28 พฤศจิกายน 2568

กลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เดินเกมรุกต่อเนื่องเปิดตัว “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ”

กลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เดินเกมรุกต่อเนื่องเปิดตัว “โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์
พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” คาดดันรายได้กลุ่มโรงแรมปี 2569 ทะลุ 8,000 ล้าน

กลุ่มบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล (LHMH) ผู้บริหารเครือโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ตอกย้ำการเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรมไทย เดินเกมรุกครั้งสำคัญส่งท้ายปี 2568 ด้วยการเปิดตัว “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ” (Grande Centre Point Prestige Bangkok) มูลค่าลงทุน 4,500 ล้านบาท Prestige Tier แห่งที่ 2 ของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ชูกลยุทธ์ Experience Marketing ตอบโจทย์ เทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์มากกว่าราคา เตรียมเปิดตัวโรงแรมใหม่ต่อเนื่อง คาดดันรายได้รวมของกลุ่มธุรกิจโรงแรมในปี 2569 ทะยานแตะ 8,000 ล้านบาท


คุณสุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเติบโตของ “กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลและกำลังซื้อสูง” (High Spending) จากยุโรป ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดโรงแรม 4 - 5 ดาว ในทำเลศักยภาพ ทำให้โจทย์ของการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมทวีความท้าทาย ไม่ได้วัดกันที่จำนวนห้องพักหรือราคา แต่แข่งขันกันที่ว่าใครจะสามารถส่งมอบ "ประสบการณ์เฉพาะตัว" ที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ซึ่งถือเป็นโอกาสของกลุ่มฯ ที่เน้นลงทุนเชิงคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลศักยภาพสูง การออกแบบบริการที่มีเอกลักษณ์ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง   “ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเรา ในปีนี้เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เปิดตัว 2 โรงแรมใหม่ ได้แก่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โรงแรมระดับ Prestige Tier แห่งแรกของแบรนด์ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ในย่านราชประสงค์ ที่ผสานความหรูหราสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) เข้ากับเสน่ห์ของศิลปะไทยร่วมสมัย มอบประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับที่เปี่ยมด้วยความสะดวกสบายสูงสุดใจกลางมหานคร ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับพอร์ตโฟลิโอของเราไปอีกขั้น ในฐานะผู้นำธุรกิจโรงแรมไทย ที่มีความเข้าใจในหัวใจของความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง และสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างร่วมสมัย”


คุณกิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวถึงความพิเศษของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ว่า “ได้ใช้งบลงทุน 4,500 ล้านบาท โดยวางจุดยืนให้เป็นโรงแรมในกลุ่ม ‘Prestige Tier’ หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้โรงแรมโดดเด่นยิ่งขึ้น คือตั้งอยู่เคียงคู่กับโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ซึ่งเป็นโครงการแรกของแบรนด์เปิดตัวไปเมื่อปี 2551 จึงตั้งใจออกแบบให้เป็น “Twin Towers” รวมกันแล้วกว่า 1,000 ห้อง สะท้อนเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ จากจุดเริ่มต้นสู่ความหรูหราระดับโลก”            


ทั้งนี้ คุณกิตติยังสะท้อนถึงความสำเร็จของการเปิดตัวโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า “ได้รับกระแสการตอบรับดีมาก ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยกว่า 80% และมียอดจองเข้าพักล่วงหน้าช่วงไฮซีซันจนถึงต้นปีหน้าสูงถึง 90% ทำให้เชื่อมั่นว่าการเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน ทั้งนี้บริษัทคาดการณ์รายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมในปี 2568 จะอยู่ที่ราว 6,000 ล้านบาทและด้วยทิศทางของตลาดท่องเที่ยวที่ส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง ทางเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ จึงมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 ปี 2569 มีแผนเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา ซึ่งเป็น Limited Tier แห่งที่ 2 ในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ต่อจากแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา โดยมุ่งเน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ ด้วยสวนน้ำขนาด 20,000 ตารางเมตร จึงคาดการรายได้ในปี 2569 ของกลุ่มโรงแรมเติบโตไปอยู่ที่กว่า 8,000 ล้านบาทและในไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 ทางกลุ่มจะเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราชในย่านประวัติศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ เท่ากับว่าในปี 2571 บริษัทจะมีโรงแรมเปิดครบ 11 แห่ง รวมกว่า 5,000 ห้อง และคาดว่าจะสร้างรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท”            

ด้าน คุณเมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด เผยถึงแผนการตลาดของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ว่า “จะมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มนักเดินทางธุรกิจระดับพรีเมียม ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่ม High-Spending และ Long-haul Tourists จากยุโรป สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และรัสเซีย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายฐานประชุมสัมมนา อีเวนต์ และจัดเลี้ยง เพื่อ   รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย”            




“หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเรา คือ Experience Marketing โดยเน้นให้ความสำคัญกับทุก Touch Point ของการเข้าพัก ตั้งแต่การออกแบบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์บรรยากาศภายในโรงแรม ไปจนถึงการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแขกผู้เข้าพักในทุกกลุ่ม”

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ได้รับการกล่าวถึงและยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้เข้าพักอย่างต่อเนื่อง คือ การให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้า อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทางเรามีทีม Social Listening ที่รับฟังความคิดเห็นจากแขกที่เข้าพัก ที่โรงแรมทั้ง 9 สาขาของ เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในทุกช่องทางแบบเรียลไทม์ โดยข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ถูกนำไปยกระดับบริการได้ทันที ทำให้สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความประทับใจให้ลูกค้าใหม่ นำไปสู่การออกแบบบริการและที่พักที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ความใส่ใจนี้พิสูจน์ได้จากคะแนนรีวิวจากผู้เข้าพักจริงซึ่งมีคะแนนสูงในทุกช่องทางทั้งทาง OTA และ Social media”

คุณประวีร์ เหวียนระวี ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ กล่าวถึงจุดเด่นของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ว่า “ตั้งอยู่บนทำเลทองใจกลางย่านราชประสงค์ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส 2 สถานี คือ สถานีราชดำริ และสถานีชิดลม ภายในออกแบบอย่างหรูหรา โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายและการพักผ่อนอย่างแท้จริง นอกจากความสะดวกสบายในการพักผ่อนแล้ว ยังพร้อมมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มองหาที่พักหรูในโลเคชั่นที่ดีที่สุด ทั้งลูกค้าต่างชาติและไทย ที่ให้ความสำคัญกับบริการมาตรฐาน กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อนที่ต้องการพื้นที่กว้างและฟังก์ชันครบ นักธุรกิจยุคใหม่ที่ผสมงานกับการพักผ่อน (Bleisure) และกลุ่ม Urban Staycation ที่ต้องการเติมพลังในที่พักพรีเมียมใจกลางเมือง ทั้งนี้ คาดว่าสัดส่วนลูกค้าแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เน้นการพักผ่อน 70% และเป็นการเดินทางมาเพื่อติดต่อธุรกิจอีก 30%”

ทั้งนี้ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ประกอบด้วยห้องพัก ห้องสวีท และเพนต์เฮาส์ จำนวน 509 ห้อง แขกผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันงดงามได้จากห้องพักทุกห้อง ทั้งวิวเมืองย่านราชประสงค์ที่เต็มไปด้วยสีสัน หรือวิวพื้นที่สีเขียวของสนามราชกรีฑาสโมสร (RBSC) ห้องพักทุกห้องจัดเต็มด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ครบครัน อาทิ สมาร์ท ทีวี, เครื่องชงกาแฟแคปซูล Nespresso, ไดร์เป่าผม Dyson และชุดผลิตภัณฑ์อาบน้ำจาก LRL นอกจากนี้ ยังพร้อมเสิร์ฟประสบการณ์ความอร่อยผ่านร้านอาหารชื่อดัง อาทิ Chef Man Restaurant ร้านกวางตุ้งชื่อดังที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ การันตีคุณภาพด้วยเมนูติ่มซำและเป็ดย่างสูตรพิเศษ หรือจะเป็น Brass House Bangkok รูฟท็อปแจ๊ซบาร์ในสไตล์การตกแต่งยุค1920s สุดคลาสสิก พร้อมวิวเมืองยามค่ำคืน เสิร์ฟอาหารไทยร่วมสมัยสไตล์แคสชวลรสชาติต้นตำรับ พร้อมเพลิดเพลินกับค็อกเทลซิกเนเจอร์ และดนตรีแจ๊ซบรรเลงสด Bloom & Brew Café คาเฟ่คอนเซ็ปต์ใหม่ที่นำเสนออาหารไทยร่วมสมัยในสไตล์โมเดิร์น พร้อมบริการอาฟเตอร์นูนที

“ทางโรงแรมยังตอบโจทย์ Wellness Lifestyle มอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ได้ผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจเพลิดเพลินกับ ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ Let's Relax Onsen & Spa ที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย สำหรับแขกที่เข้าพัก โรงแรมมีพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ ครอบคลุม 2 ชั้น ทั้งสระว่ายน้ำลอยฟ้ายาว 50 เมตร ชมวิวเมืองแบบพาโนรามา ฟิตเนส อุปกรณ์พรีเมียม TechnoGym และ Steam Sauna ให้บริการ โดยมีคลาสออกกำลังกาย เช่น มวยไทย โยคะ รองรับทุกความต้องการ สนุกผ่อนคลายได้ทั้งครอบครัวที่ Games Room อีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ที่รวบรวมทั้งบอร์ดเกม เกมอาร์เคด และเกมส์ออนไลน์ อีกทั้งยังมีบริการ Kids Club  พร้อมของเล่นเสริมพัฒนาการจาก Plan Toy ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และเพลิดเพลินในเวลาเดียวกัน”            

โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 โดยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงแรม ได้ที่

            • Website: https://grandecentrepointprestige.com/

            • Line@: @gcpprestige

            • Facebook: @gcpprestige

            • Instagram: grandecentrepoint.gcpprestige

            • Email: prestige@gcphotels.com

            • เบอร์โทรศัพท์ : 02 124 1888

#GrandeCentrePointPrestige   
#GrandeCentrePointPrestigeBangkok   
#GrandeCentrePoint

27 พฤศจิกายน 2568

อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง ชวนลิ้มรสความสุขส่งท้ายปี

ชวนลิ้มรสความสุขส่งท้ายปี ท่ามกลางมนต์เสน่ของเมืองเชียงใหม่ในช่วงเทศกาล

อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง โฮเทล หนึ่งในโรงแรมที่ตั้งอยู่กลางทำเลทองของการท่องเที่ยว ศูนย์รวมของเสน่แห่งมรดกเก่าแก่หลายศตวรรษ คาเฟ่ยุคใหม่และศิลปะร่วมสมัย พร้อมต้อนรับเทศกาลส่งท้ายปีด้วยประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับ และครบครัน ทั้งเซ็ตน้ำชายามบ่ายสุดหรู มื้อบรันช์พร้อมแชมเปญกลางสวน หรือการชมพลุและดอกไม้ไฟบนรูฟท็อปเพื่อต้อนรับศักราชใหม่

1 – 31 ธันวาคม จิบชายามบ่ายในบรรยากาศรื่นเริงที่ คำ ล็อบบี้ เลาจน์
ตลอดเดือนธันวาคม คำ ล็อบบี้ เลาจน์ ขอเชิญทุกท่านสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขกับ Festive Afternoon Tea เซ็ตน้ำชายามบ่ายที่รังสรรค์ด้วยเมนูพิเศษตามฤดูกาล ทั้งแซนด์วิชโฮมเมด คีชลอร์แรนที่หอมกลิ่นลูกจันทน์เทศ และทาร์ตสตรอว์เบอร์รี่กับครีมซาบายองผสมคองโทร เสิร์ฟพร้อมเบอร์รี่โรยน้ำตาลไอซิ่ง ในราคา 1,050 บาทสุทธิต่อท่าน รวมสปาร์กลิงไวน์ Chandon Brut หนึ่งแก้ว



24 ธันวาคม ค่ำคืนคริสต์มาสอีฟสุดพิเศษ ในวันคริสต์มาสอีฟ ที่ห้องอาหาร เดอะ กาด ลานนา สามารถเลือกอิ่มอร่อยได้ตลอดทั้งวันทั้ง Christmas Eve Bubbly Brunch หรือ Christmas Eve Bubbly Dinner Buffet ในราคา 3,588 บาทสุทธิต่อท่าน พร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 560 บาทสุทธิ พิเศษ หากจองก่อนวันที่ 19 ธันวาคม รับส่วนลด 10% หรือเลือกข้อเสนอพิเศษ มา 4 จ่าย 3 สำหรับท่านที่มาเป็นกลุ่ม
สำหรับห้องอาหาร หงส์ ไชนีส เรสเตอรองค์ มาพร้อม Festive Christmas Eve Dinner เซ็ตดินเนอร์สุดพรีเมียมในบรรยากาศคริสต์มาส ราคา 2,388 บาทสุทธิ พร้อมส่วนลด 10% สำหรับการจองล่วงหน้าก่อน 19 ธันวาคม สุดพิเศษในยามค่ำคืน หงส์ สกาย บาร์ พร้อมส่งมอบความสนุกกับ Christmas Eve White Party ตั้งแต่เวลา 19.00 – 24.00 น. ในราคาท่านละ 1,500 บาทสุทธิ รวมเครื่องดื่มต้อนรับและเครดิตมูลค่า 500 บาท สำหรับใช้แลกซื้อเมนูทาปาสสไตล์จีน หอยนางรมสด หรือซีฟู้ดออนไอซ์ พร้อมเพลิดเพลินไปกับดีเจ ไลฟ์โชว์ และกิจกรรมลุ้นของรางวัล
25 ธันวาคม วันคริสต์มาสแสนอบอุ่น
เฉลิมฉลองวันคริสต์มาสกับ Christmas Day set menu dinner เซ็ตดินเนอร์สุดพิเศษที่ห้องอาหาร เดอะ กาด ลานนา ในราคา 2,188 บาทสุทธิ พร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 560 บาทสุทธิ หากจองก่อนวันที่ 19 ธันวาคม รับส่วนลด 10% หรือเลือกรับข้อเสนอพิเศษ มา 4 จ่าย 3 สำหรับท่านที่มาเป็นกลุ่ม
31 ธันวาคม สนุกสนานในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่า
ปิดท้ายปีด้วยมื้อค่ำสุดพิเศษที่ หงส์ ไชนีส เรสเตอรองค์ กับ New Year’s Eve set menu dinner เซ็ตเมนูมื้อค่ำฉลองปีใหม่ ราคา 3,388 บาทสุทธิ หากจองก่อน 26 ธันวาคม ลด 10% หรือเลือกร่วมงาน New Year’s Eve Gala Dinner ณ บริเวณลานสนามหญ้าของ เดอะ กาด ลานนา ท่ามกลางวิวเจดีย์เก่า ในราคา 6,888 บาทสุทธิ รวมค็อกเทลต้อนรับ บุฟเฟต์ดินเนอร์ การแสดงดนตรีสดโดย แก๊ป เดอะ เดอะวอยซ์ไทยแลนด์ซีซั่น 2 และกิจกรรมลุ้นของรางวัล พร้อมรับคูปองส่วนลด 20% สำหรับ New Year’s Day Brunch และส่วนลด 60% สำหรับเข้างาน New Year’s Eve Red Party ที่ หงส์ สกาย บาร์ ตั้งแต่เวลา 19.00 – 01.00 น. ราคา 2,688 บาทสุทธิต่อท่าน รวมเครดิตมูลค่า 1,000 บาทและเครื่องดื่มต้อนรับ และเพลิดเพลินไปกับวิวพลุบนดาดฟ้า ดนตรีจากดีเจ อาหารว่างสุดอร่อย และเคาท์ดาวน์สู่ปีใหม่ด้วยความประทับใจ

1 มกราคม เริ่มต้นปีใหม่ด้วยรอยยิ้ม
ต้อนรับปี 2569 ด้วย New Year’s Day Bubbly Brunch ที่ห้องอาหาร เดอะ กาด ลานนา ราคา 3,588 บาทสุทธิ พร้อมแพ็กเกจเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 560 บาทสุทธิ หากจองก่อนวันที่ 28 ธันวาคม รับส่วนลด 10% หรือสำหรับท่านมาพร้อมกลุ่มเพื่อนสามารถเลือกรับโปรโมชั่นมา 4 จ่าย 3 สุดคุ้ม

บมจ. เออาร์ไอพี เปิดงาน “COMMART UNBOX” 27 - 30 พ.ย. 2568

มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี ณ ไบเทค บางนา

เริ่มแล้ว! มหกรรมสินค้าไอทีส่งท้ายปี 2568 “COMMART UNBOX” เปิดกล่อง ดีลแรง อัพเกรดก่อนใคร โดยบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับพันธมิตรแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทียกทัพสินค้ามาให้ช้อปสนั่นยิ่งใหญ่กว่าหน้าร้านพร้อมโปรโมชั่นจัดเต็มจากทุกแบรนด์ เชิญมาสัมผัสของจริงลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อกันที่งานคอมมาร์ตกับการเซลล์ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี ระหว่างวันที่ 27 – 30 พฤศจิกายน 2568
ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า  “ช่วงงานคอมมาร์ตครั้งนี้ถือเป็นจังหวะทองสำหรับผู้ที่วางแผนประกอบคอมใหม่หรืออัปเกรดเครื่องเก่า เพราะแนวโน้มราคาชิ้นส่วนสำคัญอย่าง RAM DDR5 มีโอกาสปรับขึ้นกว่าเท่าตัวในเวลาอันสั้น และคลื่นต่อไปจะกระทบ GPU ซึ่งเป็นหัวใจของทั้งเกมเมอร์และสายทำงาน เนื่องจากความต้องการหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงพุ่งขึ้นจากการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะที่กำลังการผลิตชิปยังจำกัด ทำให้ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ในงาน Commart Unbox ครั้งนี้ ยังมีสินค้าที่เป็นไฮไลท์ เช่น ASUS ROG x Hatsune Miku ครบเซ็ตเกมมิ่งเกียร์และเคส PC, ASUS ROG Ally X และ MSI Claw A8 AI+ เครื่องเล่นเกม PC พกพารุ่นใหม่ล่าสุด รวมถึงการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนาน Phanteks กับเคส EVOLV X2 ดีไซน์หรู รวมถึงสินค้าที่ได้รับรางวัล Commart Awards 2025 อย่างโน้ตบุ๊ก Lenovo Legion 9i, ASUS Zenbook A14 และ Dell Pro 14 Premium พร้อมทั้งสินค้าสมาร์ทโฮม IoT และอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกมากมาย อีกทั้งยังมีร้านค้ากลุ่มสมาร์ทโฟน และสมาร์ทโฮม เข้ามาเติมเต็มในงานคอมมาร์ตมากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขยายโอกาสในการจำหน่ายสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการ ซึ่งอาจจะได้เห็นชัดเจนในงานคอมมาร์ตครั้งๆ ต่อไป

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “พบคอมเซ็ตครบทุกสไตล์ ทั้งประกอบเอง เลือกชิ้นส่วน หรือให้มือโปรจัดให้ พร้อมคอมแบรนด์ดีไซน์สวย และคอมสายเกมมิ่ง RGB จัดเต็ม รวมถึงเซ็ตสำหรับ Content Creator ที่เน้น CPU แรง RAM แน่น นอกจากนี้ยังมีโน้ตบุ๊กทุกแบรนด์ เกมมิ่งเกียร์ คีย์บอร์ด ปริ้นเตอร์ มือถือ และเครื่องเล่นเกม Nintendo, PS5 ให้ลองก่อนซื้อ พร้อมโปรโมชั่นและของแถมสุดคุ้มจากทุกแบรนด์ และข้อเสนอสุดพิเศษ โปรโมชั่น และกิจกรรมพิเศษมากมาย อาทิ






• คอมมาร์ต Big Bonus สิทธิ์ลุ้นของรางวัลสุดพิเศษในงานตลอดทั้ง 4 วัน เพียงช้อปสินค้าในงานครบทุก 3,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 ลุ้นโชคหน้างานจับแจกทุกวัน iPhone 17 Pro Max, Smart TV , กล้อง Insta360 Go Ultra 4K  และ การ์ดจอ RTX 5080 ต่อที่ 2 อัปโหลดใบเสร็จรอลุ้นรับรางวัล Mechanical Keyboard  5 รางวัล

• คอมมาร์ต On Top ช้อปครบ 50,000.- รับคูปองลดเพิ่ม 500.- (เฉพาะวันพฤหัสบดี-ศุกร์)

• คอมมาร์ต วัดดวง ร่วมสนุกหมุนวงล้อ ลุ้นคูปองส่วนลดสูงสุด 10,000.-  (แค่สมัครสมาชิกที่บูธคอมมาร์ต)

• คอมมาร์ต ช่วยจ่ายค่าจอดรถ เพียงซื้อสินค้าในงานคอมมาร์ตครบ 30,000.- แลกสิทธิ์จอดฟรี ได้ 3 ชั่วโมง (สิทธิ์มีจำนวนจำกัดต่อวัน) 

งาน COMMART UNBOX   จัดโดย บมจ.เออาร์ไอพี ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรธุรกิจคับคั่ง อาทิ ACE, Banana, E-Quip, Epson, iStudio by spvi, IT City, JIB Maru, Zarukon, JIB Mobile, MSI, Speed Computer, Speed Gaming, Studio7, AMD, Intel, AppleSheep, Ascenti, ASUS, Bewell, Cougar, EDIFIER, ERGOTREND, GamerLabs, Lifestyle Technologies, SecretLAB และ เครดิตบูโร ร่วมด้วย Media Partner ได้แก่ Techhub, Beartai, ChargeSPOT, CeeMeAgain, ExtremeIT, Flex104.5, iT24Hrs., Notebookspec, Overclockzone, Business+, eLeader และ ชอปช้อป เข้าชมงานฟรี! เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา พบกัน 27 - 30 พ.ย. 2568  เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ไบเทค บางนา

ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.commartThailand.com, www.facebook.com/commartThailand , และ LINE: @Commart

“อินโนบิก” กลุ่มธุรกิจใหม่ ในเครือ ปตท.

ตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นผู้นำ Life Science ในภูมิภาคอาเซียน โดยเน้นการเติบโตร่วมกับพันธมิตร

เมื่อเทรนด์สุขภาพ กลายเป็นโอกาส ที่ไม่ใช่แค่เม็ดเงินในการลงทุน แต่เป็นการก้าวไปอีกขั้นของวงการวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด บริษัทในเครือ ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงได้จัดงาน Innobic Life Science Business Excellent Move Forum งานสัมมนาครั้งใหญ่ เพื่อประกาศจุดยืนทางธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในอนาคต สร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพให้คนไทย

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) “อินโนบิก” ก่อตั้งขึ้นในฐานะ New S-Curve ของ ปตท. โดยเล็งเห็นว่า ธุรกิจ Life Science เป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของโลก และ New S-curve ที่สำคัญสำหรับประเทศไทยที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ บนฐานของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่ผ่านมา บริษัทมุ่งสร้าง Ecosystem ของชีววิทยาศาสตร์ ตั้งแต่การวิจัย พัฒนาธุรกิจ และการจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ รองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย และสร้างความมมั่นคงทางด้านสาธารณสุขจนประสบความสำเร็จ

อินโนบิก เราวางจุดยืนของตัวเองที่แตกต่างจากผู้เล่นระดับภูมิภาครายอื่น คือเราให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและ ความร่วมมือกับผู้ผลิต, โรงพยาบาล, และองค์กรวิจัยต่างๆ เพื่อสร้างข้อได้เปรียบเชิงธุรกิจและความแตกต่างจากคู่แข่ง เราเน้นในเรื่องของความรวดเร็วและขนาดของธุรกิจที่แข่งขันได้ นำความรู้ความเชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาสู่ประเทศไทย ผ่านการลงทุนใน บริษัท โลตัส ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (Lotus Pharmaceutical Co., Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัย พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยาของไต้หวัน ที่มีตลาดครอบคลุมในทุกภูมิภาคของโลก จากเงินลงทุนเริ่มต้น ปัจจุบันมูลค่าตลาดได้เติบโตถึง 3 เท่า สะท้อนผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน และในปีนี้ Lotus ได้เดินหน้ารุกตลาดผลิตภัณฑ์ยาเฉพาะทางในสหรัฐฯ ผ่านการเข้าซื้อหุ้นใน Alvogen US โดยใช้เงินทุนและเงินกู้ของบริษัทเอง ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ทำให้ขนาดของกิจการขยับเป็นบริษัทยา Branded Generics Drug 1 ใน 20 อันดับแรกของโลก  นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้อินโนบิก

เข้าสู่แพลตฟอร์มยาครบวงจร เนื่องจากมีพันธมิตรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแรงรองรับด้วย ขณะเดียวกันยังนำยาคุณภาพดีจากในประเทศและต่างประเทศมาช่วยเพิ่มคุณภาพในการรักษาท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงเทรนด์เทคโนโลยีและสุขภาพ ทำให้เราต้องเร่งพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ด้วยการสร้างนวัตกรรมที่ทันสมัย ยาที่มีคุณภาพ ในราคาที่จับต้องได้ ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อทำให้คนไทยเข้าถึงได้ เราเชื่อว่าการอยู่เคียงข้างคนไทย ไม่ได้หมายถึงแค่การเป็นผู้จำหน่ายยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ด้าน Life Science ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนได้อย่างยั่งยืนด้วย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ กล่าวสรุป 



ทางด้าน ดร. ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด ยังได้ให้มุมมองเพิ่มเติม ถึงการเร่งเครื่องปรับแบรนด์ครั้งใหญ่ โดยเล่าว่า อินโนบิกเริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2020 มีทุนจดทะเบียน 13,564 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของ ปตท. องค์กรด้านพลังงานแห่งชาติ ที่ถือหุ้น 100%  แบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจยา, 

กลุ่มธุรกิจโภชนาการเพื่อสุขภาพ, กลุ่มธุรกิจการลงทุน และ กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรม   การปรับกระบวนทัพครั้งนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่วางไว้ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเราจะเน้นธุรกิจยา (Pharmaceutical) เป็นแกนหลักในการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต อาทิ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน  ควบคู่กับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยต้องการผลักดันให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เราตั้งเป้าเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะแบรนด์แข็งแรงขึ้นเท่ากับว่าการขยายตลาดและ

การเติบโตของธุรกิจในระยะถัดไปก็ทำได้รวดเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการปรับแบรนด์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการยกระดับการดำเนินงานทั้งเชิงกลยุทธ์และเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของอินโนบิก และสะท้อนความมุ่งมั่นขององค์กรในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพของประเทศ ตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของประชาชน ตั้งแต่การป้องกัน การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู รองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค และเปิดโอกาสร่วมทุนหรือร่วมพัฒนาธุรกิจกับพันธมิตรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศด้วย

จากธุรกิจพลังงาน ข้ามสายมาสู่ Life Science และการวางตำแหน่งใหม่ในเวทีระดับภูมิภาค ดร.ณัฐ เน้นย้ำว่า   อินโนบิก กำลังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านสุขภาพสำหรับอาเซียนโดยเฉพาะ (Regional Commercial Platform) มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครบวงจร จนถึงการนำสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสร่วมลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตตามเป้าหมาย และหนึ่งในจุดแข็งที่สร้างความได้เปรียบ คือความสามารถในการเชื่อมโยงพันธมิตรระดับนานาชาติ เรานำความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากการลงทุนในบริษัท Lotus Pharmaceutical กลับมาพัฒนาทั้งตลาดไทยและขยายไปยังภูมิภาคอาเซียน สิ่งนี้เอง คือจุดที่ทำให้เราแตกต่างและก้าวได้เร็วกว่า

สำหรับการจัดงาน Innobic Life Science Business Excellent Move Forum ครั้งนี้ นับเป็นการประกาศถึงจุดเปลี่ยนให้ อินโนบิก กลายเป็นแบรนด์ ที่ทำให้ผู้คนมีจุดเริ่มต้นสู่ชีวิตที่ดีกว่า ดังสโลแกน Access to Excellent Life โดยอินโนบิก เข้าใจปัญหา ไม่เพียงแค่ผู้ป่วย แต่รวมถึง ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ทั้งคนในประเทศและในภูมิภาค เพื่อให้สามารถดูแลและรักษาสุขภาพได้ง่ายกว่า เร็วกว่า และดีกว่า

นิยามคำว่า นวัตกรรมของเรา จึงมีมากกว่าความทันสมัย แต่คือนวัตกรรมที่เข้าถึงได้ (Accessible) และนำไปสู่ชีวิตที่ดี (Excellent Life) โดยเราทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพาน เชื่อมนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าถึงชีวิตที่ดีกว่าอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ดร. ณัฐ อธิวิทวัส กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามความเคลื่อนไหวและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.innobicasia.com

26 พฤศจิกายน 2568

“คิปโชเก้ถึงไทย! แฟนแห่ต้อนรับคับคั่ง”

กรุงเทพฯ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ การเดินทางมาถึงประเทศไทยของ เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) รายการอะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2025 พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ พร้อมชื่นชมการต้อนรับของคนไทยที่แสนอบอุ่นประทับใจเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดีใจที่ได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ในฐานะทูตทางด้านการท่องเที่ยว กีฬา และ วัฒนธรรมของรัฐบาลไทยอีกครั้งในปีนี้

ความเคลื่อนไหวก่อนการแข่งขันวิ่งมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 หรือ ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๒.๐๐ ถึง ๑๐.๓๐ น. ณ จุดปล่อยตัว เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถนนพญาไท เขตปทุมวัน และจุดเส้นชัย ณ ท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร ชิงเงินรางวัลรวม ๒,๔๔๐, ๕๐๐ บาท              



ล่าสุด เมื่อคืนวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา เอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เจ้าของแชมป์เมเจอร์ ๑๑ สมัย ในฐานะฑูตทางด้านการท่องเที่ยว กีฬา และ วัฒนธรรมของไทย ที่จะลงแข่งขันในระยะ ฮาล์ฟมาราธอน ๒๑.๑ กม. ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 665 เวลา ๒๑.๑๕ น. โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำทีมผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยฯ พร้อมด้วย นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ ผู้อํานวยการจัดการแข่งขันฯ ให้การต้อนรับ และยังมีแฟนคลับชาวไทยมาต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างความประทับใจให้ตำนานนักวิ่งมาราธอนชาวเคนยาผู้นี้เป็นอย่างมาก        

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จฯ ร่วมวิ่งการแข่งขันมาราธอนส่งเสริมการท่องเที่ยวระดับโลกในเมืองหลวง Amazing Thailand Marathon Bangkok 2025 ครั้งที่ ๘ ประเภทระยะฮาล์ฟมาราธอน ๒๑.๑ กม.  กับเอเลียด คิปโชเก้ ตำนานนักวิ่งมาราธอนหนึ่งเดียวของโลก ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ โดยมีนักวิ่งจากทั่วโลกสมัครเข้าร่วมกว่า ๔๘,๐๐๐ คน

  สำหรับ เอเลียด คิปโชเก้  หลังจากเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว จะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยและการแข่งขัน อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2025 พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ ดังนี้ ในวันที่วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เข้าร่วมงาน Running Zone 10K (RZ10) และ Fan Meet with Eliud Kipchoge ที่สนามศุภชลาศัย  เวลา ๑๗.๐๐ น., วันเสาร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เอเลียด คิปโชเก้ เข้าร่วมกิจกรรม The Footprint Ceremony ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ณ สวนเบญจกิติ เวลา ๐๗.๐๐ น.

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันจะร่วมงานแถลงข่าว  ELIUD KIPCHOGE  & FAN MEET พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ ณ พารากอนฮอลล์ ชั้น ๕ สยามพารากอน เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๔.๐๐ น. ส่วนวันอาทิตย์ที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน “อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2025” พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘” ณ จุดปล่อยตัว MBK เวลา ๐๑.๓๐ น.  และร่วมลงวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอน ๒๑.๑ กม. เส้นทาง MBK Center – สนามหลวง จนถึงพิธีมอบรางวัลการแข่งขัน ณ สนามหลวง เวลา ๐๖.๓๐ น. เป็นต้นไป



เอเลียด คิปโชเก้  กล่าวหลังจากเดินทางถึงประเทศไทยว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและมีความสุขมากที่ได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง ปีที่แล้วผมสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่นเป็นกันเองจากคนไทยเสมอ ปีที่แล้วตลอดหลายวันที่อยู่ในกรุงเทพฯ ผมประทับใจกับอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่งดงาม สำหรับการแข่งขันปีนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมวิ่งไปพร้อมกับนักวิ่งชาวไทยและแฟนกีฬามากมาย และหวังว่าพลังของการวิ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนก้าวสู่เป้าหมายของตัวเองไปด้วยกัน”

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวย้ำว่า “การได้ต้อนรับ  เอเลียด   คิปโชเก้ ในฐานะทูตด้านการท่องเที่ยว กีฬา และวัฒนธรรมของประเทศไทย ถือเป็นโอกาสอันสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ของประเทศให้โดดเด่นยิ่งขึ้น การที่บุคคลระดับตำนานในวงการมาราธอนโลกมาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานคร จะช่วยสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยว นักวิ่ง และผู้สนใจกีฬาจากทั่วโลกหันมาสนใจประเทศไทยมากยิ่งขึ้น ททท. มั่นใจว่าการจัดการแข่งขันปีนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมทุกคน”

นายกอบเกียรติ แสงวนิชย์ จากบริษัท ไตรลีก (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้อํานวยการจัดการแข่งขัน กล่าวเสริมว่า “ปีนี้เป็นปีที่พิเศษมากสำหรับรายการ อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2025 พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ ๘ เพราะเราได้รับเกียรติจากเอเลียด คิปโชเก้ มาร่วมวิ่งในระยะฮาล์ฟมาราธอน ๒๑ กิโลเมตร พร้อมกับนักวิ่งทั้งหมดในระยะต่างๆ กว่า ๔๘,๐๐๐ คน ซึ่งถือเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้การแข่งขันปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เรามุ่งมั่นพัฒนาการจัดการแข่งขันให้เป็นมาตรฐานสากล ตามข้อกำหนดของสหพันธ์กรีฑาโลก (World Athletics)  และผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวสู่การเป็น ๑ ใน ๑๐ มาราธอนระดับโลกในรายการ World Capital Marathon Series อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจและอยากกลับมาร่วมงานนี้อีกในปีต่อ ๆ ไป”

 การแข่งขัน อะเมซิ่งไทยแลนด์มาราธอนแบงค็อก 2025 พรีเซ็นต์บาย โตโยต้า ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ จัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และ  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็นเจ้าภาพร่วมกับกรุงเทพมหานคร, สมาคมกรีฑาโลก และไทยแลนด์ไตรลีก (ในฐานะคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขันฯ) กำหนดการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนในเมืองหลวง (World Capital Marathon Series) ครั้งที่ ๘ ประจำปี ๒๕๖๘ รายการ AMAZING THAILAND MARATHON BANGKOK 2025 ชิงถ้วยพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๒.๐๐ ถึง ๑๐.๓๐ น. จุดปล่อยตัว ณ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถนนพญาไท เขตปทุมวัน และจุดเส้นชัย ณ ท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร



วัตถุประสงค์ของการจัดงานเพื่อผลักดันและยกระดับให้เป็น ๑ ใน ๑๐ รายการวิ่งมาราธอนระดับโลกซึ่งจัดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของสมาคมกรีฑาโลก (THE OFFICIAL WORLD CAPITAL MARATHON SERIES) เทียบเท่ามาราธอนระดับเมเจอร์โลก เพื่อส่งเสริมให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงด้านการท่องเที่ยวและกีฬา (SPORTS TOURISM CAPITAL CITY) และมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ผู้ร่วมเดินทาง เจ้าหน้าที่ และประชาชน จำนวนไม่น้อยกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวของประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยกว่า ๑,๔๐๐ ล้านบาท   

ติดตามรายละเอียดการแข่งขันได้ที่ https://www.facebook.com/amazingthailandmarathonbkk


ดนตรีในสวน Heritage Garden Music โรงแรมเฮอริเทจ เชียงราย แอนด์ คอนเวนชั่น


ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสค่ำคืนแห่งความสุข ท่ามกลางสวนดอกไม้บานสะพรั่งและบรรยากาศสุดโรแมนติกกับงาน “Heritage Garden Music” กิจกรรมดนตรีสดกลางสวน ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินทั้งในด้านเสียงเพลง อาหาร และสุนทรียภาพยามค่ำคืน



ดื่มด่ำไปกับบทเพลงไพเราะ อาหารรสเลิศ และเครื่องดื่มที่พร้อมเสิร์ฟตลอดคืน ท่ามกลางสายลมเย็น และแสงไฟสวยงามที่จะทำให้ค่ำคืนของคุณอบอุ่น และน่าจดจำยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน เป็นต้นไป เวลา 18.00 – 24.00 น.

ดื่มด่ำค่ำคืนที่สวยงาม… ในบรรยากาศดนตรีในสวนที่ไม่ควรพลาด

สำรองที่นั่ง กรุณาโทร สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองห้องพักได้ที่
โทร.052 055 888 www.heritagechiangrai.com

KOTRA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง K-Food แห่งอาเซียนล่าสุดเปิดงาน ‘SEOUL FOOD in Bangkok 2025’

KOTRA ผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง K-Food แห่งอาเซียนล่าสุดเปิดงาน ‘SEOUL FOOD in Bangkok 2025’ ดึงบริษัทเกาหลีกว่า 133 แห่ง พร้อมคู่ค้ากว่า 400 รายร่วมงาน

กระแสความนิยม K-Food ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก  โดยประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเกาหลีในอาเซียน ดังนั้นจึงได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงสินค้าอาหารเกาหลี “SEOUL FOOD in Bangkok 2025” โดยมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 26 – 28 พฤศจิกายน 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)



นายคู บนคยอง ผู้อำนวยการใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย สำนักงานส่งเสริมการค้าและการลงทุนเกาหลี (Korea Trade-Investment Promotion Agency : KOTRA) เปิดเผยว่า งาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ในปีนี้ถือเป็นการขยายงาน “Seoul Food” สู่ต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นเวทีสำคัญในการขยายตลาด K-Food สู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น งาน Seoul Food นับเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยงานที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ณ KINTEX (ประเทศเกาหลีใต้) มีบริษัทร่วมแสดงสินค้ากว่า 1,639 แห่ง จาก 45 ประเทศ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ KOTRA ได้เร่งผลักดันการขยายงานแสดงสินค้าสู่ระดับสากลอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพงาน Seoul Food ในต่างประเทศต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เนื่องจากเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพทางการตลาดที่โดดเด่น และมีความนิยมวัฒนธรรมเกาหลีที่แข็งแกร่ง นอกจากนั้นไทยยังเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และ การจัดจำหน่ายของอาเซียน (Hub) รวมถึงเป็นประตู (Gateway) ในการทดสอบตลาดสินค้า K-Food สู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้


โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการค้าสินค้าเกษตรและอาหารของเกาหลีใต้ (KOREA AGRI-FOOD TRADING INFORMATION-KATI) ในปีที่ผ่านมา (2567) เผยว่ามูลค่าการส่งออก K-Food อยู่ที่ 10.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นครั้งแรกที่ทะลุระดับ 10 พันล้านดอลลาร์ สำหรับมูลค่าการส่งออกในช่วงมกราคม–ตุลาคม 2568 ทำยอดส่งออกสะสมแล้วถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์ เติบโตเพิ่มขึ้น 7.4% จากปีก่อน และคาดว่าจะทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง                                    

ส่วนการส่งออก K-Food ไปยังตลาดอาเซียนที่สำคัญ อาทิ ไทย เวียดนาม และ มาเลเซีย ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015–2024) มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 8–11% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยรวมที่ 6.6% โดยในปี2568 ตั้งแต่มกราคม–กันยายน มีมูลค่ารวมการส่งออก K-Food ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และโอเชียเนีย อยู่ที่ 1.83 พันล้านดอลลาร์ หรือ คิดเป็น 21.6% ของยอดส่งออกทั้งหมด โดยมีสินค้าหลัก คือ บะหมี่ วัตถุดิบรอยัลเจลลี่ สาหร่ายปรุงรส และผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป









สำหรับงาน SEOUL FOOD in Bangkok 2025 ครั้งนี้ มีบริษัทอาหารจากเกาหลีเข้าร่วมกว่า 133 แห่ง พร้อมด้วยคู่ค้าจากประเทศไทย และ ต่างประเทศกว่า 400 ราย โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

·      SEOUL FOOD B2B Exhibition การเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทย–อาเซียน–เอเชียใต้ และบริษัทอาหารจากเกาหลี ซึ่งครอบคลุมสินค้าอาหาร เครื่องครัว และแฟรนไชส์อาหาร

·      SEOUL FOOD Showcase การจัดแสดงสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล Seoul Food Awards และ สินค้าของผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยมีกิจกรรมแนะนำสินค้าพร้อมทดลองชิมผลิตภัณฑ์

·      SEOUL FOOD Kitchen การสาธิตทำอาหารโดยเชฟเกาหลีชื่อดังจากรายการ Netflix Iron Chef
ที่จะนำเสนอเมนูพิเศษจากวัตถุดิบของผู้ร่วมออกบูธ

·      SEOUL FOOD Picnic Zone โซนประสบการณ์วัฒนธรรมเกาหลี อาทิ โซนรามยอนริมแม่น้ำฮัน และ บูธถ่ายภาพชุดฮันบก ฯลฯ





นอกจากนั้นในการจัดงานฯ ครั้งนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีระบบแปลภาษา AI และระบบวิเคราะห์ผลการเจรจาธุรกิจด้วยภาพวิดีโอมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของการจับคู่ธุรกิจ ซึ่ง KOTRA คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 4,000 คน เกิดการเจรจาธุรกิจมากกว่า 1,600 รายการ และสร้างผลลัพธ์เชิงพาณิชย์กว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,196 ล้านบาท)