แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวประชาสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวประชาสัมพันธ์ แสดงบทความทั้งหมด

01 ตุลาคม 2569

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

●    “DARION” กระแสตอบรับแข็งแกร่ง ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 

●    พร้อมเปิดตัว “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง 

ชูแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ WULING เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น “DARION” ตอบรับตลาด MPV อย่างต่อเนื่อง

หน้าหลัก บทความ ข่าวสารยานยนต์ วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตอกย้ำกระแสตอบรับ DARION เดินหน้าบุกตลาดรถครอบครัวอีกรุ่น เปิดตัว WULING EKSION รถไฟฟ้า C-SUV 7 ที่นั่ง ชูคอนเซ็ป ‘Go Big Go Eksion’ สนนราคาเริ่มต้น 799,000 บาท

บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING หลังรถยนต์รุ่น DARION สร้างการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว WULING EKSION (วู่หลิง แอ็กชั่น) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวไทย เดิมใช้รถจำพวก PPV ให้ความสำคัญกับพื้นที่ใช้สอย และความสะดวกสบาย สมรรถนะ จำนวนที่นั่ง รวมถึงภาพลักษณ์ของรถ SUV ขนาดใหญ่ในราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมสัมผัสของจริงได้ที่ Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 และโชว์รูมใกล้บ้านทั่วประเทศ


โดยสถิติที่น่าสนใจในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา DARION ครองอันดับ 1 กลุ่มรถ MPV-VAN ประตูสไลด์ ประจำเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยยอดจดทะเบียน 897 คัน ส่วนแบ่งตลาด 33.9% สะท้อนความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของผู้บริโภคไทยที่มีต่อแบรนด์ WULING ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้งานจริง

นายพิทยากล่าวต่อด้วยว่า “ผลตอบรับจาก DARION เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่า ลูกค้าไทยเปิดรับ WULING มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของคนไทย และในขณะเดียวกันก็เดินหน้าพัฒนามาตรฐานโชว์รูม ศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านอะไหล่ และมีการอบรมช่างเทคนิคสำหรับศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของแบรนด์และผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในระยะยาว”  เปิดศึกตลาด SUV ด้วย “WULING EKSION” รถไฟฟ้า C-Segment SUV 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดเพื่อ “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น” เทียบไซส์ PPV ในราคาจับต้องได้ 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเปิดตัว WULING EKSION รถยนต์ไฟฟ้า 100% ในเซกเมนต์ C-Segment SUV 7 ที่นั่ง บนสถาปัตยกรรม Tianyu Architecture ซึ่ง WULING พัฒนาขึ้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถ SUV ที่มีขนาดใหญ่ ใช้งานได้หลากหลาย และรองรับสมาชิกครอบครัวได้ถึง 7 คน โดยมาในแนวคิด “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

Mr. Mike Chen รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว EKSION ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ WULING ในการขยายทางเลือกสำหรับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความกว้างขวางของรถขนาดใหญ่ แต่ต้องการความคล่องตัวและรูปแบบการใช้งานของ SUV มากกว่ารถตู้ เราภูมิใจนำเสนอ “EKSION” ให้ผู้บริโภคชาวไทย เพราะเราเชื่อว่าครอบครัวยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงรถที่ใหญ่ขึ้น แต่ต้องการรถที่สามารถทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น สนุกขึ้น และใช้ชีวิตได้หลากหลายมากขึ้น EKSION จึงถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพื้นที่ ความสบาย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในรถคันเดียว” 

ใหญ่กว่าที่คิด เติมความสบายครบทั้ง 7 ที่นั่ง

WULING EKSION มีขนาดตัวรถ 4,745 x 1,850 x 1,755 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,810 มิลลิเมตร พร้อมห้องโดยสารแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง จัดวางแบบ 2+3+2 มีพื้นที่เก็บสัมภาระเริ่มต้น 320 ลิตร ซึ่งสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 1,945 ลิตร เมื่อพับเบาะ 

สำหรับระบบขับเคลื่อน EKSION เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 150 kW หรือ 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ LFP ความจุ 69.2 kWh สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 530 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน CLTC และรองรับ DC Fast Charge โดยสามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ประมาณ 20–35 นาที 

WULING EKSION ยังได้รับการออกแบบให้เน้นพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสส่วนกลางขนาด 12.8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto, หน้าจอเรือนไมล์ TFT ขนาด 8.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลังครบทุกแถว, Wireless Charger 50W และฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟให้อุปกรณ์ภายนอก 

ด้านความปลอดภัย EKSION มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา พร้อม Transparent Chassis รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS อาทิ Adaptive Cruise Control, Autonomous Emergency Braking, Lane Keeping Assist และ Blind Spot Detection

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงในสัดส่วน 74.9% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการออกแบบเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวรถ 

“รถใหญ่ ราคาเข้าถึงง่าย” อีกทางเลือกรถไฟฟ้าสำหรับครอบครัวไทย

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) วาง EKSION ให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความรู้สึกและขนาดรถในระดับใกล้เคียงรถ PPV ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย แต่ยังต้องการความคล่องตัวของ SUV และพลังงานไฟฟ้า 100% โดยบริษัทต้องการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ขนาดใหญ่และ 7 ที่นั่งได้ง่ายขึ้น 

EKSION ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวที่ต้องการพื้นที่นั่งสบาย มีจำนวนที่นั่งเพียงพอสำหรับสมาชิกหลายคน แต่ไม่ต้องการหรือไม่สะดวกใช้รถตู้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังต้องการดีไซน์ SUV ที่มีความคล่องตัวและตอบโจทย์การเดินทางหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ทุกการเดินทางไม่ได้มีเพียง “พื้นที่ที่มากขึ้น” แต่คือโอกาสในการใช้ชีวิตได้มากขึ้นในทุกวัน 

WULING EKSION – “Go Big Go Eksion – ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น”

WULING EKSION ราคาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

รุ่น Comfort ราคา 799,000 บาท

รุ่น Premium ราคา 859,000 บาท 

พร้อมรับประกันแบตเตอรี่นาน 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 

โปรโมชั่นเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท

1. จองวันนี้ถึง 31 ตุลาคม รับส่วนลดเพิ่มทันที 10,000 บาท

2. รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 มูลค่ากว่า 25,000 บาท

3. รับฟรี! Wallbox 7kw พร้อมติดตั้ง มูลค่ากว่า 25,000 บาท

4. รับฟรี! แพกเกจบริการช่วงเหลือฉุกเฉิน 3 ปี มูลค่ากว่า 3,000 บาท



รถ EKSION ล็อตแรกถึงโชว์รูม WULING ทั่วประเทศแล้ว ผู้สนใจติดต่อนัดหมายเข้าชมและทดลองขับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป บริษัทมีความพร้อมในการเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าทันที โดยตั้งเป้ายอดขายในไตรมาส 4 ของ EKSION ในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,000 คัน สำหรับลูกค้าในเชตกรุงเทพมหานคร พบกับรถยนต์ไฟฟ้า WULING ครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ EKSION EV, STARLIGHT DARION EV, PORTA EV และ BINGUO EV ได้ในงาน Wuling Mini Motor Show ณ ศูนย์การค้า Mega Bangna โซน Take Home Lobby ระหว่างวันที่ 1–7 ตุลาคม 2569 รถยนต์และยานยนต์

วู่หลิง เซลส์ (ประเทศไทย) ตั้งเป้ายอดขายรวมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ WULING ปี 2569 ที่ 8,000 คัน หลังจากยอดขายสะสมในช่วง 8 เดือนแรกทำได้แล้วกว่า 5,000 คัน พร้อมเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์และยกระดับบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ WULING ในประเทศไทย 

#WulingEKSION #GoBigGoEksion #ใช้ชีวิตให้ใหญ่ขึ้น #WulingThailand

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร

เครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล ผนึก สถาบันอาหาร ปั้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพจากงานวิจัยสู่การใช้จริง ตอบโจทย์ Personalized Nutrition

กรุงเทพฯ – เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล ร่วมกับ สถาบันอาหาร (National Food Institute: NFI) กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition Innovation) เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการแพทย์ การวิจัย และเทคโนโลยีอาหาร เพื่อพัฒนาผลงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) และโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) สนับสนุนแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) และสร้างทางเลือกด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ โดย นายอัฐ ทองแตง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เครือโรงพยาบาลพญาไท และเครือโรงพยาบาลเปาโล และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร (NFI) 

นายอัฐ ทองแตง กล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร โภชนาการ และการแพทย์มาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยให้ผลงานวิจัยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง เรามองว่าอาหารและโภชนาการมีบทบาทสำคัญต่อการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น 

การเชื่อมต่อระหว่าง ‘อาหาร–โภชนาการ–การแพทย์–ตลาด’ อย่างเป็นระบบ จะช่วยเปิดโอกาสให้นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารทางการแพทย์เดินทางจากงานวิจัยไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลพร้อมสนับสนุนการนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสมเข้าสู่ช่องทางของเครือโรงพยาบาลฯ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนในอนาคต และสะท้อนบทบาทของเราในฐานะ ‘Partner for Life’ พันธมิตรด้านสุขภาพที่พร้อมดูแลและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในทุกช่วงของชีวิต"

ด้าน นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล กล่าวว่า "สถาบันอาหารจะนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิเคราะห์ รวมถึงโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) มาทำงานร่วมกับองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เพื่อพัฒนางานวิจัยและสูตรผลิตภัณฑ์จากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่การผลิตต้นแบบ พร้อมตรวจสอบด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ ก่อนพิจารณาต่อยอดสู่การผลิตและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์" ความร่วมมือดังกล่าวมีระยะเวลา 2 ปี ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและห้องปฏิบัติการ การจัดกิจกรรมวิชาการ การนำเสนอผลงานวิจัย ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ

สำหรับผลิตภัณฑ์นำร่องภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ คุกกี้ปราศจากกลูเตน (Gluten-Free Cookie) ไอศกรีมพลังงานสูง เครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรต และน้ำสมุนไพรพร้อมดื่ม โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันพัฒนาตั้งแต่การคิดค้นและปรับสูตร การผลิตต้นแบบ การทดสอบคุณภาพและความปลอดภัย ไปจนถึงการประเมินศักยภาพทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค

ความร่วมมือระหว่างเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กับสถาบันอาหาร (NFI) ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวของการเชื่อมโยงภาคการแพทย์ งานวิจัย และอุตสาหกรรมอาหารเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการเฉพาะบุคคลจากองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนแนวทาง Preventive Medicine และ Personalized Healthcare ตลอดจนรองรับแนวโน้ม Healthy Longevity หรือการมีชีวิตที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี สอดคล้องกับแนวคิด “Partner for Life” ของเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ที่มุ่งเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและร่วมดูแลผู้คนอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของชีวิต พร้อมสร้างโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพของไทยในระยะยาว

30 กันยายน 2569

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเท

 

วิริยะประกันภัย เดินหน้ามาตรการรับมือสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศ จัดเตรียมปฏิบัติการ FIRST AID ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย ประสานเครือข่ายรถยก รถลาก กู้รถยนต์ออกจากพื้นที่ รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งดำเนินการจ่ายสินไหมทดแทนผู้เอาประกันภัยรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และเพิ่มประสิทธิภาพการรับแจ้งเหตุรองรับผู้เอาประกันภัยจำนวนมาก ผ่านสายด่วน 1557 ช่องทาง Line Official @viriyah และศูนย์บริการสินไหมทดแทน ตลอด 24 ชั่วโมง

     นายดลเดช สัจจวีระกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเส้นทางที่มีปริมาณน้ำสะสมสูง ส่งผลให้ชีวิตประจำวันของประชาชนดำเนินไปอย่างยากลำบาก รวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลัน รถยนต์บางส่วนไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พบว่าระดับน้ำในบางพื้นที่เริ่มลดลงและสถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลาย ขณะที่บางพื้นที่ยังคงมีน้ำท่วมขังหรือมีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงบางจุดที่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จึงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการจัดการสินไหมทดแทนอย่างเต็มศักยภาพ

     "วิริยะประกันภัย มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการรับมือกับเหตุอุทกภัยด้วยการนำ ‘ปฏิบัติการ FIRST AID’ แนวทางปฏิบัติการกู้ซ่อมรถยนต์ มาใช้รับมือกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยจนเป็นผลสำเร็จอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงมหาอุทกภัยล่าสุดที่เกิดขึ้น ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นพัฒนาการบริการและศักยภาพบุคลากรทุกส่วนงานให้มีความพร้อมรับมือกับภัยความเสี่ยงทุกรูปแบบ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานของปฏิบัติการ FIRST AID อยู่เสมอ เมื่อเกิดเหตุอุทกภัยขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง ณ ขณะนี้ บริษัทฯ จึงดำเนินการจัดกำลังเจ้าหน้าที่และประสานเครือข่ายสนับสนุนเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้อย่างเต็มศักยภาพและทันท่วงที แม้ในบางพื้นที่อาจมีข้อจำกัด ผู้เอาประกันภัยก็ยังสามารถแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1557 และศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในแต่ละพื้นที่ เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ประสานงานด้านการช่วยเหลือ รวมถึงให้คำแนะนำแก่ผู้เอาประกันภัยเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติและการดูแลรถยนต์ในระหว่างเกิดอุทกภัย เพื่อให้ลูกค้าผู้เอาประกันภัยได้รับความคุ้มครองและเกิดความอุ่นใจสูงสุด” คุณดลเดชกล่าว

     ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง รวมถึงบางพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณฝนและสภาพพื้นที่ ซึ่งจากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนในเขตพื้นที่อุทกภัยทั่วประเทศ ณ วันที่ 29 กันยายน พบว่า มีรถยนต์เกิดความเสียหายจากน้ำท่วม จำนวนประมาณกว่า 4,000 คัน โดยบริษัทฯ ยังคงเร่งดำเนินการตรวจสอบและประเมินความเสียหายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถดำเนินการช่วยเหลือและชดเชยความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว และเป็นธรรมสูงสุด

--

ดีพร้อม–เดลต้า หนุน 10 สตาร์ทอัพไทย มอบทุน 5 ล้านต่อยอดธุรกิจ คาดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 150 ล้านบาท


กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ร่วมกับ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มอบเงินทุนสนับสนุนการจัดตั้งและขยายธุรกิจรวม 5 ล้านบาท ให้แก่ 10 สตาร์ทอัพไทย ภายใต้โครงการ DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 หลังผ่านกระบวนการคัดเลือกและทดสอบนวัตกรรมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มโอกาสนำเทคโนโลยีไทยไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยคาดว่าโครงการปีนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 150 ล้านบาท         

จากภาพถ่ายดาวเทียมสู่การบริหารฟาร์มโคนมด้วย AIoT นวัตกรรมของสตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนในปีนี้สะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทยในการนำไปประยุกต์ใช้กับภาคเศรษฐกิจที่หลากหลาย โดยบริษัท ริฟฟาย จำกัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลภูมิศาสตร์จากภาพถ่ายดาวเทียมด้วยปัญญาประดิษฐ์ ได้รับเงินทุนสนับสนุนสูงสุด 1,000,000 บาท ขณะที่บริษัท โคมิล์โล จำกัด ผู้พัฒนาระบบบริหารจัดการฟาร์มโคนมด้วยเทคโนโลยี AIoT ได้รับเงินทุน 850,000 บาท และบริษัท ไทยทิชชูคัลเจอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้พัฒนาโซลูชันเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ได้รับเงินทุน 750,000 บาท โดยอีก 7 กิจการได้รับทุนสนับสนุนตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 5 ล้านบาท

นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “ONE MIND อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ ตลอดจนพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจและสังคม

“โจทย์ใหม่ของประเทศเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจรูปแบบใหม่ สิ่งที่เราอยากเห็นคือสตาร์ทอัพที่ไม่เพียงเติบโตในธุรกิจของตนเอง แต่สามารถนำความรู้และนวัตกรรมเข้าไปช่วยแก้ปัญหา เพิ่มผลิตภาพ และสร้างมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย เพราะเมื่อผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต” นายทัตพงศ์ กล่าว            

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งพัฒนาสตาร์ทอัพไทย ให้สามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ โดย DIPROM x DELTA Angel Fund 2026 ได้ออกแบบกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาผู้ประกอบการให้เชื่อมโยงตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การจับคู่ธุรกิจ ไปจนถึงการทดสอบตลาดจริง โดยเริ่มจากผู้สมัคร 105 กิจการ ผ่านการคัดเลือก 30 กิจการเข้าสู่กระบวนการเจรจาและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ก่อนคัดเลือก 20 กิจการเข้าทดสอบความเป็นไปได้ของนวัตกรรมในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน และคัดเลือก 10 กิจการเข้าสู่รอบสุดท้ายเพื่อรับเงินทุนสนับสนุน

“การส่งเสริมสตาร์ทอัพไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกอบการได้รับเงินทุน แต่ต้องต่อเนื่องไปถึงการตั้งธุรกิจ การขยายตลาด และการสร้างรายได้ กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินงานในทิศทางนี้มาอย่างต่อเนื่อง และจะเพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงสตาร์ทอัพกับภาคอุตสาหกรรม แหล่งทุน และตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบ” นายณัฐพล กล่าว

ด้าน นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างดีพร้อมกับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยตลอดระยะเวลาดังกล่าวมีผู้ประกอบการได้รับทุนสนับสนุนจากเดลต้าแล้ว 247 ทีม รวมมูลค่ากว่า 43.16 ล้านบาท สำหรับปีนี้ได้เพิ่มความเข้มข้นในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับหน่วยงานและธุรกิจที่มีความต้องการใช้เทคโนโลยี เพื่อให้สตาร์ทอัพได้รับข้อมูลจากการทดลองใช้งานจริงก่อนต่อยอดสู่ตลาดในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามจากการดำเนินโครงการในปีนี้ คาดว่าจะสามารถสร้าง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกว่า 150 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินลงทุนเพื่อจัดตั้งหรือขยายธุรกิจ 5 ล้านบาท การสร้างการจ้างงานเพิ่มขึ้น 90 ราย คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท และสามารถลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่า 30 ล้านบาท และการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงการขยายช่องทางการตลาด คิดเป็นมูลค่ากว่า 95 ล้านบาท

ขณะที่ นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดลต้าฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ Angel Fund อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยในปีนี้บริษัทฯ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม Pitching Day รอบสุดท้าย พร้อมสนับสนุนเงินทุนจำนวน 10 รางวัล รวม 5 ล้านบาท ให้แก่สตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ

“เดลต้าฯ เชื่อว่าการสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรากฐานให้กับอุตสาหกรรมในอนาคต ความร่วมมือกับดีพร้อมตลอด 11 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ที่สามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและสังคม และเราพร้อมที่จะนำองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมาร่วมสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยต่อไป” นายวิคเตอร์ กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 

โทรศัพท์ 0 2202 4414-18 หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.dip.go.th
หรือ https://www.facebook.com/dipromindustry

29 กันยายน 2569

3 เหตุผลคนรักเรือต้องมา งาน Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3

ริเวอร์เดล มารีน่า ผู้ให้บริการท่าจอดเรือและศูนย์บริการดูแลเรือครบวงจรระดับพรีเมียมบนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือ เอ็ม บี เค ร่วมกับพันธมิตรธุรกิจเรือชั้นนำและเครื่องยนต์ จัดงาน RIVERDALE MARINA USED BOAT MARKET ครั้งที่ 3  เปิดพื้นที่เพื่อคนรักเรือที่กำลังมองหาเรือลำแรก เรือคู่ใจมือ2 ตลอดจนมาแลกเปลี่ยนพบปะ พูดคุย แชร์ทริคการดูแลเรือ และอัปเดตไอเทมเด็ดกันแบบจุใจ ไม่ว่าจะเป็นสายสปีดโบ๊ท เจ็ตสกี หรือเรือตกปลา เพราะเป็นงานตลาดเรือมือสองระดับพรีเมียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการเรือขนาดยักษ์ นวัตกรรมเรือไฟฟ้า และอุปกรณ์ทางน้ำมาไว้ในงานเดียว ภายใต้ 3 เหตุผลของคนรักเรือต้องไม่พลาดงานนี้

เหตุผลที่ 1  ยกทัพเรือมือสองทุกรูปแบบทั้งเบนซิน ดีเซล และเรือไฟฟ้าน่าครอบครองที่สุดแห่งปี  ขนมาครบทั้งเรือสวยสภาพเหมือนใหม่ เจ็ตสกี เครื่องยนต์ และอุปกรณ์เรือคุณภาพดี ฟังก์ชั่นครบจัดเต็ม แถมหลายลำเป็นแรร์ไอเทม ที่ไม่เคยหลุดมาในตลาดที่ไหนมาก่อน 

เหตุผลที่ 2 ซื้อขายตรงกับเจ้าของเรือ ดีลดี ต่อรองได้จริง หมดปัญหาเรื่องคนกลาง พบเจ้าของเรือตัวจริง เปรียบเทียบหลายรุ่นหลายขนาด พร้อมพูดคุยและต่อรองราคาได้ตรงใจ ในราคาคุ้มค่าสบายกระเป๋ากว่าท้องตลาด

และเหตุผลที่ 3 พบปะกับชุมชนคนรักเรือ  ท่ามกลางบรรยากาศสุดชิลริมเจ้าพระยา  ที่นี่เป็นมากกว่าการมาซื้อเรือ แต่ยังเป็นพื้นที่ของการแบ่งปัน กระทบไหล่แลกเปลี่ยนความรู้กับสังคมคนรักเรือตัวจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำผู้ที่เพิ่งเข้าวงการให้ทดลองขับ เพื่อหาไลฟ์สไตล์ที่ตรงกับตรงเองและครอบครัว ชูจุดเด่นเครื่องยนต์ดีเซลที่ประหยัดและดูแลรักษาง่าย  เดินชมเรือสวยๆ ไม่ต้องกลัวร้อนช่วงเย็น ลมพัดเย็นสบาย เคล้าบรรยากาศวิว Sunset สุดเอ็กซ์คลูซีฟริมแม่น้ำเจ้าพระยา 


ลดกระหน่ำหลักแสน! ดีลพิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น  Special Privilege! เพียงจองเรือภายในงาน รับสิทธิ์ จอดเรือที่ Riverdale Marina ฟรี 3 เดือน ดูแลระดับพรีเมียม ให้คุณเริ่มเป็นเจ้าของเรือได้อย่างสบายใจที่สุด  มาร่วมเป็นเจ้าของเรือสวย คัดพิเศษ ในราคาสบายใจ ที่งานตลาดเรือมือสอง Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3   ตั้งแต่วันศุกร์ ที่ 2 –  วันอาทิตย์ ที่ 4 ตุลาคม 2569   เวลา 15.00-20.00 น.   ณ  Hardstand, Riverdale Marina 

งาน "Riverdale Marina Used Boat Market ครั้งที่ 3" ไม่เพียงเป็นแหล่งรวมเรือสวยฟังก์ชันครบ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ดูแลเรือระดับพรีเมียม แต่ยังมีบริการ Ramp Service มาตรฐานสากลให้ผู้ซื้อได้ทดลองขับจริงบนแม่น้ำเจ้าพระยา  ที่สำคัญต้นปีหน้าต้องไม่พลาดมหกรรมเรือสุดยิ่งใหญ่ระดับประเทศ Riverdale Marina Boat Fair ครั้งที่ 5 ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 28  ถึงวันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม 2570  ณ ริเวอร์เดล มารีน่า จังหวัดปทุมธานี


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Riverdale Marina โทร. 062-5971875
ติดตามกิจกรรมและโปรโมชันดี ๆ ได้ที่ www.riverdalemarina.co.th หรือFacebook:https://www.facebook.com/riverdalemarina.bangkok 
และLine : @riverdalemarina

28 กันยายน 2569

ฝนตกหนัก รีบเติมภูมิคุ้มกันด่วน! บีไชน์ ส่ง “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติ เข้มข้น 4 เท่า


ฝนตกหนัก รีบเติมภูมิคุ้มกันด่วน! บีไชน์ ส่ง “เนเจอร์ซี สูตรใหม่” วิตามินซีธรรมชาติ เข้มข้น 4 เท่า เสริมภูมิ-ดูแลผิวใส จัดโปรคุ้มเพียงขวดละ 199 บาท ที่ 7-Eleven, Tops และร้านยา Lotus’s

ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ การดูแลสุขภาพและเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ร่วมส่งต่อความห่วงใยและความคุ้มค่า จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษต้อนรับฤดูฝนกับ “บีไชน์ เนเจอร์ซี (B Shine Nature C) สูตรใหม่” วิตามินซีจากธรรมชาติ 100% ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและดูแลผิวพรรณสดใส แค่วันละเม็ด ขนาดขวด 30 เม็ด แถมฟรี 5 เม็ด ลดราคาพิเศษเหลือเพียง 199 บาท (จากปกติ 249 บาท) พร้อมสิทธิ์สมาชิก All Member ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือเพียง 198 บาท ราคานี้สำหรับเฉพาะที่ร้าน 7-Eleven เท่านั้น และยังมีโปรโมชั่น “บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่” ขวดละ 199 บาท ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Tops และร้านยา Lotus’s สามารถซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคม 2569 นี้ 


“บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่” เด่นด้วยส่วนประกอบหลัก ใน 1 เม็ด อัดแน่นด้วยคุณค่าสารสกัดหลายชนิด ได้แก่

- อะเซโรลาเชอร์รี่สกัดเข้มข้น 1,000 มก. (เทียบเท่าผลอะเซโรลาเชอร์รี่สด 4,000 มก. เข้มข้นจริงถึง 4 เท่า) คุณภาพพรีเมียมนำเข้าจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้

- ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์สูงถึง 100 มก. ช่วยเพิ่มการดูดซึมและเสริมการทำงานของวิตามินซีให้ดียิ่งขึ้น

- สารสกัดจากทับทิม ต้านอนุมูลอิสระสูง ผิวแลดูกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น

- สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ชะลอการเสื่อมสลายของคอลลาเจนในผิวหนัง ช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอย ดูแลผิวให้อ่อนเยาว์

- แคโรทีนอยด์ ช่วยดูแลผิวพรรณให้แลดูสดใสเป็นธรรมชาติเมื่อต้องเผชิญแสงแดด คงความอ่อนเยาว์ พร้อมส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ

- เบอร์รี่รวม 6 ชนิด (สตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสป์เบอร์รี่, เอลเดอร์เบอร์รี่, แบล็คเคอร์แรนท์, เรดบีท) จากสวิตเซอร์แลนด์ อุดมด้วยไฟโตนิวเทรียนท์หลากสี ดีต่อสุขภาพผิวและสายตา

ไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ อุดมด้วย ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย มาในสูตรอ่อนโยนต่อทางเดินอาหาร ไม่ตกค้างในร่างกาย เหมาะสำหรับการรับประทานเป็นประจำทุกวัน เพื่อการดูแลสุขภาพและผิวพรรณในระยะยาว โดยแนะนำให้รับประทานวันละ 1 เม็ด หลังมื้ออาหารเช้าหรือกลางวัน เพื่อประโยชน์สูงสุด

ส่วนประกอบสำคัญต่อ 1 เม็ด : อะเซโรลาเชอร์รี่สกัด 1,000 มก., ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 100 มก., เบอร์รี่มิกซ์ 120 มก., สารสกัดจากทับทิม 70 มก., สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ 23.75 มก., แคโรทีนอยด์ 23.75 มก.

บีไชน์ เนเจอร์ซี สูตรใหม่ มีแบบซองพกง่าย บรรจุ 6 เม็ด ราคาเพียง 49 บาท และพิเศษยิ่งกว่า! กับแบบขวดสุดคุ้ม บรรจุ 35 เม็ด ที่กำลังจัดโปรโมชั่นลดราคาแรงเหลือเพียง 199 บาท (จากปกติ 249 บาท) หาซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 ตุลาคม 2569 ที่ร้าน 7-Eleven, ซูเปอร์มาร์เก็ต Tops และร้านยา Lotus’s 

นอกจากนี้ บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด ยังมีผลิตภัณฑ์แบรนด์ “บีไชน์” และ “คิดโด้” จำหน่ายที่ Shopee: Bshine Nutrition Plus, Lazada: บีไชน์นูทริชั่นพลัส และ Tiktok: Bshine Nutrition Plus

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร และรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://www.bshine.co.th/NaturC_landingpage/,
Facebook Fanpage: B Shine, TikTok : bshine.official, IG: bshinenutritionplus
และ Line Official: @Bshine

16 ปี บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด กับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทย เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

พล.อ.อ. คงศักดิ์ จันทรโสภา กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี ที่ผ่านมา บริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเพื่อเป็นผู้นำในการเดินรถไฟฟ้าด้วยมาตรฐานในระดับสากล ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ นับตั้งแต่การให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ มาจนถึงการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งมีการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ประชาชน โดยบริษัทฯ ยึดหลักการบริหารงานตามหลักธรรมาภิบาล และหลักสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมบุคลากรทุกคนให้มีความตระหนัก ยึดมั่นการสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 13 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ ”ดีเด่น” ประจำปี 2569 (Human Rights Awards 2026) จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพัฒนาการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยมีแผนปฎิบัติการขับเคลื่อนและส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) ที่สถานีรังสิต ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และเทศมนตรีนครรังสิต โดยเพิ่มเส้นทางเดินรถ EV Bus (สมายบัส) จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ 1.สถานีรังสิต – ถนนเลียบคลองรังสิต - สถานีรังสิต 2. สถานีรังสิต - รถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีคูคต – สถานีรังสิต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มให้บริการได้ในช่วงเดือนเมษายน 2570 โดยในระยะเเรกจะเป็นการทดลองให้บริการในเบื้องต้นก่อนพัฒนาไปสู่เส้นทางอื่นๆต่อไป 

ด้านการอำนวยความสะดวกด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง (Feeder) ในเส้นทางอื่นๆ บริษัทฯยังคงให้บริการเช่นเดิม ทั้งการบูรณาการความร่วมมือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย จัดขบวนรถไฟดีเซลรางในเส้นทาง นครปฐม - ตลิ่งชัน เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดนครปฐมเชื่อมเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก อีกทั้ง รฟฟท. ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) จัดรถขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานไฟฟ้า (Electric Bus) หรือ EV Bus พลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถเชื่อมต่อระหว่าง สถานีรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง (สถานีหลักสี่) จุดจอดบริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปยังศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร B และ C (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) โดยรฟฟท. ได้คำนึงถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีผ่านการให้บริการ และพร้อมเดินหน้าพัฒนาให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะรองในสถานีอื่นๆอย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้านการให้บริการเดินรถไฟฟ้า บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าในการให้บริการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยในปัจจุบันรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง มีสถิติความตรงต่อเวลา ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของขบวนรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงตั้งแต่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 99.96% , 99.97% และ 100% ตามลำดับ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดให้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีผู้โดยสารรวมกว่า 50 ล้านคน ซึ่งจะเห็นได้จากผลการสำรวจความพึงพอใจจากผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งลงพื้นที่สำรวจโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการสำรวจและวิจัย โดยผลปรากฏว่าจากคะแนนเต็ม 5 ผู้โดยสารมีความพึงพอใจด้านการให้บริการ 4.59, ด้านความปลอดภัย 4.57, ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.59, ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.54, ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานี และในขบวนรถ 4.49, ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.51 ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก สืบเนื่องมาจากการมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการเดินรถไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ควบคู่ไปด้วย โดยได้ดำเนินการโครงการต่างๆที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างพนักงานกับคนในชุมชน รวมถึงรณรงค์ให้พนักงานทุกคนให้มีความตระหนักและเห็นความสำคัญของการทำกิจกรรม CSR ด้วย

นอกจากนี้ ในด้านส่วนต่อขยายของรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม (สายเหนือ) ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กิโลเมตร และส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน (สายตะวันตก) ช่วงตลิ่งชัน - ศิริราช - ศาลายา ระยะทาง 20.5 กิโลเมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2572 โดยคาดการณ์ว่า เมื่อเปิดให้บริการในเส้นทางดังกล่าวแล้ว จะเป็นทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชน ช่วยลดเวลาการเดินทางจาก จังหวัดปทุมธานีเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ฝั่งธนบุรี - ศาลายาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว รวมถึงลดปัญหาการจราจรติดขัด และยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและพื้นที่โดยรอบสถานี รองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต ที่สำคัญยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

สำหรับประเด็นการมอบภารกิจสำคัญให้ รฟฟท. กลับไปบริหารจัดการการเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ นั้น บริษัทฯมีความพร้อม เนื่องจากเคยบริหารโครงการดังกล่าวมากว่า 10 ปี มีทีมงานที่มีประสบการณ์ รวมถึงมีการเตรียมแผนการดำเนินการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย หากเล็งเห็นว่า บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด มีความเหมาะสม ก็สามารถดำเนินการได้อย่างไร้รอยต่อ โดยบริษัทฯคำนึงถึงการให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าด้วยมาตรฐานในระดับสากลที่บริษัทนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กรในทุกมิติ จะส่งผลให้สามารถยกระดับการให้บริการแก่ผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงบริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรให้มีคุณภาพ เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ผู้โดยสารได้ให้ความไว้วางใจด้วยดีเสมอมา

โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม
Facebook Fan Page, X , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET”
หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th

“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”
รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง