วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2563

เปิดตำนาน "ลุงน้อย" แห่งสวนซ่อนศิลป์

กลุ่มเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข...

การได้นั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ท่ามกลางผืนป่า ...ชื่นชมความงามของกิ่งก้านใบ และความแข็งแรงของลำต้นที่บ่งบอกอายุของพืชพรรณ์ ณ ที่แห่งนี้ เห็นแล้วบอกได้คำเดียวว่า ...ชีวิตช่างน่าอิจฉาจริง ๆ โดยเฉพาะผืนป่าที่สร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจ....จากสองมือและหัวใจของตนเอง ที่นี่ .... สวนซ่อนศิลป์ Secret Art Garden สถานที่ที่เราอยากแนะนำให้รู้จักกัน

... ว่าที่จริง สวนซ่อนศิลป์ เราเคยได้เข้ามาเยือนเมื่อหลายปีก่อน ในแต่ละครั้งแต่ละคราว ก็พบกับการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

วันนี้ก็เช่นกัน เราพบกับลุงน้อย -นายสุรินทร์ สนธิระติ เจ้าของสวนซ่อนศิลป์ ที่ปัจจุบันได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกลุ่มเขาใหญ่หุบเขาแห่งความสุข ที่รวบรวมผู้ประกอบการในเขาใหญ่ ให้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงฯ ที่สำคัญอีกครั้ง

หลังจากหลายผู้ประกอบการต่างพบกับสถานการณ์โควิด รวมถึงการที่นักท่องเที่ยวเองก็ไม่สามารถเดินทางไปไหนๆ ได้ จนปัจจุบันในห้วงสภาวะของการผ่อนปรนของรัฐบาล เทศกาลท่องเที่ยววิถีใหม่ เขาใหญ่ หุบเขาแห่งความสุข จึงเป็นเหมือนการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้กลับมาเยือนเขาใหญ่อีกครั้ง และให้รับรู้ว่า “เขาใหญ่” ไม่ได้มีเพียงแค่สถานที่เดิมที่เราเคยไปเยือน แต่ยังมีอีกหลายแห่งที่พัฒนาและพร้อมที่จะอ้าแขนโอบรับนักเดินทางอีกครั้งด้วยความเต็มใจ  .. เช่นเดียวกับสวนซ่อนศิลป์แห่งนี้

จุดเริ่มความฝันของสองตายาย

ลุงน้อย วัย 65 เจ้าของสวนซ่อนศิลป์ผู้รังสรรค์ศิลปะของการใช้ชีวิตอย่างน่าทึ่งนี้ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ก่อขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนของเขาว่า “ผมมาทำงานที่จังหวัดนี้เมื่อปี 2523 ตอนนั้นผมเป็นพนักงานบริษัทในเครือเบทาโกร ชอบบรรยากาศของที่นี่ จนกระทั่งวันหนึ่ง อยากจะมีบ้าน เพราะชอบอากาศ ยุคที่ผมอยู่หน้าหนาว อุณหภูมิลงไปถึง 3 องศา เป็นอุณหภูมิธรรมดาที่ทำงานเลยในช่วงหน้าหนาว ชอบมากและอีกอย่างอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ค่อนข้างสะดวก เลยตั้งใจว่าอยากจะมีที่อยู่บั้นปลายชีวิต เมื่อรีไทร์แล้ว

วันหนึ่งขับรถเที่ยวเล่นผ่านมาตรงนี้ไป พบกับคุณลุงเจ้าของที่นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน ผมเข้าไปถามคุณลุง ที่นี่สบายมั๊ย ผมอยากได้ที่สักหนึ่งไร่ ใครจะขายบ้างแถวนี้ อยากปลูกบ้านอยู่ช่วงบั้นปลายชีวิต ปรากฏว่าคุณลุงบอกลุงจะขาย แต่ขายสี่สิบไร่นะ

ก็เลยคุยกับลุงและตกลงซื้อที่ดินในยุคนั้นไร่ละหลักหมื่น ช่วงเตรียมจะทำเรื่องกู้ธนาคาร คุณลุงทราบก็บอกว่า ไม่ต้องกู้หรอก มาผ่อนกับลุง ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ผ่อนครบก็โอนเลย ผมผ่อนอยู่สามปี และในระหว่างนั้นคุณลุงก็อนุญาตให้ผมสามารถเข้ามาใช้พื้นที่ดินแห่งนี้ได้ ซึ่งบ้านหลังนี้ยังเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำ อยู่ตรงกลางสวนซ่อนศิลป์เป็นบ้านหลังเดิม เพียงแต่ปรับปรุงครอบบ้านเอาไว้”




จากวันนั้น....ถึงกว่าจะเป็นป่า

หลังจากได้ไร่ข้าวโพด ผ่านไปจนกระทั่งปี 2529 ลุงน้อยมีโอกาสไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา ที่นั่นถือเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เขาตั้งใจกลับมาพลิกฟื้นผืนดินนี้ให้เป็นป่าอย่างที่พบเจอมา

ลุงน้อย เล่าต่อว่า “ผมไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา ประทับใจมากเป็นป่าที่ใหญ่มาก ในตอนกลางคืนมีงานเลี้ยง มีดนตรี นักดนตรีเล่นดนตรีบนแผ่นไม้เขียงขนาดใหญ่ เครื่องดนตรียี่สิบสองชิ้นซึ่งนั่นหมายความว่า ไม้ใหญ่มาก กลับมาคุยกับป้าเล็ก (ภรรยา) ว่า ตั้งใจจะสร้างป่าของตนเอง บนที่โฉนดของตัวเอง เพราะเราไม่มีปัญญาเข้าไปอยู่ในป่าแน่นอน ตั้งใจสร้างป่าขึ้นมาเอง คิดแค่นั้น”

แต่แนวคิดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ เขาฝากข้อคิดเอาไว้สำหรับคนรุ่นหลังว่า “ ทำอะไรก็ได้ แต่ขอให้ความใฝ่ฝันของเราแข็งแรง ผมมีความฝันอยากจะมีป่าของตัวเอง ก็ศึกษาหาความรู้ ศึกษาพันธ์ไม้เขตร้อนที่สามารถปลูกบนที่แห่งนี้ได้ เอาของจากต่างถิ่นมาลองบ้าง รอดบ้างตายบ้าง แต่ไม้ท้องถิ่นอยู่ได้ดี

ปรากฏว่า ปัจจุบันเนื้อที่ทั้งหมด 120 ไร่ ตอนนี้มีไม้ป่าใหญ่ๆ ทุกชนิดในป่าเมืองไทย มากกว่า 10,000 ต้น ที่นี่เราสร้างป่าขึ้นมา เป็นโรงงานผลิตออกซิเจนที่ดีมาก เข้ามาในนี้ก็จะอากาศไม่เหมือนข้างนอก ผมได้อยู่ในป่าสมใจ

.....สิบปีแรกไม่ได้ปลูกสิ่งก่อสร้างเลย ปลูกแต่ต้นไม้ สิ่งก่อสร้างเพิ่งมาปลูกระยะหลังเมื่อต้นไม้เริ่มโตแล้ว ปัจจุบันผมได้อยู่ในป่าแบบนี้ อากาศแบบนี้

ในช่วงแรกมีรุ่นพี่มาช่วยคิดจัดแลนด์สเคป คอนเซ็ปต์ของผมคืออยากมีป่าธรรมชาติจริงๆ สิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ที่มีอยู่จะผ่าหลังคาเพื่อให้ต้นไม้อยู่ อยากรักษาป่าเอาไว้ให้มากที่สุด อายุแก่ที่สุดของต้นไม้ที่ปลูกคือสามสิบกว่าปี แต่มีต้นเดิมอยู่ต้นหนึ่งอายุร้อยกว่าปี ที่ยังเก็บรักษาไว้อยู่ท้ายไร่

“จากเป็นไร่ข้าวโพดก็กลายมาเป็นป่า คลองน้ำนี่ก็ขุดตามศาสตร์พระราชา ขุดตามทางน้ำ ไม่ไปเบียดเบียนเขา ขุดบึงให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้น้ำไม่ท่วมเรา มีการจัดทำฝาย จากต้นทาง กับท้ายไร่ ต่างกันถึงสามสิบเมตร เป็นที่ราบเชิงเขา น้ำก็ต้องทำให้เป็นชั้นๆ จากฝาย ไปคลอง จนถึงท้ายไร่ นำน้ำนั้นมาใช้ดูแลต้นไม้ลุงน้อย เล่าอย่างภาคภูมิแม่ยำราวกับทุกสิ่งเพิ่งผ่านมา

ศิลปินกลางสวนป่า ...และเมื่อบ้านหลังเล็กๆ กลางสวนป่า กลายเป็นป่าผืนใหญ่เกินกว่าที่จะอยู่เพียงลำพัง เขาเริ่มชักชวนเพื่อนฝูงให้เข้ามาปลูกบ้าน มาสร้างครอบครัวเล็กๆ สร้างที่พักอาศัยเล็กๆ ภายในบริเวณเดียวกัน ตอนนั้นคร่าวๆก็ประมาณเกือบร้อยหลัง เล่นเอาเราถึงกับอ้าปากหวอ

ลุงน้อย เล่าว่า “จริงๆ ผมชวนเพื่อนๆ มา ตอนนั้นก็มาปลูกอยู่กัน ทำให้ต้องมีร้านอาหารเล็กๆ เพื่อเสริฟสำหรับพวกเรา และผมก็สร้างห้องพักเล็กๆ ไม่กี่ห้อง เพื่อให้คนได้เข้ามาเยี่ยมที่นี่ได้มาพักผ่อน ได้มาเห็นสวนป่าที่ผมสร้าง

..... แต่ทุกคนมาเยี่ยมจะพูดว่า สิ่งที่เราทำแบบนี้น่าจะให้สังคมได้รู้ เพื่อเป็นวิทยาทาน ผมจึงเกิดความคิดว่า จะใช้ที่นี่เป็นต้นแบบเพื่อให้คนมาเยี่ยมและเกิดแรงบันดาลใจแล้วกลับไปปลูกป่าที่บ้านของเขา ผมจะบอกให้ทุกคนไปปลูกในโฉนดของตัวเอง

ในช่วงระยะเวลาสิบปีมานี้ เชื่อว่ามีคนทำตามลุงหลายหมื่นไร่ บางคนมีที่ดินเป็นพันไร่เขากลับไปปลูกป่าของตัวเอง บางคนมาหลายรอบ เพื่อมาพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกัน

.... ลุงมีความตั้งใจว่า อีกสักสิบปีข้างหน้าอยากให้มีต้นไม้ใหญ่ในโฉนดที่ทุกคนนำไปปลูกทั่วประเทศอยากให้ครบแสนไร่ ซึ่งลุงคิดว่าไม่น่าพลาด เพราะตอนนี้ก็หลายหมื่นไร่แล้วที่มาดูแบบแล้วไปทำ”



ความเปลี่ยนแปลงของบ้านสวนแห่งนี้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อลุงน้อย ตัดสินใจเรียนวาดภาพสีน้ำ เพราะลูกชายคนโต........

“..... หลังจากเป็นป่าแล้ว คนมาดู เนื่องจากลุงชอบวาดรูปเป็นศิลปินวาดรูปสีน้ำ วาดมาทั้งชีวิต 20-30 ปี ทั้งที่ตัวเองไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านอาร์ตเลย  แต่วาดรูปเพราะลูกชายคนโตกลับบ้านมาถามพ่อ คือลูกมีความเชื่อว่า พ่อคือพระเจ้าต้องรู้ทุกอย่าง ต้องสอนทุกด้าน พอลูกถามพ่อตอบไม่ได้ ผมจึงเดินไปหาครู และให้ช่วยสอน เพื่อให้คุยกันภาษาเดียวกัน

หลังจากนั้นแม่เขาก็พาน้องไปนั่งรอ น้องอีกสามคน รอผมกับพี่ชายวาดกันทั้งวันไม่ยอมเลิก จึงลงไปเรียนกันหมดเลย วาดรูปมา 20 กว่าปี เราก็แสดงงานทุกปี”

ปัจจุบัน สวนซ่อนศิลป์ ถูกแบ่งสัดส่วนของโซนต่าง ๆ ด้วยลำธาร โดยส่วนด้านหน้าแรกเข้าประตูรั้วไม้ บ้านป่าแห่งนี้ต้อนรับด้วยมุมกาแฟจากฝีมือบาริสต้าบุตรชายคนเก่งของลุงน้อย และร้านอาหารกลางป่า คาเฟ่แอนด์เรสเตอรองต์ ซึ่งผู้เข้ามารับบริการ สามารถเข้ามาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แต่เมื่อข้ามสะพานเข้าสู่มิวเซียมการแสดงงาน จะมีค่าใช้จ่าย หัวละ 100 บาท บริเวณอาคารไม้สองชั้นซึ่งเดิมคือบ้านลุงเจ้าของไร่ที่ลุงน้อยเล่าให้ฟัง ปัจจุบันปรับปรุงเป็น มิวเซียม แสดงงานศิลปะ เคียงข้างกับอาคารแสดงศิลปะใหม่ที่สร้างขึ้น และยังมีสถานที่แสดงสีน้ำของศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านการวาดภาพดอกกุหลาบระดับโลก ถัดมาเป็น ห้องแสดงภาพวาดม้า ที่ถ่ายทอดในอิริยาบถต่างๆ งดงามราวเหมือนจริง ที่นับว่าเป็นศิลปินที่วาดภาพม้าได้งดงามที่สุดในโลก และยังมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

ผู้ที่ชื่นชอบผลงานศิลปะ รับรองว่าต้องอิ่มเอมไปกับภาพวาดจากผลงานของศิลปินทั่วโลกที่เข้ามาแสดงงานศิลปะจากหมุนเวียนเข้ามาให้ได้ชื่นชมกัน  รวมถึงบริเวณโถงชั้นสองของอาคารไม้ ถือเป็นส่วนการแสดงงานที่สำคัญยิ่งของชีวิตลุงน้อย คือ มุมแสดงงานศิลปะจากภาพวาดสีน้ำ ภาพเหมือนรัชกาลที่ 9 จากฝีมือของลุงน้อย ที่ทุ่มเทเวลาตลอดหนึ่งปีเพื่อให้ทันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระท่าน

99 ภาพ จากหัวใจ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9
เจ้าของบ้าน สวนซ่อนศิลป์ วัย 65 ปี เล่าเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย และเมื่อถามถึงที่มาของการสร้างงาน 99 ภาพในหลวงรัชกาลที่ ลุงค่อยๆ เล่าให้ฟังเสียงเนิบช้า ว่า “....ที่ผ่านมา การวาดรูปเพื่อใช้ในการทำบุญมาตลอด ลุงเป็นคนที่ทำอะไรแล้วชอบให้รู้ลึก พูดกับตัวเองในใจว่าจะไปให้ระดับโลก ช่วงที่ในหลวงรัชกาลที่ สวรรคต ผมบอกตัวเองว่า วาดรูปมายี่สิบกว่าปี จะวาดรูปพระองค์ท่านสักภาพหนึ่งด้วยมือเรา

แต่เนื่องจากลุงไม่เคยวาดรูปพอร์ตเทรต แต่ความคิดของผมคือ nothing is impossible คนเราต้องมีความฝัน ผมมีความคิดวาดรูปในหลวง  สองเราต้องหาที่เรียน กล้าฝันก็ต้องกล้าที่จะโง่ ผมไปลงเรียนกับอาจารย์ที่เก่งที่สุดในการเขียนภาพคน ชื่ออาจารย์บุญกว้าง ผมไม่รู้จักท่านหรอกแต่ยกหูคุยกับท่านเลย ว่าผมอยากเรียนวาดภาพพอร์ตเทรท  ต้องไปรอหลายเดือนกว่าจะได้เรียน

ไปถึงอาจารย์บอก วันนี้จะวาดรูปวิว ลุงน้อยวาดรูปครึ่งชม.ก็เสร็จ ผมบอกกับอาจารย์ว่า ผมตั้งใจมากที่จะเรียนวาดรูปในหลวง อาจารย์เห็นภาพวาดของเราท่านก็บอกอาทิตย์หน้ามาวาด ผมใช้เวลาการเรียนวาดรูปในหลวงสองเดือน แต่ในระหว่างไปเรียนอาทิตย์ละครั้ง กลับมาบ้านฝึกทุกวัน เขียนเสร็จส่งให้อาจารย์ดู คอมเม้นท์กันผ่านทางไลน์ ไม่เกินสองเดือนเริ่มวาดได้และลงใน facebook เพื่อนๆก็เข้ามาคอมเม้นท์ บอกว่าชอบ ผมจึงเริ่มเกิดความคิดว่า อยากวาดภาพในหลวงรัชกาลที่ จำนวน 99 ภาพ ให้ทันในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ 


หนึ่งครั้งในชีวิตคนไทยเพื่อพระองค์ท่าน
ลุงน้อย เล่าถึงการวางแผนการวาดภาพในหลวงทั้ง 99 ภาพว่า “ในครั้งแรกที่ผมประกาศออกไปว่า จะวาดภาพพระองค์ท่าน 99 ภาพ อาจารย์โทรมาเลยบอกว่า พี่รู้มั๊ย99 ภาพเยอะขนาดไหน จะไหวหรือ แต่ผมตั้งใจแล้วและคิดว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

ภาพทั้ง 99 ภาพ มีต้นแบบมาจากภาพที่เราเสริ์ชหาภาพที่หายากและภาพที่เพื่อนบ้างและบางคนส่งเข้ามา ภาพแรกที่วาดเป็นภาพพระองค์ท่านตอนทรงพระเยาว์ ส่วนใหญ่ชอบภาพที่มีเรื่องแสง เงา จะไม่วาดให้สว่างจ้า ผมเรียกว่า light and shadow ค่อนข้างอยากเขียนแบบนั้นพยายามเลือกพระองค์ท่านที่มีแสงเงา และภาพคู่กับพระราชินีอยู่หลายภาพ

ภาพสุดท้ายที่วาด เป็นภาพคู่ของพระองค์ท่าน เก็บไว้เพราะจำหน่ายจริงๆ มากกว่า 90 % และเงินทั้งหมดทำบุญทั้งหมด หลายแสนบาท ภาพสุดท้ายลุงน้อยตั้งราคาไว้ที่ห้าหมื่นบาท เป็นภาพคู่พระองค์ท่าน แต่ป้าเล็กชอบขอเก็บไว้ จึงจ่ายห้าหมื่นมาให้ลุงน้อย ลุงก็เอาไปทำบุญที่โรงพยาบาล ป้าเล็กก็เลยได้ภาพคู่พระองคท่านเก็บไว้”

..... ความรู้สึกหลังจากที่สามารถวาดได้ครบทั้ง 99 ภาพ

“......ผมรู้สึกว่า พูดไม่ออก ภาพสุดท้าย เซ็นชื่อเสร็จ วางพู่กัน น้ำตาไหลเลย....เราได้ทำแล้ว หนึ่งครั้งในชีวิตคนไทยได้ทำให้พระองค์ท่าน คิดแค่นั้น” ลุงน้อยเล่าย้อนถึงความรู้สึกในครั้งนั้นที่เราสัมผัสได้ถึงความตื้นตันแม้เวลาจะผ่านมานานนับปี

“พอวาดจบ 99 ภาพในหลวง ผมไม่วาดภาพพอร์ตเทรตใครอีกเลย ผมอยากให้อยู่ในความทรงจำ”

หลังจากนั้น ภาพพอร์ทเทรต ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ถูกนำไปจัดแสดงตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง โดยครั้งแรกจัดแสดงที่ สวนซ่อนศิลป์ แห่งนี้ โดยใช้ชื่อว่า วาดด้วยหัวใจ

สวนซ่อนศิลป์ เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีจากความชอบส่วนตัวสู่การร่วมรณรงค์ให้คนชอบป่าและปลูกป่า โดยปรับแต่งให้มีความเป็นอาร์ตและเป็นหอศิลป์ของตนเอง เป็นป่าที่ร่มเย็นและมีศิลปะซุกซ่อนอยู่ในสวนให้เป็นที่กล่าวขานของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมบรรยากาศในแนวนี้


หลังจากการแสดงงานภาพวาดในหลวง 99 ภาพ ทำให้ลุงน้อยมีชื่อเสียงมากขึ้น โดยมีโอกาสได้รับเชิญไปแสดงงานในสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงประเทศสวิสเซอร์แลนด์และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บ้าน “สวนซ่อนศิลป์” เป็นหนึ่งในสถานที่จัดแสดงผลงานของศิลปินสีน้ำระดับโลกจากการได้พบกับประธานสีน้ำโลกในครั้งนั้น

“....  กล้าที่จะฝัน กล้าที่จะโง่เพื่อการเรียนรู้ กล้าลงมือทำ กล้าเผชิญความผิดพลาดของตนเอง กล้าแก้ไข กล้าเตือนตนว่าอย่าเป็นคนหลงตัวเอง ลุงน้อยสอนตัวเองเสมอว่า ดีที่สุดที่ตัวเองทำมาคือคราวหน้า ไม่ใช่คราวนี้”

......นี่กระมัง... คือของขวัญอันวิเศษของสื่อมวลชนคนหนึ่ง กับการได้เข้ามาสัมผัส... รับรู้... เรียนรู้...และชื่นชมวิถีและวิธีคิดของชายผู้สูงวัยที่ชื่อ ลุงน้อย - สุรินทร์ สนธิระติ เจ้าของสวนซ่อนศิลป์ณ หุบเขาแห่งความสุขแห่งนี้ ให้เล่าขานเป็นเรื่องราว .... เป็นตำนาน บอกกล่าวกันตลอดไป...

..... แค่เพียงส่วนเสี้ยวของความคิด ก็เป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายๆ คน 



บทสัมภาษณ์พิเศษ :  นาริฐา  จ้อยเอม
ภาพ                  :  ชัญญา จันทะรังษี/ปนัดดา วีแก้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น