วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

The Boss 90 the Ultimate Leader จัดสัมนนา Modern Marketing...การตลาดยุคใหม่



สถาบันการบริหารและจิตวิทยา (MPI) ผู้จัดหลักสูตรThe Boss 90, the Ultimate Leader เดินหน้าจัดงานสัมมนา สำหรับผู้นำยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัปดาห์นี้ อัพเดทในมิติการตลาด เเละ
การวางเเผนภาษี ในหัวข้อ Modern Marketing...การตลาดยุคใหม่ และ  Channel Engagement การใช้
ช่องทางสื่อ เพื่อเข้าถึงลูกค้าอย่างตรงเป้า และ หลักการกลยุทธ์การวางแผนภาษีอากร  การจัดการต้นทุนขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ สาระเข้มข้น เนื้อหาแน่น ครบเครื่อง ทั้งความรู้และบทเรียนจากของจริง
ถ่ายทอดจากประสบการณ์จริงของวิทยากรที่เป็นผู้นำองค์กรยุคใหม่ การวางแผนภาษีระดับประเทศ




 ที่ศูนย์การประชุม C ASEAN รัชดา

มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์

วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารลงตรวจความพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก ในการให้บริการ และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 



ในระบบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ ช่วงเริ่มเปิดภาคเรียนการศึกษา ซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แจกหน้ากากอนามัยให้แก่ผู้โดยสาร ณ แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีรามคำแหง และสถานีมักกะสัน

ดอนเมืองโทลล์เวย์จัดประกวดภาพยนตร์โฆษณา

CSR Tollway Contest 2020 ชวน นร.-นศ.ประลองฝีมือ 

คุณอัจฉรา  เจริญพร ผู้อำนวยการ ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และสื่อสารองค์กร บริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯยังคงเดินจัดโครงการ CSR Tollway Contest 2020 โดยในปีนี้จะอยู่ภายใต้หัวข้อ “วิถีใหม่ ไทย New Normal By Tollway Better” ซึ่งเป็นปีที่ 4 โดยจะยังคงมุ่งเน้นในการทำธุรกิจภายใต้แนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อการพัฒนาและประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่สังคมไทยทั้งต่อพนักงาน  ผู้ใช้ทาง และสาธารณชน ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบริษัทฯ 
 
ทั้งนี้ความรับผิดชอบต่อสังคมที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1. Tollway Smart Way ยกระดับโอกาสการศึกษา 2. Tollway Happy Way ยกระดับสังคมปลอดยาเสพติด 3. Tollway Safety Way ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน 4.Tollway Better Way ยกระดับคุณภาพชีวิตสังคม และ 5. Tollway Green Way ยกระดับสิ่งแวดล้อม และใน 2563 นี้ ก็ยังคงเดินหน้า จัดโครงการ CSR Tollway Contest ขึ้นอีกครั้ง โดยจัดการประกวดภาพยนตร์โฆษณาสั้นในหัวข้อ “ วิถีใหม่  ไทย  NEW  NORMAL  By Tollway Better Way ”   



อย่างไรก็ตามเพื่อให้นักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้สร้างสรรค์ความคิด ผลิตภาพยนตร์โฆษณาสั้น ความยาว 60 วินาที เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมไทยได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การดำรงวิถีชีวิตแบบใหม่ที่แตกต่างอดีต  เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานการป้องกันการแพร่ระบาด |
อีกทั้งเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิค – 19  โดยตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยเป็นหลัก  ชิงทุนการศึกษา และโอกาสศึกษาดูงานต่างประเทศ  รวมมูลค่ากว่า 1ล้าน บาท 
 
“ ปีที่ผ่านๆ มาได้รับการตอบรับที่ดีจากสถานบันการศึกษาต่าง ๆทั่วประเทศที่ได้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าประกวด ซึ่งปีนี้จะมีความพิเศษตามวิถี New Normal  คือจากเดิมเราจะ Road Show เดินทางไปตามสถาบันการศึกษา พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิในวงการาภาพยนต์ โฆษณา รายการทีวี ที่เป็นคณะกรรมการตัดสินการประกวด ไปเป็นวิทยากรให้คำแนะนำ ชี้แนะ เกี่ยวกับการทำคลิปสั้นนี้ แต่ในปีนี้เราไม่สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ แต่เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ Road Show ใหม่ตามวิถี New Normal เป็นการให้คำแนะนำผ่านทาง VDO Streaming ซึ่งน้อง ๆ สามารถเข้ามาดูคำแนะนำ คำสอน จากวิทยากรของเราย้อนหลังได้ค่ะ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook : CSR Tollway Contest ส่วนเหตุผลที่เลือก Concept งาน New Normal by Tollway Better Way เพราะว่าจากสถานการณการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)  ทำให้เกิด New Normal   ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป ดังนั้นเราอยากเป็นส่วนหนึ่งในสร้างมาตราฐานใหม่ เพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ ที่ควบคู่ไปกับความพยายามรักษาและฟื้นฟูศักยภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ นำไปสู่การสรรค์สร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ  ” คุณอัจฉรา  กล่าว 


สำหรับกติการการส่งผลงานเข้าประกวดมีดังนี้เนื้อหาต้องสอดคล้องในหัวข้อ “วิถีใหม่ ไทย NEW Normal By Tollway Better Way” เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมปรับหรือเปลี่ยนพฤติกรรม รูปแบบการดำเนินชีวิตไปสู่วิถีใหม่ อันนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคม ความยาวไม่เกิน 60 วินาที โดยนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีอายุตั้งแต่ 15-25 ปี (เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2538 – ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2548) สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบกลุ่ม (ไม่เกิน 3 คน) ซึ่งจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาทีมละ 1 ท่าน โดย 1 ทีม (เดี่ยว นับเป็น 1 ทีม) สามารถส่งผลงานได้ 1 เรื่อง และสมาชิกต้องอยู่สถาบันเดียวกัน ผลงานที่ส่งเข้าประกวดจะต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนและถูกต้องตามที่กติกากำหนด

โดยงานนี้ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 ณ  ห้องโถงชั้น 1 ตึกที่อำนวยการ1 บมจ. อสมท  ซึ่งนักเรียน  นักศึกษา ที่สนใจ สามารถเข้าร่วมประกวดภาพยนตร์โฆษณาสั้น ในโครงการ CSR  Tollway Contest  ปีที่ 4  หัวข้อ “ วิถีใหม่  ไทย  NEW  NORMAL  By Tollway Better Way ”  ความยาว 60 วินาที  รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท สามารถสมัครและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 กันยายน 2563  โหลดใบสมัคร และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : CSR Tollway Contest   หรือโทรศัพท์หมายเลข  0-2792-6525 ถึง 26 สำหรับเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก และต้องมีสอดคล้องกับหัวข้อที่ทางบริษัทกำหนด โดยคณะกรรมการ ประกอบไปด้วย คุณวราภรณ์ สังข์พวงทอง   โปร์ดิวเซอร์ จาก บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด , คุณคมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับ จาก GDH  ,คุณวิทิต คำสระแก้ว  ผู้กำกับ จาก บริษัท ฟิโนมิน่า จำกัด , คุณวสันต์ บุญฤทธิ์  ผู้กำกับ จาก บริษัท แอคชั่นแพลน จำกัด  และรางวัลสำหรับการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ -  ศึกษาดูงานต่างประเทศ พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 30,000 บาท และโล่ประกาศเกียรติคุณ , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  -  ศึกษาดูงานต่างประเทศ พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท และโล่ประกาศเกียรติคุณ , รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  -  ศึกษาดูงานต่างประเทศ พร้อมทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท และโล่ประกาศเกียรติคุณ , รางวัลพิเศษ Best Popular  1 รางวัล   -  ทุนการศึกษามูลค่า 10,000 บาท  



คุณอัจฉรา  กล่าวทิ้งท้ายว่า ปีนี้เป็นปีแห่งวิถีใหม่ได้ใช้ VDO Streaming ให้วิทยากรแนะนำน้อง ๆ ผ่านออนไลน์หวังว่าน้อง ๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่อยากทำความฝันของตัวเองให้คนอื่นรับรูส่งผลงานเข้ามากันเยอะๆ เพราะเชื่อว่าเด็กไทยมีความสามารถ และเก่งกันทุกคนจึงอยากให้เป็นอีก 1 เวทีในการสนับสนุนกลุ่มเยาวชนของชาติให้มีพื้นที่ได้แสดงออกถึงความสามารถสามารถ

ติดตามรายละเอียดการประกวดได้ที่ Facebook : CSR Tollway Contest

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการเว้นระยะห่างการนั่ง และยืนในขบวนรถ ให้สอดคล้องตามปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น ตามนโยบายกรมการขนส่งทางราง

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ดำเนินมาตรการผ่อนปรนการเว้นระยะห่างการนั่ง และยืนในขบวนรถ ให้สอดคล้องตามปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น ตามนโยบายกรมการขนส่งทางราง แต่ยังคงขอความร่วมมือผู้โดยสารในการปฏิบัติมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด เปิดเผยว่าตามที่กรมการขนส่งทางรางได้เสนอขอให้คลายล็อคมาตรการเว้นระยะห่างภายในรถไฟฟ้าและรถไฟชานเมือง เพื่อป้องกันผู้โดยสารที่จะเพิ่มมากขึ้นจนอาจทำให้เกิดการติดเชื้ออื่น ๆ เข่น ไข้หวัด จากการรอบริเวณสถานีในชั่วโมงเร่งด่วนต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ซึ่ง ศบค. ได้มีมติเห็นชอบคลายล็อคมาตรการเว้นระยะห่างภายในรถไฟฟ้าดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของกรมการขนส่งทางราง บริษัทจึงผ่อนปรนมาตรการการเว้นระยะห่างบนรถไฟฟ้า  โดยกำหนดเพิ่มความหนาแน่นจากเดิมได้ไม่เกินร้อยละ 50 เป็น 70 กำหนดจุดยืนแบบหันหลังชนกันภายในรถ และอนุญาตให้นั่งในที่นั่งติดกันได้ แต่ยังคงเน้นย้ำมาตรการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อย่างเคร่งครัด โดยผู้โดยสารทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยก่อนเข้าใช้บริการ และขอความร่วมมือให้ผู้โดยสารปฏิบัติตามมาตรการ Social Distancing เว้นระยะห่าง 2 เมตรขณะรอซื้อตั๋วโดยสาร และตรวจวัดอุณหภูมิ รวมถึง ยืนในระยะห่างที่เหมาะสมขณะใช้ลิฟต์ และบันไดเลื่อน งดเว้นการพูดคุยภายในตู้โดยสาร และหากในกรณีมีผู้โดยสารหนาแน่น จะดำเนินการจำกัดปริมาณผู้โดยสารที่จะขึ้นสู่ชั้นชานชาลาและภายในขบวนรถไฟฟ้า    ( Group Release ) โดยกำหนดพื้นที่ในการยืนรอห่างกัน 1 เมตร รวมทั้งมีการเพิ่มความถี่ในการดูแลทำความสะอาด และฆ่าเชื้อโรคภายในบริเวณสถานี และขบวนรถอย่างเข้มงวด


ทั้งนี้ในช่วงเปิดภาคเรียนซึ่งคาดว่าจะมีผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล  ลิงก์ เพิ่มมากขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 34,000 คน/วัน เป็น 40,000 คน/วัน บริษัทได้เตรียมขบวนรถเสริม ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช้า-เย็น วันจันทร์ – ศุกร์ จำนวน 24 เที่ยว/วัน เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้โดยสารได้ หรือหากมีผู้โดยสารใช้บริการหนาแน่นมากก็จะพิจารณาเพิ่มเติมขบวนรถเสริมอีก เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้บริการของผู้โดยสาร
หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่
หมายเลข Call Center 1690 หรือ www.srtet.co.th ,
www.facebook.com/AirportRailLink และ Twitter : Airport Rail Link

งานเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี “อนุรักษ์เทียนพรรษา มุทิตาหลวงปู่มั่น”



การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดอุบลราชธานี สืบสานประเพณีไทย งานเทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี “อนุรักษ์เทียนพรรษา มุทิตาหลวงปู่มั่น” ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ สืบทอดติดต่อกันมากว่า 119 ปี ภายในงานพบกับกิจกรรมที่น่าสนใจ 7 อาทิ โซนการจัดแสดงแสงเสียงเทียนพรรษา, โซนนิทรรศการหลวงปู่มั่นและพุทธศาสนา, โซนการจัดแสดงภาพถ่ายขบวนแห่เทียนพรรษาที่ได้รับรางวัลจากชมรมถ่ายภาพจังหวัดอุบลราชธานี, โซนถนนสายเทียน เป็นต้น

ห้ามพลาด มาสืบสานประเพณีไทยไปด้วยกัน ในวันที่ 3-7 กรกฎาคม 2563 เวลา 10.00-22.00 น.
ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://thailandfestival.org

นอกจากนี้ ททท. ได้สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว โดยจัดกิจกรรมในรูปแบบ New Normal ด้วยระบบ Live Map โดยควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ ครั้งละไม่เกิน 2,000 คน โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่ว้นที่ 1-7 กรกฎาคม นี้

งานเทียนพรรษาอุบลราชธานี 2563
www.thailandfestival.org/

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2563

กระทรวงดิจิทัลฯ ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯและสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย ประกาศผลนักการตลาดหน้าใหม่

เข้าสู่รอบตัดสิน ในโครงการ “U Power: Digital Idea Challenge” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนนิสิต นักศึกษา ระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศร่วมแสดงความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยแนวคิดการประกวดแผนการตลาดที่เน้นการประยุกต์ใช้ Digital Technology โดยน้องๆ จะได้ทดลองปฏิบัติจริงตามแผนการตลาด จาก 8 โจทย์อุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศ ซึ่งแต่ละทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จะมีงบประมาณให้ทดลองทำการตลาดจริงทีมละ 20,000 บาท ร่วมลุ้นทีมไหนสามารถนำแผนเข้าสู่เป้าหมายครองใจตัวจริง

นางสาวกัลยา แสวงหาบุญ เลขาธิการสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า  “ “โครงการ “U Power: Digital Idea Challenge” จัดขึ้นโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) และสมาคมผู้ใช้ดิจิทัลไทย (DUGA) โดยในปีนี้มีนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมแข่งขันกว่า 821 ทีม จาก59  มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกจะต้องเข้ามาอบรมกับวิทยากรผู้มีประสบการณ์จริงเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะต้องไปรับโจทย์จากองค์กรเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้น้องๆ เกิดไอเดีย ในการประยุกต์แผนการตลาดมาผนวกกับเทคโนโลยีดิจิทัล ได้อย่างรอบด้าน

การแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นประสบการณ์ที่นิสิต นักศึกษาไม่สามารถหาได้จากในห้องเรียน และเพื่อรองรับแผน พัฒนาตามยุทธศาสตร์ Digital Economy ของรัฐบาล เพราะปัจจุบันการตลาดดิจิทัล เป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนในองค์กรธุรกิจมีความต้องการอย่างมาก ประกอบกับการแพร่ระบาดของ โควิด 19 ทำให้องค์กรเอกชนต้องปรับตัวมุ่งสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันในเชิงการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการสร้างประสบการณ์ที่ให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้คิดแผนการตลาด และลงมือทำจริงจากโจทย์ของผู้ประกอบการ ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยส่งเสริมจึงเป็นอีกโครงการที่จะเตรียมความพร้อมนิสิต นักศึกษา ที่จะได้ฝึกฝนทำงานจริง ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ในอนาคต” นางสาวกัลยา  กล่าวและเพิ่มเติมว่า

“ที่สำคัญโครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุน และให้โจทย์การทำงานจริงกับน้องๆ เช่นแบรนด์ SOLA Himalaya Wacoal และ Colly โดยผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีม จะได้รับโจทย์ความท้าทายจากองค์กรธุรกิจ และเป็นการเรียนรู้จากผู้ประกอบการจริง ในภาวะที่โลกของธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงในการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน และจะต้องนำเสนอกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นการสื่อสารด้านดิจิทัล (Digital Marketing Objective and Strategy) พร้อมนำเสนอแนวทางการจัดทําแผนการดําเนินงาน ที่แสดงให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ที่มีความเป็นได้และใช้งานได้จริง

ซึ่งผลที่ได้จากโครงการนี้ นอกจากจะสร้างบุคลากรด้านการตลาดรุ่นใหม่แล้วองค์กรเอกชนที่เข้าร่วมก็จะได้เห็นถึงแผนการตลาดที่คนรุ่นใหม่คิด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานขององค์กรได้อย่างเหมาะสม ถือเป็นการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนไอเดียระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างการทำงาน และความเข้มแข็งให้กับแบรนด์ในอนาคต” 





โดยในรอบสุดท้าย จะมีทีมที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 12 ทีม จาก 8 โจทย์อุตสาหกรรม ได้แก่ แบรนด์ Sola ,Himalaya, Wacoal, Colly, RII, Veldent, Jula’s Herb และ Snowgirl  

ซึ่งทีมที่ได้รับรางวัลมีดังต่อไปนี้ คือ


1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม Unlimit มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับทุนการศึกษา จำนวน 50,000 บาท
พร้อมประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  


2. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Red Panda มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รับทุนการศึกษา จำนวน 40,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรและถ้วยรางวัล จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI) 



3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  ได้แก่ทีม Mitr มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รับทุนการศึกษาจำนวน 30,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรและถ้วยรางวัลจาก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI)  

4. รางวัลชมเชย 3 รางวัล รับทุนการศึกษา จำนวน 10,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDE) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (MHESI)ได้แก่ 
1. ทีม Aiko จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
2. ทีม ชาลาลา ลาลา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 
3. ทีม Leave it on us จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โครงการ “U Power: Digital Idea Challenge” จึงถือเป็นอีกเวทีที่จะบ่มเพาะนักการตลาดยุคใหม่ ที่สามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือ และแนวทางการทำงานด้านดิจิทัล ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์  Digital Economy ของรัฐบาล ได้อย่างรอบด้าน และสามารถสร้างการแข่งขันบนเวทีธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ ได้อย่างเท่าทันกับเทคโนโลยีในโลกอนาคต” นางสาวกัลยากล่าวสรุป



วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

โครงการ “ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 เดินหน้าจัดกิจกรรมอบรมและเอามื้อสามัคคี 3 จว.ยึดแนวทาง “สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา”


 “สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” 

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” เดินหน้าสู่ปีที่ 8 จัดกิจกรรมอบรมและเอามื้อสามัคคีที่จังหวัดลพบุรี ชัยภูมิ และฉะเชิงเทรา ภายใต้แนวคิด “สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อสร้างความรู้ความตระหนักแก่ประชาชนในการเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วม น้ำแล้ง และสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมนำเสนอตัวอย่างความสำเร็จของคนมีใจที่ใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางปฏิบัติทำให้รอดในทุกวิกฤต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นต่อ ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางมาตรการความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับภาวะปกติใหม่ (New Normal) 
 
โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ในปีนี้
 
ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า “จากการที่โครงการตามรอยพ่อฯ ได้ขับเคลื่อนมาจนเข้าสู่ปีที่ 8 ซึ่งเป็นระยะที่ 3 ของแผนหลัก 9 ปี (แบ่งเป็น 3 ระยะ ๆ ละ 3 ปี) ของโครงการ ซึ่งระยะแรก คือ การตอกเสาเข็ม สร้างการรับรู้ ระยะที่ 2 การแตกตัว เป็นการขยายผล สร้างคน สร้างครู สร้างเครื่องมือเพื่อยกระดับเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ระยะที่ 3 การขยายผลเชื่อมโยงทั้งระบบ ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม สามารถยกระดับสู่การแข่งขันได้ ต่อยอดการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เกิดความยั่งยืนขึ้น 

ด้วยการเดินตามบันได 9 ขั้น ไปสู่ความพอเพียงตามแนวทางศาสตร์พระราชา และการวางรากฐานการพัฒนามนุษย์ เพราะหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนและพัฒนา คือ คน  โครงการจึงพยายามสร้างคน จากคนมีใจ สู่เครือข่าย และแม่ทัพผู้พาทำ เพื่อร่วมกันสืบสานศาสตร์พระราชาต่อไป 

จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เห็นผลเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ศาสตร์พระราชา คือ องค์ความรู้ในการจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน ทำให้คนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีพื้นฐานปัจจัย 4 ครบ ทั้งอาหาร เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ทำให้คนพอมี พอกิน พออยู่ พอใช้ และยังสามารถแบ่งปัน สร้างรายได้ เป็นการสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตอะไร ก็สามารถอยู่รอดได้และยังช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย  

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานข้อความเตือนสติคนไทยผ่าน ส.ค.ส. ปี พ.ศ. 2547 ที่ว่า ’สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย’ พร้อมทรงวาดภาพระเบิด 4 ลูกล้อมรอบประเทศไทยอยู่ ซึ่งถึงวันนี้ประจวบเหมาะพอดีกับสถานการณ์ปัจจุบัน ระเบิด 4 ลูก หมายถึงวิกฤต 4 ด้านที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ คือ วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โรคระบาด ภัยแล้ง หมอกควัน วิกฤตด้านเศรษฐกิจ วิกฤตด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม และวิกฤตด้านการเมือง ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือเสาหลักที่จะกู้วิกฤตทั้ง 4 ด้านนี้ได้ โดยต้องปรับแนวคิดการดำเนินชีวิตใหม่ จะเห็นได้ว่าทรงคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ทรงเตือนคนไทยล่วงหน้าหลายปีเพื่อให้เตรียมพร้อมระวังภัย และได้พระราชทานศาสตร์พระราชาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยปฏิบัติเพื่อพึ่งพาตัวเองได้และใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเพื่อเป็นทางรอดจากทุกวิกฤตดังกล่าว
 
ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 8 ว่า “ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันลดการแพร่ระบาดด้วยการรักษาระยะห่าง โครงการตามรอยพ่อฯ จึงได้ปรับแผนการดำเนินกิจกรรมโดยเน้นช่องทางออนไลน์เป็นหลักมากว่า
4 เดือน (มี.ค.-มิ.ย.63) เพื่อให้กำลังใจและความรู้แก่ประชาชนในการนำศาสตร์พระราชามาใช้รับมือวิกฤตในครั้งนี้ ขณะนี้จากมาตรการเข้มข้นของภาครัฐกอปรกับความร่วมมือร่วมใจของพี่น้องชาวไทย ทำให้
เราสามารถรับมือกับวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับเสียงชื่นชมจากหลายประเทศ 
ภาครัฐจึงมีมาตรการผ่อนปรนเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในแบบ New Normal หรือ วิถีชีวิตแบบปกติใหม่ที่ยังคงเน้นการดูแลตัวเองเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19 โครงการตามรอยพ่อฯ จึงได้กำหนดแผนการดำเนินกิจกรรมออนกราวด์ขึ้นอีกครั้ง ทั้งกิจกรรมฝึกอบรมและกิจกรรมเอามื้อสามัคคี หรือ การลงแขกอย่างโบราณนั่นเอง เพื่อน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติ
อย่างต่อเนื่อง โดยตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้วกว่า 20,000 คน” 

ทั้งนี้ กิจกรรมออนกราวด์ของโครงการตามรอยพ่อฯ ปี 8 จะเริ่มด้วยการฝึกอบรม หลักสูตรการป้องกัน เตือนภัย และฟื้นฟูชุมชนในภาวะวิกฤต หรือ CMS (Crisis Management Survival Camp) หัวข้อของการฝึกอบรม คือ ‘CMS สู้ อยู่ หนี รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา’ ณ ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พระราชาคืนป่าสัก ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (วัดใหม่เอราวัณ) อ.เมือง จ.ลพบุรี
ส่วนกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ปีนี้กำหนดจัด 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ศูนย์ปราชญ์ศาสตร์พอเพียงบอกเล่าก้าวตาม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ศูนย์การเรียนรู้ที่อดีตผู้ว่าราชการ จ. ชัยภูมิ นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ว่าราชการ จ.ภูเก็ต ได้รวบรวมคนมีใจและมีความรู้ด้านหลักกสิกรรม มาถ่ายทอดความรู้ศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพและด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวชัยภูมิ  และครั้งที่ 2  ณ โคก หนอง นาขาวัง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่ง ขาวัง คือ ร่องน้ำรอบแปลงนา  เป็นผืนนามหัศจรรย์แห่งภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชาวนาบางปะกง  ผืนนาที่นี่เป็นพื้นที่ระบบนิเวศ 3 น้ำ มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม ทำนาในฤดูฝน ส่วนฤดูแล้งตั้งแต่น้ำกร่อยจนน้ำเค็มก็เลี้ยงกุ้งหอยปูปลา ซึ่งที่นี่อาจเป็นผืนนานิเวศ 3 น้ำที่เดียวในโลก  โดยจะมีกิจกรรมการปั่นจักรยานรณรงค์จากโคก หนอง นามหานคร (หนองจอก) ถึง โคก หนอง นาขาวัง จ.ฉะเชิงเทรา อีกด้วย นอกจากนี้ โครงการยังมีช่องทางสื่อสารในรายการเจาะใจ ซึ่งจะออกอากาศทาง
ช่อง MCOT HD ในเดือนธันวาคม 2563


ทั้งนี้ สำหรับกิจกรรมออนกราวด์ โครงการฯ ได้จัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ร่วมกิจกรรม อาทิ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ ถุงมือผ้า ถุงมือยาง แอลกอฮอล์ทั้งแบบน้ำและแบบเจล และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่พักและอาคารที่มีการรวมตัวกัน ทั้งกำหนดระยะห่างระหว่างบุคคลในขณะทำกิจกรรม เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย New Normal ของรัฐบาลอีกด้วย 
 
สนใจติดตามกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking
ดูรายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563

โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้” ปั้นแบรนด์ “OTOP Thai Taste”

มุ่งสร้างรายได้คืนกลับชุมชน เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก 

เมื่อเร็ว ๆ นี้, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน
ในพิธีส่งมอบสินค้าต้นแบบ และแถลงผลการดำเนินงาน ภายใต้ “โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้” ณ ห้องประชุม 3003 กรมการพัฒนาชุมชน โดยมีผู้แทนสถาบันอาหาร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมการพัฒนาชุมชน และ  สถาบันอาหาร ในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาคุณภาพการผลิต การแปรรูป การเก็บรักษา เมนูอาหาร
ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ จากโครงการยกระดับมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้ (OTOP Authentic Thai Taste) จัดทำสินค้าต้นแบบเชิงพาณิชย์ สร้างสรรค์เมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้ที่มีความโดดเด่นของส่วนประกอบที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น 10 เมนู เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้แก่อาหารถิ่นรสไทยแท้ที่เป็นอาหารปรุงสด ให้เป็นอาหารที่มีอายุการเก็บรักษาเพื่อการบริโภคได้ยาวนานขึ้น สะดวกต่อการรับประทานรองรับเทรนด์ในยุคปัจจุบัน พร้อมขยายตลาดสู่เครือข่ายผู้ผลิต
อาหารไทยและผู้บริโภค

 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เผยว่า โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้ เป็นโครงการที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากการดำเนินการโครงการอาหารถิ่นรสไทย
แท้ (OTOP Authentic Thai Taste) ในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาหารถิ่นรสไทยแท้กว่า 500 เมนู จาก 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ โดยอาหารถิ่นที่ได้รับการคัดสรรหลายเมนู มีเครื่องเทศ สมุนไพร และพืชผักพื้นบ้านหลายชนิดเป็นส่วนประกอบ ดีต่อสุขภาพ ซึ่งเมนูอาหารถิ่นรสไทยแท้ดังกล่าว เหมาะสำหรับการบริโภคทันทีเมื่อปรุงเสร็จ มีช่วงเวลาเก็บรักษาที่สั้น ทำให้ไม่สามารถทำการตลาดในวงกว้างได้

 

ในปี2563 นี้ กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้จัดทำ “โครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้" โดยมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาอาหารไทยที่มีสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคมาพัฒนา โดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตมาใช้เพื่อการยืดอายุผลิตภัณฑ์ พัฒนาเป็นสินค้าอาหารแปรรูป ที่สะดวกต่อการบริโภค สอดคล้องตามความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน รสชาติอร่อย แต่ยังคงคุณประโยชน์ คุณภาพ และความปลอดภัย เพิ่มการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และใช้ตราสัญลักษณ์หรือแบรนด์  OTOP Thai Taste ระบุข้อมูลโภชนาการต่อหน่วยบริโภค และจุดเด่นเรื่องราว (Story) ของผลิตภัณฑ์ ลงบนฉลากบรรจุภัณฑ์ตามมาตรฐานสินค้าระดับสากล  โดยนอกจากได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ในท้องตลาด ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน เดิมจากอาหารที่ปรุงสด ในราคา 30 บาท สามารถเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์ OTOP ได้ในราคาขาย 50 บาทหรืออาจสูงกว่า จากข้อมูลสำรวจปี 2562 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) มีครัวเรือนทั่วประเทศ 21 ล้านครัวเรือน หากแต่ละครัวเรือนซื้อผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้ 1 ถ้วย/ปี จะได้ 21 ล้านถ้วย สามารถสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 1,050 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าว จะกระจายกลับคืนสู่ชุมชนและอีกหลายชีวิต ก่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจฐานรากได้ สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชนอย่างยั่งยืน


            “การส่งมอบสินค้าต้นแบบวันนี้ เพื่อดำเนินการทดสอบตลาดแบบครบวงจรและสร้างการรับรู้ไปสู่เครือข่ายการผลิตอาหารไทย และผู้บริโภค เช่น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี จำกัด ทั้ง 76 จังหวัด ผู้ประกอบการอาหาร และ ผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 10 ผลิตภัณฑ์ ไม่น้อยกว่า 2,600 ชิ้น/จังหวัด รวม 205,000 ชิ้น ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมกับ สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประสานความร่วมมือดำเนินการกระจายสินค้าส่งไปยังทั่วประเทศ และคาดว่าจะรับมอบสินค้าจากสถาบันอาหารครบตามจำนวนภายในเดือนสิงหาคมนี้ ” นายสุทธิพงษ์กล่าว

              ด้าน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า “สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ มีความยินดีอย่างยิ่งต่อความร่วมมือและประสานงานดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มสตรีและสังคม จากโครงการยืดอายุผลิตภัณฑ์ OTOP อาหารถิ่นรสไทยแท้ เป็นโอกาสในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโอกาสการจำหน่ายวัตถุดิบพืชผักทางการเกษตรของกลุ่มเกษตรกร การผลิตเครื่องปรุง เครื่องเทศ การจ้างแรงงานในชุมชนเพื่อการเก็บเกี่ยว การเตรียมวัตถุดิบเพื่อการส่งผลิต สามารถลดปัญหาการว่างงาน เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนทั่วประเทศในสภาวการณ์ปัจจุบันได้”



              ขณะที่นางนิตยา พิระภัทรุ่งสุริยา รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า สินค้าต้นแบบที่ส่งมอบนี้เป็นสินค้าต้นแบบเชิงพาณิชย์ที่ผ่านการควบคุมกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การผลิตสินค้ามีคุณภาพ และความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยียืดอายุผลิตภัณฑ์ ซึ่งสถาบันอาหารรับดำเนินการผลิตเป็นสินค้าต้นแบบเชิงพาณิชย์จำนวน 10 ผลิตภัณฑ์ด้วย 2 เทคโนโลยี คือ 1) เทคโนโลยีการยืดอายุด้วยเครื่องฟรีซดราย (Freeze Dryer) หรือเทคโนโลยีการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง จำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ น้ำยา(น้ำเงี้ยว) แกงไตปลา  แกงป่าไก่  แกงเห็ด และแกงกระวานไก่  และ 2) เทคโนโลยีการยืดอายุอาหารโดยใช้เครื่องรีทอร์ท (Retort) หรือเครื่องฆ่าเชื้อภายใต้แรงดัน จำนวน 5 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แกงฮังเลไก่ มัสมั่นไก่ ต้มโคล้งปลาย่าง น้ำยาป่า และแกงส้มมะละกอ โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 10 เมนูนี้ สามารถเก็บรักษาได้นานกว่า 1 ปี ทั้งนี้เมื่อนำสินค้าต้นแบบกระจายสู่ตลาดแล้ว จะมีการประเมินผลการทดสอบตลาดในแต่ละจังหวัดเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพ รสชาติ และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการตลาดต่อไป

นวัตกรรมล่าสุดของ ARROW กับ หน้ากากอนามัยจากผ้า “ViralOff”

ช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (H3N2) 
ในงานสหกรุ๊ปแฟร์ ออนไลน์ ปี 63 ระหว่างวันที่ 2-5 ก.ค. 63 

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563

วิริยะประกันภัย ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา บุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

​นายถิรพุทธิ์ เปรมาประยูรวงศา นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ รับมอบทุนสนับสนุนโครงการสวัสดิการทุนการศึกษาให้กับบุตร-ธิดา สมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประจำปี 2563 จำนวน 50,000 บาท จากบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์  รองผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ ทั้งนี้สมาคมฯ ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นประจำทุกปี เพื่อจัดหาทุนเป็นสวัสดิการและแบ่งเบาภาระให้แก่สมาชิกของสมาคมฯ โดยพิธีมอบจัดขึ้น ณ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ตึกช้าง ถนน พหลโยธิน แขวง จันทรเกษม เขตจตุจักร

ทีเค พาเลซ ในรูปแบบ new normal


โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เปิดให้บริการ หลังหยุดวิกฤตไวรัส โควิด-19 ระบาด หนัก 
26 มิ.ย.63 ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในรูปแบบ new normal

คุณสุชาดา พุทธเจริญ  Senior Director of Sales  กล่าวว่า จากสถานการณ์ ระบาดไวรัส โควิด-19 ในเมืองไทยอย่างหนักเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้โรงแรมได้รับผลกระทบอย่างมาก ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น  ถูกยกเลิกห้องพักและจัดประชุม  เนื่องจากสถานการณ์บาดไวรัส โควิด-19



วันนี้ ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องจุดตรวจเพื่อเข้ามาใช้บริการที่โรงแรม ในส่วนห้องอาหาร ห้องประชุม ทุกจุดมีการตรวจคัดกรอง อย่างเข้มงวด การเว้นระยะห่างระหว่างรอ หรือจุดพัก การทำความสะอาด ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อตลอดเวลา 

เชื่อมั่นได้ว่า การกลับมาเปิดบริการอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ในรูปแบบ new normal  โดยกรมอนามัย ได้มอบการรับรองมาตรฐาน  ความสะอาดปลอดภัย  ขอให้ทุกท่านมั่นใจในมาตรการของโรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น

ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่
www.tkpalace.com