27 กรกฎาคม 2565

มูลนิธิรักกัน เราทำได้ มอบทุนสนับสนุนปรับปรุงห้องผู้ป่วยวิกฤติ รพ.ราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร


ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานมูลนิธิรักกัน เราทำได้ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินโครงการโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าเพื่อสิ่งแวดล้อมหนองแขมขนาด 500 ตันต่อวัน และ1,000 ตันต่อวัน มอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท ให้กับโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ในการก่อสร้าง/ปรับปรุง การขยายบริการทางการแพทย์ ปรับปรุงห้องผู้ป่วยวิกฤติ และหอผู้ป่วยวิกฤติเด็ก รวมถึงส่วนงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้ง เสริมสร้างสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยมี นพ.อรรถพล เกิดอรุณสุขศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และคณะเป็นผู้แทนรับมอบ ณ ห้องศิลปนิทรรศมารศี วังสวนผักกาด



ทั้งนี้ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนเงินดังกล่าวผ่านมูลนิธิรักกันเราทำได้ เพื่อดำเนินโครงการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนรอบโรงกำจัดขยะฯ ในการนี้ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ ตั้งอยู่ในพื้นที่รัศมีการดูแล ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขของประชาชน และชุมชนให้ครอบคลุมทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

และเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฯ ได้รับโล่รางวัลแพลตตินัม และประกาศเกียรติคุณด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบให้ ทั้งนี้รางวัลดังกล่าว เป็นรางวัลสูงสุดของการคัดเลือกในครั้งนี้ จากจำนวนสถานประกอบการ กว่า 600,000 แห่ง ที่ดำเนินการ 

โดย บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นับเป็นโรงกำจัดขยะแห่งเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ ซึ่งตอกย้ำถึงมาตรฐานการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและมาตรฐานการประกอบอุตสาหกรรมในประเทศไทยและระดับสากลได้เป็นอย่างดี

จางดงยุน - คิมโซฮยอน นำทีมฉีกทุกกฎซีรีส์เกาหลีย้อนยุค

เมื่อชายปลอมตัวเป็นหญิง ใน “นกดู แม่หม้ายหนุ่ม หัวใจแกร่ง”

ช่อง 3 เปิดซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ “นกดู แม่หม้ายหนุ่ม หัวใจแกร่ง (The Tale of Nokdu)” นำทีมโดยนักแสดงหนุ่มหน้าหวาน “จางดงยุน” ที่โด่งดังมาจากซีรีส์เรื่อง School 2017 มารับบท “จอนนกดู” ชายหนุ่มหน้าหวานที่ต้องปลอมตัวเป็นหญิง ประกบคู่กับ “คิมโซฮยอน” นางเอกสาวสวยที่เข้าวงการมาตั้งแต่วัยเด็ก รับบท “ดงดงจู” กีแซงฝึกหัดที่เต็มไปด้วยความแก่นเซี้ยว ส่วนทางด้านนักแสดงชาย “คังแทโอ” ผู้รับบท 

“ชายูลมู” ก็ไม่น้อยหน้า เขาได้กลายเป็นพระเอกเต็มตัวเรื่องแรกในซีรีส์ Extraordinary Attorney Woo ที่กำลังออนแอร์เป็นกระแสพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ขณะนี้ ทั้งหมดนี้การันตีความสามารถของนักแสดงทุกคนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งพล็อตเรื่องของซีรีส์ที่พาคนดูลุ้นไปกับการปลอมตัวจากชายกลายเป็นหญิง ก็นับว่าฉีกทุกกฏของซีรีส์เกาหลีย้อนยุคอีกด้วย

“นกดู แม่หม้ายหนุ่มหัวใจแกร่ง (The Tale of Nokdu)” เรื่องราวของ จอนนกดู (จางดงยุน) ชายหนุ่มหน้าหวาน ได้ตัดสินใจปลอมตัวเป็นหญิงเข้าไปแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านแม่หม้าย สถานที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชาย เพื่อค้นหาความลับบางอย่าง นกดูได้พบกับดงดงจู (คิมโซฮยอน) กีแซงฝึกหัด จนเกิดความสนิทสนมกัน แต่แล้ววันหนึ่งดงดงจูกลับได้รู้ความจริงที่ว่าจอนนกดูไม่ใช่ผู้หญิง เรื่องราววุ่น ๆ สุดป่วนจึงบังเกิดขึ้น









ใครที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ของซีรีส์เกาหลีย้อนยุคเรื่องนี้ ต้องห้ามพลาด เตรียมตั้งตารอชมซีรีส์ชื่อดัง “นกดู แม่หม้ายหนุ่ม หัวใจแกร่ง (The Tale of Nokdu)” ได้ในช่วง “แชนแนลทรีซีรีส์” ทุกคืนวันจันทร์ - อังคาร เวลา 00.00 – 01.00 น. เริ่ม 1 สิงหาคม 2565 ดูทีวีกด 33 ดูมือถือกด 3Plus

รายการ “แซ่บพาซ่าส์” ช่อง3 ขอเป็นสื่อกลางช่วยเหลือสังคม นำร่องช่วยเหลือผู้พิการ-ผู้ด้อยโอกาส ในช่วง“ช่วยกันแซ่บ”

จากวิกฤตเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา รายการแซ่บพาซ่าส์ ซึ่งออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.50-14.10 น. ทางช่อง 3 นอกจากนำเสนอ สถานที่กิน เที่ยว ช้อป แล้ว ยังได้ช่วยเหลือร้านค้า และผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาในช่วง "ช่วยกันแซ่บ" ล่าสุดเพิ่มเนื้อหาใหม่ โดยช่วยเหลือผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ในช่วงรายการ ช่วยกันแซ่บ  โดยครั้งนี้ได้ “คุณณรัชต์หทัย เหมือนประสิทธิเวช” หรือคุณแป้ง ปล้ำแรง” หัวหน้าคณะผู้ก่อการดี อีกหนึ่งตัวอย่างของบุคคลที่ช่วยเหลือสังคมโดยคุณแป้งและคณะ นอกจากจะมาโชว์เสียงร้องเพราะๆ แล้วยังมาเชิญชวนร่วมทำบุญช่วยเหลือเด็กพิการโรคหัวใจแต่กำเนิดระดมทุนให้กับมูลนิธิเด็กโรคหัวใจฯผ่านคอนเสิร์ตการกุศล "บทเพลงเพื่อผ่าตัดหัวใจน้อง" ที่จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 แล้ว


“น้ำฝน พัชรินทร์” หนึ่งในพิธีกรรายแซ่บพาซ่าส์ ได้เชิญชวนทุกคนมาร่วมบริจาคให้กับน้องๆผู้ด้อยโอกาส "เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ของทุกคนมีค่า คนละเล็กคนละน้อย ก็สามารถช่วยต่อชีวิตให้กับน้องๆได้ และรายการแซ่บของเรายังเปิดพื้นที่ เป็นสื่อกลางช่วยเหลือผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ตามนโยบายของช่อง 3 ที่ต้องการจะช่วยเหลือสังคม ใครที่สนใจอยากจะมาโปรโมทสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือกิจกรรมดีโดยสามารถติดต่อมาได้ทั้งทาง Line: @zaabplaza หรือ FB: ZAABPLAZA "

“พิษณุพร อุทกภาชน์” CEO บมจ.เคหะสุขประชา ชี้แจงกรณีถูกพาดพิงเกี่ยวกับบริษัท CEMCO

เผยโครงการเคหะสุขประชา “บ้านเช่าพร้อมอาชีพ” มีบ้านมีงาน ไม่ต้องรอถึง 200 ปี
ที่จะคืนทุน

นายพิษณุพร อุทกภาชน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) (K-HA) เปิดเผยถึงกรณีโดนพาดพิงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและเรื่องผู้บริหาร บริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด หรือ CEMCO ในเรื่องของผลการดำเนินงานและเรื่องการรับงานของ การเคหะแห่งชาติ (กคช.) โดยชี้แจงว่า  ตามที่ สตง. แจ้งให้ตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนใน CEMCO ขณะเดียวกัน บริษัทพบว่า มีกรรมการจำนวน 2 ท่าน ที่เข้ามาเป็นกรรมการช่วงปี 58 -59 ขาดคุณสมบัติในการเป็นกรรมการ เนื่องจากขัดกับข้อบังคับของบริษัท ที่ห้ามกรรมการประกอบธุรกิจอย่างเดียวกับบริษัท  

บริษัท จัดการทรัพย์สินและชุมชน จำกัด (CEMCO) ได้ก่อตั้งเมื่อปี 2538 เป็นบริษัทในเครือการเคหะแห่งชาติ โดยการเคหะแห่งชาติถือหุ้น 49 % ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดยมีภาระกิจหลักการดูแลชุมชน ต่อจาก กคช. ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง ได้แก่ 1. เพื่อดำเนินงาน บริหารจัดการ นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลอาคารเช่า 2. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ และ 3. ดำเนินการด้านอื่นๆ ตามภาระกิจที่การเคหะแห่งชาติมอบหมาย 


นายพิษณุพร กล่าวว่า ตนเอง เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในปี 2560 โดยบริษัทมีผลขาดทุนสะสมอยู่ ณ สิ้นปี 60 เท่ากับ 13.4 ล้านบาท และในส่วนขอผู้ถือหุ้นมีอยู่เพียง 6.85 ล้านบาท แต่ด้วยการบริหารอย่างโปร่งใส และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการ และกคช. จึงทำให้ ณ สิ้นปี 2564 บริษัท มีกำไรก่อนภาษี 18.4 ล้านบาท และมีกำไรสะสมอยุ่ที่ 2.55 ล้านบาท สำหรับส่วนของผู้ถือหุ้น ณ สิ้นปี 64 แสดงยอดเท่ากับ 22.8 ล้านบาท (ด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท)

ส่วน บมจ.เคหะสุขประชา ได้รับการจัดตั้ง ตามที่การเคหะแห่งชาติได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2564 ให้จัดตั้ง บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) เพื่อมาช่วยให้การดำเนินโครงการบ้านเคหะสุขประชาคล่องตัว และประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น โดยการเคหะแห่งชาติถือหุ้น 49% และผนึกกำลังกับพันธมิตรที่เข้มแข็งและมีความเป็นมืออาชีพถือหุ้น 51% โดยมีเป้าหมายสร้างจำนวน 100,000 หน่วย ภายในระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2564 – 2568 โดยสร้างปีละ 20,000 หน่วย โดยมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท  และได้มีการแต่งตั้งบอร์ดบริหาร ซึ่งมีการตรวจสอบเป็นอย่างดี

สำหรับโครงการเคหะสุขประชา บ้านเช่าพร้อมอาชีพ เป็นการระดมทุนจากเอกชนในตลาด หาเม็ดเงินมาทำโครงการให้กับการ กคช. โดยไม่ได้ใช้เงินงบประมาณของแผ่นดิน หรือของรัฐบาลมาใช้แต่อย่างใด จะเป็นการระดมทุนเอง แต่ทำงานเพื่อรัฐ และที่ไม่มีภาคเอกชนเข้ามาทำงานในครั้งนี้ เพราะเคหะสุขประชาเป็นโครงการที่ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการแสวงหากำไรเหมือนโครงการอสังหาริมทรัพย์เอกชนทั่วไป แต่เป็นโครงการกึ่งสังคม เพื่อช่วยเหลือประชาขนทุกภาคส่วนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย เลยไม่มีเอกชนสนใจลงทุน

นายพิษณุพร กล่าวอีกว่า ในอนาคตมีเป้าหมายที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว เพราะมีกระบวนการตรวจสอบ และโปร่งใสอย่างชัดเจน และการเข้าตลาดไม่ใช่เข้าไปเกรงกำไร แต่มันคือการระดมทุนเม็ดเงินมาทำงานเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้กับคนยากไร้ และพร้อมกับอาชีพให้ด้วย สำหรับโครงการนี้ถ้าพูดถึง มันคือโครงการกึ่งสังคม และมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ และในส่วนที่บอกว่า ใช้เวลา 200 ปี กว่าจะคืนทุนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ถ้ามีจริงหน่วยงานราชการที่มีส่วนในการกลั่นกรอง รวมถึงคณะรัฐมนตรี ก็คงไม่อนุมัติโครงการแบบนี้ได้ 

“แต่สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงคือวิธีการทำงาน วิธีคิด จากการทำกำไรในเชิงพาณิชย์ มาเป็นการคืนกำไรแก่สังคม เปลี่ยนการขายบ้านมาให้คนรายได้น้อยเช่าราคาเริ่มต้น 1,500 - 3,000 บาท แล้วแต่ขนาด ประชาชนอยู่ได้ตลอดชีวิต และไม่ใช่แค่การสร้างบ้าน แต่เป็นการสร้างบ้านพร้อมส่งเสริมอาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ของประเทศที่จะทำโครงการนี้” นายพิษณุพร กล่าวสรุปในตอนท้าย

เอสซีจี เซรามิกส์ ครึ่งปี 2565ยังแข็งแกร่งเติบโตตามแผน

พร้อมรับมือสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงเตรียมเร่งผลักดันสินค้านวัตกรรมและพลังงานทางเลือก รับมือทั้งโอกาสและความผันผวนในครึ่งปีหลัง

ผลประกอบการ เอสซีจี เซรามิกส์ ครึ่งปีแรก 2565 กำไรเติบโตร้อยละ 4  ยอดขายเติบโตร้อยละ 17  ด้านไตรมาส 2 ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เจอราคาพลังงานและวัตถุดิบหั่นกำไรลดลง ยังมั่นใจกลุ่มลูกค้าหลักในประเทศและต่างประเทศโตได้ เร่งพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายร่วมกับผู้แทนจำหน่ายร้านค้าโมเดิร์นเทรดรวมถึงช่องทางออนไลน์ และ คลังเซรามิคเพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มทุกพื้นที่ คาดการณ์ตลาดช่วงครึ่งปีหลังจะชะลอตัวลงจากครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเพราะตามฤดูกาล (Seasonal) แต่จะดีกว่าปีที่แล้วเป็นโอกาสผลักดันสินค้า HVA และพลังงานทางเลือกแบรนด์ SUSUNN ได้อีก

นายนำพล มลิชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ COTTO ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเบื้องภายใต้แบรนด์คอตโต้ (COTTO) โสสุโก้ (SOSUCO) และ คัมพานา (CAMPANA) เปิดเผยถึง ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2565ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 6,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย สามารถทำกำไรสำหรับงวดครึ่งปีได้ 378 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 ใกล้เคียงที่คาดการณ์ไว้  จากการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการบริหารและการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับราคาขายเฉลี่ยเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นด้วย

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสที่2/2565 นายนำพล เปิดเผยว่า ในส่วนของรายได้จากการขาย บริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 3,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19  จากการขายสินค้าทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ด้านการส่งออกยังคงมีการขยายตัวที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ เมียนมาร์ กัมพูชาและลาว  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีกำไรสำหรับงวด 167  ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  สาเหตุสำคัญได้แก่ ราคาต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

นายนำพล กล่าวว่า “คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างปี2565จะยังคงขยายตัวแม้ว่าจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นและตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง-บนยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยและมีพฤติกรรมการเลือกซื้อเปลี่ยนไป คือ มีความต้องการบ้านแนวราบนอกเมืองที่มีบริเวณมากขึ้นนอกจากนี้กลุ่มลูกค้าประเภทงานโครงการทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่เป็นฐานลูกค้าสำคัญของบริษัทฯยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ นอกเหนือจากราคาพลังงานรวมถึงราคาวัตถุดิบต่างๆที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วยังมีประเด็นท้าทายที่ธุรกิจต้องเผชิญในระยะอันใกล้คือเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นซึ่งเป็นแรงกดดันฉุดให้ผู้บริโภคตัดสินใจชะลอแผนซื้อที่อยู่อาศัยแม้ว่าจะยังมีความต้องการซื้อประกอบกับความผันผวนของค่าเงินและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอดเพื่อวางแผนการผลิตและบริหารพอร์ตสินค้าได้อย่างเหมาะสมเนื่องจากเป็นทั้งผู้นำเข้าสินค้ากระเบื้องเซรามิคและเป็นผู้ผลิตส่งออกลำดับต้นของประเทศ

อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีหลังนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งผลดีต่อตลาดวัสดุก่อสร้างได้แก่มาตรการเปิดประเทศซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวให้ทยอยฟื้นตัวได้จึงทำให้บริษัทฯเชื่อมั่นว่าในครึ่งปีหลังนี้จะยังสามารถเติบโตได้เมื่อเทียบกับปีก่อน” 

แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่จากการที่บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีการบริหารจัดการธุรกิจเชิงรุกทำให้เชื่อมั่นว่าจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ต่างๆได้ทั้งจากการบริหารจัดการต้นทุนและลดความเสี่ยงด้วยการวางแผนการผลิตควบคู่ไปกับการบริหารพอร์ตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและกลุ่มลูกค้าหลักการจัดการสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบตลอดจนการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนเพื่อการประหยัดและลดการใช้พลังงาน


นอกจากนี้บริษัทฯยังเร่งดำเนินการตามแผนงานอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาช่องทางจัดจำหน่ายร่วมกับผู้แทนจำหน่ายร้านค้าโมเดิร์นเทรดรวมถึงช่องทางออนไลน์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มทุกพื้นที่ทั้งยังขยายสาขาของธุรกิจร้านค้าปลีกกระเบื้องเซรามิกหรือ “คลังเซรามิค” ตลอดจนพัฒนาโมเดลความร่วมมือใหม่ๆกับผู้แทนจำหน่ายเพื่อเร่งขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายตามแผนงานประจำปีควบคู่ไปกับการปรับราคาสินค้าเพื่อให้เป็นไปตามกลไกของตลาดโดยบริษัทฯหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคาแต่จะมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด

“ไตรมาสที่ผ่านมาจากการนำเสนอสินค้าผ่านงานสถาปนิก’65 เรายังได้รับการตอบรับที่ดีหลังจากที่ห่างหายจากการออกงานไปประมาณ 2 ปีเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มนวัตกรรมในกลุ่ม Health and Clean ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในปัจจุบันและสินค้าในกลุ่ม ECO Collections ที่มีการลดการใช้ทรัพยากรใหม่มากถึง 80%

เมื่อคาดการณ์ถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังประกอบกับกระแสความตื่นตัวทั้งในเรื่องของสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดีรวมถึงการให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกมากขึ้นนับว่าเป็นโอกาสดีที่บริษัทฯจะเร่งผลักดันและนำเสนอนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อรุกตลาดไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี   พร้อมกับมุ่งนำเสนอนวัตกรรมรักษ์โลก ที่สร้างการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมของแบรนด์SUSUNN ซึ่งเป็นธุรกิจให้คำปรึกษาออกแบบจัดจำหน่าย และติดตั้งระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดหลากหลายประเภท

ล่าสุดแบรนด์COTTO สามารถคว้ารางวัลThailand’s Most Admired Brand 2022 ติดต่อกันเป็นปีที่11 ในฐานะแบรนด์ที่สามารถครองความน่าเชื่อถืออันดับ1 ในหมวดกระเบื้องเซรามิกปูพื้นบุผนังจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคโดยนิตยสารBrandAge เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนสังคมและสภาพแวดล้อมอย่างยั่งยืนเพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้เราตลอดมา” นายนำพลกล่าว


“Twin Planet” ชวนประกวดออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าสุดเก๋ ปูทางสู่อาชีพใหม่ในโลก Metaverse

“Twin Planet” ชวนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ประชันไอเดียออกแบบแฟชั่นเสื้อผ้าสุดเก๋ในโลก Metaverse ชิงเงินรางวัลและโอกาสพิเศษเข้า Workshop ฟรี กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างผลงานเป็นเสื้อผ้าใส่เดินแบบจริงในโลกMetaverse พร้อมดึงดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ดัง“Asava”และ“Milin” ร่วมเป็นกรรมการตัดสินการประกวด

ดร.กมล จิราพงษ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทวิน แพลนเน็ต จำกัดผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “Twin Planet Lifestyle Metaverse”ที่จำลองโลกอีกใบในรูปแบบออนไลน์เสมือนจริงให้ผู้ใช้งานสามารถท่องเที่ยวในโลก Twin Planet ในแนวคิด Happiness & Beyond เพื่อความสุขความบันเทิง พบปะเพื่อนฝูง ทำธุรกิจหลากหลาย ได้จัดการประกวดออกแบบแฟชั่นในหัวข้อ “Winter is coming” เพื่อให้ดีไซเนอร์ไทยและเยาวชน

ที่สนใจได้แสดงความสามารถสู่สากลและมีโอกาสนำผลงานมาต่อยอดเป็นItem เดินแบบโดย Virtual Model ในโลกเสมือนเพื่อปูทางสู่อาชีพใหม่ในโลก Metaverse

สำหรับกติกาการประกวดแข่งขัน 

1. ผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย (ไม่จำกัดเพศ) อายุ 15-30 ปี สมัครในนามบุคคล หรือทีม (รวมไม่เกิน 

3 คนต่อทีม)  โดยบุคคล 1 คน หรือทีม1 ทีมจะส่งผลงานได้ 1 ชุด หากต้องการส่งผลงานเพิ่มต้องสมัครเพื่อรับID ใหม่

2. ชุดที่ประกวด ต้องใช้หุ่นนางแบบ/นายแบบ ตามที่ระบบทำตัวอย่างให้เท่านั้น ส่งผลงานเป็นไฟล์JPG จำนวน 2 ไฟล์ และไฟล์PDF อธิบายแรงบันดาลใจที่มาของการออกแบบ

3. ชุดที่ออกแบบต้องไม่ล่อแหลมขัดต่อศีลธรรม ศาสนา เชื้อชาติ การเมือง และต้องไม่ใช่ผลงานของผู้อื่น

4. วิธีการสมัคร ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์www.twin-planet.comหรือสแกน 2D Barcode ด้านล่างระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 - 31 สิงหาคม 2565 เวลา 24.00 น. 



เกณฑ์การตัดสินรางวัล

1. คะแนนจากคณะกรรมการ 50%ประกอบด้วย ความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพผลงานและความพิถีพิถัน การส่งข้อมูลครบถ้วนตามที่ระบุ

2. คะแนนจากผู้ทรงคุณวุฒิ 30%อาทิ คุณพลพัฒน์อัศวะประภา เจ้าของแบรนด์ดัง Asava

นายกสมาคมแฟชั่นดีไซเนอร์กรุงเทพคนแรก,คุณมิลินยุวจรัสกุล ดีไซเนอร์แห่งแบรนด์ Milin ผู้สร้าง

นิยามแฟชั่นรูปแบบใหม่เพื่อสาวไทย ผู้บริหาร Feline Agency, คุณธวัช อิมราพร นักสร้างแบรนด์ลิขสิทธิ์ดัง ๆ ระดับโลก ทั้ง โดราเอมอน ดิสนีย์ ปังปอนด์ และอื่นๆ อีกมากมาย, อ.กัณยาวีร์ เพชรสุข หัวหน้าภาควิชา ดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประสบการณ์เข้มข้นในแวดวงออกแบบ 3D กับ 

วิธิตา ปังปอนด์อนิเมชั่นได้รับรางวัลศิลปะนิพนธ์ดีเด่นและรางวัลด้านการ์ตูนอนิเมชั่นมากมาย

3. คะแนนจากผู้โหวต 20%ผู้ที่ต้องการโหวตสามารถลงทะเบียนได้ในwww.twin-planet.comแล้วเข้าไปกดโหวตที่บิลบอร์ดแสดงภาพผลงานใน Metaverse โดย1 คนโหวตได้ 1 โหวตเท่านั้น ผู้ที่ได้รับการโหวตสูงสุดจะได้รับรางวัล Popular Vote 

4. ผลการตัดสินของกรรมการ ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้จัดขอสงวนการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

5. ประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบเพื่อรับการอบรม เดือนกันยายน 2565 ทาง Facebook Fanpage : TwinPlanet Metaverse

รางวัลสำหรับผู้ได้รับคัดเลือก

1. รางวัลเงินสด : รางวัลที่ 1 เงินสด 5,000 บาท 1 รางวัล, รางวัลที่ 2 เงินสด 3,000 บาท 1 รางวัล, รางวัลที่ 3 เงินสด 1,000 บาท 1 รางวัล, รางวัล Popular Vote เงินสด 2,000 บาท 1 รางวัล

2. ฟรี Workshop : ผู้ได้รับคัดเลือกรอบแรกจะได้เข้าอบรมWorkshop กับผู้เชี่ยวชาญด้านการปั้น Item เสื้อผ้าใน Metaverse เพื่อพัฒนาผลงานเป็น Item ให้ Virtual Model เดินแบบโชว์จริงในMetaverse 

ปี 2022 

3. ได้ลงสื่อประชาสัมพันธ์ : โดยผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 จะได้รับการสัมภาษณ์เพื่อเผยแพร่ในสื่อประชาสัมพันธ์

ผู้ที่สนใจส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดแข่งขัน
สามารถสอบถามได้ที่ Email : Twinplanet.mkt@gmail.com
หรือ Line@ : @twinplanet , Tel.095-546 6748และ www.facebook.com/TwinPlanet.Metaverse


โฮมโปร เดินหน้าขยายสาขา ดึงกำลังซื้อย่าน รังสิต-ปทุมธานี เปิด โฮมโปร “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ”

 ใหม่...ใหญ่กว่าเดิม จอดรถสะดวก ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สำหรับคนรุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขายกว่า 125 ล้านบาทต่อเดือน

“โฮมโปร” บุกทำเลศักยภาพที่สุดย่านกรุงเทพตอนบน เปิด โฮมโปร “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” สาขาแห่งที่ 94 รับกำลังซื้อ และที่อยู่อาศัยขยายตัว ในย่านรังสิตทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ  บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม. ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ออกไปอยู่ชานเมืองมากขึ้น ด้วยแนวคิด The New Living for All Generation  สโตร์ใหม่ ใหญ่กว่าเดิม ช้อปสบาย ที่จอดรถสะดวก ครบครันทั้งเรื่องสินค้าและบริการ โดยสาขาแห่งนี้จะเป็นสาขาสำหรับการพัฒนา และพลิกโฉมศูนย์การค้าของโฮมโปร ในอนาคตต่อไป

นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เผยว่า บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 866  ล้านบาท  เพื่อเปิดสาขาสแตนด์อโลนแห่งใหม่ โฮมโปร “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” สาขาแห่งที่ 94” ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเต็มรูปแบบทั้งในเรื่องสินค้าและบริการที่หลากหลายครบครัน และมีที่จอดรถสะดวกทุกการเดินทาง 

บนทำเลศักยภาพที่ดีที่สุดในย่านรังสิตเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดบ้านที่กลับมาโตอีกครั้ง โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่มโครงการบ้าน และคอนโดที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ พร้อมทั้งรองรับจุดเชื่อมต่อถนนสายสำคัญ จากส่วนขยายของรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม บางซื่อ-รังสิต มีแนวเส้นทางในทิศเหนือของกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น ทั้งยังมีความต้องการสินค้าเรื่องบ้านค่อนข้างสูง 






สามารถรองรับความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10-30 กิโลเมตร ในกรุงเทพ และพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี กลุ่มเป้าหมาย สัดส่วนลูกค้าบ้านเก่า 30% บ้านใหม่ 70% สัดส่วนลูกค้าคอนโด 30% โครงการหมู่บ้าน 70% ทำให้ทำเลในสาขา“ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ที่มีความสะดวกเรื่องที่จอดรถ รวมไปถึงสินค้าและบริการ มีศักยภาพที่จะกระตุ้นกำลังซื้อสินค้าเรื่องบ้าน คาดว่าจะมีลูกค้ามาช้อปต่อวันไม่น้อยกว่า 2,000 คน และสร้างยอดขายต่อเดือนตั้งเป้ากว่า 125  ล้านบาทต่อเดือน 

นอกจากนี้แล้วโฮมโปรยังมีกลุ่มสินค้าต่างๆ  อาทิ  Smart Home and Home Inspired for every Generation.  ระบบบ้าน SMART HOME - เชื่อมต่อบ้านยุคใหม่ให้ชีวิตสมาร์ทด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครบครัน ทั้งในกลุ่มสมาร์ททีวี เครื่องใช้ไฟฟ้า และได้เพิ่มพื้นที่โซน PET Club ผลิตภัณฑ์เอาใจคนรักสัตว์เลี้ยง โซนสินค้าเพื่อสุขภาพ และ Cookery zone ที่โดดเด่นด้วยดิสเพลย์สินค้าและการสาธิตปรุงอาหาร ภายใต้ชื่อร้าน SMALL LOVERS เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้เลือกซื้อสินค้าอย่างสะดวกสบาย รวมถึงบริการเรื่องบ้านครบครัน Total Solution 3D Design  สร้างไอเดีย แต่งดีไซน์ให้ลงตัว ในทุกมุมมองของบ้านฟรี ด้วยโปรแกรม 3D ที่ช่วยให้คุณเห็นภาพเสมือนจริง 3 มิติ โดยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมจัดดิสเพลย์ห้องต่างๆเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุกเซ็กเม้นต์ ครบครันด้วยร้านอาหารร้านค้าชั้นนำมากมายที่รวบรวมมาไว้ที่นี่ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ 


นอกเหนือจากสินค้าคุณภาพที่หลากหลายแล้ว โฮมโปรยังมีจุดเด่นด้านการบริการหลังการขายไม่ว่าจะเป็นบริการส่ง ติดตั้ง ประกอบ ฟรี ครอบคลุมไปถึงบริการช่างและบริการแม่บ้านที่ช่วยดูแลครอบคลุมทุกปัญหาเรื่องบ้าน และเพื่อฉลองเปิดสาขา 30 ก.ค. 65 นี้ รับส่วนลดสูงสุด 60 % และร่วมสนุกจับคูปองซื้อสินค้า

ราคาพิเศษ 500 ท่านแรก  สินค้าจำนวนจำกัดรวม 500 ชิ้น วันเดียวเท่านั้น     พร้อมโปรโมชั่นอื่นๆ    มากมาย  กดปุ๊บ...ลดเลย 500 บาท, คะแนนลด + รับเพิ่ม 48%, พร้อมรับส่วนลดท้ายใบเสร็จ 500 บาท ตั้งแต่วันที่

30 ก.ค. 65 – 14 ส.ค. 65 นี้เท่านั้น 


นางสาวเสาวณีย์ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ปัจจุบัน โฮมโปรมีสาขาทั้งสิ้น 93 สาขาในประเทศไทย และโฮมโปรในประเทศมาเลเซีย 7 สาขา และได้มีการขยายดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามผ่านช่องทาง 

E-Marketplace  ในรูปแบบออนไลน์ ด้วยคอนเซปต์ “เราสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพื่อทุกคน 

We Make a Better Living” และ ยังเป็นผู้นำในธุรกิจ Home Solution and Living Experience ในประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวจริงอีกด้วย….เรื่องบ้านโฮมโปรคือคำตอบ 

แบรนด์หูฟังชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา Skullcandy เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนแรกในประเทศไทยคริส-พีรวัส ตอบโจทย์ความสนุก ที่เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

 
กรุงเทพฯ - ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ดิจิทัล เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง  ในทุกกิจกรรม   จนกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทุกวัยเลยก็ว่าได้   ยิ่งเป็นอุปกรณ์ที่พกพาง่าย  ไปกับคุณได้ทุกที่   อย่างหูฟังดี ๆ สักคู่ ที่ช่วยให้เข้าประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลาย หรือใช้เป็นตัวช่วยในการสื่อสาร และดีไซน์ ที่ดูดีมีความแฟชั่น ซึ่งทั้งหมดนี้ มีอยู่ครบ ในหูฟังสุดฮิป แบรนด์ดังจาก สหรัฐอเมริกา Skullcandy (สกัลแคนดี้) นี่คือนิยามใหม่ของหูฟังที่ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับทุกเจนเนอเรชั่นในปี 2022 ซึ่งคุณคม-ณัฐพล ปัทมพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมนทาแกรม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย  หูฟัง Skullcandy เล่าให้ฟังว่า “เทคโนโลยีหูฟังปัจจุบัน เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้คนมากยิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน จากเดิมใช้หูฟังเพียงแค่ ดูหนังฟังเพลง เพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และปัจจัยหลาย ๆ อย่างหูฟังคู่หนึ่ง จึงทำหน้าที่หลากหลายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว ไม่ว่าจะเรียน ทำงาน ติดต่อสื่อสาร ออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเป็น Fashion Accessory เสริมลุคให้โดดเด่น แน่นอนว่า การเลือกหูฟังดี ๆ สักคู่ ก็ต้องตอบโจทย์ การใช้งานในไลฟ์สไตล์ได้ตรงจุดด้วย อย่างสินค้าของ Skullcandy เอง ก็มีให้เลือกหลากหลาย ตอบโจทย์กิจกรรมของคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นเน้นใช้งานดูหนังเล่นเกมส์ แนะนำเป็นเฮดโฟน ฟูลไซส์ อย่างตระกูล Crusher ที่มี Sensory Bass หรือ  ถ้าชอบออกกำลังกาย
ก็เป็น Push Active ที่มีที่ล็อกหู กันน้ำ กันเหงื่อได้ดี หรือจะเป็น Indy ANC ที่มีเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ให้ผู้ใช้ได้โฟกัสกับสิ่งที่กำลังทำได้มากขึ้น เหมาะสำหรับใช้เวลาทำงาน หรือเรียนออนไลน์ เป็นต้น” 

เมื่อถามถึงจุดเด่น ว่าทำไมต้องเป็นหูฟัง Skullcandy คุณคม-ณัฐพล กล่าวต่อไปว่า  “เพราะหูฟัง Skullcandy เป็นแบรนด์ที่มีความเป็นมาที่น่าสนใจ มีดีไซน์ รูปทรง สีสัน โดดเด่น และได้รับความนิยมอย่างมาก ต้องย้ำว่า  มากจริงๆ โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นในสหรัฐอเมริกา เราจึงเห็นจุดเด่นตรงนี้ ที่ผมมองว่ามันมีความน่าสนใจในตัว   ของสินค้า ประกอบกับยอดขายที่โตขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในอเมริกาเองและการเติบโตจากทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมจึงมองว่า เป็นแบรนด์ที่มีศักยภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลกเลย และ ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกถึงความสนุกและท้าท้ายในการสร้างแบรนด์ ให้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดประเทศไทยด้วยเหมือนกันครับ ก็ต้องบอกเลยว่า Skullcandy เป็นมากกว่าหูฟังทั่ว ๆ ไปแล้วแน่นอน เพราะ  คอนเซ็ปต์ Skullcandy คือความสนุกและเข้าได้กับทุกลุค ทุกไลฟ์สไตล์ เป็นมากกว่าหูฟังที่เอาไว้ใช้ดูหนังฟังเพลง แต่ยังเป็นเหมือน “Fashion Accessory” คู่กาย ที่มาพร้อมฟีเจอร์ต่าง ๆ และออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์  ทุกการใช้งานได้หลากหลายกิจกรรม เข้ากันได้ดีกับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ อย่างแท้จริงครับ”

นี่คงพอตอบได้แล้วว่า ทำไมพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ จึงต้องเป็น คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ “ก็เพราะน้องคริสเองเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีความสามารถหลากหลาย ไม่ว่าจะเล่นดนตรี, ร้องเพลง, นักแสดง ซึ่งความสามารถรอบด้านนี่เอง   ทำให้ได้รับการยอมรับในระดับอินเตอร์ ที่สำคัญคือ มีไลฟ์สไตล์และคาแรคเตอร์ ที่เหมาะกับ Skullcandy สอดคล้องกับภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์อินเตอร์ ที่มีสินค้าวางจำหน่ายในหลายประเทศ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาด อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกช่วงอายุ และยิ่งเราได้ทราบว่า  หูฟังคู่แรกในชีวิต ที่น้องคริส ที่เก็บเงินซื้อด้วยตนเอง ก็คือ หูฟัง Skullcandy มันยิ่งเหมือนเป็น Destiny ที่เราได้มาร่วมงานกัน เพื่อน้องคริส จะได้มีโอกาสเป็นตัวแทนของแบรนด์มาแชร์ประสบการณ์ใหม่ ๆ และมอบความบันเทิง   ผ่านหูฟังคุณภาพ ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป จึงกลายเป็นที่มาของชื่องานในวันนี้ Destiny Of Us Skullcandy X  Krist Perawat ครับ



ด้านหนุ่มสุดฮอต ผู้มาพร้อมสไตล์ที่หลากหลายอย่าง คริส-พีรวัส แสงโพธิรัตน์ ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มาร่วมงานนี้ด้วยว่า “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากครับ ที่ได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับหูฟังแบรนด์โปรด Skullcandy เพราะส่วนตัวคริสก็ใช้อยู่ และเป็นแฟนคลับของแบรนด์นี้มาตลอด ชอบที่เป็นแบรนด์อุปกรณ์หูฟัง  ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ท้องตลาด แถมยังเข้าใจในทุกไลฟ์สไตล์ และความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยเฉพาะวัยรุ่นยุคใหม่อย่างเรา ที่สำคัญคือดีไซน์และการออกแบบสีสัน สวยงามดูทันสมัยเข้ากับเสื้อผ้า  แฟชั่นใหม่ ๆ ได้อย่างลงตัว ฟังก์ชั่นต่าง ๆ มาครบ ถูกใจ ใช้งานง่ายอย่างส่วนตัว เป็นคนที่มีกิจกรรมหลากหลายมากในหนึ่งวัน  ทั้งทำงาน ออกกำลังกาย เล่นดนตรี พักผ่อนในวันว่าง บางครั้งต้องพกหูฟังหลายคู่ เพื่อให้เหมาะกับการทำ   กิจกรรมนั้น ๆ แต่ถ้าวันไหนมี   จะทำกิจกรรมอะไร ก็ต่อเนื่อง ไม่มีสะดุด แถมแค่พก หูฟังแบรนด์ Skullcandy ติดตัวไว้ก็เป็นเหมือนแอคเซสซอรี่เท่ ๆ ช่วยเสริมลุคให้เราได้อีกทางหนึ่งด้วยครับ” นอกจากนี้ หนุ่มคริส-พีรวัส ยังได้ฝากถึงเหล่าแฟนคลับและลูกค้าทั่วไปของ Skullcandy เตรียมรับขบวนความสนุกกันไว้ให้ดี งานนี้จัดเต็มกิจกรรมฟิน ๆ ให้แฟนคลับได้เข้าร่วมกันตลอดครึ่งปีนี้แน่นอน ประเดิมด้วยแคมเปญแรกกับ Campaign Top Spender ลุ้นเป็นผู้โชคดี 30 ท่านแรก ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับคริส-พีรวัส เพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ สุดๆ กับสุด Private และสุด Exclusive

ร่วมติดตามทุกความเคลื่อนไหวและอัปเดตกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่...

• Facebook : www.facebook.com/skullcandythailand และ www.facebook.com/mentagram

• Youtube :


https://www.youtube.com/c/MentagramThailand

• Instagram : @SkullcandyTH https://www.instagram.com/skullcandyth

• Twitter : @SkullcandyTH https://twitter.com/SkullcandyTH

• Tiktok : @SkullcandyTH www.tiktok.com/@skullcandyth

พม. จัดงานเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2565  พร้อมประกาศเจต
จำนงแห่งการพัฒนาสังคมตามรอยพระยุคลบาท
   

วันนี้ (27 ก.ค. 65) เวลา 09.00 น. นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 พร้อมทั้งแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย พร้อมทั้งมอบความช่วยเหลือเป็นทุนและอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง และปล่อยขบวนรถคาราวานลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาในพื้นที่ กทม. โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ร่วมงาน ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ




วันนี้ (27 ก.ค. 65) เวลา 09.00 น. นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565 พร้อมทั้งแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย พร้อมทั้งมอบความช่วยเหลือเป็นทุนและอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง และปล่อยขบวนรถคาราวานลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาในพื้นที่ กทม. โดยมีนายอนุกูล ปีดแก้ว อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กล่าวรายงาน ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ร่วมงาน
ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สะพานขาว กรุงเทพฯ



นางพัชรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด และเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการโดยมิได้ย่อท้อ และทรงดูแลช่วยเหลือประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มาโดยตลอด ทั้งนี้ ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจสำคัญในการดูแลช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม จึงได้จัดงานเทิดไท้องค์ราชัน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2565

โดยมีกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย 1) พิธีทำบุญตักบาตรและลงนามถวายพระพร 2) พิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพร และถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 3) กิจกรรมมอบทุนและอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กลุ่มเปราะบาง 4) พิธีมอบเกียรติบัตรผู้สนับสนุนการดำเนินงานอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.)  5) กิจกรรมปล่อยขบวนรถคาราวานลงพื้นที่ทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในชุมชนพื้นที่ กทม. 6) โครงการเฉลิมพระเกียรติฯ“Giving Light มอบแว่นตา มอบแสงสว่างแห่งชีวิต” โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) ร่วมกับห้างแว่นท็อปเจริญ ให้บริการตรวจวัดสายตาและประกอบแว่นฟรีแก่กลุ่มเปราะบาง  7) การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเผยแพร่พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ 8) การแสดงโขน ตอน “หนุมานจิตอาสา สร้างทางข้ามทะเล” โดยกลุ่มจิตอาสา อพม. กทม. 






นางพัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า  กระทรวง พม. น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงดูแลช่วยเหลือปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง มาโดยตลอด ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่อยู่คู่กับประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และทรงทุ่มเทพระวรกาย เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกด้าน นำมาซึ่งความผาสุกของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทั้งนี้ กระทรวง พม. จะน้อมนำพระราชปณิธานและสืบสานพระราชจริยวัตรในการดูแลช่วยเหลือและสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางสืบไป