wefiethailand

Wefiethailand

14 มีนาคม 2569

หมอนรองกระดูกปลิ้น โรคฮิตคนทำงานยุคดิจิทัล แพทย์เตือนอย่าปล่อยปวดหลังเรื้อรัง

ปวดหลังอย่าชะล่าใจ แพทย์เตือน “หมอนรองกระดูกปลิ้น” ภัยเงียบคนทำงาน กระทบประสิทธิภาพการทำงานอาการปวดหลังที่หลายคนคิดว่าเป็นแค่ออฟฟิศซินโดรม อาจเป็นสัญญาณหมอนรองกระดูกเคลื่อน แพทย์ชี้หากปล่อยเรื้อรังอาจกระทบ Productivity ของคนวัยทำงาน ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาหลากหลายตั้งแต่กายภาพบำบัดถึงผ่าตัดแผลเล็ก

อาการปวดหลังเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากในกลุ่มคนวัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หลายคนมักเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นเพียง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) จากท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม แต่ในความเป็นจริง อาการปวดหลังเรื้อรังบางส่วนอาจมีสาเหตุมาจาก ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้น หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated Disc) ซึ่งเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมและไปกดทับเส้นประสาท


นพ.สุทธวีร์ ปังคานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ จอยท์ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) กล่าวว่า อาการปวดหลังส่วนล่าง (Low Back Pain) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพทั่วโลก โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประชากรโลกกว่า 80% เคยมีอาการปวดหลังอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ขณะที่ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนพบได้ประมาณ 1 - 3% ของประชากร และมักเกิดในช่วงอายุ 30–50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจ

นอกจากผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว อาการปวดหลังยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ลดลง ทั้งจากการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การลาป่วย หรือการทำงานที่ต้องหยุดชะงัก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

หมอนรองกระดูกสันหลังทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ แต่เมื่อมีแรงกดทับสะสมจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานนาน การยกของผิดท่า หรือการก้มใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเคลื่อนตัวและกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลัง หรือปวดร้าวลงแขนและขา

อีกปัจจัยสำคัญคือ หมอนรองกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยงโดยตรง การได้รับสารอาหารจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกาย หากร่างกายเคลื่อนไหวน้อยหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน อาจทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมเร็วขึ้น

งานวิจัยด้านชีวกลศาสตร์ยังพบว่า แรงกดต่อหมอนรองกระดูกในท่านั่งอาจสูงกว่าท่ายืนประมาณ 40% และในท่าก้มตัว เช่น การก้มเล่นโทรศัพท์มือถือ แรงกดต่อกระดูกสันหลังอาจเพิ่มขึ้นหลายเท่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบันพบภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมในคนอายุน้อยมากขึ้น

ระดับความรุนแรงของหมอนรองกระดูกเคลื่อน แพทย์สามารถแบ่งภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนออกเป็นหลายระยะ ได้แก่

หมอนรองกระดูกโป่ง (Disc Bulge) ระยะเริ่มต้น หมอนรองกระดูกเริ่มโป่งออก แต่ยังไม่แตก

หมอนรองกระดูกยื่น (Disc Protrusion) เนื้อหมอนรองกระดูกดันออกมากดทับเส้นประสาท
เริ่มมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา

หมอนรองกระดูกแตก (Disc Extrusion) ชั้นนอกฉีกขาด ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรง
และอาจมีอาการชา

หมอนรองกระดูกหลุด (Disc Sequestration) ชิ้นส่วนหมอนรองกระดูกหลุดเข้าไปในช่องไขสันหลัง ส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทอย่างชัดเจน


ทางเลือกการรักษายุคใหม่ ช่วยลดเวลาพักฟื้นของคนทำงาน นพ.สุทธวีร์ ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถรักษาได้โดย ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรม ซึ่งมีรายงานว่าประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยสามารถดีขึ้นได้ด้วยการรักษาแบบอนุรักษ์

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ดีขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษา เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ลดแรงดันหมอนรองกระดูก (Laser Disc Decompression) ซึ่งช่วยลดแรงดันภายในหมอนรองกระดูกและลดการกดทับเส้นประสาท

สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะรุนแรง แพทย์อาจพิจารณา การผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลังด้วยเทคนิคแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น และสามารถกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด

ศูนย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง ทางเลือกการรักษาที่ตรงจุด

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรังหรือสงสัยภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อน โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S Spine and Joint Hospital) เป็นหนึ่งในศูนย์การแพทย์ที่มุ่งเน้นการรักษาโรคกระดูกสันหลังโดยเฉพาะ ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย

จุดเด่นของโรงพยาบาลคือแนวทางการรักษาที่เน้น การวินิจฉัยอย่างแม่นยำและเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การทำกายภาพบำบัดเฉพาะทาง ไปจนถึงเทคนิคการรักษาขั้นสูง เช่น การรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก (MIS) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ ลดระยะเวลาพักฟื้น และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำงานได้เร็วขึ้น

ด้วยแนวคิดการดูแลแบบ Specialized Spine Care ที่รวมทีมแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย และการดูแลแบบครบวงจร ทำให้โรงพยาบาลเอส เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาโรคกระดูกสันหลังอย่างตรงจุดและมีมาตรฐาน

แพทย์แนะนำว่า หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง หรือมีอาการปวดร้าวลงแขนหรือขา ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น การตรวจ X-ray หรือ MRI เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนกระทบต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว

โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางกระดูกสันหลังและข้อ (S-spine and Joint Hospital)