แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุตสาหกรรม แสดงบทความทั้งหมด

22 มิถุนายน 2569

CHANGAN ฉลองความสำเร็จ จัดงานส่งมอบรถ NEVO Q05 อย่างเป็นทางการ

หลังกวาดยอดจองทะลุ 2,200 คัน ภายใน 7 วัน หลังเปิดตัว

กรุงเทพฯ CHANGAN Automobile หรือ ฉางอาน ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ฉลองความสำเร็จหลัง NEVO Q05 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน ภายในสัปดาห์แรกหลังการเปิดตัว พร้อมจัดงานส่งมอบรถแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้ชื่องาน “NEVO Q05 Remarkable Journey”  เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และต้อนรับเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง โดยมี นายริกกี้ อู๋ รองประธาน และ Customer Officer  บริษัท ฉางอาน ออโต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนาย คริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นตัวแทนบริษัทฯ ร่วมให้การต้อนรับ และแสดงความขอบคุณแก่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด  


เสียงตอบรับจากลูกค้า ด้วยยอดจองกว่า 2,200 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ CHANGAN NEVO Q05 ว่าเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ดีไซน์ เทคโนโลยี ความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความปลอดภัย โดยความสำเร็จในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่สองในรอบเดือนมิถุนายน หลังจากที่ CHANGAN เพิ่งฉลองครบรอบ 1 ปีโรงงาน ฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง และการผลิตรถยนต์ครบ 20,000 คัน โดยโรงงานแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตของฉางอานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และฐานการผลิตที่สำคัญของ DEEPAL S05 และ NEVO Q05 สำหรับตลาดอาเซียน และส่งออกไปยังตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกอีกด้วย

NEVO Q05 เป็นรถ SUV อัจฉริยะเจเนอเรชั่นใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘รถสมาร์ท ขับสบาย’ โดดเด่นด้วยดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระความจุ 1,380 ลิตร พร้อมระบบชาร์จเร็ว DC 3C ที่ชาร์จจาก 30–80% ได้ภายใน 15 นาที มีระยะทางวิ่งได้ไกลสูงสุด 426 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมด้วยระบบ ADAS และหน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 14.6 นิ้วที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่ายและสมาร์ทยิ่งขึ้น

นายคริส อู๋ รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งมอบรถ NEVO Q05 เท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่น่าจดจำและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าระหว่าง CHANGAN และลูกค้าทุกท่าน ในฐานะตัวแทนบริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครอบครัว CHANGAN  และขอขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่มีต่อบริษัทฯ และได้เลือก NEVO Q05 เป็นเพื่อนร่วมเดินทางคันใหม่ของท่าน CHANGAN มุ่งมั่นที่จะดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในด้านการบริการหลังการขายและการส่งมอบประสบการณ์การใช้รถไฟฟ้าที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ตลอดทุกการเดินทาง ปัจจุบัน CHANGAN มีโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 55 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้า และกำลังจะขยายเพิ่มอีก 10 แห่งในเร็วๆ นี้ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับการดูแลอย่างที่ดีที่สุดในทุกพื้นที่”

CHANGAN ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีมาอย่างต่อเนื่อง NEVO Q05 พร้อมส่งมอบแล้ววันนี้ที่โชว์รูม CHANGAN ทั่วประเทศ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและค้นหาโชว์รูม CHANGAN ได้ที่ เว็บไซต์: www.changan.co.th/th/nevo-q05 และ FACEBOOK : CHANGAN Thailand

#CHANGANTHAILAND #NEVOQ05FirstJourney #ChanganNEVO #NEVOQ05 #NEVO

UFM ฉลองความสำเร็จด้วยกลยุทธ์ CRM ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล

ผู้นำตลาดแป้งสาลี UFM เผยระบบ CRM ดันยอดสมาชิกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมตอบแทนลูกค้าสะสม UFM Points แลกรับของรางวัล พร้อมจัดคาราวานโรดโชว์พบลูกค้าทั่วประเทศ

นางวันทนา ทองไทย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ UFM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแป้งสาลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management : CRM) นำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค การสะสมคะแนนแลกของรางวัล มาวิเคราะห์พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อคืนกำไรและสมนาคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM  เช่น แป้งสาลีอเนกประสงค์ตราว่าว แป้งสาลีตราบัวแดง แป้งสาลีตราพัดโบก แป้งสาลีตราหงส์ขาว แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม แป้งหมวดพรีมิกซ์ และแป้งหมวด Master Series ด้วยดีมาโดยตลอด ทั้งนี้ ผลการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ยอดสมาชิกและอัตราการซื้อซ้ำพุ่งสูงขึ้น มีผู้ประกอบการและลูกค้าเข้ามาลงทะเบียนในระบบ UFM Rewards เพิ่มขึ้นเกือบ 20% 

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จที่เกิดขึ้น บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม “ UFM Rewards ใช้แป้งได้พอยท์ แลกของรางวัล” สะสมคะแนน UFM Points และนำมาแลกรับของรางวัลมากมาย อาทิ กระเป๋ากระสอบ ตราว่าว, Gift Voucher UFM Fuji Super,  ร่มสนาม UFM,เครื่องอบโดนัท, หม้อทอดไร้น้ำมัน, เครื่องชั่งดิจิทัล และ เครื่องผสมอาหาร เป็นต้น โดยซื้อผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ UFM สแกน QR Code หรือกรอกเลขรหัสด้านในถุงแป้งหรือฉลากบนกระสอบแป้ง พร้อมลงทะเบียนชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์  เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 2569


นางวันทนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้เดินหน้าจัดแคมเปญ “UFM ยืนหนึ่ง กรอบนานสะท้านไทย” เป็นกิจกรรมออกเดินทางสาธิตการทำอาหารจากผลิตภัณฑ์แป้งทอดกรอบตรายูเอฟเอ็ม ที่มีจุดเด่นเรื่องความกรอบนาน ไม่อมน้ำมัน คุ้มค่าเกินราคา และผสมได้ปริมาณมาก สำหรับกิจกรรมดังกล่าว จะเริ่มปักหมุดที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนนี้ ในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ก่อนจะขยายกิจกรรมไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ซึ่งการเดินสายพบปะลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ เพื่อมุ่งเน้นสร้างความมั่นใจว่า UFM จะเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและช่วยสร้างผลกำไรให้กับผู้ประกอบการไทยได้อย่างแท้จริง 

ทั้งนี้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับ UFM สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE ID : @ufm.th และ www.facebook.com/ufmflour

27 พฤษภาคม 2569

สหฟาร์ม ตอกย้ำศักยภาพผู้นำอาหารไทยบนเวที THAIFEX 2026

ดันยอดส่งออกโต 100% ใน 3 ปี พร้อมต่อยอดธุรกิจอาหาร และประมงสู่ตลาดโลก

บริษัท สหฟาร์ม หรือ Saha Farms หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมอาหารและผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่รายใหญ่ของประเทศไทย ร่วมแสดงศักยภาพในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29 โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ทั้งไก่สด ไก่แปรรูป ไก่ปรุงสุก รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารจากกลุ่มธุรกิจประมง ตอกย้ำศักยภาพอาหารไทยมาตรฐานระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารโลกที่เข้มข้นมากขึ้น

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจของสหฟาร์มยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด จากปี 2565 บริษัทมียอดส่งออกอยู่ที่ 110,000 ตัน ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ตัน ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี หรือเติบโตถึง 100% สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยที่ยังได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกและไก่แช่แข็งของสหฟาร์มได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายช่วงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเกินกำลังการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คุณภาพการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“วันนี้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคา แต่เรื่องคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สหฟาร์มจึงเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” ดร.จารุวรรณ กล่าว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 สหฟาร์มยังคงตั้งเป้าการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าสินค้าแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครืออย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านการเงิน การกำกับดูแลภายในองค์กร และการพัฒนาทีมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง


ตลอดปี 2568 ผลประกอบการของสหฟาร์มสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขาย รายได้ และผลกำไรในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และแนวทางการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ

ภายใต้แนวทางการบริหารที่ยึดมั่นในความมั่นคง โปร่งใส และการเติบโตระยะยาว สหฟาร์มยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

“สหฟาร์มยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าอาหารคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.จารุวรรณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจประมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอาหารที่อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของสหฟาร์ม และได้รับการสานต่อโดย ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดโปรตีนคุณภาพและอาหารแห่งอนาคตในตลาดโลก

โดยเฉพาะ “ปลานิล” ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าศักยภาพใหม่ หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาดุกยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ปลานิล กลุ่มธุรกิจประมงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสายพันธุ์ และการควบคุมมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติดี และได้มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร รองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบปลาสด แช่แข็ง และสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพน้ำ อาหารสัตว์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมมองโอกาสในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมในอนาคต

การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพของสหฟาร์มในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพระดับสากล พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการต่อยอดธุรกิจอาหารและโปรตีนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวที

โลกต่อไป

22 พฤษภาคม 2569

Q-CHANG ผนึกความร่วมมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


เดินหน้าพัฒนาทักษะช่างไทย ยกระดับแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ รองรับตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

บริษัท เน็กซเตอร์ ดิจิตอล แอนด์ โซลูชั่น จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Q-CHANG” (คิวช่าง) ศูนย์รวมช่างคุณภาพและบริการดูแลบ้านครบวงจร ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) โครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า และพัฒนาแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานไทยให้ได้มาตรฐาน ผลักดันโอกาสการเข้าถึงงานผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ตอบโจทย์ตลาดแรงงานในยุคปัจจุบัน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า “กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน โดยอาชีพช่างก่อสร้างและช่างไฟฟ้าเป็นสายงานสำคัญที่ทุกชุมชนต้องการ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะให้ได้มาตรฐาน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ความร่วมมือกับ Q-CHANG ครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงแรงงานคุณภาพเข้าสู่ตลาดงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เปิดโอกาสให้ช่างที่มีฝีมือและผ่านการรับรองมาตรฐานเข้าถึงงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันประชาชนก็มั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการจากช่างมาตรฐาน มีความปลอดภัย และตรวจสอบได้ เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงฝีมือ แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยของเจ้าของบ้านผู้ใช้บริการด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังเตรียมต่อยอดสู่การพัฒนาหลักสูตร ‘ช่างโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop)’ รองรับเทรนด์พลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และการผลิตแรงงานทักษะสูงให้ตรงตามความต้องการของตลาดในอนาคต” 


ทั้งนี้ในปี 2564 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ Q-CHANG (คิวช่าง) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาทักษะอาชีพช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า และพัฒนาแพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพ ด้วยเป้าหมายยกระดับแรงงานไทยให้มีความรู้ ความสามารถ มีมาตรฐานวิชาชีพ ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา Q-CHANG (คิวช่าง) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตร และจัดฝึกอบรมในหลากหลายสาขา อาทิ การอบรมสร้างอาชีพผ่านแอปพลิเคชัน Q-CHANG (คิวช่าง) การติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย เทคนิคการปูกระเบื้องผนังและพื้นระดับมาตรฐาน การซ่อมแซมหลังคา การล้างและบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศในบ้านอย่างมืออาชีพ

โดยการลงนามความร่วมมือครั้งใหม่นี้ ถือเป็นการขยายกรอบความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานของช่างไทยทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้ช่างได้รับวุฒิบัตรรับรองมาตรฐานสากล 


ด้าน นายศรัณย์วิศว์ ภักดีนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เน็กซเตอร์ ดิจิตอล แอนด์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “Q-CHANG (คิวช่าง) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ร่วมกันพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานช่างไทยมาอย่างต่อเนื่องมากว่า 4 ปี ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ช่างไทยที่มีฝีมือ ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดี’ ซึ่งที่ผ่านมา Q-CHANG (คิวช่าง) รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการมอบความรู้ให้กับช่างไทย ผ่านการจัดฝึกอบรมในหลากหลายหลักสูตร โดยมีช่างไทยผ่านการอบรมแล้วกว่า 1,072 คน และบางรายสามารถต่อยอดสร้างรายได้สูงถึง 200,000 บาทต่อเดือน ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาทักษะอาชีพ แต่ยังสร้างโอกาส รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของช่างไทยให้มีศักยภาพ ให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน”

สำหรับ Q-CHANG (คิวช่าง) แพลตฟอร์มค้นหาช่างคุณภาพที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการงานบริการเกี่ยวกับบ้าน ทำให้เจ้าของบ้านสามารถนัดหมายช่างได้อย่างสะดวก ขณะเดียวกันช่างสามารถบริหารจัดการงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 7 ปี และสร้างรายได้ให้กับช่างไทยรวมแล้วไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท ครอบคลุมงานบริการหลากหลายประเภท ทั้งงานก่อสร้าง รีโนเวท ซ่อมแซมหลังคารั่ว ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ และล้างแอร์

นอกจากนี้ Q-CHANG (คิวช่าง) ยังเดินหน้าพัฒนาศูนย์ฝึกอบรมช่าง “Q-CHANG Academy” เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ พัฒนาทักษะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.q-changacademy.com และระบบ Learning Management System (LMS) ที่ช่วยให้ช่างสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคนิคการทำงาน การทดสอบได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างช่างและผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (On-site Training) ร่วมกับพันธมิตรสินค้าชั้นนำ ณ ศูนย์ Q-CHANG Academy ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ หาดใหญ่ และโคราช 

“Q-CHANG (คิวช่าง) เชื่อมั่นเสมอว่า ‘ช่างฝีมือไทย’ คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม การลงทุนด้านทักษะและองค์ความรู้ให้กับช่างไทย จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สร้างผลลัพธ์ได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร แต่คือการเดินหน้าสร้างโอกาส อาชีพ และอนาคตที่มั่นคงให้กับแรงงานไทยทั่วประเทศ Q-CHANG (คิวช่าง) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ความไว้วางใจร่วมพัฒนาทักษะช่างไทย เราเชื่อมั่นว่าภายใต้ความร่วมมือฉบับใหม่นี้ Q-CHANG (คิวช่าง) จะสามารถยกระดับมาตรฐานช่างไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล” นายศรัณย์วิศว์ กล่าวปิดท้าย 

Q-CHANG (คิวช่าง) แพลตฟอร์มศูนย์รวมช่างคุณภาพและบริการดูแลบ้านครบวงจร ครอบคลุมทุกบริการเรื่องบ้าน...ครบจบในที่เดียว “ล้าง ซ่อม ติดตั้ง ต่อเติม ปรับปรุง” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือนัดหมายจองใช้บริการ Q-CHANG (คิวช่าง) ได้ทางแอปพลิเคชัน Q-CHANG หรือ โทร. 02-821-6545 และ Line: @q-chang รวมถึง Q-CHANG Shop Service ทั่วประเทศ


#QCHANG #คิวช่าง #wehavegotyourback
#แบ็คอัพทุกเรื่องบ้าน #ชีวิตทุกวันช่างง่าย #ฤดูไหนบ้านก็พร้อม

25 มีนาคม 2569

เปิดฉาก ASEE & ARHC 2026 งานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ ด้านพลังงาน ระบบปรับอากาศ และห้องปลอดเชื้อ

ตอบรับแผนพลังงานภูมิภาค ตั้งเป้าปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วน 30% ของพลังงานหลัก ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด รวมถึงธุรกิจระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาดเติบโตได้ต่อเนื่อง ภาครัฐ-เอกชนของประเทศไทยและจีนผนึกกำลังจัดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน นำทัพผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศกว่า 400 รายร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการพร้อมกันสองงานภายใต้ชื่อ ASEE 2026 : ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo ซึ่งมุ่งเน้นโซลูชันพลังงานอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน และ ARHC 2026 : ASEAN RHVAC & Cleanroom Industry Expo ที่เน้นเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ คาดตลอด 3 วันจัดงานระหว่างวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่า 18,000 คน

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ อุปนายกสภาวิศวกร กล่าวระหว่างพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็น และห้องปลอดเชื้อ รวมถึงโซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ภายใต้ชื่อ ASEAN Smart Energy & Energy Storage Expo หรือ ASEE 2026 และ ASEAN Refrigeration, Heating & Cooling Expo หรือ ARHC 2026 ซึ่งเป็นการรวม 2 งานใหญ่มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากหลากหลายประเทศทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการแลกปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนาด้านพลังงานอย่างยั่งยืน

งาน ASEE & ARHC 2026 จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ครั้งแรกในอาเซียน โดยรวมผู้ประกอบการแบรนด์ชั้นนำจากไทยและต่างประเทศกว่า 400 รายจัดแสดงเทคโนโลยีและบริการ ตอบรับการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานอัจฉริยะ เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน ระบบปรับอากาศ ทำความเย็นและห้องปลอดเชื้อ โซลูชันอาคารประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และเป็นปัจจัยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ความยั่งยืน ทางสภาวิศวกร พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานดังกล่าว ผ่านความร่วมมือขององค์กรพันธมิตร ซึ่งเป็นโอกาสอันดี ที่จะเชื่อมโยงกลุ่มธุรกิจไทย ได้พบปะผู้ผลิต ผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก

นายณรงค์ วัชรเสถียร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGAT) กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็วทั่วโลก กฟผ. ในฐานะองค์กรด้านพลังงานหลักของประเทศไทย ไม่เพียงแต่ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน แนวทางการลดคาร์บอน รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

"งาน ASEE 2026 ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับภูมิภาคที่สำคัญ ซึ่งได้รวบรวมเหล่าผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชันพลังงานอัจฉริยะเข้าไว้ด้วยกัน นวัตกรรมเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับโครงสร้างทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่ความทันสมัยและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ทาง กฟผ. พร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานเต็มกำลังและคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมพลังงาน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับเราทุกคน"

นายพิเชษฐ วงษ์เคี่ยม รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. (PEA) กล่าวเสริมถึงการร่วมสนับสนุนการจัดงาน ASEE & ARHC 2026 ด้วยความสอดคล้องอย่างยิ่งกับภารกิจของ PEA ในฐานะองค์กรที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายกระแสไฟฟ้าครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของเราคือการสร้างความมั่นใจว่า เทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน หรือนวัตกรรมโครงข่ายดิจิทัล จะสามารถนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานจริงได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนไปในทิศทางนี้ PEA ได้รุดหน้าโครงการสำคัญหลายประการ อาทิ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการวัดขั้นสูง (AMI), ระบบบริหารจัดการโครงข่ายจำหน่ายไฟฟ้าขั้นสูง (ADMS), การพัฒนาไมโครกริด (Microgrid) รวมถึงโครงการนำร่องระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ความพยายามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับที่สูงขึ้นทั่วประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

นายถัง ชางเจียง เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมแบตเตอรี่กวางตุ้ง กล่าวว่า กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทั่วโลกกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญของระบบไฟฟ้าแบบใหม่ ขณะที่ตลาดอาเซียนมีความโดดเด่นในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของภาคพลังงานใหม่ระดับโลก ซึ่งมอบโอกาสอันมหาศาลในการสร้างความร่วมมือ อุตสาหกรรมพลังงานใหม่ของจีนได้สร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานที่ล้ำสมัยและประสบการณ์การผลิตขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ในกวางตุ้งที่ได้รวบรวมจุดแข็งตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่มีคุณภาพสูงผ่านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี

งาน ASEE & ARHC 2026 ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงแต่จะรวบรวมทรัพยากรที่มีคุณภาพ เช่น หน่วยงานจัดซื้อของรัฐบาลไทยและผู้ซื้อรายหลักจากทั่วโลก แต่ยังช่วยให้สถานประกอบการต่างๆ มีเส้นทางที่รวดเร็วขึ้นในการจัดการกับความท้าทายด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขยายตัวไปยังต่างประเทศ และบรรลุความร่วมมือที่แม่นยำ บริษัทสมาชิกของเรายังได้นำนวัตกรรมล้ำสมัยมาจัดแสดง อาทิ โซเดียมไอออนแบตเตอรี่ (Sodium-ion batteries), แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต (Solid-state batteries) และระบบกักเก็บพลังงานรูปแบบต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมของภาคพลังงานใหม่

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัวขึ้น และการก้าวไปสู่การพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำได้กลายเป็นฉันทามติร่วมกันของนานาประเทศ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Center for Energy) ได้รับรองแผนพลังงานภูมิภาคฉบับใหม่สำหรับปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเป็น 30% ของแหล่งพลังงานหลัก และ 45% ของกำลังการผลิตติดตั้ง ทิศทางนโยบายเหล่านี้ได้ฉีดแรงขับเคลื่อนอันมหาศาลให้กับความร่วมมือสีเขียวในภูมิภาค และเป็นเวทีที่กว้างขวางสำหรับสองนิทรรศการเฉพาะทางในวันนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ “พลังงานสะอาด” รวมถึง “ระบบปรับอากาศและสภาพแวดล้อมที่สะอาด (HVACR and Cleanroom)”

งาน ASEE & ARHC 2026 ได้รวบรวมสถานประกอบการจัดแสดงโซลูชันพลังงานอัจฉริยะล้ำสมัย ผลิตภัณฑ์กักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีระบบปรับอากาศและห้องสะอาดขั้นสูง นอกเหนือจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการจัดสัมมนาตามหัวข้อต่างๆ และเซสชันการจับคู่ทางธุรกิจที่ตรงจุด จากภาพรวมงานนี้ได้การตอบรับอย่างดีจากคณะผู้จัดซื้อหลักจากหลายประเทศ อาทิ ไทย, จีน, เยอรมนี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ เช่น สาธารณูปโภคไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, ศูนย์ข้อมูล (Data Center), โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ และวิสาหกิจแปรรูปอาหาร โดยคาดว่าผู้ซื้อในท้องถิ่นอาเซียนจะมีสัดส่วนมากกว่า 45%

นายหวัง เจ้าหยุน ประธาน บริษัท กวางตง แกรนเดอร์ เอ็กซิบิชั่น


ภายในงานยังมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ ผ่านเวทีสัมมนา ASEE Smart Energy & Energy Storage Summit: อัปเดตเทรนด์พลังงานจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นำโดย Dr. Andy Tirta จาก ASEAN Centre for Energy (ACE), ตัวแทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), Dr. Gopal Energy Foundation, และ Global Wind Energy Council เวทีสัมมนา ARHC ASEAN RHVAC & Cleanroom Summit: อัดแน่นด้วยช่วง Innovation Sharing Session และ Insight Exchange จากวิทยากรชั้นนำ เช่น สภาวิศวกร (Council of Engineers Thailand) และสมาคมคุณภาพอากาศในอาคาร (Indoor Air Quality Association Thailand) และ ฟอรัมพิเศษ (Featured Forum): ภายใต้ธีม "Beyond Smart Grids - Powering AI and Data Centers in Southeast Asia"

นายหวัง เจ้าหยุน กล่าวอีกว่า ASEE & ARHC 2026 เกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ของไทยและต่างประเทศ พร้อมเข้าร่วมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ อาทิ ศูนย์พลังงานอาเซียน สภาวิศวกร (ประเทศไทย) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. รวมถึงสมาคมและองค์กรด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เช่น สถาบันวิจัยและนโยบายพลังงานแห่งฟิลิปปินส์ สภาพลังงานลมโลก สมาคมผู้เจรจาด้านพลังงานระหว่างประเทศ สมาคมผู้ผลิตกังหันลมแห่งอินเดีย สมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) สมาคมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นแห่งมาเลเซีย สมาคมคุณภาพอากาศในอาคารประเทศไทย สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย เป็นต้น





อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลอด 3 วันของการจัดงานระหว่างวันที่ 25-27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน โดยเป็นผู้นำอุตสาหกรรม นักนวัตกรรม และผู้เชี่ยวชาญจากกว่า 80 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งจะสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่สูง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด HVACR, คลีนรูม และพลังงานที่มีศักยภาพการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องในอาเซียน

สำหรับผู้สนใจติดตามข้อมูลของทั้งสองงาน ASEE & ARHC 2026
เพิ่มเติมหรือลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ผ่านทาง www.aseancleanenergyexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=3 และ www.aseanhvacexpo.com
ลงทะเบียน https://wg.hwvips.com/t.php?i=4

เบเยอร์–ซีพี รีเทลลิงค์ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026


“BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมแห่งปีที่ยกระดับมาตรฐานความคงทนวัสดุเคลือบผิว

กรุงเทพฯ – เบเยอร์ ผนึกกำลัง ซีพี รีเทลลิงค์ สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญในเวทีนวัตกรรมระดับประเทศ คว้ารางวัล Product Innovation Awards 2026 จากผลงาน “BegerShield GrapheneShield Innovation” นวัตกรรมวัสดุเคลือบผิวแห่งปีที่ถูกจับตามองในฐานะ Game Changer ของอุตสาหกรรมก่อสร้างและการปกป้องพื้นผิว

คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี รีเทลลิงค์ จำกัด และ ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล จากความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยี GrapheneShield ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีศักยภาพในการยกระดับมาตรฐานวัสดุเคลือบผิวในระดับอุตสาหกรรม


หัวใจของนวัตกรรมนี้ คือการนำ Graphene วัสดุขั้นสูงระดับโลก มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีสีของเบเยอร์ เพื่อสร้างฟิล์มเคลือบผิวที่มีทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการต้านทานสภาวะแวดล้อมที่รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความชื้น ฝน หรือรังสี UV ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วัสดุเสื่อมสภาพในระยะยาว

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเบเยอร์และ CP Retailink ผ่านหน่วยงาน ALL Graphene ซึ่งเป็นการรวมจุดแข็งของทั้งสององค์กร ทั้งด้านเทคโนโลยีสีและวัสดุขั้นสูง เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยหลังจากการลงนามความร่วมมือ (MOU) เมื่อปลายปี 2568 นวัตกรรมนี้ถือเป็นหนึ่งในผลลัพธ์รูปธรรมแรกที่สะท้อนศักยภาพของการร่วมพัฒนา

คุณวิเชียร จึงวิโรจน์ กล่าวว่า

“Graphene เป็นวัสดุขั้นสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสมรรถนะของวัสดุในหลายอุตสาหกรรม ด้วยโครงสร้างที่แข็งแรงและมีความหนาแน่นระดับอะตอม จึงช่วยลดการซึมผ่านของน้ำ ออกซิเจน และสารกัดกร่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในมุมของผู้ใช้งานจริง นวัตกรรมนี้ช่วยเพิ่มความทนทานของโครงสร้าง และลดภาระการบำรุงรักษาในระยะยาวได้อย่างชัดเจน”

ด้าน ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ กล่าวว่า  “BegerShield GrapheneShield Innovation เป็นการยกระดับเทคโนโลยีสีให้ก้าวไปสู่การเป็นวัสดุปกป้องโครงสร้างอย่างแท้จริง เราออกแบบระบบสีให้ Graphene สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายในฟิล์มสี ส่งผลให้เกิดทั้งความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความทนทานต่อสภาวะแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสีในอนาคต”



ในวันที่สภาพภูมิอากาศและรูปแบบการใช้งานเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง นวัตกรรม GrapheneShield Innovation สะท้อนแนวคิดใหม่ของการออกแบบวัสดุที่ต้อง “คิดเผื่ออนาคต” ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน แต่ต้องสามารถรับมือกับความท้าทายของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นได้อย่างยั่งยืนรางวัล Product Innovation Awards 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่กำลังก้าวสู่ยุคของ Performance-Driven Materials ซึ่งให้ความสำคัญกับความทนทาน อายุการใช้งาน และประสิทธิภาพเชิงโครงสร้าง ในระยะยาวมากกว่าที่เคย

07 พฤศจิกายน 2568

เบเยอร์ กับเส้นทางที่เป็นหนึ่งเดียวในแบรนด์สีทาอาคาร ที่ดำเนินการเข้าร่วม “แผนสำหรับ Net Zero Pathway”

 

เบเยอร์ กับเส้นทางที่เป็นหนึ่งเดียวในแบรนด์สีทาอาคาร ที่ดำเนินการเข้าร่วม “แผนสำหรับ Net Zero Pathway” ผ่านโครงการที่นำโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

เบเยอร์ประกาศความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำ ด้วยการเข้าร่วม “แผนสำหรับ Net Zero Pathway” ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมสีทาอาคารไทยในการพัฒนามาตรฐานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ (แหล่งอ้างอิง: TGO – Net Zero Guidelines)


การเข้าร่วม “แผนสำหรับ Net Zero Pathway” มีเป้าหมายเพื่อวางกรอบทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานสากล ครอบคลุมการจัดทำข้อมูลคาร์บอน  ระบุแหล่งกำเนิดการปล่อยเชิงลึก และกำหนดมาตรการลดการปล่อยที่ตรวจวัดได้ในระยะสั้น กลาง และยาว ทั้งในกระบวนการผลิต วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดคาร์บอนให้ผู้ใช้งาน (แหล่งอ้างอิง: TGO – Thailand’s GHG Mitigation Framework) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอาคารไทยสู่ “อาคารเขียว”

ในโอกาสเดียวกันนี้ ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ตัวแทนผู้บริหารเบเยอร์ ยังเข้ารับประกาศนียบัตรรับรอง Carbon Footprint of Product (CFP) ครอบคลุมสินค้า 177 SKU ซึ่งประเมินตามแนวทางการคำนวณของ TGO (แหล่งอ้างอิง: TGO – Carbon Footprint of Product Guidelines) ทำให้เบเยอร์เป็นหนึ่งในบริษัทสีที่มีจำนวนผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมากที่สุดในประเทศ

ดร.วรวัฒน์ระบุว่า การได้รับการรับรองทั้ง CFP 177 SKU และการเข้าร่วม Net Zero Pathway ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสีของไทยสู่ระดับสากล พร้อมยืนยันว่าเบเยอร์จะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสีที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการวางระบบจัดการคาร์บอนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ “นี่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ชัดเจน เราเชื่อว่าบทบาทของสีทาอาคารไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปกป้องพื้นผิว แต่ต้องช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนในมิติต่าง ๆ ได้จริง” — ดร.วรวัฒน์กล่าว

ด้วยก้าวนี้ เบเยอร์ตอกย้ำสถานะของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมสีทาอาคารที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมและมีข้อมูลรับรองครบถ้วน ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สีเขียวและโครงการความร่วมมือต่างๆสามารถติดตามได้ที่: https://www.beger.co.th/th/

27 สิงหาคม 2568

ก้าวที่แตกต่างของ “ สยามโกลเด้น ฯ ”


บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ชมนวัตกรรมและเทคโนโลยีเครื่องจักร และอุปกรณ์สำหรับการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหาร การรักษาสภาพอาหาร และวัสดุสิ้นเปลือง และอีกหลากหลายชนิด สยามโกลเด้นเซลส์ แอนด์เซอร์วิส ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ของบ.สยาม โกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จก. ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบบรรจุภัณฑ์  โรงงานผลิตสายรัดพลาสติก ระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติในสายการผลิต ภายใต้การบริหารงานของ นายปราการ  และนายวสุโรพรสกุลไพศาลจน์ พรสกุลไพศาล ทายาทที่ขยายปีกและเติบโตอย่างมั่นคง  รองรับผู้บริโภคตั้งแต่ระดับรากหญ้า จนถึงธุรกิจระดับอุตสาหกรรม โดยการพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ออกมาเพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบกับธรรมชาติให้น้อยลง

ล่าสุด เปิดตัว เชือกเกษตร ผลิตภัณฑ์ใหม่รองรับตลาดเกษตรอย่างเต็มตัว ภายใต้ชื่อ แบรนด์  "เชือกทองคำ" สินค้าจากฝีมือคนไทยเพื่อคนไทย ที่สำคัญเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมพลังงานครบวงจร เห็นภาพรวมและแนวทางขององค์กรชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นายปราการ พรสกุลไพศาล ประธานกรรมการ สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส 

นับเป็นครั้งแรกที่ทีมงาน Wefieithailand  มีโอกาส เยี่ยมชมธุรกิจ ผู้นำด้านบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร ทำให้ทุกคนได้เห็นภาพองค์กรใหญ่อย่างบริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมเผยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด “เชือกทองคำ” เชือกเกษตร ชูศักยภาพ ผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทย  ทนทาน ราคาถูกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณปราการ พรสกุลไพศาล  ประธานกรรมการ บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เล่าถึง
จุดเริ่มต้นของธุรกิจ  ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2532 ก้าวสู่การเป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์และวัสดุสิ้นเปลือง และวันนี้เรายังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ธุรกิจที่ผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์สำหรับห่อหุ้ม ป้องกัน และนำเสนอสินค้า เพื่อให้สินค้ามีความสมบูรณ์ ปลอดภัยและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยบริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
และบริษัทในเครือ ซึ่งได้ได้แก่ บริษัท เรืองนครแพคเซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ปราการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ จำกัด








คุณปราการ  กล่าวถึง บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจ  ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2532 ก้าวสู่การเป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์และวัสดุสิ้นเปลือง และวันนี้เรายังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพสินค้าและบริการ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ธุรกิจที่ผลิตวัสดุหรืออุปกรณ์สำหรับห่อหุ้ม ป้องกัน และนำเสนอสินค้า เพื่อให้สินค้ามีความสมบูรณ์ ปลอดภัยและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดย บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด และบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เรืองนครแพคเซอร์วิส จำกัด และ บริษัท ปราการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ จำกัด


เชือกเกษตร แบรนด์  “เชือกทองคำ” เชือกฟางเพื่อเกษตร เป็นสินค้าใหม่ที่บริษัทฯ  ตั้งใจในการผลิตขึ้น เป็นการทำเชือกฟางครบวงจร ภายใต้ชื่อ เชือกทองคำ สามารถนำไปใช้งานด้านเกษตรเพื่อห่อหุ้มผลไม้ได้ทุกชนิด  ซึ่งผลิตจากเม็ดพลาสติกเม็ดใหม่ มีความทนทาน เหนียว ไม่เจ็บมือ ใส่ยูวีทำให้สีไม่จืดไม่ลอก รวมถึงสินค้าอีกตัวหนึ่งคือ สายรัด PP  ก่อนหน้านี้ขายเป็นกิโล ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเป็นขายความยาว 1 เมตร  ต้นทุนที่ลูกค้าซื้อไปเท่ากับ 25 - 30 สตางค์ เมื่อก่อน 1 เมตร ราคาอยู่ที่ประมาณ 50 – 80 สตางค์ต่อ 1 เมตร จุดเด่นคือ ใช้เม็ดพลาสติกเม็ดใหม่ เมื่อเกษตรกรตัดผลไม้แล้ว เชือกฟางที่ไม่ใช้แล้ว สามารถนำกลับมาที่โรงงาน ทางโรงงานจะรับซื้อกลับมาเพื่อหลอมใหม่ นวัตกรรมสร้างสรรค์ออกมาเพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลกระทบกับธรรมชาติให้น้อยลง ซึ่งดำเนินการ กระบวนกาผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถือเป็นหนึ่งนวัตกรรมที่ทำให้เชือกนี้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีราคาไม่แพงและทนทานกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาดทั่วไป ความแตกต่างคุ้มค่าสำหรับคนไทย ที่สำคัญเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ที่ผลิตโดยคนไทยเพื่อคนไทย 




นายวสุโรจน์ พรสกุลไพศาล รองประธานกรรมการ สยามโกลเด้นเซลส์ แอนด์ เซอร์วิส  เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจของ สยามโกลเด้นฯ  เป็นบริษัทในเครือ โกลเด้นกรุ๊ป มีธุรกิจ 3 อย่าง

1. เป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์ จากประเทศจีนและไต้หวัน

2 เป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์ ( ผู้ให้บริการ ) แนะนำโซลูชั่น โพรดักส์ แพคเกจจิ้งหรือบรรจุภัณฑ์ วัสดุที่ใช้สำหรับห่อหุ้มสินค้าเพื่อป้องกันความเสียหาย รักษาคุณภาพและอำนวยความสะดวกในการขนส่ง เครื่องจักรสำหรับบรรจุภัณฑ์สำหรับลูกค้า ตั้งแต่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีความต้องการและพัฒนาอย่างไรให้เข้าอยู่ในบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ 

3 เป็นผู้ผลิตวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ เช่น  สายรัดพีอี  ที่ใช้ในการรัดขนส่งและปัจจุบันมีเชือกเกษตร ใช้ในการเกษตรเช่น เชือกโยงทุเรียน เชือกเกษตรทำหน้าที่ในการปกป้องผลผลิตไม่ให้เสียหาย นอกเหนือจากการให้บริการแก่กลุ่มผู้ประกอบการเป็นหลัก ยังยึดแนวคิด Consumer Centricity โดยการคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ 





นายวสุโรจน์ กล่าวต่อว่า  ในส่วนแรกด้าน เครื่องจักร  อาทิเช่น  เมื่อเรามีสินค้าชนิดหนึ่งผลิตออกมา เราไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่บริษัทฯ ทำหน้าที่เป็นคู่คิด  ตอบโจทย์ลูกค้าด้านบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร โดยได้มีการออกแบบพัฒนาบรรจุภัณฑ์และบริการที่หลากหลายเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าอีกกด้วยธูรกิจหลัก และตลาดของเราจะมีสองกลุ่ม ถ้าเป็นตลาดกลุ่มใหญ่ จะเป็นโรงงานขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เช่น โรงงานขนาดใหญ่ก็มีโอกาสได้ให้บริการกับซีพี อภิวัน น้ำยาปรับผ้านุ่ม กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสัตว์หรือโรงงานแปรรูปอาหารทะเล หรือโรงงานทำสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ OTOP ทำโรงสีข้าว ค่อนข้างหลากหลายเพราะธุรกิจทุกอย่างแม้กระทั่งร้านค้า ร้านอาหาร หรือหน้าร้าน จะต้องมีการใช้บรรจุภัณฑ์ ซึ่งเมื่อมีการใช้บรรจุภัณฑ์เข้ามาเกี่ยวก็ช่วยเราหลายๆอย่าง หนึ่งเลยคือเรื่องความสะอาด เรื่องการเก็บรักษาก็ช่วยได้ หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็บรรจุเพื่อขนส่ง  ซึ่งหากท่านใดสนใจไม่ต้องกลัว เราวางเครื่องจักรในส่วนของการให้คำปรึกษา ตั้งแต่ต้นจนจบ” 

นอกจากนี้  ยังให้บริการด้านโซลูชันบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ และ ล่าสุดบริษัทฯ ได้ผลิต เชือกโยงการเกษตรคุณภาพดี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมลงตลาดเป็นเจ้าแรกของไทย จากมุมมองทางธุรกิจที่เห็นถึงความต้องการของเกษตรกรระดับรากหญ้าของไทยและการเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 



นายวสุโรจน์ กล่าวเสริมศักยภาพของเชือกทองคำ ด้วยเหตุผลที่ ว่าด้วยลักษณะการใช้งานไม่แตกต่างกัน  ความแข็งแรงไม่เหมือนกัน ต้องแยกดูเรื่องสูตรในการผลิต ปัจจุบันคนค่อนข้างแอนตี้พลาสติก ต้องบอกว่าพลาสติกไม่เชิงว่าเป็นผู้ร้ายเสียทีเดียว ขึ้นอยู่กับการจัดการมากกว่า 

การดำเนินธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องจักร หรือในส่วนของการผลิตสินค้าพลาสติก จะเห็นได้จากนวัตกรรมจะคำนึงถึง Bio - Circulation - Green Industry  มีการทำ circulate ของผลิตภัณฑ์ภายในโรงงาน รวมถึงเมื่อเราส่งสินค้าให้ลูกค้าแล้ว มีการรับซื้อกลับมา นอกจากเรามีโรงงานผลิต เรามีโรงหลอมด้วย ของที่ส่งกลับมาสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ปรับปรุงขึ้นมาได้ เป็นงานรีไซเคิลร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อลดมลภาวะเป็นพลังงานสะอาด ตอนนี้ที่โรงงานในการผลิตใช้ไฟฟ้าเยอะมาก เราก็ใช้โซลาเซลส์ด้วย 

นายวสุโรจน์ ทายาท สยามโกลเด้นฯ กล่าวต่อว่า “จริง ๆ ถ้าสนใจ ไม่ต้องกลัว จะเป็น SME สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ เรายินดีให้คำแนะนำให้คำปรึกษา เพราะที่นี่มีเครื่องจักรในหลากรูปแบบ เช่น ระบบบรรจุภัณฑ์อัตโนมัติในสายการผลิต เช่นเครื่องบรรจุซองแนวนอนอัตโนมัติ ที่เหมาะสำหรับบรรจุสินค้าที่เป็นชิ้น รูปทรงกลม สี่เหลี่ยม วงรี ใส่กล่องหรือถาด เช่น ขนมปังกรอบ เบเกอรี่ เป็นต้น 




เรียกได้ว่า เครื่องบรรจุซองแนวตั้งอัตโนมัติ เครื่องรัดสายพลาสติกเครื่องรัดอัตโนมัติใช้กับสายรัดพลาสติกชนิด PP หรือ PET เครื่องรัดกึ่งอัตโนมัติ เครื่องพันฟิล์มพาเลท/เครื่องรัดพาเลท เครื่องจัดเรียงสินค้าบนพาเลท เครื่องปิดเทปกาวโอพีพี เครื่องขึ้นรูปกล่อง เครื่องแพ็คซีลสูญญากาศ ใช้สำหรับแพ็คสินค้าประเภทอาหาร อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ อะไหล่รถยนต์ เครื่องติดฉลากสติกเกอร์ เครื่องซีลปิดปากถุงพลาสติก และยังมีสินค้าที่เหมาะกับในหลากหลายผลิตภัณฑ์ เครื่องอัตโนมัติขนาดเริ่มต้นก็ได้ ใช้คนกรอกก็ได้ เครื่องอัตโนมัติเริ่มต้นราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้าน ซึ่งตรงนี้สามารถคุยกันได้

บริษัท สยามโกลเด้น เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.siamgoldengroup.com
E-mail  siamgolden@siamgoldengroup.com
Line ID : @goldenpack

โทรศัพท์: 02 878 1371-5, 02 878 0342-3
โทรสาร: 02 476 8802