วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เปิดตัว เทศกาลท่องเที่ยววิถีใหม่ เขาใหญ่ หุบเขาแห่งความสุข ที่คุณต้องไปค้นหาคำตอบ


วันที่ 29 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น. ที่สวนซ่อนศิลป์ ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอปากช่อง พร้อมด้วย นางรุ่งทิพย์ บุกขุนทด ผอ.ททท.สำนักงานนครราชสีมา และ นายสุรินทร์ สนธิระติ เจ้าของสวนซ่อนศิลป์ ประธานกลุ่มเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข ร่วมกันเปิดตัวเทศกาลท่องเที่ยววิถีใหม่ เขาใหญ่ หุบเขาแห่งความสุข

โดยมีการนำ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่เขาใหญ่ จำนวนกว่า 15 ราย มาถ่ายทอดอัตลักษณ์ จุดเด่น ของแต่ละสถานประกอบการผ่านบูธของตนเอง เป็นเส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตใหม่ อย่างมีความสุข ที่หลายคนยังไม่ทราบว่า ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อาทิเช่น บริษัท กรีนลีฟ ทัวร์ ที่ชาวต่างชาติทั่วโลกมาใช้บริการเดินป่า มีการนําภาพสัตว์ป่าที่ถ่ายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มานานกว่า 10 ปี มาจัดแสดง โดยจะมีมัคคุเทศก์เป็นผู้นำพา 



นายสุรินทร์ สนธิระติ (ลุงน้อย แห่ง สวนซ่อนศิลป์ ปากช่อง) ประธานกลุ่มเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ในช่วงประสบวิกฤติโควิด ที่ผ่านมา โดยการเปิดมุมมองแนวคิดใหม่ กับการท่องเที่ยว ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว นำเสนอจุดเด่นของตัวเอง ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เคยมาท่องเที่ยวเขาใหญ่ อาจไม่เคยทราบมาก่อน เป็นทางเลือกของการสร้างรายได้ให้ชุมชน โดยเฉพาะหุบเขาแห่งความสุข ที่ใครหลายคนไม่เคยเดินป่าเขาใหญ่เลย จนอาจมองเป็นแค่สวนหลังบ้าน เราจึงท้าทายให้ทุกท่านไปสัมผัสธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ในผืนป่ามรดกโลกดูสักครั้งหนึ่ง และมีการมอบ ของขวัญชิงโชค "ผู้สะสมครบ 9 แสตมป์" โครงการพาสปอร์ตเขาใหญ่หุบเขาแห่งความ สุข ผู้โชคดี คือ แพทย์หญิง ดร.ปิยาอร  นำไพศาล (อาจารย์แพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) แสดงความรู้สึกหลังรับมอบรางวัลว่า





. . . ก่อนมีพาสปอร์ตฯ ขับรถผ่าน เขาใหญ่ตลอด แต่ไม่เคยทราบว่า สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มีอะไรน่าสนใจที่มีมากกว่าร้านกาแฟ หลังจากได้เดินทางท่องเที่ยวตามพาสปอร์ต  #สนุก  #มีความสุข และมีความประทับใจมาก รวมถึงเตรียมการวางแผนเที่ยวให้ครบ  21 แสตมป์  แต่ติดโควิด-19 และ ระยะเวลาโครงการสิ้นสุดพอดีถ้าท่านใดสนใจติดตามได้ตาม

ลิ้งค์เพจเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข : https://www.facebook.com/KhaoYaiTheValleyofHappiness 








ด้านสถานประกอบการที่เข้าร่วมงานในวันนี้ อาทิ สวนซ่อนศิลป์ เขาใหญ่ พาโนราม่าฟาร์ม ลีลาวลัย รีสอร์ท แกรนด์สิริ รีสอร์ท เดอะมิวและศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณา สวนผักปากช่อง ไร่เคนผาพงศ์ อยู่บ้านแคมป์ เขาใหญ่ วิสาหกิจชุมชนท่าช้าง OTOP เขาใหญ่ กรีนลีฟ เกตส์เฮ้าส์ แอนด์ ทัวร์ เขาใหญ่ ไร่จรัสแสง ชมรมฮักเขาใหญ่ ร้านอาหาร เป็นลาว โครงการพาสปอร์ตเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข

ลุงน้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพาสปอร์ตเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข เป็นการดำเนินการโดย คณะทำงานเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข และเป็นส่วนหนึ่งในโครงการวิจัยการประเมินและพัฒนาศักยภาพ

ในการสร้างนวัตกรรมบริการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของธุรกิจบริการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (นครชัยบุรินทร์) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยได้รับความร่วมมือจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และสถานประกอบการจำนวน 20 สถานที่ที่ให้บริการท่องเที่ยวคุณภาพที่สร้างเสริมสุขภาพทั้งกายและใจและมีอัตลักษณ์ที่สะท้อนจิตวิญญานความเป็น “เขาใหญ่...หุบเขาแห่งความสุข”

สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 21 สถานที่ ได้แก่ 

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ (Khao Yai National Park) อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ อีกทั้งเป็นแหล่งโอโซน 1 ใน 7 ของโลก

เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม (Khao Yai Panorama Farm) ฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยวที่มีพื้นที่ให้เรียนรู้ กสิกรรมธรรมชาติ มีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดที่ได้รับรางวัลการประกวดสุดยอดนวัตกรรมอันดับ 1 ของโลก จากงาน International Invention & Trade Expo London 2019 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีร้านอาหารเมนูเห็ด ที่ได้รับการรับรองความอร่อยจาก เปิบพิสดาร, ถนัดศรีชวนชิม, และสื่อรายการโทรทัศน์มากกว่า 110 รายการ และยังมีรีสอร์ททรงเห็ดที่มีสระน้ำแร่ออนเซ็นแห่งแรกของไทย

โรงแรมเรนทรี เรซิเดนซ์ เขาใหญ่ (Rain Tree Residence Hotel) ที่พักสไตล์บูติก ห้องพักตกแต่งด้วยธีม จากผลงานนักเขียนทั่วโลก แนบชิดธรรมชาติท่ามกลางเทือกเขาดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มี workshop
งานคร้าฟท์ต่างๆ และกิจกรรมเดินป่า ศูนย์ฝึกอบรม Go Genius Learning Center สำหรับเยาวชน 

ไร่จรัสแสง (Rai Jarus Saeng) ทับทิมพันธุ์จรัสแสงสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่น รสชาติหวาน เมล็ดสีแดงสด เมล็ดนิ่ม เมื่อถูกแสงแดดจะมีแสงแวววาว และน้ำทับทิมพาสเจอร์ไรซ์ แบรนด์“ยี่ห้อ สรร”

สวนซ่อนศิลป์ (Secret Art Garden) แกลลอรี่ศิลป์สีน้ำโลกในป่าที่ปลูกเอง และได้รับแต่งตั้งเป็นแกลลอรี่สีน้ำโลก มีกิจกรรมการสอนเทคนิคการระบายสีน้ำ มีที่พัก  ร้านอาหารกลางป่า - Home made ส่วนของหวานที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ขนมบุหลันดั้นเมฆ  ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “บุหลันเลื่อนลอย” ในรัชกาลที่ 2

ไร่เคนผาพงศ์ (Kenpapong Family Farm) สวนผลไม้ปลอดสารเก่าแก่ของครอบครัว สัมผัสความสุขของชีวิตเรียบง่ายและการดูแลพืชผลอย่างใส่ใจ ผลผลิตคุณภาพที่ปลอดภัย เช่น ดอกเก๊กฮวย สตอเบอร์รี่ มะขามยักษ์แช่อิ่ม พร้อมที่พักเต๊นท์กระโจม ครัวกลางและลานบาร์บีคิว ชื่อ “อยู่บ้านฟาร์ม แอนด์ การ์เด้น เขาใหญ่”

เดอะเปียโน รีสอร์ท เขาใหญ่ (The Piano Resort Khao Yai) เสียงดนตรีเคล้าเปียโน ท่ามกลางขุนเขาในยามพักผ่อนกับอากาศบริสุทธิ์  ที่พักรูปแบบเปียโน ความสุขที่อยู่ใกล้คุณ และการรับรองมาตรฐานการจัดสัมมนาห้องประชุม จาก TCEB Standard Convention

กรีนลีฟ เกตส์เฮ้าส์ แอนด์ ทัวร์ เขาใหญ่ (Greenleaf Guesthouse & Tour Khao Yai) คงน่าเสียดายมากถ้ามาถึงเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุขแล้วไม่ได้ท่องไพร ฟังเสียงป่าและดูสัตว์ป่าออกหากินกับผู้นำทางมืออาชีพประสบการณ์กว่า 20 ปี

ชมรมฮักเขาใหญ่ (Hug Khao Yai Club) ถ้าคุณรักษ์โลก ห่วงใยธรรมชาติ สัตว์ป่า แม่น้ำลำคลอง ต้องมาหาเรา คนจิตอาสา เก็บขยะรักษ์เขาใหญ่-ลำตะคอง

ลีลาวลัย รีสอร์ท (Lilawalai Resort) โรงแรมสีเขียวท่ามกลางธรรมชาติที่มีต้นลีลาวดีมากกว่า 400 สายพันธุ์  จำนวนกว่า 1,000 ต้น ในพื้นที่ร้อยกว่าไร่ 

บ้านหมากม่วง (KhaoYai The Mango House Farm) สวนมะม่วงดั้งเดิมและ Farm Shop ท่ามกลางขุนเขา สิ่งที่พลาดไม่ได้ คือ ข้าวเหนียวมะม่วงคุณภาพคัดสรร และของฝากน้ำมะม่วงเย็นใจ การรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจในความเป็นแหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้และภูมิปัญญาจากคุณค่าของผืนดินเกษตรกรรมปากช่อง-เขาใหญ่

เดอะมิว (The Mew) ร้านอาหารที่พิถีพิถันสไตล์โฮมเมด เลือกใช้แต่วัตถุดิบที่ปลอดภัยมีคุณภาพสูง ในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ และการปลูกสมุนไพรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แดรี่โฮม (Dairy Home) ร้านอาหารสุขภาพสไตล์ตะวันตก นวัตกรรมผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิคจากงานวิจัย เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ โยเกิร์ต นมอัดเม็ด ไอศกรีมโฮมเมด  เป็นต้น ร้านค้าจำหน่ายสินค้าจากชุมชนเกษตรกรในเขาใหญ่ 

ผาชวนชม เขาใหญ่ (Phachuanchom KhaoYai) รีสอร์ทสวยงามท่ามกลางขุนเขาด้วยบรรยากาศอบอุ่นเหมือนครอบครัว พร้อมสระว่ายน้ำ สนามฟุตบอล และสามารถมองเห็นค้างคาวจำนวนมากออกหากินในช่วงหัวค่ำของทุกวัน 

โรงแรม ภูวนาลี รีสอร์ท เขาใหญ่ และ วิลล่า มูเซ่ เขาใหญ่ (Phuwanalee Resort-Khao Yai , Villa Muse Khaoyai) วันวานที่เขาใหญ่ กับการย้อนอดีตกับสู่สยามประเทศ สืบสานความเป็นไทย แหล่งเรียนรู้การอนุรักษ์สถาปัตยกรรมบ้านไทยโบราณอายุกว่า100 ปี พร้อมของตกแต่งโบราณ และที่พักร่มรื่นด้วยสไตล์เรือนไทยสุดคลาสสิค กลางป่าในบรรยากาศเงียบสงบ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ห้องประชุม) 

แกรนด์สิริ รีสอร์ท เขาใหญ่ (Grandsiri Resort Khao Yai) อบอุ่นครบถ้วนสะดวกหลับสบายเสมือนบ้านที่สองสำหรับทุกคน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องนอน พร้อมสระว่ายน้ำกลางแจ้งและสนามบาสเกตบอลหนึ่งเดียวในเขาใหญ่ท่ามกลางวิวภูเขา

เอฟเวอร์กรีน เขาใหญ่ (Evergreen Khaoyai)
สวนเกษตรไร้สาร ออกแบบแนวคนเมือง เน้นหม่อนพันธุ์ ยูนนาน มะนาวแป้นหอมเขาใหญ่  ไม้ดัดที่ทำมาจากต้นหม่อน ต้นแคคตัส  มีการดูแลสวนและผลผลิต อย่างใส่ใจ  มีผลิตภัณฑ์แปรรูป สูตรเอกลักษณ์เฉพาะ  เช่น น้ำหม่อนเข้มข้นพร้อมเนื้อหม่อน บราวนี่หม่อน

ควีน ออฟ เบเกอรี่ (Queen of Bakery)
ราชินีแห่งเบเกอรี่ แห่งเดียวในหุบเขาแห่งความสุข “ความอร่อยในราคาจับต้องได้”  เบเกอรี่โฮมเมด
ทำใหม่สดทุกวัน คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ ไม่ใช้วัตถุกันเสีย กระบวนการทำและวัสดุอุปกรณ์ที่พิถีพิถัน
เสิร์ฟพร้อมชา กาแฟ และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เด่น โฮมเมดครัวซองต์ 

บ้านจันทร์งามนวดเพื่อสุขภาพ (Banchanngam Massage)
สถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน สบส. จุดเด่น คือการนวดไทยออยล์ (Thai Oil) ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง นวดตัวแผนไทยกับอโรมา ออยล์สถานที่สะอาด แบ่งเป็นสัดเป็นส่วน บรรยากาศสวยงาม

สวนผักปากช่อง (PakPakChong Farm)
แหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้ผลิตผลทางการเกษตรอินทรีย์คุณภาพสูงมานับกว่า 10 ปี โดยเฉพาะสลัดผักอินทรีย์ เช่น กุยช่าย คื่นช่าย ผักกาดกวางตุ้ง หน่อไม้ฝรั่ง ผักชี ผักสลัด รวมถึงเห็ดเมืองหนาวต่างๆ  มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตและบรรจุส่งออก จนสามารถกลายเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่
ที่มีคุณภาพ  บรรยากาศฟาร์มเกษตรท่ามกลางขุนเขาโอบล้อม





















วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ออมสิน ช่วยภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ให้กู้ฉุกเฉิน 50,000 บาท ดอกเบี้ยปีแรก 0% โดย 3 เดือนแรกไม่ต้องจ่าย

ซ่อมแซมบ้าน-ที่พักอาศัย ให้กู้ 500,000 บาท ดอกเบี้ยปีแรก 0%

ธนาคารออมสิน ลงพื้นที่สำรวจภัยน้ำท่วม เพื่อช่วยเหลือบรรเทาเบื้องต้น พร้อมให้กู้ “ซ่อมแซมที่พักอาศัย” สูงสุด 500,000 บาท ดอกเบี้ยปีแรก 0% ขณะที่เงินกู้ฉุกเฉิน “สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนเฉพาะหน้า รายละ 50,000 บาท ปีแรกดอกเบี้ย 0% ใน 3 เดือนแรก ไม่ต้องจ่ายเงินงวด

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารออมสินจึงมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนช่วยเหลือเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อแก้ไขและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย โดยให้กู้ “สินเชื่อเคหะแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ” ทั้งลูกค้าเดิมและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยพิบัติเพื่อนำไปซ่อมแซมหรือต่อเติมส่วนที่เสียหาย โดยให้กู้ได้ 100% ของราคาประเมินเฉพาะที่จะซ่อมแซมต่อเติม แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ผ่อนชำระได้ไม่เกิน 40 ปี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 คงที่ 0% ปีที่ 2-3 อัตราดกเบี้ยคงที่ 3.00% ต่อปี และ ปีที่ 4 เป็นต้นไป = MRR-0.75% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารฯ ปัจจุบัน = 6.245% ต่อปี)

นอกจากนี้ ผู้ประสบภัยสามารถติดต่อยื่นกู้เงินฉุกเฉิน “สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุน้ำท่วมขัง/อุทกภัย/ภัยพิบัติ ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท ชำระเงินคืนเป็นรายเดือน ผ่อนชำระได้ 3-5 ปี อัตราดอกเบี้ยปีแรก 0% ต่อเดือน โดยที่ 3 เดือนแรกไม่ต้องชำระ หลังจากนั้น ปีที่ 2-5 คิดอัตราดอกเบี้ย 0.85% ต่อเดือน (Flat Rate) ทั้งนี้ ธนาคารฯ ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขอสินเชื่อด้วย ใช้บุคคลค้ำประกันได้ไม่เกิน 2 คน มีอาชีพและรายได้แน่นอนตั้งแต่ 9,000 บาทขึ้นไปไม่น้อยกว่า 1 คน หรือใช้บัญชีเงินฝาก/สลากออมสินพิเศษ/อสังหาริมทรัพย์ หรือใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารออมสินจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2% ต่อปีของภาระค้ำประกันให้แก่ผู้กู้ตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปจนครบสัญญา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ธนาคารออมสิน Call Center โทร.1115 หรือสามารถติดตามได้ตามสื่อประชาสัมพันธ์ของธนาคารออมสินทุกช่องทาง ได้แก่ Website : www.gsb.or.th, Facebook : GSB Society, Official Line : GSB ธนาคารออมสิน.

Mars ปูพรมบุกอีคอมเมิร์ซ เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยงในวิถีนิวนอร์มัล ผนึก ‘ช้อปปี้’ ร่วมแคมเปญ Shopee 9.9 Super Shopping Day

 

กรุงเทพฯ, 26 สิงหาคม 2563 -  Mars ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เกรดพรีเมี่ยมของโลก เดินหน้าตามพันธกิจที่ต้องการสรรค์สร้างโลกที่สวยงามให้กับสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก กางแผนบุกตลาดอีคอมเมิร์ซรับเทรนด์คนรักสัตว์ในวิถีนิวนอร์มัลเต็มสูบ ผนึกกำลัง ช้อปปี้ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในมหกรรมช้อปแห่งชาติ Shopee 9.9 Super Shopping Day ชูจุดขายเรื่องคุณภาพสินค้าเกรดพรีเมี่ยม พร้อมอัดโปรโมชั่นสุดโดนใจ อาทิ สินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ ส่วนลดสูงสุด 30% โค้ดลดเพิ่มอีก 20% และของแถมอีกมากมาย ตั้งเป้าโกยยอด พร้อมปูพรมสร้างฐานนักช้อปออนไลน์ ดันธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่ได้กลายเป็นหนึ่งในช่องทางการจับจ่ายใช้สอยหลักของผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มัลไปแล้ว จึงเป็นเหตุผลให้ Mars ตัดสินใจร่วมมือกับช้อปปี้ แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง เปิดร้านค้าออนไลน์เป็นครั้งแรกในปี 2561 เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างทันท่วงที โดยในมหกรรม Shopee 9.9 Super Shopping Day นี้ เรายังคงรุกตลาดออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าใหแก่เหล่านักช้อปออนไลน์ ด้วยแบรนด์สินค้าคุณภาพเยี่ยม อาทิ Pedigree, Whiskas, Temptations, Cesar and Sheba รวมถึงสินค้าใหม่อย่าง lAMS อาหารสุนัขเกรดพรีเมียมที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นเต็มรูปแบบที่พิเศษสุดๆ เท่าที่เคยมีมา”

ในปัจจุบันตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศมีมูลค่าอยู่ที่ราว 40,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี  โดยกลุ่มอาหารสัตว์ในระดับพรีเมี่ยมมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดี เนื่องจากคนไทยนิยมอยู่บ้านมากยิ่งขึ้น จึงทำให้เทรนด์การเลี้ยงสัตว์กลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยม ประกอบกับความต้องการที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงที่รักเสมือนสมาชิกในครอบครัว ทั้งนี้ความมุ่งมั่นและความใส่ใจ คือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ทำให้ Mars สามารถครองความเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภค โดยความร่วมมือระหว่าง Mars กับ ช้อปปี้ ในช่วงที่ผ่านมา ได้เป็นเครื่องสนับสนุนให้บริษัทได้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานออนไลน์ สามารถนำเสนอแคมเปญทางการตลาดร่วมกับการประยุกต์ใช้ฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบที่เพียบพร้อมบนแอปพลิเคชั่นช้อปปี้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้อย่างตรงจุด จนประสบความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้การเฉลิมฉลองมหกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง Shopee 9.9 Super Shopping Day ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 9 กันยายน เหล่าคนรักสัตว์เลี้ยงจะได้พบกับโปรโมชั่นเด็ดจากแบรนด์ดัง อาทิเช่น Pedigree, Whiskas, Temptations, Cesar and Sheba และสินค้าใหม่ lAMS ที่ได้ร่วมพัฒนาสูตรกับสัตวแพทย์ ที่ช่วยการันตีได้ถึงคุณภาพชั้นหนึ่งที่ถูกสุขอนามัยและถูกหลักโภชนาการเพื่อสัตว์เลี้ยงที่รัก ซึ่งโปรโมชั่นประกอบด้วย

ส่วนลดสูงสุด 30% และโค้ดลดเพิ่มสูงสุดอีก 20% พร้อมทั้งของแถมอีกมากมาย อาทิ รับสินค้าแจกฟรีทุกออเดอร์ สำหรับออเดอร์สำหรับน้องแมว ขนมแมว เทมเทชั่นส์ เขย่าเดียวเหมียวมา 12g และรับสินค้าแจกฟรีทุกออเดอร์ไม่มีขั้นต่ำ สำหรับออเดอร์น้องหมา ซีซาร์เพ้าซ์ ขนาด 70g 1 ซอง ทันที พร้อมพบกับสินค้ารุ่นพิเศษ Whiskas Pouch (1 กล่องมี 2 รสชาติ) ที่มีจำหน่ายเฉพาะทาง Online เท่านั้น และมาพร้อมกับโปรโมชั่นส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ

ร่วมช้อปสนุกไปกับการโปรโมชั่นพิเศษอีกมากมายบนช้อปปี้ อาทิ โปรโมชั่นส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ โค้ดส่วนสุดสูงสุด 90% เมื่อชำระเงินด้วย AirPay Wallet และสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ให้นักช้อปได้คุ้มสุดๆ

 บริษัทเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถสร้างความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคและช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคให้อาหารที่ถูกต้องและมีโภชนาการครบถ้วนแก่น้องหมาและน้องแมวได้ในทุกๆวัน

 ร่วมช้อปสินค้าจาก Mars พร้อมกดติดตามร้านค้า Pedigree and Whiskas Official Store บน Shopee เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุด ได้ที่ https://shopee.co.th/marspetcare_c

‘ยูนิลีเวอร์’ สานต่อความสำเร็จ กับ ‘ช้อปปี้’ จัดโปร ฯสุดยิ่งใหญ่ บุกมหกรรม Shopee 9.9 Super Shopping Day

กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2563 -  ยูนิลีเวอร์ (Unilever) ผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ระดับโลก สานต่อความสำเร็จในฐานะแบรนด์ที่ครองใจนักช้อปออนไลน์อันดับหนึ่ง แท็กทีม ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ในมหกรรมช้อปออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุด Shopee 9.9 Super Shopping Day ชูนวัตกรรมสินค้าอันเป็นเลิศ ร่วมกับการยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยดีลและโปรโมชั่นที่แรงที่สุดจากแบรนด์ยอดนิยม พร้อมสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมทางการตลาดออนไลน์ครบวงจร เชื่อมั่นตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มัลได้อย่างตรงจุด ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

 คุณอภิชาติ ศาลิคุปต ผู้บริหารของ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากความสำเร็จล่าสุดที่ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้รับรางวัล Consumer Choice จากช้อปปี้ ประเทศไทย ในงาน Brands Conference ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นสุดยอดแบรนด์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม ช้อปปี้ จนสามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งเรื่องของคุณภาพสินค้า โปรโมชั่น กิจกรรมทางการตลาด ปฏิสัมพันธ์กับผู้ซื้อ ตลอดจนการส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดอย่างครบวงจรให้กับผู้บริโภค ยูนิลีเวอร์จะไม่หยุดยั้งที่จะสานต่อความสำเร็จเพื่อครองอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคและนักช้อปออนไลน์ ในการเป็นแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคอันดับหนึ่งของคนไทย และยังคงเน้นย้ำเจตนารมณ์อันแรงกล้าในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ด้วยนวัตกรรมของสินค้าที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้คนและสังคมที่ดี  รวมไปถึงมุ่งเน้นประสบการณ์การจับจ่ายที่สะดวกสบาย เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าสูงสุด”

 ล่าสุด ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ได้ประกาศความร่วมมืออีกครั้งกับพันธมิตรคนสำคัญอย่าง ช้อปปี้ เพื่อสานต่อความสำเร็จในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านทางอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ในมหกรรม Shopee 9.9 Super Shopping Day ที่บริษัทฯ ได้ส่งกองทัพดีลและโปรโมชั่นที่แรงที่สุดแห่งปี ยกพาเหรดขบวนสินค้าจากแบรนด์ยอดนิยมที่จะมาพร้อมกับโปรโมชั่นลดสูงสุดถึง 50% พร้อมแจกโค้ดส่วนลดสูงสุด มูลค่า 400.- บาท และโค้ดส่วนลดสูงสุด 90% เมื่อชำระสินค้ายูนิลีเวอร์ผ่าน AirPay Wallet บนแพลตฟอร์มช้อปปี้

 ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวยังรวมไปถึงการพัฒนานวัตกรรมทางการตลาดร่วมกัน ที่เป็นการบูรณาการเครื่องมือต่างๆ อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์บนแอปพลิเคชั่น เกม ไลฟ์สตรีมมิ่ง ภาพยนตร์โฆษณา สื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาในรูปแบบของสาระบันเทิงบน TikTok รวมไปถึงกิจกรรม Shopee 9.9 Super Game Show ในวันที่ 9.9 ที่ยูนิลีเวอร์ยังได้จัดดีลสุดพิเศษมาเอาใจนักช้อปออนไลน์โดยเฉพาะ เพื่อสร้างการรับรู้ออกไปในวงกว้าง และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 อ้างอิงข้อมูลจากกันตาร์ เวิลด์พาแนลที่คาดการณ์ไว้ว่า การซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซนั้น จะมีมูลค่าแตะ 5.3 ล้านล้านบาท ภายในปี 2568 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% ของส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด ประกอบกับการเปิดเผยจำนวนการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์บน Priceza.com ในเดือนมีนาคม 2563 ที่ขยายตัวเพิ่มมากถึง 80% โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนที่อัตราการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมากในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 4 เดือนในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณบวกในการเติบโตของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคบนช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ




จากสัญญาณบวกต่างๆ ทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาจับจ่ายซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการมีพันธมิตรที่มีศักยภาพ และมีความเข้าใจในความต้องการของนักช้อปออนไลน์อย่างลึกซึ้ง ยูนิลีเวอร์ จึงเชื่อมั่นว่าในแคมเปญ Shopee 9.9 Super Shopping Day นี้จะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน อีกทั้งยังสามารถรั้งตำแหน่งแบรนด์ที่ครองใจนักช้อปออนไลน์ชาวไทยอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง โดยเราจะยังคงอยู่เคียงข้างผู้บริโภคชาวไทย พร้อมเดินหน้ายกระดับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป” คุณอภิชาติ กล่าวทิ้งท้าย

ความร่วมมือกับช้อปปี้ทำให้ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยสามารถยกระดับประสบการณ์กับผู้บริโภคผ่านฟีเจอร์และเครื่องมือต่าง ๆ ของช้อปปี้ ซึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา อาทิ แคมเปญ Shopee Super Brand Day ที่ช่วยเพิ่มยอดคำสั่งซื้อสินค้ายูนิลีเวอร์ได้กว่า 30 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีจำนวนสินค้าที่วางขายบนแพลตฟอร์มช้อปปี้กว่า 10 หมวดหมู่ 1,000 รายการ ซึ่งสินค้าฮอตไอเท็มของยูนิลีเวอร์ ที่ได้รับความนิยมบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ ประกอบด้วย บรีสเอ็กเซล ลิควิด ซันไลต์ วาสลีนโลชั่น แชมพูซันซิล เป็นต้น

ร่วมช้อปสินค้าจาก Unilever ในช่วง Shopee 9.9 Super Shopping Day พร้อมกดติดตามร้านค้า Unilever บน Shopee เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและโปรโมชั่นล่าสุด ได้ที่ https://shopee.co.th/Unilever_householdcare และ https://shopee.co.th/Unilever_beautyhotpro

ต้นกล้า ทู โกล’63 โชว์ศักยภาพ SMEs ท้องถิ่น ปรับตัวไว เปิดเกมรุกยุค New Normal

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) โชว์ความสำเร็จ “ต้นกล้า ทู โกล ประจำปี 2563”หลักสูตรอบรมเข้มข้นเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่น หนุนใช้นวัตกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์ วางกลยุทธ์ธุรกิจเชิงสร้างสรรค์ เพิ่มขีดแข่งขันสู้ศึกการค้ายุค New Normal 

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์กล่าวในพิธีปิดโครงการสร้าง SMEs ไทยสู่เวทีการค้าสากล (ต้นกล้า ทู โกล) ประจำปี 2563 ว่า การอบรมในปีนี้ตอกย้ำถึงความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งส่วนของเนื้อหาหลักสูตรที่ปรับใหม่ทั้งหมด เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ทางการค้ายุคใหม่ครบทุกมิติ ให้ผู้ประกอบการนำไปใช้พัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ให้พร้อมแข่งขันในเวทีการค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมไปถึงรูปแบบการอบรมแบบ Hybrid ที่ผสมผสานระหว่างการอบรมแบบ Online ผ่านระบบ Zoom และการอบรมในพื้นที่จริงในจังหวัดจันทบุรีและเชียงใหม่ เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 คลี่คลาย



“SMEs ไทยปรับตัวรวดเร็วมาก สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แก่ผู้บริโภค และตอบโจทย์กระแสนิยมในโลกยุคใหม่ได้ดีเยี่ยม เช่น กระแสรักสุขภาพ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความคิดสร้างสรรค์นำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาผลิตสินค้าใหม่ เรียนรู้ไว และสามารถใช้สื่อออนไลน์เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือ SMEs ไทย ที่แสดงถึงความพร้อม ‘ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส’ ได้อย่างแท้จริง” นายสมเด็จกล่าว

ทั้งนี้ โครงการต้นกล้า ทู โกล ปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มิถุนายน - วันที่ 20 สิงหาคม 2563 แบ่งการอบรมเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ และ การสร้างแรงบันดาลใจ ระยะที่ 2 การเสริมสร้างองค์ความรู้ระหว่างประเทศ และการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์และการจัดทำแผนธุรกิจ ระยะที่ 3 การเสริมสร้างองค์ความรู้ระหว่างประเทศ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อต่อยอดสินค้านวัตกรรม

ในเชิงสร้างสรรค์ และระยะที่ 4 ประกอบด้วยการมอบวุฒิบัตรและโล่รางวัลแก่ผู้เข้าอบรม การเสวนา การแสดงสินค้า และการเจรจาการค้ากับผู้ซื้อจำนวน 9 บริษัท ได้แก่ เครือเดอะมอลล์, เครือเซ็นทรัล, กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ , บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด  (มหาชน) , กลุ่มโรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์, บริษัท สห ลอว์สัน จำกัด, บริษัท Grand Style Co., Ltd. ประเทศเมียนมาร์, บริษัท JB Trading ประเทศลาว, CASA ประเทศจีน

ในปีนี้มีผู้สนใจทั่วไปและผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นจากทั่วประเทศร่วมอบรมระยะแรกรวม 463 รายและมีผู้ประกอบการนิติบุคคลจากภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคเหนือ ผ่านการคัดเลือกและอบรมจนครบหลักสูตร 4 ระยะ จำนวนทั้งสิ้น  50 ราย จากกลุ่มสินค้า 4 ประเภทหลักได้แก่ สินค้าเกษตร/เกษตรแปรรูป อาหารและอาหารแปรรูป และเครื่องดื่ม จำนวน 31 ราย สินค้าเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิวและสมุนไพรไทย จำนวน 13 ราย สินค้าหัตถกรรม/เครื่องใช้และของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ ของขวัญ ของชำร่วย จำนวน
3 ราย และสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ จำนวน 3 ราย

นอกจากนี้ มีการประกวดชิงรางวัล 2 ประเภท คือ รางวัลการเขียนแผนธุรกิจเชิงสร้างสรรค์
ผู้ชนะรางวัลได้แก่

- ภาคใต้:  คุณรุจฌ์ พวงวงศ์ บริษัท ชาวเล ซีเกรป จำกัด ผู้ผลิตสินค้า PRIME สาหร่ายพวงองุ่น

- ภาคตะวันออก: คุณสรัลชนา อธิปัญญา บริษัท เอิร์ธบาวน์ด จำกัด
ผู้ผลิตสินค้า Earthbound (เอิร์ธบาวด์น)

- ภาคเหนือ: คุณธันยาพร ผลนาค บริษัท ไฟน์อิมเมจ จำกัด
ผู้ผลิตสินค้า ไส้กรอกเยอรมัน Nature D'Lite


รางวัลการออกแบบบรรจุภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ ผู้ชนะรางวัล ได้แก่

- ภาคใต้: คุณอากฤษฏิ์ ศศิอังกูร ห้างหุ้นส่วนจำกัด ออลวีลไรด์
ผู้ผลิตสินค้า ปลากระพงขาวรมควันทะเลสาบสงขลา

- ภาคตะวันออก: คุณนัทมน แสงฉาย บริษัท อินทู อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตสินค้าลำไยแปรรูป

- ภาคเหนือ: คุณธันยาพร ผลนาค บริษัท ไฟน์อิมเมจ จำกัด
ผู้ผลิตสินค้า ไส้กรอกเยอรมัน Nature D'Lite

นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กล่าวว่าในปีหน้า NEA ตั้งเป้า
มีผู้ประกอบการท้องถิ่นผ่านการอบรมโครงการต้นกล้า ทู โกล ตลอด 4 ระยะรวม 100 รายจากทั่วประเทศ และจะปรับหลักสูตรให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของ SMEs ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นด้วย


นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังนำหลักการ “ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” จากอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มาปรับใช้เป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของ NEA ด้วยแนวทาง “NEA Care รักแท้ แชร์ความรู้” ที่ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์หลัก มี Flagship Projects สำคัญ ดังนี้

1. เข้าถึง ใส่ใจ ทุกภูมิภาค ด้วยโครงการ Gen-Z to be CEO ให้ความรู้แก่นักศึกษาเพื่อปูทางสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ ตั้งเป้าหมายให้ความรู้แก่นักศึกษา 12,000 รายทั่วประเทศในปี 2564

2. สร้างโอกาสในทุกระดับ ด้วยโครงการ NEA Reborn เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้สายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 เพื่อเตรียมพร้อมสู่การค้าในยุค New Normal

3. สร้างคุณภาพที่แตกต่าง ประกอบด้วย 3.1) โครงการ Smart Content ช่วยให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.2) โครงการ Train the Creators ร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัด 77 แห่ง สร้างนักปั้นผู้รอบรู้ทางการค้า ที่ถ่ายทอดความรู้ต่อได้

4. เต็มที่เรื่อง Technology & Innovation ประกอบด้วย 4.1) โครงการ The Guru ด้วยหลักสูตร  e-learning โดยคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมแนวคิดการเรียนรู้ที่ไม่มีสิ้นสุด  4.2) หลักสูตร NEA x Huawei ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ด้านเทคโนโลยีและการค้าระหว่างประเทศ 

5. สนุกในทุกห้องเรียนด้วยการเรียนรู้รูปแบบใหม่ จากโครงการตรวจสุขภาพคู่ค้า เสริมคาถาธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงจากผู้รอบรู้ เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และความเหมาะสมกับธุรกิจ โดยมีกิมมิคคือการตรวจดูโหงวเฮ้งทางธุรกิจ


ETDA จัดงาน “Go Digital with ETDA”

ETDA โชว์ผลงานเด่น ปี 63 พร้อมเผยก้าวต่อไป ตั้งเป้าภายในปี 65
พาคนไทย Go Digital with ETDA ครอบคลุมบริการดิจิทัลที่สำคัญ ทุกคนเชื่อมั่นและเข้าถึงได้

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจัดงาน "Go Digital with ETDA" โชว์ผลงานเด่นปี 63 และนโยบายก้าวต่อไปในอนาคต กับภารกิจสำคัญที่จะพาคนไทยโกดิจิทัลไปกับเอ็ตด้า ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาบริการพื้นฐานด้านดิจิทัล (Common Service) ที่สำคัญ ณ ห้องประชุม Walk the Talk ชั้น 15 ของ ETDA เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "Future of Digital Economy and Society" โดยระบุว่า จากรายงาน World Competitiveness Ranking 2020 ของสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) พบว่า ปีนี้ประเทศไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันอันดับที่ 29 จากทั้งหมด 63 ประเทศ ขณะที่ปัจจัยหลักทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพทางเศรษฐกิจ (Econornic Performance) ประสิทธิภาพของรัฐบาล (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้งพื้นฐาน (Infrastructure) พบว่าจาก 2 ใน 4 อันดับสูงขึ้นจากปีที่แล้ว คือด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ อยู่อันดับที่ 23 ขึ้นจากอันดับที่ 27 ในปีที่แล้ว และค้นโครงสร้งพื้นฐาน อยู่อันดับที่ 44 จากอันดับที่ 45 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่กระทรวงติจิทัลฯ ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง เช่น เทคโนโลยี 5G ซึ่งไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือโอกาสที่คนไทยจะเท่าเทียมกัน การควบรวม CAT และ TOT เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่ชาติ (NT) เพื่อรับมือการแข่งขันในอุตสาหกรมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโครงการ Thailand Digital Valley เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลตึงดูดการลงทุน การพัฒนาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service : GDCC) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ เพิ่มสปีดรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มให้บริการแล้ว นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลฯ ยังเป็นกำลังสำคัญในการพาสังคมก้าววิกฤตโควิต-19 เช่น การสร้างแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยเฉพาะ "ไทยชนะ" ที่สามารถช่วยควบคุมป้องกันโรคผ่านวิธีการเซ็กอิน และเซ็กเอาต์สถานประกอบการต่าง ๆ

"อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ได้มองข้ามการพัฒนาขีดความสามารถในด้านอื่นๆ ที่คะแนนลดลง ทั้งประสิทธิภาพของภาครัฐ หรือผลคะแนนด้นเศรษฐกิจ เพื่อขยับให้อันดับของประเทศไทยสูงขึ้น ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาบริการดิจิทัลพื้นฐานหรือ Common service ของประเทศให้น่าเชื่อถือ มั่นคงปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล ผ่านการดำเนินงานสำคัญ ๆ ของ ETDA เช่น การเปิด Digital Service Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมหรือบริการเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความเชื่อมั่นก่อนใช้งานจริง การพัฒนา Digital ID Ecosystem ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมบริการออนไลน์ให้มีความน่าเชื่อถือ ผ่านการพิสูจน์และยืนยันตัวตนโดยไม่ต้องเดินทางและเสียเวลาการลงทะเบียนใหม่ซ้ำ ๆ กัน ซึ่งกระทรวงฯ กำลังจะประสานให้ทุกหน่วยมาร่วมพัฒนแพลตฟอร์มกลางสำหรับบริการประชาชน และ ETDA จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการดูแลเรื่อมาตราฐานบริการ การพัฒนามาตรฐานและกฎหมายของบริการดิจิทัลอื่น ๆ ให้เทียบเท่าระดับสากล เพราะตอนนี้เทดโนโลยีใหม่ ๆ เช่น บล็อกเชน, เอไอ ฯลฯ ยังไม่มีมาตรฐานกลาง และการป้องกันระวังภัยคุกคามทางออนไลน์ (Online Fraud Prevention) ด้วยการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อผู้บริโภคออนไลน์ได้รับความช่วยเหลือเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการดูแลเฝ้าระวังภัยไซเบอร์ให้กับหน่วยงานภาครัฐ" นายพุทธิพงษ์ กล่าว

ด้าน นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA (เอ็ตด้า) เปิดเผยว่า ETDA มีเป้าหมายสำคัญคือ "GO Digital with ETDA" หรือ การเป็นองค์กรขับเคลื่อนศรษฐกิและสังคม ด้วยธุรกรรมอิล็กทรอนิกส์โดยสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเท่าทันกับสถานการณ์โลก ภายใต้บทบาทหน้าที่หลักคือ การส่งเสริมให้เกิดการทำ ธุรกรรทางอิเล็กทรอนิกส์ สร้งความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ผลักดันการทำธุรกรรมทางอีเล็กทรอนิกส์อย่งบูรณาการ และสุดท้ายคือ การกำกับดูแลธุรกิจบริการดิจิทัล สร้างความน่าเชื่อถือ รองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมติจิทัล ด้วยงานสำคัญทั้งการกำกับดูแลธุรกิจบริการด้านดิจิทัล พัฒนามาตรฐานและกฎหมายด้านติจิทัล การพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลไอดี การป้องกันการหลอกลวงทางออนไลน์ และการพัฒนาความพร้อมของคนติจิทัล







โดยในปี 2563 ETDA ได้ส่งมอบงานสำคัญผ่าน 5 โครงการ ได้แก่

1. โครงการ Digital Governance เพื่อให้ทุกภาคส่วนใช้เทคโนโลยีตดิจิทัลอย่างมั่นใจ มีกลไกกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือ ผ่านกฎหมายและมาตรฐานสำคัญๆ เช่น ร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฏ. Digital ID) รองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ส่งเสริมธุรกิจเกี่ยวกับดิจิทัลไอดี เพื่อให้ประขาชนได้รับบริการที่เชื่อถือได้ สะดวก รวดเร็ว และ ร่าง พ.ร.ฏ. ว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจการให้บริการออกใบรับรองเพื่อสนับสนุนลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (CA) รวมทั้งการออกข้อเสนอแนะฯ มาตรฐาน แนวทางการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Signature) เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย ลดความเสี่ยง รวมถึงผลักดันเรื่องระบบการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Meeting ทั้งการออกกฎหมายและมาตรฐาน ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยปลดล็อกกฎหมายที่มีอยู่เดิม และช่วยรับรองผู้ให้บริการระบบประชุม เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความเชื่อมั่นในระบบที่ใช้งานด้วย พร้อมเปิด Digital Service Sandbox เพื่อทดสอบการใช้นวัตกรรมหรือบริการดิจิทัลใหม่ ๆ ให้สอดคล้องข้อกฎหมาย หรือมาตรฐานต่าง ๆ ก่อนการใช้งานจริง

2. โครงการ Speed-up e-licensing เร่งเครื่องระบบติจิทัลในบริการภาครัฐ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับบริการที่รววเร็ว โดยการพัฒนาบริการของรัฐให้เป็นบริการดิจิทัล ผ่านโครงสร้างข้อมูล (Schema) การออกใบอนุญาตหรือเอกสารหลักฐานของภาครัฐให้ป็นระบบดิจิทัล พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับบริการดิจิทัลของเอกชน ด้วยการตรวจประเมินรับรองระบบสารสนเทศและการใช้บริการ e-Timestamping ประทับรับรองเวลาของ e-Document

3. โครงการ Digital Transformation ให้ภาครัฐมีระบบดิจิทัลที่มั่นคงปลอดภัย ห่างไกลภัยไซเบอร์ ด้วยการ Government Threat Monitoring System (GTM) เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ให้กับหน่วยงานรัฐ พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม Threat Watch ยกระดับการเฝ้าระวังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. โครงการ Thailand e-Commerce Sustainability ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ ด้วยอีคอมเมิร์ซ อย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายลงพื้นที่พัฒนาศักยภาพอีคอมเมิร์ชชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรด้านอีคอมเมิร์ซ ปูทางความพร้อมให้กับนักเรียน (ทสรช.) นักศึกษา (มศว, เอแบค ฯลฯ) เพื่อป้อนตลาดแรงงานยุคดิจิทัล เปิดหลักสูตรออนไลนเพื่อให้คนไทยเรียนรู้ได้ผ่านแพลตฟอร์มของ ETDA และสำนักงาน ก.พ.พร้อมผลักดันแผนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดทิศทางพัฒนาให้ทุกภาคส่วน ตลอดจนเดินหน้าสำรวจการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทย มูลค่าอีคอมเมิร์ชประเทศไทย และสถิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับไปวงแผนการตลาด และสร้างโอกาสในการทำธุรกิจบนโลกออน
ไลน์ได้

5. โครงการ Stop e-commerce Fraud ทั้งคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์เชิงรุก ผ่นการนำเครื่องมือ Socal Listening วิเคราะห์ช้อมูลในโลกออนไลน์เพื่อนำมาแจ้งตือนภัยก่อนเกิดเหตุหรือลุกลาม และการจัด
อบรมและเสริมสร้างความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้แก่คลากรที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่สนใจ เพื่อให้ประเทศไทยมีกำลังคนด้านไซเบอร์เพิ่มขึ้น

นายชัยชนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นโยบายและแผนการดำเนินงานก้าวต่อในปี 64” ETDA จะเดินหน้าดำเนินงานผ่าน 3 โครงการที่จะยกระดับการขับเคลื่อนจากปี 63 ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ดังนี้

1. การนำการขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการสร้างกลไกขับเคลื่อนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ของของประเทศผ่านแผนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน พร้อมผลักดันแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับธุรกรรมฯ ให้ทุกภาคส่วนนำไปกำหนดแนวทางการพัฒนาในทิศทางเดียวกัน พร้อมจัดการสำรวจวิจัยที่ทำให้มองภาพอนาคต (Foresight) ชัดเจนขึ้น สู่การกำหนดนโยบาย ทิศทางการดำเนินธุรกิจ และการทำการตลาด รวมถึงเสริมสร้างทักษะด้าน
อีคอมเมิร์ซ เพื่อพัฒนากำลังคนตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคดิจิทัล ไปพร้อมๆ กับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ยกระดับการคุ้มครองโดยการสร้างระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับเครือข่าย ทำให้การคุ้มครองมีความรวดเร็วขึ้น

2. การเร่งเครื่องกลไกดูแลธุรกิจดิจิทัล ด้วยการจัดทำหลักเกณฑ์ กฎหมาย มาตรฐาน รวมถึงแนวปฏิบัติในการดูแลธุรกิจดิจิทัลและบริการที่สำคัญ ๆ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้บริการธุรกิจบริการด้านดิจิทัลที่เปิดให้บริการไปแล้ว และกำลังจะเปิดให้บริการ เช่น บริการด้าน e-Meeting บริการด้าน Digital ID ด้วยระบบการตรวจประเมินที่มีมาตรฐาน

3. การเสริมฐานรากแพลตฟอร์มดิจิทัลของรัฐ สู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการและประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว มั่นใจ ปลอดภัย ด้วยการพัฒนาแบบจำลองมาตรฐานและแบบจำลองข้อมูล (Data Model) แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สนับสนุนศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางภาครัฐ จัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ Digital ID และ e-Signature สร้างความพร้อม ความตระหนัก แก่บุคลากรภาครัฐ ผ่านการอบรม พร้อมให้บริการเฝ้าระวัง ตอบสนองและจัดการภัยคุกคามไซเบอร์ให้กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและบริการออนไลน์ของหน่วยงานภาครัฐ 


“จากการดำเนินงานข้างต้น ETDA ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 65 ประเทศจะต้องมีภูมิทัศน์ด้านบริการดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน หรือ Digital Services Landscape ที่ครบถ้วน เพื่อเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงเกิดระบบนิเวศ Digital ID หรือ Digital ID Ecosystem สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำไปสู่การใช้งาน Digital ID ในวงกว้าง และหน่วยงานรัฐจะต้องมีระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service และระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-office ภายใต้มาตรฐาน กฎเกณฑ์ และการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงของ ETDA ที่จะพาทุกภาคส่วน 
Go Digital ไปพร้อมกัน” นายชัยชนะ กล่าว