27 เมษายน 2569

ช่อง 7HD รุกข่าวจัดเต็ม ขยายเวลา-อัดแน่นคอนเทนต์

“สมโภชน์ โตรักษา” คัมแบ็กหน้าจอ เริ่ม 1 พฤษภาคมนี้ ! 

ช่อง 7HD เดินหน้าลุยขยายเวลาข่าวเต็มรูปแบบ เสริมความเข้มข้นรอบด้านในรายการ “ห้องข่าวภาคเที่ยง” พร้อมการกลับมาของ สมโภชน์ โตรักษา ในช่วง “คอลัมน์หมายเลข 7” และเปิดตัวช่วงใหม่ “รับจบ” ที่จะมาช่วยย่อยข้อกฎหมายให้เข้าใจง่าย เริ่ม 1 พฤษภาคมนี้ 

เดินเกมรุกต่อเนื่อง ช่อง 7HD ยกระดับการนำเสนอข่าวสารให้ครอบคลุมทุกมิติสังคม ประเดิมด้วย “ห้องข่าวภาคเที่ยง” ปรับเวลาใหม่ ขยายเวลาเต็มอิ่มกว่าเดิม สด ใหม่ ทันทุกกระแส ทุกวันจันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.50–12.40 น. เกือบ 2 ชั่วโมงเต็ม นำทีมโดยคู่หูผู้ประกาศมืออาชีพ แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล และ ศจี วงศ์อำไพ ที่จะมาเสิร์ฟข่าวสดใหม่ทันทุกกระแส

ไฮไลต์สำคัญ แฟนข่าวสืบสวนห้ามพลาดกับการคัมแบ็กของ สมโภชน์ โตรักษา ใน “คอลัมน์หมายเลข 7” ที่ยังคงจุดยืนในการสืบสวน ตรวจสอบเชิงลึก ติดตามกลโกง เปิดโปงความจริง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณชนเพิ่มความพิเศษด้วยช่วง “รับจบ” พื้นที่คลายทุกข์ที่หยิบยกประเด็นกฎหมายยาก ๆ มาย่อยให้เข้าใจง่าย โดยแชมป์-ศรัณภัสร์ และ ปอย-ภานุรัจน์ ศนีบุตร พร้อมเชิญนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญมาร่วมชี้ทางออก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เรื่องเล็กของใคร ก็เป็นเรื่องใหญ่ของเรา แก้ปัญหาด้วยกฎหมาย”

​ส่วนช่วงเย็นวันจันทร์-ศุกร์ ทันทุกข่าวร้อน เกาะประเด็นใหญ่ เจาะลึกทุกเหตุการณ์สำคัญที่น่าสนใจครบ จบ ใน ข่าวเย็นประเด็นร้อน ขยับเวลาใหม่ เริ่มเวลา 16.00 น. พบ ปุ้ม-เปรมสุดา สันติวัฒนา และ กาย-สวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา ต่อเนื่องด้วยมีเรื่องต้องคุย เวลา 17.00 น. ทุกปัญหามีทางจบ ร่วมหาทางออกให้สังคม เปิดโต๊ะคุยแบบเต็มอิ่มกับ กาย สวิตต์



ด้าน สมโภชน์ โตรักษา กล่าวถึงการกลับมาในครั้งนี้ว่า “เราพร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารงานตรวจสอบปัญหาการทุจริตเงินแผ่นดิน อย่างถูกต้อง รอบด้าน ทันสถานการณ์ ด้วยความเป็นธรรม รับผิดชอบต่อวิชาชีพและสังคมไทย โดยเฉพาะ คอลัมน์หมาย

เลข 7 ที่จะกลับมาตอกย้ำอุดมการณ์ตรวจสอบเชิงลึกและเกาะติดกลโกงอย่างจริงจัง ผสานการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายและน่าสนใจ โดยมีทีมข่าวมืออาชีพ ทั้ง เจษฎา อุปนิ, อรรถพล ดวงจินดา และ ณัฐดนัย ใหม่ซ้อน ร่วมเดินหน้าขุดคุ้ยข้อเท็จจริงในทุกเรื่องที่ประชาชนร้องเรียน เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องและเป็นธรรมให้กับแผ่นดิน”


แชมป์-ศรัณภัสร์ เผยว่า “นอกจากการขยายเวลา “ห้องข่าวภาคเที่ยง” ให้เต็มอิ่มยิ่งขึ้นแล้ว เรายังอัดแน่นด้วยเนื้อหาข่าวที่ครบทุกมิติ โดยเฉพาะการนำเสนอแง่มุมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พร้อมมอบความพิเศษให้แฟนข่าวด้วยช่วง “รับจบ” ที่ผมและพี่ปอย ภานุรัจน์ จะมาร่วมกันย่อยข้อกฎหมายที่เข้าใจยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย โดยมีนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมชี้แนะทางออก เพื่อเป็นที่พึ่งให้ประชาชนคลายข้อสงสัยได้อย่างถูกต้อง ผมหวังว่าช่วงใหม่นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน และฝากติดตาม “ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์” ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ 1 ชั่วโมงเต็มด้วยนะครับ”

กาย-สวิตต์ กล่าวเสริมว่า “เราปรับเวลาใหม่เพื่อให้ผู้ชมเข้าถึงข่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกับ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน” ในเวลา 16.00 น. ก่อนจะต่อเนื่องด้วยรายการ “มีเรื่องต้องคุย” ที่พร้อมเปิดพื้นที่เปลี่ยนจาก ‘คนดู’ ให้เป็น ‘คนคุย’ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคม ภายใต้แนวคิดทุกปัญหามีทางจบ เพื่อร่วมหาทางออกให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์ ติดตามชมได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00-18.00 น. และเกาะติดข้อมูลต่อเนื่องได้ทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มของ Ch7HD News ครับ”

​ข่าว 7HD ยังคงตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนคุณภาพ ที่มุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารรอบด้าน ทันทุกกระแส ครบทุกประเด็นโดยทีมข่าวมืออาชีพ ดูแล้วครบ จบที่นี่ที่เดียว ! เริ่มผังรายการข่าวใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป 

ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารได้ทาง ช่อง 7HD กด 35 หรือรับชมสดออนไลน์ผ่าน BUGABOO.TV พร้อมเกาะติดทุกประเด็นร้อนผ่านช่องทางออนไลน์ Ch7HD NEWS (Facebook, IG, TikTok) และ Ch7HD (Facebook, IG, TikTok, X, YouTube) หรือทางเว็บไซต์ www.ch7.com

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชู 4 นโยบายหลัก ขับเคลื่อนสหกรณ์ไทย

พร้อมปรับภาพลักษณ์สู่การเป็น "คู่คิด" เคียงข้างสมาชิกกว่า 12 ล้านคน

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งขับเคลื่อน 4 นโยบายหลัก สร้างความเข้มแข็งและป้องกันความเสี่ยงให้ระบบสหกรณ์ไทย ย้ำชัด กรมฯ ไม่ใช่ “คนจับผิด” แต่คือ "คู่คิด" ที่พร้อมให้คำแนะนำและพาสหกรณ์ก้าวผ่านทุกความท้าทาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของสมาชิกกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์และความท้าทายของสหกรณ์ในปัจจุบัน ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจและปัญหาความเสี่ยงทางการเงินว่า ปัจจุบันภาพรวมของสหกรณ์ไทยยังคงมีความเข้มแข็ง แม้จะมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นบ้าง แต่ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับระบบสหกรณ์ทั้งหมด

“ปัญหาเรื่องการทุจริตในสหกรณ์นั้นมีอยู่บ้าง แต่ถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก คิดเป็นสัดส่วนไม่น่าจะเกินร้อยละ 5 จากสหกรณ์ที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าไปตรวจสอบและให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการหรือสมาชิกสหกรณ์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงจุดที่มีความเสี่ยงและสาเหตุของข้อผิดพลาดต่างๆ ซึ่งการเข้าไปอุดช่องโหว่เหล่านี้จะช่วยลดปัญหาการทุจริตลงได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายวุฒิพงศ์ กล่าว

เพื่อเป็นการรับมือกับความท้าทายและยกระดับการดำเนินงาน นายวุฒิพงศ์ ได้กำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นใน 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่:

1. การเทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์: ผ่านการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ รวมถึงการลงพื้นที่สอนการทำบัญชีให้กับประชาชนในถิ่นทุรกันดาร และการจัดกิจกรรมในวันสำคัญของชาติ

2. การขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์: สนองตอบต่อนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเต็มกำลัง

3. การสร้างความเข้มแข็งและป้องกันความเสี่ยงให้กับภาคสหกรณ์: ถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่สำคัญ โดยกรมฯ ได้พัฒนาเครื่องมือเพื่อป้องกันความเสี่ยง ได้แก่ การยกระดับแอปพลิเคชัน SmartMe สู่ "SmartMe Plus" ที่เพิ่มฟังก์ชันและลูกเล่นใหม่ๆ ช่วยให้สมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองและสหกรณ์ได้แบบเรียลไทม์ (วินาทีต่อวินาที) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบ ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศทางการเงินขนาดใหญ่ เพื่อให้คณะกรรมการและผู้บริหารสหกรณ์ใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจของสหกรณ์ได้อย่างแม่นยำ

4. การสร้างความผาสุกในองค์กร: ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของบุคลากร (Work-life balance) โดยเฉพาะผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่ต้องรับภาระงานหนัก (ตรวจสอบบัญชีมากกว่า 20 สหกรณ์ต่อปี) ตลอดจนสนับสนุนการลงพื้นที่สอนบัญชีให้กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และนักเรียนนักศึกษา

นอกจากนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้ชี้แจงถึงมุมมองของสังคมที่มักมองว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีหน้าที่เพียงแค่การเข้าไป "จับผิด" ตัวเลขทางบัญชี โดยระบุว่า

“คำว่า ‘ตรวจ’ ในชื่อกรม อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนเป็นการเข้าไปจับผิด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราดำเนินการตรวจสอบตามมาตรฐานวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ กรมฯ ทำหน้าที่เป็นเสมือน ‘คู่คิด’ ให้กับสหกรณ์ หากเราเข้าไปตรวจแล้วพบสิ่งใดที่บันทึกไม่ถูกต้อง หรือมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เราจะรีบให้ข้อเสนอแนะแก่คณะกรรมการและผู้บริหารเพื่อให้เร่งแก้ไขทันที เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้มาเพื่อจับผิด แต่เราพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นคู่คิด เพื่อให้สหกรณ์ก้าวไปสู่ความสำเร็จและนำผลประโยชน์กลับมาสู่สมาชิกทุกคนอย่างแท้จริง”

นายวุฒิพงศ์ ยังได้กล่าวให้ความมั่นใจแก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 74 ว่า“ตลอดระยะเวลา 74 ปีที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ดูแลช่วยเหลือสหกรณ์และพี่น้องสมาชิกกว่า 12 ล้านคนมาอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไป ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจหรือสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมในฐานะอธิบดีฯ พร้อมด้วยบุคลากรของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ทุกคน ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเคียงข้างสหกรณ์และพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ไทย เพื่อให้เราก้าวเดินไปด้วยกันอย่างปลอดภัยและมีความสุขตลอดไป” นายวุฒิพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนทั่วไป สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านบัญชี และบริการต่างๆ ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้หลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ของกรมฯ (www.cad.go.th), Facebook Page, YouTube, TikTok, Instagram (IG) และ X (Twitter) ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์

“เบเยอร์” เขย่าอุตสาหกรรมสี! ปั้นมาตรฐานใหม่ Zero Waste

ในงานสถาปนิก’69 ย้ำผู้นำ Coating Innovation ตัวจริง ผ่านแนวคิด “Prompt the Future”

กรุงเทพฯ – บริษัท สีเบเยอร์ จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสีระดับประเทศ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในงานสถาปนิก’69 ด้วยการประกาศจุดยืน “No.1 Coating Innovation Brand” พร้อมเปิดตัวบูธภายใต้แนวคิด “Prompt the Future” ที่ผสานพลังของ Innovation และ Sustainability อย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมาตรฐานงานอีเวนต์สู่ Zero Waste Design อย่างเต็มรูปแบบ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ต่อยอดจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ที่เบเยอร์สร้างประวัติศาสตร์เป็น Net Zero Event รายแรกของประเทศ ที่ได้รับการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) ปีนี้เบเยอร์เดินหน้าขยับมาตรฐานอีกขั้น สู่ Zero Waste Design ที่ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่เกิดขึ้นจริงในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ภายใต้แนวคิด Sustainable Ecosystem เบเยอร์ออกแบบบูธโดยคำนึงถึงทั้งระบบ ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การผลิต การขนส่ง การติดตั้งแบบลดฝุ่น ไปจนถึงการจัดการหลังจบงาน เพื่อมุ่งสู่ Zero Event Waste และลด Carbon Footprint อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนบทบาทผู้นำที่ไม่ได้มองเพียงผลิตภัณฑ์ แต่ยกระดับทั้ง “ระบบของอุตสาหกรรม”

ไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือ Color Installation ขนาดใหญ่ ที่เปลี่ยนพื้นที่จัดแสดงให้กลายเป็น Immersive Experience เปิดประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าชมได้ “เดินอยู่ในโลกของสี” ผ่านม่านเฉดสีจากคอลเลกชัน “สิริมงคล” ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และความหมายของการอยู่อาศัยในยุคใหม่อย่างลึกซึ้ง

ทุกองค์ประกอบของบูธถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “Nothing is Waste” โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และการต่อยอดวัสดุหลังจบงานให้เกิดประโยชน์จริง อาทิ การนำม่านผ้าไป Upcycle เป็นกระเป๋า และการส่งต่ออุปกรณ์ทาสีให้กับชุมชนและสถานศึกษา สะท้อนแนวคิด Circular Design ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์เชิงสัญลักษณ์

ในส่วนของนิทรรศการ เบเยอร์เลือกใช้วัสดุรีไซเคิล พร้อมออกแบบโครงสร้างแบบ Flat-pack System ที่ช่วยลดน้ำหนัก ลดพื้นที่จัดเก็บ และลดจำนวนรอบการขนส่ง ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง ตอกย้ำแนวคิดการออกแบบที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ

ขณะเดียวกัน เบเยอร์ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม ด้วยการเปิดตัว กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ครอบคลุมทั้งสีทาอาคาร สีงานไม้ และเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ที่ตอบโจทย์ทั้ง Performance, Durability และ Environmental Impact รองรับความต้องการของตลาดยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งคุณภาพและความยั่งยืน



อีกหนึ่งไฮไลต์ที่โดดเด่นคือ Technical Mockup รูปแบบใหม่ ผ่านโมเดล 3 มิติ “เต่าเบเยอร์” ที่จำลองพื้นผิวจริงแบบ 360 องศา ช่วยให้ผู้เข้าชมสามารถเห็นประสิทธิภาพของระบบสีได้อย่างชัดเจนในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ยกระดับการนำเสนอเทคโนโลยีสู่ประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายและจับต้องได้

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ของเบเยอร์ จึงไม่ใช่เพียงการ “ออกบูธ” แต่คือการประกาศบทบาทของแบรนด์ไทยที่ก้าวสู่เวทีระดับสากล ในฐานะผู้นำด้าน Coating Technology และ Sustainable Innovation ที่พร้อมสร้าง “มาตรฐานใหม่” ให้กับทั้งอุตสาหกรรมสีและอุตสาหกรรมอีเวนต์ในอนาคต

รายละเอียดงาน

วันที่: 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2569

เวลา: 10.00 – 20.00 น.

สถานที่: ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

บูธ: สีเบเยอร์ S404/1

ขอเชิญร่วมสัมผัส “มาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมสี” และประสบการณ์แห่งอนาคตได้ที่บูธเบเยอร์
ภายในงานสถาปนิก’69

24 เมษายน 2569

“บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล!


ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัล! ช่วยดูแลดวงตา ลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ ภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ แบบขวด 30 เม็ด ราคาพิเศษเพียง 169 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น

“ในยุคที่ชีวิตประจำวันเลี่ยงไม่ได้กับการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือเป็นเวลานาน จนเกิดปัญหา 'Digital Eye Strain' หรืออาการตาแห้ง ตาล้า และพร่าเบลอ ‘บีไชน์’ (B-Shine) ส่งตัวช่วยสำคัญ ‘ไบโอ โปร ซี’ (Bio Pro C) วิตามินซีสูตรพิเศษที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องภูมิคุ้มกัน แต่มาพร้อมคุณสมบัติแบบ 3-in-1 ที่เน้นการดูแลถนอมดวงตาควบคู่ไปกับการบำรุงผิวพรรณในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับคนวัยทำงาน นักศึกษา ผู้ที่ใช้สายตาหนัก และผู้สูงอายุ”

“ไบโอ โปร ซี’ วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่ (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry)” วิตามินซีสูตรพิเศษนี้ ช่วยลดอาการตาแห้ง-ล้า-เบลอ พร้อมเสริมระบบภูมิคุ้มกันและบำรุงผิวพรรณ มาในรูปแบบขวดพกพาสะดวกขนาด 30 เม็ด โดย บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ได้จัดโปรโมชั่นแรง ช่วยประหยัดส่งท้ายเดือน เหลือเพียง 169 บาท (จากปกติ 189 บาท) และสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือ 168 บาท หาซื้อได้ง่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2569 นี้

คัดสรร 7 สารสกัดเข้มข้นใน ‘ไบโอ โปร ซี’ ตัวช่วยสำคัญที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัล ผ่านการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุม ดังนี้

1. ถนอมดวงตาขั้นสุด : ด้วยการทำงานร่วมกันของ สารสกัดบิลเบอร์รี่ (แอนโทไซยานิน 25%) และ วิตามินเอ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่แสงน้อย ลดอาการพร่าเบลอ และเติมความชุ่มชื้นให้ดวงตาจากการจ้องมือถือนานๆ

2. วิตามินซีสูตรอ่อนโยน (Non-Acid) : ใช้แคลเซียม แอสคอร์เบต ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ร่างกายดูดซึมได้ดีและคงอยู่ในร่างกายได้นาน โดยไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เหมาะกับคนวัยทำงานที่อาจมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา 

3. ภูมิคุ้มกัน X3 จากธรรมชาติ : รวมพลังความสูงจากผลคามู คามู สกัด (ให้วิตามินซีสูงกว่าเลมอน 103 เท่า!), โรสฮิปส์สกัด และ ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีไปใช้ได้นานขึ้น เสริมเกราะป้องกันหวัดและภูมิแพ้ได้ดีกว่าเดิม

4. ปกป้องผิวจากแสง : เสริมด้วยสารสกัดจากส้มสีแดง (Blood Orange) ที่ช่วยป้องกันผิวจากรังสียูวีและลดการอักเสบของผิว ให้ผิวดูสดใสไม่หมองคล้ำแม้ทำงานหนัก

เพียงรับประทานวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร  เพื่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จบครบภายในเม็ดเดียว ซึ่งเป็นวิตามินซีที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการดูแลเสริมสุขภาพเป็นประจำทุกวันได้อย่างมั่นใจ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม “บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ได้ที่เว็บไซต์ https://bshine.co.th/bioproc/,
FB : B Shine, Line : @Bshine,  TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus

โตชิบาเติมสีใหม่พัดลม F-ALC50TH เอาใจสายแต่งบ้านพร้อมลมแรงไกล 12 เมตร

โตชิบา เสริมทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคกับพัดลมรุ่น F-ALC50TH ด้วยการเพิ่มเฉดสีใหม่ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการแต่งบ้านที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยยังคงจุดเด่นด้านดีไซน์และประสิทธิภาพการใช้งานที่ครบครันเช่นเดิม

พัดลมโตชิบา รุ่น F-ALC50TH มาพร้อมดีไซน์ 2-in-1 ที่สามารถใช้งานได้ทั้งแบบตั้งพื้นและตั้งโต๊ะในเครื่องเดียวให้พลังลมแรงกระจายได้ไกลสูงสุดถึง 12 เมตร ด้วยระบบ Cyclone12 PowerBoost ผสานพลังใบพัดดีไซน์ล้ำที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินเจ็ท มาพร้อมกับองศาใบที่ช่วยเพิ่มการดูดอากาศ ลดเสียงรบกวน และสร้างการไหลเวียนของอากาศมากขึ้นถึง 2.5 เท่า และยังมีถึง 5 ใบพัด  เสริมประสิทธิภาพด้วยมอเตอร์ Ultra Power+ ที่ให้ความทนทาน พร้อมนวัตกรรมดีไซน์ตะแกรงบิดเกลียว AirBoost แบบ 2 ชั้น ช่วยเพิ่มแรงลมให้สม่ำเสมอในทุกพื้นที่การใช้งาน นอกจากนี้ ยังสามารถปรับระดับแรงลมได้ถึง 4 ระดับ พร้อมโหมดเทอร์โบ และรองรับการส่ายซ้ายขวาได้กว้างถึง 85 องศา ช่วยกระจายลมได้ครอบคลุมทั้งห้อง อีกทั้งยังปรับระดับความสูง ได้อย่างสะดวก ตอบโจทย์การใช้งานในทุกสถานการณ์  มั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยจากญี่ปุ่น พร้อมการรับประกันตัวเครื่องและมอเตอร์พัดลมนาน 5 ปี

สำหรับเฉดสีใหม่ของพัดลมรุ่น F-ALC50TH ได้รับการออกแบบให้เข้ากับบ้านหลากหลายสไตล์ ทั้งความเรียบหรูและความสดใส ได้แก่ สีเทาเข้ม Morandi Grey สีฟ้า Kumo Sky สีเขียว Pixel Green และสีขาว
Ivory (Milkshake Yellow) ชมข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.toshiba-lifestyle.com/th หรือ Facebook.com/ToshibaLifestyleThailand

SHEEP เสิร์ฟกลยุทธ์คาแรกเตอร์มาร์เก็ตติ้ง เปิดคอลเลคชั่น Sanrio ปั้นตลาดแก็ดเจ็ตแฟชั่นรับ Gen Z

พร้อมดึงพลังคู่จิ้น เติ้ล-เฟิร์สวัน  เป็น Collection Presenter

SHEEPแบรนด์เคสและแก็ดเจ็ตสัญชาติไทย ผู้ผลิตและออกแบบแก็ดเจ็ตที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด  เปิดตัวเคสคอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับคาแรกเตอร์ระดับโลกจาก Sanrio ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน “SHEEP SWEET TREAT” ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์  นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแก็ดเจ็ต พร้อมดึงพลังคู่จิ้นสุดฮอต เติ้ล -เฟิร์สวัน มาเป็น Collection Presenter พร้อมเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  Pompompurin และ  Cinnamoroll เนรมิตพื้นที่กลางลาน M Fashion Hall1 ภายในเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ  ให้กลายเป็นโลกแห่งความหวานที่ทุกคนสามารถเลือกสไตล์ที่เป็นตัวเองได้ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่20–30 เมษายน พร้อมกิจกรรมเปิดตัวในวันที่ 23 เมษายนนี้                      

นายอภินันท์ ตรีรัตน์พิจารณ์ (คุณตุ่ย)  Founder&CEO บริษัท  ชีพ แก็ดเจ็ต จำกัด  กล่าวว่า  “คอลเลคชั่น  “SHEEP SWEET TREAT” นำมาผูกเข้ากับเอกลักษณ์ของตัวละคร Sanrio ถูกออกแบบให้เป็นซีรีส์ที่แฟน ๆ สามารถติดตามได้อย่างต่อเนื่อง โดยนำ “ความหวาน ในหลากหลายมิติ ในรูปแบบมุมมองที่ต่างออกไปจากเดิม และความหวานไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ถ่ายทอดคาแรกเตอร์ผ่านบุคคลิกของคนดังที่มาร่วมเป็นตัวแทนแต่ละสไตล์ผ่านการออกแบบที่สะท้อนความหวาน 5 สไตล์ด้วยกัน นำมาสร้างสีสันบนเคสโทรศัพท์และแกดเจ็ต  เริ่มจาก





• พันธิตา บุญชวน หรือ “พั้นรักแมว”  Flavor 01 : Hello Kitty สะท้อนความน่ารักเปรี้ยวหวานที่ลงตัวและความหวานแบบมีระดับ

• วรัญญ์ เครือบุตร หรือ “ไดม่อน” Flavor 02   :  Pochacco กับสไตล์หวานแบบเท่ สดชื่น และขี้เล่น

• เมธิกา จีรนรภัทร หรือ “เจนเย่”  Flavor 03    :  Little Twin Starsถ่ายทอดความหวานละมุน ชวนฝัน

• วรรณกร เรืองรัตน์ หรือ “เฟิร์สวัน”  Flavor 04 :  Pompompurin กับความหวานอบอุ่น สบายใจ และผ่อนคลายเหมือนถูกโอบกอด

• มติมันท์ ศรีบุญเรือง หรือ “เติ้ล”  Flavor 05 : Cinnamoroll ที่สื่อถึงความสุข ความรื่นเริง และความสดใสราวกับแสงบนท้องฟ้า

การนำคาแรกเตอร์จาก Sanrio มาร่วมสร้างสรรค์คอลเลคชั่นครั้งนี้   เป็นการตอบรับกระแสเรียกร้องจากแฟนคลับที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Sanrio ยังเป็นคาแรกเตอร์ระดับโลกที่ครองใจคนทุกวัย  โดยก่อนหน้านี้แบรนด์เคยร่วมงานกับ Sanrio มาแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้กระแสมีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้น จากความคุ้นเคยและความผูกพันของแฟนคลับที่มีต่อแบรนด์และตัวคาแรกเตอร์   

โดยคอลเลคชั่นนี้ ออกแบบมารองรับ iPhone รุ่น 11 – 17 และ Samsung Galaxy S23 Ultra – S26 Ultra นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์เสริมให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น SHEEP Phone Wallet , SHEEP Phone Grip ,SHEEP  Phone Charm 

นายอภินันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้แบรนด์ยังมุ่งเจาะตลาดกลุ่ม Gen Zและ LGBTQIA+ มากขึ้น  ถ่ายทอดแบรนด์ให้เป็นทั้งแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ผ่านการถ่ายแฟชั่นเพื่อสื่อสารตัวตนของผู้ใช้ แบรนด์ SHEEP ให้ความสำคัญกับการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง และเคารพความหลากหลายทางเพศเป็นการเชื่อมโยง     

แบรนด์เข้ากับทุกตัวตนและทุกสไตล์” วันนี้SHEEPยังได้เปิดตัว Collection Presenter   คู่ล่าสุด  เติ้ล – มติมันท์ ศรีบุญเรือง และ เฟิร์สวัน – วรรณกร เรืองรัตน์    คู่จิ้นที่แฟนคลับให้การซัพพอร์ตกันอย่างหนาแน่น   ด้วยคาแรกเตอร์โดดเด่นเคมีที่เข้ากัน และมีความสดใสมีเสน่ห์ที่เป็นธรรมชาติ โดยทั้ง2คนร่วมเปิดตัวเคสคอลเลคชั่นล่าสุด  กับลาย  Pompompurin และ Cinnamoroll ที่ใช้เฉพาะกับเคสมือถือ Samsung          

นอกจากนั้นภายในงานยังถูกเนรมิตให้เป็นแลนด์มาร์กสายหวานแบบเต็มรูปแบบ กับ 5 โซนถ่ายภาพที่ออกแบบตามคอนเซ็ปต์ความหวานแต่ละสไตล์ ให้แฟน ๆ ได้แช๊ะภาพใกล้ชิดกับคาแรกเตอร์โปรด เพิ่มดีกรีความฟินด้วยการคอลแลปกับ กับร้านชานมชื่อดัง BEARHOUSE ที่นำเครื่องดื่มมารังสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ มาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้กับลูกค้าที่ซื้อสินค้าแบรนด์SHEEPครบ 1,000 บาท จะได้รับเมนูพิเศษที่มีเฉพาะในงานเท่านั้น(มีจำนวนจำกัด) พร้อมคอนเซ็ปต์ “เลือกชานมตามรสชาติความหวานของเคสที่คุณเลือก” ร่วมค้นหา “ความหวานในแบบของคุณ” กับคอลเลคชั่น Sanrio ทั้ง 5 สไตล์ ได้ที่งาน SHEEP SWEET TREAT  ตั้งแต่วันนี้  – 30 เมษายน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ                     


ปัจจุบันบริษัท ชีพ แก็ดเจ็ด จำกัด มี 11 สาขาด้วยกัน ร้าน SHEEP Flagship Store  3 สาขา ที่ขายเฉพาะสินค้าแบรนด์SHEEP  เซ็นทรัลเวิลด์,เมกะบางนาและฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ร้านcสาขา ที่ขายสินค้าในรูปแบบ Multi-Store โดยจะมีทั้งสินค้าแบรนด์SHEEP และแบรนด์อื่น ๆให้เลือกซื้อ ซึ่งจะมีทั้งสินค้า Gadget และไลฟ์สไตล์   ได้แก่สาขา เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ,  ฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต ,แฟชั่นไอแลนด์ , เซ็นทรัลลาดพร้าว , เซ็นทรัลรามอินทรา, เซ็นทรัลเวสต์วิลล์  , เซ็นทรัลขอนแก่น ,เซ็นทรัลหาดใหญ่  หรือติดต่อช่องทางออนไลน์ได้ที่  www.applesheepth.com, Line: @applesheep, Facebook: AppleSheep เคส ipadpro มีที่เก็บปากกา, Instagram: applesheepth, Tiktok: applesheepth

    

23 เมษายน 2569

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization”

พญาไท–เปาโล ผนึก DKSH ประเทศไทย จัดสัมมนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” ชูแนวคิด Preventive Healthcare รณรงค์วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ เสริมภูมิคุ้มกันองค์กรยุคใหม่

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ร่วมกับ บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานเสวนา “SMART Influenza Protection for Smart Organization” เพื่อผลักดันแนวคิด การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) พร้อมรณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) มุ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าองค์กรและพันธมิตรธุรกิจประกันชีวิต ในยุคที่การดูแลสุขภาพเชิงรุกกลายเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน

ภายใต้บริบทที่ไข้หวัดใหญ่ยังคงเป็นโรคทางเดินหายใจที่พบได้ต่อเนื่องในประเทศไทย โดยมีผู้ป่วยสะสมกว่า 1.1 ล้านรายในปีที่ผ่านมา การป้องกันเชิงรุกจึงกลายเป็น “กลยุทธ์สำคัญ” ทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “วัคซีนต้องตรงสายพันธุ์ปัจจุบัน”

รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ประธานกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวในเวทีเสวนาว่า  “การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องเลือกวัคซีนให้สอดคล้องกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาด ไม่ใช่ใช้สูตรเดิม เพราะการให้ความรู้และการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ถึง 30–60% และลดภาระต่อระบบสาธารณสุขได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ (Trivalent Vaccine) ได้รับการยอมรับว่าเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากบางสายพันธุ์ไม่ได้มีการระบาดในระดับโลกแล้ว เทรนด์สุขภาพใหม่ ‘Healthspan’ สำคัญไม่แพ้ ‘Lifespan’ เพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

แพทย์หญิงปุณยนุช จงเจริญใจ แพทย์ประจำศูนย์พรีเมียร์ไลฟ์เวลเนสเซ็นเตอร์ โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “การมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพต้องให้ความสำคัญกับ “Healthspan” ควบคู่ “Lifespan” ผ่านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งโภชนาการที่เหมาะสม  การออกกำลังกายสม่ำเสมอ  การนอนหลับที่มีคุณภาพ  และการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน พร้อมชี้ว่า Lifestyle Medicine และการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว  โดยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนเกิดโรค เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ถือเป็นหนึ่งดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่เข้าถึงง่ายและมีต้นทุนต่ำที่สุด” 

“บุคลากรสุขภาพดี” คือรากฐานองค์กรยั่งยืนพันโท พญ.กัณฐรัชญ์ จันรุ่งเรือง ผู้อำนวยการศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลพญาไท 2 และพญาไท พหลโยธิน กล่าวเสริมว่า “องค์กรชั้นนำในปัจจุบันให้ความสำคัญกับสุขภาพของบุคลากรมากขึ้น เพราะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานและความต่อเนื่องทางธุรกิจ การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันจึงไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญขององค์กรยุคใหม่”ยกระดับบริการสุขภาพ สู่ประสบการณ์พรีเมียม

ด้าน นายศุภกร พะวันนา ผู้อำนวยการสายบริหารการตลาด เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล เปิดเผยว่า“เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้เตรียมความพร้อมให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครอบคลุม 12 สาขาและเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมออกแบบ Corporate Wellness Package สำหรับลูกค้าองค์กรและพันธมิตรประกันชีวิต โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางดูแลแบบ Personalized Service ซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้พนักงาน แต่ยังช่วยองค์กรลดต้นทุนที่เกิดจากการลาป่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว สำหรับกลุ่ม SVIP (Super Very Important Partner) เรายังมีสิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมเพื่อสร้างความประทับใจในระยะยาว”



เดินหน้าสร้าง “สังคมภูมิคุ้มกันเชิงรุก”เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านสุขภาพเชิงป้องกัน ด้วยการผลักดันให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของบุคคล แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการแพร่ระบาดในระดับสังคม “สุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่การป้องกันเชิงรุก” ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ และโปรแกรมดูแลสุขภาพ ได้ที่ Call Center 1772 หรือเว็บไซต์ www.phyathai.com

22 เมษายน 2569

THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา


ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน



รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 


รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว.

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

#ศูนย์คุณธรรม #TMA2025 #thailandmoralawards2025  #กระทรวงวัฒนธรรม 

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand
YouTube : Moral Channel 

เอปสันปิดแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก” ชวนลดพลาสติก ดูแลแมวจรกว่าร้อยชีวิต

เอปสัน ประเทศไทย ปิดท้ายแคมเปญซีเอสอาร์ประจำปี “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ด้วยกิจกรรม “Stray Away From Plastic” ชวนลดการใช้พลาสติก พร้อมส่งต่อความห่วงใยสู่ชุมชน ผ่านการดูแลแมวจรกว่า 100 ตัว ให้มีความปลอดภัยและมีตัวตนในชุมชนมากขึ้น ณ วัดคงคาอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

กิจกรรมดังกล่าวจัดนำโดย นางสาววิสาข์ ธนวิภาคย์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายแบรนด์และสื่อสารองค์กร ชวนพนักงานและสื่อมวลชนพร้อมครอบครัว ร่วมกันสวมปลอกคอนิรภัยและป้ายระบุชื่อแมว ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ เพื่อเพิ่มการมองเห็นและความปลอดภัยของแมวจร พร้อมทั้งได้ร่วมกันบริจาคอาหารและสิ่งของจำเป็นสำหรับแมว เพื่อนำไปดูแลต่อเนื่อง





กิจกรรม “Stray Away From Plastic” นับเป็นกิจกรรมส่งท้ายของแคมเปญ “วิถีไทยไร้พลาสติก – Thai Way Says No to Plastic” ที่เอปสันได้จัดต่อเนื่องตลอดทั้งปี ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ ได้แก่ Leaf Plastic Behindที่ส่งเสริมการใช้วัสดุธรรมชาติอย่างใบตองทดแทนพลาสติก และ The Cooking Shack ที่สะท้อนผลกระทบของขยะขวดพลาสติกต่อภาวะโลกร้อน โดยเอปสันมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน และร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืน

นางสาววิสาข์ กล่าวว่า “กิจกรรม Stray Away From Plastic เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการต่อยอดแนวคิดลดการใช้พลาสติกให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เอปสันหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมร่วมกันดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

20 เมษายน 2569

GIT เปิดเวทีโลก เดินหน้าสานต่อ ศิลปะและความเปล่งประกาย

ฉลอง 20 ปีแห่งศิลปะและความเปล่งประกาย  เชิญร่วมส่งผลงานการประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT เดินหน้าสานต่อบทบาทสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล ด้วยการจัด “การประกวดออกแบบเครื่องประดับระดับโลก ครั้งที่ 20” เนื่องในโอกาสครบรอบสองทศวรรษของโครงการ ภายใต้แนวคิด “Golden Twenty: A Journey of Brilliance and Artistry” ซึ่งสะท้อนการเดินทางแห่งความงดงาม ความคิดสร้างสรรค์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี เวทีการประกวดดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการค้นหาและพัฒนานักออกแบบรุ่นใหม่ พร้อมทั้งสร้างโอกาสในการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 




สำหรับปี 2569 การประกวดออกแบบเครื่องประดับยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้สนใจจากทั่วโลก โดยผู้สมัครจะต้องนำเสนอผลงานในรูปแบบ “คอลเลกชัน” จำนวนไม่น้อยกว่า 3 ชิ้น ซึ่งต้องประกอบด้วยสร้อยคอร่วมกับเครื่องประดับประเภทอื่น เช่น ต่างหู แหวน หรือกำไล เพื่อสะท้อนความสมบูรณ์ของแนวคิดการออกแบบ ผลงานสามารถจัดทำได้ทั้งในรูปแบบภาพวาดลงสี หรือภาพดิจิทัล โดยต้องมีการอธิบายแนวคิดอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องเป็นผลงานใหม่ที่ไม่เคยเผยแพร่หรือได้รับรางวัลจากที่ใดมาก่อน ผู้เข้าประกวดสามารถเลือกใช้วัสดุได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี โลหะมีค่า หรือวัสดุร่วมสมัย เช่น ไม้ เรซิ่น หรือเทคนิคผสมผสานต่าง ๆ โดยผลงานจะต้องสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตจริงและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมได้ ทั้งนี้ ผู้สมัครสามารถส่งผลงานได้ไม่เกิน 3 คอลเลกชันต่อคน ผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ หรือจัดส่งเอกสารและผลงานทางไปรษณีย์ กำหนดเปิดรับสมัครและส่งพลอยเจียระไนเข้าประกวดตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกในรอบแบบวาด และพัฒนาสู่การผลิตผลงานจริงสำหรับรอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการจัดแสดงและเผยแพร่ในระดับนานาชาติ รวมถึงมีโอกาสได้รับรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7,000 เหรียญสหรัฐ 

นอกจากเวทีการออกแบบเครื่องประดับแล้ว GIT ยังจัด “การประกวดพลอยเจียระไนระดับโลก ครั้งที่ 2” ควบคู่กัน เพื่อส่งเสริมทักษะช่างฝีมือและยกระดับมาตรฐานการเจียระไนสู่ระดับสากล ภายใต้หัวข้อ “Facet Alchemy” โดยเปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ผู้เข้าประกวดจะต้องส่งผลงานพลอยเจียระไนจริงตามประเภทที่กำหนด ทั้งในกลุ่มพลอยเนื้อแข็งที่ต้องใช้พลอยสังเคราะห์ และกลุ่มพลอยทั่วไปที่เปิดกว้างด้านความคิดสร้างสรรค์ ผลงานทั้งหมดจะถูกพิจารณาจากความแม่นยำ ความงดงาม และศักยภาพเชิงศิลปะและเทคนิค ก่อนประกาศผลและจัดแสดงผลงานในวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ณ ลาน Living Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การจัดประกวดทั้งสองโครงการในปีนี้ จึงไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขัน หากยังเป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” ที่เปิดให้ทั้งนักออกแบบและช่างฝีมือได้แสดงศักยภาพ เชื่อมโยงเครือข่าย และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ผ่านเว็บไซต์ทางการของการประกวด www.gitwjda.com 

สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook Fan Page : GIT’s World Jewelry Design Award