24 กันยายน 2561

“เอซเก้” ผุดโปรเจ็คยักษ์ ลงนามตั้ง Drop Point Plus ศูนย์บริการครบวงจร

ต่อยอด E-Commerce พร้อมเพิ่มธุรกิจทางเลือกแก่ชุมชน


บริษัท เอซเก้ จำกัด ร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำของไทย ทั้ง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT, CJ Logistics ผนึกกับองค์กรธุรกิจแถวหน้า ร่วมลงนามในพิธีลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์บริการ Drop Point Plus (DPP) ศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกของไทย ผลักดันธุรกิจ E-Commerce ผ่านโมเดลธุรกิจ LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) รวมทุกค่ายมาอยู่ที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้งาน พร้อมขยายศูนย์ DPP สร้างธุรกิจทางเลือกแก่ชุมชน มุ่งเป้าขยาย 600 สาขาทั่วประเทศในปี 2562

นายเทิดไท แก้วพิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซเก้ จำกัด เปิดเผยว่า เอซเก้ ได้ลงนามความร่วมมือการเปิดศูนย์บริการ Drop Point Plus (DPP) ร่วมกับ บริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT, CJ Logistics รวมถึงยังได้ผนึกกับองค์กรธุรกิจแถวหน้าของประเทศอย่าง บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์, แอดวานซ์ เอ็มเปย์, บมจ. ไทยเศรษฐกิจประกันภัย และแอดไวซ์ ซึ่งการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับธุรกิจ E-Commerce ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยศูนย์บริการครบวงจรที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้บริโภคครบทุกขั้นตอน ด้วยโมเดล LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) ตั้งแต่บริการขนส่งสินค้าทั้งภายในและนอกประเทศ จุดบริการชำระเงินที่สะดวกครอบคลุม จุดรับสินค้าออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย อีกทั้งยังเป็น จุดบริการ Micro Insurance ประกันความปลอดภัย Non Life สร้างความอุ่นใจ ปลอดภัยทุกการขนส่ง



“การโลดแล่นอยู่ในแวดวงธุรกิจไอทีมาร่วม 16 ปี ทำให้เรามองเห็นการเติบโตของตลาดออนไลน์อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงโอกาสในการสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคได้เลือกช่องทางการขนส่งที่หลากหลายมากขึ้น อยู่ใกล้กับชุมชน ให้การบริการที่ครอบคลุม ซึ่งสิ่งที่สามารถตอบโจทย์แนวทางของเราได้คือแพลตฟอร์ม Drop Point Plus (DPP) นายเทิดไท กล่าว

Drop Point Plus หรือ DPP เป็นศูนย์บริการครบวงจรแห่งแรกของไทย โดย บริษัท เอซเก้ จำกัด ก่อตั้งขึ้นด้วยแนวคิดการยกระดับ E-Commerce ในไทย ซึ่งศูนย์บริการ DPP จะให้บริการภายใต้โมเดล LPDE (Logistic Pay station Drop point E-Commerce) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น L-Logistic ที่สามารถเลือกเซอร์วิส เลือกบริการขนส่งที่หลากหลาย ทั้งภายในและนอกประเทศ โดยทำการขนส่งร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำอย่าง ไปรษณีย์ไทย, DHL, TNT และ CJ Logistics ภายใต้ค่าบริการตามจริง ไม่มีการบวกราคาเพิ่ม สะดวก รวดเร็ว และประหยัดทั้งเงินและเวลา, P-Pay station จุดชำระเงินครบวงจร ทั้งบริการจ่ายบิล ชำระค่าสินค้า เติมเงินโทรศัพท์ ชำระค่าน้ำค่าไฟ จากผู้ให้บริการแถวหน้าของประเทศอย่าง mPAY, D-Drop point กับบริการ Click and Collect สั่งสินค้าออนไลน์ แล้วสามารถไปรับสินค้าตามจุดต่างๆ ของศูนย์บริการ DPP และสุดท้ายกับบริการ E-Commerce ด้วยการประกันภัยออนไลน์รูปแบบ Micro Insuranc อาทิ ประกันอัคคีภัย ประกันการเดินทาง และประกันการขนส่ง

“DPP นอกจากจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์แล้ว เรายังมุ่งมั่นพัฒนาให้ศูนย์บริการนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของธุรกิจชุมชนด้วยงบลงทุนขั้นต่ำเพียง 29,900 บาท ทำให้ DPP เหมือนเป็น Social Enterprise แบบกลายๆ ที่ให้คนในชุมชนชนมีรายได้เพิ่มขึ้น นายเทิดไท กล่าวเพิ่มเติม

ปัจจุบันนี้ศูนย์บริการ DPP มีทั้งสิ้น 170 สาขา โดยมีศูนย์บริการระดับภาค 15 แห่ง และภายในสิ้นปี 2561 นี้ เราวางเป้าขยาย DPP เพิ่มเป็น 200 สาขา และมุ่งให้ครบ 600 สาขา ภายในปี 2562 พร้อมมุ่งเป้าขยายสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ 1,000 จุด ภายในระยะเวลา 5 ปี และจะมีการเพิ่มเติมบริการต่างๆ ที่สามารถทำได้ผ่านการพัฒนา Application ร่วมกับผู้ให้บริการทุกประเภท ให้สาขาสามารถเป็น "จุดสารพัดบริการในที่สุด"

นอกเหนือจากบริการโมเดล LPDE แล้ว DPP ยังวางแผนที่จะเปิดบริการเพิ่มเติมรวมถึงร่วมงานกับพาร์ทเนอร์อีกร่วม 20 รายในอนาคต เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับความสะดวกและตรงตามแนวคิดสารพัดบริการให้มากที่สุด อาทิ การร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ DeeMoney ผู้ให้บริการโอนเงินสู่ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้บริการสามารถขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น รวมทั้งยังเป็นการผลักดันให้สินค้าสัญชาติไทยเป็นที่รู้จักในสากล

“ตลาดสินค้าออนไลน์และตลาดโลจิสติกส์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่หมุนให้เศรษฐกิจไทยเดินทางไปข้างหน้า ยุคนี้ได้กลายเป็นยุคของการขนส่งจากผู้ผลิต ส่งตรงถึงผู้ซื้อโดยตรง และต้องมีการบริการแบบครบวงจรในจุดที่ผู้บริโภคสะดวกสบายที่สุด ซึ่ง DPP จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาเสริมในจุดนี้  นายเทิดไท กล่าวทิ้งท้าย

21 กันยายน 2561

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จัดงานเปิดตัวหนังสือและแกลเลอรี่ SACICT Craft Trend 2019 แสดงเทรนด์งานคราฟต์ภายใต้แนวคิดใหม่Retelling the Detailing

 เปิดตัวหนังสือและแกลเลอรี่ SACICT Craft Trend 2019 


จากความมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรม  สู่แนวทางพัฒนางานหัตถกรรมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) นำโดย คุณอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการ ขึ้นเป็นประธานในพิธีเปิดตัวหนังสือ SACICT Craft Trend 2019 พร้อมจัดแสดงนิทรรศการ โดยจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งได้รวบรวมเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ 4 เทรนด์หลัก ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการผลิตผลงานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด



เปิดตัวหนังสือและแกลเลอรี่ SACICT Craft Trend 2019 งานคราฟต์ภายใต้แนวคิดใหม่Retelling the Detailing จากความมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรม  สู่แนวทางพัฒนางานหัตถกรรมในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) นำโดย คุณอัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการ ขึ้นเป็นประธานในพิธีเปิดตัวหนังสือ SACICT Craft Trend 2019 พร้อมจัดแสดงนิทรรศการ โดยจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งได้รวบรวมเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ 4 เทรนด์หลัก ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและต่อยอดแนวคิดการผลิตผลงานหัตถกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด










โดยจะพยายามให้เทรนด์เหล่านั้นเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งในการทำงานโดยนำมาใช้ประโยชน์เพื่อให้เป็นการพัฒนางานศิลปะหัตถกรรมและต่อยอดสืบไป ซึ่งเทรนด์ต่างๆ นั้นมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นทางเราจึงมีนโยบายการศึกษาวิจัยตลาดมากขึ้นทำ Trend Talk, Guru panel และ ศึกษาแนวโน้มของต่างประเทศอีกด้วย เรามีมุมมองในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบ, นักการตลาด, ผู้ใช้งานผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆที่เข้ามามีส่วนร่วมกับ SACICT ในแต่ละปีก็จะมีความหลากหลายมากขึ้น ช่วยสะท้อนถึงแง่มุมต่างๆในการกำหนดเทรนด์ได้มากขึ้น”



ต่อด้วยเทรนด์ที่สอง ตอบโจทย์ชีวิตผู้คนเมืองใหญ่ที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม กับ Tropical Dream คือ การนำความเป็นธรรมชาติ มาทำให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันด้วยการจำลองบรรยากาศความเขียวไว้ในบ้าน หรือที่ ทำงานรวมถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเติมความสดชื่นให้กับจิตวิญญาณของคนเมือง ผ่านการหยิบชิ้นงานของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ใช้ “ไม้” และเส้นใยธรรมชาติเป็นวัสดุหลัก อาทิเก้าอี้สตูลจากไม้ไผ่ขด เส้นสายจากธรรมชาติที่นำไปสู่รูปทรงและลวดลายที่โดดเด่น โดย Plural Designs และชุมชนงานไม้ไผ่ขด บ้านศรีปันครัว จังหวัดเชียงใหม่ จากโครงการไทยนวัตศิลป์ SACICT ร่วมด้วยการใช้รูปทรงรูปลักษณ์และลวดลายของธรรมชาติมาใช้ได้อย่างลงตัว

เทรนด์ที่สาม Righteous Crafts คือความพิถีพิถันในการพิจารณาว่าสินค้านั้น ๆ มีความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมหรือสังคมอย่างไรหรือไม่ เป็นการหันไปมอง “ที่มาที่ไป” ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของสินค้าแต่ละชิ้น การออกแบบที่นึกถึงวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม การไม่ใช้วัสดุแบบทิ้งขว้างจึงขยายวงกว้างในการออกแบบอย่างหยั่งลึก เห็นได้จากผลงานตะกร้าใส่ของ ผลิตภัณฑ์งานจักสานจากเนื้อไผ่และผิวไผ่ ออกแบบ: Plural Designs และกลุ่มจักสานไม้ไผ่ บ้านก๋ายน้อย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จากโครงการไทยนวัตศิลป์ SACICT ที่นำมาจัดแสดงในนิทรรศการ เรียกได้ว่าเป็นการคิดค้นกระบวนการผลิตที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อม หรือเลือกใช้วัสดุทางเลือกรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้ทดแทน รวมถึงการคืนประโยชน์ให้แก่ชุมชนหรือเจ้าของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นการคืนรายได้ให้ชุมชน พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับเจ้าของภูมิปัญญาอย่างใกล้ชิดอีกด้วย


สุดท้ายกับเทรนด์ที่เกี่ยวพันกับธุรกิจการท่องเที่ยว Surreal Hospitality คือ พูดถึงการออกแบบตกแต่งสถานที่ต่างๆ ในรูปแบบที่จะสามารถสร้างความประทับใจจนเกิดการแชร์และบอกต่อได้ ซึ่งเป็นผลจากพฤติกรรมส่วนหนึ่งจากกลุ่มเจเนอเรชั่นY โดยเป็นกลุ่มที่น่าจับตาทั้งในฐานะผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว
ที่มีผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวอย่างมหาศาล ดังนั้นการออกแบบในพื้นที่เหล่านั้นจึงเป็นโอกาสให้เกิดงานคราฟต์พื้นถิ่นสุดวิจิตรที่จะได้รับการประยุกต์ให้ร่วมสมัยตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้ได้เป็นอย่างดีมากขึ้น อย่างเช่น ผลงานการออกแบบของคุณกฤษณะลักษณ์ ภัครกุทวี หยิบเอาเสื่อกก มาออกแบบให้เป็นชิ้นส่วนประดับตกแต่งผนัง เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่ดูคุ้นตาสะดุดใจ ประกอบกับการใช้วิธีออกแบบเป็นชิ้นส่วนโมดูลาร์ เพื่อให้ถอดประกอบปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ง่าย เป็นหนึ่งในผลงานจากการประกวด Innovative Craft Award 2018  ซึ่งได้นำมาจัดแสดงนิทรรศการใน
ครั้งนี้อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2561 เป็นต้นไป
ณ Innovative Craft Gallery ชั้น 2 อาคารศาลาพระมิ่งมงคล

ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sacict.or.th

ติดตามข่าวสารที่ www.facebook.com/sacict/

19 กันยายน 2561

เพราะเหตุใดกรุงเทพฯ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งค็อกเทลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บางกอกเบียร์ แอนด์ เบเวอร์เรจ จัดงาน ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ 2018  LA MAISON COINTREAU Thailand 2018


ผู้เข้าแข่งขันจะต้องแข่งขัน 2 รอบและสร้างสรรค์ค็อกเทลหนึ่งสูตรในแต่ละรอบ โดยการแข่งขันรอบ เดอะ โบทานิส จิน    (The Botanist gin) ใช้โจทย์ว่า “การสำรวจฟาร์มในเมืองและรสชาติประจำท้องถิ่น (Exploration into urban farming and local flavors)” ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากเครื่องดื่มที่เกิดจากการ
กลั่นพืชพรรณที่เก็บจากป่าและการแสวงหารสชาติใหม่ๆ ส่วนการแข่งขันที่ใช้คอนยัค เรมี่ มาร์ติน วีเอสโอพี หรือ เอ็กซ์โอ (Rémy Martin VSOP or XO Cognac) ให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า “รสชาติของเครื่องดื่มชั้นเลิศมีผลมาจากการนำเสนอที่เยี่ยมยอดเสมอ (The flavor of a great drink is always impacted by its presentation)” โดย Rémy “Opulence Reveal” ให้ใช้เวลาที่มีในการสำรวจตลาดของท้องถิ่นเพื่อรวบรวมวัตถุดิบและนำมาจัดตกแต่งรวมกัน และ "เปิดเผย" ถึงรูปแบบการตกแต่งค็อกเทล
ในรูปแบบของตนเอง


นายกิตติพัฒน์ ไชยกูล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เรมี่ คอนโทร กรุ๊ป เปิดเผยว่า เพราะเหตุ
ใดกรุงเทพฯ จึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งค็อกเทลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ธุรกิจบาร์เครื่องดื่มในกรุงเทพฯ ปี 2018 มีความสดใส น่าตื่นใจและเปี่ยมเสน่ห์ ลูกค้าต่างชื่นชอบค็อกเทลสูตรซิกเนเจอร์ที่สร้างสรรค์โดยบาร์เทนเดอร์ฝีมือเยี่ยมที่สามารถจับคู่วัตถุดิบที่มีรสชาติเฉพาะเข้ากับเครื่องดื่มสปิริตจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ เรมี่ คอนโทร ได้อย่างลงตัว เพราะค็อกเทลคือการ



เดินทางแห่งรสสัมผัส และงานแข่งขันประจำปี ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ ก็จัดขึ้นเพื่อค้นหาบาร์
เทนเดอร์ผู้สามารถใช้ทักษะในการเชื่อมโยงเรื่องราวแห่งรสชาติอันน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ได้อย่างยอดเยี่ยม”
การตัดสินรอบ เดอะ โบทานิส จิน จะใช้เกณฑ์ “ความอุดมของป่า (Wild)” โดยประเมินผลจากความคิดสร้างสรรค์และพิจารณาว่ามีการใช้วัตถุดิบที่เกินกว่าธรรมเนียมการผสมเครื่องดื่มเดิม ๆ หรือไม่ ค็อกเทลสามารถชูรสชาติของสปิริตได้ หรือไม่ รวมถึงบาร์เทนเดอร์สามารถตีความแนวคิดนี้ได้อย่างถ่องแท้เพียงใด ส่วนรอบการแข่งขันที่ใช้ เรมี่ มาร์ติน จะตัดสินจากการพิจารณากลิ่น รสชาติ การนำเสนอ และความ “ว้าว” ของผลงานการตกแต่ง ซึ่งการแข่งขันทั้ง 2 รอบนี้จะถูกตัดสินโดยคณะกรรมการชื่อดังทั้ง 5 ท่าน ได้แก่ คุณสก๊อต ฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้จัดการด้านให้ความรู้ระดับภูมิภาคและสร้างความสัมพันธ์แห่งเรมี่ คอนโทร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คุณมาร์ค ฮวง แบรนด์แอมบาสเดอร์เรมี่ คอนโทร ประเทศจีน, อาจารย์ธวัชชัย เทพพิทักษ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์และสปิริต, คุณณิกษ์ อนุมานราชธน เจ้าของร้าน ASIA TODAY & TEENS OF  THAILAND (1ใน50บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย) และคุณกีต้าร์-ปฏิญญา เกี่ยวข้อง สาวสวยผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นดีไซเนอร์  เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง แบรนด์ ปฏิญญา



บรรยากาศในการแข่งขัน ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ 2018 เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความน่าตื่นตาตื่นใจ  พร้อมด้วยเสียงเชียร์จากผู้ชมอย่างล้นหลาม ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 8 ท่าน ได้ใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ในการสรรสร้างเครื่องดื่มผสมสุดพิเศษ  เพื่อพิชิตใจกรรมการทั้ง 5 ท่าน โดยผู้ชนะเลิศในการแข่งขันประจำปีครั้งยิ่งใหญ่นี้ ได้แก่ คุณฝาเบียร์ – สุชาดา โสภาจารี  สุดยอดบาร์เทนเดอร์สาวฝีมือฉกาจแห่งร้าน #FindTheLockerRoom และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายในระดับภูมิภาคเอเชีย ที่มาเลเซีย


โดย คุณฝาเบียร์ – สุชาดา โสภาจารี เผยว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นแชมป์ ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ 2018 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการทุกท่านที่ชื่นชอบผลงานในครั้งนี้ ตนรู้สึกภูมิใจ และกดดันที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทย แต่ความกดดันนี้ เป็นความกดดันที่ดีที่จะช่วยสร้างแรงผลักดันให้ตนเองพัฒนาผลงานต่อไป ตนพร้อมและจะพยายามอย่างเต็มที่ในการแข่งขันระดับภูมิภาคที่มาเลเซียเพื่อหวังสร้างชื่อให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย


สำหรับผลงานที่ทำให้คว้าแชมป์มาได้สำเร็จนี้ คุณฝาเบียร์ได้ เปิดเผยว่า “ผลงานชื่อ Till 22nd Century มีส่วนผสมหลักของ เดอะ โบทานิส ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณยายที่ขายของป่า เราเหมาของที่คุณยายนำมาขายและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการแข่ง นอกจากจะได้ของที่มาจากป่าตามโจทย์ที่คณะกรรมการตั้งแล้ว ยังได้ช่วยคุณยายไปในตัวด้วยค่ะ ส่วนอีกผลงาน คือ The Forecaster มีส่วนผสมหลักของ เรมี่ มาร์ติน ซึ่งโจทย์รอบนี้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัส จึงตีความหมายของโจทย์ออกมาเป็นสิ่งที่รู้สึกแต่สัมผัสไม่ได้ นั้นก็คือ สัมผัสที่หก (Six Sense) จึงใช้ไพ่ทาโร่มาเป็นเกณฑ์หลักในการเลือกส่วนผสมของค็อกเทล อาทิ ไพ่ the sun ก็จะใช้ sun flower seed หรือ เมล็ดทานตะวัน, ไพ่ the lover เวลาคนเรามีความรัก เราก็จะเรียกที่รักว่า honey จึงเลือกใช้น้ำผึ้ง และไพ่ the star เลือกใช้มะเฟือง เพราะมีแฉกเหมือนดาวและมีชื่อภาษาอังกฤษ ว่า star fruit ทุกอย่างของ The Forecaster นี้มีที่มาและผ่านการศึกษามาแล้วอย่างดี เพราะอย่างน้อยการที่ตีโจทย์ออกมาให้เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับความเชื่อ ก็อยากจะสร้างให้ความเชื่อที่ดีให้แก่ทุกคน และอยากให้ความหมายที่ดีคงอยู่ในไพ่จริงๆ  





ความคาดหวังในการแข่งขันระดับเอเชีย คือ ไม่ว่าโจทย์การแข่งขันจะเป็นอย่างไร หรือต้องใช้คอนยัคประเภทไหน ก็อยากจะถ่ายทอดให้ทุกคนเห็นถึงประโยชน์คอนยัคให้ได้มากที่สุด เพราะจริงๆ แล้วนั้นคอนยัคสามารถทานคู่กับอาหารได้ทุกแบบ ไม่มีข้อจำกัด รวมถึงการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เพื่อให้คนต่างชาติรู้จักประเทศของเรามากขึ้น และอย่างน้อยหากตนไม่ชนะการแข่งขันก็อยากจะเป็นคนแพ้ที่สมศักดิ์ศรีที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้ 

หลังจากการแข่งขัน ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ 2018 สื่อมวลชน แขกผู้มีเกียรติ และผู้เข้าแข่งขันทุกคน ร่วมเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน พร้อมทั้งถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกัน ตลอดจนการจับสลากชิงรางวัล นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าร่วมชมการแข่งขันจะได้ลิ้มรสค็อกเทลสูตรพิเศษร่วมกัน

ZTE ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักในงานมหกรรมนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิตัลครั้งยิ่งใหญ่

Digital Thailand Big Bang 2018 @ Impact Challenger hall 1-3


ZTE ร่วมสนับสนุนงาน Digital Thailand Big Bang 2018 
เพื่อสนับสนุนนโยบายดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของรัฐฯ โดยนำนวัตกรรมด้านดิจิตอล มาจัดแสดง
ในธีม The Enabler of Digital Life นำเทคโนโลยีคลาวด์, พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม 5G, Big data integration

โดยมีนวัตกรรม 5G เป็นตัวชูโรง กล่าวโดย นายหาน จื้อหมิง ประธานกรรมการ บ.แซดอีที (ไทยแลนด์) จำกัด   เตรียมพบ ZTE ได้ที่บูธหมายเลข C7   
ตั้งแต่วันที่ 19 จนถึง 23 กันยายนนี้  
ณ.อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็คเมืองทองธานี

17 กันยายน 2561

บาร์เทนเดอร์แนวหน้าของเมืองไทยร่วมประชันฝีมือในรายการ La Maison Cointreau Thailand 2018


การแข่งขันผสมเครื่องดื่มประจำปี  เพื่อเฟ้นหาสุดยอดบาร์เทนเดอร์เข้าแข่งขันรอบตัดสินในระดับภูมิภาค

กิตติพัฒน์ ไชยกูล (ที่1 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ เรมี่ คอนโทร กรุ๊ป พร้อมด้วย
สก๊อต ฟิตซ์เจอรัลด์ (ที่3 จากขวา) ผู้จัดการด้านให้ความรู้ระดับภูมิภาคและสร้างความสัมพันธ์แห่งเรมี่ คอนโทร
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มอบรางวัลชนะเลิศแก่ สุชาดา

การตัดสินจะพิจารณาจากความหลากหลายขององค์ประกอบ ทั้งเรื่องรสชาติ การนำเสนอและการตีความแนวคิด รวมถึงการเลือกสรรวัตถุดิบอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับรสชาติของเครื่องดื่ม เรมี่ คอนโทร โดยมีกรรมการชื่อดังทั้ง 5 ท่านเป็นผู้ตัดสิน ได้แก่ คุณสก๊อต ฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้จัดการด้านให้ความรู้ระดับภูมิภาคและสร้างความสัมพันธ์แห่งเรมี่ คอนโทร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, คุณมาร์ค ฮวง แบรนด์แอมบาสเดอร์เรมี่ คอนโทร ประเทศจีน, อาจารย์ธวัชชัย เทพพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์และสปิริต, คุณณิกษ์ อนุมานราชธน เจ้าของร้านASIA TODAY & TEENS OF THAILAND (1ใน50บาร์ที่ดีที่สุดในเอเชีย) และคุณกีต้าร์-ปฏิญญา เกี่ยวข้อง สาวสวยผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นดีไซเนอร์ เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง แบรนด์ ปฏิญญา โดยหลังประกาศผลผู้ชนะจะมีการจัดงานปาร์ตี้เพื่อเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่

การแข่งขันผสมเครื่องดื่มประจำปีเพื่อเฟ้นหาสุดยอดบาร์เทนเดอร์เข้าแข่งขันรอบตัดสินในระดับภูมิภาค
บริษัท บางกอกเบียร์ แอนด์ เบเวอร์เรจ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เรมี่ คอนโทร จัดงาน ลา เมซอง คอนโทร ไทยแลนด์ 2018 (La Maison Cointreau Thailand 2018) เฟ้นหาสุดยอดบาร์เทนเดอร์เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย  ซอยสุขุมวิท 11 ในวันพุธที่ 12 กันยายน 2561 เวลา 15.00 – 20.30 น.


#FindThePhotoBooth

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย

ปอร์เช่ ประเทศไทย ร่วมเติมเต็มไลฟ์สไตล์สุดหรูของเหล่าสุภาพบุรุษนำรถอี-ไฮบริดรุ่นเด่นอวดโฉมในงาน


ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่าง เป็นทางการ ได้สร้างความเชื่อมั่นในด้านการดูแลหลังการขายให้กับลูกค้าปอร์เช่ทุกท่าน ด้วยทีมวิศวกรที่ผ่านการ ทดสอบระดับเหรียญทอง (ZPT3 Gold Theory Test & Recertification) ถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามี จำนวนมากที่สุดของศูนย์รถยนต์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคทั้งหมด 12 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง ความสำคัญ ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย โดย เอเอเอส ทุ่มงบการอบรมวิศวกร ของเราให้มีคุณภาพสูงสุด ตามนโยบาย หลักของบริษัทที่ว่า “เอเอเอส ดูแลทั้งรถและคุณ AAS Looking after YOU and your CAR” เพื่อให้ท่านมั่นใจได้ว่า “AAS The Name you can Trust” ซึ่งพิสูจน์ให้ท่านได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาดำเนินงานมากกว่า 30 ปี

Gaysorn Menllennial 2018

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) เผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย  ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมเติมเต็มไลฟ์สไตล์สุดหรูของเหล่าสุภาพบุรุษ ด้วยการเปิดตัวปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) อย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดแสดงรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) ในงาน Gaysorn Menllennial ระหว่างวันที่ 10 -16 กันยายน 2561 ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเกษรวิลเลจ




ภายในงาน Gaysorn Menllennial เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าชายหนุ่มที่มีไลฟ์สไตล์สุดฮิป โดยปอร์เช่ ประเทศไทยได้ขนยนตรกรรมอี-ไฮบริดที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองไปร่วมจัดแสดง ซึ่งไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Cayenne E-Hybrid) อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย โดยเหล่าผู้ร่วมงานสามารถสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของกับที่ สุดแห่งยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้งขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder) อัตราการบริโภคน้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 – 31.2 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 – 72 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สนนราคาที่ 7.5 ล้านบาท

ในงานนี้ เอเอเอสฯ นำรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo)  ที่สุดแห่งการออกแบบสุดหรูหราและล้ำสมัยด้วยรูปแบบที่นั่ง 4+1 พรั่งพร้อมด้วยความอเนกประสงค์ โดดเด่นด้วย ฝากระโปรงท้ายขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 520 ลิตร และพนักพิงหลังบริเวณห้องโดยสารตอนท้าย สามารถพับเก็บและ



เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ถึง 1,390 ลิตร พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4-E Hybrid Sport Tur-ismo) คันนี้ให้พลังงานการขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 กิโลเมตรต่อ ลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 56 กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาเริ่มต้น 9.5 ล้านบาทมาร่วม อวดโฉมด้วย


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Porsche Centre Bangkok โทร. 02-522-6655
Porsche Centre Pattanakarn โทร. 02-369-1111
Porsche City Showroom Siam Paragon ชั้น 2 โทร. 02-610-9911

บอสป๊อป-พีรวัฒน์ พลประจักษ์ ผู้บริหาร “กู๊ด เซนส์ ประเทศไทย”

รับรางวัลสุดยอดผู้นำและนักบริหาร  ปี 2018
     

เมื่อเร็วๆ  นี้ คุณพีรวัฒน์ พลประจักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กู๊ดเซนส์ (ประเทศไทย) จำกัด  เจ้าของผลติภัณฑ์อาหารเสริมไฟเบอร์สูง อาหารเสริมของคนรักสุขภาพ  “GST Fibery By Margie-
จีเอสที ไฟเบอรี่ โดย มาร์กี้”  เข้ารับรางวัล  “30 CEO Thailand Awards 2018 –สุดยอดผู้นำและนักบริหาร”  ที่จัดโดยสมาคมนักธุรกิจอาเซียน  


คุณพีรวัฒน์ พลประจักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กู๊ดเซนส์ (ประเทศไทย) จำกัด  

เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณค่าของการคิดค้น พัฒนา ปรับปรุง ทั้งด้านคุณภาพ และการผลิต การตลาดที่ดี  ทั้งยังเป็นการยกย่อง ส่งเสริม บุคคล องค์กร ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน รวมทั้งเป็นเครื่องการันตี ทั้งด้านคุณภาพ นวัตกรรม และเป็นการส่งเสริมต่อยอดธุรกิจต่อไปในอนาคต โดยมี หม่อมหลวงวันชัย นวรัตน์ เป็นประธานในงาน จัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ทีโอที แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 

12 ปี “เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน” เดิน-วิ่งการกุศล

ส่งพลังใจให้ชายแดนใต้-ผู้ป่วยมะเร็ง  



การแข่งขันมินิมาราธอน เดินวิ่งการกุศล “เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน” ปีที่ 12 จัดโดย กลุ่มเซ็นทรัลและกองทัพบก ยิ่งใหญ่สมการรอคอย มีนักวิ่งกว่า 6,000 คนเข้าร่วมงาน รายได้สมทบทุนช่วยเหลือเหล่าผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายภาคแดนใต้ และสมทบทุนสร้างโครงการ “บ้านพิงพัก” (Pink Park Village) สถานบำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งในสตรีที่ยากไร้  เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2561 ที่ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์


พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกเจ้าแรกที่จัดการแข่งขันโปรแกรมวิ่งการกุศลขึ้น โดยได้ริเริ่มกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนตั้งแต่ปี 2550 ในชื่อโปรแกรม Central Group Mini Marathon (เซ็นทรัลกรุ๊ป มินิมาราธอน) ภายใต้คอนเซ็ปต์ RUN FOR LOVE AND PEACE วิ่งเพื่อรักและสันติภาพ จนปัจจุบันได้ก้าวสู่ปีที่ 12 โดยกิจกรรมดังกล่าวนอกจากจะช่วยส่งเสริมการออกกำลังกายให้มีสุขภาพแข็งแรง  ยังนับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน พร้อมแบ่งปันความห่วงใยให้แก่กันเสมอ ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานเกือบ 6,000 คน แบ่งประเภทของการแข่งขัน ออกเป็น ประเภทมินิมาราธอน ระยะทาง 10 กิโลเมตร , ประเภท 6 กิโลเมตร  และกิจกรรมเดินเพื่อสุขภาพ ระยะทาง 3 กิโลเมตร โดยนักวิ่งทุกคนเมื่อเข้าเส้นชัยได้รับเหรียญผู้พิชิตเป็นที่ระลึก 


โดยผลการแข่งขันประเภท 10 กิโลเมตร  โอเวอร์ออลชาย ได้แก่ Mr.Harry Johnston ทำเวลาได้ 32.30 นาที, โอเวอร์ออลหญิง ได้แก่ Fizita Mohamed ทำเวลาได้ 38.28 นาที และประเภท 6 กิโลเมตร นักวิ่งชาย ได้แก่ พิชัย หงษ์จันทร์ ทำเวลาได้ 21.41 นาที, นักวิ่งหญิง ได้แก่  เยาวภา ทองแซก ทำเวลาได้ 30.35 นาที  บรรยากาศการแข่งขันเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขจากเหล่านักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต่างพร้อมใจกันวิ่งเพื่อส่งมอบความรักให้กับพี่น้องคนไทยกันอย่างคับคั่ง

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรม CENTRAL Group  Mini Marathon พบกันใหม่ในปีหน้า โดยสามารถติดตามประมวลภาพการแข่งขัน หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.centralgroup.com หรือ Facebook : CentralGroupThailand และ IG : CENTRAL Group

มูลนิธิเอสซีจี จัดกิจกรรม “Run for Heroes” เดิน-วิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ป่า

ประสานพลังนักวิ่ง ศิลปิน-ดาราจิตอาสา และเครือข่ายองค์กรกัลยาณมิตร สมทบทุนซื้ออุปกรณ์ลาดตระเวนส่งกำลังใจ
สู่เจ้าหน้า
ที่พร้อมปฏิบัติงาน




มูลนิธิเอสซีจี ประสานพลังความร่วมมือ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยหน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สานต่อเจตนารมณ์ส่งเสริมการสร้างขวัญและกำลังใจให้ผู้พิทักษ์ป่า จัดกิจกรรม “Run for Heroes” เดิน-วิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ป่า ภายใต้โครงการ “HANDS FOR HEROES”  รวมมือเรา เพื่อคนเฝ้าป่า โดยระดมนักวิ่ง เหล่าศิลปิน-ดาราจิตอาสา และบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่ง นำรายได้สมทบทุนจัดซื้อชุดอุปกรณ์ลาดตระเวนให้กับเจ้าหน้าที่ พิทักษ์ป่า จุดประกายให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้พิทักษ์ป่า และส่งต่อพลังสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่

นายขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการบริหารมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า มูลนิธิเอสซีจีได้จัดกิจกรรม “Run for Heroes” เดิน-วิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ป่า เพื่อนำรายได้สมทบทุนจัดซื้อชุดอุปกรณ์ลาดตระเวน มอบให้กับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า นำทีมเดิน-วิ่งโดยทีมผู้บริหารมูลนิธิเอสซีจี กลุ่มนักวิ่งและทีมวิ่งจาก “ก้าวคนละก้าว” รวมทั้งนักกีฬา SCG Badminton Academy ทีมชาติไทยและเยาวชน อาทิ “เอิร์ธ-พุธิตา” “สกาย-กิตตินุพงษ์” “มาร์ค-ภาคิน” และ “เฟม-ศุภิสรา” พร้อมด้วยเหล่าศิลปิน-ดาราจิตอาสาและบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ อาทิ “หนุ่ม-คงกระพัน”“โน้ต-วัชรบูล”“เช็ค-สุทธิพงศ์”“แอ๊น-ทิพย์ธิดา” “หนุ่ม-สุรวุฑ” “บิ๊ก-ศรุต” “จิณณ์-จิณณะ” “เจด้า-ศรัณย่า” “โอ้ต-สุรศักดิ์” “อาร์ม-พิพัฒน์” “น้ำฝน-พัชรินทร์” “เมฆ-วินัย” และ “หมอล็อต-ภัทรพล” โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ แบ่งการเดิน-วิ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการประกวดแต่งกายโดดเด่นจากคู่ “พ่อ-ลูก” หัวใจรักษ์ป่า และร่วมสนุกกับกิจกรรม Like & Share โดยผู้ร่วมงานสามารถกดไลค์เฟซบุ๊กแฟนเพจ “HANDS FOR HEROES” และแชร์ภาพถ่ายในงาน พร้อมติดแฮชแท็ก #handsforheroes นำมาแสดงกับเจ้าหน้าที่ประจำบูธเพี่อรับของที่ระลึกจากมูลนิธิเอสซีจี รวมทั้งยังมีการแสดงดนตรีจาก “วงดนตรีทับลาน เรนเจอร์” โดยผู้พิทักษ์ป่าที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งผืนป่าผ่านบทเพลงเพื่อสร้างความบันเทิงตลอดงานอีกด้วย




ในวันนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่หลายภาคส่วนยินดีเข้าร่วมเป็นเครือข่ายองค์กรกัลยาณมิตรผนึกพลังในการช่วยเหลือ อาทิ ซีพีเมจิ, อาหารเช้าซีเรียลคอปป บอล, เซียงเพียวรีลีฟครีม, ดอยคำ, ทิปโก้ บีท ไฮโปรตีน, ไทยพาณิชย์, เบทาโกร ,แบล็คแคนยอน, เครื่องดื่มเกลือแร่ โพคารี่สเวท, บรรจุภัณฑ์อาหารปลอดภัย เฟสท์, มาม่า, ไมโล, ไวตามิลค์, ส.ขอนแก่น, สยามสินธร, น้ำดื่มสิงห์, ออพติมั่ม นิวทรีชั่น,   เอสซีจี, เอสซีจีออนไลน์, เอสซี แอสเสท และ เครื่องดื่มผสมถั่งเช่า โฮลิสแบรนด์ ทำให้มูลนิธิเอสซีจีและกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รู้สึกอุ่นใจได้ว่าในอนาคตเราจะมีเครือข่ายพันธมิตรมาช่วยกันคนละไม้คนละมือทำงานนี้ต่อไป เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่าของผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้พวกเขามีแรงทำงานต่อไป

“Run for Heroes นับเป็นกิจกรรมที่สองของโครงการ HANDS FOR HEROES โดยก่อนหน้านี้ได้ประสบความสำเร็จไปแล้วจากการจัดกิจกรรมเพ้นต์เสื้อ Paint for Heroes ซึ่งในปีนี้เรามีแผนการจัดงานทั้งสิ้น 3 กิจกรรม ส่วนกิจกรรมที่ 3 ได้แก่ คอนเสิร์ต Song from Heroes Song for Heroes จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยโครงการ HANDS FOR HEROES เป็นการขยายแนวทางความช่วยเหลือผ่านการระดมทุนเพื่อนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ลาดตระเวนที่จำเป็นให้แก่ผู้พิทักษ์ป่า จากเดิมที่มูลนิธิฯ ได้มีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาของผู้พิทักษ์ป่าในโครงการ Sharing the Dream Scholarship ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงขณะนี้ โดยได้มอบทุนไปแล้ว 366 ทุน เป็นการตอบแทนความเสียสละทุ่มเทการทำงานหนักและเสี่ยงอันตรายเพื่อปกป้องผืนป่าแทนคนไทยทุกคน ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าได้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้อง ‘ห่วงหน้า พะวงหลัง’ ซึ่งมูลนิธิฯ มุ่งหวังที่จะขยายความร่วมมือในการช่วยเหลือและส่งกำลังใจให้แก่ผู้พิทักษ์ป่าเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต” นายขจรเดช กล่าว

สำหรับการจัดโครงการ “HANDS FOR HEROES” ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน มีผู้ร่วมสมทบทุนแล้วทั้งสิ้น 1,724,105 บาท ซึ่งมูลนิธิฯ ได้นำไปจัดซื้ออุปกรณ์ลาดตระเวนที่จำเป็น เพื่อมอบให้กับผู้พิทักษ์ป่าทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักงานอุทยานแห่งขาติ และสำนักป้องกัน ปราบปรามและควบคุมไฟป่า รวม 18 พื้นที่ในระยะแรก โดยทางมูลนิธิฯ มีแผนจะขยายการสนับสนุนอุปกรณ์ลาดตระเวนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

ด้าน นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า        กรมอุทยานฯ ขอขอบคุณมูลนิธิเอสซีจีที่ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่า โดยนอกจากจะสนับสนุนด้านทุนการศึกษาแก่บุตร-ธิดาของผู้พิทักษ์ป่าแล้ว ยังเห็นความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยการสนับสนุนยุทธปัจจัยที่เป็นเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ในการลาดตระเวน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของผู้พิทักษ์ป่าได้เป็นอย่างดี และขอบคุณทุกภาคส่วนที่พร้อมใจกันเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้  ขอให้ทุกท่านมั่นใจว่าผู้พิทักษ์ป่าทุกนายพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ขณะที่ นายคงกะพัน แสงสุริยะ นักแสดงและพิธีกรชื่อดังที่มาร่วมกิจกรรม กล่าวว่า  ตนและเพื่อนศิลปินดาราต่างพร้อมใจกันเข้าร่วมกิจกรรม Run for Heroes เพราะทราบว่ารายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจากกิจกรรมนี้จะนำไปซื้ออุปกรณ์ลาดตระเวนที่จำเป็นให้แก่ผู้พิทักษ์ป่า ซึ่งที่ผ่านมาตนได้เข้าร่วมกิจกรรมกับมูลนิธิเอสซีจีมาตลอดตั้งแต่ Paint for Heroes รู้สึกดีใจที่สังคมให้ความสำคัญกับผู้พิทักษ์ป่า


“จากที่ได้ทำรายการสารคดีเกี่ยวกับป่า และได้นำเสนอเรื่องราวของผู้พิทักษ์ป่ามาหลายครั้งทำให้เข้าใจดีว่าการทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในป่าไม่ใช่เรื่องง่าย  ผู้พิทักษ์ป่า 1 คน  ต้องดูแลพื้นที่ป่ากว้างใหญ่มาก และต้องเสี่ยงกับอันตรายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ สัตว์ป่าที่ดุร้าย รวมทั้งกลุ่มคนที่ลักลอบ    ล่าสัตว์และตัดไม้ทำลายป่า นับเป็นอาชีพที่ปิดทองหลังพระ จึงอยากฝากถึงทุกคนว่าทุกคนสามารถเป็นอีกหนึ่งกำลังใจและมีส่วนร่วมดูแลผู้พิทักษ์ป่าได้ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับมูลนิธิเอสซีจีเพื่อส่งต่อพลังและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีกำลังใจปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องห่วงหน้า พะวงหลัง” นายคงกะพัน กล่าว

สำหรับผู้สนใจร่วมสมทบทุนเพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังใจมอบให้ผู้พิทักษ์ป่า ทางมูลนิธิฯ ยังมีกิจกรรม Song From Heroes Song For Heroes บทเพลงเพื่อผู้พิทักษ์ป่า ในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2561 ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ชั้น 7 สยามสแควร์วัน เริ่มทำการแสดงเวลา 16.00-19.00 น. โดยได้รับเกียรติจากศิลปินชั้นแนวหน้าของประเทศไทย อาทิ “ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ” “จุ้ย-ศุ บุญเลี้ยง” “วงนั่งเล่น” และ “สุเมธแอนด์เดอะปั๋ง” เป็นต้น ร่วมด้วยศิลปินวงดนตรีจากผู้พิทักษ์ป่า ภายใต้การกำกับและร้อยเรียงบทเพลงการแสดง โดย “มาโนช-พุฒตาล” ราคาบัตร 1,000 บาท 1,500 บาท และ 2,000 บาท โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย นำไปจัดซื้ออุปรณ์ลาดตระเวน

นอกจากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในโครงการแล้วยังสามารถบริจาคเงินสมทบทุน หรือสนับสนุนเสื้อโครงการ HANDS FOR HEROES ผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี “แฮนดส์ ฟอร์ ฮีโร่ส์ โดย
มูลนิธิเอสซีจี” หรือ “Hands for Heroes by SCG Foundation” เลขที่บัญชี 468-0-71691-0 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารตลอดจนรายละเอียดกิจกรรมต่างๆ ของโครงการ

 “HANDS FOR HEROES”
ผ่านทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/handsforheroes

The 4th Print & Embroidery in Northeast 2018




มินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์ ผู้จัด งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 จังหวัด ขอนแก่น เป็นการนำผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ 4 ด้าน  โดยได้รับกียรติจาก ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

The 4th Print & Embroidery 
in Northeast 2018  พิธีเปิดงานแสดงสินค้า  เทคโนโลยีการพิมพ์ แอลอีดี และ จักรปัก สัญจร
ครั้งที่ 4 หรือ (The 4th Print & Embroidery in Northeast 2018) ซึ่งมี นางสาวมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ในฐานะสมาชิกสมาคมงานแสดงสินค้าไทยและออร์แกนไนซ์หลักที่ KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติขอนแก่น


 ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน






การจัดงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 จังหวัดขอนแก่น มินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด ออร์แกนไนซ์ ผู้จัด งานแสดงสินค้า ปริ้นท์เทค และจักรปัก สัญจร ครั้งที่ 4 จังหวัด ขอนแก่น เป็นการนำผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ 4 ด้าน โดยได้รับกียรติจาก ท่านสุชัย บุตรสาระ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิดงาน






เนื่องจากเห็นว่าจังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตสูงและเป็นจุดศูนย์สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความพร้อมทั้งทางด้านการขนส่ง การศึกษาและเป็นศูนย์กลางด้านขอบพัฒนาแนวเศรษฐกิจกระจายโอกาสในการ สร้างงานสร้างอาชีพสำหรับคนต่างจังหวัด


อีกทั้งยังเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางติดต่อสื่อสารของภูมิภาคกงสุลใหญ่ของประเทศ เช่น เวียดนาม
ลาว เปรู และฝรั่งเศส นับเป็นอีกหนึ่งที่ชี้วัดว่าจะเป็นจุดเชื่อมภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับโลกในอนาคต บริษัท วันทูวัน ครีเอชั่น จำกัด และผู้ประกอบการจากกรุงเทพฯเล็งเห็นความสำคัญจุดนี้ จึงเข้ามาขยายตลาดด้านการค้าการลงทุนในจังหวัดขอนแก่น เป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป




ติดต่อสอบถามได้ที่
คุณมินท์ธิตา นิธิกรกุลนันทน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด
โทร.02-060-0795-96,082-4559642
Website : www.printtechexpo.com
Line : printtechexpo

#โรงงานการ์เม้นท์,#ร้านสกรีนเสื้อ,#ร้านปักเสื้อหมวก,
#ร้านขายผ้าค้าส่ง,#ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า,#ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น,#Fabric

16 กันยายน 2561

ยันฮี พรีเซ็นเตอร์ 2018 กลับมาอย่างยิ่งใหญ่



นพ.สุพจน์ สัมฤทธิวณิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารโรงพยาบาลยันฮี
คุณบุญศรี พรหมดวง ผู้บริหารบริษัท สวยด้วยแพทย์ จัดงานแถลงข่าวการประกวด“Yanhee Presenter 2018” ซึ่งเป็นการกลับมาอีกครั้งของการประกวดระดับประเทศ เพื่อคัดเลือกสาว
งามทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาสัมพันธ์ให้กับรพ.ยันฮี และเปิดโอกาสเข้าสู่วงการบันเทิงและอาชีพในฝัน ชิงเงินรางวัลกว่า 1.5 ล้านบาท 




มีผู้ร่วมงานกันอย่างคับคั่งไม่ว่าจะเป็น เชอรี่ ณัฐญาณี รัตนไพฑูรย์ ยันฮี พรีเซ็นเตอร์ ปี 2549, ลูกศร อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์ ยันฮี พรีเซ็นเตอร์ ปี 2543 และมารี เบิร์นเนอร์ ดารานักแสดงมาร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารอินเตอร์ 3  โรงพยาบาลยันฮี เมื่อเร็วๆ นี้

11 กันยายน 2561

โครงการ “AIA Sharing A Life Charity Run”



เอไอเอ ชวนคุณออกมา “วิ่ง” และ “แบ่งปัน” ให้สังคมไปพร้อมๆ กันเพื่อสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของการทำดีเพื่อสังคม ผ่านการเดินวิ่งการกุศล ฉลองครบรอบ 80 ปีเอไอเอ ประเทศไทยใน 11 จุดทั่วประเทศ เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น

เอไอเอ ประเทศไทยขอบคุณพลังความดีกว่า 50,000 คน ที่มาร่วมสร้างปรากฏการณ์ทำดีผ่านกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลครั้งยิ่งใหญ่พร้อมกัน 10 จุดทั่วประเทศ

เอไอเอ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 80 ปี ที่อยู่เคียงข้างคนไทยมาด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสุขภาพและชีวิตที่ดีให้กับประชาชนทั่วประเทศ จัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศลครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้โครงการ “AIA Sharing A Life Charity Run” พร้อมขอบคุณพลังความดีจากคนไทยกว่า 50,000 คน ทั้ง 10 จุดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, พิษณุโลก, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา, นครปฐม, สุพรรณบุรี, ระยอง และสุราษฎร์ธานี และความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐบาล อาทิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานประจำจังหวัด ทั้ง 10 แห่ง โดยในเขตกรุงเทพมหานครได้รับเกียรติจากนายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นำคนไทยร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่เดิน-วิ่งการกุศล 150 ล้านก้าวพร้อมกันทั่วประเทศ และได้ร่วมมอบเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง ในโครงการ “AIA Vitality Workout” เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนในชุมชนมีสุขภาพที่แข็งแรง สอดคล้องกับคำสัญญาของเอไอเอ ที่ต้องการสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) 


มร. ตัน ฮาค เลห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในโอกาสที่ปีนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ครบรอบ 80 ปี และเรามีคำมั่นสัญญาใหม่ที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) จึงเป็นที่มาของโครงการ AIA Sharing A Life Charity Run ซึ่งถือเป็นกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคมในรูปแบบการเดิน-วิ่ง พร้อมร่วมแบ่งปันให้กับองค์กรการกุศลต่างๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทุกท่านที่มาร่วมงานนี้     ยังมีส่วนร่วมในการบริจาคเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งผ่านโครงการ AIA Vitality Workout โดยผมขอเป็นตัวแทนเอไอเอ ประเทศไทย ขอบคุณพลังความดีทั้งหมดกว่า 50,000 คนทั่วประเทศ ที่ออกมาแสดงพลังร่วมกันในวันนี้ พร้อมทั้งผู้บริหารทุกท่านจากหน่วยงานภาครัฐบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และตัวแทนจากทุกภาคส่วน ใน 10 จังหวัดที่จัดงาน AIA Sharing A Life Charity Run ครั้งนี้พร้อมกัน รวมถึงพนักงานเอไอเอ ประเทศไทย ตัวแทนประกันชีวิต ลูกค้าทุกท่าน และประชาชนทุกคน ที่ออกมาร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่ง และกิจกรรมอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านสุขภาพให้กับผู้คนในสังคม อาทิ กิจกรรมตรวจสุขภาพฟรี มอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬาแก่เยาวชน เป็นต้น”

โดยกิจกรรมเดิน-วิ่ง เพื่อการกุศล AIA Sharing A Life Charity Run ใน 10 จุดทั่วประเทศ ยังมีกิจกรรมไฮไลท์ในแต่ละจังหวัดทั้ง 10 แห่ง ที่นอกเหนือจากนอกการมอบเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งในโครงการ AIA Vitality Workout พร้อมกันทั่วประเทศ แล้วยังมีกิจกรรมพิเศษอื่นๆ อีก อาทิ ที่จังหวัดอุดรธานี งานจัดขึ้น ณ สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม โดยมีกิจกรรมมอบมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์กีฬาแก่นักเรียนและโรงเรียนในเครือเทศบาลอุดรธานี และบูธตรวจสุขภาพฟรีสำหรับประชาชนทั่วไป ที่จังหวัดขอนแก่น จัดขึ้น ณ สวนสาธารณะบึงแก่นนคร ซึ่งมีกิจกรรมต่อยมวย จากศูนย์ฝึกกำปั้นมวยไทย เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนที่มาร่วมงาน และที่จังหวัดเชียงใหม่ งานจัดขึ้น ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยประชาชนที่มาร่วมงานยังได้ร่วมชมการแสดงกลองสะบัดชัย โดยนักเรียนโรงเรียนวัดเสาหิน พร้อมกับตรวจสุขภาพเบื้องต้นฟรี เป็นต้น


ทั้งนี้ เอไอเอ ประเทศไทย ยังคงยึดมั่นในการทำความดี ตอบแทนสู่สังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทประกันชีวิตอันดับ 1 ของประเทศไทย และเป็นการฉลองครบรอบ 80 ปี ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย พร้อมกันกับการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทั่วประเทศ

10 กันยายน 2561

วอลโว่ เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี

สุดยอดคอมแพกต์ เอสยูวี


วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 เบนซิน ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท


หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่ภูมิใจนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อมอบนิยามใหม่ของยานยนต์สำหรับคนเมืองด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว และถือเป็นยานยนต์ในตระกูล 40 รุ่นแรกของโลก นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) เพื่อนำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40 ของเราคือ CMAหรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด เนื่องจากเป็นระบบที่ถูกพัฒนาให้สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้หลายระดับ และเหนือสิ่งอื่นใด รถยนต์รุ่นนี้คือการทำให้แนวคิด “90 สู่ 60 สู่ 40” เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูงและระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับและผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”



สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว

มร.ฌอง–เดวิด ฮาเรล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว New XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

มร.ฌอง–เดวิด ฮาเรล กล่าวเสริมว่า “The New  Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่งและพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานและสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”



นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนาและสร้างสรรค์รถยนต์ของเรา ความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง   

ภาพลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี
XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวี ด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. และยกระดับความเป็นยานยนต์อเนกประสงค์ไปอีกขั้น ซึ่งทำให้รถยนต์รุ่นนี้สามารถคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่คุณคาดไม่ถึง!

สมรรถนะและความปลอดภัย

คุณจะเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ฉับไวและทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลังและประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 (190 แรงม้า)  หรือ T5 AWD (252 แรงม้า) โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงสะใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดและปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ

XC40 รุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 พร้อมระบบขับเคลื่อน AWD ที่โดดเด่นที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน มอบแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ซึ่งมอบการทำงานที่ดีเยี่ยมไม่ว่าจะมีน้ำหนักบรรทุกแบบใด มอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 8.0 ลิตร/100 กม. (12.5 กม./ลิตร)
XC40 เพื่อไลฟ์สไตล์คนเมืองที่สมบูรณ์แบบ

การตกแต่งห้องโดยสารถูกติดตั้งด้วยระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่นและสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดีเพื่อขับความเงางามของการตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา ซึ่งพบได้ใน XC40 เท่านั้น

รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระและการขับขี่ระยะไกลได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่ง XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ซึ่งโดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บและเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตา เบาะของนักขับและผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนและสัมผัสแห่งการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางรุ่นที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วได้ถูกนำมาติดตั้งใน XC40 เพียงแค่แตะและปัดเบา ๆ ก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นและแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนคุณกำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดายยิ่งกว่าในขณะขับขี่ พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไอทีของคุณได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจนและดูข้อมูลได้ง่าย โดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียงและการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดายและรวดเร็ว จอยังสามารถปรับความสว่างได้อย่างชาญฉลาดตามลักษณะแสงของสภาพแวดล้อม

ระบบเก็บสัมภาระอัจฉริยะเพื่อคุณ

เราสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อคุณและความต้องการของคุณ ด้วยการให้ความสำคัญอย่างมากกับการผลิตยานยนต์ที่มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสำหรับสิ่งของต่าง ๆ โดยด้านล่างที่พักแขนติดตั้งช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะและสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถของคุณ


พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จ แบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้วและที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ

ระบบ IntelliSafe ใน New XC40
มอบความปลอดภัยในการขับขี่สูงสุด


XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและรองรับการใช้งานที่นำมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวี เกรดพรีเมียมขนาดเล็ก เนื่องจากชีวิตสมัยใหม่ในเมือง ก่อให้เกิดปัญหาที่ซับซ้อนมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้ถนนคนอื่น ๆ XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียดและความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุและหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้น ทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งกว่า ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมือง ได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และ ระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวันรื่นรมย์ไปกับท่วงทำนองแห่งวิถีชีวิตในเมืองใหญ่

สัมผัสนวัตกรรมด้วยเทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกในรถยนต์วอลโว่ XC40 ใหม่ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ XC40 กว้างยิ่งขึ้น

แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของคุณอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่เราทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย