05 มิถุนายน 2569

ETDA เปิดทิศทาง “AI 2026” ชูแนวคิด Driving Trust AI Governance

สนับสนุนไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค ผ่านเวที AI Governance Week 2026

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดทิศทาง AI 2026 ภายใต้แนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบนิเวศ AI ไทย ทั้ง ‘การวางรากฐานการกำกับดูแลด้วย AI Governance Guideline & Toolkits ควบคู่กับ  การผลักดันให้เกิดการใช้งานจริง ผ่านความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับศักยภาพภาครัฐ การศึกษา SMEs ชุมชน และประชาชน ให้ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล รู้เท่าทัน และรับผิดชอบ’ เตรียมพร้อมประเทศรองรับการจัดตั้ง ‘ศูนย์ AIGPC’ พลิกบทบาทไทยสู่ ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาคพร้อมเตรียมจัดงานใหญ่ ‘AI Governance Week 2026’ เวทีระดับนานาชาติเชื่อมหลักการ AI สากลสู่การใช้งานจริง 29 มิ.ย.-3 ก.ค. 69 นี้

นางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และหัวหน้าศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC by ETDA กล่าวว่า AI กำลังจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจากแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ. 2565–2570 และนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่มุ่งขับเคลื่อนให้ AI เป็นกลไกในการเพิ่ม Productivity ของประเทศ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน  ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของคนไทย ดังนั้น ETDA ในฐานะหน่วยงานที่มุ่งส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการเพิ่มศักยภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเกิดการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล (AI Governance)  จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้านนี้ เพื่อวางรากฐานความเชื่อมั่นให้การพัฒนาและใช้งาน AI ของประเทศ ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ AI Governance Center หรือ AIGC มาอย่างต่อเนื่อง 

โดยปี 2569 ETDA วางทิศทางขับเคลื่อน AI Governance ของประเทศ ภายใต้ ‘AI 2026’ ชูแนวคิด ‘Driving Trust AI Governance’ เร่งวางรากฐานระบบนิเวศน์ AI ที่เชื่อมั่นได้ เพื่อให้การพัฒนาและการใช้งาน AI ของประเทศเป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส เป็นธรรม และมีธรรมาภิบาลตามหลักสากล โดยมุ่งทำงานใน 2 มิติสำคัญ 


มิติแรก คือ การเร่งวางกรอบ AI Governance เพื่อให้ประเทศมีทิศทางในการกำกับดูแล AI  อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่าง UNESCO ที่ผ่านการดำเนินงานหลักโดยศูนย์ AIGC   พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากประเทศชั้นนำ ที่มาร่วมกันศึกษาวิจัย พัฒนา AI Governance Guideline & Toolkits ที่เหมาะสมกับบริบทประเทศ เพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว 12 ชุด และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มอีก 2 ชุดในปีนี้ คือ   AI Ethical Impact Assessment Playbook และ AI Value Creation เพื่อช่วยองค์กรประเมินความเสี่ยง จัดการผลกระทบด้านจริยธรรม และสร้างคุณค่าจากการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ รวมไปจัดทำรายงาน AI Watch Series สำหรับการสแกนสถานการณ์ แนวโน้ม และความเสี่ยงจากการใช้ AI ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย กฎหมาย Whitepaper และงานวิจัยอื่น ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์กรไทยมีกรอบการใช้ AI ที่สอดคล้องกับหลักสากลและบริบทของประเทศ 


นอกจากการวางกรอบและเครื่องมือแล้ว ยังให้ความสำคัญกับ AI Governance Testing เพื่อทดสอบความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ AI โดยปีนี้นับเป็นครั้งแรกของไทย ที่จะมีกิจกรรม Red Teaming Challenge ทดสอบความเสี่ยงของระบบ AI เพื่อค้นหาจุดอ่อน อคติ ความไม่ปลอดภัย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ องค์กรผู้ใช้งาน และประชาชนมั่นใจได้ว่า AI ที่ถูกนำมาใช้มีการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

มิติที่สอง คือ การผลักดันองค์ความรู้และเครื่องมือ AI Governance Guideline ทั้งหมด  ถูกนำไปใช้ได้จริงในทุกภาคส่วน ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ สร้างความรู้ ความเข้าใจและเสริมศักยภาพทักษะเพื่อให้เกิดการประยุกต์ใช้ AI ได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องตามหลักธรรมาภิบาล โดยปีนี้ เน้นไปที่ บุคลากรภาครัฐ ผ่านหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น อาทิ AI Governance for Government (AI Gov4Govt) เร่งเสริมความพร้อมให้หน่วยงานรัฐ 20 กระทรวง และหลักสูตรเชิงลึก AI change Agent Program (AICA) ที่จัดต่อเนื่องไปแล้ว 5 รุ่น พร้อมต่อยอดสู่บทบาท Chief AI Officer กับโปรแกรม Train the Trainer ยกระดับวิทยากร มืออาชีพจากภาครัฐ สู่เครือข่ายวิทยากรตัวคูณ โดยศูนย์ AIGC ตั้งเป้าให้เกิด Trainer ไม่น้อยกว่า 80 คน เพื่อให้เกิดการขยายผลต่อโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ไม่น้อยกว่า 3,000 คน ภายในปี 2570 และ ภาคการศึกษา ได้ร่วมกับ สสวท. สพฐ. UNICEF และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนหลักสูตร AI & Digital Ethics for Educators เพื่อให้เกิดครูแกนนำด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัล สู่การบูรณาการการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระ ควบคู่ไปกับการมีคู่มือ AI Governance เพื่อการศึกษา ให้ครอบคลุมผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครูผู้สอน และผู้ปกครอง โดยปีนี้ เตรียมพัฒนาครูแกนนำ จาก 100 โรงเรียน ขยายสู่เครือข่ายครูวิทยากรในโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งเป้าหมาย เพิ่มกว่า 1,000 คน  

ส่วนในกลุ่ม SMEs และชุมชน สำหรับผู้ประกอบการ ผ่านโครงการ SMEs Growth ลงพื้นที่ Upskill ด้วยหลักสูตรสำคัญ เช่น Generative AI for SMEs Transformation และ AI Marketing พร้อมเชื่อมโยง Solution ด้าน AI เพื่อปิด Gap ให้ SMEs ใน 4 ภูมิภาค ขณะที่ ประชาชน ก็เดินหน้าขยายผลร่วมกับหลักสูตร ETDA Digital Citizen หรือ EDC Plus เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI Literacy ให้คนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer ในระดับพื้นที่ ทั้งจังหวัด อำเภอ และเครือข่ายพันธมิตรทั่วประเทศ โดยปี 2569 ตั้งเป้าพัฒนา Trainer จำนวน 2,000 คน ครอบคลุม 400 อำเภอ พร้อมขยายผลการเรียนรู้สู่ประชาชนไม่น้อยกว่า 60,000 คน และอยู่ระหว่างการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มเติมที่ผนวกในมุม AI Literacy อีก 4 หลักสูตร ได้แก่ Digital Use, Digital Communication, Digital Security และ Digital Literacy ที่เรียนรู้ได้ในรูปแบบ e-Learning ผ่านช่องทางของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) โดยจะปล่อยประมาณเดือน กันยายน 2569 พร้อมกันนี้ ยังได้มุ่งเป้าใน Sector สำคัญ ยกตัวอย่าง กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองร่วมกับ สำนักงานศาลปกครอง ผ่านกิจกรรม Responsible AI Innovation Hackathon (AI for Justice) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการพัฒนาโซลูชัน AI ที่ช่วยยกระดับการเข้าถึงความยุติธรรม ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และส่งเสริมการใช้ AI อย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบ เป็นต้น



“ทั้งหมดก็เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทย สู่การเป็น ‘ศูนย์กลางด้าน AI ของภูมิภาค’ ผ่านการจัดตั้ง AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นกลไกปฏิบัติการในการเชื่อมหลักการสากลสู่การใช้งานจริง ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือ แนวทางประเมิน การทดสอบความเสี่ยง การสร้างศักยภาพคนและองค์กร และการขยายผลใน Sector สำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยและประเทศ  ในภูมิภาคสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย เชื่อถือได้ และรับผิดชอบ ซึ่งปัจจุบัน ETDA อยู่ระหว่างผลักดัน AIGPC เข้าสู่กระบวนการพิจารณารับรองเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 ภายใต้การอุปถัมภ์ของ UNESCO (UNESCO Category 2 Centre: C2C) เพื่อยกระดับ AIGPC ให้เป็น Regional Hub ด้าน AI Governance
ที่สนับสนุนการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม” 

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนความพร้อมของประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ETDA โดยศูนย์ AIGC พร้อมด้วยพาร์ทเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ เตรียมจัดงาน AI Governance Week 2026 (AIGW 2026) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.- 3 ก.ค. 2569 ภายใต้แนวคิด “Connecting the Right Dots: From Global AI Principles to Real-World Practice” โดยตลอด 5 วัน งานนี้จะรวมผู้นำด้าน AI Governance จากไทยและนานาประเทศ ทั้ง Policy Makers, Regulators, Tech Leaders, Researchers และองค์กรระดับนานาชาติ พร้อมเป็นเวทีประกาศความพร้อมของไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางด้าน AI Governance ของภูมิภาค ผ่านบทบาทของ AIGPC ภายในงานจะมีไฮไลต์สำคัญ เช่น AIGPC Annual Conference ที่เปิดภาพอนาคต AI Governance ของภูมิภาค, การเปิดตัว Thailand AI Ethical Impact Assessment Playbook & Toolkits, เวทีด้าน AI Literacy และการใช้ AI อย่างปลอดภัยในภาคการศึกษา, การแลกเปลี่ยนทิศทาง AI Regulation และ AI Responsibility พร้อม Showcase การใช้ AI ผ่าน Use case สำคัญในด้านกระบวนการยุติธรรม พร้อมการจัด AI Red Teaming สนามทดสอบ AI Safety และ LLM Security ระดับประเทศ เป็นต้น 

ดังนั้น ในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกมิติของชีวิต คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “เราจะพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นได้อย่างไร” แต่คือ “เราจะเชื่อมโยงผู้คน องค์ความรู้ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกันอย่างไร” เพราะอนาคตของ AI ไม่ได้เกิดจากการมีจุดที่ดีที่สุด แต่เกิดจากการ “Connecting the Right Dots” หรือการเลือกเชื่อมโยงสิ่งที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม และด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้ AI ถูกนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง


ติดตามรายละเอียดได้ที่เพจ ETDA Thailand 

กรมการท่องเที่ยวขานรับนโยบาย Value over Volume จาก“ปริมาณนักท่องเที่ยว” สู่ “คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน”


กรมการท่องเที่ยวขานรับนโยบาย Value over Volume จาก“ปริมาณนักท่องเที่ยว” สู่ “คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน” ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

“สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” ขานรับนโยบาย Value over Volume ที่มุ่งปรับบทบาทของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการให้ความสำคัญกับ “ปริมาณนักท่องเที่ยว” ไปสู่ “คุณภาพ มูลค่าสูง และความยั่งยืน” เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ผ่านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า”


วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกรมการท่องเที่ยว จัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น ๒ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ  หนึ่งในโรงแรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย มาตรฐานที่พักเพื่อการท่องเที่ยว ประเภทโรงแรม โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดีและมอบเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย แก่ ผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยจากกรมการท่องเที่ยว ทั้งประเภทที่พักเพื่อการท่องเที่ยว บริการท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ แหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานการท่องเที่ยวอาเซียน มาตรฐานระหว่างประเทศ และ มาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รวมทั้งสิ้น 694 ราย 

กรมการท่องเที่ยวได้ดำเนินการจัดพิธีเชิดชูเกียรติผู้ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องผู้ประกอบการ โฮมสเตย์ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพและเป็นต้นแบบแห่งความสำเร็จ ผู้ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจประเมินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยผ่านการพัฒนาคุณภาพบริการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยใช้ Soft Power และการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐาน เป็นเลิศทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากลพร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพระดับโลก ทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ คุณค่า และมูลค่า ให้เครื่องหมายมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย “ช้างชูงวงเริงร่า” เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวและสาธารณชนทั่วไป ตลอดจนกระตุ้นและเชิญชวนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐานเพิ่มขึ้น



ทั้งนี้ มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมยกระดับห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเน้นการบริหารจัดการและการให้บริการที่ดีมีคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มและสร้างความยั่งยืนสู่ผู้ประกอบการ มีทั้งสิ้น56 มาตรฐาน อายุการรับรองมาตรฐาน 3 ปี ครอบคลุมการท่องเที่ยวในด้านต่าง ๆ ทั้งที่พัก สินค้าและบริการท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว และด้านธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ ผู้ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการและการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ สร้างรายได้และเกิดความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้บริการสถานประกอบการท่องเที่ยว ชุมชน โฮมสเตย์ และมัคคุเทศก์ที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ด้วยความมั่นใจ คุ้มค่า 

โดยสามารถค้นหาสถานที่และสถานประกอบการท่องเที่ยวที่ได้รับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ผ่านทางเว็ปไซต์ www.dot.go.th และเฟซบุ๊ก Thailand Tourism Standard

สำหรับผู้ที่สนใจก้าวเข้าสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวไทย
สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3232
และอีเมล dot.tts.certify@gmail.com

‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย

ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

วันนี้ (5 มิถุนายน 2569) กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) 

ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก


การลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์วุฒิเดช ศรีระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า "หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน"

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism
ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ


03 มิถุนายน 2569

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026”

ศุภจี นำ SACIT ดันงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก เปิด “Crafts Bangkok 2026” อย่างยิ่งใหญ่ คาดเงินสะพัดกว่า 150 ล้านบาท 3–7 มิ.ย. นี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน



นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมผลงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือ ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์จากทั่วประเทศ ให้ได้นำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอสู่สาธารณชน สะท้อนพลังของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานราก ช่างฝีมือ และธุรกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิตไทย โดยภายในงานปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากถึง 380 รายจากทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มช่างหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่นำเสนอผลงานและคอลเลกชันสร้างสรรค์ร่วมสมัย

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SACIT กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งช่วยปกป้องคุณค่าของงานฝีมือไทย ทั้งของช่างฝีมือดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ

“กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อช่วยต่อยอดฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการทำตลาดและขยายช่องทางการขาย เพื่อให้ผู้มีฝีมือและผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน” นางศุภจีกล่าว


ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีได้เยี่ยมชมบูธและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน อาทิ กระเป๋านวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ผสมเส้นใยไหม รวมถึงผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ร่วมสมัยหลากหลายประเภท โดยภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากผู้ผลิตไทย หน่วยงานพันธมิตร และผลงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ สะท้อนความหลากหลายของงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งาน Crafts Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ SACIT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนบทบาทการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก ผ่านการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับฝีมือช่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี

Crafts Bangkok 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Craft Journey” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยทักษะฝีมือช่าง สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การเปิดตัวคราฟต์คอลเลกชันพิเศษในรูปแบบ “ของขวัญแห่งชาติ” (National Gift)
ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรและผู้ที่มองหาของที่ระลึกระดับมาสเตอร์พีซ พื้นที่เรียนรู้และต่อยอดคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ คราม ฮ่อม หวาย กก กระจูด เตยปาหนัน และสีย้อมธรรมชาติ การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ เช่น Pigment Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงผลงานจากตุรกี โคลอมเบีย และมาเลเซีย ตลอดจนผลงานวิจัยที่ SACIT ให้ทุนสนับสนุน อาทิ งานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ นวัตกรรมเครื่องปั่นฝ้ายเพื่อสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม พร้อมติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงกว่า 380 ราย การจัดแสดงผลงาน SACIT Concept 2026, SACIT Collection และ The New Artisans 2026 รวมถึงกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ อาทิ งานเขียนเทียน ร้อยลูกปัดโนราห์ สานกำไลย่านลิเภา การเขียนลายรดน้ำ และโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน

ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย พร้อมสัมผัสความคิดสร้างสรรค์และ
แรงบันดาลใจจากผลงานคราฟต์ไทย ในงาน “Crafts Bangkok 2026” ระหว่างวันที่ 3–7 มิถุนายน 2569
เวลา 10.00–21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook: SACIT Shop

02 มิถุนายน 2569

พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดังทางภาคอีสาน

พระมหาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต มีตำแหน่ง ประธานสงฆ์ ที่วัดหนองกก-หนองยาว โดยปัจจุบันท่านจำพรรษา  อยู่ที่วัดหนองกก-หนองยาว พระนักเทศน์ชื่อดังทางภาคอีสาน เจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ ที่มีชื่อเสียงโดดเด่นด้านการ เทศน์มหาชาติ และ เทศน์แหล่ประยุกต์ ผู้สืบทอดคำสอนที่เปลี่ยนธรรมะให้เข้าถึงง่าย ช่วยจุดประกายความคิดและเยียวยาจิตใจ  สร้างความเฮฮาตลอดการเทศน์ ยิ่งกว่านั้น เป็นการเทศน์ที่มีเนื้อหาทันสมัยท่านใช้กลวิธีที่หลากหลายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกวัยปรับใช้ในชีวิต

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ สุทธฺจฺิตโต เป็นพระรูปหนึ่งที่ควรยกย่องว่าเป็นสุดยอดของพระภิกษุอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอีสาน โดยทำหน้าที่สืบทอดภาษาถิ่น สอดแทรกคำสอน และหล่อหลอมความสามัคคีผ่านประเพณีดั้งเดิม นิยมเทศน์ในงานบุญประเพณี โดยเฉพาะ บุญมหาชาติ (บุญผะเหวด) และบุญกฐิน ซึ่งช่วยดึงดูดให้คนในชุมชนทุกเพศทุกวัยมีส่วนร่วม ได้เงินมาไม่เคยสะสมเป็น สะพานบุญ ให้กับชาวพุทธอย่างแท้จริง

พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ท่านเกิดใน ครอบครัว ทีรักโยมบิดาชื่อคุณพ่อบุดดี ที่รักโยมมารดชื่อคุณแม่น้อย ที่รัก พระมหาสมเกียรติ เกิดเมื่อศุกร์ ที่ 24 เดือน ธันวาคม ปีมะโรง พ.ศ.2519 ณ บ้านเลขที่ 111 บ้านหนองปลิง ตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นบุตรคนที่ 5 ในจำนวนพี่น้องหมด 5 คน คือ

1.นายบุญนาย ที่รัก 2.นายบุญพราน ที่รัก 3.นายหนูแดง ที่รัก
4.นางจิณณพัติ ที่รัก 5.พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต (ที่รัก)                

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ เกิดในครอบครัวเกษตรกรรม ได้รับการศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนบ้านหนองปลิง จบชั้นประถม 6 โยมพ่อขอร้องให้ท่านบวชเณร เมื่อปี พ.ศ. 2532 วัดบ้านค้อนิมิตร ตำบลโคกสะอาด ถือเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างโดยมีหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นผู้นำศรัทธาญาติโยมทั้งด้านการก่อสร้าง ด้านปริยัติการศึกษามีสำนักเรียนธรรมบาลีสามเณรน้อยได้รับการศึกษาพร้อมทั้งการอบรมบ่มนิสัย จากหลวงพ่อญาครูคำมูล เป็นอย เนื่องจากอุปนิสัยของสามเณรน้อยเป็นคนขยันหมั่นเพียร อ่อนน้อมถ่อมตนใฝ่เรียนรู้ บวชเณร 3 พรรษา ท่านก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอกได้เร็จ ซึ่งใน 3 พรรษาแห่งการเป็นสามเณรน้อยนี้ ได้มีโอกาสปนนิบัติรับใช้ท่านญาครูคำมูล อย่างใกล้ชิด

จากหลังจากสามเณรสมเกียรติ บรรพชาจากปี พ.ศ.2532 ล่วงถึง ปี พ.ศ.2540 รวมแล้วได้ 9 พรรษา ท่านมีอายุครบบวช โยมพ่อโยมแม่ท่านอยากให้มาบวชที่บ้านเกิดท่านจึงตัดสินในมาอุปสมบทที่บ้านเกิด คือ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี พระครูวิสุทธิมงคล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการมูล จันทปโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิมลโพธิวัฒน์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พระอุโบสถวัดมงคลนิมิต ในวันที่ 11 เดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ.2540 เวลา 14.20 น. ได้รับนามทางพระพุทธศาสนาว่า สุทฺธจิตฺโต ภิกษุ แปลว่า ผู้มีจิตหมดจด 

จากจุดเริ่มต้น ศิษย์เรียนเทศน์แหล่อิสานกับ พระอธิการพรชัย พระนักเทศน์แหล่อิสานชื่อดัง แห่งสำนักวัดหนองกก-หนองยาว ต.ปะหลาน อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม การศึกษาเทศน์แหล่อิสาน ของท่านพระอาจารย์มหาสมเกียรติ  จึงได้เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับได้ชื่อใหม่ว่า เณรหล่า (ลูกชายหล่าของพ่อออก-แม่ออก) ณ วัดหนองกก-หนองยาว นี้เอง ด้วยสามเณรหล่าเป็นคนขยัน ปรนนิบัติ รับใช้ครูบาอาจารย์ ตั้งใจฝึกฝน หมั่นหัดท่องทำนองแหล่ จึงเป็นที่เมตตาของครูบาอาจารย์ ในปี พ.ศ.2535 สามเณรหล่าจึงมีโอกาสได้ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม และก็ไม่ได้ทำให้ครูอาจารย์ผิดหวัง แสดงธรรมได้เป็นที่ถูกอกถูกใจญาติโยมจึงเป็นที่รักและเคารพของโยมพ่อออกแม่ออกมากยิ่งขึ้น 

พระอาจารยม์หาสมเกียรติ
บทบาทพระสงฆ์กับสังคมไทย ในอดีตพระคือ แกนนำของหมู่บ้านการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ผ่านการสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โดยใช้ภาษาเป็นสื่อกลางในการติดต่อกับอำนาจเหนือธรรมชาติที่สิงสถิตอยู่ในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์  ให้ล่วงรู้ถึงการประพฤติปฏิบัติตนที่ดีของชาวบ้านเพื่อที่จะคุ้มครองชาวบ้านจากภัยทั้งปวงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมในการพึ่งพาอาศัยกัน ประยุกต์ธรรมะเข้ากับแนวคิดการดำเนินชีวิต มีคุณงามความดีและปฏิบัติชอบอยู่ในระเบียบของพระพุทธศาสนา และช่วยเผยแพร่ศาสนาขององค์พระพุทธเจ้ามาให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบ


การพัฒนา วัดหนองกก-หนองยาว พระมหาสมเกียรติ ท่านเป็นผู้นำพาญาติโยมและคณะสงฆ์พัฒนาวัดหนองกก-หนองยาว อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เพื่อให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน  งานด้านการเผยแผ่ศาสนา ท่านเป็นเจ้าของสำนักเทศน์เสียงประยุกต์ รับกิจนิมนต์แสดงธรรมเทศนาและเทศน์แหล่อีสาน  ตามงานบุญประเพณีและงานอุทิศส่วนกุศลต่างๆ ทั่วภาคอีสานการอนุรักษ์วัฒนธรรม บทบาทของท่านมีส่วนสำคัญในการสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปะการเทศน์แหล่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาวอีสาน สืบต่อไป

วัดหนองกก-หนองยาว  อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม
เพจ สำนักเทศน์เสียงพระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต
fb : พระมหาสมเกียรติ สุทฺธจิตฺโต
ไลน์แอด mahasomkiatใส่@นะครับ

TikTok @phramahasomkiat 


คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ชวนถอดรหัส “ข่าวร้อน” ผ่านมิติอำนาจ ความจริง และแพลตฟอร์ม ในสังคมดิจิทัลไทย

กรุงเทพฯ — 5 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวและข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ถอดรหัสปรากฏการณ์ข่าวร้อน: อ่านความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่าน ‘อำนาจ-ความจริง-แพลตฟอร์ม’ ในนิเวศสื่อไทย” 

ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30–15.00 น. ห้องประชุมคณะนิเทศศาสตร์ ชั้น 11 

เวทีเสวนาครั้งนี้มุ่งชวนสาธารณชนก้าวข้ามการติดตามข่าวรายวัน และมองลึกลงไปถึงโครงสร้างทางสังคม การเมือง และเทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ข่าวสำคัญในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีการไลฟ์อนาจารบนเฟซบุ๊ก ประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับ “ทราย สก๊อต” หรือข้อกล่าวหาเรื่องการรับสินบนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ 

ผู้ร่วมเสวนาจะร่วมกัน “กะเทาะเปลือก” ข่าวดังในกระแส เพื่อชี้ให้เห็นว่าปรากฏการณ์เหล่านี้มิใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า หากแต่สะท้อนถึงภูเขาน้ำแข็งแห่งความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง การต่อรองอำนาจ และการต่อสู้ทางข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ใช้สื่อ สื่อมวลชน แพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก และรัฐไทย ภายใต้นิเวศสื่อร่วมสมัย 

วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย 

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

ศุภจิตรา เลาหวัฒนภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายกำกับดูแลและตรวจสอบธุรกิจแพลตฟอร์ม 

อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีการกระจายสื่อ ไทยพีบีเอส 

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Cofact Thailand 

การเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ICA Regional Hub Thailand 2026 การประชุมวิชาการนานาชาติที่จัดขึ้นควบคู่กับการประชุมประจำปีครั้งที่ 76 ของ International Communication Association (ICA) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการสื่อสาร สื่อ และสังคมจากมุมมองของเอเชียสู่เวทีโลก 

งานดังกล่าวจัดโดย คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Asian Network for Public Opinion Research (ANPOR) และ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 

ข้อมูลเพิ่มเติม: เว็บไซต์ทางการ ICA https://www.icahubthailand.org/
ติดต่อ ฝ่ายงานวิจัย วิรัชกิจและเชื่อมโยงสังคม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย  

โทรศัพท์: 02-218-2214 และ 02-218-2229 
อีเมล: commarts.interaffairs@gmail.com

วิริยะประกันภัย ปลูกฝังวินัยจราจรเด็กไทย มอบหมวกนิรภัยวัยใส จ.นครศรีธรรมราช


นายธนาวุฒิ ถาวรพราหมณ์ นายกเทศมนตรีเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช รับมอบ “หมวกนิรภัยวัยใส Chalotte และผองเพื่อน” จำนวน 150 ใบ จาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางเสาวคนธ์ วงศ์กองแสง ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) ด้านสาขา เป็นผู้แทนมอบ ร่วมกับนายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ ภายใต้พิธีเปิดโครงการ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสวมหมวกนิรภัย 100%” โดยหมวกนิรภัยวัยใสทั้งหมดนี้ จะถูกส่งต่อให้กับนักเรียนชั้นปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองปากพูน ได้นำไปสวมใส่ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เยาวชนเติบโตอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคต พร้อมสร้างการเรียนรู้ให้กับตัวเด็ก ผู้ปกครอง และชุมชน ตระหนักถึงความสำคัญของการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งก่อนเดินทาง ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช


ทั้งนี้ บริษัทฯ ร่วมกับมูลนิธิเมาไม่ขับ มุ่งรณรงค์ส่งเสริมการสร้างวินัยจราจรและปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนให้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนา “หมวกนิรภัยวัยใส” รุ่นพิเศษ ภายใต้คาแรกเตอร์ “Chalotte และผองเพื่อน” ซึ่งออกแบบโดย “Mackcha” ศิลปินหญิงรุ่นใหม่ ที่มาร่วมสร้างสรรค์ลวดลายหมวกนิรภัยให้มีความน่ารัก สดใส และเป็นมิตรกับเด็กเล็กมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งเมื่อโดยสารรถจักรยานยนต์ อันเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยตั้งแต่วัยเยาว์ และนำไปสู่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยบนท้องถนนที่เข็มแข็งและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป 

สหฟาร์มโชว์ศักยภาพอาหารไทยระดับโลก ต้อนรับนายก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เยี่ยมชมบูธ THAIFEX 2026


นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ “สหฟาร์ม” โดยมีดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารบริษัท สหฟาร์ม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและนวัตกรรมการผลิตมาตรฐานระดับสากล เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่เวทีโลก ภายในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569
ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29

บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัดร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทย


บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัดร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยนำนวัตกรรม "Eyetronix" ให้บริการตรวจคัดกรองสมองเสื่อมฟรี ในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี  3 มิถุนายน 2569 บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้เข้าร่วมให้บริการด้านสุขภาพสมองเบื้องต้นในกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติ ที่จัดโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน


การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของภาคเอกชนในการร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านสุขภาพประชาชน โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากกองทัพและหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมเป็นเกียรติอย่างพร้อมเพรียง

ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดกิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในฐานะสถาบันหลักของชาติที่มีพันธกิจพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกิจกรรมเป็นประโยชน์แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน โดยบริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด ได้รับโอกาสอันเป็นเกียรติในการนำนวัตกรรมเครื่องตรวจคัดกรองภาวะสมองเสื่อมเบื้องต้น "Eyetronix" ออกให้บริการแก่ประชาชนและกำลังพลโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยทีมไทย ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของคนไทย และบริษัทฯ ถือครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้อง

แพทย์หญิงธีรธร ทองก้อนใหญ่ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทองก้อนใหญ่ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า "ความร่วมมือกับกองทัพไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้าถึงประชาชนในวงกว้าง กองทัพมีโครงสร้างและเครือข่ายที่เข้มแข็งครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ในการกระจายโอกาสการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองให้ถึงมือผู้สูงอายุทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล"


เครื่อง Eyetronix สามารถประเมินความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหมาะสำหรับการให้บริการในพื้นที่ต่างๆ ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้วางแผนการรักษาได้ทันท่วงที ชะลอความรุนแรงของโรค และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้แนะนำเทคโนโลยี "Neurosight" นวัตกรรมเพื่อการกระตุ้นและฟื้นฟูการทำงานของสมอง ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพสมองครบวงจร ตั้งแต่การคัดกรองจนถึงการฟื้นฟู
การเข้าร่วมสนับสนุนกิจกรรมของกองบัญชาการกองทัพไทยในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างของการที่ภาคเอกชนร่วมสนับสนุนภารกิจสาธารณประโยชน์ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพสมองได้อย่างเท่าเทียม เพื่อสังคมไทยที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

CP LAND จัดงาน “Deal Hunter in Khon Kaen”

เปิดภารกิจล่าดีล มอบข้อเสนอสุดพิเศษจากโครงการคอนโด รีเน่-โซแอนด์ ขอนแก่น 1-7 มิ.ย.นี้ ที่เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส

ขอนแก่น, 2 มิถุนายน 2569 – บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ชวนลูกค้าที่กำลังมองหาคอนโดพร้อมอยู่ในเมืองขอนแก่น ร่วม “CP LAND Deal Hunter ภารกิจล่าดีลคอนโด RI-NÉ และ SOū&” ที่บูธกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ตั้งแต่ วันนี้ –7 มิถุนายน 2569 พร้อมโปรโมชัน “จองปุ๊บ ช็อปเลย” ข้อเสนอพิเศษเฉพาะโครงการ RI-NÉ Khon Kaen (รีเน่ ขอนแก่น) และ SOū& Khon Kaen (โซแอนด์ ขอนแก่น) เท่านั้น



จากแคมเปญใหญ่ช่วงต้นปี สู่การลงพื้นที่ขอนแก่นในครั้งนี้ CP LAND นำ Deal Hunter มาต่อยอดเป็นกิจกรรมเฉพาะสำหรับโครงการ RI-NÉ Khon Kaen และ SOū& Khon Kaen เพื่อให้ลูกค้าได้เช็กยูนิต รับข้อเสนอพิเศษ และนัดหมายเข้าชมโครงการจริงได้สะดวกขึ้นภายในงาน

ภายในงาน ลูกค้าที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์ VVIP 20 ท่านแรก และจองตามเงื่อนไข จะได้รับข้อเสนอพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อช่วงแคมเปญนี้โดยเฉพาะ ได้แก่

* ส่วนลดสูงสุด 600,000 บาท*

* Central Gift Voucher มูลค่า 20,000 บาท* 

* ฟรีค่าใช้จ่าย ณ วันโอนกรรมสิทธิ์*

* รับประกันคุณภาพยาวนานถึง 10 ปี* 


บูธ CP LAND Deal Hunter ถูกออกแบบให้ลูกค้าได้สนุกกับการ “ล่าดีล” ในบรรยากาศที่ได้แรงบันดาลใจจากเกมยุค 90s–2000s ช่วยเพิ่มสีสันให้การเลือกซื้อคอนโดเป็นเรื่องเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองมากขึ้น โดยยังคงให้ลูกค้าได้สัมผัสข้อเสนอพิเศษของทั้งสองโครงการอย่างใกล้ชิดภายในบูธ

นอกจากดีลพิเศษสำหรับการจอง ภายในบูธยังมีกิจกรรมและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้ร่วมสนุกตลอดงาน ทั้งการลงทะเบียนผ่าน Pri-d Privilege Program โปรแกรมสิทธิพิเศษจาก CP LAND เพื่อรับไอศกรีม ETE, การ Walk-in เข้าร่วมกิจกรรมหรือกรอกแบบสอบถามเพื่อรับ Central Gift Voucher มูลค่า 300 บาท* พร้อมพบกับ Paul (พอล) และ Cici (ซีซี) สองตัวแทนคนรุ่นใหม่จาก CP LAND ที่จะมาช่วยสร้างสีสันให้บูธ Deal Hunter รวมถึงรับกาแฟเพื่อเติมพลังระหว่างทำภารกิจจาก RICHZ COFFEE เมื่อร่วมโพสต์และปักหมุดโลเคชันบูธกิจกรรมตามเงื่อนไข

สำหรับลูกค้าที่ต้องการสัมผัสโครงการจริง สามารถนัดหมายรถรับ–ส่งแบบ VVIP จากบูธกิจกรรม เพื่อเข้าชม RI-NÉ Khon Kaen และ SOū& Khon Kaen ได้ทันที ช่วยให้เห็นทั้งห้องจริง บรรยากาศจริง และทำเลจริง ก่อนตัดสินใจเลือกคอนโดพร้อมอยู่ในเมืองขอนแก่น ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยเองและการลงทุน

ผู้ที่สนใจสามารถเริ่มภารกิจล่าดีลคอนโด RI-NÉ Khon Kaen  และ SOū& Khon Kaen  ได้ที่บูธ CP LAND Deal Hunter ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ตั้งแต่ วันนี้ – 7 มิถุนายน 2569 เพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ VVIP สำหรับ 20 ท่านแรก และปลดล็อกข้อเสนอพิเศษภายใต้โปรโมชัน “จองปุ๊บ ช็อปเลย”


หมายเหตุ: สิทธิประโยชน์ โปรโมชัน และของรางวัลเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด เฉพาะโครงการ RI-NÉ Khon Kaen และ SOū& Khon Kaen เท่านั้น และบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

#CPLAND #CPLANDDealHunter #ภารกิจล่าดีลบ้าน #ซีพีแลนด์รับประกัน10ปี#CentralKhonKaenCampus #RI-NÉ #SOū& #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต

01 มิถุนายน 2569

การ์ดอย่าตก! เข้าหน้าฝนแถมโควิดระบาดรอบใหม่ ฟิตสุขภาพด้วย “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก.”

”สูตรอ่อนโยน ดูดซึมดี พลัสบิลเบอร์รี่ ดูแลสายตา ผิวพรรณ จัดโปรลดสุดคุ้ม 2 ซอง เพียง 69 บาท 

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกลับมาระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ที่ชื่อว่า NB.1.8.1 หรือ “โควิดนิมบัส” ซึ่งกำลังระบาดเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสิงคโปร์และประเทศไทย ประกอบกับเข้าฤดูฝนแล้วที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จนทำให้หลายคนเริ่มมีอาการหวัดหรือภูมิแพ้ถามหา การเสริมเกราะป้องกันให้ร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม 

บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด มีตัวช่วยสำคัญของคนยุคนี้ “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry) วิตามินซีสูตรพิเศษที่ไม่เพียงแต่ช่วย เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้ทุกสภาวะ แต่ยังตอบโจทย์คนวัยทำงานในยุคดิจิทัล ด้วยคุณสมบัติเด่นในการบำรุงและถนอมดวงตา ลดอาการตาแห้ง ล้า พร่าเบลอจากการจ้องหน้าจอนานๆ พร้อมทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส แถมยังเป็นวิตามินซีสูตรอ่อนโยน (Non-Acid) ที่ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมในเม็ดเดียว 

“ไบโอ โปร ซี’ วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” (Bio Pro C Vitamin C 1000 mg. Plus Bilberry)

ขนาดแบบซองซิบ พกพาสะดวก บรรจุ 7 เม็ด พร้อมจัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม ซื้อ 2 ซอง ลดเหลือเพียง 69 บาท จากปกติ 98 บาท (พิเศษสำหรับสมาชิก All Member ลดเพิ่ม 1 บาท เหลือเพียง 68 บาท) หาซื้อได้ ง่ายๆ ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 23 มิถุนายน 2569 นี้

อัดแน่นด้วยคุณประโยชน์จาก 7 สารสำคัญใน 1 เม็ด ของ “ไบโอ โปร ซี วิตามินซี 1000 มก. พลัส บิลเบอร์รี่” ได้แก่

1. วิตามินซี 1000 มก. (Vitamin C 1000 mg.) : วิตามินซีในรูปแคลเซียมแอสคอร์เบท (Buffered Vitamin C) ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดี อ่อนโยนต่อกระเพาะอาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการหวัด พร้อมช่วยสร้างคอลลาเจนเพื่อสุขภาพผิว

2. สารสกัดจากผลโรสฮิปส์ (Rose Hips Fruit Extract) : อุดมด้วยวิตามินซีธรรมชาติและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงหวัดและภูมิแพ้ พร้อมช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิว

3. สารสกัดจากผลคามู คามู (Camu Camu Fruit Extract) : แหล่งวิตามินซีธรรมชาติสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ พร้อมสนับสนุนสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

4. สารสกัดจากผลบิลเบอร์รี่ (Bilberry Extract) : อุดมด้วยสารแอนโทไซยานิน 25% ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาล้า ตาแห้ง และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน

5. สารสกัดจากส้มสีแดง (Blood Orange Extract) : อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ลดความหมองคล้ำ และช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนสดใส


6. ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus Bioflavonoids) : ช่วยเสริมการดูดซึมวิตามินซี และช่วยเสริมความแข็งแรงของผนังเส้นเลือดฝอย

7. วิตามินเอ (Vitamin A) : ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการตาฟางและตาบอดกลางคืน พร้อมช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การรับประทาน เพียงวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร ก็ได้รับคุณประโยชน์ครบถ้วน จึงเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการดูแลสุขภาพร่างกาย ดวงตา และดูแลผิวพรรณให้สดใสไปพร้อมกัน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม “บีไชน์ ไบโอ โปร ซี” ได้ที่ https://bshine.co.th/bioproc/,
FB : B Shine, Line : @Bshine,  TikTok : bshine.official, IG : bshinenutritionplus