17 กันยายน 2569

"มหาวิทยาลัยเชียงใหม่" จับมือเอกชนประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญเปิดตัว "LEPSIA" ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD)


มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชูความสำเร็จงานวิจัยนวัตกรรมการแพทย์ เปิดตัว “LEPSIA” ยากันชักในเด็กจากช่อดอกกัญชา (Pure CBD) ตอกย้ำคุณภาพมาตรฐานระดับสากลเทียบเท่ายานำเข้าประหยัดกว่า 64.8% มุ่งเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาแผนปัจจุบันให้ผู้ป่วยไทย

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการนำผลงานวิจัยระดับแนวหน้ามาต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เปิดตัว "LEPSIA" ผลิตภัณฑ์ยากันชักสำหรับเด็กจากสารสกัดช่อดอกกัญชา (Pure CBD (Cannabidiol)) เกรดการแพทย์ ชูจุดเด่นนวัตกรรมยาแผนปัจจุบันที่ผลิตจากงานวิจัยคุณภาพ ได้มาตรฐานระดับโลก เทียบเท่า ยานำเข้าจากต่างประเทศ และสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ถึง 64.8% เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเด็กไทยสามารถเข้าถึงการรักษา ที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึง

การต่อยอดงานวิจัยครั้งนี้มีการจัดงานแถลงข่าวและเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการแพทย์ “LEPSIA” เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด คณะนักวิจัย และผู้เกี่ยวข้องร่วมถ่ายทอดถึงที่มาและความสำคัญของการพัฒนาผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพสำหรับผู้ป่วยเด็กไทย



ศ.ดร.นายแพทย์พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ว่า "มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีนโยบายชัดเจนในการมุ่งเน้นการศึกษา วิจัย และพัฒนาสารสกัด Pure CBD เพื่อใช้เป็นยาแผนปัจจุบันในทางการแพทย์โดยเฉพาะ โดยได้ริเริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ร่วมกับภาคเอกชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นในโครงการวิจัยกัญชาทางการแพทย์แบบครบวงจร (Comprehensive Integrated Medical Cannabis Research Project) ที่อาศัยทีมวิจัยผู้เชี่ยวชาญครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำ (Upstream) โดยคณะเกษตรศาสตร์, กลางน้ำ (Midstream) โดยคณะเภสัชศาสตร์ และปลายน้ำ (Downstream) นำไปใช้ในการทดสอบทางคลินิกและการรักษาผู้ป่วยจริง ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (สวนดอก)"
ด้าน คุณศุภเดช อำนวยสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอตแลนต้า เมดดิคแคร์ จำกัด เปิดเผยถึงการยกระดับ สู่มาตรฐานอุตสาหกรรมว่า "การสกัดสารจากธรรมชาติในสเกลอุตสาหกรรม มีความท้าทายที่สุดคือ 'Quality Consistency' หรือความสม่ำเสมอของคุณภาพทุกล็อตการผลิต เราจึงลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับ Pharma Grade ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในศักยภาพของทีมนักวิจัย มช. ทำให้เราสามารถคงความบริสุทธิ์ของสารสกัด Pure CBD ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนนำผลิตภัณฑ์ ก้าวข้ามความท้าทายและได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกได้สำเร็จ"

ขณะที่ เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เน้นย้ำถึงความปลอดภัยและมาตรฐานกำกับดูแลว่า "เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถมั่นใจได้ว่าตัวยามีคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบันที่นำเข้าจากต่างประเทศทุกประการ ผลิตภัณฑ์ LEPSIA จึงผลิตภายใต้โรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลระดับสูงสุด ทั้ง GMP CFR 21 Part 11 ระดับ Pharma Grade และได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์มาตรฐาน เช่น PIC/S GMDP, GAP, GACP ซึ่งถือเป็นเกราะคุ้มครองและรับประกันความปลอดภัยสูงสุดให้กับพี่น้องประชาชน"

การผลิตยาแผนปัจจุบันระดับ Medical Grade ภายในประเทศอย่างครบวงจรนี้ สามารถลดต้นทุนค่ายาลงได้ถึง 64.8% เมื่อเทียบกับยานำเข้าในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการสูญเสียเงินตราของประเทศ แต่หัวใจสำคัญคือการ "เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยา" ให้กับครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาดี มีมาตรฐานสากล และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กไทยได้อย่างยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า "ผลิตในไทย มาตรฐานสากล เพื่อคนทั้งโลก"

พิธีมอบรางวัลเกียรติคุณ "บุคคลต้นแบบ ธุรกิจยอดเยี่ยมและผลิตภัณฑ์ดีเด่น ประจำปี 2026

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู และอดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลเกียรติคุณ "บุคคลต้นแบบ ธุรกิจยอดเยี่ยมและผลิตภัณฑ์ดีเด่น ประจำปี 2026" 

ชมรมพัฒนาองค์กรและธุรกิจระดับสากล โดย ชดา บูรณะพิมพ์ ประธานจัดงาน ได้จัดงานประกาศมอบรางวัล บุคคลต้นแบบนักธุรกิจยอดเยี่ยมและผลิตภัณฑ์ดีเด่น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ Golden Egale Award, Siam Dimonds Award , Success Award โดยมี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ  ประธานมูลนิธิพระราหู และที่ปรึกษาอดีตรองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและมอบรางวัลเกียรติยศให้กับผู้เข้าร่วมงานที่ผ่านมาตรฐานและได้รับการคัดเลือกอย่างเข้มข้น โดยมี คุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ  บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, คุณศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค  จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติร่วมงานที่ ศูนย์การค้า พาราไดซ์พาร์ค ศรีนครินทร์ 


เวทีแห่งความภาคภูมิใจที่รวมเอาสุดยอดคนต้นแบบและธุรกิจคุณภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระดับสากล และที่สำคัญเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และบุคคลต้นแบบที่มีผลงานโดดเด่นและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ยกระดับมาตรฐานธุรกิจไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย

รางวัล Golden Egale Award

1. พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แด่ประเทศชาติและแผ่นดิน

2. อาจารย์ ดร.ตฤหน์ โพธิ์รักษา สาขา ผู้ทำคุณประโยชน์แด่สังคม

3.คุณสุวิช สุทธิประภา สาขาพิธีกรยอดนิยมแห่งปี

4.คุณกันต์ จอมพลัง สาขาผู้ทำคุณประโยชน์แด่ประเทศชาติ

รางวัล Siam Dimonds Award 

1. คุณชุติมา นัยนา สาขาผู้พัฒนาองค์กรดีเด่น

2.คุณสุวิช สุทธิประภา และ คุณนีรชา หลินสมบูรณ์ สาขาพิธีกรคู่ยอดนิยมรายการคุยขโมงบ่าย3โมง ช่อง9MCOT

3.คุณวรติชา แพงทรัพย์(กวาง) และคุณจรินทร์ ธรรมวัฒนะ สาขา คู่รักInfluencerยอดนิยม

4.คุณสมชาย ชมภูน้อย  สาขา Influencerเที่ยวเมืองไทย และKOL

5.วงMINDY สาขา น้องใหม่Girl groupดีเด่น

รางวัล Success Award

1. คุณสาธิต กรีกุล สาขาผู้ประกาศข่าวกีฬายอดนิยมตลอดกาล

2. คุณณัญวุฒิ ธรรมพันธุ์ (เชฟอ๊อฟ) สาขา ผู้ทำอาหารแชมป์ยอดนิยม

3. คุณสุนิดา ชุมเปีย (กวาง สาวหล่อ) สาขา สื่อสารออนไลน์ดีเด่น

4. คุณธาราพิยุทธ บูรณะพิมพ์ สาขา นักพยากรณ์ด้านฮวงจุ้ยและตัวเลขดีเด่น

“เมกาโฮม” เดินเกมรุกตลาดกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทุ่มงบกว่า 310 ล้านบาท ยกระดับสาขามีนบุรีครั้งใหญ่


“เมกาโฮม” เดินเกมรุกตลาดกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ทุ่มงบกว่า 310 ล้านบาท ยกระดับสาขามีนบุรีครั้งใหญ่ รองรับการขยายตัวของตลาดช่างและผู้รับเหมา พร้อมเสริม “โฮมโปร” ในทำเลเดียวกัน ปั้นเป็น “ไฮบริดสโตร์” ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มช่าง-ผู้รับเหมา (Contractor) และเจ้าของบ้าน (End Users) ครบจบในที่เดียว เปิดให้บริการวันที่ 18 กันยายน 2569 ตั้งเป้ารายได้กว่า 80 ล้านบาทต่อเดือน

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” (HMPRO) เปิดเผยว่า การรีโนเวท “เมกาโฮม มีนบุรี” ครั้งนี้ เป็นการยกระดับศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและงานช่างให้ครบครอบคลุมทุกหมวด ตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ ไปจนถึงเครื่องมือช่าง เพื่อรองรับความต้องการของตลาดช่างและผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้นจากงานสร้างใหม่ ต่อเติม และรีโนเวทที่เกิดขึ้นในพื้นที่ พร้อมมุ่งให้ “เมกาโฮม มีนบุรี” เป็นจุดหมายสำหรับงานช่างและผู้รับเหมา สำหรับงานก่อสร้าง ต่อเติม รีโนเวท ตลอดจนงานโครงการ ช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดหาสินค้าได้ครบจบในที่เดียว 


ขณะเดียวกัน ได้เสริม “โฮมโปร” เข้ามาในทำเลเดียวกัน เพื่อต่อยอดไปกลุ่มเจ้าของบ้านที่มองหาสินค้าสำหรับตกแต่ง ปรับปรุง และยกระดับการอยู่อาศัย ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน พร้อมโซลูชันด้านบริการต่างๆ ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยลดรอยต่อของการเลือกซื้อสินค้าเรื่องบ้าน จากที่ต้องเดินทางหลายที่ ให้สามารถจัดการทุกเรื่องบ้านได้ครบ จบ ในที่เดียว

การเลือกลงทุนที่สาขามีนบุรี สะท้อนถึงการมองเห็นศักยภาพของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วง “กำลังสร้าง” โดยเฉพาะในโซนคลองสามวา มีนบุรี และหนองจอก บนแนวถนนหทัยราษฎร์และถนนนิมิตใหม่ เป็นแนวรอยต่อขยายตัวของเมือง และมีงานก่อสร้าง ต่อเติม และรีโนเวทเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ปัจจุบันในรัศมี 10 กิโลเมตรของสาขา มีครัวเรือนอาศัยอยู่เกือบ 1.3 แสนครัวเรือน และพื้นที่ยังมีอัตราการเติบโตสูงถึง 2.99% ต่อปี


จุดเด่นของทำเลนี้คือความหลากหลายของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการงานด้านก่อสร้าง ต่อเติม และปรับปรุงที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง สอดคล้องกับศักยภาพของโมเดลไฮบริดสโตร์ ได้แก่

• กลุ่มช่างและผู้รับเหมา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักเมกาโฮม และมีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของเมืองในวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก

• กลุ่มธุรกิจในพื้นที่ ทั้งร้านอาหาร ตลาดขนาดใหญ่ คอมมูนิตี้มอลล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และคาเฟ่ ซึ่งเติบโตตามการขยายตัวของแหล่งที่อยู่อาศัย และความต้องการด้านงานก่อสร้าง–ปรับปรุง-รีโนเวทพื้นที่

• กลุ่มเจ้าของบ้านระดับ B–B+ ในโครงการบ้านจัดสรร 2 ชั้นและทาวน์โฮม รวมถึงกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ในคอนโดมิเนียม Low Rise แนวรถไฟฟ้าสีชมพู ที่มองหาสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน

ทั้งนี้ โมเดลไฮบริดสโตร์ โดยฝั่งเมกาโฮม เชื่อมต่อความต้องการตั้งแต่งานก่อสร้าง งานช่าง งานโครงสร้าง ไปจนถึงงานต่อเติมและรีโนเวทที่อยู่อาศัย พร้อมสินค้าวัสดุก่อสร้างและงานช่างในราคาที่เข้าถึงง่ายและมีของพร้อมส่ง ขณะที่ฝั่งโฮมโปร เข้ามาเติมเต็มในกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านและที่อยู่อาศัย ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน พร้อมโซลูชันบริการติดตั้งและบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อความต้องการตั้งแต่เริ่มสร้าง ต่อเติม รีโนเวท ไปจนถึงบ้านพร้อมอยู่ได้ในที่เดียว

“กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเป็นทำเลที่มีศักยภาพและมีกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ การยกระดับ “เมกาโฮม มีนบุรี” ให้เป็น “ไฮบริดสโตร์” ครั้งนี้ ตั้งใจให้เป็นมากกว่าการปรับโฉมสาขา แต่เป็นศูนย์กลางเรื่องบ้านและงานช่างของคนในพื้นที่นี้ในระยะยาว ที่ช่างและผู้รับเหมามั่นใจได้ว่าเข้ามาแล้วได้ของตามต้องการ ในราคาที่แข่งได้ เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านที่เลือกซื้อสินค้าตกแต่งและปรับปรุงได้ครบครัน กลายเป็นจุดหมายที่คนทั้งย่านนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อคิดถึงเรื่องบ้าน” นายวีรพันธ์ กล่าวเสริม



โฮมโปร x เมกาโฮม มีนบุรี พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 ต้อนรับช่างมืออาชีพ ตลอดจนคนรักบ้านชาวมีนบุรีและกรุงเทพฯ ตะวันออก ด้วยแคมเปญฉลองเปิดสาขาระหว่างวันที่ 18–27 กันยายน 2569 ให้เลือกใช้เลือกช้อปตามใจ ไม่ว่าจะเป็น

ใครมาก่อน ได้ก่อน กับสิทธิ์จำกัดจำนวน เฉพาะช่วงเปิดสาขาเท่านั้น!

• สมาชิกช่าง 100 คนแรก ตั้งแต่วันที่ 18-20 ก.ย.69 รับทันที คูปองส่วนลด มูลค่า 500 บาท (เมื่อซื้อสินค้า 1,000.-ขึ้นไป *จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ)

• สมาชิกโฮมการ์ด และสมาชิกช่าง ร่วมสนุกตอบคำถาม เพื่อจับคูปองซื้อสินค้าราคาพิเศษ วันที่ 18 ก.ย.69 วันเดียวเท่านั้น! (เริ่มเปิดคิวตั้งแต่ 10.00 น. รับ 200 ท่านแรกเท่านั้น *1 คน/1 สิทธิ์)

ช้อปคุ้มตลอดแคมเปญ ฉลองเปิดสาขารับทั้งส่วนลด–รับคืน และสิทธิ์ผ่อนสบาย จัดเต็ม!

• ช้อปทั้งร้าน! ครบ 10,000 บาท รับคืน ส่วนลดรวมสูงสุด 1,500 บาท

- คูปองส่วนลด มูลค่า 500 บาท (จำนวน 3 ใบ) สำหรับซื้อสินค้า 10,000.- ขึ้นไป *จำกัด 1 สิทธิ์/สมาชิก ตลอดรายการ

*โปรดตรวจสอบข้อมูลโปรโมชั่นเพิ่มเติม ณ จุดขาย เฉพาะแบรนด์/ สินค้าที่ร่วมรายการ/ ราคาหลังหักส่วนลดทุกประเภท

*ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี / กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว, อัตราดอกเบี้ยปกติ 25% ต่อปี




พบกับไฮบริดสโตร์โฉมใหม่ สาขามีนบุรี ครบทั้งเรื่องบ้านและงานช่าง อันดับหนึ่งในใจของคนกรุงฝั่ง
ตะวันออกพร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 กันยายน 2569 นี้ เวลา 7.00 – 21.00 น.
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-029-0888

OLIC ชวนผู้หญิง “รู้ก่อนเลือก” ยกระดับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้หญิง

World Contraception Day 2026 ชู “ความปลอดภัย–ทางเลือก–การป้องกัน–การดูแลต่อเนื่อง” ตั้งแต่การคุมกำเนิดถึงการดูแลการติดเชื้อเอชพีวี (HPV)

บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด (“OLIC”) ในเครือ Fuji Pharma Group ประเทศญี่ปุ่น เดินหน้าสนับสนุนการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้หญิง (Women’s Health Literacy) ผ่านงาน “OLIC - Be with Her: Empowering Choices, World Contraception Day 2026” เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ OLIC นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ตั้งแต่การคุมกำเนิด การใช้ฮอร์โมนอย่างเหมาะสม การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงการดูแลการติดเชื้อเอชพีวี (HPV) 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก เภสัชกรหญิงณัฐกานต์ ประสพสายพรกุล (เภสัชกรโน๊ต) รับหน้าที่พิธีกรและร่วมสื่อสารประเด็นสุขภาพกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลที่เข้าใจง่ายและนำไปใช้ได้จริง

ภายใต้แนวคิด “Empowering Choices” OLIC เชื่อว่า “ทางเลือก” จะมีความหมายเมื่อผู้หญิงมีข้อมูลที่ถูกต้อง เข้าใจประโยชน์และความเสี่ยง และสามารถปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับตนเอง

มร. ทาเคฟุมิ ซากะระ (Mr. Takefumi Sagara) กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า OLIC มองการส่งเสริมสุขภาพผู้หญิงอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การป้องกัน การเข้าถึงข้อมูล การใช้ยาอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง 

“Our role is to be with her - not to make the decision for her, but to support her with knowledge, options and access to appropriate healthcare”

สำหรับ OLIC การขับเคลื่อนสุขภาพผู้หญิง (Women’s Health) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ เพื่อช่วยส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือไปสู่ประชาชน

ยาคุมกำเนิด ..มากกว่าการป้องกันการตั้งครรภ์

หนึ่งในประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อการเลือกยาคุมกำเนิด จากการพิจารณาเพียงประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์  ไปสู่การพิจารณาประโยชน์ด้านสุขภาพอื่นๆ ควบคู่กับความปลอดภัยและความเหมาะสมของผู้หญิงแต่ละราย

รศ.ร.อ.นายแพทย์มานพชัย ธรรมคันโธ นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า ยาคุมกำเนิดอาจมีประโยชน์ด้านสุขภาพนอกเหนือจากการคุมกำเนิด เช่น ช่วยให้รอบเดือนสม่ำเสมอหรือลดอาการปวดประจำเดือน ขณะที่บางชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนสำหรับข้อบ่งใช้เพิ่มเติม เช่น ภาวะปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea) อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ควรพิจารณาประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง ชนิดของฮอร์โมน และเป้าหมายด้านสุขภาพของแต่ละบุคคล


ขณะที่ นายแพทย์โอฬาริก มุสิกวงศ์ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ด้านสื่อสารทางการแพทย์ เน้นว่า สำหรับผู้ที่ต้องใช้ฮอร์โมนในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความเหมาะสมเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ ยาคุมกำเนิดทุกชนิดมีข้อควรระวังและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ผู้หญิงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัว

ปัจจุบันยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม มีหลากหลายโมเลกุลของทั้ง Estrogen และ Progestin  โดยหนึ่งในพัฒนาการของฮอร์โมนคุมกำเนิดคือ Estetrol (E4) ซึ่งเป็นเอสโตรเจนที่ร่างกายสร้างขึ้นตามธรรมชาติในช่วงพัฒนาการของทารกในครรภ์ และมีลักษณะการออกฤทธิ์ต่อเนื้อเยื่อที่แตกต่างจากเอสโตรเจนบางชนิดที่ใช้ในยาคุมกำเนิดแบบเดิม สะท้อนถึงแนวทางการพัฒนาทางเลือกด้านการคุมกำเนิดที่หลากหลายขึ้น ทั้งนี้การเลือกใช้ควรคำนึงถึงข้อควรระวังและความเหมาะสมของผู้หญิงแต่ละราย

เภสัชกรชุมชน “ด่านสำคัญ” ของความรอบรู้ด้านสุขภาพผู้หญิง (Health Literacy) เหมาะสมก่อนเลือกใช้ยา โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลจากรีวิวและสื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

“บทบาทของเภสัชกรชุมชน ไม่ใช่เพียงการจ่ายยา แต่คือการช่วยถามให้ครบ ประเมินให้เหมาะ และแนะนำให้ถูกต้อง ทั้งประวัติสุขภาพ ปัจจัยเสี่ยง ยาที่ใช้อยู่ และสัญญาณเตือนที่ควรส่งต่อแพทย์”

การสร้าง Health Literacy จึงไม่ใช่เพียงการให้ข้อมูล แต่คือการช่วยให้ผู้หญิง “รู้ว่าอะไรควรถาม รู้ว่าต้องประเมินอะไร และรู้ว่าเมื่อใดควรพบแพทย์” เพื่อให้การตัดสินใจด้านสุขภาพเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

HPV: จาก “รอและกังวล” สู่ “รู้เร็ว ประเมิน และดูแล”

รศ.ร.อ.นายแพทย์มานพชัย กล่าวว่า ประเด็นสำคัญ คือต้องสร้างความเข้าใจเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และ HPV โดยเน้น การป้องกัน การตรวจคัดกรอง และการติดตามดูแลอย่างเหมาะสม โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดสามารถเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ ดังนั้นการไม่มีอาการ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง การดูแลสุขภาพทางเพศจึงควรเริ่มตั้งแต่การป้องกัน การตรวจคัดกรองเมื่อมีความเหมาะสม และการปรึกษาบุคลากรทางแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย 

นายแพทย์โอฬาริก กล่าวว่า การตรวจพบ HPV ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ควรนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงและติดตามตามแนวทางการดูแลรักษา ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจากการ “รอและกังวล” เป็น “รู้เร็ว ประเมินความเสี่ยง และดูแลอย่างเหมาะสม”

ทั้งนี้ การดูแลหลังพบ HPV ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น vaginal gel หรือ spray มีบทบาทในหลายๆกรณี

“Be with Her” - ให้ผู้หญิงมีข้อมูลก่อนตัดสินใจ

เภสัชกรปัณณวิชญ์ จิตเมธีพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจยาและเวชภัณฑ์ บริษัท โอลิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า งานครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของ OLIC ในการส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าถึง ข้อมูล ความเข้าใจ ทางเลือก และการดูแลที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองได้อย่างมั่นใจ

“ภายใต้โครงการ ‘Be with Her: Empowering Her Health Decisions’ OLIC มุ่งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ เพื่อยกระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ และส่งต่อข้อมูลที่มีคุณค่าให้เข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น

เราเชื่อว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพผู้หญิงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน OLIC จึงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านยาและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ เพื่อร่วมส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงและสังคมอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

เติมเต็มความสุขในวันครอบครัว กับแกรนด์บุฟเฟต์มื้อกลางวันวันอาทิตย์

ณ ห้องอาหารเวนติซี ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ห้องอาหารเวนติซี ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ ขอชวนคุณพร้อมครอบครัวร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยครั้งใหม่กับ “แกรนด์บุฟเฟต์มื้อกลางวันวันอาทิตย์” ที่รวบรวมเมนูความอร่อยจากทั่วทุกมุมโลกระดับพรีเมียมมาไว้ในที่นี้ที่เดียว พร้อมมุมซีฟู้ดคุณภาพสดใหม่ และไลฟ์สเตชันปรุงสด พร้อมบรรยากาศสบายๆเป็นกันเองเหมือนใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ในวันครอบ


ทุกวันอาทิตย์คุณและครอบครัวจะได้เต็มอิ่มวันหยุดกับอาหารนานาชาติหลากหลายเมนูที่คัดสรรจากวัตถุดิบชั้นเลิศจากทั่วโลกนำมารังสรรค์เป็นสุดยอดเมนูในสไตล์อิตาเลียน-ไทย และนานาชาติ ทุกท่านจะได้รับการต้อนรับจากกุ้งล็อบสเตอร์ครึ่งตัว/ต่อท่าน และพร้อมอิ่มอร่อยกับเมนูไฮไลท์แบบไม่อั้นอย่างฟัวกราส์ มุมซีฟู้ดปูอลาสก้า กุ้งแม่น้ำ กั้ง ก้ามปู หอยแมลงภู่ ปูม้าและ กุ้ง หอยนางรมฝรั่งเศส หอยนางรมสุราษฎร์ธานี และเครื่องเคียง อีกทั้งมุมซูชิ และ ซาชิมิ มุมสลัดบาร์, ซุป ชีสนานาชนิด, ขนมไทย ขนมอบ เค้กหน้าต่างๆ ไอศกรีม ผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อไพร์มริบเสิร์ฟถึงโต๊ะ และเมนูพิเศษจากร้านมิชลิน ร้านแคมส์โรสต์ เป็นต้น 

นอกจากนี้เด็กๆยังสามารถเพลิดเพลินไปกับโซนกิจกรรมแสนสนุกที่เราได้จัดเตรียมไว้ต้อนรับน้องๆ โดยมีกิจกรรมสร้างสรรค์มากมายที่จะเติมเต็มรอยยิ้มและความสุขให้กับเด็ก ๆ ตลอดช่วงบ่าย อาทิ การเพนต์หน้า และการระบายสี หรือการบิดและเป่าลูกโป่งให้เป็นรูปต่างๆ

แกรนด์บุฟเฟต์มื้อกลางวันวันอาทิตย์ ราคาเพียง 2,650 บาท++ ต่อท่าน รวมเครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์ ชา และกาแฟแบบไม่อั้น (ราคานี้ไม่รวมอัตราภาษีและค่าบริการ) พิเศษกว่าใครในวันครอบครัวสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี รับประทานอาหารฟรี ตั้งแต่เวลา 12.00 น. - 15.00 น. ณ ห้องอาหารเวนติซี ชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์

ห้องอาหารเวนติซีเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.30 น. – 22.30 น.
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02-100-6255 หรือ อีเมล์: diningcgcw@chr.co.th

ติดตามข่าวสารของห้องอาหารเวนตี้ซี่ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ฯ เซ็นทรัลเวิลด์ได้ที่



เฟสบุ๊ค: Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld
อินสตาแกรม: centaragrand_centralworld

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชูแอปฯ "SmartMember" ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันทุจริต ลดต้นทุนสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เดินหน้าชูแอปพลิเคชัน "SmartMember" เสริมแกร่งสหกรณ์ไทย ยกระดับความโปร่งใส ป้องกันการทุจริต และลดต้นทุนมหาศาล มุ่งส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 2.5 แสนราย ให้สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนาและส่งเสริมการใช้งานแอปพลิเคชัน SmartMember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับโปรแกรมระบบบัญชีของกรมฯ ที่เปิดให้บริการมาร่วม 10 ปี ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศใช้งานโปรแกรมบัญชีดังกล่าวเกือบ 3,000 แห่ง โดยแอปพลิเคชัน SmartMember ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกสหกรณ์สามารถตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของตนเองได้ทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นยอดเงินฝาก ยอดการส่งหุ้น หรือการชำระหนี้สินเงินกู้




"แอปพลิเคชันนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนเองได้ ในอดีตสมาชิกต้องรอเอกสารสุ่มสอบถามยอดในช่วงสิ้นปีเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แต่ปัจจุบันสมาชิกสามารถรับรู้ข้อมูลและตรวจสอบได้ทุกเดือน หากพบความผิดปกติก็สามารถทักท้วงกับสหกรณ์ได้ทันที ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ"นายวุฒิพงศ์ กล่าว 

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่นำแอปพลิเคชัน SmartMember ไปใช้งานแล้วประมาณ 1,000 แห่ง มีสมาชิกรวมกว่า 250,000 คน ตัวอย่างเช่น สหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จำกัด ที่มีสัดส่วนสมาชิกเข้าใช้งานผ่านระบบสมาร์ทโฟนสูงถึง 85% ของสมาชิกทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะสร้างความโปร่งใสและให้สมาชิกเป็นหูเป็นตาแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการลดการใช้กระดาษ (Paperless) ลดค่าจัดพิมพ์ และค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ในแต่ละปี

 สำหรับจุดเด่นของแอปพลิเคชัน SmartMember ได้แก่

• ตรวจสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา: สมาชิกสามารถดูยอดเงินฝาก หุ้น และหนี้สิน ได้แบบเรียลไทม์ทุกเดือน

• ป้องกันการทุจริต: สมาชิกทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเอง หากไม่ตรงสามารถแจ้งตรวจสอบได้ทันที

• ลดค่าใช้จ่ายและรักษาสิ่งแวดล้อม: สหกรณ์ประหยัดงบประมาณจากการพิมพ์และจัดส่งเอกสารกระดาษ

• ความปลอดภัยสูง: รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พัฒนาและดูแลโดยหน่วยงานรัฐ สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและโปร่งใส โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีแผนเตรียมเดินหน้าสร้างการรับรู้และส่งเสริมการเข้าถึงแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ และเวทีการประชุมระดับจังหวัด เพื่อให้ความรู้และช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในการดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

14 กันยายน 2569

ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33

นักวิ่งไทย-เทศ 2.1 หมื่นจาก 58 ประเทศแห่สมัครพัทยามาราธอน2026 ผู้ว่าเมืองชลฯ ไฟเขียวนายกพัทยาจัดเต็ม คาดเงินสะพัดแตะ 300 ล้าน
ผู้ว่าฯ ชลบุรี ควงนายกเมืองพัทยา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และไทยแลนด์ไตรลีก นำทีมแถลงข่าวประกาศความพร้อมแบบเต็มร้อยการจัดแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลก ครั้งที่ 33 ประจำปี 2569 รายการ อะเมซิ่งไทยแลนด์พัทยามาราธอน 2026 บาย มาม่า กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26-27 กันยายน 2569 โดยมีจุดปล่อยตัว-เส้นชัย ณ เทอมินอล 21 พัทยา ถนนพัทยาเหนือ จังหวัดชลบุรี นายกเมืองพัทยาเผยยอดผู้สมัครทะลุเป้า คาดสร้างรายได้เข้าเมืองพัทยาไม่น้อยกว่า 290 ล้านบาท ด้านผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน รายงานสรุปยอดผู้สมัครแข่งขันทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 33 ปี หลังจากเปิดระบบรับสมัครภายใน 2 ชั่วโมงเท่านั้น ด้านตำรวจภูธรภาค 2 เตรียมออกข้อบังคับปิดการจราจร 100% ในช่วงแข่งขันทั้งสองวัน


เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ณ ห้องนภาลัย D โรงแรมดุสิตธานีพัทยา นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวนานาชาติ รายการ Amazing Thailand Pattaya Marathon 2026 presented by MAMA โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, นายไพรวัลย์ อารมณ์ชื่น ประธานสภาเมืองพัทยา, นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา, นายมาโนช หนองใหญ่ รองนายกเมืองพัทยา, พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี, พันตำรวจเอก เอนก สระทองอยู่ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา, นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อำนวยการจัดการแข่งขันฯ บริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด, สมาชิกเมืองพัทยา, กลุ่มผู้สนับสนุนภาครัฐและภาคเอกชน แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ที่มาร่วมในงานแถลงข่าวอย่างคับคั่ง



นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “พัทยามาราธอน ถือเป็นมหกรรมกีฬามวลชนที่ยิ่งใหญ่ มีการจัดงานอย่างต่อเนื่องมาแล้วถึง 33 ปี ตนถือว่าเป็นอีกหนึ่งงานประเพณีประจำปีของจังหวัดชลบุรี ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเทศกาลวันไหลหรือเทศกาลวันปีใหม่ โดยในปีนี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนายกเมืองพัทยาได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะทำการยกระดับมาตรฐานของการแข่งขันไปสู่ระดับโลกให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายให้พัทยามาราธอน เป็นหนึ่งในมาราธอนที่มีนักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาร่วมการแข่งขันมากที่สุดในประเทศไทย ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดทุกภาคส่วนให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนให้เมืองพัทยามีขีดความสามารถในการจัดงานสูงสุด และด้วยองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองพัทยา ที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งโรงแรม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และระบบสาธารณูปโภคที่ดีที่สุดในภูมิภาคตะวันออก ประกอบกับความตั้งใจของผู้บริหารเมืองพัทยาที่ต้องการจะยกระดับของการแข่งขันจากระดับประเทศไปสู่ระดับโลกให้ได้นั้น จังหวัดชลบุรีจึงมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่า "พัทยามาราธอน จะได้รับการยอมรับจากนักวิ่งทั่วโลก ว่าเป็นหนึ่งในการแข่งขันวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"



นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า “ปีนี้ พัทยามาราธอนจัดล่าช้ากว่าปกติ เพราะติดการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาในช่วงแข่งขันพอดี จึงมีการเลื่อนจัดงานมาเป็นช่วงเดือนกันยายนแทน ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้ง ปรากฎว่าตนได้รับตำแหน่งนายกเมืองพัทยาเป็นสมัยที่สอง ก็ถือว่าสามารถเข้ามาสานต่อการทำงานจากท่านปลัดฯ ได้ทันที โดยหลังจากเข้ามารับตำแหน่งตนก็กำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินงานเต็มที่ ซึ่งเมื่อได้รับทราบว่า เมืองพัทยาได้ผู้จัดเป็นทางไทยแลนด์ไตรลีก ซึ่งถือว่าเป็นผู้จัดอันดับหนึ่งของประเทศ มีความเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์ทำงานกับเมืองพัทยามายาวนาน ทำให้ตนมีความสบายใจมากขึ้น และจากรายงานสรุปความพร้อมในด้านต่างๆ จากผู้อำนวยการจัดงานฯ หรือ Race Director ทำให้ทราบว่ามีผู้สนใจแห่สมัครกันอย่างคับคั่ง และทราบว่า “Sold Out” ไปภายในเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น โดยมียอดจำนวนผู้สมัครทั้งสิ้น 21,727 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก และด้วยองค์ประกอบในความพร้อมด้านต่างๆ ของเมืองพัทยา อาทิ จำนวนห้องพักที่มีจำนวนมาก, ระบบสาธารณูปโภคที่ครบครัน, แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ฯลฯ ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิ่งจำนวนมากตัดสินใจมาร่วมแข่งขันในรายการนี้ ทำให้ปัจจุบัน “พัทยามาราธอน” นั่งแท่นเป็นมหกรรมวิ่งอันดับ 1 ของภาคตะวันออกอย่างเต็มตัว”





“ในโอกาสนี้ ตนใคร่ขอความร่วมมือจากชาวเมืองพัทยาทุกท่าน ให้เกียรติร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดี ในการต้อนรับนักวิ่ง จำนวน 2 หมื่นกว่าคน และผู้ติดตามอีกกว่าเท่าตัว เป็นจำนวนร่วม 4 หมื่นคน ที่จะเดินทางเพื่อมาร่วมการแข่งขันจากทั่วประเทศ และอีก 58 ประเทศทั่วโลก ในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 26-27 กันยายน ที่จะถึงนี้ ตนมั่นใจว่าการแข่งขันรายการนี้ จะสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองพัทยาเป็นอย่างมาก และจะเป็นการตอกย้ำในศักยภาพด้านการจัดงานระดับ World Event ของเมืองพัทยาได้เป็นอย่างดี” นายกเมืองพัทยากล่าวทิ้งท้าย

พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า “ตนได้รับการมอบหมายจาก พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ให้มาร่วมในงานแถลงข่าวพร้อมด้วย พ.ต.อ. เอนก สระทอง ผู้กำกับ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งท่านรองผู้บัญชาการฯ เห็นว่าการจัดการแข่งขันรายการนี้ เป็นงานมาราธอนในระดับโลก ที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศและเมืองพัทยา อีกทั้งยังสร้างรายได้ให้การท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก ได้กำชับตนให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลนักวิ่งและประชาชนทั่วไปในด้านความปลอดภัยและการจราจรช่วงการแข่งขัน ทั้งนี้คณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ได้มีการประชุมกับ สภ.เมืองพัทยา เพื่อซักซ้อมและทำความเข้าใจในส่วนของการบริหารจัดการด้านการจราจรบนพื้นที่แข่งขันในโซนต่างๆ มาแล้วหลายครั้ง จนมีความมั่นใจว่าจะสามารถกำกับดูแลการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำเรียนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 เพื่อทราบ และได้ขออนุมัติออกข้อบังคับปิดการจราจร ในช่วงการแข่งขัน ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 04:00 น. ถึงเวลาประมาณ 09:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. และในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ถึงเวลาประมาณ 11:00 น. บนเส้นทางแข่งขันของระยะมาราธอน 42.195 กม. และระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กม. โดยรายละเอียดทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเมืองพัทยาจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป ตนจึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการจราจรบนเส้นทางแข่งขัน ในวันและเวลาที่กำหนด”




นายวีรพงศ์ พงศ์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมืองพัทยา มีศักยภาพและความพร้อมในทุกๆ ด้าน เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของทวีปเอเชีย มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีคุณภาพ มีจำนวนห้องพักมากกว่า 100,000 ห้อง ทำให้เมืองพัทยาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นจำนวนมากตลอดทั้งปี ททท. ขอชื่นชมเมืองพัทยาที่สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องในตลอดทุกๆ สัปดาห์ จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากการคำนวณตัวเลขด้านการท่องเที่ยว ตนคาดว่าการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์ พัทยามาราธอน” ในครั้งนี้ จะสร้างรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแก่เมืองพัทยาและจังหวัดชลบุรี ได้มากกว่า 288 ล้านบาท ตนเชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ จังหวัดชลบุรี และเมืองพัทยา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และหวังว่าผู้เข้าแข่งขันและผู้ร่วมงานจำนวน 4 หมื่นคน จะได้รับความสุขและความประทับใจจากการต้อนรับของชาวเมืองพัทยาและชาวจังหวัดชลบุรีในครั้งนี้

นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยแลนด์ไตรลีก ในฐานะผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “จากยอดผู้สมัครทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เต็มจำนวน 21,727 คน เป็นนักวิ่งชาย จำนวน 13,470 คน นักวิ่งหญิง จำนวน 8,257 คน หลังจากเปิดระบบรับสมัครไปเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างเซอร์ไพรส์มากๆ เพราะปีนี้ พัทยามาราธอนได้เลื่อนการจัดงานจากกลางเดือนกรกฎาคม ไปเป็นช่วงปลายเดือนกันยายน ทุกๆ คน ก็คาดว่า นักวิ่งจะมาสมัครกันน้อย แต่ที่ไหนได้ เมื่อตนเปิดระบบรับสมัคร จำนวนสลอตกลับเต็มอย่างรวดเร็ว (ภายใน 2 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น) ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมืองพัทยา ที่มีผู้สมัครมากกว่า 21,000 คน เป็นรายการวิ่งที่มีผู้สมัครมากที่สุด เป็นอันดับที่ 3 ประเทศ และเป็นอันดับ 1 ของภาคตะวันออก”
“เส้นทางแข่งขันของปีนี้ จะเหมือนปีที่ผ่านๆ มา โดยนักวิ่งทุกคน จะได้มีโอกาสวิ่งเลียบชายหาดของเมืองพัทยา, วิ่งผ่าเมือง และวิ่งเลียบชายหาดจอมเทียน ซึ่งถือว่าเป็นรายการวิ่งมาราธอนที่ได้วิ่งเลียบชายหาดที่ยาวที่สุดของประเทศ นอกจากนี้ ยังกำหนดจุดปล่อยตัวและเส้นชัยอยู่ ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ ซึ่งสามารถรองรับนักวิ่งเป็นจำนวนมากได้ อีกทั้งยังมีความพร้อมในเรื่องที่จอดรถ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านอื่นๆ มากมาย”


“การจัดการแข่งขันครั้งนี้ จะจัดขึ้น 2 วัน คือวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 69 เป็นการแข่งขันระยะ 10 กม. และ 4.5 กม. มีผู้แข่งขันในวันแรก (เสาร์ที่ 26 กย) จำนวน 10,964 คน และวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 69 เป็นการแข่งขัน ระยะ 42.195 กม. และระยะ 21.1 กม. อีกจำนวน 10,763 คน จากข้อมูลของการรับสมัคร มีจำนวนนักวิ่งและผู้ติดตามเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้มากถึง 39,323 คน จาก 58 ประเทศทั่วโลก โดยจะเปิดให้รับอุปกรณ์และเบอร์แข่งขันได้ตั้งแต่วันพฤหัสที่ 24 กันยายน 69 เป็นต้นไป ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ถนนพัทยาเหนือ รายละเอียดของการแข่งขันศึกษาได้ทาง www.pattayamarathon.go.th” นายกอบเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย