน Subcon EEC ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเดิม และขยายไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ด้วย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยานและศูนย์ซ่อมบำรุง อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยภายในงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมการจับคู่เจรจาธุรกิจ ,Buyers’ Village, กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ และพื้นที่แสดงศักยภาพผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve Showcase) จากแบรนด์ชั้นนำ จะมีผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตมาจัดแสดงกว่า 100 ราย ผู้ประกอบการรับช่วงการผลิตในประเทศ และต่างประเทศ

พบกับโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมไทยในศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ในงาน Maintenance, Industrial Robotics, and Automation (MIRA) และ งาน Subcon EEC 2022 กำหนดจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างวันพุธถึงศุกร์ที่ 24-26 สิงหาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของงานได้ที่ www.mira-event.com