วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

องพจนกรโกศล ดร. (พิสิษฐ์ เถี่ยนบ๊าว) เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง

ร่วมมอบข้าวสารอาหารแห้ง รบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื่อไวรัส (COVID-19) 

พระเดชพระคุณพระเทพสุวรรณเมธี, รศ.ดร.  เจ้าอาวาสวัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร
รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหาร เมตตาเป็นประธานโครงการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19)

พร้อมด้วยองพจนกรโกศล ดร. (พิสิษฐ์ เถี่ยนบ๊าว) เจ้าอาวาสวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ประธานมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์และพระมหาวิจิตร กลฺยาณจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒาราม ประธานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่มที่ 1  นายบุญเชิด  กิตติธรางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครปฐม


สนองพระดำริสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ร่วมกับ วัดมหาสวัสดิ์นาคพุฒธาราม ได้ร่วมมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื่อไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ณ วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆศ นครปฐม

การนี้มูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ ได้ร่วมมอบ เจลแอลกอฮอล์ ขนาด 50 ml. จำนวน 200 หลอด
และสบู่สมุนไพร อิงอิง จำนวน 300 ก้อน เพื่อแจกให้กับประชาชนในครั้งนี้ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ซีพีแรม ร่วมกับ เครือซีพี และบริษัทในเครือ นำอาหาร น้ำดื่ม ข้าวสารไปมอบให้แก่ชาวชุมชนมักกะสัน 6



ซีพีแรม ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ซีพี แบ่งกัน ปันอิ่ม” มอบอาหารมื้อเย็นแก่ชาวชุมชนมักกะสัน ช่วยแบ่งเบาภาระ บรรเทาความเดือดร้อน กว่า 1,000 ครัวเรือน พร้อมส่งความห่วงใยในยามวิกฤตโควิด-19

ซีพีแรม ร่วมกับ เครือซีพี และบริษัทในเครือ นำอาหาร น้ำดื่ม ข้าวสารไปมอบให้แก่ ชาวชุมชนมักกะสัน 6 แห่ง ได้แก่ ชุมชนริมคลองสามเสน, ชุมชนโรงเจมักกะสัน, ชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน, ชุมชนหลังวัดมักกะสัน, ชุมชนบ้านพักนิคมรถไฟมักกะสัน และชุมชนริมบึงมักกะสันซอยรัชฎภัณฑ์ เพื่อแบ่งเบาภาระและความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 และเป็นการต่อยอด โครงการ “ซีพี แบ่งกัน ปันอิ่ม” ที่ได้จัดกิจกรรมแจกอาหารมื้อเย็นพร้อมน้ำดื่มให้แก่ประชาชนในพื้นที่บริเวณรอบอาคารทรู ถนนรัชดาภิเษก ตลอดเดือนพฤษภาคม โดยพี่น้องคนไทยในพื้นที่ล้วนปราบปลื้มใจ และดีใจที่ไม่ทอดทิ้งแม้เป็นช่วงเวลาแห่งมรสุม หวังว่าทุกคนจะมีแรงใจ และแรงกายผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน



ทั้งนี้ ในการนำอาหารเข้าไปแจกจ่ายให้ชาวชุมชน ได้รับอนุญาตจากสำนักงานเขตราชเทวี โดยมีการกำหนดมาตรการความปลอดภัย จัดระยะห่างในการต่อคิวรับอาหาร และการล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ณ จุดตรวจคัดกรอง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ชาวชุมชนทุกคนที่มารับอาหารต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

ททท.ร่วมกับ Line เพิ่มช่องทางการขายออนไลน์ ช่วยผู้ประกอบการกลุ่มท่องเที่ยว



เปิดรับสมัครร้านเข้าร่วมแคมเปญ FREE รับสมัครวันนี้ - 15 มิย. 63
https://lin.ee/2xiPLLe8h/nslu/TAT/SNS

วิริยะประกันภัยสนับสนุน สน.ลุมพินี บริจาคเครื่องบริโภคใส่ "ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ"


พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี รับมอบสิ่งของเครื่องบริโภคสนับสนุน
 “ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ” จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)   โดยมี นางแก้วใจ เชาว์รัตนพิเศษ ผู้จัดการสาขาลุมพินี และ นางสาวสุพรรณา รัชฎาภรณ์กุล  ประธานชมรมตัวแทนสาขาลุมพินี ร่วมกันนำทีมวิริยะจิตอาสาในพื้นที่ส่งมอบสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของประชาชน อาทิ ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม เป็นต้น ณ สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

​โครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ต้องการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยจัดให้มีโครงการ "ตู้ปันสุข ปันน้ำใจ" เพื่อนำมาจัดวางไว้ที่บริเวณหน้า สถานีตำรวจนครบาลทั่วกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้บริษัทฯในฐานะภาคเอกชนซึ่งอยู่ในพื้น
ที่ ลุมพินี จึงขอเป็นส่วนหนึ่งการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมและประชาชน ผู้เดือดร้อนจากวิกฤติ "โควิด19" ตามนโยบายรัฐบาล-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บุ๋ม-ตรีรักจับมือเอ้-ชุติมา เป็นตัวแทนเหล่าศิลปินยุค 90 โครงการสบู่สู้ COVID-19

นำสบู่ป้องกันแบคทีเรเจลแอลกอฮอล์ สบู่เหลว และน้ำดื่มซัน-กรีน มอบให้กับ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อใช้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่สู้วิกฤติโควิด-19
คุณบุ๋ม ตรีรัก รักการดี (ที่ จากขวา) และคุณเอ้ ชุติมา นัยนา (ที่ จากขวา) เป็นตัวแทนของเหล่า ศิลปินยุค 90
ในโครงการสบู่สู้ 
COVID-19 ได้นำสบู่จิ๊กซอว์ มี บูล การ์เดียน โซพ ที่มีส่วนผสมของสาระสำคัญ Chloroxylenol สามารถทำความสะอาดและลดการสะสมของแบคทีเรีย จำนวน 1,000 ก้อน มอบให้โรงพยาบาลที่สอง โดยมีพลเรือตรี ธนรักษ์ เอี่ยวสานุรักษ์ (ที่ จากซ้าย) รองเจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นผู้รับมอบ และยังมีผลิตภัณฑ์ของอีก บริษัทที่เป็นพันธมิตรของโครงการฯ ได้แก่ น้ำดื่มตรา ซัน-กรีน” จำนวน 480 ขวด โดยคุณวรพรรณ สินธุโสภณ (ที่ จากขวา) 
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.จี.เอ็น. วอเตอร์ จำกัด, เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 28 ลิตร โดยคุณณภัชชา จีโชตินันท์ (ที่ จากขวา) ประธานการบริหารการเงิน บริษัท วธูธร จำกัด และ SRS เจลแอลกอฮอล์ จำนวน 50 หลอด และเซริเซ่ สบู่เหลว จำนวน 18 ขวด โดยคุณศิริญญา พงษ์ประยูร ประธานกรรมการ บริษัท เซริเซ่ แมนนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมนำของมามอบให้กับโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ นำไปใช้ทำความสะอาดล้างมือและอาบน้ำหลังจากเสร็จจากวอร์ด COVID-19 และได้ดื่มน้ำสะอาดมีคุณภาพระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในช่วงที่เกิดวิกฤติการระบาดไวรัสโควิด-19


ร่วมส่งกำลังใจให้กับทีมแพทย์ พยาบาล และหน่วยงานต่างๆ โดยการร่วมกันสมทบทุนสนับสนุน 
โครงการสบู่สู้ COVID-19” เพียงบริจาคเงินคนละ 30 บาท ได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ชื่อบัญชี โครงการสบู่สู้ 
COVID-19 เลขที่บัญชี 214-1-42581-7 ในการจัดหาสบู่ที่มีส่วนผสม
ของสารสำคัญ 
Chloroxylenol และอุปกรณ์ป้องกันไวรัส COVID-19 ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ

โดยโครงการแรกจะทำการมอบสบู่ให้กับ 
10 โรงพยาบาล แห่งละจำนวน 1,000 ก้อน ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล
และต่างจังหวัด ด้วยพลังน้ำใจจากคนไทยทั้งประเทศที่ส่งมอบให้คุณหมอ พยาบาล และบุคลากรทางแพทย์
ด้วยหัวใจ แล้วเราจะผ่านวิกฤติไวรัส 
COVID-19 นี้ไปด้วยกัน

สามารถติดตามข่าวสารของ
 “โครงการสบู่สู้ COVID-19” ได้ที่
Facebook : สบู่สู้ COVID-19
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 063-351-9649

อิมแพ็ค เลือกนวัตกรรมเครื่องฉายแสงUVC ฆ่าเชื้อโรค บิ๊กคลีนนิ่งพื้นที่ 140,000 ตร.ม. เตรียมความพร้อมรองรับเปิดบริการอีกครั้ง



(
27 พฤษภาคม 2563) อิมแพ็ค เสริมความเชื่อมั่นพื้นที่เฝ้าระวังและป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ต่อเนื่อง ล่าสุดเลือกนวัตกรรมเครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer ผลงานวิจัยร่วมของ สวทช. และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อพื้นที่ภายในศูนย์ฯ มากกว่า 140,000 ตร.ม. พร้อมรองรับการเปิดบริการอีกครั้ง ภายใต้คอนเซ็ปต์ วิถีใหม่ New Normal มากกว่าความปลอดภัยคือความสมาร์ท

            นายพอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดบริการอีกครั้งภายหลังต้องปิดบริการตามคำสั่งทางราชการ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นานร่วม3 เดือน ซึ่งที่ผ่านมา อิมแพ็ค ได้กำหนดมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด และเมื่อเร็วๆ นี้ทางราชการได้ประกาศผ่อนปรนระยะที่ 2 อนุญาตบางกิจการเปิดบริการได้ ซึ่งรวมถึงอิมแพ็ค ในกลุ่มของการจัดงานประชุม สัมมนา จำกัดจำนวน 50 ท่าน ภายใต้การจัดการด้านสาธารณสุข ที่ต้องห่วงใยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยในรูปแบบชีวิตวิถีใหม่ หรือ New normal ควบคู่มาตรฐานการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ด้วยคอนเซ็ปต์ อิมแพ็ค มากกว่าความปลอดภัยคือความสมาร์ท




โดยให้ความสำคัญกับแนวทางการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งด้านบุคลากร การบริการ และการเลือกใช้นวัตกรรมคุณภาพล่าสุด อิมแพ็ค ได้เลือกนวัตกรรมเครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer ผลงานวิจัยร่วมของศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีส่งเสริมความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานมาใช้ควบคู่กับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อป้องกันและกำจัดเชื้อโรคภายในศูนย์ฯ ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 140,000 ตารางเมตร ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ผู้จัดงาน ผู้มาร่วมงานต่างๆ เมื่อทางราชการประกาศอนุญาตให้เปิดบริการอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบอีกครั้ง

ด้านดร.ศิวรักษ์ ศิวโมกษธรรม ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์กําจัดเชื้อโรคด้วยวิธีการฉายแสงยูวีซี:Germ Saber UVC Sterilizerถือเป็นนวัตกรรมที่ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ สวทช. สถาบันวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพและวิศวกรรมพันธุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมวิจัยพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดการใช้นํ้ายาพ่นฆ่าเชื้อและไม่ทําให้เกิดสารตกค้างจากการปนเปื้อนของสารเคมี สําหรับใช้เป็นเครื่องมือกําจัดเชื้อก่อโรคในโรงพยาบาลและสถานที่เสี่ยงต่างๆ ในเวลาอันจํากัด



ซึ่งปัจจุบันมีจํานวน 2 รุ่น ได้แก่ Germ Saber Station เป็นอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ด้วยการเข็นไปยังจุดต่างๆ ควบคุมการเปิดปิดระยะไกลด้วยรีโมตคอนโทรลคลื่นวิทยุ และ Germ Saber Robot หุ่นยนต์ฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงยูวีซึ่งควบคุมการเปิดปิดและการที่เคลื่อนที่แบบอัตโนมัติด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าภายในที่ขับเคลื่อนชุดล้อ Mecanum ให้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกทิศทางแม้ในสภาพพื้นผิวขรุขระหรือมีเนินเครื่อง Germ Saber Robot ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรี่เพียง 4-6 ชั่วโมงและสามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีกล้องวัดระยะทางรอบเครื่องทั้ง 4 ด้านเพื่อป้องกันการชนสิ่งกีดขวางสามารถสั่งการได้สะดวกผ่านระบบแอนดรอยด์ แอปพลิเคชัน (Android Application เวอร์ชัน 5.0 ขึ้นไป) เหมาะสําหรับใช้งานในพื้นที่ต่างๆในช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่ เพื่อฆ่าเชื้อโรคตามจุดต่างๆ เฉลี่ยจุดละ 30 นาทีหรือเพียง 15 นาทีในระยะ 135 เซนติเมตร ระหว่างจุดฆ่าเชื้อกับตัวเครื่อง โดยผู้ใช้งานสามารถตั้งเวลาการทำงานของหลอด UVC ได้อีกด้วย

สําหรับ Germ Saber ทั้ง 2 รุ่น ติดตั้งจำนวนหลอดกำเนิดแสงยูวีซี 8 หลอด(อายุใช้งานประมาณ 9,000 ชั่วโมง) มีจุดเด่นคือประสิทธิภาพการกำจัดเชื้อโรค 99.9% ฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีความยาวคลื่นอยู่ในย่านความถี่ประมาณ 250 นาโนเมตร เป็นช่วงคลื่นที่มีประสิทธิภาพสูงในการกําจัดและหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ของเชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ บนพื้นผิวเครื่องมืออุปกรณ์ เครื่องมือทางการแพทย์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รวมถึงเชื้อไวรัสที่อยู่ในฝอยละอองที่ลอยในอากาศได้ จึงเหมาะสมในการนํามาใช้ทดแทนหรือเสริมการฉีดพ่นนํ้ายาฆ่าเชื้อโรคจากปกติได้เป็นอย่างดี ช่วยลดระยะเวลาการทําความสะอาด และความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโรคของผู้ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งได้นําต้นแบบ Germ Saber ไปทดสอบการใช้งานที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จากการทดสอบเปิด Germ Saber ในลิฟต์เป็นเวลา 15 นาที ผลปรากฏว่าเชื้อโรคที่พบบริเวณปุ่มกดลิฟต์ถูกกําจัดได้หมด

ดังนั้น การที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งถือเป็นศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมที่มีพื้นที่จัดแสดงงานขนาดใหญ่ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เลือกใช้นวัตกรรม Germ Saber UVC Sterilizer มาใช้เป็นเครื่องมือทำความสะอาดและฆ่าเชื้อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นเรื่องน่ายินดีถึงการตระหนักให้ความสำคัญในความปลอดภัยด้านสุขภาพและเป็นการเฝ้าระวังการแพร่เชื้อที่เหมาะสมก่อเกิดประโยชน์กับส่วนรวมได้อย่างดีที่สุด


วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ”นำผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ลงมอบถุงยังชีพ พร้อม คู่มือพิชิต Covid-19


 ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำทีมคณะผู้บริหารและบุคลากรลงพื้นที่แจกถุงยังชีพ พร้อม “คู่มือพิชิต Covid-19” ซึ่งเป็นคู่มือพิชิตโรคและให้ความรู้ฝ่าวิกฤตสู้ภัยโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งพุทธ มุสลิม และคริสต์ กว่า 6 ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดจากไวรัสโควิด-19 หวังสร้างน้ำหนึ่งใจเดียวกัน


รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เข้าขั้นวิกฤติ เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวลของคนทั้งโลก ทำให้ทุกองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนต่างระดมความคิดความร่วมมือ เพื่อร่วมมือร่วมใจกันในการเตรียมการหาวิธีการรับมือกับไวรัสโควิด-19 เพื่อป้องกันและยับยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาดในวงกว้าง ประชาชนทุกคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต

หลีกเลี่ยงการปะปนผู้คนแบบใกล้ชิด ลดการออกจากที่อยู่อาศัย ทำงานจากบ้าน หมั่นดูแลและรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การอยู่ในช่วงสถานการณ์ระบาดจากไวรัสโควิด-19 เป็นไปได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ทำให้มีประชากรมากมายต้องที่ต้องสูญเสียรายได้จากการที่ต้องเก็บตัวอยู่ในบ้านในช่วงที่โรคระบาดเกิดขึ้นนี้


ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจหลักในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้นำเสนอแนวคิด วิถีฮาลาล เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและความรู้ด้านการป้องกันไวรัสโควิด-19 และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาล ภายใต้ “โครงการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2563” เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้เป็นที่พึ่งของชุมชน พร้อมบรรเทาสาธารณภัยทางด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน อุปกรณ์ป้องกันไวรัสแก่ประชาชนทั่วไป


ลงพื้นที่มากกว่า 6 ชุมชน แจก “คู่มือพิชิต Covid-19” หรือ คู่มือพิชิตโรคและให้ความรู้ฝ่าวิกฤตสู้ภัยโควิด-19 พร้อมด้วยถุงยังชีพ ที่ประกอบด้วย ข้าวสาร ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมัน น้ำปลา สบู่ ผงซักฟอก และหน้ากากอนามัย เพื่อช่วยเหลือประชาชนในชุมชน พร้อมทั้งบรรเทาสาธารณภัยทางด้านความเป็นอยู่ อาหารการกิน อุปกรณ์ป้องกันไวรัสแก่ประชาชนทั่วไป ในพื้นที่พหุวัฒนธรรม ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ได้แก่ โรงเรียนวัดหนองจอก, มัสยิดมหานาค, มัสยิดบางหลวง, วัดกลาง ริดวาน และชุมชนหัวหมากน้อย


สำหรับ “คู่มือพิชิต Covid-19” ให้ความรู้ 6 ด้าน ได้แก่ วิธีห่างไกลโรคโควิด-19 และวิธีการสังเกตตัวเอง, การล้างมือตามหลักสุขอนามัย, วิธีทำแอลกอฮอล์เจล, วิธีทำสเปย์แอลกอฮอล, วิธีการทำ Face Shield และคู่มือการบริหารร่างกายและการออกกำลังกาย ซึ่งคู่มือพิชิต Covid-19 นี้ จะช่วยป้องกันและเฝ้าระวังเพื่อให้เราได้ห่างไกลจากโควิด-19 และยังเป็นประโยชน์สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เราปลอดภัยจากโรคโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้าย



ฌอน​ บูรณะหิรัญ นักคิดนักเขียนชื่อดัง


"ศาสตร์พระราชา​ คือ​ ทางรอด"   โคกหนองนา​ คือ​ ทางแก้ปัญหาทุกวิกฤตอย่างยั่งยืน


กองสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณะสุข รับมอบอินฟราเรด เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้


จากเคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด
และ ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี 

เพื่อส่งต่อให้บุคลากรทางการแพทย์ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ
คุณเสาวภา จงกิตติพงศ์ ผู้อำนวยการกองสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุข ในฐานะตัวแทนศูนย์ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19 รับมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินฟราเรด เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 จำนวน 40 เครื่อง จากคุณภัคพร พิรชัช ผู้แทนคุณกฤติยาณี พรมแพง ผู้บริหาร เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด และ ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี, มิสเตอร์ เอเดรน บล้อค คาโดน่า ไนท์ ออฟ มาลต้า และคุณ สุรศักดิ์  สาโท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอสเซต จำกัด เพื่อส่งต่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศ ณ ที่ทำการกองสุขภาพระหว่างประเทศ ชั้น 5 อาคารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ



คุณเสาวภา จงกิตติพงศ์ ผู้อำนวยการกองสุขภาพระหว่างประเทศ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุข กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ภัคพร พิรชัช ผู้แทนคุณกฤติยาณี พรมแพง ผู้บริหาร เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด มิสเตอร์ เอเดรน บล้อค คาโดน่า ไนท์ ออฟ มาลต้า และคุณ สุรศักดิ์  สาโท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอสเซตจำกัด ที่ได้นำอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินฟราเรด เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนางาน ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุข ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19 ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับบริจาคในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ และสิ่งของที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะส่งถึงมือให้กับบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) นำไปปฏิบัติงานในเรื่องของการคัดกรอง การดูแลชาวไทย ผู้ป่วยที่อยู่ตามบ้าน ซึ่งของที่นำมาบริจาคในวันนี้นับว่าเป็นสิ่งของที่ทางเราต้องการ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการนำไปใช้ในการคัดกรองผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วยที่อยู่ตามบ้าน การนอนติดเตียง หรือการเยี่ยมบ้าน การรับบริจาคในครั้งนี้เราถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนทางสังคม Social Movement ในน้ำใจของคนไทย โดยเฉพาะทางภาคเอกชนที่กรุณานำสิ่งของมาบริจาค ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุข โดยศูนย์ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19 ก็จะนำส่งสิ่งของเหล่านี้ไปถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ที่เรากำหนด อย่างเช่นในจังหวัดที่มีการติดเชื้อ หรือในจังหวัดที่ยังต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุขก็ต้องขอขอบคุณ เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด ไนท์ ออฟ มาลต้า และ บริษัท ไลฟ์สไตล์ แอสเซต จำกัด เป็นอย่างสูงอีกครั้ง ในการมีน้ำใจให้กับทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพในการที่ส่งต่อสิ่งดีๆ อย่างนี้กับสังคมไทยและระบบสุขภาพของเรา ให้เราปลอดภัยในเรื่องของไวรัสโควิด-19 และเราจะผ่านเหตุการณ์ช่วงนี้ไปด้วยกัน และสุดท้ายนี้ทางศูนย์ปันน้ำใจสู้ภัยโควิด-19 ยังต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย, อินฟราเรด เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้, ชุด Rapid tester , เจลแอลกอฮอล์ ,ชุด Isolation Protective, ถุงมือ และเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลและป้องกันตัวเองของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนจากไวรัสโควิด-19  รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภค  ภาคเอกชน หรือประชาชนท่านใด ต้องการบริจาคก็สามารถติดต่อมาได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณะสุข





ด้านคุณกฤติยาณี พรมแพง ผู้บริหาร เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด และ ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี กล่าวว่า เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด และ ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี เป็นผู้ผลิตหน้ากากอนามัยยี่ห้อ My medical care+ , อินฟราเรด เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ ยี่ห้อ Care+ , ชุด Rapid tester , เจลแอลกอฮอล์ ,ชุด Isolation Protective รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ที่จำเป็นในการดูแลและป้องกันตัวเองของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป ธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ Covid-19  ส่งออกไปยังประเทศแถบยุโรปและอเมริกา อีกทั้งเรายังได้นำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ มาจัดจำหน่าย ภายใต้แบรนด์ตัวเอง และแบรนด์อื่นๆ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยการสั่งนำเข้ามานี้ ทางบริษัทได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎข้อบังคับจากกระทรวงสาธารณสุขและจากรัฐบาลไทย ดังนั้นทาง เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด และ ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี จะยังคงเดินหน้าต่อไปในการแบ่งปัน ในการช่วยเหลือสังคมต่อไป ตามที่คุณปีเตอร์ แมคคาเทียร์ ผู้บริหาร ซัสเตนเลินนิ่ง แอลแอลซี อีกท่าน ที่อยู่เบื้องหลังหลัก เคพีพี เอ็ม โกลด์บอล จำกัด ตั้งปณิธานไว้ในเรื่องของการแบ่งปัน และการช่วยเหลือสังคม ตามคอนเซ็บบริษัทที่ยึดถือ 

“การทำประโยชน์เพื่อสังคมเป็นหลัก” เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรง
 ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ จนกว่าจะผ่านพ้นไวรัสโควิด-19 ไปได้."

ออฟฟิศเมท จัด MEGA SALE ลดแรงแซงโควิด คุ้ม 3 ต่อ ยิ่งช้อปยิ่งประหยัด!


ออฟฟิศเมท ชวนช้อป #ฝ่าวิกฤตCOVID-19 จัดแคมเปญ “MEGA SALE” #ลดแรงแซงโควิด คุ้ม 3 ต่อ…ยกขบวนสินค้าแบรนด์ชั้นนำ ไอเทมสำคัญที่จำเป็นสำหรับธุรกิจเล็กใหญ่ มาลดราคาจัดเต็มสูงสุด 90% พร้อมแจกโค้ดส่วนลดเพิ่มให้ใช้ได้ทันที และแจก E-Voucher  สำหรับสั่งซื้อสินค้าครั้งต่อไปให้อีกรัวๆ! มาช้อปประหยัดและลดต้นทุนธุรกิจ #สู้โควิดไปด้วยกัน ได้แล้ววันนี้ – 31 พ.ค. 2563 

ต่อที่ 1 ลดราคาสูงสุด 90% ให้ธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่ายสู้โควิด ออฟฟิศเมทจัดให้เน้นๆ สินค้าไอเทมเด็ดคุณภาพดีจากแบรนด์ดัง ทั้งเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน ลดสูงสุด 90% เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้สำนักงาน ลดสูงสุด 73% เสริมทัพการทำธุรกิจ ด้วยปริ้นเตอร์ หมึกพิมพ์ และโทนเนอร์ ลดสูงสุด 70% และสินค้าอื่นๆ ทั้งอุปกรณ์ไอที อุปกรณ์เสริมคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก สำหรับ Work From Home จัดโปรโมชั่นพิเศษแบบคุ้มสุดๆ ให้คุณสุขจัดเต็ม ช้อปได้สะดวกทุกช่องทาง พบกันได้ที่ร้านออฟฟิศเมทและออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อ Contact Center 1281 หรือช้อปง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ officemate.co.th, OfficeMate Mobile App และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate 

ต่อที่ 2 ลดเพิ่มอีกสูงสุด 2,000 บาท* รับโปรโมชั่น on-top ลดทันที 3% เมื่อช้อปครบ 3,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ หรือลดทันที 5% เมื่อช้อปครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ (ส่วนลดสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท) *ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

พิเศษ! เอาใจสายช้อปออนไลน์โดยเฉพาะ เมื่อช้อปที่ officemate.co.th, OfficeMate Mobile App และ Chat & Shop ที่ Line: @OfficeMate ตั้งแต่วันนี้ – 31 พ.ค. 2563 รับโปรโมชั่นสุดคุ้มต่อที่ 3

ต่อที่ 3 ยิ่งช้อปยิ่งได้ เมื่อช้อปออนไลน์กับออฟฟิศเมทครบ 10,000 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ        รับ OfficeMate E-Voucher มูลค่า 1,000 บาท หรือ ช้อปครบ 5,000 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ รับ OfficeMate E-Voucher มูลค่า 500 บาท สำหรับใช้เป็นส่วนลดในการช้อปออนไลน์ครั้งถัดไป  (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

ออฟฟิศเมทจัดเต็มความสะดวก บริการจัดส่งฟรีถึงที่เพียงช้อปครบ 499 บาท (*ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2Xxi9ZP

“CEA” ผนึก 3 ผู้กำกับดัง

ปลุกพลัง 1 วินาทีสร้างสรรค์ กับโครงการ
“ONE SECOND THAILAND”

      ​“CEA” ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์แบบไทย ๆ กับโครงการ “ONE SECOND THAILAND : วินาทีสร้างสรรค์” ชวนร่วมประกวดคลิปวีดีโอความยาว “1 วินาที” นำมาเล่าเรื่องใหม่ในรูปแบบหนังสั้น ผ่าน 3 ผู้กำกับชื่อดังแห่งยุค บาส–ณัฐวุฒิ, เติ้ล-กิตติภัค และไก่-ณฐพล หวังจุดกระแสการขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นพลังเดินหน้าประเทศไทยในยุค New Normal


          นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (สศส.) หรือ CEA  เปิดเผยว่า CEA ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ มีความเชื่อว่า “ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์นั้นมีอยู่ในตัวคนทุกคน” และพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์สามารถสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ได้ โดยเฉพาะในยุคที่หลายคนสามารถสร้างคอนเทนต์ได้เองอย่างง่ายๆ ด้วยเทคโนโลยีในมือ CEA จึงอยากจะชวนคนไทยปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ จุดประกายไอเดียใหม่ ๆ จากอาหารหนึ่งจาน สถานที่หนึ่งที่ หรือไอเดียการแก้ปัญหาหนึ่งอย่าง เมื่อถ่ายทอดจากมุมมองของแต่ละคน จะเป็น 1 วินาทีที่แตกต่าง และเมื่อนำมาร้อยเรียงใหม่จะเป็นผลงานความคิดสร้างสรรค์ชิ้นใหญ่ที่มีพลังของคนไทย ปลุกแรงบันดาลใจแห่งความสร้างสรรค์ระดับประเทศต่อไป กับโครงการ “One Second Thailand : วินาทีสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นครั้งแรกของเมืองไทยที่มีโครงการประกวดคลิปวิดีโอความยาว 1 วินาที โดยแบ่งออกเป็น 3 หมวด ดังนี้

      ​1.  วิเดียวกินแบบไทย : ชวนเล่าเรื่องการกินของคนไทย ที่สามารถสรรสร้างและพลิกแพลงภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ให้เข้ากับวิถีชีวิตในแต่ละยุคสมัย และยังสามารถต่อยอดเป็นกิจการระดับครัวเรือนหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ให้ชาวโลกทึ่งไปกับวิถีการกินของคนไทยที่ไร้ข้อจำกัด

      ​2.  วิเดียวเที่ยวไทย : เล่าเรื่องการท่องเที่ยวไทยที่แสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ วิถีและประเพณีชุมชน ของที่ระลึกและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงการออกแบบประสบการณ์เพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

      ​3.  วิเดียวไทยสไตล์ : เล่าการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ การประดิษฐ์คิดค้น และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นแบบไทย ๆ ที่ใช้ผ่าทางตันปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างน่าทึ่งและไม่เหมือนใคร ผนวกกับอุปนิสัยของคนไทยที่เป็นคนสบาย ๆ และมีอารมณ์ขัน ทำให้เกิดเป็นงานที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นที่สนใจทั้งคนในประเทศและนานาชาติ


          “การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตแบบใหม่ที่เรียกว่า New Normal หรือความปกติใหม่ ทำให้เราไม่สามารถคิดเหมือนเดิม ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ภาคธุรกิจไม่สามารถค้าขายแบบเดิม ๆ ได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกันด้วยก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ หลายคนใช้ความคิดสร้างสรรค์มาปรับธุรกิจของตัวเองในช่วงนี้ เราต้องการทำให้เห็นว่า จิ๊กซอว์ความคิดสร้างสรรค์เล็ก ๆ ของคนแต่ละคนนั้น เมื่อนำมารวมกันจะเห็นเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่และมีพลัง เราต้องการต่อยอดให้เกิดเป็นกระแสขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ (Creative movement) เพราะความคิดสร้างสรรค์คือพลังและความหวังที่จะช่วยเดินหน้าประเทศไทยต่อในยุคหลังโควิด-19 ซึ่งหลาย ๆ สิ่งอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว ​

ทั้งนี้ CEA จะนำคลิปวินาทีสร้างสรรค์ ความยาว 1 วินาที ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 60 รายต่อหมวด มาร้อยเรียงกันเพื่อเล่าเรื่องใหม่ ผ่านมุมมองของ 3 ผู้กำกับดังแห่งยุค ได้แก่ คุณบาส – ณัฐวุฒิ พูนพิริยะ จากผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาด เกมส์ โกง”, คุณเติ้ล - กิตติภัค ทองอ่วม จากผลงานจากผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง “ตุ๊ดซี่ส์แอนด์เดอะเฟค” และ คุณไก่ - ณฐพล บุญประกอบ จากผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่อง “2215 เชื่อ กล้า บ้า ก้าว” โดยจะออกมาเป็นรูปแบบของหนังสั้นความยาว 1 นาที ในชื่อว่า   “ONE MINUTE THAILAND : สู่นาทีสร้างสรรค์” ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานประกวดพร้อมคำอธิบายสั้นๆ ด้วยการอัพโหลดคลิปวิดีโอ 1 วินาทีสร้างสรรค์ เข้ามาได้ถึง 4 ช่องทาง ได้แก่

• เว็บไซต์ www.onesecondthailand.com 
• LINE official : OneSecondThailand
• Facebook fanpage : Thailand Creative & Design Center (TCDC)
• Instagram ส่วนตัวของคุณ โดยเปิด Public พร้อมใส่ hashtag #OneSecondThailand ตามด้วยหมวดที่ต้องการส่งประกวด เช่น #วิเดียวกินแบบไทย, #วิเดียวเที่ยวไทย, #วิเดียวไทยสไตล์

          เริ่มส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม – 4 กรกฎาคม 2563 โดยจะประกาศรายชื่อเจ้าของผลงานและคลิปวิดีโอที่ได้รับเลือกในวันที่ 11 สิงหาคม 2563 ซึ่งคลิปวีดีโอที่โดนใจคณะกรรมการมากที่สุด จำนวน 60 คลิปต่อหมวด จะได้รับรางวัลเงินสด รางวัลละ 3,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลทั้งหมด 540,000 บาท โดยทาง CEA จะนำคอนเทนต์ไปต่อยอดร่วมกับโครงการอื่น ๆ ในอนาคตต่อไป

สสว. ผนึกกำลัง 4 มหาวิทยาลัยรัฐ“ปั้น ”ผู้ประกอบการให้เป็น“ดาว”

เร่งขยายธุรกิจหวังกระตุ้นการเติบโตแบบก้าวกระโดด
สสว. จับมือร่วมกับ 4 ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Excellence Center) จากมจพ.มช.มข.และมอ.จัดงานแถลงข่าวเปิด“โครงการปั้นดาว ปี 2563” เดินหน้าพัฒนาเชิงลึก แบบครบวงจร ให้ผู้ประกอบการSME และวิสาหกิจทั่วประเทศทุกระดับไม่น้อยกว่า 180 ราย ตั้งเป้าปั้นผู้ประกอบการดาวรุ่งได้ไม่น้อยกว่า 60 ราย คาดเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 40 ล้านบาท

วันนี้ (27 พฤษภาคม 2563) มีการแถลงข่าว “โครงการปั้นดาว ปี 2563”ในรูปแบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ผ่านแพลทฟอร์มออนไลน์ ZOOM Meeting โดยได้รับเกียรติจากนายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)พร้อมด้วยผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยพันธมิตรทั้ง 4 แห่งร่วมกันแถลงข่าว



นายวีระพงศ์ เปิดเผยว่าโครงการปั้นดาวเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องส่งเสริมและเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตัวทางธุรกิจได้แบบกระโดดโดยนำร่องจากวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดกาฬสินธุ์และแม่ฮ่องสอน ที่ใช้วัตถุดิบหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในการผลิตสินค้าหรือบริการจนได้อัตลักษณ์ของตนเอง และกลุ่มวิสาหกิจที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้หรือประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการ เช่น กลุ่ม Startup และกลุ่มสินค้าศักยภาพในตลาดต่างประเทศซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จึงขยายตัวเกิดเป็นโครงการส่งเสริมเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในปี 2562โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยพันธมิตรจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศ(Excellence Center)จำนวน 8 แห่งทั่วประเทศ ทำการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งทั้งด้านเกษตรและธุรกิจชุมชน เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 11.45 เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 317 ล้านบาท 

“ในปี2563สสว.จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อยอดโครงการปั้นดาว ปี 2563ขยายพื้นที่ดำเนินงานให้ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ดูแลพื้นที่ครอบคลุม 26 จังหวัด ในกรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เน้นพื้นที่ 17 จังหวัดในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น20 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รับผิดชอบใน 14 จังหวัด ในภาคใต้” นายวีระพงศ์กล่าว




รายละเอียดกิจกรรมโครงการ
กิจกรรมที่ 1ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจำนวน 45 ราย/หน่วยร่วม เข้าการอบรมเชิงลึก หลักสูตรต่อเนื่องระยะเวลา 4 วัน ประกอบด้วย 
1.การอบรมเชิงลึกพร้อมรับคำแนะนำและข้อเสนอแนะจากที่ปรึกษา (Mentor) เพื่อจุดประกายความคิด เรื่องแนวคิดและแนวโน้มความต้องการของตลาดเพื่อปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้า บริการ  หรือผลิตสินค้าและบริการใหม่ๆ
2. อบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop) ใน 4 ประเด็น ได้แก่
- ฝึกทักษะเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสียหรือลดค่าใช้จ่ายของสินค้าหรือบริการ
- ฝึกทักษะเพิ่มศักยภาพช่องทางการตลาดออนไลน์ 
- พัฒนาปรับปรุง Facebook , Website พร้อมนำเสนอธุรกิจ
- การประเมินศักยภาพตนเอง (Self-Assessment) 
กิจกรรมที่ 2กิจกรรมการให้คำปรึกษาและพัฒนาเชิงลึก 3 ด้าน (ผู้ประกอบการสามารถเลือกพัฒนาได้เพียง 1 ด้าน)  ได้แก่  
1. การพัฒนาหรือสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ
          2. การออกแบบโดยใช้วิทยาศาสตร์ หรือ นวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายหรือพัฒนา Brand/Logo/สื่อการตลาด 
          3. นำเทคโนโลยี เครื่องจักรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ในธุรกิจ เพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิต การบริหาร หรือมาตรฐานสินค้าหรือบริการ
กิจกรรมที่ 3กิจกรรมส่งเสริมแนะนำในการสร้างช่องทางการค้า และสร้างโอกาสทางการค้า โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีศักยภาพหน่วยละ  15 ราย เข้าร่วมกิจกรรมการขายในตลาดจริงในช่วงเดือนกันยายน 2563

ผอ.สสว. เผยอีกว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการดำเนินงานพัฒนาผู้ประกอบการเชิงลึก แบบเข้มข้นครบทุกด้าน ซึ่งคาดจะสามารถพัฒนาต่อยอดผู้ประกอบการและวิสาหกิจทุกระดับจำนวน 180 ราย เกิดผู้ประกอบการดาวรุ่งไม่น้อยกว่า 60 ราย ที่สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ประมาณ40 ล้านบาท
ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการอบรมหลักสูตรต่อเนื่อง 3 วันประกอบการด้วยการอบรมเชิงลึก พร้อมที่ปรึกษา (Mentor)  จุดประกายความคิดและอบรมเชิงปฏิบัติ (Workshop)4 ด้านการฝึกทักษะเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ช่องทางการตลาดออนไลน์ และการประเมินศักยภาพตนเอง (Self-Assessment)  และเลือกพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองแบบเชิงลึกได้อีก 1 ด้านเช่น การพัฒนาหรือสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ  การออกแบบ การใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความสูญเสีย ลดค่าใช้จ่ายพัฒนาตราสินค้า สื่อการตลาด  มาตรฐานการต่างๆเป็นต้น ก่อนนำเข้าสู่การทดลองตลาดในช่วงเดือนกันยายน 2563

ติดตามความเคลื่อนไหวโครงการปั้นดาว ปี 2563ได้ ทาง FacebookPage : Osmepสสว.






วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

วิสาหกิจชุมชนเกาะทวดฯ จับมือ แม็คโคร ฝ่าโควิด-19

ส่งผักปลอดภัย ส้มโอดัง จากชาวสวนและโรงเรียนในพื้นที่
ขึ้นห้าง

ไม่มีใครคาดคิดว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะส่งผลกระทบรุนแรงและยาวนาน ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนเข้มแข็งอย่าง “วิสาหกิจชุมชนเทศบาลตำบลเกาะทวด” จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีรายได้หลักจากการส่งออก ส้มโอทับทิมสยาม ส้มโอทองดี ไปขายยังประเทศจีน และส่งผักปลอดภัย ผักพื้นบ้าน ขายในประเทศ ที่โดนแรงสั่นสะเทือน ทำให้ผลผลิตในพื้นที่ต้องการตลาดเพื่อระบาย หารายได้ทดแทนการส่งออกที่หายไปนั่นทำให้ “บุญรวย คงเกาะทวด” ประธานวิสาหกิจชุมชนเทศบาลตำบลเกาะทวด ได้พบกับ “แม็คโคร”
@ผลผลิตดีแต่มีปัญหา “ตลาด”
“เมื่อก่อนเกษตรกรที่นี่ปลูกผลผลิตตามกระแส ใครบอกว่า ปาล์มขายดีก็แห่ปลูกกัน พอผลผลิตออกมาก็ล้น ราคาก็ต่ำ ผมจึงเสนอแนวคิดให้เกษตรกรปลูกพืชสร้างรายได้ เป็นที่ต้องการ อย่าง ส้มโอทับทิมสยาม ส้มโอทองดี นอกจากนี้ยังมีคนสนใจเรื่องสุขภาพก็มารวมกลุ่มกัน ปลูกผักปลอดภัย ผักอินทรีย์ ไปด้วยเลย” บุญรวย บอกเล่า
เกษตรกรหลายร้อยครัวเรือน จึงมารวมตัวกัน ใช้พื้นที่เพาะปลูกมากกว่า 500-600 ไร่ ลงมือลงแรงแปลงเป็นสวนส้มโอทับทิบสยาม ส้มโอทองดี ผักอินทรีย์ ผักปลอดภัย ต่าง ๆ ส่งผลผลิตขายในนาม “วิสาหกิจชุมชนเทศบาลตำบลเกาะทวด” จนส้มโอเลื่องชื่อ ตลาดส่วนใหญ่ส่งออกไปขายยังประเทศจีน ส่วนผักกระจายไปยังตลาดสด ร้านอาหาร โรงแรม ใกล้เคียง


ผักจากวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะส่วนหนึ่งมาจากแปลงปลูกของโรงเรียน 4 แห่ง ฝีมือเกษตรกรรุ่นเยาว์ ระดับประถมศึกษา 3 แห่ง ระดับมัธยมศึกษา 1 แห่ง ที่เป็นความหวังของชาวบ้าน และหนึ่งในนั้นมี โรงเรียนนครศรีธรรมราชปัญญานุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ก็มีผลผลิตส่งมาขายด้วยเช่นกัน
“หลังจากวิสาหกิจเริ่มอยู่ตัว เราก็หันมาปลูกฝังเรื่องการปลูกผักปลอดภัย และเศรษฐกิจพอเพียงในเยาวชนกลุ่มนักเรียน เริ่มจากระดับประถมศึกษา เน้นผักปลูกง่าย เช่น ผักบุ้ง ผักโขมแดง ดูแลไม่ยาก ระดับมัธยมศึกษาก็ปลูกพืชที่ยากขึ้นมาอีกนิด คือ แตงร้าน ฟักทอง ฟักเขียว มะระ ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งนำไปทำเป็นอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือนำมาขายผ่านวิสาหกิจชุมชน สร้างรายได้ ส่งเสริมการบริโภคผักปลอดภัย”
@โควิด-19 พ่นพิษ ได้แม็คโครช่วยคิด
บุญรวย ยอมรับว่า “ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลผลิตขายไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน ยอดขายหายไปราว 60 เปอร์เซนต์ วิสาหกิจชุมชนต้องปรับตัว มองหาตลาดภายในประเทศ จนได้มาเจอกับ แม็คโคร ที่เข้ามาช่วยแนะนำในเรื่องการตลาด ช่องทางจำหน่าย และวางแผนการผลิต ซี่งเป็นสิ่งจำเป็นของเกษตรกรในพื้นที่ ที่ส่วนใหญ่...ปลูกเป็นแต่ขายไม่เป็น”
ด้าน “ภควัฏ ฉินทกานันท์” ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายจัดซื้ออาหารสด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางแม็คโครได้เข้าไปช่วยเหลือ รับซื้อผลผลิตจากวิสาหกิจชุมชนเทศบาลตำบลเกาะทวด ประกอบด้วย ส้มโอทองดี ผักสลัดคอส ผักพื้นบ้าน อาทิ ผักเหลียง โดยเริ่มวางขายในแม็คโครสาขาโซนภาคใต้ ก่อน ซึ่งเราได้วางแผนการรับซื้อผัก ผลไม้ปลอดภัยเพิ่มเติมอีกกว่า 17 รายการ นำไปวางขายในแม็คโครสาขาภาคใต้ และขยายสู่สาขาอื่นๆ ต่อไป”
แม็คโครไม่เพียงรับซื้อผลผลิตในช่วงวิกฤตเท่านั้น แต่ยังร่วมวางแผนการเพาะปลูก ทำงานใกล้ชิดกับวิสาหกิจชุมชนฯ โดยให้ความรู้ด้านการตลาด มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนการจัดการบริหารผลผลิตที่ตลาดมีความต้องการ

“ในช่วงวิกฤตเช่นนี้ แม็คโครเข้าใจดีว่า เกษตรกรรายย่อยมีความยากลำบากในการกระจายผลผลิต เราจึงไม่นิ่งนอนใจที่จะเข้ามาช่วยเหลือ โดยยังคงให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างเข้มข้น และสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตผักปลอดภัย อันเป็นนโยบายหลัก เราเชื่อว่า หากสามารถช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้มากๆแล้ว การสร้างรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มั่นคงยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นตามมา”
@ผักแบ่งปัน
บุญรวยบอกอีกว่า ในช่วงโควิด-19 เช่นนี้ ยังมีผลผลิตผักส่วนหนึ่งที่ขายไม่ได้ สมาชิกจึงตกลงกันว่า จะนำผักเหล่านี้ไปมอบให้กับเทศบาล เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร จัดส่งไปยังวัดวาอารามที่ตั้งโรงทานแจกจ่ายให้กับประชาชนที่กำลังลำบาก
“เราโชคดี ที่ดินในพื้นที่เกาะทวดมีความอุดมสมบูรณ์ เหลือกินก็ขาย ขายไม่ได้ก็แบ่งปัน ช่วงนี้ถ้าจะขาดแคลนจริงๆ ก็พวกอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาด อย่างเจลแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค หน้ากากอนามัย ซึ่งตรงนี้วิสาหกิจชุมชนก็ปันกำไร 3-4 % ซื้อหามาแจกจ่าย สร้างภูมิคุ้มกันให้คนในชุมชนแข็งแรง”
เสน่ห์ของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้จึงไม่ได้เลื่องชื่อแค่ผักผลไม้ที่มีคุณภาพดี แต่ยังได้ชื่อว่า เป็นชุมชน
แห่งไมตรีจิต ที่มีความเห็นอกเห็นใจ ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างแข็งแกร่งยิ่ง

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ผ่าทางออกธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู้พิษ COVID-19

GIT ขอเชิญท่านเข้ารับชม Webinarหัวข้อ “ผ่าทางออกธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู้พิษ COVID-19”
ภายใต้โครงการอบรมบ่มเพาะเพื่อสร้างผู้ประกอบการรายใหม่
โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและเครื่องประดับ อาทิ
Dr.Christopher W. Corti, COReGOLD Technology Consultahcy, U.K.
คุณสุทธิพงษ์ ดำรงค์สกุล Managing Director I.G.S. Public Co.,Ltd.
ในวันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2563
เวลา 13.00 – 16.00 น.


สนใจสมัครเข้าร่วมสัมมนาฟรีได้ที่ https://joo.gl/9kZkq
สอบถามเพิ่มเติมที่
02 634 4999 ต่อ 301 – 313

“เอ็นเจ” เสิร์ฟน้ำผลไม้ธรรมชาติแท้ 100% เปิดตัวแบรนด์ลุยตลาด


วางคอนเซปต์มีน้ำ มีเนื้อ ภายใต้สโลแกน สดใส จริงใจ ให้มากกว่า
พร้อมดึงสองหนุ่มด้ายแดงเป็นพรีเซ็นเตอร์ หวังสร้างเซอร์ไพรส์เอาใจผู้บริโภคลุยชิงส่วนแบ่งมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท
 เอ็นเจแบรนด์น้ำผลไม้น้องใหม่ ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ลุยเปิดตัวน้ำผลไม้พรีเมียม 100% ชูจุดเด่นความแปลกใหม่ของน้ำผลไม้ 100% ผสมเนื้อผลไม้เต็มลูก ด้วยสโลแกนสดใส จริงใจ ให้มากกว่า”ในราคาที่คุ้มค่า สร้างคาแรคเตอร์จุดแข็งฉีกจากแบรนด์อื่นในตลาดพรีเมียม ย้ำวัตถุดิบที่มีคุณภาพในการผลิต และใช้กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐาน จากโรงงานตัวเองใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้ได้น้ำผลไม้ที่ดีที่สุดสู่มือผู้บริโภคพร้อมดึง น้องเก้า นพเก้า เดชาพัฒนคุณ และน้องเอิร์ธ กัษมนณัฏฐ์ นามวิโรจน์ จากซีรีย์ดังเรื่องด้ายแดง“Until We Meet Again the Series”ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ มั่นใจสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาทได้แน่ พร้อมวางแพลนเตรียมเปิดตัวโรงงานและลุยเสริม OEM กลุ่มประเทศ CLMV ใน 3-5 ปี เพื่อรองรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจบสถานการณ์โรคระบาด



นายปรัชญาทวี สุดยินดี
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นเจ รัฐนนท์ อินเตอร์ฟู้ด (ไทยแลนด์) จำกัดผู้ผลิต และจัดจำหน่ายน้ำผลไม้แบรนด์ เอ็นเจ หรือ NJเปิดเผยว่า “เอ็นเจ” มีจุดเริ่มต้นในปี 2015 จากการรับสินค้าเข้ามาจำหน่าย ก่อนเริ่มทำการคิดค้นสูตรและผลิตน้ำผลไม้ของตัวเองในที่สุด จึงถือว่าเราเป็นผู้เล่นน้องใหม่ในตลาดน้ำผลไม้ ที่มีมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท แน่นอนเราทราบดีว่าในตลาดนี้มีคู่แข่งน้อยใหญ่อยู่มากมาย “เอ็นเจ” จึงได้สร้างจุดแข็งที่เด่นชัดขึ้นมา โดยหลังจากมีสูตรเป็นของตัวเองแล้ว เราได้เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์จากรูปแบบขวดเหลี่ยมเป็นรูปแบบขวดกลมในปีต่อมา การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ยังเป็นการกำหนดจุดยืนชัดเจนของเอ็นเจ ในการเข้าสู่ตลาดกลุ่ม Premium Market แบบเต็มตัว ซึ่งจุดแข็งที่ว่าคือการเป็นน้ำผลไม้พรีเมียม 100% ที่มีเนื้อผลไม้มากกว่า พร้อมจำหน่ายในราคาที่คุ้มค่ากว่าแบรนด์พรีเมียมอื่นๆ

ตลาดน้ำผลไม้กลุ่มบน หรือ Premium Market มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 36% ของตลาดทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาท ซึ่งความพิเศษของตลาดกลุ่มนี้ คือผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำผลไม้แท้ 100% เจาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ แบรนด์ส่วนใหญ่ในตลาดจึงเจาะจงไปที่น้ำผลไม้ราคาสูง ไม่มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้ หรือแบรนด์อื่นที่เน้นส่วนผสมของเนื้อผลไม้ จะมีสัดส่วนน้ำผลไม้ 40-49% จึงจัดอยู่ในกลุ่มตลาดกลาง หรือ Medium Market แต่ เอ็นเจจะโฟกัสทั้งสองจุด คือ การเป็นน้ำผลไม้แท้ 100% ที่เน้นส่วนผสมของเนื้อผลไม้ด้วยพร้อมใช้กระบวนการผลิตเฉพาะ ที่สามารถควบคุมราคาของผลิตภัณฑ์ได้ถูกกว่าแบรนด์อื่นๆ จนทำให้แบรนด์มีความพร้อมบุกตลาดกลุ่มบนเต็มตัว ในปีนี้
            
การบุกเข้าสู่ตลาดน้ำผลไม้ของ เอ็นเจจะจำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด อย่าง 7-11 ทุกสาขา ทั่วประเทศในรูปแบบผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้แท้ 100% พร้อมเนื้อผลไม้เต็มคำ ใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพในการผลิต และใช้กระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิตได้การรับรองคุณภาพระบบ GMP, HACCP, ISO9001,HALANเพื่อให้ได้น้ำผลไม้ที่ดีที่สุดสู่มือผู้บริโภค ซึ่งประเดิมด้วยน้ำผลไม้แท้ผสมสารสกัดจากหญ้าหวาน 2 รสชาติยอดนิยมของแบรนด์ อย่างน้ำสตรอเบอร์รีสดพร้อมลูกสตรอเบอร์รีและ น้ำส้มคั้นพร้อมเกล็ดส้ม มีคุณประโยชน์สูง อุดมด้วยวิตามินซีและเส้นใยอาหารช่วยในเรื่องการขับถ่ายบำรุงสายตา และเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงพร้อมช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูอ่อนกว่าวัย 
           
นายปรัชญาทวี ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการเติบโตของตลาดน้ำผลไม้ในไทยมีการชะลอตัวลงเล็กน้อย โดยในกลุ่มตลาด Premium Market มีมูลค่าติดลบ 6% สาเหตุหลักคือเทรนด์ด้านสุขภาพ ที่ทำให้ตลาดเครื่องดื่มกลุ่มอื่นพากันลดปริมาณน้ำตาล เพื่อชูให้ผลิตภัณฑ์ติดเทรนด์ดังกล่าว ทำให้กลุ่มคนรักสุขภาพที่เป็นลูกค้าหลักของน้ำผลไม้ หันไปให้ความสนใจกับเครื่องดื่มอื่นมากขึ้น จนทำให้ตลาดน้ำผลไม้มีมูลค่าลดลง อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคู่แข่งทางอ้อมเข้ามาดึงส่วนแบ่งทางการตลาดไปบ้าง แต่ เอ็นเจ ยังมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์สามารถสู้กับคู่แข่งทางตรงแบรนด์อื่นๆ ได้ เนื่องจากเหตุผลหลักคือความแปลกใหม่ของ น้ำผลไม้สด 100% พร้อมเนื้อผลไม้เต็มคำ ที่เป็นความพิเศษอย่างที่แบรนด์อื่นไม่มีนั่นเอง 
            
ด้านสถานการณ์โรค โควิด-19 ที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนในปัจจุบัน นายปรัชญาทวี ให้ความเห็นว่า ผลกระทบเรื่องโควิด-19 เป็นสิ่งที่ค่อนข้างหนักและย่ำแย่ในแบบที่ทุกคนต้องเจอ เรารู้ดีกว่าการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในสถานการณ์นี้ ต้องแลกกับความเสี่ยงที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกเรายังไม่ได้หวังผลถึงยอดขายหรือกำไรที่มากมาย แต่แบรนด์จะเน้นสร้างความรู้จักและเข้าหาผู้บริโภคมากกว่า โดยในสถานการณ์นี้ เอ็นเจได้ร่วมกับ Khaosan Entertainmentนำน้ำผลไม้สด 100%และอาหาร มอบให้กับผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม ทั้งกลุ่มแพทย์ พยาบาล ตำรวจ อาสาสมัคร และผู้ที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว โดยได้นำไปมอบที่โรงพยาบาลและชุมชนต่างๆในหลายพื้นที่ มากกว่า 10,000 ขวดแล้ว ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นประสบการณ์ที่แบรนด์น้องใหม่อย่างเอ็นเจพบเจอ และเราอยากให้ผู้คนจดจำเราในฐานะ น้ำผลไม้น้องใหม่ที่ช่วยเหลือสังคมอย่างเต็มที่ ตามสโลแกน“สดใส จริงใจ ให้มากกว่า”
            
นอกจากนี้ เอ็นเจยังได้เดินหน้าสร้างเซอร์ไพรส์เปิดตัวแบรนด์ยุคดิจิทัล ด้วยการดึงสองพรีเซ็นเตอร์ น้องเก้า นพเก้า เดชาพัฒนคุณ และน้องเอิร์ธ กัษมนณัฏฐ์ นามวิโรจน์นักแสดงจากซีรีย์ดังเรื่องด้ายแดง“Until We Meet Again the Series”มา LIVE ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook เพื่อเดินบทบาทของน้ำผลไม้ยุคใหม่ สื่อตัวตนชัดเจนและเข้าถึงได้ง่ายโดยใช้อิมเมจความสดใสและจริงใจของสองพรีเซ็นเตอร์ มาสร้างเป็นประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคสอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของแบรนด์ ในฐานะน้ำผลไม้รสชาติอร่อยให้ความสดใส และมีความจริงใจให้ผู้บริโภคได้เนื้อผลไม้มากกว่าที่เคย ที่สำคัญ พรีเซ็นเตอร์ทั้งสองยังเป็นนักแสดงน้องใหม่เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มวัยรุ่น พร้อมช่วยสร้างการรับรู้ของแบรนด์ และกระจายภาพลักษณ์ชัดเจนให้เกิดกับผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว 
            
ทั้งนี้ หลังจากสถานการณ์โรค โควิด-19 สิ้นสุดลง เอ็นเจ จะเริ่มเดินหน้าขยายการผลิตแบบเต็มกำลังที่ 120,000 ต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อการจำหน่ายหลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นฟู รวมถึงให้เพียงพอต่อการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และในอนาคต 3-5 ปี เอ็นเจ จะมีแผนสร้างโรงงานใหม่เพิ่มอีก 1 โรงงาน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปในกลุ่มเครื่องดื่มชนิดอื่นอีก 2-3 ไลน์การผลิตรวมถึงรองรับกลยุทธ์การรับผลิตน้ำผลไม้แบบ OEM โดยเฉพาะการจ้างผลิตในกลุ่มประเทศ CLMV(กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมาร์ และเวียดนาม)โดยจะมีการเลือกแผนงานใหญ่ระหว่างการสร้างโรงงานใหม่ในประเทศ หรือไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องการค้าระหว่างประเทศลง ทางใดทางหนึ่งนายปรัชญาทวี กล่าวทิ้งทาย 
          
สำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการสัมผัสความแปลกใหม่ ของ เอ็นเจน้ำผลไม้แท้ 100% มีส่วนผสมของเนื้อผลไม้เต็มคำสามารถหาซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ 7-11 (Seven-Eleven) ทุกสาขา ทั่วประเทศ

ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่
facebook.com/njjuicethailand หรือ www.njjuicethailand.com
โทร 02-157-2993